5 ขั้นตอนเตรียมพร้อม เพื่อวิธีขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกต้อง

เอาใจสายมู แชร์ทริก วิธีขอพรที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ถูกต้องขอพรอย่างไรให้ปัง สามารถทำตามกันได้ง่ายๆ เลย รับรองว่าดีย์แน่นอน!! เอาเป็นว่าเราไปดูกันดีกว่าว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง ไปกันเลย

5 ขั้นตอนเตรียมพร้อม เพื่อวิธีขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกต้อง

1. ตั้งจิตให้สงบและมีสมาธิ

ทุกครั้งที่อธิษฐานขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จิตต้องตั้งมั่น แน่วแน่ และให้ขอพรด้วยใจจริง มีพลังแข็งแกร่งตั้งมั่นด้วยแรงศรัทธาอธิษฐานอย่างแรงกล้าในสิ่งที่ปรารถนาไว้ ต้องมีภาพในหัวที่ชัดเจน เช่น อธิษฐานขอพรว่า ขอให้การเงินดีขึ้น และขอให้หมดหนี้หมดสิน

ในเวลาที่กำลังขอพรอยู่นั้นจะต้องรวมจิตให้แน่วแน่กับสิ่งที่ขอพรเพื่อให้มีพลังเชื่อมบุญกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ให้รับรู้ในสิ่งที่ปรารถนาซึ่งจะส่งผลให้ประสบผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น จะส่งผลให้มีพลังมหาศาลทำให้ได้ผลตามที่มุ่งหวัง เนื่องจากจิตใจที่ตั้งมั่นจะเป็นแรงส่งหรือเชื่อมกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นพลังขั้นแรกในการส่งไปขอพร ขออำนาจบุญบารมีจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์

สวดมนต์

2. ชำระร่างกายให้บริสุทธิ์

ผู้ขอพรต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้อยู่ในทาน ศีลและภาวนา นึกถึงบุญคุณความดีที่ได้กระทำมา หากไม่มีบุญของตัวเองเป็นที่ตั้ง บุญจากที่อื่นก็ไม่สามารถช่วยได้ ควรต้องรักษาศีลอย่างน้อยสุดคือศีล 5 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเรื่องของกรรมวาจา ซึ่งหมายถึง ต้องเป็นคนที่พูดจาเป็นมงคล เพราะการพูดมงคลนั้นเป็นการนำสิ่งที่ดีเข้าใส่ตัว แต่การพูดไม่ดีนั้นจะขัดแย้งกับมนต์คาถาศักดิ์สิทธิ์ที่เปล่งออกมา

3. ต้องรู้จักวิธีการบูชา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกต้อง

การที่จะขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านจะช่วยดลบันดาลให้มีอานุภาพสูงสุดนั้น จะต้องรู้จักวิธีการบูชาที่ถูกต้องเสียก่อน เพราะดวงจิตวิญญาณที่สถิตย์หรือรักษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น มีเจตจำนงในความต้องการแตกต่างกัน แล้วแต่พลังจิตวิญญาณนั้นๆ ว่าท่านอยู่ในระดับชั้นใด แต่ที่เหมือนกันก็คือท่านทรงไว้ด้วยคุณความดีและมีพลังบุญ บางองค์นั้นท่านเป็นพระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ พรหมเทพเทวา หรือ เทพเจ้าต่างๆ วิญญาณบรรพบุรุษ หรือผู้ที่เคยมีพระคุณยิ่งใหญ่ต่อแผ่นดิน

ก่อนการบูชาต้องจัดวางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตำแหน่งที่เหมาะสม อยู่ในทิศทางที่เป็นมงคลถูกต้อง การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์บางครั้ง การถือศีล หรือเจริญภาวนา ทำสมาธิ ก็เพียงพอในการส่งบุญบารมี แต่ในบางครั้ง อาจจะต้องมีเครื่องเซ่นไหว้บูชาประกอบด้วย

อธิษฐาน

4. ขอพรในสิ่งที่ดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น หรือเป็นเรื่องที่เอาเปรียบใคร

กุศลกรรมดีที่ทำไว้จะหนุนนำให้เกิดผลโดยเร็ววัน หากขอในช่วงเวลาที่เหมาะสมและดวงขึ้นก็จะส่งผลให้พรประสบผลสำเร็จได้ง่ายและเร็วขึ้น หากขอพรในสิ่งใดต้องขยันทำกรรมดีในเรื่องนั้นๆ ด้วย และการอธิษฐานในด้านกิจธุระต่างๆ ถ้าทำในจังหวะเวลาที่คนหมู่มากร่วมด้วย ก็จะยิ่งบังเกิดผลสำเร็จได้ง่าย

การเบียดเบียนผู้อื่นเป็นสิ่งที่ต้องไม่ทำอย่างเด็ดขาด เพราะกรรมนั้นจะขัดแย้งกันกับสิ่งที่เราปรารถนาจะได้มา การขอพรต้องขออย่างมีสติ ต้องรู้ตัวเองก่อนว่าเรา มีศีลอะไรบ้าง มีความดีอะไรบ้าง เมื่อปฏิบัติดีอยู่ในศีลด้วยความดี ตั้งใจมั่นศรัทธา ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นกับเรา

 อธิษฐาน

5. อธิษฐานเผื่อแผ่ แบ่งปันส่วนบุญและกุศล

แรงอธิษฐานที่ยิ่งใหญ่นั้นไม่ใช่มุ่งเน้นประโยชน์ความต้องการของตนเองเพียงอย่างเดียว เมื่อได้ในสิ่งที่ตนเองปรารถนาแล้วควรจะแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับคนอื่นไปด้วยเพื่อให้คนที่เรารักและมีความปรารถนาดีมีความสุขไปพร้อมๆ กัน เรียกว่าเป็นพรหมวิหารธรรม คือ เมตตา ปรารถนาจะให้ผู้อื่นมีความสุขเหมือนกับที่ตนได้รับการอธิษฐานเพื่อหวังผลประโยชน์สุขของผู้อื่นด้วยจะยังก่อให้เกิดความสุขที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแท้จริงด้วย

อุทยานธรรมเขานาในหลวง จ.สุราษฎร์ธานี ดินแดนในฝันอันสงบสุข

อุทยานธรรมเขานาในหลวง หมู่ 8 ตำบลต้นยวน อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางขุนเขาอันอุดมร่มรื่น เป็นที่ตั้งของเจดีย์ลอยฟ้า สถานที่ปฏิบัติธรรม รอยพระพุทธบาท และยังเป็นที่ที่สามารถชมทะเลหมอกอันแสนงดงาม

“อุทยานธรรมเขานาในหลวง” (Khao Na Nai Luang Dharma Park) จ.สุราษฏร์ธานี มีซุ้มเจดีย์แบบโบราณ 9 ยอด มีชื่อว่า “ซุ้มพุทธาวดี” มีชื่อตรงประตูซุ้มว่า “พุทธวดี” ในยามที่แสงแดดสาดส่องลงมายังซุ้มประตู เกิดเป็นภาพที่อัศจรรย์และงดงาม ภายในมีเจดีย์ร้อยยอด พระธาตุพันองค์ และรอยพระพุทธบาทให้สักการะ

อุทยานธรรมเขานาในหลวง

อุทยานธรรมเขานาในหลวง ถือเป็นสำนักสงฆ์ที่สร้างขึ้นด้วยพลังศรัทธาของชาวบ้าน ความสงบร่มเย็นล้อมรอบด้วยบรรยากาศธรรมชาติ โดดเด่นด้วย ซุ้มประตูโบราณแบบ 9 ยอด มีชื่อตรงประตูซุ้มว่า “พุทธวดี” หรือซุ้มประตูแห่งกาลเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามเมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบเข้ากับซุ้มประตูในยามเช้า เป็นภาพที่สวยงามน่าประทับใจมาก และต่อยอดพลังศรัทธา ด้วยการสร้าง เจดีย์ร้อยยอดพันองค์ เจดีย์ลอยฟ้าพุทธศิลาวดี เจดีย์ลอยฟ้าพุทธราชาวดี รวมทั้งปูชนียสถานที่สำคัญคือ รอยพระพุทธบาท ที่ปรากฏอยู่บนยอดเขาของอุทยานธรรมธรรมแห่งนี้ด้วย

อุทยานธรรมเขานาในหลวง

ตามประวัติของพื้นที่บริเวณเขานาในคือ มีกลุ่มชาวบ้านราว 40 คน อพยพจาก อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เข้ามาตั้งรกรากครั้งแรกในปี พ.ศ. 2518 ซึ่งขณะนั้นพื้นที่บริเวณเขานาในอยู่ภายใต้การครอบครองของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย กลุ่มชาวบ้านจึงส่งตัวแทนเข้าเจรจาเพื่อขออยู่อาศัยและบุกเบิกพื้นที่ทำมาหากิน ต่อมาชาวบ้านจากพื้นที่อื่นๆ ทราบข่าวจึงทยอยตามเข้ามาสมทบ ก่อนที่พรรคคอมมิวนิสต์จะยุติบทบาทการสู้รบกับรัฐบาลไทยลงในปี พ.ศ. 2525 ชุมชนจึงได้ขยายตัว มีการก่อตั้งวัด โรงเรียน สถานีอนามัย พัฒนาระบบสาธารณูปโภคขึ้น รวมถึงอุทยานธรรมที่สวยงาม สงบ และร่มรื่นแห่งนี้

อุทยานธรรมเขานาในหลวงถือเป็นสำนักสงฆ์ โดยสิ่งก่อสร้างและสถาปัตยกรรมต่างๆ ล้วนสร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาและเงินบริจาคของชาวบ้าน ภายใต้การนำของเจ้าอาวาส (พระสมพงศ์ วชิรปญโญ) เริ่มต้นจากการสร้างทางเข้าเป็นซุ้มประตูโบราณแบบ 9 ยอด หรือซุ้มประตูพุทธาวดีอันโดดเด่นและเป็นหนึ่งในภาพซึ่งเป็นที่จดจำของอุททยานธรรมแห่งนี้ จากนั้นจึงช่วยกันสมทบทุนก่อสร้างเจดีย์ร้อยยอดพันองค์ เจดีย์ลอยฟ้าพุทธศิลาวดี เจดีย์ลอยฟ้าพุทธราชาวดี ตามลำดับ โดยอุทยานธรรมเขานาในหลวงมีความตั้งใจที่จะสร้างเจดีย์ลอยฟ้าบรรจุพระบรมสารีริกธาตุให้ครบ 7 ยอด

อุทยานธรรมเขานาในหลวง

อุทยานธรรมเขานาในหลวง หมู่ 8 ตำบลต้นยวน อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ภาพ / ข้อมูล – palanla / เที่ยวใต้ by ททท.

ความจริงอันประเสริฐ เป็นจริงเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง ดำรงอยู่เป็นนิรันดร

พระพุทธเจ้าทรงชี้นำหลักธรรมเพื่อดำเนิน ชีวิตไว้หลายข้อ ผู้ประพฤติธรรมไม่ว่าข้อใดข้อหนึ่ง ย่อมจะเป็นผู้มีคุณสมบัติในการดำเนินชีวิต รู้เท่าทันทุกข์ด้วยปัญญาของตัวเอง ทุกข์ให้รู้ว่าทุกข์ก็จะสามารถเข้าถึงหนทางดับทุกข์ได้ เรากำลังจะพูดถึง อริยสัจ 4 หัวใจพุทธศาสนา ความจริงอันประเสริฐ เป็นเครื่องมือดับทุกข์ได้อย่างชะงัด และยั่งยืน

พระพุทธศาสนาได้สอนหลักอริยสัจ 4 ว่าเป็นหลักแห่งการใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา ไม่ว่าปัญหาที่ประสบ จะเป็นปัญหาเล็กหรือใหญ่ ย่อมสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยปัญญา

“อริยสัจ 4” หัวใจอริยสัจ หรือ “จตุราริยสัจ” คือ ความจริงอันประเสริฐ หลักคำสอนที่สำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกอบด้วย 4 ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นหลักธรรมแห่งการแก้ปัญหาชีวิต ได้แก่

1. ทุกข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ หรือความทุกข์กายทุกข์ใจ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่สมหวัง เป็นทุกข์

2. สมุทัย คือ ความรู้แจ้งในเหตุแห่งทุกข์ สาเหตุของทุกข์ คือ ตัณหา มี 3 ประการ คือ

1)  กามตัณหา หมายถึง ความดิ้นรนทะยานอยากในกาม คือสิ่งที่น่ารักใคร่ปรารถนาพอใจ
2)  ภวตัณหา หมายถึง ความอาลัย อยากเป็น อยากอยู่ อยากมี
3) วิภวตัณหา หมายถึง ความดิ้นรน ไม่อยากอยู่ ไม่อยากเป็น ไม่อยากได้นั่นนี่

3. นิโรธ คือ ภาวะหมดปัญหา (การดับทุกข์) เป็นเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์ทุกคน เป็นการดับสิ้นแห่งตัณหา ไม่อาลัยพัวพันกับตัณหาอีกต่อไป เป็นสภาพที่ไม่มีทุกข์อีกต่อไป

