ไม่รู้จักธรรมชาติ ไม่รู้เท่าทันชีวิต จึงมีทุกข์

สืบเนื่องจากความไม่รู้หรืออวิชชา เราคงตระหนักแล้วว่า การไม่รู้คือบ่อเกิดแห่งทุกข์ตัวสำคัญ ไม่ว่าจะการไม่รู้เหตุแห่งทุกข์ ไม่รู้วิธีดับทุกข์ ไม่รู้ว่าทำไมจิตเราจึงเกิดทุกข์ หรือไม่รู้สิ่งต่างๆ

ยามเช้า

ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ทำงานอย่างไม่รู้ (จึงทำผิด ทำพลาด ทำไม่ได้ และโดนไล่ออก) ใช้เงินอย่างไม่รู้ (จึงเอาแต่จ่าย จ่าย และจ่าย จนไม่มีเงินเหลือเก็บ และไม่ได้ลืมตาอ้าปากเสียที่) พูดอย่างไม่รู้ (จึงพูดพล่อยๆ ไม่เข้าหูคน หรือพูดโดยไม่ยั้งคิดตอนที่โกรธจัดๆ จนเกิดเรื่อง) กล่าวคือ ความไม่รู้ทำให้เกิดทุกข์ตามมาได้สารพัด

และการไม่รู้ชนิดหนึ่งที่หากไม่ปรับแล้ว ตัวเราเองก็จะไม่มีทางหนีพ้นจากความทุกข์ได้ คือ “ความไม่รู้จักธรรมชาติแห่งชีวิต” หรือ “ไม่รู้เท่าทันว่าชีวิตมันเป็นเช่นไร” ธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ในทางพุทธศาสนานั้น มีต่อไปนี้ครับ

 ชีวิต

๑. ชีวิตคือสิ่งที่ไม่แน่นอน เนื่องจากชีวิตเป็นสิ่งที่เลื่อนไหลไปตลอด ไม่มีความแน่นอนใดๆ สำหรับชีวิต เช่น วันนี้เราเจอเรื่องดี แต่ก็ใช่ว่าเราจะเจอเรื่องดีไปตลอด วันพรุ่งนี้อาจต่างจากวันนี้โดยสิ้นเชิงก็ได้ แต่ทว่ามนุษย์ส่วนมากกลับลืมหรือไม่รู้เท่าทันธรรมชาติตัวนี้ (หรืออาจรู้ แต่ไม่อยากยอมรับ) จึงเกิดความยึดมั่นถือมั่น หวังให้ชีวิตเป็นไปแบบที่มันเคยเป็น แต่พอชีวิตมันเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นก็ไม่ได้เตรียมใจรับหรือรับไม่ได้ อันทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมา

อย่างความแก่ชรา เหี่ยวย่นของผิวหนัง ซึ่งมันคือความไม่แน่นอนของร่างกายที่ต้องเกิดกับมนุษย์อย่างแน่นอนตามธรรมชาติอยู่แล้ว ทว่าพอเรามีหนังเหี่ยวก็ไม่พอใจ เกิดทุกข์ และพยายามจะไปดึงหน้าทำศัลยกรรม หมดเงินไปเป็นแสนๆ เพื่อทำให้ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ นั่นก็คือ “การพยายามทำให้ความไม่แน่นอนกลายเป็นความแน่นอน”

ผู้หญิง

๒. ชีวิตย่อมเป็นไปตามกรรม ในทางฟิสิกส์ เราจะทราบดีว่า ทุก การกระทำ (Action) จะมี แรงปฏิกิริยาสะท้อนกลับต่อการกระทำนั้นเสมอ (Reaction) ซึ่งหลักที่ว่าก็สอดคล้องกับกฎแห่งกรรมของศาสนาพุทธ ที่ว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทำดีย่อมได้ดี ทำไม่ดีย่อมได้รับผลจากสิ่งที่ไม่ดีเป็นธรรมชาติอีกประการของชีวิต

แต่คนเรากลับชอบเผลอไผลทำสิ่งไม่ดีลงไป แล้วก็มาโอดครวญยามต้องได้รับผลแห่งการทำสิ่งไม่ดีนั้น หรือบางครั้งเราทำดีก็จริง แต่ความดีอาจยังไม่ได้กลับมาหาเราในทันที ก็กลายเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ท้อแท้หมดกำลังใจไปได้

เส้นทางของชีวิต

๓. ชีวิตมาพร้อมสัญชาตญาณ มนุษย์เราเกิดมาแท้จริงแล้วก็คือสัตว์โลกชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่อยู่เหนือกฎแห่งธรรมชาติของสัตว์ที่ว่า เราย่อมมีสัญชาตญาณ ซึ่งสัญชาตญาณนี้ก็คือกลไกของจิตและร่างกายมนุษย์ หน้าที่หลักของมันก็คือการดูแลและควบคุมสั่งการให้เราสามารถมีชีวิตรอดต่อไปให้นานที่สุด

ทีนี้บางสัญชาตญาณของมนุษย์ ก็ไม่ต่างจากสัตว์ โดยเฉพาะสัญชาตญาณการเอาตัวรอดหรือการตอบสนองต่อภัยคุกคาม อย่างเช่น สุนัขที่กัดคนยามมันคิดว่าคนจะมาทำร้าย คนก็เช่นกันครับ ยามเกิดปัญหาเราก็อาจตอบโต้ปัญหากลับไปด้วยสัญชาตญาณที่มีความรุนแรง

อย่างมีคนด่าเรา หากเราตอบสนองโดยสัญชาตญาณล้วนๆ (โดยปราศจากสติ การยั้งคิด หรือการขัดเกลาทางสังคม) เราก็อาจด่ากลับหรือไม่ก็ทำสิ่งที่รุนแรงกว่านั้น หรือเมื่อมีคนทำให้เราเจ็บ เราก็อาจโต้กลับไปด้วยความเจ็บปวด

ปีใหม่ ทำชีวิตใหม่

จุดสำคัญที่จะช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ก็คือ การเข้าใจธรรมชาติทั้งหมดของชีวิต รู้ว่ามันมีความไม่แน่นอนที่เกิดกับเราได้เสมอ รู้ว่าการกระทำของเรานั่นเองที่ส่งผลกระทบต่ออนาคต (และในบางกรณี การกระทำของคนอื่นก็อาจมามีผลต่อตัวเราได้เช่นกัน

ซึ่งโปรดสังเกตคำว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ให้ดี จะเห็นว่าคำกล่าวนี้ไมได้เฉพาะเจาะจงกับผู้ใด แต่เป็นการสรุปรวมว่าสัตว์โลกทั้งหมดย่อมเป็นไปตามกรรม แม้แต่กรรมของสัตว์โลกตนหนึ่ง ก็อาจมีผลต่อสัตว์โลกอีกตนได้) และรู้ว่าเรานั้นมีสัญชาตญาณทั้งดีและไม่ดีผสมอยู่ในจิตใจและร่างกาย

หากเราดำเนินชีวิตโดยไม่ทำให้ตนรู้ความจริงเหล่านี้ เราก็ย่อมวนเวียนกับทุกข์อย่างไม่เข้าใจและไม่อาจหาทางออกใดๆ ได้ เหมือนคนหลงทางที่ไปไหนต่อไม่ได้ เนื่องจากไม่อ่านแผนที่ให้เข้าใจเสียก่อน

by : /torthammarak

มงคลยิ่ง..ลองทำดู!! อยากเปลี่ยนชะตาชีวิต มีโชคใหญ่ ง่ายๆตามนี้

ในทุกๆวันเมื่อตื่นนอนในตอนเช้า ให้หาน้ำสะอาดใส่แก้ว (หรือขันล้างหน้า) มาถือเอาไว้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก พยายามตั้งจิตให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้

ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูปที่เราเคารพบูชา เมื่อจิตนิ่งดีแล้วให้ท่องคาถา “นะ โม พุท ธา ยะ” เป่าลงไปในน้ำ ๓ ครั้ง แล้วเอานิ้วชี้ขวาลงในน้ำพร้อมๆ กับท่องคาถาว่า “มะอะอุ” พ่นใส่น้ำ ๓ จบ แล้วท่อง

“พระพุทธ พระธรรมล้างทุกข์ พระสงฆ์เพิ่มสุข ยาตรายามดี สวัสดีมีชัย อิติปิ โส ภะคะวา”

ล้างหน้า

เสร็จแล้วให้ดื่มและเหลือไว้ล้างหน้าและประพรมตบท้ายทอย ๓ ครั้ง เพื่อชำระกายวาจาใจ ชีวิตจิตวิญญาณบริสุทธิ์สะอาดสงบสว่างเป็นบ่อเกิดแห่งความดีงาม เป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่เป็นมงคลยิ่ง

หลังจากล้างหน้าแล้ว ให้เริ่มสร้างบุญใหญ่ประจำวัน ซึ่งจะได้ครบทั้งทาน ศีล ภาวนา เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ไม่มีเวลาไปใส่บาตรในตอนเช้า สำหรับคนที่ใส่บาตรทุกวันแล้วก็ทำได้เช่นกัน การทำบุญแบบนี้นั้นไม่จำกัดเวลาตอนไหนก็ไหน

แต่ถ้าในตอนเช้าก่อนจะเริ่มภารกิจทำงานประจำวันจะดีมากเพราะเป็นการเริ่มต้นที่ดีในทุกๆ เช้าจิตใจจะอิ่มเอิบผ่องใสไปด้วยบุญ วิธีการมีดังนี้

บาตรออมสิน

๑. หากระปุกออมสิน หรือบาตรพลาสติกเล็กๆ (บาตรแบบนี้ที่ร้านสังฆทานต่างๆ ก็จะมีขาย) หรือภาชนะที่สะดวกในการหยอดเงิน ให้เอาบาตรหรือภาชนะนั้นนำมาวางไว้บนหิ้งพระ

สำหรับคนที่อยู่คอนโดหรืออพาร์ทเมนท์ ถ้าไม่มีหิ้งพระจริงๆ ให้หารูปถ่ายของพระพุทธรูปที่เรานับถือมาติดที่ฝาผนังก็ได้ หรือถ้าไม่มีรูปพระจริงๆ ให้เอาบาตรหรือภาชนะนั้นวางอยู่สูงเสียหรือบนโต๊ะทำงานก็ได้

เดี๋ยวนี้คนยุคใหม่ เขาไหว้พระ สวดมนต์หน้าคอมพิวเตอร์มาก รวมถึงการโอนเงินทำบุญผ่านบัญชีธนาคารถึงวัดหรือพระสงฆ์ที่ท่านบอกบุญมา ซึ่งเป็นการดีมากได้บุญกุศลเช่นกัน

ทาน

๒. ให้นำเงินที่ตั้งใจจะใส่บาตร (แต่ไม่มีเวลาจะไป) เตรียมเอาไว้ ตั้งสมาธิให้นิ่งถ้าไม่มีรูปพระ หิ้งพระที่บ้านให้นึกพระพุทธรูปที่เราเคารพเช่น หลวงพ่อพระพุทธชินราช หลงพ่อโสธร พระจักรพรรดิ หรือถ้านึกไม่ออกจริงๆ ให้นึกถึงพระอริยสงฆ์ที่เราเคารพ เช่น หลวงปู่ทวด สมเด็จโตฯ หลวงพ่อปาน หลับตานึกถึงท่านแล้ว พนมมือเริ่มจะสวดมนต์ เริ่มจากอัญเชิญเทวดา

ซึ่งจะเป็นการดีมากที่เราได้อัญเชิญพรหมเทพเทวดาทั้งหลายให้ท่านมาร่วมอนุโมทนาและรับบุญที่เราทำในวันนี้ ก็อยากจะเรียนให้ทราบตามที่ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาสอนมาให้รู้ว่า โดยทั่วไป ก่อนที่เราจะไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธินั้น เราก็ควรจะอัญเชิญเทพเทวดาทั้งหลายมาร่วมเป็นพยานให้เรา

เทวดาประจำตัว

ทั้งนี้เพื่อป้องกันเราให้พ้นจากอุปสรรคปัญหาความยุ่งยากทั้งหลาย และมาร่วมอนุโมทนาบุญกับเราด้วย นอกจากเหล่าพรหมเทพเทวดาท่านมาพร้อมกันแล้ว ก็ยังมีพวกบรรดาบริวารของท่าน พวกผี ดวงจิตวิญญาณเร่ร่อนทั้งหลายมาร่วมโมทนาบุญอีกด้วย

เพราะนอกจากการทำบุญทำทานกราบไหว้พระ ทำสมาธิตามปกติแล้ว ในตอนอธิษฐานจิตอุทิศบุญแผ่เมตตาในตอนท้าย เราก็ได้เมตตาเผื่อแผ่บุญกุศลไปถึงสรรพสัตว์สรรพวิญญาณทั้งสามโลกโดยไม่มีประมาณอีกด้วย ซึ่งมีหลายคนบอกว่า เมื่ออัญเชิญพรหมเทพเทวดา แล้วพวกผีจะมาด้วย ขอบอกว่าไม่ต้องกลัวเรื่องผีเรื่องดวงวิญญาณพวกนี้ เพราะพวกนี้เขามาดี มาร่วมบุญมาขอส่วนบุญ ยิ่งทำให้เราได้บุญมากขึ้น

บ้านไหนหรือร้านค้าไหนสวดมนต์ประจำ ถึงจึงไม่สวดอัญเชิญพรหมเทพเทวดาหรือชุมนุมเทวดา แต่รับรองท่านก็มาเองแน่นอน เพราะที่ไหน เมื่อใดที่มีการสร้างบุญกุศลท่านจะรู้ด้วยตัวของท่านเองที่มีจิตละเอียดอยู่แล้ว อย่างน้อยก็เทพยดาอาลักษณ์ส่วนหนึ่งที่ปกป้องดูแลสถานที่ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ร้านค้าที่ทำงาน ท่านมาเองแน่