4. มรรค คือ แนวทางดับทุกข์ หรือแนวทางแก้ปัญหา ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติกลาง ๆ ไม่ตึงเกินไปและไม่หย่อนเกินไป มรรค ประกอบด้วยองค์ 8 คือ

1. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ หมายถึง การเห็นและการเข้าใจ เช่นเข้าใจในไตรลักษณ์ หมายถึงลักษณะ 3 ประการแห่งสังขารทั้งหลาย ได้แก่ อนิจจัง ความไม่เที่ยง ความไม่คงทน เกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายไป ทุกขัง ความเป็นทุกข์ ความทนอยู่ไม่ได้ต้องเปลี่ยนแปลงไปตาม เหตุปัจจัย อนัตตา ความไม่ใช่ตัวตน ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง ความไม่คงทนถาวร หลักธรรม ข้อนี้สามารถนำมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ การเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกสิ่ง

2. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ คือไม่ดำริหาความสุขสำราญและเพลิดเพลินในรูป รส กลิ่น เสียง ดังนี้

1) ดำริออกจากสิ่งที่ผูกพันให้เป็นทุกข์
2) ดำริในทางไม่พยาบาท
3) ดำริในทางไม่เบียดเบียน

3. สัมมาวาจา วาจาชอบ หรือมีวจีสุจริต 4 ประการดังนี้

1)ไม่พูดปด
2) ไม่พุดส่อเสียดนินทา
3) ไม่พูดคำหยาบ
4) ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล

4. สัมมากัมมันตะ การกระทำชอบ ได้แก่กายสุจริต 3 ประการ ดังนี้

1) ไม่ฆ่าสัตว์
2) ไม่ลักทรัพย์
3) ไม่ประพฤติผิดในกาม

5. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ เลี้ยงชีวิตสุจริตในทางถูกธรรมเนียมทั้งทางโลก ไม่ผิดกฎหมายและทางธรรม ไม่ผิดศีล

6. สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ คือ เพียรที่จะป้องกันความชั่วไม่ให้เกิดขึ้น, เพียรที่จะกำจัดความชั่วที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไป, เพียรที่จะสร้างความดีที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น, และเพียรรักษาความดีที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม

7. สัมมาสติ ความระลึกชอบ ได้แก่ การระลึกอันทำให้จิตสงบจากราคะ โทสะ โมหะ

8. สัมมาสมาธิ ความตั้งใจชอบ คือความมั่นคงทางจิต การที่จิตแน่วแน่กับสิ่งเดียว ไม่ฟุ้งซ่านส่ายไปส่ายมา

การขจัดปัญหาทุกข์ใจผ่อนคลายและป้องกันได้ด้วยตนเอง

การขจัดทุกข์ด้วยตนเอง จะปรับตัวอย่างไร ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากครั้งนี้ไปได้

ที่มาของความทุกข์ส่วนใหญ่มาจากคนใกล้ตัวของเรา นั่นเอง ซึ่งได้แก่ ครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ผู้ร่วมงาน ในทางธรรม อธิบายว่าเกิดจากตัวของเราร่วมด้วย อันได้แก่ ความโลภ โกรธ และหลง ซึ่งเป็นตัวกิเลสตัณหาที่ตัวเรายึดมั่นถือมั่น สิ่งในเหล่านี้เป็นตัวสร้าง ปัญหาหรือนำความทุกข์มาให้เราทั้งสิ้น

ความทุกข์ที่ทับถมลงในใจ โดยไม่ถูกปลดปล่อยให้หลุด
พ้นออก ไปบ้างเปรียบเสมือนการแบกของหนักไว้บนบ่าตลอดเวลา ทำให้ร่างกาย ปวดเมื่อยอ่อนล้า เช่นเดียวกับคนที่มีความทุกข์กดดันจิตใจ มักจะมอง ไม่เห็นทางออกไม่ว่าทุกข์นี้จะมีสาเหตุมาจากอะไรก็ตาม สาเหตุแห่ง ความทุกข์มีต่างๆ กันดังนี้

● ทุกข์ เพราะครอบครัว ผิดใจ น้อยใจ ทะเลาะกับคนในบ้าน คู่ครองนอกใจ

● ทุกข์ เพราะไม่มีจะกิน หนี้สินมากมาย ล้มละลาย ตกงาน

● ทุกข์ เพราะตนเองเป็นคนชอบคิดมาก ระแวงรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกรังแก
เอาจริงเอาจังในชีวิตมากเกินไป ไม่ยืดหยุ่น

● ทุกข์ เพราะไม่สมหวังในการเรียน การทำงาน

● ทุกข์ เพราะสูญเสียสิ่งมีค่า มีความสำคัญ หรือถูกคนรักทอดทิ้ง

● ทุกข์ เพราะสุขภาพไม่ดี มีโรคภัยไข้เจ็บ

● และสุดท้ายที่ถือว่าอาจจะทันสมัยคือ ทุกข์ จากปัญหาการเมืองในปัจจุบัน (ที่อาจเกิดได้กับประชาชนบางกลุ่มทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่นนักการเมือง หรือ ประชาชนทั่วไปที่สนใจการเมืองเป็นพิเศษ เป็นต้น)

เมื่อเกิดความทุกข์จากสาเหตุต่างๆ คนส่วนใหญ่จะเฝ้าคิดวนเวียนอยู่กับเรื่องที่ทำให้ทุกข์ใจคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้เกิดความรู้สึกเศร้า เสียใจ เจ็บใจ โกรธ เคียดแค้น อึดอัด หนักอึ้ง หดหู่ หมดอาลัยตายอยากในชีวิต และความรู้สึกเหล่านี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ถ้าทุกข์ที่แบกรับอยู่ไม่สามารถแก้ไขได้ หนีไม่ได้หรือไม่มีใครช่วยเหลือ อาจจะนำไปสู่ทางออกที่รุนแรงได้หลายอย่าง เช่น

ทำร้ายตัวเองด้วยการกินเหล้า เสพยาเสพติด กินยานอนหลับ เพื่อให้ลืมความทุกข์ ชั่วคราวแต่จะ
กลายเป็น
– ผูกปมปัญหาใหม่ขึ้นมามีผลทำให้สุขภาพทรุดโทรม
– ทำร้ายผู้อื่น บางรายทำพร้อมกับตนเอง
– ทำลายชีวิตตนเอง หรือฆ่าตัวตาย

แนวทางของพุทธศาสนาที่สอนให้คนคลายทุกข์ยึดหลักของ “อริยสัจ 4” คือ สอนให้คนรู้จักวิเคราะห์ปัญหา หาสาเหตุ แล้วให้แก้ที่เหตุซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

1. ให้เราคิดเสียว่า ทุกอย่างในโลกไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ย่อมเกิดมีดับอยู่ตลอดไป เมื่อมีความสุข ความสุขก็หมดไปได้หรือเมื่อเกิดทุกข์ ทุกข์นั้นก็หมดไปได้เช่นกัน ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ฉะนั้นเมื่อสุขก็อย่างหลงระเริง หรือเมื่อทุกข์ก็ต้องคิดว่าไม่ช้าก็จะหายไปอย่าเอามาเป็นอารมณ์จนเสียสุขภาพกายและจิตเป็นอันขาด

2. อย่ายึดมั่นว่า “ตัวกู ของกู” อันที่จริงแล้วไม่มีอะไรเป็นของเรา ทุกอย่างล้วนแต่สมมติขึ้นทั้งนั้น

ให้ฝึกหัด “ปล่อยวาง” และพยายามคิดว่าถ้าตัวเราแบกของหนักอยู่บนบ่ามันหนักมาก ก็เอาทิ้งเสียบ้าง ก็จะเบาลง

3. ให้ใช้หลัก มัชฌิมาปฏิปทา หรือเดินสายกลาง ใช้หลักพอดีๆ ไม่มาก ไม่น้อยในทุกเรื่อง

4. ให้ประพฤติธรรม รักษาศีล มีใจเป็นทานปฏิบัติสมาธิ และฝึกปัญญาให้มีสติ (ระลึกได้) และสัมปชัญญะ (รู้ตัว) อยู่ทุกขณะเพื่อเป็นเครื่องช่วยเตือนตัวเอง ไม่ให้นำเรื่องต่างๆ มาเป็นอารมณ์ทุกเรื่องไป

แนวทางตะวันตกมีอยู่หลายแนวทางพอนำมาสรุปได้คือ

1. ให้เลือกคบหาเพื่อนหรือคนสนิทที่ดีๆ เพื่อเราจะได้ไว้วางใจ สามารถปรึกษา หรือระบายความทุกข์ด้วยได้

2. ให้ทำตัวง่ายๆ อย่ากำหนดเงื่อนไขในการดำเนินชีวิตไว้สูง แล้วจะรู้สึกผ่อนคลายจากความกดดันต่าง ๆ

3. ให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะจิตใจที่แข็งแกร่งจะอยู่ภายใต้ร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงเสมอ สารเอ็นดอฟิล ซึ่งเกิดจากการออกกำลังกาย จะช่วยให้มีความสุขสดชื่น ลืมความ ทุกข์และปัญหาต่างๆ ได้ด้วย

4. ไม่ให้คิดหนีปัญหา แต่ให้ตั้งใจแน่วแน่ที่จะต่อสู่กับปัญหาด้วยความมีสติรอบคอบ และเชื่อมั่นว่าเราสามารถเอาชนะและผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

ขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านใช้วิธีคลายทุกข์ของตะวันตกเป็นการเฉพาะหน้า และเพื่อให้เกิดผลถาวร ก็ควรใช้แนวทางของพุทธศาสนา เพื่อกำจัดสาเหตุแห่งความทุกข์ให้หมดไป

ในเมื่อเกิดมาแล้วต้องพบปัญหาและความทุกข์ด้วยกันทุกคน เราจึงน่าจะคิดสู้ชีวิต สู้กับปัญหา กันดีกว่า อย่าเอาแต่ท้อถอยหรือรอให้คนอื่นมาช่วยตลอดเวลา พยายามทำจิตใจให้เข้มแข็งอดทน ใช้ความคิดให้มาก อย่าเอาแต่ใช้อารมณ์ อย่าไปกลัวปัญหาเพราะปัญหาทุกปัญหาล้วนมีทางออกทั้งสิ้น ตั้งสติให้ดี คิดเสียว่าปัญหาและอุปสรรคทำให้ชีวิตมีรสชาติขึ้น เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถ สนุกกับการสู้ชีวิตได้เป็นอย่างดีต่อไป

ปัญหาทุกข์ใจผ่อนคลายและป้องกันได้
ที่มาของข้อมูล : กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

๙ โบราณสถานเมืองชุมพร

ชุมพร คือ “ประตูสู่ภาคใต้” ที่ใครหลายคนอาจมองว่าเป็นทางผ่านเมื่อเดินทางลงใต้ แต่แท้ที่จริงแล้ว จังหวัดชุมพรนั้นเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน

คำว่า “ชุมพร” ตามอักษรแยกได้เป็น ๒ คำ คือ คำว่า “ชุม” ซึ่งมีความหมายว่า รวม,ชุก,มาก,รวมกันอยู่ และคำว่า “พร” ซึ่งมีความหมายว่า ของดี,ของที่เลือกเอา,ของประเสริฐ มีผู้สันนิษฐานว่าชุมพรนั้นมาจากคำว่า “ชุมนุมพล” ซึ่งแปลได้ว่า “รวมกำลัง” เนื่องจากในสมัยก่อนชุมพรเป็นเมืองหน้าด่านทางภาคใต้ และกองทัพมักจะมาตั้งค่ายอยู่ที่เมืองชุมพร คำว่าชุมพรจึงเป็นไปได้ว่าเกิดจากการเรียกเพี้ยนมาจากคำว่าประชุมพล ที่ต่อมาเพี้ยนกลายมาเป็น “ชุมพร” ในเวลาต่อมานั่นเอง

บริเวณพื้นที่จังหวัดชุมพรพบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยหินใหม่ ตามแหล่งโบราณคดีบริเวณเทือกเขา และภูเขาหินปูน ต่อมาในสมัยเหล็ก และสำริด พบหลักฐานบริเวณแหล่งโบราณคดีทางฝั่งตะวันออกในพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเล และพื้นที่ลึกเข้ามาในแผ่นดิน ผู้คนในชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์เหล่านี้เองที่ต่อมาปรับตัว รับวัฒนธรรมจากต่างแดน และเป็นส่วนหนึ่งของการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนบนเส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรในยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ เริ่มมีการตั้งถิ่นฐานสร้างชุมชนบนพื้นราบ สืบเนื่องมาถึงยุคประวัติศาสตร์ ในสมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ตามลำดับ

โบราณสถานวัดดอนสะท้อน

๑. โบราณสถานวัดดอนสะท้อน

ที่ตั้ง หมู่ที่ ๖ บ้านดอนสะท้อน ตำบลปากแพรก อำเภอสวี จังหวัดชุมพร

ประวัติและความสำคัญ

วัดดอนสะท้อน เป็นวัดโบราณมาแต่เดิม ตั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๐ ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ สมัยหลวงพ่อทองพทฺธสุวณฺโณ เป็นเจ้าอาวาส โดยสร้างกุฏิครึ่งตึกครึ่งไม้สองชั้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๖ เรียกกันว่า “กุฏิหลวงพ่อทอง” เป็นอาคาร ๒ ชั้น ทรงปั้นหยา มีมุขยื่นด้านหน้า ชั้นล่างก่ออิฐถือปูนทำเป็นห้อง มีระเบียงล้อมรอบ เสาย่อมุมไม้สิบสองมีบัวหัวเสา เหนือกรอบประตูและหน้าต่างเป็นวงกบโค้งประดับไม้ฉลุลาย ส่วนอาคารชั้นบนเป็นไม้ ส่วนหน้าเป็นระเบียงมีลูกกรงไม้ ส่วนในแบ่งเป็น ๓ ห้อง ห้องใหญ่ ๑ ห้อง ห้องเล็ก ๒ ห้อง ฝาไม้กระดานตีซ้อนเกล็ดแนวนอนทาสีเหลืองมัสตาร์ด ประตูหน้าต่างลูกฟัก ช่องลมเป็นแผ่นไม้ฉลุลาย หลังคามุงกระเบื้องลอนคู่ ซึ่งแต่เดิมมุมด้วยกระเบื้องดินเผา ชั้นบนของกุฏิมีประตูไม้บานเฟี้ยม เปิดได้เกือบตลอดแนวเหนือบานเฟี้ยมเป็นกรอบไม้ฉลุลายดอกไม้สี่กลีบประกอบลายพันธุ์พฤกษา ใต้กรอบไม้นี้มีข้อความเขียนว่า “หลวงพ่อทอง พุทฺธสุวณฺโณ มหาเถระและพุทธบริษัทสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ พระสมุห์บุญไทย โกวิโท และพุทธบริษัทบูรณะใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖”

นอกจากนี้หลวงพ่อทองยังได้สร้าง วิหาร หรือศาลาโรงธรรม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ตั้งอยู่ข้างอุโบสถ เป็นอาคารโถง ขนาด ๑๐.๖๐ x ๒๐.๕๐ เมตร มีราวลูกกรงทรงลูกมะหวดแบนล้อมรอบ บันไดด้านหน้ามีปูนปั้นรูปสิงห์และเสือเป็นเสมือนทวารบาล ส่วนหลังคาทรงไทย โครงสร้างไม้มุงกระเบื้องลอนคู่ กรอบหน้าบันประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ทำด้วยซีเมนต์ หน้าบันเป็นไม้กระดานเรียบ ด้านหลังยังมีร่องรอยการเขียนสีปรากฏอยู่ ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น หน้าตักกว้าง ๑.๐๗ เมตร สูง ๑.๓๕ เมตร สำหรับอุโบสถหลังใหม่สร้าง ณ ตำแหน่งอุโบสถหลังเดิม ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕

อายุสมัย สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕

ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๔ ตอนพิเศษ ๘๐ ง หน้า ๔ วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๐ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๑๓ ไร่ ๓ งาน ๔๙ ตารางวา

โบราณสถานวัดพระธาตุสวี (วัดสวี)

๒. โบราณสถานวัดพระธาตุสวี (วัดสวี)

ที่ตั้ง หมู่ที่ ๑ บ้านวัดสวี ตำบลสวี อำเภอสวี จังหวัดชุมพร

ประวัติและความสำคัญ

พระธาตุสวี หรือพระบรมธาตุสวี เป็นเจดีย์ที่ได้รับอิทธิพลรูปแบบจากพระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช จึงสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ได้รับการบูรณะมาแล้วหลายครั้ง เป็นเจดีย์สูง ๑๔.๒๕ เมตร ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละ ๘.๕๐ เมตร มีซุ้มช้างและยักษ์ยืน มีบันไดทางขึ้นทางทิศตะวันออก ชั้นบนทำเป็นซุ้มพระล้อมรอบ ต่อด้วยเจดีย์ทรงระฆังประดับกระเบื้องโมเสกสีทอง และมีเจดีย์ขนาดเล็กประจำมุมทั้งสี่

มีตำนานเล่าว่าครั้งหนึ่ง พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เสด็จยกทัพมาถึงเขตอำเภอสวี ได้พบเหตุการณ์ประหลาด มีกาฝูงหนึ่งบินมาจับอยู่บนกองอิฐพากันส่งเสียงร้องและกระพือปีกอื้ออึง เมื่อรื้อกองอิฐออกก็พบฐานเจดีย์และพระบรมสารีริกธาตุ จึงโปรดให้ปฏิสังขรณ์พระเจดีย์และสมโภช ๗ วัน ๗ คืน แล้วขนานนามพระเจดีย์องค์นี้ว่า “พระธาตุกาวีปีก” (วีปีก เป็นภาษาปักษ์ใต้ หมายถึง กระพือปีก) ต่อมาจึงเรียกเพี้ยนสั้นลงว่า พระธาตุสวี ตำนานยังเล่าอีกว่า ก่อนที่พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชจะเสด็จยกทัพกลับ ทรงเรียกหานายทหารที่สมัครใจจะอยู่ดูแลรักษาองค์พระธาตุ เผอิญมีทหารนายหนึ่งชื่อ “นายเมือง” รับอาสา พระองค์จึงรับสั่งให้ตัดศีรษะนายเมืองเพื่อเซ่นสรวงเป็นดวงวิญญาณรักษาพระธาตุสืบไป โดยตั้งศาลไว้เรียกว่า “ศาลพระเสื้อเมือง” ปัจจุบันอยู่ทางด้านหน้าหรือทางทิศตะวันออกของพระธาตุสวี ซึ่งถัดไปจะเป็นแม่น้ำสวี เดิมเป็นอาคารไม้ก่อเป็นโรงเรือนปิดทึบ ต่อมาได้บูรณะใหม่เป็นอาคารทรงไทยหลังคาจั่วแบบตรีมุข มุงกระเบื้องดินเผาเคลือบ

สำหรับวัดสวี มีประวัติว่าตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๕ ต่อมาในสมัยต้นรัชกาลที่ ๖ ยอดพระธาตุได้หักพังลง จึงมีการบูรณะครั้งใหญ่ และมีการทำนุบำรุงรักษาสืบมา

อายุสมัย สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์

ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘ ตอนพิเศษ ๑๒๗ ง หน้า ๑๐ วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๔๔ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๑ ไร่ ๑ งาน ๓๐ ตารางวา

โบราณสถานวัดสุทธาวาสธาราม (วัดประเดิม)

๓. โบราณสถานวัดสุทธาวาสธาราม (วัดประเดิม)

ที่ตั้ง หมู่ที่ ๒ บ้านวัดประเดิม ตำบลตากแดด อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร

ประวัติและความสำคัญ

วัดสุทธาวาสธาราม เป็นวัดโบราณเก่าแก่ เล่ากันว่าบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งเมืองชุมพรเก่า และเป็น วัดแรกที่สร้างขึ้นจึงเรียกว่า “วัดประเดิม” อีกกระแสหนึ่งเล่าว่า เดิมบริเวณนี้มีวัดเก่า ๒ แห่งคู่กันคือ วัดนอกและวัดใน ต่อมาจึงได้รวมกันเป็นวัดประเดิม

สิ่งสำคัญภายในวัดได้แก่ พระปรางค์ เดิมมีรูปทรงเตี้ยมิได้ยกสูง โดยรอบไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ ใน ปีพ.ศ. ๒๔๖๑ ได้มีการขุดปรับพื้นที่ทำให้พบพระบรมสารีริกธาตุ จึงมีการบูรณะพระปรางค์ขึ้นใหม่และก่อสร้างสิ่งต่างๆ รายล้อมเพิ่มเติม องค์พระปรางค์จึงมีรูปทรงสูงชะลูดราว ๑๕ เมตร ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้ยี่สิบ รองรับส่วนเรือนธาตุและส่วนยอดซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป โดยรอบเป็นระเบียงคดในผังหกเหลี่ยม มีพระพุทธรูปปูนปั้นประทับนั่งเรียงเป็นแถว ส่วนกำแพงด้านหน้าประดับลูกกรงปูนปั้นรูปยักษ์แบก

นอกจากนี้ ยังมีสถาปัตยกรรมศิลปะพื้นถิ่นที่สำคัญ คือ กุฏิพระเวศ ภูริปญฺโญ เป็นอาคารไม้ หมู่เรือนไทย ทรงปั้นหยาผสมทรงจั่ว ใต้ถุนสูง ตรงกลางมีบันไดทางขึ้นทำเป็นซุ้มประตูก่ออิฐถือปูน ด้านข้างซ้าย – ขวาเป็นมุขหน้าจั่ว ยอดจั่วประดับเสากลึง หน้าจั่วประดับลายฉลุไม้ มุขด้านซ้ายเป็นรูปครุฑ มุขด้านขวาเป็นรูปหงส์ ที่ผนังอาคารทางขวามือมีจารึกว่า “กุฏิพระเวศภูริปัญโญ สร้าง พ.ศ.๒๔๗๓ สำเร็จ พ.ศ.๒๔๘๐” ถัดลงไปด้านล่างเป็นแทงค์น้ำมีจารึกว่า “พระใบฎีกาพรัด วิมโล กับญาติสร้าง เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๒” อาคารหลังนี้เคยใช้เป็นโรงเรียน พระปริยัติธรรม ปัจจุบันปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น

อายุสมัย สมัยอยุธยาตอนปลาย – รัตนโกสินทร์

ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๓ หน้า ๑๕๒๖ วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๔๗๙

๔.โบราณสถานมาลิกเจดีย์ เกาะมัตโพน

๔. โบราณสถานมาลิกเจดีย์ เกาะมัตโพน

ที่ตั้ง เกาะมัตโพน ตำบลปากน้ำชุมพร อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

ประวัติและความสำคัญ

เกาะมัตโพน เป็นเกาะขนาดเล็ก อยู่ห่างจากชายฝั่งตรงปากน้ำชุมพรประมาณ ๕๐๐ เมตร ตัวเกาะมีขนาดกว้างประมาณ ๑๐๐ เมตร ยาวประมาณ ๓๕๐ เมตร ยอดเขาสูง ๑๕ เมตร มีแนวสันทรายจากชายฝั่งถึงตัวเกาะ จึงสามารถเดินเท้าไปมาได้ในเวลาน้ำทะเลลง

บนยอดเขามีเจดีย์ชื่อ “มาลิกเจดีย์” ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังสี่เหลี่ยม ก่ออิฐถือปูน สูง ๙.๖๐ เมตร ฐานล่างกว้าง ๓.๗๐ x ๓.๘๕ เมตร แต่ละด้านทำเป็นเสาอิง ๓ เสา ถัดขึ้นไปเป็นฐานสิงห์และฐานบัวลูกแก้วอกไก่ ประดับปูนปั้นรูปดอกไม้ ใบไม้ หน้ากาล กระจัง และลายกนก เหนือขึ้นไปเป็นองค์ระฆังทรงสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง มีบัลลังก์ทรงบัวคว่ำบัวหงายในผังแปดเหลี่ยม ต่อด้วยบัวกลุ่มเถา ๓ ชั้น ปลียอด และเม็ดน้ำค้าง พบศิลาจารึกกล่าวถึงประวัติการสร้างเจดีย์บรรจุพระสารีริกธาตุไว้ที่เกาะแก้วมัตโพน เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔๖ และมีการบูรณะโดยนายคูจับฮุยยี่ห้อย่งเส้ง คหบดีชาวจีน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ในทุกๆ ปีจะมีงานแห่ผ้าห่มพระเจดีย์ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๗ ของทุกปี

ปัจจุบันบนเกาะมัตโพนยังเป็นที่ตั้งของประภาคารเกาะมัตโพน กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ และจากการสำรวจพื้นที่บริเวณชายหาดยังพบชิ้นส่วนชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีน สมัยราชวงศ์ชิง (พุทธศตวรรษที่ ๒๔ – ๒๕) สมัยสาธารณรัฐ (พุทธศตวรรษที่ ๒๕)

อายุสมัย สมัยรัตนโกสินทร์ สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔๖

ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๕ ตอนพิเศษ ๘๓ ง หน้า ๕ วันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๑ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๒๐ ตารางวา

๕.โบราณสถานวัดถ้ำเขาขุนกระทิง (เขานาพร้าว)

๕. โบราณสถานวัดถ้ำเขาขุนกระทิง (เขานาพร้าว)

ที่ตั้ง หมู่ที่ ๘ บ้านหน้าถ้ำ ตำบลขุนกระทิง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร

ประวัติและความสำคัญ

เขาขุนกระทิง หรือเขานาพร้าว เป็นภูเขาหินปูนลูกโดด รูปร่างคล้ายวงรี ยาวตามแนวทิศเหนือ-ทิศใต้ ประมาณ ๑ กิโลเมตร กว้างตามแนวทิศตะวันออก-ทิศตะวันตกประมาณ ๔๕๐ เมตร มียอดเขาสูง ๑๕๓ เมตร