การจัด"หิ้งพระ"

ซึ่งเมื่อท่านมาร่วมสวดมนต์ มาร่วมอนุโมทนาบุญแล้ว ท่านก็จะมาปกปักรักษาคนที่สร้างบุญรวมถึงสถานที่นั้นด้วย ยิ่งบ้านไหนไหว้พระสวดมนต์ประจำ มีพระพุทธรูป เทวดาท่านก็จะมากราบไหว้และรักษาพระพุทธรูปด้วย ทำให้พระพุทธรูปองค์นั้นๆ ศักดิ์สิทธิ์

ยิ่งพระพุทธรูปองค์องค์ไหนคนกราบไหว้บูชาเยอะ ก็ยิ่งศักดิ์สิทธิ์เพราะเทวดามารักษาเยอะ เรื่องนี้ครูบาอาจารย์ท่านทราบดีจึงได้บอกว่า เวลาจะสร้างบุญกุศลใดๆ ให้สวดบทชุมนุมเทวดาเพื่ออัญเชิญท่านมาร่วมด้วยทุกครั้ง

สวดมนต์ก่อนนอน

บทสวดมนต์ชุมนุมเทวดา เป็นบทสวดมนต์เพื่ออันเชิญเทวดามาฟังธรรมของพุทธองค์ แต่ถ้าท่านรู้คำแปลแล้วจะเห็นว่าไม่เฉพาะเทวดาเท่านั้น

จริงๆ แล้วเป็นการประกาศเชิญให้ผู้สนใจเข้ามาฟังธรรมของพุทธองค์ และบทสวดนี้ตอนขึ้นต้นจะเป็นการเตือนผู้สวดให้ระลึกอยู่เสมอว่า ต้องประกอบด้วยเมตตาจิต มีสมาธิไม่ฟุ้งซ่านนั่นเอง

โดย : torthammarak

อดีตชาติแก้ไม่ได้ แต่สร้างเสบียงบุญเพื่อให้อนาคตดีกว่าเดิมได้

ในเรื่องการแก้ไขอดีตชาตินั้นต้องบอกกันก่อนว่า เราทุกคนกลับไปแก้ไขไม่ได้ จะให้กรรมนั้นไม่เกิดขึ้นไม่ได้เหมือนกับข้าวสารที่เอามาหุงเป็นข้าวสวยแล้ว เราจะทำอย่างไรข้าวสวยก็กลับมาเป็นข้าวสารไม่ได้

การแก้ไขในอดีตชาติหรือการแก้กรรมจึงหมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชาตินี้ ไม่ไปทำกรรมชั่วเหมือนในอดีตชาติที่ทำมา เป็นการสร้างกรรมใหม่ที่ดีกว่าในชาติปัจจุบัน

สามเณร

การสร้างกรรมใหม่ที่ดีกว่าในชาติปัจจุบันของตน เพื่อให้ชีวิตนั้นดีขึ้นแบบทันตาเห็นและเพื่อเป็นเสบียงบุญที่ส่งผลต่อไปในภพชาติอื่น มีการกล่าวถึงเรื่องการสร้างกรรมดีเพื่อให้ชีวิตดีขึ้นในพระไตรปิฎกอยู่อย่างมากมาย และส่วนใหญ่ได้บอกถึงเหตุซึ่งจะมาเป็นผล

และกล่าวถึงอดีตชาติของทั้งคนที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวอันเป็นผลแห่งกรรมทั้งสิ้น ตัวอย่างที่ดีก็คือกรณีของ “สามเณรบัณฑิต”

สามเณรบัณฑิตนั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในทางธรรมอย่างรวดเร็วคือบรรลุธรรมระดับสูงสุดได้ตั้งแต่เป็นสามเณร ก็เพราะผลบุญเก่าที่ได้ทำมาแต่อดีตชาติ คือในชาติหนึ่งได้เกิดเป็น นายทุคตะ (คนยากจน) ที่ทำคุณงามความดีคือมหาทานเพียงครั้งเดียวกับพระพุทธเจ้ากัสสปะ

จนในชาตินั้นได้กลายเป็นมหาเศรษฐีทันตาเห็นและยังคงเพียรทำความดีอย่างมากมายต่อไปอีกตลอดชีวิต จนเมื่อตายไปแล้วก็ได้ไปเกิดในเทวโลกเป็นเทวดาเสวยบุญอีกนานแสนนาน และชาติสุดท้ายก็ได้กลับมาเกิดเป็นสามเณรบัณฑิต

แต่ก่อนที่นายทุคตะผู้ยากจนจะได้มาทำทานเปลี่ยนกรรม เปลี่ยนชีวิตนั้น ก็เพราะมีบัณฑิตใจบุญมาบอกกล่าวถึงเรื่องกรรมเก่าของนายทุคตะว่า การที่นายทุคตะต้องเกิดมาเป็นคนยากจนข้นแค้นแสนสาหัสเพราะในอดีตชาติของทุคตะไม่เคยทำบุญทำทาน ตระหนี่ถี่เหนียวอยู่เรื่อยไปผลกรรมนั้นจึงตกมาในชาตินี้ทำให้กลายเป็นคนยากจน

เศร้า

สรุปให้เห็นชัดได้ง่าย ๆก็คือ

อดีตชาติของนาย ทุคตะ เกิดเป็นคนที่มีนิสัยตระหนี่ถี่เหนียวมาก

เมื่อเกิดมาเป็นนาย ทุคตะ ผลจากความตระหนี่ถี่เหนียวในชาติที่แล้วจึงทำให้ชาตินี้ยากจนมากเช่นกัน แต่ชาตินี้ไม่เหมือนชาติที่แล้ว นายทุคตะได้กระทำกรรมดีใหม่คือ แม้จะยากจนก็รู้จักทำบุญทำทานแถมยังทำทานได้ถูกคนถูกเนื้อนาบุญคือ ได้ตักบาตรถวายอาหารกับพระกัสสปะพุทธเจ้า จนอานิสงส์ทำให้กลายเป็นเศรษฐีและได้บำเพ็ญคุณงามความดีตลอดชีวิต

ได้ไปเกิดในเทวโลกเสวยสุขเป็นเทวดาอยู่เป็นเวลานาน

ชาติสุดท้ายได้มาเกิดเป็นบัณฑิตผู้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ตั้งแต่เป็นสามเณรและเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล

เศร้า

จากตัวอย่างกรณีแสดงให้เห็นชัดในทางการแก้ไขอดีตชาติหรือกรรมเก่าของตนเองนั้น ขอให้พึงระลึกไว้ว่า การที่เราเป็นอยู่อย่างไรในปัจจุบันนั้นเกิดมาจาก “กรรม” หรือการกระทำในอดีตที่ลิขิตให้เป็นเมื่อรู้อดีตดีแล้วไม่ใช่รู้เพียงเพื่อให้ “ยอมจำนนแก่กรรม”

แล้วใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมายไม่ยอมแก้ไขอะไรเลย แต่ต้องเร่งสร้างกรรมดีใหม่ให้มีพลังอำนาจมากกว่ากรรมที่เคยทำมาแต่เดิมและต้องถูกวิธี

by torthammarak

จากเรื่องเล่าถึง ๗ เรื่อง “ ตำนานการกินเจ “

กินเจ หรือ แจ เป็นภาษาฮกเกี้ยน ในภาษาจีนทางพุทธศาสนานิกายมหายานมีความหมายเดียวกับคำว่าอุโบสถ
ให้คนงดเว้นเนื้อสัตว์และทำใจให้สะอาดอยู่ในธรรม เป็นเวลา ๙ วัน กำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือ เริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น ๑ ค่ำ ถึง ขึ้น ๙ ค่ำเดือน ๙ ตามปฏิทินจีนของทุกปี

ตำนานที่มาของการกินเจ มีเรื่องเล่าอยู่ถึง ๗ เรื่อง ได้แก่

ตำนานที่ ๑ รำลึกถึงวีรชนทั้ง ๙

เทศกาลกินเจเริ่มขึ้นเมื่อ ๔๐๐ กว่าปีที่แล้ว โดยชาวจีนกินเจเป็นการบำเพ็ญกุศลเพื่อรำลึกถึงวีรชน ๙ คน ซึ่งเรียกว่า “หงี่หั่วท้วง” ซึ่งได้ต่อสู้กับชาวแมนจูผู้รุกรานอย่างกล้าหาญ ถึงแม้จะแพ้และต้องตายก็ตาม ดังนั้น เมื่อถึงวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๙ ชาวจีนที่ยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของชาวแมนจู จึงพากันนุ่งขาวห่มขาว ถือศีลกินเจ เพื่อรำลึกถึงเหล่านักสู้ “หงี่หั่วท้วง” ที่ได้ต่อสู้พลีชีพในครั้งนั้น เพราะเชื่อว่าการปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยชำระจิตวิญญาณให้เกิดความเข้มแข็งทางร่างกายและจิตใจ

พระพุทธเจ้า

ตำนานที่ ๒ บูชาพระพุทธเจ้า

เชื่อว่า เป็นการประกอบพิธีกรรมเพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล ๗ องค์ และพระมหาโพธิสัตว์อีก ๒ องค์ รวมเป็น ๙ องค์ด้วยกัน หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า “ดาวนพเคราะห์” ทั้ง ๙ ได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ ในพิธีกรรมบูชานี้ สาธุชนในพระพุทธศาสนาจะสละเวลาทางโลกมาบำเพ็ญศีล งดเว้นเนื้อสัตว์ และแต่งกายด้วยชุดขาว

ตำนานที่ ๓ เก้าอ๊วงฝ่ายมหายาน

กล่าวไว้ว่า การกินเจเป็นพิธีปฏิบัติที่สืบต่อกันมาของชาวจีนในประเทศไทย เพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล ๗ องค์ ดังมีในพระสูตร ปั๊กเต๊าโก๋ว ฮุดเชียวไจเอียงชั่วเมียวเกง กล่าวไว้คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ พระศรีรัตนโลกประภาโมษอิศวรพุทธะ พระเวปุลลรัตนโลกวรรณสิทธิพุทธะ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ และพระมหาโพธิสัตว์อีก ๒ องค์ คือ พระศรีสุขโลกปัทมอรรถอลังการโพธิสัตว์ และพระศรีเวปุลกสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ รวมเป็น ๙ องค์ (หรือ “เก้าอ๊วง”)

ทรงตั้งปณิธานจักโปรดสัตว์โลก จึงได้แบ่งกายมาเป็นเทพเจ้า ๙ องค์ด้วยกัน คือ ไต้อวยเอี๊ยงเม้งทัมหลังไทแชกุน ไต้เจียกอิมเจ็งกื้อมึ้งงวนแชกุน ไต้กวนจิงหยิ้งลุกช้งเจงแชกุน ไต้ฮั่งเฮี่ยงเม้งม่งเคียกนิวแชกุน ไต้ปิ๊กตังง้วนเนี้ยบเจงกังแชกุน ไต้โพ้วปั๊กเก๊กบู๊เอียกกี่แชกุน ไต้เพียวเทียนกวนพัวกุงกวนแชกุน ไต้ตั่งเม้งงั่วคูแชกุน ฮุ้ยกวงไตเพียกแชกุน เทพเจ้าทั้ง ๙ องค์ ทรงอำนาจตบะอันเรืองฤทธิ์บริหารธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ทั่วทุกพิภพน้อยใหญ่สารทิศ

 ราชวงศ์ซ่ง

ตำนานที่ ๔ พิธีบูชาเพื่อระลึกถึงราชวงศ์ซ้อง

เชื่อว่าการกินเจเป็นการบูชากษัตริย์เป๊ง กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซ้อง ซึ่งสิ้นพระชนม์โดยทรงทำอัตวินิบาตกรรม (การฆ่าตัวตาย) ในขณะที่เสด็จเยือนไต้หวันโดยทางเรือ เมื่อมีพระชนมายุได้ ๙ พรรษา พิธีบูชาเพื่อระลึกถึงราชวงศ์ซ้องนี้ มีแต่เฉพาะในมณฑลฮกเกี้ยน ซึ่งเป็นดินแดนผืนสุดท้ายของราชวงศ์ซ้องเท่านั้น โดยชาวฮกเกี้ยนได้จัดทำพิธีดังกล่าวนี้ขึ้นด้วยการอาศัยศาสนาบังหน้าการเมือง ประเพณีนี้เข้ามาสู่เมืองไทยโดยชาวจีนแต้จิ๋วที่อพยพจากฮกเกี้ยนนำมาเผยแผ่อีกทอดหนึ่ง

ตำนานที่ ๕ เล่าเอี๋ย

เมื่อ ๑,๕๐๐ ปีก่อน ณ มณฑลกังไส ซึ่งเป็นแดนแห่งความเจริญรุ่งเรือง ฮ่องเต้เมืองนี้มีพระราชโอรส ๙ พระองค์ซึ่งเก่งทั้งบุ๋น บู๊ ทำให้หัวเมืองต่าง ๆ ยอมสวามิภักดิ์ ยกเว้นแคว้นก่งเลี้ยดที่มีอำนาจเข้มแข็ง และมีกองกำลังทหารที่เหนือกว่า ทั้งสองแคว้นทำศึกกันมาถึงครั้งที่ ๔ แคว้นก่งเลี้ยดชนะโดยการทุ่มกองกำลังทหารที่มากกว่าหลายเท่าตัว โอบล้อมกองทัพพระราชโอรสทั้งเก้าไว้ทุกด้าน แต่กองทัพก่งเลี้ยดไม่สามารถบุกเข้าเมืองได้จึงถอยทัพกลับ จนวันหนึ่งชาวกังไสเกิดความแตกสามัคคีและเอาเปรียบกัน เทพยดาทราบว่า อีกไม่นานกังไสจะเกิดภัยพิบัติจึงหาผู้อาสาช่วย แต่ชาวบ้านจะพ้นภัยได้ก็ต่อเมื่อได้สร้างผลบุญของตนเอง ดวงวิญญาณพระราชโอรสองค์โตรับอาสา และเพ่งญาณเห็นว่า ควรเริ่มที่บ้านเศรษฐีใจบุญลีฮั้วก่าย