เขาแห่งนี้ปรากฏร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จากหลักฐานภาพเขียนสีบนผนังเพิงผาก่อนถึงถ้ำพระ ลักษณะภาพเป็นลายเส้นสีแดง เป็นเส้นตรง เส้นหยัก และวงกลมประกอบกัน เป็นภาพเชิงสัญลักษณ์ บางท่านสันนิษฐานว่าเป็นภาพเรือ
ต่อมาในสมัยอยุธยาได้มีการสร้างพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ปูนปั้น ลงรักปิดทอง ศิลปะอยุธยา ยาว ๔.๖๐ เมตร สูง ๑.๘๐ เมตร ประทับตะแคงขวา หันพระเศียรไปทางทิศใต้ พระพักตร์หันไปทางทิศตะวันออก ประดิษฐานไว้ภายในถ้ำ เรียกว่า “ถ้ำพระ” ลักษณะเป็นถ้ำขนาดเล็ก อยู่สูงจากพื้นราบประมาณ ๑๕ เมตร ปากถ้ำอยู่ทางทิศตะวันออก ภายในถ้ำมีขนาดกว้าง ๖.๒๐ เมตร ยาว ๑๑.๖๐ เมตร
สำหรับวัดถ้ำเขาขุนกระทิง ซึ่งตั้งอยู่เชิงเขา ก่อตั้งในภายหลังเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๐ จากการตัดถนนเพชรเกษมผ่านหน้าเขา โดยตั้งเป็นสำนักสงฆ์มาก่อน ได้จดทะเบียนเป็นวัดในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๐

อายุสมัย ยุคก่อนประวัติศาสตร์, สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์

ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๕ ตอนพิเศษ ๘๓ ง หน้า ๑ วันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๑ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๓๕ ตารางวา

๖.โบราณสถานพระธาตุมุจลินทร์

๖. โบราณสถานพระธาตุมุจลินทร์

ที่ตั้ง หมู่ที่ ๑ บ้านหนองจิก ตำบลทุ่งตะไคร อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร

ประวัติและความสำคัญ

วัดมุจลินทราราม เดิมชื่อวัดหนองจิก เนื่องจากบริเวณวัดเคยมีต้นจิกใหญ่ขึ้นอยู่ริมหนองน้ำ เมื่อมีการตั้งชื่อวัดจึงตั้งชื่อเป็นภาษาบาลีว่า วัดมุจลินทาราม

วัดแห่งนี้ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๔๐ เดิมตั้งอยู่บริเวณเดียวกันนี้ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้ย้ายวัดไปตั้ง ณ สถานที่ใหม่ ห่างไปราว ๗๐๐ เมตร ส่วนวัดเดิมนั้น ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนวัดมุจลินทาราม โดยคงเหลือเจดีย์เก่าอยู่องค์หนึ่ง คือ “พระธาตุมุจลินทร์” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “พ่อท่านในกุฏิ” เป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด ๒.๒๐ x ๒.๒๐ เมตร สูง ๗.๔๐ เมตร จากการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑ พบว่า เจดีย์องค์นี้มีการสร้างต่อเติมอย่างน้อย ๔ ระยะ ระยะแรกมีอายุในสมัยรัชกาลที่ ๓ และน่าจะมีการซ่อมแซมครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ ๖ – ๗ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการนำปูนซีเมนต์มาใช้อย่างแพร่หลาย

ลักษณะสถาปัตยกรรมประกอบด้วยฐานเขียงซ้อนกัน ๓ ชั้น รองรับฐานสิงห์ย่อมุมไม้สิบหก ต่อด้วยส่วนเรือนธาตุย่อมุมไม้สิบหก มีประตูหลอกทุกด้าน สองข้างประตูประดับปูนปั้นรูปยักษ์เป็นทวารบาลในท่ายืนและนั่ง ถัดขึ้นไปเป็นชุดบัวปากระฆังในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส รองรับองค์ระฆังทรงเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบหก บัลลังก์ย่อมุม บัวกลุ่มเถา ปลียอด และเม็ดน้ำค้าง

อายุสมัย สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ – ๒๕

ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๕ ตอนพิเศษ ๘๓ ง หน้า ๑ วันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๑ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๒๕ ตารางวา

๗. โบราณสถานวัดขันเงิน (วิหารวัดขันเงิน)

๗. โบราณสถานวัดขันเงิน (วิหารวัดขันเงิน)

ที่ตั้ง หมู่ที่ ๔ บ้านวังตะกอ ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร

ประวัติและความสำคัญ

วัดขันเงิน ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำหลังสวน ตามประวัติวัดของกรมการศาสนากล่าวว่าสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๔๐ เดิมเป็นวัดราษฎร์เก่าแก่วัดหนึ่งในอำเภอหลังสวน ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างขึ้นเมื่อใด และใครเป็นผู้สร้าง ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ได้ยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ภายในวัดมีสิ่งสำคัญ ได้แก่

๑. พ่อหลวงอินทร์ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๑.๗๓ เมตร สูง ๒.๓๕ เมตร ศิลปะแบบพื้นถิ่น เคยเป็นพระประธานในอุโบสถหลังเก่ามาแต่เดิม ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้มีการสร้างอุโบสถหลังใหม่ จึงทำการเคลื่อนย้ายและสร้างวิหารเป็นที่ประดิษฐานอยู่ข้างอุโบสถหลังใหม่นั้น ชาวบ้านเรียกว่า “โบสถ์น้อย” มีขนาดกว้าง ๕.๑๐ เมตร ยาว ๑๐ เมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ และบูรณะอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๘

๒. อุโบสถหลังใหม่ สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาทรงจตุรมุข ขนาดกว้าง ๒๒ เมตร ยาว ๓๒ เมตร

๓. หอระฆัง สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓ คอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ขนาดกว้าง

๔.๖๐ x ๔.๖๐ เมตร มีระฆังสร้าง พ.ศ. ๒๕๐๔ โดยคุณวรรณา โปตรัษฐ

อายุสมัย สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๕

ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๔ ตอนพิเศษ ๘๐ ง หน้า ๕ วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๐ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๒๔ ตารางวา

๘.โบราณสถานวัดเขาเจดีย์

๘. โบราณสถานวัดเขาเจดีย์

ที่ตั้ง หมู่ที่ ๗ บ้านบางสน ตำบลบางสน อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร

ประวัติและความสำคัญ

เขาเจดีย์ เป็นเขาลูกโดดขนาดเล็ก สูงประมาณ ๕๐ เมตร บนยอดเขาเป็นลานกว้าง เป็นที่ตั้งของเจดีย์เก่าแก่ ๑ องค์ ลักษณะเป็น เจดีย์ทรงระฆัง ฐานล่างสุดเป็นลานประทักษิณ กว้างด้านละ ๘.๘๐ เมตร มีเสาหัวเม็ดทรงมัณฑ์ทั้งสี่มุม มีบันไดทางขึ้นอยู่ทางทิศตะวันออก ฐานเจดีย์เป็นฐานเขียงในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละ ๔.๒๐ เมตร ต่อด้วยฐานย่อมุมไม้สิบสอง ลักษณะเป็นขาสิงห์แบบเรียบๆ ๒ ชั้น รองรับฐานบัวคว่ำบัวหงาย ๒ ชั้น ถัดขึ้นไปเป็นบัวปากระฆังและองค์ระฆังทรงกลมชลูด มีบัลลังก์เป็นฐานบัวคว่ำบัวหงายในผังแปดเหลี่ยม ต่อด้วยปล้องไฉนแบบเรียบ (ไม่มีปล้อง) และยอดบนสุดเป็นรูปดอกบัวตูม ที่ส่วนฐานด้านหน้าเจาะเป็นซุ้ม เคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหินทรายแดง (ปัจจุบันเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาไว้ในศาลาการเปรียญ และนำพระพุทธรูปองค์ใหม่มาประดิษฐานแทนที่) รูปทรงของเจดีย์จัดเป็นศิลปะในสมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ ใกล้กันมีพระพุทธรูปปางห้ามญาติ นามว่า พระบูรพาบรรพต และวิหารพระพุทธบาทซึ่งสร้างเพิ่มเติมในปัจจุบัน

ประวัติการสร้างเจดีย์ปรากฏแต่เพียงเรื่องเล่าว่า เจ้าอ้ายพญาและเจ้ายี่พญา เดินทางมาจากกรุงศรีอยุธยา พร้อมทรัพย์สินเงินทองเพื่อไปร่วมสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ที่เมืองนครศรีธรรมราช ครั้นทราบว่าพระมหาธาตุเจดีย์ได้สร้างเสร็จก่อนแล้ว จึงสำรวจหายอดเขาที่สวยงาม แล้วสร้างพระเจดีย์ขึ้นไว้บนยอดเขา เรียกว่า “เขาเจดีย์” ต่อมาพระเจดีย์ได้ถูกทิ้งร้างไปจนไม่มีผู้ใดทราบประวัติที่แน่ชัด กระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๙๔ เริ่มมีพระสงฆ์เข้ามาจำพรรษา และพัฒนาเป็นวัดสืบมาจนปัจจุบัน

อายุสมัย สมัยอยุธยาตอนปลาย – สมัยรัตนโกสินทร์

ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๒ ตอนพิเศษ ๓๙ ง หน้า ๘ วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๓๘ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๕๐ ไร่ ๒ งาน ๒๗ ตารางวา

๙.โบราณสถานภูเขารับร่อ (วัดเทพเจริญ)

๙. โบราณสถานภูเขารับร่อ (วัดเทพเจริญ)

ที่ตั้ง หมู่ที่ ๔ บ้านท่าข้าม ตำบลท่าข้าม อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร

ประวัติและความสำคัญ

ภูเขารับร่อหรือเขาพระ เป็นภูเขาหินปูนวางตัวตามแนวทิศเหนือ – ทิศใต้ ยาว ๒ กิโลเมตร กว้าง ๑.๒๕ กิโลเมตร ยอดเขาสูง ๑๘๓ เมตร โดยถ้ำรับร่อตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของภูเขา ถ้ำเหล่านี้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์มาก่อน โดยสำรวจพบโบราณวัตถุยุคก่อนประวัติศาสตร์ ได้แก่ ขวานหินขัด และเศษภาชนะดินเผา กระทั่งเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์มีตำนานเล่าว่าบริเวณนี้เคยเป็นเมืองเก่าชื่อ “เมืองอุทุมพร” ร่วมสมัยกับเมืองนครศรีธรรมราช ใช้ถ้ำเป็นศาสนสถาน ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นจำนวนมากกว่า ๘๑ องค์ แบ่งเป็น ๓ กลุ่มดังนี้

๑. กลุ่มหน้าเพิงผาฝั่งซ้าย มีพระพุทธรูปทรงเครื่องปางมารวิชัยองค์ใหญ่ ๓ องค์ จารึกระบุว่าบูรณะเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๖ และยังมีพระพุทธรูปขนาดย่อมและพระสาวกอีก ๑๖ องค์

๒. กลุ่มหน้าเพิงผาฝั่งขวา มีพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับบนฐานสูง ด้านล่างมีภาพพระแม่ธรณี บุคคลพนมมือ เทวดา ยักษ์ สัตว์ป่า และภาพเล่าเรื่องราว มีจารึกระบุว่าสร้างในปี พ.ศ. ๒๔๖๕

๓. กลุ่มภายในถ้ำพระ มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่เป็นประธาน นามว่า “พ่อปู่หลักเมือง” ขนาดหน้าตักกว้าง ๓.๒๕ เมตร สูง ๔.๕๐ เมตร มีพระไสยาสน์ ๒ องค์ ขนาดยาว ๕.๘๐ และ ๔ เมตร มีพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท ๑ องค์ สูง ๒.๕๐ เมตร และมีพระพุทธรูปขนาดย่อมลงมาอีกจำนวนกว่า ๕๗ องค์ จากพุทธลักษณะกำหนดอายุได้ในสมัยอยุธยาและสืบเนื่องต่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์

นอกจากนี้ยังมีจิตรกรรมรูปพระไสยาสน์ ขนาดยาว ๔.๘๐ เมตร กว้าง ๒ เมตร เขียนด้วยสีแดง ดำ ขาว และเหลือง และมีภาพบุคคลอยู่ที่ปลายพระบาท ภายในถ้ำอ้ายเตย์ ซึ่งตั้งตามชื่อบุคคลในภาพจิตรกรรม สำหรับวัดเทพเจริญ ตั้งขึ้นภายหลัง มีการผูกพัทธสีมาอุโบสถเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๗

อายุสมัย ยุคก่อนประวัติศาสตร์, สมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์

ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๓ หน้า ๑๕๒๖ วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๔๗๙

นอกจากโบราณสถาน (ขึ้นทะเบียนฯ) ที่ได้กล่าวมาแล้ว ภายในจังหวัดชุมพร ยังมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพรเป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุ ข้าวของเครื่องใช้ วิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมของจังหวัดชุมพร สำหรับผู้ที่สนใจทางด้านประวัติศาสตร์ สามารถเข้าไปเยี่ยมชมนิทรรศการเพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีโบราณสถานอื่น ๆ อีกหลายแห่งที่มีทั้งความสวยงามและทรงคุณค่าแก่การเข้าไปเยี่ยมชม

ขอบคุณข้อมูล : สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช
เรียบเรียง/กราฟิก : นางสาวโสมสินี สุขเกษม นักวิชาการวัฒนธรรม
ตรวจทาน : นางศิริพร สังข์หิรัญ ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี
กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช

7 เคล็ดลับทำให้ลูกเรียนเก่ง ไหวพริบดี ความจำเป็นเลิศ

พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกรักมีความฉลาด ไหวพริบดี ความจำดี เรียนเก่ง และพ่อแม่คือส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง หรือความสนใจในการเรียนของลูก การสร้างวินัยและการวางแผนที่ดีจากคุณพ่อคุณแม่ จะทำให้ลูกเรียนดีและมีความสุขได้เพื่อเติบโตไปสู่อนาคตที่ดี และทำให้พ่อแม่หมดห่วงเมื่อลูกโตขึ้น

ความจําดี เรียนเก่ง

💕สมองของลูกนั้นสามารถพัฒนาได้ดีตั้งแต่วัยเด็ก เพราะสมองเป็นศูนย์รวมของความคิด จินตนาการ ฯลฯ การสอนให้ลูกได้รู้จักจดจำชื่อหรือลักษณะของคน สิ่งของ สถานที่ ฯลฯ ก็เป็นส่วนช่วยพัฒนาสมองให้มีความจำดีได้ ซึ่งวิธีทําให้สมองของลูกมีความจําดี เรียนเก่ง สามารถเริ่มต้นทำง่ายๆ ด้วย 7 ข้อนี้

🌈 1. สอนลูกจดบันทึก

การเขียนบันทึกประจำวันแบบง่ายๆ จะช่วยฝึกให้ลูกรู้จักทักษะการเขียน และการลำดับเรื่องราวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และทำให้ลูกได้รู้จักกับการรวบรวมความคิดและจดจำเรื่องราวที่ได้เจอในแต่ละวัน หรือฝึกเขียนตารางการวางแผน เช่น แผนที่จะทำอะไรในวันเสาร์ เช้า กลางวัน เย็น ทำอะไรบ้าง นอกจากการเขียนหรือจดบันทึก จะช่วยจัดระบบความคิดและความจำ ยังช่วยสร้างให้ลูกได้มีวินัยกับตัวเองได้ดีด้วย

🌈 2. เล่มเกมฝึกความจำ

เช่น เกมหาคำศัพท์ บิงโก จิ๊กซอว์ หาภาพจับคู่ ฯลฯ ที่จะช่วยฝีกความจำได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยให้ลูกมีสมาธิและความคิดในการแก้ปัญหาให้สำเร็จได้

🌈 3. เล่นดนตรีช่วยเพิ่มความจำ

การที่ลูกได้ฟังเพลง ร้องเพลง ซ้ำๆ ทุกวัน จะช่วยให้ลูกจดจำเนื้อเพลงและทำนองได้ นอกจากนี้ การสนับสนุนให้ลูกได้เล่นดนตรีจะทำให้เด็กได้ฝึกอ่านโน้ตดนตรี ซึ่งเป็นการฝึกในเรื่องของความจำโดยตรงอีกด้วย

🌈 4. ฝึกสมาธิ

สำหรับเด็กเล็กๆ แค่ชวนลูกมานอนหนุนตักใช้เวลาเงียบๆ อย่างน้อย 15 นาทีก็เป็นการฝึกสมาธิได้ ซึ่งจะช่วยให้ลูกรู้สึกผ่อนคลาย และเตรียมให้สมองได้เปิดรับการเรียนรู้ใหม่ๆ พร้อมที่จะจดจำสิ่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

🌈 5. กินดีเพิ่มความจำ

ให้ลูกได้ทานอาหารที่มีคุณค่าและช่วยเพิ่มความจำ เช่น ผัก ผลไม้ ซึ่งมีวิตามินบีสอง กรดโฟลิค ที่ช่วยป้องกันสมองเสื่อม เนื้อสัตว์ หรืออาหารทะเล ที่มีธาตุเหล็ก ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้ายในเรื่องของความจำได้

🌈 6. ออกกำลังกายช่วยกระตุ้นความจำ

เพราะขณะที่ลูกเคลื่อนไหวร่างกายไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง กระโดด เต้นตามจังหวะดนตรี หรือการได้เล่นนอกบ้าน ฯลฯ จะส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น ทำให้สมองเปิดพร้อมที่จะรับกับการจดจำและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้รวดเร็วขึ้น

🌈 7. นอนหลับพักผ่อนเป็นเวลา

อยากให้ลูกมีความจำดี ควรให้ลูกได้นอนอย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพความจำให้เพิ่มขึ้น และไม่ควรเกินวันละ 9 ชั่วโมง เพราะการนอนมากไปจะทำให้เกิดความตื่นตัวน้อยลง เป็นผลให้ประสิทธิภาพของความจำลดน้อยลงด้วย ดูน้อยลง

ขอบคุณข้อมูล : สมองดี By Pk Shop

สายบุญเตรียมฟิตร่างกาย!! กำหนดเปิด เขาคิชฌกูฎ ๒๕๖๗

สายบุญเตรียมตัว! กำหนดเปิด ประเพณีขึ้นเขาคิชฌกูฎ จ.จันทบุรี เพื่อให้นักแสวงบุญ และผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย ขึ้นไปนมัสการรอยพระพุทธบาทหลวง 1 ปีมีครั้ง ระยะเวลา 2 เดือน บอกเลยว่าใครยังไม่เคยไป หรืออยากไปซ้ำก็พลาดไม่ได้แล้ว

อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เตรียมเปิดงานประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ (พระบาทพลวง) ประจำปี พ.ศ.2567 ให้พุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไปขึ้นนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง ซึ่งเป็นงานประเพณีที่เปิดปีละครั้ง ระยะเวลา 2 เดือน ได้ขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธบาทที่สูงที่สุดในประเทศไทย ในทุกวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 3 ถึงแรม 15 ค่ำ เดือน 4 ของทุกปี ซึ่งในปีนี้ ตรงกับวันที่ 10 กุมภาพันธ์ – 9 เมษายน 2567

โดยจะมีพิธีบวงสรวงปิดป่า-เปิดเขา ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567 และพิธีบวงสรวงเปิดป่า-ปิดเขา ในวันที่ 9 เมษายน 2567

ทั้งนี้จำนวนนักท่องเที่ยวแต่ละช่วงเวลา ประมาณ 6,000 คน โดยอุทยานฯ ได้พิจารณาตามขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่ คำนวณจากพื้นที่ใช้สอยบริเวณที่จัดงานประเพณี (1 คน ใช้พื้นที่ 4 ตร.ม.)

ค่าบริการสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญ
– ค่ารถยนต์บริการ 200 บาท/คน
– ค่าเข้าอุทยานฯ ชาวไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) เข้าฟรี
ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท

สำหรับ “รอยพระพุทธบาทพลวง” หรือ “รอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ” นับเป็นรอยพระพุทธบาทที่สูงที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากรอยพระพุทธบาทดังกล่าวประดิษฐานอยู่บนภูเขาสูงจากระดับน้ำทะเล 1,050 เมตร

รอยพระพุทธบาทพลวงขึ้นชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ และมีความเชื่อว่าผู้ที่เดินขึ้นไปถึงยอดเขาซึ่งมีรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่นั้นจะได้บุญสูง อีกทั้งยังเชื่อกันว่า การได้มานมัสการรอยพระพุทธบาทพลวงบนยอดเขาคิชฌกูฏ เปรียบได้กับการเข้าเฝ้าองค์พระศาสดา ถือเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ ในแต่ละปีจึงมีพุทธศาสนิกชนนับแสนหลั่งไหลมาสักการะรอยพระพุทธบาทด้วยความศรัทธาเป็นจำนวนมหาศาลในทุกๆปี

ใกล้ ๆ กับรอยพระบาทพลวงยังมี “หินลูกพระบาท” หรือ “หินลูกบาตร” ก้อนหินใหญ่รูปทรงคล้ายบาตรคว่ำ ตั้งตระหง่านอยู่ริมหน้าผา ถือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติสรรค์สร้างอันน่าทึ่งแห่งยอดเขาคิชฌกูฏ ที่หินก้อนใหญ่ยักษ์เช่นนี้สามารถตั้งอยู่บนชะง่อนผาที่ลาดเอียงอย่างมั่นคง

คนที่ขึ้นไปกราบสักการะรอยพระพุทธบาทแล้วมักจะเดินต่อไปจนถึงจุดที่เรียกว่า “ผ้าแดง” ที่อยู่ห่างออกไปอีกราว 500 เมตร เพื่อไปผูกผ้าสีแดงที่เขียนคำอธิษฐานไว้

หากใครสนใจเข้าเที่ยวชมภายในอุทยานฯ หรืออยากขึ้นไปกราบรอยพระพุทธบาทด้านบนสักครั้ง สามารถจองคิวขึ้นนมัสการฯ ในแอปพลิเคชั่น KCKQue (พระบาทเขาพลวง) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี โทร. 039 609 672

รอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ
ภาพ – Manager Online

ตำนานรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ

พระครูธรรมสรคุณ เจ้าอาวาสวัดกระทิง และเป็นเจ้าคณะอำเภอมะขาม ผู้สืบค้นประวัติเขาคิชฌกูฏ กล่าวไว้โดยย่อว่า เมื่อ พ.ศ. 2397 นายติ่งและคณะได้พากันขึ้นไปบนเขาหาไม้กฤษณา ไม้กะลำพักมาขาย ต้องขึ้นไปพักอยู่บนเขาเป็นเวลาหลายวัน และได้ไปพักเหนื่อยบนลานหินกว้างใหญ่ เพื่อนของนายติ่งคนหนึ่งได้ถอนหญ้าเพื่อนอนพัก ก็พบแหวนใหญ่ขนาดสวมหัวแม่เท้าได้ และเมื่อช่วยกันตรวจดูก็พบหินแผ่นหนึ่ง มีพื้นที่เป็นรอยรูปก้นหอยต่อมานายติ่งและเพื่อนได้นำบุตรชายไปอุปสมบทที่วัดพลับ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี รุ่งขึ้นก็มีงานเทศกาลปิดรอยพระพุทธจำลอง นายติ่งจึงซื้อทองไปปิดรอยพระพุทธบาทนั้น เมื่อปิดแล้วจึงพูดขึ้นว่ารอยพระพุทธบาทเช่นนี้ทางบ้านผมก็มีเหมือนกัน

พอดีมีพระได้ยินเข้าจึงไปเรียนให้เจ้าอาวาสวัดพลับ (หลวงพ่อเพชร) ทราบ ขณะนั้นหลวงพ่อดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดจันทบุรี จึงเรียกนายติ่งมาสอบถาม แล้วพาคณะขึ้นไปพิสูจน์ดู ก็เป็นความจริง และตรวจดูตามบริเวณนั้นทั่วๆ ไปก็พบสิ่งแปลกประหลาดและสิ่งมหัศจรรย์หลายอย่าง รอยพระพุทธบาทนั้นท่านทรงเหยียบจารึกไว้ที่ศิลาแผ่นใหญ่ บรรจุคนนั่งได้เป็นร้อยกว่าคนบนยอดเขาสูงสุดกว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของรอยพระพุทธบาทมีหินกลมก้อนหนึ่งใหญ่มาก เรียกกันว่า หินลูกพระบาท ตั้งขึ้นมาน่าแปลกมหัศจรรย์เป็นอย่างมากไม่น่าจะตั้งอยู่ได้ มองดูคล้ายลอยอยู่เฉยๆ มีคนกล่าวว่าเขาเคยเอาด้ายสายสิญจน์คล้องแล้วหลุดมาได้

ตามความเชื่อ ว่ากันว่าใครได้มานมัสการรอยพระพุทธบาท บนยอดเขาคิชฌกูฏก็เหมือนได้เข้าเฝ้าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งจะได้รับกุศลอันยิ่งใหญ่ มีแต่ความสุขความเจริญ หากได้มาอธิษฐานขอพรแล้วจะสมหวังดั่งใจปรารถนา

อาบแสงจันทร์ “จันทร์ซ้อนจันทร์” วันลอยกระทง ฤกษ์ดีที่สุดของเมตตามหานิยม

สายมูเกียมตัว วันจันทร์ที่ 27 เดือนพฤศจิกายน 2566 เป็นวันลอยกระทง วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ทางโหราศาสตร์เรียกวันนี้ว่า “จันทร์ซ้อนจันทร์” ใน 1 ปี มีเพียง 2 วันเท่านั้น และนี่คือ ฤกษ์ อาบแสงจันทร์ วันมหาเสน่ห์ ใช้ฤกษ์นี้สร้างวัตถุมงคลทางด้านเมตตามหานิยม และโชคลาภทั้งปวง มีคุณมากทางแรงอำนาจมหาเสน่ห์