คืนวันหนึ่งคนรับใช้แจ้งเศรษฐีลีฮั้วก่ายว่า มีขอทานโรคเรื้อนมาขอพบ เศรษฐีจึงมอบเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าเดินทาง แต่ขอทานไม่ไป และประกาศให้ชาวเมืองถือศีลกินเจเป็นเวลา ๙ วัน ๙ คืน ผู้ใดทำตามภัยพิบัติจะหายไป เศรษฐีนำมาปฏิบัติก่อน และผู้อื่นจึงปฏิบัติตาม จนมีการจัดให้มีอุปรากรเป็นมหรสพในช่วงกินเจด้วย เล่าเอี๋ยเกิดศรัทธาประเพณีกินเจของมณฑลกังไส จึงได้ศึกษาตำราการกินเจของเศรษฐีลีฮั้วก่ายที่บันทึกไว้ แต่ได้ดัดแปลงพิธีกรรมบางอย่างให้รัดกุมยิ่งขึ้น และให้มีพิธียกอ๋องฮ่องเต้ (พิธีเชิญพระอิศวรมาเป็นประธานในการกินเจ)

กินเจ

ตำนานที่ ๖ เล่าเซ็ง

มีชายขี้เมาคนหนึ่งชื่อ เล่าเซ็ง เข้าใจผิดว่าแม่ตนเองตายไปเพราะเป็นโรคขาดสารอาหาร จนคืนหนึ่งแม่มาเข้าฝันว่า ตนตายไปได้รับความสุขมาก เพราะแม่กินแต่อาหารเจ และหากลูกต้องการพบให้ไปที่เขาโพถ้อซัว บนเกาะน่ำไฮ้ ครั้นถึงเทศกาลไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิมที่เขาโพถ้อซัว เล่าเซ็งจึงขอตามเพื่อนบ้านไปไหว้พระโพธิสัตว์ด้วย โดยเพื่อนบ้านให้เล่าเซ็งสัญญาว่า จะไม่กินเหล้าและเนื้อสัตว์จึงยอมให้ไป แต่ระหว่างทางเล่าเซ็งผิดสัญญา เพื่อนบ้านจึงหนีไป โชคดีที่มีหญิงสาวคนหนึ่งต้องการไปไหว้พระโพธิสัตว์เช่นกัน เขาจึงขอตามนางไปด้วย

เมื่อถึงเขาโพถ้อซัว ขณะที่เล่าเซ็งก้มลงกราบพระโพธิสัตว์อยู่นั้น เขาเห็นแม่ลอยอยู่เหนือกระถางธูป แต่คนอื่นมองไม่เห็น ขณะเขาเดินทางกลับ ได้เจอกับเด็กชายยืนร้องไห้อยู่ จึงเข้าไปถามไถ่จนทราบว่า เด็กคนนั้นเป็นลูกชายของเขากับภรรยาเก่าที่เลิกกันไปนานแล้ว เขาจึงพาไปอยู่ด้วย และต่อมาหญิงสาวที่นำทางเล่าเซ็งไปพบพระโพธิสัตว์ได้มาขออยู่ด้วย ทั้งสามอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข

หญิงสาวคนนั้นเป็นสาวบริสุทธิ์ มีความประพฤติดี อยู่ในศีลธรรม และถือศีลกินเจอยู่เป็นประจำ นางรู้ว่าใกล้ถึงวันตายของนางแล้ว จึงบอกเล่าเซ็ง เมื่อถึงวันนั้นนางแต่งตัวด้วยอาภรณ์ขาวสะอาด นั่งสักครู่แล้วก็สิ้นลม เล่าเซ็งเห็นการจากไปด้วยดีของนางคล้ายกับแม่ จึงเกิดศรัทธา ยกสมบัติให้ลูกชาย แล้วประพฤติตัวใหม่ เมื่อตายไปจะได้บังเกิดผลเช่นเดียวกับแม่ และหญิงสาว ประเพณีกินเจจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่นั้น

คณะงิ้ว

ตำนานที่ ๗ การกินเจที่ภูเก็ต

มีคณะงิ้วจากเมืองจีน มาเปิดการแสดงที่อำเภอกะทู้ นานเป็นแรมปี บังเอิญช่วงนั้นเกิดโรคระบาดขึ้น คณะงิ้วจึงจัดให้มีพิธีกินเจ และสร้างศาลเจ้าขึ้นเพื่อสะเดาะเคราะห์ หลังจากนั้นโรคระบาดก็หาย ชาวกะทู้เกิดความศรัทธาจึงปฏิบัติตาม หลังจากประกอบพิธีอยู่ประมาณ ๒-๓ ปี ก็มีผู้คนเลื่อมใสมากขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับอยากได้พิธีกินเจที่สมบูรณ์แบบตามประเพณีมณฑลกังไส ประเทศจีน จึงได้ส่งตัวแทนไปนำควันธูป (เหี่ยวเอี้ยน) จากกังไส ให้ลอยมาถึงภูเก็ต โดยในการเดินทางกลับจะต้องคอยจุดธูปต่อกันมิให้ดับมอด ศาลเจ้ากะทู้จึงได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับของพิธีกินเจในปัจจุบัน

เจ้าแม่กวนอิม

สำหรับเมืองไทยความเชื่อเรื่องการกินเจ เป็นไปในแนวทางของการละเว้นการเอาชีวิตของสัตว์ เพื่อเป็นการสักการบูชาแก่พระพุทธเจ้า และมหาโพธิสัตว์กวนอิม อาจเนื่องจากการแพร่หลายของการละเว้นการกินเนื้อวัว ในกลุ่มคนที่นับถือ “เจ้าแม่กวนอิม” การกินเจจึงเป็นอีกหนึ่งพิธีกรรมเพื่อสักการะ

เคล็ดลับ การสร้างทาน ให้รุ่งเรืองในหน้าที่การงาน หนุนให้รวยทันตาเห็น

เรื่องนี้เป็นเมตตาของครูบาอาจารย์คนสำคัญของเมืองไทย ที่สอนไว้ว่า คนใดก็ตามที่อยากมีความสุข เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน ขจัดทุกอุปสรรคและวิบากกรรมไม่ดี หมั่นทำทาน ๓ อย่างเป็นสำคัญคือ วัตถุทาน ธรรมทาน และอภัยทาน ที่สำคัญมาก

แต่หัวใจสำคัญก่อนที่จะทำทานให้เกิดบุญมากนั้น ต้องสมาทานและรักษาศีล ๕ ทุกครั้ง

ก่อนที่จะทำทาน เพื่อที่จะทำให้ตัวเองนั้นเป็นผู้ให้ที่บริสุทธิ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะก่อนหน้านั้นไม่ว่าจะกี่ชั่วโมง กี่นาทีที่ผ่านมาเราอาจจะประมาทพลั้งเผลอไปสร้างกรรมไม่ดีมาทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ เรื่องนี้มีสิทธิ์เป็นไปได้มาก

เพราะมโนกรรมหรือกรรมที่เกิดทางใจนั้นเร็วมาก แค่คิดผิดทาง ผิดศีลก็เกิดกรรมไม่ดีแล้ว ซึ่งในบางครั้งอาจจะไม่ได้เจตนาจะทำแบบนั้น แต่ผลกรรมที่เคยทำมาบีบให้คิดแบบนั้น จะขอยกตัวอย่างให้ฟังเรื่องหนึ่ง

มีครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งที่เป็นพระอริยสงฆ์ที่ปฏิบัติมามากท่านเมตตาเล่าให้ฟังว่า ในบางครั้ง ท่านเห็นคนที่มาทำบุญนั้น สลับรูปกัน เดี๋ยวเป็นคน เดี๋ยวเป็นหมา เดี๋ยวเป็นแมว เพราะกรรมเก่าที่ติดตัวมา ในอดีตชาติเคยเกิดเป็นหมาเป็นแมว มีกามราคะมาก ทั้งๆ ที่ชาตินี้มีบุญมากพอสมควรถึงเกิดเป็นคนได้แล้ว แต่กรรมเก่ายังไม่หมด

ถือศีล

ผู้หญิงที่มาทำบุญคนนี้ ในแต่ละย่างก้าวที่เกิดเข้าเขตวัด จิตมีทั้งจิตตกคิดฟุ้งซ่าน เห็นอะไรเป็นวกเข้าเรื่องลามกไปเสียหมด เห็นคนหน้าตาดีๆ เห็นหน้าพระสงฆ์หรือเห็นอะไรก็วกไปคิดอะไรที่เป็นเรื่องที่ต่ำ แต่แวบเดียวจิตก็ดึงกลับมาเป็นกุศล

บางก้าวก็จิตตกคิดไปอีกว่า มาทำบุญวันนี้จะได้บุญจริงหรือ หรือพระที่มารับบุญเป็นผู้รับนั้นบริสุทธิ์เป็นพระปลอมหรือพระจริง สลับไปมาแบบนี้ จิตนั้นได้สร้างกรรมไม่ดีขึ้นมาเพราะไม่ตั้งใจ ไม่เจตนาแต่เพราะกรรมเก่าฝ่ายไม่ดีมาส่งผล มาขวางทางบุญที่กำลังจะเกิด

บางครั้งเป็นเพราะเจ้ากรรมนายเวรเขามาดลใจให้คิดชั่ว คิดต่ำแบบนี้เพราะเขาไม่อยากให้ลูกหนี้คนนี้ได้สร้างบุญกุศล เพราะด้วยบุญที่ลูกหนี้ทำจะทำให้ลูกหนี้มีบุญมากและอาจจะหนีกรรมไม่ต้องชดใช้กรรมเขาในชาตินี้

ดังนั้นเพื่อที่จะทำให้การทำบุญ ทำทานทุกครั้งมีบุญมาก ต้องสมาทานศีล ๕ ทุกครั้งอย่าลืมเป็นอันขาด ขอย้ำอีกครั้ง!!!

สวดมนต์ก่อนนอน

ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่า ควรสมาทานศีล ๕ ทุกวันในตอนตื่นขึ้นมา และในระหว่างวันพยายามรักษาศีลนั้นให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ หมั่นพิจารณาอย่าให้ศีลขาดหรือบกพร่อง ถ้าศีลข้อใดขาดด้วยเหตุใดก็ตามให้สมาทานศีลข้อนั้นใหม่

ก่อนนอนทุกวันให้ตรวจตราพิจารณาว่า ในระหว่างวันนั้นศีล ๕ ของเราครบถ้วนดีหรือไม่ ถ้ายังขาดตกบกพร่องอีก พยายามใช้ปัญญาให้มากในการรักษาศีลนั้นให้ครบถ้วน แล้วสมาทานศีล ๕ ก่อนที่จะหลับไป คำที่ใช้จะใช้คำบาลีหรือภาษาง่ายๆ ก็ได้

อธิษฐานก่อนนอน

เช่น ข้อหนึ่งไม่ฆ่าสัตว์ ข้อสองไม่ลักทรัพย์ ข้อสามไม่ผิดกาเม ข้อสี่ไม่โกหก ไม่พูดเพ้อเจ้อ ข้อห้าไม่ดื่มของเมาทั้งปวง หัวใจสำคัญในการสมาทานเราต้องปักจิตลงไปให้มั่นว่าเราจะไม่ทำ เราจะไม่ละเมิดเท่าที่ทำได้ ถือว่าเป็นการตั้งสัจจะที่มีบุญมากด้วย

เพียงเท่านี้ มหัศจรรย์แห่งบุญจะบังเกิดขึ้นกับทุกท่านที่ได้ทำอย่างแน่นอน และขอยืนยันด้วยตนเองว่า ได้พิสูจน์มาแล้วจากที่เคยทุกข์ เคยจนก็ได้พบกับทางสว่าง เวลามีปัญหาก็มีคนมาช่วยด้วยความอัศจรรย์ มีเงินทองไม่เคยขาดมือเลยทุกวันนี้ อยากให้ทุกท่านลองทำ หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปนัก

ที่มา : ธ.ธรรมรักษ์

การบูชา เทวดาประจำตัว ให้ดวงดี ชีวิตมีแต่รุ่ง!!