ในความเชื่อเรื่องวันเพ็ญเดือน ๑๒ ดังที่เคยกล่าวไว้แล้วว่า โบราณจารย์ผู้ทรงพระเวทย์อิทธิคุณได้ให้ความสำคัญ วันเพ็ญเดือน๑๒ เป็นวันที่มีกำลังค่ำข้างขึ้นสูงสุดคือ ๑๕ ค่ำ และเป็นเดือนสูงสุดคือเดือน ๑๒ เหมาะแก่การทำพิธีมงคล ยิ่งปีนี้ตรงกับวันวันจันทร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ #จันทร์ซ้อนจันทร์ แถมยังเป็นปีกระต่าย(สัญลักษน์ของดวงจันทร์ตามความเชื่อ) นับว่าเป็นฤกษ์ที่หาได้ยากยิ่ง

อีกทั้ง ในฤกษ์นี้จะทำการอาบน้ำเพ็ญ หรืออาบน้ำแสงจันทร์ เสนิมเสน่ห์ เมตตา มหานิยม เทพเทวดาเอ็นดู ผู้คนทั้งหลายรักใคร่ เปิดโชคลาภ เงินทองหลั่งไหลเข้ามาจากทุกทิศทาง แก้เสนียดจัญไร ปัดเคราะห์ ปัดโศก ค้ำคูณดวงชะตา อีกทั้ง เป็นน้ำมนต์โบราณ ทางด้านเมตตา มหานิยม หนุนชะตา การงาน ธุรกิจ ที่ขมังเป็นเอกเลยก็ว่าได้

พิธีบูชาจันทร์ซ้อนจันทร์ เพื่อส่งเสริมเสน่ห์ คนรักใคร่เอ็นดู คู่ครองคนรัก และขอทรัพย์จากพระจันทร์ ดังนี้

เริ่มทำพิธีเที่ยงคืน จันทร์เพ็ญลอยตั้งฉากเหนือศีรษะ
ตักน้ำสะอาด ใส่ขันทำน้ำมนต์ วางไว้กลางแจ้ง รอให้เงาพระจันทร์สะท้อนอยู่บนน้ำกลางขัน

คาถาจันทร์เพ็ญ 15 จบ

ปุญณะจันโท วิชานันเต
วิสุทรีสาวะ โภ วะโร
พุทโร สัทธัมมะรังสี
มุนิโน มัตคะเกสกัง

บทสวดขอพรพระจันทร์
ด้วยท่องนะโม 3 จบ บูชาพระรัตนตรัย
โอมจันทรา ศศิประภา นะมะฮา (1 หรือ 15 จบ ตามกำลังดาวจันทร์)

บทสวดคาถายันทุน
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ

บทสวดคาถาเงินล้าน (9 จบ)
พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ
พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุเม มิเตภาหุหะติ
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา
วิระทาสี วิระทาสา วิระอิทถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม
สัมปะติจฉามิ เพ็ง ๆ พา ๆ หา ๆ ฤา ๆ

จากนั้นก็ให้ตั้งสมาธิ แล้วตั้งจิตอธิษฐานได้เลย 🙏🏻

● เป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคลเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ปฏิทินวันพระ พ.ศ.2567/2024 (ปีเถาะ – ปีมะโรง)

วันพระ หรือ วันธรรมสวนะ หรือ วันอุโบสถะ

หมายถึง วันประชุมของพุทธศาสนิกชนเพื่อปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาในพระพุทธศาสนาประจำสัปดาห์ หรือที่เรียกกันทั่วไปอีกคำหนึ่งว่า “วันธรรมสวนะ” อันได้แก่วันถือศีลฟังธรรม (ธรรมสวนะ หมายถึง การฟังธรรม) โดยวันพระเป็นวันที่มีกำหนดตามปฏิทินจันทรคติ โดยมีเดือนละ 4 วัน ได้แก่ วันขึ้น ๘ ค่ำ, วันขึ้น ๑๕ ค่ำ (วันเพ็ญ), วันแรม ๘ ค่ำ และวันแรม ๑๕ ค่ำ (หากเดือนใดเป็นเดือนขาด ถือเอาวันแรม ๑๔ ค่ำ)

ปฏิทินวันพระ 2567

ปฏิทินวันพระ เดือนมกราคม 2567
วันพฤหัสบดีที่ 4 มกราคม 2567 แรม ๘ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีเถาะ
วันพุธที่ 10 มกราคม 2567 แรม ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีเถาะ
วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม 2567 ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีเถาะ
วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม 2567 ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีเถาะ

ปฏิทินวันพระ กุมภาพันธ์ 2567
วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 แรม ๘ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีเถาะ
วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 แรม ๑๕ ค่ำ เดือนยี่(๒) ปีเถาะ
วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีเถาะ
วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีเถาะ(วันมาฆบูชา)

วันมาฆบูชา

ปฏิทินวันพระ มีนาคม 2567
วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม 2567 แรม ๘ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีเถาะ
วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม 2567 แรม ๑๔ ค่ำ เดือนสาม(๓) ปีเถาะ
วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม 2567 ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสี่(๔) ปีเถาะ
วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2567 ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสี่(๔) ปีเถาะ

ปฏิทินวันพระ เมษายน 2567
วันจันทร์ที่ 1 เมษายน 2567 แรม ๘ ค่ำ เดือนสี่(๔) ปีเถาะ
วันจันทร์ที่ 8 เมษายน 2567 แรม ๑๕ ค่ำ เดือนสี่(๔) ปีเถาะ
วันอังคารที่ 16 เมษายน 2567 ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีมะโรง
วันอังคารที่ 23 เมษายน 2567 ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีมะโรง

ปฏิทินวันพระ พฤษภาคม 2567
วันพุธที่ 1 พฤษภาคม 2567 แรม ๘ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีมะโรง(วันแรงงาน)
วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม 2567 แรม ๑๔ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีมะโรง
วันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2567 ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนหก(๖) ปีมะโรง
วันพุธที่ 22 พฤษภาคม 2567 ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนหก(๖) ปีมะโรง(วันวิสาขบูชา)
วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม 2567 แรม ๘ ค่ำ เดือนหก(๖) ปีมะโรง(วันอัฏฐมีบูชา)

ปฏิทินวันพระ มิถุนายน 2567
วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน 2567 แรม ๑๕ ค่ำ เดือนหก(๖) ปีมะโรง
วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน 2567 ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนเจ็ด(๗) ปีมะโรง
วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน 2567 ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนเจ็ด(๗) ปีมะโรง
วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2567 แรม ๘ ค่ำ เดือนเจ็ด(๗) ปีมะโรง

ปฏิทินวันพระ กรกฎาคม 2567
วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม 2567 แรม ๑๔ ค่ำ เดือนเจ็ด(๗) ปีมะโรง
วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม 2567 ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนแปด(๘) ปีมะโรง
วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม 2567 ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนแปด(๘) ปีมะโรง(วันอาสาฬหบูชา)
วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2567 แรม ๑ ค่ำ เดือนแปด(๘) ปีมะโรง(วันเข้าพรรษา)
วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม 2567 แรม ๘ ค่ำ เดือนแปด(๘) ปีมะโรง(วันเฉลิมฯ ร.10)

ปฏิทินวันพระ สิงหาคม 2567
วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 2567 แรม ๑๕ ค่ำ เดือนแปด(๘) ปีมะโรง
วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม 2567 ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีมะโรง(วันเฉลิมฯ วันแม่)
วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2567 ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีมะโรง
วันอังคารที่ 27 สิงหาคม 2567 แรม ๘ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีมะโรง

ปฏิทินวันพระ กันยายน 2567
วันจันทร์ที่ 2 กันยายน 2567 แรม ๑๔ ค่ำ เดือนเก้า(๙) ปีมะโรง
วันอังคารที่ 10 กันยายน 2567 ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีมะโรง
วันอังคารที่ 17 กันยายน 2567 ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีมะโรง
วันพุธที่ 25 กันยายน 2567 แรม ๘ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีมะโรง

ปฏิทินวันพระ ตุลาคม 2567
วันพุธที่ 2 ตุลาคม 2567 แรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีมะโรง
วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม 2567 ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีมะโรง
วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2567 ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีมะโรง(วันออกพรรษา)
วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม 2567 แรม ๘ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีมะโรง
วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม 2567 แรม ๑๔ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีมะโรง

วันลอยกระทง

ปฏิทินวันพระ พฤศจิกายน 2567
วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2567 ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสิบสอง(๑๒) ปีมะโรง
วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2567 ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบสอง(๑๒) ปีมะโรง(วันลอยกระทง)
วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2567 แรม ๘ ค่ำ เดือนสิบสอง(๑๒) ปีมะโรง
วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2567 แรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบสอง(๑๒) ปีมะโรง

ปฏิทินวันพระ ธันวาคม 2567
วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม 2567 ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีมะโรง
วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2567 ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีมะโรง
วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม 2567 แรม ๘ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีมะโรง
วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม 2567 แรม ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย(๑) ปีมะโรง

ขอบคุณข้อมูล : myhora

15 พฤศจิกายน ‘วันแห่งการทำบุญ’ ปลุกจิตสํานึกถึงความสําคัญของการทําบุญ

“วันแห่งการทำบุญ” (Philanthropy Day) ได้รับการยอมรับทั่วโลกว่า ทุกการให้ยิ่งใหญ่เสมอ ซึ่งการทำบุญมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความดี กรรมดี และเพื่อกำจัดความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ได้ออกไปจากใจ

Philanthropy Day

“วันแห่งการทำบุญ” เริ่มต้นขึ้นเมื่อ โรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในเวลานั้นได้ประกาศให้วันที่ 15 พ.ย. เป็น “วันแห่งการทำบุญแห่งชาติ” อย่างเป็นทางการในปี 2519 โดยมีที่มาจากแนวคิดรวบยอดของ ดักลัส ฟรีแมน ซึ่งมุ่งหวังให้ทุกคนเห็นความสำคัญต่อการทำดีต่อผู้อื่น เมื่อ “วันแห่งการทำบุญ” เวียนวนมาบรรจบในแต่ละปีหลายพื้นที่ในหลายประเทศจะมีการจัดกิจกรรม “การให้” ขึ้น เพื่อแสดงความเอื้อเฟื้อ

การทำบุญนำความสุขมาให้ ทำให้จิตใจของเราแบ่งบานไปด้วยบุญ จิตใจให้ผ่องใส บริสุทธิ์ ชีวิตมีความสงบสุข พบเจอแต่สิ่งดีงาม

คำอธิษฐานจิตทอดกฐิน

กฐิน (บาลี: กฐิน) เป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎกเถรวาท เป็นชื่อเรียกผ้าไตรจีวรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว สามารถรับมานุ่งห่มได้ โดยคำว่าการทอดกฐินหรือการกรานกฐิน จัดเป็นสังฆกรรมประเภทหนึ่งตามพระวินัยบัญญัติเถรวาทที่มีกำหนดเวลา คือพระสงฆ์สามารถกระทำสังฆกรรมนี้ได้นับแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เท่านั้น

ทอดกฐิน

โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ และอนุเคราะห์ภิกษุผู้ทรงคุณที่มีจีวรชำรุด ดังนั้นกฐินจึงจัดเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังฆกรรมของพระสงฆ์โดยจำเพาะ ซึ่งนอกจากในพระวินัยฝ่ายเถรวาทแล้ว กฐินยังมีในฝ่ายมหายานบางนิกายอีกด้วย แต่จะมีข้อกำหนดแตกต่างจากพระวินัยเถรวาท

ทอดกฐิน

คำอธิษฐานจิตทอดกฐิน

ด้วยบุญกุศลที่ข้าพเจ้า, ได้ร่วมบุญเป็นเจ้าภาพ, ทอดกฐินสามัคคี, ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและฟื้นฟูศีลธรรมโลก

ด้วยผลานิสงส์แห่งบุญนี้, ขอให้ข้าพเจ้า, หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ, เอาชนะอุปสรรคทั้งปวง, ให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง, มีอายุขัยยืนยาว, ให้ห่างไกลจากคนภัยคนพาล, ให้เป็นบัณฑิต
นักปราชญ์, ฉลาดในศาสตร์ทั้งปวง, ให้ประสบความสำเร็จในชีวิต, ในธุรกิจหน้าที่การงาน, ให้ได้เป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ, ค้ำจุนพระพุทธศาสนา, ได้เกิดภายใต้ร่มเงาพระพุทธศาสนา,
ไปทุกภพทุกชาติ, ขอให้บรรลุธรรมได้โดยง่าย,

ขอความปรารถนาทั้งปวงของข้าพเจ้า, จงเป็นผลสำเร็จ,จงเป็นผลสำเร็จ, จงเป็นผลสำเร็จ, ทุกประการเทอญ,

นิพพาน ปัจจโย โหตุ

ประวัติความเป็นมาของชุมชนบ้านตระ (เมืองลับแลแห่งเทือกเขาบรรทัด)

บ้านตระ (เมืองลับแลแห่งเทือกเขาบรรทัด)
“ประวัติความเป็นมาของชุมชนบ้านตระ และการตั้งถิ่นฐาน”