เทวดาที่เราเข้าใจกันว่าเป็นเทวดาประจำตัวนั้นจริงๆแล้ว เทวดาเหล่านั้นท่านไม่ได้อยู่คอยติดตามตัวเราอย่างที่หลายคน ๆเข้าใจ

คนส่วนใหญ่พร้อมจะเชื่อว่าเหตุการณ์ที่ดีหรือร้ายนั้นเกิดขึ้นเพราะความบังเอิญหรือไม่ก็สิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเทวดามาช่วยบันดาลให้เกิด ไม่ได้มองไปถึงเรื่องกฎแห่งกรรม

เทวดาประจำตัว

พอได้ดีมีความสุขก็เลือกที่จะเชื่อว่าเทวดาท่านดลบันดาลมาให้ ส่วนเรื่องร้าย ๆที่เกิดขึ้นก็มักจะโทษว่าเพราะเทวดาไม่ยอมมาดูแลปกป้องหรือว่าเป็นเหตุบังเอิญที่ทำให้โชคร้าย

เมื่อคิดกันอย่างนี้ก็เป็นการง่าย เพราะการเลือกที่จะเชื่ออย่างนั้นเป็นการง่ายที่จะไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบในผลการกระทำของตนเองเลย อะไร ๆก็อ้างว่าเป็นเหตุบังเอิญ, พรหมลิขิต, เทวดาบันดาล และอื่น ๆอีกมากมาย

ที่ทำให้หลายคนเชื่อว่าเรื่องการมีเทวดาประจำตัวนั้นเป็นเรื่องจริงในแบบที่ว่าท่านจะต้องคอยอยู่ติดตัวคอยดลเหตุการณ์ใด ๆที่ดีหรือร้ายให้เกิดขึ้นในแต่ละวัน

แต่ถ้าจะถามว่าเทวดาประจำตัวนั้นมีจริงหรือเปล่า ขอให้ลองตั้งข้อสังเกตดูก่อนสักหนึ่งดูว่า การเกิดเป็นเทวดานั้นจะต้องบำเพ็ญบุญกุศลคุณงามความดีมากมาย กว่าจะได้ไปบังเกิดในภพภูมิที่เป็นสุขอย่างนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการเกิดเป็นเทวดา

เทวดาประจำตัว

แล้วลองนึกภาพตามต่อไปอีกว่าถ้าจะให้เทวดาเหล่านั้นท่านต้องมาคอยตามดูแลเป็นองครักษ์คอยพิทักษ์ปกปักรักษาคนที่เป็นมนุษย์อยู่ตลอดเวลาก็คงจะเป็นไปไม่ได้

คิดตามหลักเหตุผล เพราะว่าเหล่าเทวดาท่านอุตส่าห์ได้สู้ทำบุญมามากๆ จนพ้นจากความเป็นมนุษย์มาแล้วแต่สุดท้ายต้องกลับมากลายเป็นบอดี้การ์ดประจำตัวมนุษย์คนใดคนหนึ่งคอยคุ้มครองหรือกลายเป็นทั้งที่ผู้คอยมอบความสุขให้มนุษย์เสียอย่างนี้

ท่านเหล่านั้นจะทำบุญเพื่อเป็นเทวดากันไปทำไม ถ้าถามตัวเราเองเราก็คงไม่อยากจะเป็นเทวดาประจำตัวใครในลักษณะนี้เช่นกันใช่หรือไม่

แต่การมีอยู่ของเทวดาแล้วการลงมาช่วยเหลือมนุษย์นี่ก็มีความเป็นไปได้ การช่วยเหลือกันข้ามภพข้ามชาตินั้นก็เหมือนกับการที่เราเป็นมนุษย์อยู่แล้วไปช่วยสัตว์เดรัจฉานอย่างเช่น คนไปเก็บแมวหมาจรจัดมาเลี้ยง การช่วยช้างที่ตกบ่อให้ขึ้นมาจากหลุมหรือท่อระบายน้ำ

หรือการช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของสัตว์หลายๆ ประเภทอย่างนี้เป็นต้น คือแม้จะอยู่ภพชาติเดียวกันแต่เป็นการช่วยเหลือต่างภูมิกัน คือเราเป็นมนุษย์มีภูมิสูงกว่าสัตว์เดรัจฉานลงไปช่วยมัน ซึ่งสัตว์เดรัจฉานเหล่านั้นอาจจะไม่รู้เลยก็ได้ว่านี่เป็นฝีมือของมนุษย์ที่มาคอยช่วยเหลือ

เทวดาประจำตัว

เหล่าเทวดาก็เช่นเดียวกัน ท่านเหล่านั้นอยู่ในภพภูมิที่ทั้งแตกต่างและอยู่สูงกว่าอาจจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับมนุษย์ได้ เทวดาท่านก็มีสังคมของท่านคือมีทั้งเพื่อน มีสามี,ภรรยา มีเจ้านาย มีบริวารที่มีความรักผูกพันกันเหล่าญาติหรือคนรู้จักของท่านอาจจะจุติมาเกิดในโลกมนุษย์

เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านก็ยังมีกิเลสมีความห่วงหาอาทรเหมือนกับคนเรา อาจคอยดูแลสอดส่องทุกข์สุขโดยการรับรู้ด้วยความเป็นทิพย์เพราะท่านมีหูทิพย์,ตาทิพย์หรือความรู้สึกอันเป็นทิพย์ก็จะรู้ขึ้นเองว่าเกิดเรื่องร้ายแรงหรือมีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นกับญาติมิตร

เทวดาท่านมีแต่กายทิพย์ไม่มีกายเนื้ออย่างคนเรา การให้ความช่วยเหลือของท่านส่วนใหญ่จะเป็นการ “ดลจิตดลใจ” หรือโน้มน้าวให้ญาติมิตรเหล่านั้นให้เปลี่ยนจิตที่เป็นอกุศลกำลังจะตกไปอยู่ในอบายภูมิให้กลับกลายเป็นจิตกุศลและมีความสุขขึ้นได้

เช่น หากญาติมิตรที่กำลังโกรธจัดเพราะเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ท่านก็แผ่เมตตาส่งบุญกุศลลงมาดลจิตใจให้สงบเยือกเย็นลง

เทวดาประจำตัว

ที่เวลาเราที่กำลังโกรธใครหรือกำลังร้อนใจอะไรอยู่กับสิ่งนั้นมาก ๆจู่ ๆก็รู้สึกเยือกเย็นลงได้อย่างน่าประหลาดเช่นเมื่อได้ก้าวเข้าไปสู่สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆอย่างเช่นในวัดวาอารามใหญ่ๆพอเข้าไปแล้ว รู้สึกได้ถึงกระแสความอบอุ่นสว่างไสว

ทำให้จิตที่กำลังขุ่นข้องหมองใจนั้นก็กลับสงบเยือกเย็นลงเป็นลำดับ ซึ่งเป็นเพราะเทวดาที่อยู่ในบริเวณที่แห่งนั้นได้แผ่เมตตาลงมาให้ทำให้รู้สึกสงบเย็นลง

การดลใจของเหล่าเทวดาก็ยังมีหลายระดับขึ้นอยู่กับฤทธิ์ของเทวดาเองและก็กิเลสที่อยู่ในตัวคนๆ นั้นด้วยหากเป็นคนมีกิเลสหนาโทสะมากๆ ถูกความมืดในจิตครอบงำเสียเต็มแน่นทำให้เห็นผิดได้อย่างรุนแรงอย่างนี้เทวดาก็ไม่อาจดลใจช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกัน

ความเชื่อเรื่องการบูชาเทวดานั้นก็มีสาเหตุมาจาก “ความทุกข์” ที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ ธรรมชาติเมื่อคนเราตกอยู่ในความกลัว ความทุกข์ยาก หรือช่วงที่กำลังได้รับความยากลำบากในการผ่านอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทั้งหลาย

มันนำมาซึ่งความเครียดและไม่แน่ใจว่า สิ่งที่กำลังจะทำต่อไปนั้นจะเกิดผลดีกับชีวิตหรือไม่ จึงเป็นเหตุให้มีการ “บูชาเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์” ทั้งหลายขึ้นมาเพื่อหาที่พึ่งทางใจและหาแรงสนับสนุนให้ผ่านพ้นวิกฤตหรือแม้กระทั่งผลักดันให้ประสบความสำเร็จ

เทวดาประจำตัว

การบูชาเหล่าเทพเทวดาในปัจจุบันมีความเข้าใจผิดที่มีความคลาดเคลื่อนอย่างรุนแรง ในที่นี้ขออนุญาตยกตัวอย่างการบูชาที่เข้าใจผิดกันอย่างมากซึ่งในที่นี้ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาจะลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวแต่อย่างใดเพียงแต่ต้องการยกตัวอย่างที่ชัดเจนให้เห็นชัดเจนขึ้น

เมื่อหลายปีก่อนมีการบูชาเทวดาที่ชื่อ “จตุคามรามเทพ” ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากดังระดับที่คนทั้งประเทศรู้จักกันไปทั่ว แต่ละแห่งแห่แหนกันให้เช่าบูชาจนแทบผลิตไม่ทันกับตามความต้องการ

พร้อมกับการตั้งชื่อรุ่นเป็นแบบต่างๆ เช่น รุ่นโคตรรวย โคตรเศรษฐี และชื่อรุ่นอื่น ๆอีกมากมาย ซึ่งในข้อนี้ ผมอดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่า ตกลง คนที่เช่าไปบูชาหรือคนให้เช่ากันแน่ที่จะรวยเป็นโคตรเศรษฐี

เพราะถ้าหากเชื่อกันว่า เทวดาจะสามารถบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้และเทวดามีความสามารถเก่งกาจขนาดนี้ มนุษย์คงไม่ต้องทำมาหากินให้เหนื่อยแค่ไปเช่าเทวดามาบูชาแล้วก็นอนรอความสำเร็จที่จะได้รับมาอย่างนี้ก็คงจะมีคนนอนรอความร่ำรวยและความสำเร็จกันเต็มบ้านเต็มเมือง

เทวดาประจำตัว

ดังนั้นก่อนที่จะบูชาเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ก็ตามขอให้พึงระลึกเรื่องหนึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญก่อนครับ เรื่องสำคัญที่ว่านี้ก็คือเรื่อง “กรรม”

พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้และมีบันทึกในพระไตรปิฎกที่ปรากฏอยู่ในจูฬกรรมวิภังคสูตรในมัชฌิมนิกาย พระสุตตันตปิฎกมีใจความว่า

“สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนกำเนิด มีกรรมเป็นเครื่องติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์เลวและประณีตแตกต่างกัน”

จากใจความนี้จะเห็นได้ว่า ถ้าใครทำกรรมอันใดไว้ไม่ว่าดีหรือชั่วย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ๆเช่นเดียวกับการที่เราหว่านพืชแบบใดลงไปในดินก็ย่อมได้รับผลของพืชชนิดนั้นไม่มีวันเป็นอื่นไปได้ กรรมจึงเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของทุกอย่าง

กรวดน้ำ

การบูชาเทวดาจะทำอย่างไร

การบูชาเทวดาก็เหมือนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ที่เราต้องทำการ “ปฏิบัติบูชา” ด้วยการสร้างคุณงามความดีให้มากๆ ภายหลังการทำบุญใดๆ แล้วก็ต้องทำการเชื่อมบุญไปให้ท่านโดยเมื่อขณะที่กรวดน้ำให้ตั้งจิตอธิษฐานอุทิศบุญให้ท่านด้วยประโยคอุทิศบุญที่ว่า

“อิทัง สัพพะเทวานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา” ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข

เมื่อทำการเชื่อมบุญให้เทวดาได้รับบุญนั้นไปแล้วเทวดาก็จะมีความรู้จักกับผู้ที่ทำบุญอุทิศไปให้ เวลาที่เราเกิดเรื่องราวเดือดร้อนในทางใดก็ตาม

ท่านก็จะมาช่วยเราได้อย่างแน่นอน และถ้าอยากจะพิสูจน์ว่าจะพบกับประสบการณ์ของการอวยพรให้คุณของเทวดาเหล่านั้น เราต้องทำเหตุให้ถูกตรงกับผลด้วย

กรวดน้ำให้เทวดาประจำตัว

ในที่นี้หมายถึงการพัฒนาจิตให้มีคุณธรรมเช่นเดียวกับเทวดา อาทิ เรายังต้องคงความมีศีลธรรม มีความประพฤติละอายชั่วกลัวบาป (หิริโอตตัปปะ) มีกายวาจาใจเป็นอุโบสถศีลอยู่เป็นปกติทุกขณะ มีสภาวะของจิตที่ดีใสสะอาด ผู้ที่ได้ประพฤติได้ถูกตรงตามนี้แล้ว

การพบเห็นเทวดาประจำตัวหรือเทวดาในที่อื่นใด ย่อมเกิดขึ้นได้และท่านก็จะอำนวยพรให้ประสบความสุขความสำเร็จได้เช่นกัน

ขอบุญรักษา : ธ.ธรรมรักษ์

หนีพ้นกรรมได้.. ด้วยการตื่นรู้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ต้องพึ่งปาฏิหาริย์ก็พ้นกรรมได้

“หนีพ้นกรรมได้ด้วยการตื่นรู้อยู่ในปัจจุบัน” ไม่ต้องพึ่งปาฏิหาริย์ก็พ้นกรรมได้

คนทุกคนล้วนมีกรรมเป็นของๆ ตน คนทุกคนล้วนมีความทุกข์และพยายามจะหนีทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น แต่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องทุกข์จึงยังทำให้ไม่รู้วิธีแก้ทุกข์ได้

กรรม

เหมือนคนที่ป่วยเป็นโรคแล้วไม่รู้วิธีรักษาโรค ทุกข์และกรรมทั้งหลายนั้นเกิดจากจิต เพราะคนเรามีความคิดและจิต หากจิตไม่ได้คิดหรือรู้สึกตัว ทุกสิ่งทุกอย่างก็ย่อมไม่มีตัวตน

แต่คนธรรมดาสามัญใครเล่าที่จะไม่มีจิต หรือไม่มีความคิด คนที่ไม่มีจิตหรือความคิดก็มีเพียงสองคน ก็คือ คนบ้าและคนตาย เท่านั้น แต่คนเราที่ทุกข์ก็เพราะจิตคิดติดอยู่กับกรรมในอดีตและเรื่องของอนาคตกันเป็นส่วนมาก มีน้อยคนนักที่จะรู้อยู่กับการตื่นเพื่อรู้ในปัจจุบัน

คนที่อยู่กับปัจจุบันและสร้างกรรมใหม่ที่เป็นคุณงามความดีในช่วงเวลาปัจจุบันเท่านั้นแหละที่จะเป็นผู้พ้นทุกข์หนีพ้นกรรมได้จริง ไม่ต้องไปพึ่งพาอิทธิปาฏิหาริย์ใดๆ ให้เสียเวลาเลย

หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์

พระอาจารย์ทางพระพุทธศาสนาสายหนึ่งชื่อ หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ แห่งหมู่บ้านพลัม หมู่บ้านเล็กๆ ในประเทศฝรั่งเศสกล่าวสอนได้อย่างน่าฟังว่า “ ไม่มีหรอกปาฏิหาริย์ที่เดินบนน้ำ มีแต่ปาฏิหาริย์ในการเดินบนดินด้วยความรู้สึกตัวในปัจจุบันต่างหาก”

ท่านได้ให้เหตุผลไว้อย่างแยบคายว่า

“คนส่วนใหญ่ เดินเหมือนคนเดินละเมอ แม้เราจะเดินอยู่แต่เราไม่ได้เดินอยู่ที่นั่นอย่างแท้จริง เราไม่ได้มีประสบการณ์กับชีวิตหรือสิ่งมหัศจรรย์แห่งชีวิต เรามีความเบิกบานอยู่เพียงน้อยนิด เรากำลังเดินละเมออยู่ในชีวิตของเรา และชีวิตของเรานั้นเป็นเหมือนความฝันที่ไม่ใช่ของจริง

หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์

การบ่มเพาะพลังอำนาจที่แท้จริงก็คือการตื่นขึ้นมาจากความฝัน การย่างก้าวอย่างมีสติสักหนึ่งก้าวสามารถสร้างเงื่อนไขสู่การตื่นรู้ที่นำตัวของเราเองกลับคืนสู่ชีวิตและนำตัวเรากลับคืนสู่ความมหัศจรรย์ของการมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง และเมื่อเรามีพลังแห่งสติอยู่ที่นั่น สมาธิก็อยู่ ณ ที่แห่งนั้นด้วย..”

คำสอนของหลวงปู่แสดงให้เห็นว่า ใครก็ตามที่สามารถเดินได้อย่างเต็มฝ่าเท้า และทุกย่างก้าวมีสติตื่นรู้อยู่กับช่วงเวลาปัจจุบันได้ตลอดเวลา คนๆ นั้นก็เปรียบเหมือนกำลังเดินอยู่บนดอกบัว เดินอยู่บนสรวงสวรรค์ และกำลังมีโอกาสก้าวพ้นบ่วงกรรมทั้งหลายได้อย่างถาวร

จิต

เพราะเมื่อปัจจุบันจิตมีการตื่นรู้ ก็จะมุ่งให้ร่างกายรู้และมุ่งทำแต่สิ่งที่เป็นคุณงามความดี และคุณงามความดีที่เกิดขึ้นอันนั้นเองจะเป็นตัวพลังปัจจัยส่งเสริม สติซึ่งกันและกันให้ชีวิตหลุดพ้นซึ่งหนี้กรรมได้ทั้งปวง

ขอให้คุณผู้อ่านทุกท่านจงเป็นผู้มีสติรู้ตัวพร้อมในปัจจุบันและมุ่งทำความดีทั้งหลายทั้งปวง เพื่อพ้นกรรมทั้งในอดีต ได้อยู่กับปัจจุบันอย่างมีความสุข และมีอนาคตที่ดีเพราะกรรมดีเป็นตัวกำหนดให้ดีกันอย่างถ้วนหน้า

จากหนังสือเรื่อง เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ 7 พ้นเวร พ้นกรรม รวยฉับพลันต้องทำอย่างไร โดย อมตะ เทพรักษา

เคล็ดลับ!! การดึงดูดพลังแห่งความดีเข้าตัว ด้วยวิธีสวดมนต์และอธิษฐานจิต

การดึงดูดพลังแห่งความดีเข้าตัว ….. ในพระพุทธศาสนา ซึ่งเน้นในเรื่องการใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผล การสวดมนต์มีความหมายถึงหลักธรรม บทสอนใจมากกว่าจะเป็น เพียง ถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว หากจะตีความไปถึงถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ให้ได้จริง ๆ ก็จะต้องอธิบายว่า

สวดมนต์

บทสวดมนต์ใด ๆจะขลังหรือศักดิ์สิทธิ์และทำให้เกิดความเป็นสิริมงคลได้อย่างแท้จริงนั้น ก็จะเกิดต่อเมื่อ “เมื่อนำคำสอนที่สวดมนต์นั้นไปสอนใจ นำไปเป็นข้อปฏิบัติอยู่เสมอ”

การสวดมนต์เพื่อ แก้เคล็ดดวงชะตานั้นเป็น กุศโลบายที่ดี เพราะเป็นการสร้างความสุขทางใจให้เกิดขึ้นเป็นอันดับแรก เมื่อใจเป็นสุข ก็จะทำให้มองโลกในแง่ดี ส่งผลให้การกระทำดีเกิดขึ้นตามมา เมื่อทำดีแล้ว ย่อมได้รับผลดีซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งกรรม

บทสวดเสริมดวงชะตา ที่ครูบาอาจารย์แนะนำให้สวดเพื่อเป็นมงคลชีวิต รับโชคลาภนั้น ขอแบ่งได้ตามวันเกิดดังต่อไปนี้

เดินทาง

บทสวดมนต์สำหรับคนเกิดวันอาทิตย์ ( โมรสูตร)

“อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนาฯ”

ผู้ที่สวดมนต์บทนี้เป็นประจำ เชื่อว่าจะทำให้ “แคล้วคลาดปลอดภัยในการเดินทาง” ในที่นี้รวมไปถึงการเดินทางทุกประเภท ไม่ว่า ขึ้นรถ ลงเรือ เครื่องบิน ไม่ว่าใกล้ไกลหากรักษาศีลและปฏิบัติการสวดมนต์บทนี้แล้วชีวิตจะมีแต่ความปลอดภัยอยู่เย็นเป็นสุข ไม่เป็นทุกข์ร้อน

พุทธ

บทสวดมนต์สำหรับคนเกิดวันจันทร์ ( อภยสูตร)

“ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ

ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ”

ผู้ที่สวดมนต์บทนี้อยู่เป็นประจำ ซึ่งเป็นบท “ขจัดรางร้ายให้กลายเป็นดี” เป็นการเตือนใจให้ดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาทอยู่เสมอ เช่นบางคน ถูกจิ้งจกทัก ตุ๊กแกร้อง หรือได้เห็นนิมิตภาพที่ไม่ดี ไม่เป็นสิริมงคล กลัวจะเกิดเหตุเภทภัยกับตนหรือครอบครัว

ก็ให้สวดมนต์บทนี้ไว้บ่อย ๆ และถึงแม้จะไม่มีนิมิตไม่ได้ถูกสัตว์ร้องทักอะไรก็ตาม ก็หมั่น สวดมนต์บทนี้ไว้ เป็นการเตือนสติอยู่เสมอ

พุทธ

บทสวดมนต์สำหรับคนเกิดวันอังคาร (กรณียเมตตตสูตร)

“ยัสสานุภาวะโต ยักขา ยัมหิ เจวานุยุญชันโต สุขัง สุปะติ สุตโต จะ เอวะมาทิคุณูเปตัง เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง รัตตันทิวะมะตันทิโต ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ

กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะสันตินทริโย จะ นิปะโก จะ นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ ทีฆา วา เย มะหันตา วา ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา ภูตา วา สัมภะเวสี วา นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ

เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ สีละวา กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานิ อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา เย จะ ทูเร วะสันติ อะวิทูเร สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา นาติมัญเญถะ กัตถะจิ นัง กิญจิ นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณังอะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ ทัสสะเนนะ สัมปันโน นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติฯ”

ผู้ที่สวดบทสวดมนต์นี้ ซึ่ง ถือเป็นบทสวด “เมตตามหานิยม” ทำให้มีแต่คนรักคนชอบ แม้แต่ผี และเทวดาก็จะคอยปกปักรักษา จากเภทภัยหลากหลาย คุณไสยของต่ำก็จะไม่เข้ามากล้ำกราย การงานเจริญก้าวหน้าไม่ติดขัด

พุทธ

บทสวดมนต์สำหรับผู้ที่เกิดวันพุธ กลางวัน ( ขันธสูตร)

“สัพพาสีวิสะชาตีนัง ยันนาเสติ วิสัง โฆรัง อาณักเขตตัมปิ สัพพัตถะ สัพพะโสปิ นิวาเรติ ทิพพะมันตาคะทัง วิยะ เสสัญจาปิ ปะริสสะยัง สัพพะทา สัพพะปาณินัง ปะริตตันตัมะภะณามะ เห ฯ

วิรูปักเขหิ เม เมตตัง ฉัพยาปุตเตหิ เม เมตตัง อะปาทะเกหิ เม เมตตัง จะตุปปะเทหิ เม เมตตัง มา มัง อะปาทะโก หิงสิ มา มัง จะตุปปะโท หิงสิ สัพเพ สัตตา สัพเพ ปาณา สัพเพ ภัทรานิ ปัสสันตุ เมตตัง เอราปะเถหิ เม เมตตัง กัณหาโคตะมะเกหิ จะ เมตตัง ทิปาทะเกหิ เม เมตตัง พะหุปปะเทหิ เม มา มัง หิงสิ ทิปาทะโก มา มัง หิงสิ พะหุปปะโท สัพเพ ภูตา จะ เกวะลา มา กิญจิ ปาปะมาคะมา

อัปปะมาโณ พุทโธ อัปปะมาโณ ธัมโม อัปปะมาโณ สังโฆ ปะมาณะวันตานิ สิริงสะปานิ อะหิ วิจฉิกา สะตะปะที อุณณานาภี สะระพู มูสิกา กะตา เม รักขา กะตา เม ปะริตตา ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ โสหัง นะโม ภะคะวะโต นะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานัง ฯ”

บทสวดนี้ เป็นบทสวดที่มีความเป็นสิริมงคลในเรื่อง “คงกระพันปลอดภัย จาก สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย” หากเราต้องทำงานหรือมีเหตุเกี่ยวข้องกับสัตว์ร้าย สัตว์ที่ดุ หรืออะไรก็ตาม ก็ให้หมั่นสวดมนต์บทนี้ไว้นอกจากจะเป็นการป้องกันอันตรายที่เกิดจากสัตว์แล้ว หากรักษาศีลให้ดี สัตว์เหล่านั้นจะนำโชคมาให้ เป็นการสอนให้มีเมตตาและรักต่อสัตว์เสมือนรักตนเอง

พุทธ

บทสวดมนต์สำหรับผู้ที่เกิดวัน พุธ กลางคืน (บทขัดอาฏานาฎิยปริตร)

“กินนุ สันตะระมาโน วะ ราหุ สุริยัง ปะมุญจะสิ สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุ ภีโต วะ ติฏฐสีติ สัตตธา เม ผะเลมุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ พุทธะคาถาภิคีโตมหิ โน เจ มุญเจยยะ สุริยันติ

กินนุ สันตะระมาโน วะ ราหุ จันทัง ปะมุญจะสิ สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุ ภีโต วะ ติฏฐสีติ สัตตธา เม ผะเลมุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ พุทธะคาถาภิคีโตมหิ โน เจ มุญเจยยะ จันทิมันติ”

บทสวดมนต์นี้ เป็นบทที่มีความเป็นสิริมงคลในเรื่อง “การแก้ไขความมืดบอด และแก้ไขในสิ่งที่ผิด” เป็นการเตือนตนให้รู้จักระมัดระวังในการกระทำการใด ๆต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท หากรักษาศีลให้ดีและสวดมนต์นี้อยู่เสมอ ก็จะมีความเจริญไม่ติดขัดผิดพลาดใด ๆ ไม่ว่าจะทำงาน จะเรียน ก็จะมีสติรอบคอบแคล้วคลาดอุปสรรค

พุทธ

บทสวดมนต์สำหรับผู้ที่เกิดวัน พฤหัสบดี ( วัฎฏกสูตร)

“ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร นิพพัตตัง โมระโยนิยัง เยนะ สังวิหิตารักขัง มะหาสัตตัง วะเนจะรา จิรัสสัง วายะมันตาปิ เนวะ สักขิงสุ คัณหิตุง พรัหมะมันตันติ อักขาตัง ปะริตตันตัมภะณามะ เหฯ

อัตถิ โลเก สีละคุโณ สัจจัง โสเจยยะนุททะยา เตนะ สัจเจนะ กาหามิ สัจจะกิริยะมะนุตตะรัง อาวัชชิตวา ธัมมะพะลัง สะริตวา ปุพพะเก ชิเน สัจจะพะละมะวัสสายะ สัจจะกิริยะมะกาสะหัง สันติ ปักขา อะปัตตะนา สันติปาทา อะวัญจะนา มาตา ปิตา จะ นิกขันตา ชาตะเวทะ ปะฎิกกะมะ สะหะ สัจเจ กะเต มัยหัง มะหาปัชชะลิโต สิขี วัชเชสิ โสฬะสะ กะรีสานิ อุทะกัง ปัตวา ยะถา สิขี สัจเจนะ เม สะโม นัตถิ เอสา เม สัจจะปาระมีติ ฯ”

บทสวดมนต์บทนี้ เป็นบทที่เสริมความเป็น สิริมงคลแก่ชีวิต ในเรื่อง “การอธิษฐาน” ใช้ในทางเมตตามหานิยม แต่ ก็มีข้อเตือนใจว่า ความปรารถนาที่ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต้อง สมเหตุสมผลกับความดีที่ทำ หมายความว่า ความปรารถนาที่เราขอก็จะต้องเป็นไปในทางที่ดีงาม

เหมาะสมกับกรรมที่ตนเองได้ทำเป็นประจำ ไม่ใช่ สวดมนต์บทนี้บ่อย ๆ เพียงเพื่อหวังจะอธิษฐานด้วยความละโมบ แต่ ไม่ยอมทำอะไรเลย อยากรวย ก็สวดเยอะ ๆแต่ไม่ยอมทำมาหากิน อย่างนี้ก็คงจะรวยไปไม่ได้ เป็นต้น