บ้านตระ เป็นชุมชนเก่าแก่มากว่า 300 ปี เป็นเขตรอยต่อ 3 จังหวัด ระหว่าง ตรัง พัทลุง และสตูล เป็นเส้นทางการค้าโบราณในยุคสมัยอยุธยาตอนกลาง เดิม มีชื่อเรียกว่าบ้านสระ และในตระ มีผู้ปกครองคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าเมืองปะเหลียน ซึ่งเป็น เมืองขึ้นของเมืองพัทลุง คือหมื่นเสนาะคีรี หรือ ”ทวดเล็ก” มีหน้าที่ดูแลบ้านตระและบ้านหัวช้าง หมื่นเสนาะคีรี หรือทวดเล็ก เสียชีวิตและฝังศพที่บ้านตระมีสุสาน(กุโบร์) ของท่านจนถึงปัจจุบัน

น้ำตกคลองโต๊ะงั่ง (ราชินีแห่งบ้านตระ)
น้ำตกคลองโต๊ะงั่ง (ราชินีแห่งบ้านตระ)

• ต่อมาพ.ศ.2435 ในสมัยรัชกาลท่ี 5 ทางราชการมีนโยบายจัดเก็บภาษี รัชชูปการหรือภาษี 4 บาท จากผู้ชายที่มีครอบครัวแล้ว นโยบายนี้สร้างความเดือนร้อนให้แก่ชาวบ้านจานวนมากเนื่องจากไม่มีการสะสม เงินตรานอกจากคนที่ค้าขายเท่านั้น จึงทาให้เกิดโจรปล้นทรัพย์สินและขโมยวัวควายมากข้ึนในหลายพื้นที่ นอกจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจแล้ว นโยบายการเมืองการปกครองต้องผูกขาดอานาจรัฐไว้ท่ี ส่วนกลางอีกด้วย

• พ.ศ. 2457 บ้านตระมีผู้ใหญ่บ้านคนแรกคือนายมูสา การะนิล ชาวบ้านประมาณ 100 ครัวเรือน นับ ถือศาสนาอิสลาม การปกครองจึงได้นำหลักการของศาสนามาใช้ในการปกครองด้วย ในช่วงการปกครองนี้ มี เหตุการณ์สาคัญๆ 2 เหตุการณ์ คือมีโจรจากพัทลุงเข้ามาปล้นทรัพย์สินของชาวบ้านตระอยู่บ่อยๆและ เกิดโรคไข้น้าหรือไข้ทรพิษระบาดทาให้ชาวบ้านตระเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านหลายคนได้อพยพไปตั้งถิ่นฐานชั่วคราวในหลายอำเภอของจังหวัดตรัง พัทลุง และสตูล

• ต่อมา พ.ศ. 2466 ผู้ใหญ่มูสา การะนิล ล้มป่วยจากไข้น้ำและได้เสียชีวิต ศพของนายมูสาได้ฝังไว้ที่ กุโบร์ในบ้าน ที่บ้านตระ เมื่อนายมูสาเสียชีวิต นายอำเภอทุ่งหว้าได้แต่งตั้ง “นายระหมาน กะปุก” เป็น ผู้ใหญ่บ้านคนต่อมา โดยกำนันตาบลทุ่งหว้าเป็นผู้เสนอช่ือ
โรคไข้น้ำยังคงระบาดและโจรชุกชุม ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านจึงลงความเห็นว่าควรอพยพไปตั้งชุมชน ใหม่ที่บ้านลำแครง (อยู่ในพื้นท่ีหมู่ที่ 6 ตำบลปะเหลียน จังหวัดตรัง) และบ้านควนไม้ดำ (อยู่ในพื้นท่ีหมู่ท่ี 2 ตำบลปะเหลียน จังหวัดตรัง) แต่ชาวบ้านจำนวนหนึ่งยังคงยืนยันท่ีจะอยู่บ้านตระเหมือนเดิม ในส่วนคนที่ย้าย ไปอยู่บ้านลำแครงและบ้านควนไม้ดำยังคงทากินในที่ดินบ้านตระตามเดิม

โตนน้ำปลิว (น้ำตกใหญ่แห่งบ้านตระ)
โตนน้ำปลิว (น้ำตกใหญ่แห่งบ้านตระ)

• ในช่วง พ.ศ.2508 – พ.ศ.2513 เจ้าหน้าที่เริ่มเข้ามาสำรวจพื้นที่สร้างเขื่อนขนาดใหญ่ในพื้นที่บ้าน ตระ บริเวณคลองตระ ที่ไหลลงสู่แม่น้ำละงู ทำให้ชาวบ้านบางส่วนก็มีรายได้เพิ่มเติมจากการรับจ้างแบกท่อ เหล็กและเครื่องปั่นไฟขึ้นไปบนบ้านตระ ระยะทางในการแบกเหล็กประมาณ 25 กิโลเมตร จากบ้านผู้ใหญ่ หลุบ ชูอ่อน ถึงบริเวณท่ีจะวัดน้ำ ชาวบ้านได้รับค่าจ้างแบกเหล็กกิโลกรัมละ 3 บาท

• ต่อมา พ.ศ.2514 ได้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างรัฐกับประชาชน ประชาชนจำนวนหนึ่งได้ เข้าป่าจัดตั้งกองกาลังเพื่อต่อสู้กับรัฐบาล เรียกว่า “กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย ” (ท.ป.ท.) หลังจากนั้น ท.ป.ท. ได้ขยายฐานทัพมาในเขตป่าเทือกเขาบรรทัด และเข้ามาตั้งฐานทัพระดับกองพันในป่า บริเวณบ้านตระ การสารวจพื้นที่เพื่อสร้างเขื่อนก็ยุติลงในช่วงนี้

• หลังจากน้ัน พ.ศ. 2516-พ.ศ. 2518 ราชการได้เข้ามาปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างหนัก ทำให้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องอพยพออกจากหมู่บ้านโดยย้ายไปอยู่ในพื้นท่ีอำเภอปะเหลียน อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง และในพื้นที่อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง

• หลังจากนั้น พ.ศ.2534 ชาวบ้านได้ร่วมกันพัฒนาเส้นทางจากบริเวณควรเณรมีขึ้นไปบ้านตระ โดยใช้จอบขุดเพื่อให้สามารถนาผลผลิตทางการเกษตรไปขายได้สะดวกข้ึน

• ในปีเดียวกัน “นายชวน หลีกภัย ” ได้เข้ามาดูสภาพพื้นที่บ้านตระ ในขณะนั้นนายชวนเป็นรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดูแลกรมป่าไม้ ซึ่ง “นายผ่อง เฮ่งลี้ ” เป็นอธิบดีกรม หลังจากนั้น 3 เดือนก็มี นโยบายอพยพชาวบ้านตระออกจากพื้นที่ โดยจะจัดท่ีอยู่ใหม่ให้ ในพื้นที่อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล และ ในพื้นที่อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง เม่ือชาวบ้านจำนวนหนึ่งไปดูพื้นที่ก็พบว่าไม่ใช่ที่ดินว่างเปล่า แต่เป็นท่ีทำ กินของชาวบ้านในพื้นท่ีดังกล่าว ชาวบ้านตระส่วนหนึ่งจึงไม่เห็นด้วยกับการอพยพ

ถ้ำน้ำทะลุเขา
ถ้ำน้ำทะลุเขา

• ช่วง พ.ศ. 2535-2537 ราชการยังคงผลักดันให้ชาวบ้านอพยพออกจากพื้นที่ เจ้าหน้าท่ีป่าไม้ขึ้นมา สำรวจจำนวนชาวบ้านและจานวนอาสิน เพื่อเตรียมอพยพ โดยจะจ่ายค่าชดเชยอาสินและจัดหาท่ีอยู่ให้ใหม่ มีการกาหนดค่าชดเชย 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่
1) ทากินในพื้นที่อาศัยในพื้นที่ จะจ่ายค่าชดเชยไร่ละ 30,000 บาท
2) ทากินในพื้นที่ อาศัยนอกพื้นที่ จะจ่ายค่าชดเชยไร่ละ 5,000 บาท เม่ือทางราชการเรียกประชุม ชาวบ้านที่บริเวณน้าตกโตนเต๊ะ ก็มีชาวบ้านเข้าร่วมประมาณ 700 คน ชาวบ้านส่วนใหญ่มีมติอพยพออก จากบ้านตระ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณประมาณ 72 ล้านบาทเพื่อจ่ายค่าชดเชยให้ชาวบ้าน แต่ในช่วงนั้นไม่มีงบประมาณ จึงไม่ได้อพยพชาวบ้านออกจากพื้นท่ี

• พ.ศ.2545 ชาวบ้านตระจึงจัดต้ังองค์กรข้ึนเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาและสร้างความมั่นคงให้ชุมชน ชาว บ้านตระเป็นสมาชิกเครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด ต่อมาเปลี่ยนช่ือเป็นเครือข่ายปฏิรูปท่ีดิน เทือกเขาบรรทัดบ้านตระ

• พ.ศ. 2551-พ.ศ.2553 ร่วมกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด และเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่ง ประเทศไทยเจรจากับรัฐบาลภายใต้ คณะกรรมการอานวยการแก้ปัญหาเครือข่ายปฏิรูปท่ีดินแห่งประเทศ ไทย พร้อมทั้งเสนอให้รัฐบาลรับรองพื้นที่นาร่องโฉนดชุมชน จานวน 75 ครัวเรือน ประมาณ 340 คน มีเนื้อท่ี 3,000 ไร่

#อยู่บ้านเราไม่ขึ้นเขาก็ลงเล
ขอบคุณภาพ/ข้อมูล : อยู่บ้านเรา ไม่ขึ้นเขา ก็ลงเล

เล่าสู่กันฟัง…ตำนาน “การกรวดน้ำ” อุทิศบุญกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ อย่างเข้าใจและรู้ความหมาย

การกรวดน้ำ เป็นพิธีกรรมหนึ่งในการอุทิศบุญกุศลแก่ผู้ล่วงลับไปแล้วด้วยการหลั่งน้ำ ซึ่งชาวพุทธนิยมปฏิบัติหลังจากทำบุญในโอกาสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพิธีมงคล หรืออวมงคล เช่น งานวันเกิด งานขึ้นบ้านใหม่ งานบวช งานแต่งงาน หรืองานศพ

กรวดน้ำ

ลักษณะของกรวดน้ำ โดยทั่วไป คือ การนำน้ำสะอาดใส่ในภาชนะอย่างแก้ว ขวด หรือคนโทเล็กๆ จากนั้นเทลงในภาชนะที่รองรับอีกที โดยให้เริ่มรินน้ำตั้งแต่พระขึ้นคำว่า “ยถา วาริวะหา…..” จนถึงคำว่า “มณิ โชติรโส ยถา” ก็เทน้ำให้หมดพอดี เมื่อพระขึ้นคำว่า “สัพพีติโย…..” ก็ให้นั่งประนมมือฟังต่อจนสวดจบ เป็นอันเสร็จพิธีกรวดน้ำ จากนั้น จึงนำน้ำนั้นไปเทที่ดินหรือตามโคนต้นไม้ (คำว่า “กรวด” มีรากศัพท์มาจากภาษาเขมร แปลว่า เทน้ำหรือหลั่งน้ำ)

สำหรับบทสวดที่ขึ้นต้นว่า “ยถา วาริวะหา ฯ” นั้นเป็นคำสวดที่อุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตไปแล้ว ส่วนที่ขึ้นต้นด้วย “สัพพีติโย ฯ” เป็นการให้พรแก่ผู้ทำบุญที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น จึงมักเรียกรวมโดยใช้คำขึ้นต้นของทั้งสองบทว่า “ยถา-สัพพี” อันหมายถึง การอุทิศบุญให้คนตายและให้พรคนเป็น หรือพูดภาษาปากก็ว่า ยถา ให้ผี – สัพพี ให้คน ซึ่งจะขอนำบทสวดพร้อมคำแปลโดยประมาณมาให้อ่าน เพื่อว่าเมื่อเรากรวดน้ำครั้งต่อไป จะได้เข้าใจและทราบถึงความหมายของคำสวดดังกล่าวยิ่งขึ้น

บทสวดแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว
ยถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง ห้วงน้ำที่เติมเต็มมหาสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ฉันใด
เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ ทานที่ท่านอุทิศในครั้งนี้ ย่อมนำประโยชน์อันเต็มเปี่ยม ส่งให้กับผู้ล่วงลับไปแล้วได้บริบูรณ์ฉันนั้น
อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ ขอให้ผลบุญที่ท่านปรารถนา ตั้งใจ จงสำเร็จโดยพลัน
สัพเพ ปูเรนติ สังกัปปา ขอให้บุญทั้งปวงนี้จงมีผลบริบูรณ์
จันโท ปัณณะระโส ยถา มะณิ โชติระโส ยถา ดั่งพระจันทร์วันเพ็ญ และดั่งอัญมณีอันสว่างไสว