พุทธ

บทสวดมนต์สำหรับคนเกิดวันศุกร์ (ขัดธชัคคะปริตต์)

“อัปปะสันเนหิ นาถัสสะ สาสะเน สาธุ สัมมะเต อะมะนุสเสหิ จัณเฑหิ สะทา กิพพิสะการิภิ ปะริสานัญจะ ตัสสันนะ มะหิงสายะ จะ คุตติยา ยันเทเสสิ มะหาวีโร ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ”

บทสวดมนต์บทนี้เป็นบทย่อ จาก บทสวดธชัคคสูตร ให้ความเป็นสิริมงคลในเรื่อง “การสงบใจ” เมื่อใดที่เกิดความรู้สึก หดหู่ใจ ต้องการความหวัง ต้องการกำลังใจ ขอให้สวดเพื่อเพิ่มกำลังใจในธรรมะ และ ชีวิต ก็จะมีแต่ความเป็นสุข

องคุลิมาล

บทสวดมนต์สำหรับคนเกิดวันเสาร์ ( อังคุลิมาลสูตร)

“ปะริตตัง ยัมภะณันตัสสะ นิสินนัฎฐานะโธวะนัง อุทะกัมปิ วินาเสติ สัพพะเมวะ ปะริสสะยัง โสตถินา คัพภะวุฎฐานัง ยัญจะ สาเธติ ตังขะเณ รัสสังคุลิมาลัสสะ โลกะนาเถนะ ภาสิตัง กัปปัฎฐายิ มะหาเตชัง ปะริตตันตัมภะณามะ เหฯ

ยะโตหัง ภะคินิ อาริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ ฯ

ทุติยัมปิ ยะโตหัง ภะคินิ อาริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ ฯ

ตะติยัมปิ ยะโตหัง ภะคินิ อาริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ ฯ”

พุทธ

บทสวดมนต์นี้ ให้ความเป็นสิริมงคลในเรื่อง “คลอดลูกปลอดภัย” โดยเมื่อครั้งพุทธกาล พระองคุลีมาล ได้สละเพศโจร มาออกบวชเมื่อไปบิณฑบาตชาวบ้านมีแต่ความหวาดกลัว และมีหญิงท้องแก่คนหนึ่งกลัวลนลานจนกระทั่งล้มไปทับรั้วไม้ และเกิดปวดท้องคลอด พระองคุลีมาลได้เห็นจึงแผ่จิตเมตตา

พร้อมทั้งสวดมนต์บทนี้ให้ ทำให้เธอได้คลอดลูกชายได้อย่างง่ายดายและปลอดภัย และบทสวดนี้จึงตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับหญิงตั้งครรภ์ไม่ว่าจะเป็นครรภ์แรกเกิดหรือครรภ์ใด ๆจะเกิดความเป็นสิริมงคลปลอดภัยแก่เด็กในท้องและเด็กจะเกิดมาสมบูรณ์และเป็นคนดีว่านอนสอนง่ายอีกด้วย

สำหรับหญิงที่ยังไม่ตั้งครรภ์ก็ควรสวดเอาไว้จะเป็นมงคลต่อสุขภาพด้านช่องท้อง คือไม่มีโรคภัยเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร หรือ ระบบสืบพันธ์

บทสวดมนต์สำหรับ ผู้ที่จำวันเกิดตนเองไม่ได้ ( ชัยปริตร)

พุทธ

“มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ

สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธิ เต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ ฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆา….นุ…ภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม”

พุทธ

บทสวดมนต์ชัยปริตรนี้ มีความเป็นยอดสิริมงคล ในเรื่อง “เป็นมหาสิริชัยชนะในทุกวัน” ทำให้ผู้สวดประสบชัยชนะมีความสุขสวัสดี ถ้วนหน้า ไม่ว่าทำการงานใด ๆ จะเรียน จะสอบ เจรจาความต่างๆ ก็จะได้รับความสำเร็จทุกประการ

ผู้มีศีลดี ปฏิบัติตนตั้งมั่นอยู่ในความดีอยู่เสมอ ยิ่งนำไปสวดก็จะเพิ่มความเป็นสิริมงคลอย่างมากมายมหาศาล โชคดีมีชัยตลอดไป

ข้อมูล : ธ.ธรรมรักษ์

วิธีสร้างบุญบารมี เจตนาต้องบริสุทธิ์ หาใช่การวัดจากจำนวนเงิน

การทำบุญในยุคสมัยก่อน คนรู้จักเพียงการใส่บาตรตอนเช้า สวดมนต์ไหว้พระตอนตื่นนอน และก่อนเข้านอน รวมถึงการไปวัดในวันอาทิตย์

การใส่บาตร

เมื่อยุคสมัยมีการเปลี่ยนแปลง ข้อมูลข่าวสารมีมากขึ้น องค์ความรู้ต่างๆ ถูกตีแผ่ขยายมากขึ้น รูปแบบการทำบุญจึงถูกพัฒนาและมีความเปลี่ยนแปลงไป

จากใส่บาตรกันเฉพาะส่วนบุคคล หรือเฉพาะครอบครัวตอนเช้า ก็เป็นการใส่บาตรรวมกันเป็นหมู่คณะใหญ่ในอีเวนท์ต่างๆ

จากที่เคยสวดมนต์นั่งสมาธิที่บ้านก็มีค่ายปฏิบัติธรรม สถานปฏิบัติธรรมต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย มีทั้งที่ทำได้ตามหลักที่ถูกต้อง และมีไม่น้อยเช่นกันที่มีการดัดแปลงและเติมแต่งกันไป

บุญ

รูปแบบการทำบุญ ในพระไตรปิฎกภาษาบาลี ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ปุญญกิริยาวัตถุสูตร ระบุวิธีการทำบุญไว้ ๓ อย่าง เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ได้แก่

๑. ทานมัย ทำความดีด้วยการให้

๒. ศีลมัย ทำความดีด้วยการรักษาศีล หรือประพฤติดีมีระเบียบวินัย

๓. ภาวนามัย ทำความดีด้วยการเจริญภาวนา คือฝึกอบรมจิตใจ

ไหว้พระ

คัมภีร์สุมังคลวิลาสินี อรรถกถาสังคีติสูตร ขยายความเพิ่มอีก ๗ ประการ จึงรวมเป็น บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ได้แก่

๔. อปจายนมัย ทำความดีด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน

๕. เวยยาวัจจมัย ทำความดีด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้

๖.​ ปัตติทานมัย ทำความดีด้วยการเฉลี่ยส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น ช่วยเหลือแก่สังคมรอบข้าง

๗.​ ปัตตานุโมทนามัย ทำความดีด้วยการยินดีในความดีของผู้อื่น การยอมรับหรือยินดีในการทำความดีหรือทำบุญของผู้อื่น เมื่อใครไปทำบุญมาก็รู้สึกชื่นชมยินดีไปด้วย

ฟังธรรม

๘.​ ธัมมัสสวนมัย ทำความดีด้วยการฟังธรรม จะทำให้เราได้ฟังเรื่องที่ดี มีประโยชน์ทั้งต่อสติปัญญา และการดำเนินชีวิต

๙. ธัมมเทสนามัย ทำความดีด้วยการสั่งสอนธรรม การให้ธรรมะหรือข้อคิดที่ดีๆ แก่ผู้อื่น

๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ ทำความดีด้วยการทำความเห็นให้ตรง เหมาะสม การไม่ถือทิฐิ เอาแต่ความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่

อปจายนมัยและเวยยาวัจจมัยจัดเข้าในสีลมัย ปัตติทานมัยและปัตตานุโมทนามัยจัดเข้าในทานมัย ธัมมัสสวนมัยและธัมมเทสนามัยจัดเข้าในภาวนามัย ทิฏฐุชุกัมม์ได้ทั้งทาน ศีล และภาวนา

พระพุทธ

จะเห็นได้ว่าในหลักของการสร้างบุญ การสร้างบุญที่ต้องใช้เงินสร้างมีเพียงรูปแบบเรื่อง ทานเท่านั้น ที่ต้องใช้กำลังทรัพย์หรือสิ่งของ ข้ออื่นๆ ไม่ต้องใช้เงินเลย

อย่างไรก็ตาม การทำบุญด้วยทานก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้บุญในข้ออื่นๆ มีกำลังใจและมีพลังเต็มไปด้วย เพราะคนเราถ้าไม่รู้จักสละออกแล้ว

ทำความดีอะไรก็ทำไม่ขึ้น พระพุทธเจ้าจึงระบุเรื่องการรู้จักให้และสละออกเอาไว้เป็นข้อแรก และอย่าลืมเป็นอันขาดว่า บุญนั้น “วัดด้วยเจตนา” มิใช่ “จำนวนเงิน”

เรียบเรียง ที่มา : ธ.ธรรมรักษ์

ต้องใช้ ”ปัญญา” แก้กรรม

หลายคนถามเสมอว่า จะแก้กรรมอย่างไร มักจะถามกลับไปเสมอ ว่าแก้แบบไหน ไม่ให้เกิดขึ้น หรือระงับไปเลย “ปัญญา” แก้กรรม

เกือบทุกคนบอกว่า ไม่อยากรับกรรมไม่ดีแต่อยากได้แต่กรรมดี จึงบอกว่าเป็นไปไม่ได้

ทุกคนต้องรับกรรมที่ทำ เพราะกรรมเก่านั้นเกิดขึ้นแล้ว ข้าวสารที่หุงสุกแล้วจะทำให้กลับมาเป็นข้าวสารอีกได้อย่างไร

แมวดำ

แต่มีหนทางที่ให้เบาบางลง นะเป็นไปได้ ด้วยกรรมดีใหม่เท่านั้น ซึ่งต้องใช้ ”ปัญญา” ที่ถูกต้องด้วย

ปัญญา ไม่ใช่ความรู้ แต่เป็นการตกผลึกของความรู้ที่ถูกต้องและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ถ้าเป็นความรู้ทั่วไปยังเป็นแค่กากเดนเท่านั้น ต้องสกัดให้เข้มข้น ต้องทำให้เกิดผลจริงเสียก่อนปัญญานั้นหยุดกรรมได้จริง ครูบาอาจารย์ท่านเน้นเสมอ

ยาย

ถ้ามีปัญญาเราจะเข้าใจถึงการสร้างบุญที่เกิดผลตรง

ถ้ามีปัญญาเราจะแก้ไขสิ่งเลวร้าย สถานการณ์ไม่ดี ทำในสิ่งที่ดีถูกต้องได้ กรรมไม่ดีก็ไม่เกิด มีแต่กรรมดีที่เราเพียรสร้างเพราะเรามีปัญญาแล้ว

มืด

อะไรไม่ดี ปัญญาจะบอกว่า เฮ้ย! ทำแบบนั้นไม่ได้นะ มันไม่ดี มันจะทำให้ชีวิตตกต่ำ ทำให้ชีวิตฉิบหาย อย่าทำๆๆๆๆ ทำแบบนี้สิถึงจะดี เป็นต้น

แล้วปัญญาจะไปหาที่ไหน หาจากตัวเรานั่นแหละเป็นพื้นฐานหมั่นฝึกสติ เจริญศีล เจริญภาวนา แล้วสืบเสาะหาความรู้จากครูบาอาจารย์

และเมื่อรู้จริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง แล้วเผยแพร่ออกไปเป็นธรรมทาน

พระสงฆ์

อานิสงส์แห่งบุญนั้น ไม่ต้องพูดถึง เพราะนับไม่ได้แต่ส่งผลจริงทั้งภพนี้และภพหน้า ขอให้พิจารณาด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยภูมิธรรม

ขอบุญรักษา : ธ.ธรรมรักษ์

สุดยอดพระไตรภาคี ปาฏิหาริย์แห่งการบูชา 3 พระอรหันต์ ผู้บันดาลโชคลาภ

เคล็ดวิธีบูชาเพื่อปาฏิหาริย์ พระสีวลี พระอุปคุต พระสังกัจจายน์ ที่ท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้บันดาลโภคทรัพย์ให้แก่ผู้บูชา

มีความเชื่อกันว่า ผู้ใดที่ได้บูชาพระอรหันต์ทั้ง ๓ องค์ คือ พระสิวลี พระสังกัจจายน์ และ พระอุปคุต จะประสบลาภผล ทำให้มีเงินมีทองใช้ โดยเป็นคำกล่าวขานที่เล่าสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน โดยพระอรหันต์ทั้ง ๓ องค์นี้ได้รับการยกย่องว่า เป็นพระพุทธรูปไตรภาคีแห่งโชคลาภ เป็นพระที่นิยมบูชาในทางลาภผล ความมั่งคั่ง

“พระสีวลีมหาเถระ” เด่นด้านโชคลาภที่ไม่มีวันขาดแคลน
“พระสังกัจจายน์” พระอรหันต์ผู้เป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ เด่นด้านความอุดมสมบูรณ์ที่ไม่มีวันหมด
“พระอุปคุตมหาเถระ” พระผู้ทรงฤทธิ์ เด่นด้านขจัดอุปสรรค มารทั้งหลาย

๓ พระอรหันต์แห่งโชคลาภ

คาถาบูชา ๓ พระอรหันต์แห่งโชคลาภ

“อิมินา สักกาเรนะ พุทธังปูเชมิ
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมังปูเชมิ
อิมินา สักกาเรนะ สังฆังปูเชมิ

สีวลี

อิมินา สักกาเรนะ สีวลีเถระ ปูเชมิ
อิมินา สักกาเรนะ สังกัจจายน์เถระ ปูเชมิ
อิมินา สักกาเรนะ อุปคุตเถระ ปูเชมิ
สีวลี สังกัจจายน์ อุปคุต จะ มหาเถโร

สังกัจจายน์

เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตังสะทา
เอหิบูชา เอหิจิตติจิตตัง อินทาพรหมมัง มะนุสสังจะปูชิตัง
สีวลี อาราธนานัง นะชาลีติ
สังกัจจายน์ อาราธนานัง นะปุเนวัง

พระอุปคุต ปางจกบาตร

อุปคุต อารธนานัง จิตติลาภัง จิตตังสุขัง
สีวลี ประสิทธิเม สัพพะลาภัง สะทาโสตถี
สังกัจจายน์ ประสิทธิเม มหาโภคัง สุขัง ปัจจะยาทิมหิ
อุปคุต ประสิทธิเม มหาลาภัง สัพพะสุโข ภวันตุเม”

(สวดวันละ ๙ จบ หรือ ตามกำลังศรัทธา)

พระสีวลี

บูชาด้วยดอกไม้ขาว ดอกไม้มีกลิ่นหอมและดอกบัวทุกชนิด อย่างละ ๓-๕-๗ ดอก น้ำสะอาด ๑ ถ้วย ลอยดอกมะลิไว้บนน้ำ จุดธูปเทียนบูชาแล้วสวดคาถา อธิษฐานขอโชคสำเร็จ วันพฤหัสบดี ถวายน้ำผึ้ง น้ำมะพร้าวอ่อน กล้วย

คาถาบูชาพระสีวลี

“สีวะลี จะ มะหาเถโร เทวะตา นะระปูชิโต โส ระโห ปัจจะยาทิมหิ
สีวะลี จะ มะหาเถโร ยักขา เทวา ภิปูชิโต โส ระโห ปัจจะยาทิมหิ
อะหัง วันทามิ ตังสะทา สีวะลี เถรัสสะ เอตัง โสตถิลาภัง ภะวันตุ เม”

พระอุปคุต

คาถาบูชาพระอุปคุต

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ( ๓ จบ )

อุปะคุตโต จะ มะหาเถโร สัมพุทเธ นะ วิยากะโต มารัญจะ มาระพะลัญจะโส อิทานิมะหาเถโร นะมัสสิตตะวา ปะติฏฐิโต อะหัง วันทามิ อิทาเนวะ อุปะคุตตัง จะมะหาเถรัง ยัง ยัง อุปะทะวัง ชาตัง วิธัง เสติ อะเสสะโต มะหาลาภัง ภะวันตุเม ฯ

[ คาถาบทนี้ ใช้สวดบูชาพระอุปคุตทุกวัน จะทำให้บังเกิดโชคลาภ ทรัพย์สินเงินทอง และป้องกันภัยอันตรายทั้งปวงแก่ผู้บูชา ]

บูชาพระอุปคุต โชคลาภมหารวย

ไหว้พระอุปคุต ในวันเพ็ญพุธ ได้รับอานิสงส์ผลบุญแรง ชีวิตดีตลอดทั้งปี

คาถาขอลาภพระอุปคุต

(ท่องนะโม ๓ จบ) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ

มะหาอุปะคุตโต จะ มะหาลาโภ พุทโธลาภัง สัพเพชะนา พะหูชะนา ราชาปุริโส อิถีโยมานัง นะโม โจรา เมตตาจิตตัง เอหิจิตติจิตตัง ปิยังมะมะ สะเทวะกัง สะพรหมมะกัง มะนุสสานัง สัพพะลาภัง ภะวันตุ เม ฯ

เอหิจิตติตัง พันธะนัง อุปะคุตโต จะ มหาเถโร พุทธะสาวะกะอานุภาเวนะ มาระวิชะยะ นิระภะยะ เตชะปุณณะตา จะ เทวะตานัมปิ มะนุสสานัมปิ เอหิจิตตัง ปิยัง มะมะ อิมัง กายะพันธะนัง อะทิถามิ ปะอัยยิสสุตัง อุปัจสะอิ ฯ

ไหว้พระอุปคุต ในวันเพ็ญพุธ ได้รับอานิสงส์ผลบุญแรง ชีวิตดีตลอดทั้งปี

พระอุปคุต

คาถาพระอุปคุตผูกมาร

มหาอุปะคุตโต มหาอุปะคุตตัง กายะพันทะนัง อะมะยิสะ พุทธังทะเถโร ธัมมังทะเถโร สังฆังทะเถโร ปะอัยยะสุตัง อุปัจสะอิ อิมังกายะพันทะนัง อะทิถามิ ฯ

พระสังกัจจายน์

เคล็ดการบูชา

ในการบูชาพระสังกัจจายน์นั้นบูชาด้วยธูป ๓ ดอก พร้อมดอกไม้สีขาวมีกลิ่นหอมต่างๆ หรือดอกบัว๗ดอก มิว่าจะบูชาด้วยดอกใดให้ใช้ ๗ ดอก และควรบูชาสองเวลาคือเช้าก่อนไปทำงานและเย็นก่อนนอน เพื่อขอให้ท่านประสาทพรโชคลาภพูนทวี และมีเคล็ดอย่างหนึ่งว่าพระสังกัจจายน์นั้นหากบูชาไว้ในบ้านให้ปิดทองที่พุงของท่านเชื่อว่าจะมีลาภไหลมาไม่ขาดสาย ในตอนเช้าให้กล่าวคำบูชาท่านดังนี้

พระสังกัจจายน์

คาถาบูชา

กัจจานะ จะ มหาเถโร พุธโธ พุทธานัง พุทธะตัง พุทธัญจะ พุทธะ สุภา สิตัง พุทธะตัง สะมะนุปปัตโต พุทธะ โชตัง นะ มามิหัง ปิโยเทวะ มะนุสสานัง ปิโยพรหม นะ มุตตะโม ปิโยนาคะ สุปันนานัง ปิยินทะริยัง นะ มามิหัง สัพเพชะนา พะหูชะนา ปุริโสชะนา อิถีชะนา ราชาภาคินิ จิตตัง อาคัจฉาหิ ปิยังมามะฯ

คาถาบูชาขอลาภ (สวดบทนี้ได้ทุกวันก่อนนอนเพื่อสิริมงคล)

กัจจายะนะ มะหาเถโร เทวะตานะระ ปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง ภะวันตุ เม

ลาเภนะ อุตะโมโหติ โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง สัพพะลาภา สะทาโสตถิ ภะวันตุ เม

กัจจานะ

และขอท่านว่าเราประสงค์สิ่งใด ในส่วนการไปไหว้พระสังกัจจายน์องค์ใหญ่ที่วัด นั้นควรมี ดอกบัว๑ดอก ธูป๓ดอก และทองคำเปลวสามแผ่น แผ่นที่1 ปิดที่หน้าผากขอพรให้มีปัญญาเฉียบแหลมแบบท่าน แผ่นที่๒ ปิดที่ปากท่านเพื่อขอให้เกิดเมตตามหานิยม แผ่นที่ ๓ปิดที่พุงเพื่อขอลาภไหลมาพูนทวีแล้วกล่าวคาถา

คาถาบูชาขอลาภ (สวดบทนี้ได้ทุกวันเพื่อสิริมงคล)

กัจจายะนะ มะหาเถโร เทวะตานะระ ปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง ภะวันตุ เม

ลาเภนะ อุตะโมโหติ โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มะหาลาภัง สัพพะลาภา สะทาโสตถิ ภะวันตุ เม

รู้ทันเจ้ากรรมนายเวร ทัศนคติและความเชื่อของแต่ละบุคคล

คำว่า “เจ้ากรรมนายเวร” นี้เป็นที่คุ้นหูในหมู่ชาวพุทธอยู่แล้ว แต่เรื่องที่จะสามารถปลงใจเชื่อได้หรือไม่ว่า “มีอยู่จริงหรือไม่” นั้นเป็นเรื่องทัศนคติและความเชื่อของแต่ละบุคคล

….เจ้ากรรมนายเวรนั้นหมายถึง ผู้ที่ถูกเราทำร้ายก่อนไม่ว่าจะเป็นสรรพสัตว์ชนิดใด คนนั้นอยู่ในประเภทเดียวกับสัตว์ด้วย และผู้ที่ถูกทำร้าย ทำลายขามีจิตที่อาฆาตต่อเราและต้องการให้เราได้ชดใช้ผลกรรมที่เราเคยทำกับเขาไว้

การเกิดขึ้นของเจ้ากรรมนายเวรเกิดขึ้นเพราะการเวียนว่าย ตาย เกิดของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงที่ยังไม่พ้นทุกข์นี้ เราทุกคนนั้นต่างก็เคยเกิดและตายมีภพชาติมานับไม่ถ้วนในอดีต ต่างก็ได้ทำทั้งกรรมดีและไม่ดีเอาไว้แบบนับไม่ถ้วนในภพชาติทั้งหลายนั้น เจ้ากรรมนายเวรเกิดขึ้นเนื่องจากเราได้ไปเบียดเบียนทำร้ายไว้ก่อนไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

เจ้ากรรมนายเวรมี ๒ ลักษณะคือ เจ้ากรรมนายเวรที่มองเห็น และเจ้ากรรมนายเวรที่มองไม่เห็น หรือบางตำราอาจจะเรียกแตกต่างกันไปว่า เจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิตและเจ้ากรรมนายเวรที่ไม่มีชีวิตก็ได้

เจ้ากรรมนายเวรที่มองเห็นหรือเจ้ากรรมนายเวรที่มีชีวิตนั้น มีความหมายว่าอยู่ “ในภพภูมิเดียวกับเรา” เป็นผู้ที่มาสร้างความเดือดร้อนให้กับเราได้ทางใดทางหนึ่งอาจเป็นได้ทั้ง พ่อแม่บุพการี,ลูกหลาน ที่สร้างแต่ความทุกข์ใจและกายให้เกิดขึ้นกับเราโดยตลอด หรือ

เพื่อนฝูงคนรู้จักที่คอยมาเบียดเบียนทำร้ายให้สูญเสียให้บาดเจ็บ ในลักษณะต่าง ๆหรืออาจเป็น สัตว์เดรัจฉานที่มีชีวิตแล้วเข้ามาทำร้ายเราให้ได้รับบาดเจ็บให้พิการหรือแม้กระทั่งถึงตาย ก็เป็นไปได้เช่นกัน

มืด

เจ้ากรรมนายเวรที่มองไม่เห็นหรือเจ้ากรรมนายเวรที่ไม่มีชีวิตนั้น มีความหมายว่า “เป็นผู้ที่อยู่ต่างภพภูมิกับเรา” หรือ อมนุษย์ เป็นสิ่งที่มองด้วยตาเนื้อไม่เห็น แต่ก็เป็นผู้ที่จะมาสร้างความเดือดร้อนให้เราได้ทางใดทางหนึ่ง ซึ่งวิธีการที่เขาจะก่อความเดือดร้อนให้เรานั้นอาจเป็นเรื่อง “เหลือวิสัย”

ของมนุษย์ธรรมดาจะรับรู้ได้ ซึ่งถ้าไม่สามารถทำกับเราโดยตรงได้ เขาอาจจะใช้วิธีดลจิตดลใจให้เราเผลอกระทำความชั่วให้ได้รับความลำบากแห่งผลกรรมชั่ว สร้างอุปสรรคใด ๆให้เกิดขึ้นอย่างที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นกับเราได้แต่ก็เกิดขึ้น ฯลฯ

มืด

และสุดท้ายคือ เรื่องการ “ขอโทษหรือขออภัยกับเจ้ากรรมนายเวร” เมื่อจะทำการขอโทษเจ้ากรรมนายเวรเหล่านั้น ก็ต้องทำด้วยวิธีการเช่นเดียวกับเมื่อการที่เราจะตอบแทนบุญคุณของผู้มีพระคุณ

คือการ “ทำบุญทำกุศล” ด้วย “ความตั้งใจจริงที่จะอุทิศให้” แล้วก็ “ตั้งใจจริงที่จะบอกกล่าวให้รับรู้” ให้เจ้ากรรมนายเวรเหล่านั้นยอมรับความเจตนาอันจริงใจที่จะขอโทษและตอบแทนเขาด้วยคุณงามความดีด้วยความสุขที่เราตั้งใจจะมอบให้อันเป็นผลเกิดขึ้นจากการสร้างบุญกุศลและคุณงามความดีเหล่านั้น

เรียบเรียง : ธ.ธรรมรักษ์

ห้อยพระถูกโฉลกโชคมหาศาล

เรื่องของการห้อยพระก็เคยเขียนไปแล้ว มาบบทนี้จะสรุปอีกครั้งให้ทราบแบบที่มาที่ไปเพื่อให้มีกำลังใจที่ดีและถูกต้องมากขึ้น สำหรับคนไทยนั้นถือว่าเป็นเรื่องมงคลเป็นอย่างยิ่ง

เป็นการเข้าถึงพระพุทธเจ้าด้วยอุบายอันแยบยลของครูบาอาจารย์ แต่หลายคนคงยังสงสัยว่าจะเกิดมงคล เกิดโชคลาภได้อย่างไร และไม่เห็นจำเป็นต้องห้อยพระก็มีโชคลาภได้

พระสมเด็จหลวงปู่ทวด รุ่น555 ฉลองสัมพุทธชยันตี 2600ปี วัดพระมหาธาตุ

ซึ่งก็ต้องขอตอบว่าออกเป็น ๒ ประเด็น

ประเด็นที่หนึ่ง ในพระเครื่องของแต่ละองค์นั้นของครูบาอาจารย์นั้น เจตนาในการสร้างท่านถูกธรรม เพื่อนำคนให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า และปฏิบัติตนตามคำสอนของพระพุทธองค์ ถือว่าเป็นบุญกุศลใหญ่ ความมงคลนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่เจตนาในการสร้าง

ขั้นตอนในการสร้างก็ยังมีมงคลเพิ่มขึ้นอีก เพราะได้นำเอามวลสารต่างๆ ที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์และมีความเป็นมงคลมาปั้น มาหลอม มาหล่อหรือทำให้เกิดรูป