บทสวดอวยพรแก่ผู้ทำบุญ

สัพพีติโย วิวัชชันตุ ขอให้สิ่งร้ายจัญไรทั้งปวงจงหายไปจากท่าน
สัพพะโรโค วินัสสะตุ ขอให้โรคภัยไข้เจ็บทั้งปวงจงหายไปจากท่าน
มาเต ภะวัตวันตะราโย ขอให้ภยันตรายทั้งปวงจงหายไปจากท่าน
สุขี ทีฆายุโก ภะวะ ขอให้ท่านมีความสุข และอายุยืนยาว
อะภิวาทะนะ สีลสสะ นิจจัง วุฑาฒาปะจายิโน ขอให้ท่านเคารพต่อผู้มีวัยวุฒิ อาวุโส และปฏิบัติตามศีล
จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง ขอให้ท่านเจริญด้วยพร ๔ ประการ คือ อายุยืน ผิวพรรณผ่องใส มีความสุขและสุขภาพแข็งแรง (บทสัพพีนี้ พระท่านจะสวด ๓ จบ)

นอกจากสวด ยถา-สัพพี ข้างต้นแล้ว ในการสวดอภิธรรมศพ พระท่านจะสวดบทอะทาสิ เม หรือติโรกุฑฑสูตร อันเป็นบทสวดเพื่อส่งบุญให้แก่ผู้เสียชีวิตด้วย และเมื่อจบการสวดยถา-สัพพีทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นงานมงคลหรืออวมงคล จะลงท้ายด้วยบทที่เรียกว่า ภะวะตุสัพ อันมีเนื้อความและคำแปล ว่า

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง ขอสรรพมงคล จงมีแก่ท่าน
รักขันตุ สัพพะเทวะตา ขอเหล่าเทวดาทั้งปวงจงรักษาท่าน
สัพพะพุทธานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพ แห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง
สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ท่านทุกเมื่อ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง ขอสรรพมงคล จงมีแก่ท่าน
รักขันตุ สัพพะเทวะตา ขอเหล่าเทวดาทั้งปวงจงรักษาท่าน
สัพพะธัมมานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพ แห่งพระธรรมทั้งปวง
สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ท่านทุกเมื่อ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง ขอสรรพมงคล จงมีแก่ท่าน
รักขันตุ สัพพะเทวะตา ขอเหล่าเทวดาทั้งปวงจงรักษาท่าน
สัพพะสังฆานุภาเวนะ ด้วยอานุภาพ แห่งพระสงฆ์ทั้งปวง
สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแก่ท่านทุกเมื่อ

ความเป็นมาของการกรวดน้ำนี้ เล่ากันว่ามีมาแต่สมัยพุทธกาล เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งพระเจ้าพิมพิสารได้ถวายเวฬุวนอุทยานแก่พระพุทธเจ้าเพื่อเป็นพระอาราม ในคืนนั้นปรากฎว่าพระองค์ได้ยินเสียงร้องประหลาดอันน่าสะพรึงกลัว วันต่อมาจึงได้ไปเข้าเฝ้าและเล่าเรื่องนี้ให้พระพุทธเจ้าฟัง พระพุทธองค์จึงทรงอธิบายว่า เสียงที่ได้ยินนั้น คือเสียงของพระญาติในอดีตอันไกลโพ้นของพระเจ้าพิมพิสารที่บังเกิดไปเป็นเปรต (เนื่องจากคนเหล่านี้เคยแอบกินอาหารพระก่อนพระฉัน และบางคนก็ลักลอบเอาไปให้ญาติคนอื่น) จึงมาร้องขอส่วนบุญ เพราะพระองค์ทำบุญแล้วไม่ได้อุทิศให้ ด้วยเหตุนี้รุ่งขึ้นอีกวัน พระเจ้าพิมพิสารจึงได้อาราธนาพระพุทธเจ้าไปรับทานอีกครั้ง

เมื่อเสร็จแล้วก็ได้อุทิศบุญดังกล่าวด้วยการหลั่งทักษิโณทก ทำให้ญาติของพระองค์ได้รับทั้งอาหารและผ้าทิพย์ จนมีร่างกายอิ่มเอิบและผิวพรรณผ่องใส จากเรื่องข้างต้น จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าเพียงแต่แนะนำให้พระเจ้าพิมพิสารอุทิศส่วนบุญให้แก่ญาติผู้ล่วงลับในอดีตชาติ แต่การหลั่งทักษิโณทกของพระเจ้าพิมพิสารได้กลายมาเป็นประเพณีของชาวพุทธในการกรวดน้ำหลังให้ทานนับแต่นั้นมา

ภาพ : ครู เหมเวชกร
พระเจ้าพิมพิสารทรงบำเพ็ญกุศลให้พระญาติที่เกิดเป็นเปรต
เปรตทั้งหลายต่างโมทนารับส่วนบุญ

คำว่า ทักษิโณทก มาจากภาษาสันสกฤต ทกฺษิณา แปลว่า ของทำบุญ ส่วนคำว่า อุทก แปลว่าน้ำ ใน ภาษาไทยเราใช้ใน ๓ ความหมาย ได้แก่

๑. น้ำที่หลั่งในเวลาทำบุญเพื่ออุทิศให้แก่ผู้ตาย
๒. น้ำที่ใช้เทลงไปเพื่อแสดงว่า ให้ ใช้กับสิ่งของที่ใหญ่หรือไม่มีรูปที่จะหยิบยกได้ เช่น วัด บุญกุศล
๓. น้ำที่หลั่งเพื่อแสดงว่ามอบให้เป็นสิทธิ์ขาด เช่น พระเวสสันดรหลั่งทักษิโณทกเพื่อยกกัณหาชาลีให้ชูชก

เมื่อเรากรวดน้ำแล้ว ส่วนใหญ่จะนำน้ำนั้นๆ ไปเทลงดินหรือตามต้นไม้ ซึ่งน่าจะมาจากพุทธประวัติที่เล่าถึงสมัยเจ้าชายสิทธัตถะก่อนจะสำเร็จสัมโพธิญาณหรือตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พญามารได้นำทัพมาขัดขวาง และกล่าวดูหมิ่นพระองค์ว่า เป็นมนุษย์ธรรมดา ไหนเลยจะมีบุญบารมีมากพอที่จะนั่งบนรัตนบัลลังก์ (อาสนะหรือที่นั่งใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ อันเป็นสถานที่พระองค์ตรัสรู้และเสวยวิมุติสุขในสัปดาห์แรก) พระองค์จึงละมือข้างหนึ่งจากท่านั่งสมาธิ ชี้ปลายนิ้วแตะพื้นที่นั่ง (อันเป็นท่าที่ต่อมาเรียกกันว่าปางมารวิชัย หรือปางชนะมาร) แล้วเอ่ยอัญเชิญพระแม่ธรณีขึ้นมาเป็นพยานถึงบุญบารมีที่พระองค์ได้บำเพ็ญสะสมมาแล้วหลายชาติภพ พระแม่ธรณีก็ได้มาปรากฎกาย แล้วบีบมวยผมให้น้ำที่พระพุทธองค์เคยกรวดน้ำในการทำบุญมาแล้วทุกชาติทุกภพหลั่งออกมา จนท่วมซัดเหล่าทัพพญามารแตกพ่ายไป

ด้วยเหตุนี้ คนจึงมักนำน้ำที่กรวดไปเทตรงดิน เสมือนให้พระแม่ธรณีเป็นพยานในการทำบุญเช่นเดียวกับพระพุทธองค์ ครั้นต่อมาที่นิยมไปเทตรงต้นไม้ ก็คงเพราะต้นไม้ขึ้นในดิน จึงถือว่ารดน้ำบำรุงต้นไม้ไปด้วย

พระพุทธเจ้าชนะมาร
ภาพ : อ.คำนวน ชานันโท พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญเพียรเพื่อตรัสรู้ได้ทรงผจญกับเหล่าพวกพญามารทั้งหลาย พระแม่ธรณีทรงแสดงปาฏิหาริย์ ปราบเหล่าพญามารโดยทรงบีบมวยผมให้น้ำไหลออกมาท่วม พวกพญามารทั้งหลายให้พ่ายแพ้ไป

การกรวดน้ำ นั้น เขาบอกว่าสามารถทำได้ ๒ แบบ คือ จะใช้น้ำอย่างปกติที่ทำกันอยู่ ที่เรียกว่า กรวดน้ำเปียก หรือจะแค่ตั้งจิตอธิษฐานอุทิศกุศลให้กับผู้ล่วงลับโดยไม่ต้องใช้น้ำ ที่เรียกว่า กรวดน้ำแห้ง ก็ได้ ได้ผลเท่ากัน และหากจะใช้น้ำ ระหว่างเทน้ำลงภาชนะที่รองรับ ไม่จำเป็นต้องใช้นิ้วรองน้ำ ให้เทลงไปตรงๆ เลย เพื่อมิให้น้ำขาดสาย เหมือนให้บุญหลั่งไหลลงไปโดยไม่ขาดตอน และให้ประธานในงาน หรือผู้ที่เป็นตัวแทนหลั่งน้ำคนเดียวก็พอแล้ว ส่วนคนอื่นๆ ก็ตั้งใจอธิษฐานตาม ไม่ต้องเอานิ้วไปรองน้ำทุกคนหรือไม่ต้องแตะมือหรือร่างกายต่อๆ กัน

อันที่จริงบทกรวดน้ำที่ขึ้นต้นด้วย ยถา มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า อนุโมทนารัมภาคาถา ซึ่งหมายถึง คาถาที่พระสงฆ์จะเริ่มกล่าวนำก่อนจะอนุโมทนา ส่วนบทที่เริ่มด้วย สัพพี มีชื่อเรียกว่า บทสามัญญานุโมทนาคาถา อันหมายถึง คาถาที่สวดทุกครั้งที่อนุโมทนาในกุศลที่อุบาสกอุบาสิกาได้ทำแล้ว (อนุโมทนากถา เป็นบทสวดที่พระสงฆ์สวดเพื่อประสงค์ให้ผู้ถวายทานเกิดความยินดีในทานหรือเพื่อแสดงธรรมแก่ผู้ถวาย)

นอกจากบทกรวดน้ำ ยถา-สัพพีที่เราได้ยินได้ฟังพระสงฆ์เป็นผู้สวดหลังทำบุญต่างๆ แล้ว ยังมีบทกรวดน้ำที่ผู้ทำบุญเป็นผู้สวดเองอีกด้วย ซึ่งจะมีทั้งแบบย่อ ที่ว่า “อิทังเม ญาตินัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย แปลว่า ขอบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าเถิด ขอญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าจงมีความสุขเถิดฯ” ส่วนบทเต็มๆ จะขึ้นด้วย “อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อุปัชฌายา คุณุตตะรา……….มาโรกาสัง ละภันตุ มาฯ” ซึ่งจะเป็นการสวดอุทิศให้แก่บุพการี และคนที่มีอุปการะทั้งหลาย เช่น อุปัชฌาย์ อาจารย์ รวมไปถึงเทพเทวาต่างๆ

ทั้งหมดข้างต้น หวังว่าจะทำให้ท่านได้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวยิ่งขึ้น และมีความอิ่มเอมใจเพิ่มขึ้นในการ “กรวดน้ำ” ครั้งต่อไป

เล่าสู่กันฟัง…เรื่อง “กรวดน้ำ” อย่างเข้าใจและรู้ความหมาย

ใจความสำคัญของปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือการประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน เป็นความลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น นั่นตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั้น เป็นไฉน?
ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่อริยมรรค มีองค์ ๘ นี้แหละ คือ

  • ปัญญาอันเห็นชอบ ๑
  • ความดำริชอบ ๑
  • เจรจาชอบ ๑
  • การงานชอบ ๑
  • เลี้ยงชีวิตชอบ ๑
  • พยายามชอบ ๑
  • ระลึกชอบ ๑
  • ตั้งจิตชอบ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบ ด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือ ด้วยมรรคคือวิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ

  • ปัญญาอันเห็นชอบ ๑
  • ความดำริชอบ ๑
  • เจรจาชอบ ๑
  • การงานชอบ ๑
  • เลี้ยงชีวิตชอบ ๑
  • พยายามชอบ ๑
  • ระลึกชอบ ๑
  • ตั้งจิตชอบ ๑

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ.

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู้.

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล เราก็ได้กำหนดรู้แล้ว

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ.

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละเสีย.

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล เราได้ละแล้ว

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ.

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล ควรทำให้แจ้ง.

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล เราทำให้แจ้งแล้ว.

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล ควรให้เจริญ.

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล เราให้เจริญแล้ว.

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ ยังไม่หมดจดดีแล้ว เพียงใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น.

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจ ๔ นี้มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้น เราจึงยืนยันได้ว่าเป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์.

    อนึ่ง ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุด ภพใหม่ไม่มีต่อไป.

ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา.

ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว เหล่าภุมมเทวดาได้บันลือเสียงว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.
เทวดาชั้นจาตุมหาราช ได้ยินเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.
เทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป.
เทวดาชั้นยามา …
เทวดาชั้นดุสิต …
เทวดาชั้นนิมมานรดี …
เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดี …
เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดีแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไปว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้.

ชั่วขณะการครู่หนึ่งนั้น เสียงกระฉ่อนขึ้นไปจนถึงพรหมโลก ด้วยประการฉะนี้แล.
ทั้งหมื่นโลกธาตุนี้ได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้าน ทั้งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ได้ปรากฏแล้วในโลก ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้.

วิ.ม.(ไทย) ๔/๑๕-๑๙/๑๓-๑๙
https://etipitaka.com/read/thai/4/15/