สุดท้ายกว่าจะถึงมือผู้รับนั้น ครูบาอาจารย์ที่สร้างท่านจะทำการปลุกเสกด้วยพุทธมนต์ ที่ศักดิ์สิทธิ์รวมถึงมนต์คาถาที่เกิดมงคล ซึ่งอย่างต่ำนั้นน่าจะเป็น ๑๐๘ จบขึ้นไป ยิ่งได้ครูบาอาจารย์ที่มีบุญมากเป็นผู้สวดแล้ว พระเครื่ององค์นั้นจะยิ่งมีความเป็นมงคลมากขึ้นอีกกี่เท่าขอให้ลองคิดดู ยิ่งสร้างพระเครื่องที่มีคติเด่นในการให้ลาภเช่น พระสิวลี พระสังกัจจายน์ พระอุปคุต คนที่ห่อยหรือห้อยนั้นยิ่งมีโชคลาภได้ง่าย

พระนั่งศิลปแบบนั่งมารวิชัย

ประเด็นที่สอง เรื่องไม่เห็นจำเป็นต้องห้อยพระก็มีโชคลาภได้ ซึ่งจริงเป็นอย่างยิ่งแต่จะจริงสำหรับท่านผู้ปฏิบัติธรรมชั้นสูงที่เข้าใจธรรมทั้งหมด แต่สำหรับท่านที่ยังคิดว่าตนเองนั้นยังไปไม่ถึงระดับนี้ ขอแนะนำว่าควรจะห้อยพระ เพื่อให้จิตใจแนบแน่นกับพระพุทะเจ้าจะเป็นการดีที่สุด

เหมือนคนที่ร่างกายไม่แข็งแรงเท่าที่ควร เมื่อจะเดินขึ้นที่สูงเดินขึ้นบันได ต้องใช้ราวบันไดเป็นที่เกาะพยุงตัว แต่สำหรับท่านที่แข็งแรงหรือทราบว่าตนเองเป็นผู้ปฏิบัติชั้นสูงแล้ว ลึกซึ้งแนบแน่นในพระธรรมแล้ว ไม่ต้องมีพระ ไม่ต้องมีราวบันไดเกาะเลยก็ได้ หวังจะเข้าใจ และพิจารณาด้วยตนเองได้

การห้อยพระนั้น เป็นการห้อยเพื่อเป็นพุทธานุสติ เพื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์ รวมถึงวัตรปฏิบัติที่ดีงามของครูบาอาจารย์ผู้เป็นเจ้าของหรือเป็นผู้สร้างพระเครื่องนั้นขึ้นมา ซึ่งหากมองกันให้ลึกซึ้งนั้น หลายท่านก็จะรู้เท่าทันถึงแห่งอนิจจังที่ซ่อนอยู่ว่า คนสร้างก็ตาย คนทำก็ตาย คนห้อยก็ต้องตาย แต่ความดี บุญกุศลและกรรมนั้นยังคงอยู่ตลอดไปกาลนาน

คนที่ห้อยพระนั้น ต้องเป็นคนดีมีศีลธรรม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในองค์พระจะช่วยเมตตา แต่ท่านจะช่วยน้อยหรือมากอยู่ที่ตัวคนใส่ พระเครื่องหรือสิ่งของต่างๆที่เป็นมงคล ไม่มีการเสื่อมของดีนั้นไม่วันเสื่อมด้วยตัวเอง ส่วนผู้ใช้จะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เหมือนกับคำสวดที่ว่า นะโมฯ คำๆ นี้ไม่เคยเสื่อมแต่ผู้พูดปฏิบัติดีแค่ใหน การรักษาก็คือต้องสำรวม กาย วาจา ใจ อย่าให้ขาดตกบกพร่อง เดินตามรอยธรรมของพระพุทธองค์ หลวงพ่อคูณท่าน เคยบอกใว้ว่า ทองคำก็คือทองคำไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน พระเครื่องก็เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าอยู่กับใคร

พระปิดตาและพระปรกโพธิ์พ่อท่านเจิม วัดหอยราก

หลักในการห้อยพระจะเป็นองค์เดียว ๒-๓-๔ ถึง ๙ องค์หรือมากกว่านั้น จะเป็นเลขคู่หรือเลขคี่นั้นแล้วแต่จริตความชอบ หลายคนบอกว่าคนโบราณนั้นห้อยเป็นเลขคี่แล้วแต่ความเชื่อ พระสงฆ์เวลานิมนต์ต้องเป็นเลขคี่ ซึ่งจะให้พิจารณาเรื่องหนึ่ง คำว่า คณะสงฆ์นั้นต้องครบ ๔ รูป ตามพุทธบัญญัติถึงจะทำสังฆกรรมได้ เรื่องของการห้อยพระจะเป็นเลขคู่หรือจะคี่จึงเป็นที่ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

หากต้องการพุทธคุณด้านไหน ก็เลือกเอาตามความพอใจ จะเป็นเมตตา อำนาจ บารมี ค้าขาย แคล้วคลาด แต่ข้อแนะนำว่า องค์ที่เป็นประธานที่อยู่ตรงกลางนั้นเป็นองค์ที่สำคัญที่สุด ที่เหลือนั้นตามความพอใจลดหลั่นกันไป หลายคนยึดคติโบราณเอาความหมายเช่น มั่น มี ศรี สุข ก็คือ หลวงปู่มั่น หลวงปู่มี หลวงปู่ศรี หลวงปู่ศุข ที่เอาแต่เสียงที่ออกเสียงเหมือนกัน

หลายคนบอกว่า ห้อยพระหลายองค์ทำให้พลังศักดิ์สิทธิ์นั้นน้อย อย่าขอเรียนให้ทราบว่า พลังศักดิ์สิทธิ์นั้นท่านเท่ากันทุกองค์ เพราะมาจากพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น แต่ตัวเราเองนั้นสำคัญว่า เป็นคนมีศีล มีบุญบารมีหรือไม่ซึ่งต้องสร้างขึ้นมาในชาตินี้เพื่อรวมกับบุญเก่า

พระปิดตาน้ำนมควาย พ่อท่านมุ่ย

เพราะ เมื่อเครื่องรับหรือตัวคนห้อยพระนั้นดี คลื่นศักดิ์สิทธิ์จากพระที่ห้อยอยู่ก็ส่งได้แบบได้ผลมาก ในทางกลับกันต่อให้พระนั้นมีพลังศักดิ์สิทธิ์มากเพียงใด แต่ตัวคนใส่นั้นไม่มีศีล พระท่านก็ไม่ช่วย คงเคยได้ยินเจ้าพ่อมหาโจรที่แม้แต่อมพระไว้ในปาก ยังโดนยิงเสียพรุน นักเลงโตห้อยพระเต็มคอแต่โดนเสียบด้วยมีดทีเดียวตาย

การห้อยพระตามอาชีพนั้น เป็นไปตามกรรมที่สะสมมาและถือว่าเป็นเรื่องดี เรื่องวิเศษอย่างยิ่งคนหลายคนยังไม่ทราบว่าอาชีพที่ทำอยู่นั้นเป็นไปตามกรรมที่ทำมาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คนที่เป็นพ่อค้าก็เพราะเคยเป็นพ่อค้ามาก่อน คนที่รับราชการก็เพราะเคยทำหน้าที่แบบนี้มาก่อนในอดีตชาติ

การที่ในชาตินี้ได้มีโอกาสครอบครองพระเครื่องไม่ว่าจะองค์ใด จะเป็นท่านใดสร้างก็ตามนั้นเป็นด้วยกรรมที่ผูกพันกับครูบาอาจารย์ที่ท่านสร้างขึ้นมาแน่นอน ซึ่งอาจจะเป็นในชาติใดชาติหนึ่ง ดังนั้นการสวมพระเครื่องตรงตามอาชีพของตนนั้นจะช่วยส่งเสริมให้ทำการใดมักจะสำเร็จตามที่ปรารถนา เพราะมีบุญบารมีของครูบาอาจารย์ที่สร้างมาช่วยเพิ่มหนุนนำ จากบุญเก่าและบุญใหม่ที่มีอยู่

พระอาจารย์เอียดดำ อริยวังโส

เช่น ถ้าค้าขายก็คงเน้นไปด้านเมตตามหานิยม โชคลาภที่ได้มาโดยง่ายก็ต้องเลือกพระเครื่องที่เด่นด้านนี้ อย่างเช่น หลวงพ่อพ่อปาน วัดบางนมโค ถ้าปลดหนี้สินก็ต้องเลือกด้านการขจัดอุปสรรคและการเงิน ก็ต้องหลวงปู่หลิว พญาเต่าเรือน ต้องการอำนาจบารมี ความสะดวกไหลลื่นในการทำงานก็ต้องพระสมเด็จ เด่นเรื่องรักษาโรคก็ต้องพระกริ่ง เป็นต้น ซึ่งในแต่ละพระเครื่อง แต่ละครูบาอาจารย์ท่านจะมีจุดเด่นพาะตัวออกไป

ถ้าพระเครื่ององค์นั้น ครูบาอาจารย์ท่านมีข้อกำหนดในการใช้คาถากำกับไว้ ก็ต้องสวดให้ครบถ้วนตามที่ท่านกำหนดไว้ขอให้จำง่ายๆ ว่า มีของดีแล้วต้องอาราธนาพระ ปลุกพระและปลุกตนเองด้วยถึงจะดีจริง

ควรทำบุญและอุทิศบุญไปให้ครูบาอาจารย์ที่สร้างอย่างสม่ำเสมอเพื่อเชื่อมบุญระหว่างตัวเรากับท่านให้กระชับเข้ามาใกล้กันมากขึ้น ครูบาอาจารย์ที่ท่านสร้างและมีวัตรปฏิบัติดีนั้น บางองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ บางองค์เป็นพระโพธิสัตว์ การได้ทำบุญและเชื่อมบุญกับท่านนั้นเป็นบุญใหญ่มาก

พระพุทธสิหิงค์ หลักเมือง จ.นครศรีธรรมราช

เคล็ดลับสำคัญอยู่ที่ตอนเชื่อมบุญหรือตอนอุทิศบุญให้กล่าวดังนี้

ข้าพเจ้า (ชื่อ – นามสกุล)……ขอน้อมเอาผลบุญทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นจาก (กล่าวชื่อของทาน อาทิ ถวายปัจจัย ทรัพย์สินเงินทอง ถวายกฐิน ผ้าป่า สิ่งของ ฯลฯ (ตลอดจน การให้อภัยทาน ให้ธรรมทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา(ถ้ามี))ในครั้งนี้/วันนี้/

*เมื่อเวลา……สถานที่……(ในกรณีที่ไม่ได้กล่าวอุทิศ ในสถานที่ทำบุญนั้น แต่กลับมากล่าวอุทิศในที่พัก ที่บ้าน ในภายหลัง)

เพื่อโมทนาในบุญบารมี พระคุณความดีทั้งหลายทั้งปวงของ……(ครูบาอาจารย์ที่สร้างหรือรูปเหมือนของท่าน) บุญบารมีพระคุณความดีใด ๆ ที่……(ครูบาอาจารย์ที่สร้างหรือรูปเหมือนของท่าน)……ได้บำเพ็ญมาดีแล้ว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้าขอโมทนาในบุญบารมีพระคุณความดีนั้นทั้งหมด และขอให้ข้าพเจ้าได้มีส่วนในบุญบารมีพระคุณความดีของ……(ครูบาอาจารย์ที่สร้างหรือรูปเหมือนของท่าน) นั้น ด้วยเทอญ

พระยืนปางลีลา

*** ธรรมใด ที่(ครูบาอาจารย์ที่สร้างหรือรูปเหมือนของท่าน) ได้ถึงที่สุดแล้ว ก็ขอให้ข้าพเจ้า ได้เข้าถึงซึ่งธรรมนั้น เจริญตามรอย(ครูบาอาจารย์ที่สร้างหรือรูปเหมือนของท่าน) ด้วยเทอญ โมทนาสาธุ ๆ ๆ

*** ใช้ได้กับทุกพระองค์ ทุกท่าน ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ และละสังขารไปแล้ว

*** หลังจากนั้น ถ้าเราจะขอพรเพื่อความสำเร็จต่าง ๆ ก็ให้ว่าไป โดยเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามธรรม

และอย่าลืมที่กล่าวไว้เสมอว่า การที่จะมีโชคลาภนั้นต้องเป็นผู้มีบุญ เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นการเพิ่มบุญให้กับตนเองอีกช่องทางหนึ่ง

พระสมเด็จ พ่อท่านบุญให้ จ.นครศรีธรรมราช

ขอให้ทำทุกครั้งเมื่อทำบุญหรือก่อนที่จะห้อยพระหรือนึกได้เมื่อใด ก็เพิ่มบุญเมื่อนั้น

จากหนังสือเรื่อง สุดยอดวิชาศักดิ์สิทธิ์ เล่ม ๓ ทำแล้ว รวยโคตร โดย ธ.ธรรมรักษ์

เคล็ดวิชาในการดึงดูดโชคลาภ ใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งได้เมตตาแนะวิธีเอาไว้ เรื่องนี้ได้เกิดผลมาแล้วมากมาย ซึ่งท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อ จะทำหรือไม่ทำไม่มีใครบังคับท่านได้

ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาแนะนำว่า เมื่อมีโชคลาภเข้ามาครั้งใด ไม่ว่าจะมาทางไหนเช่น เงินเดือน โบนัส การทำการค้า หรือลาภลอยจากการเสี่ยงโชคหรืออะไรก็ตาม ให้แบ่งเงิน แบ่งวัตถุสิ่งของนั้นออกมาส่วนหนึ่ง โดยยืดหลักเอาแบบที่ท่านไม่เสียดายไปทำบุญต่อหรือต่อบุญออกไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

เงิน

อย่าเสียดายเป็นอันขาดนะ….เรื่องนี้เป็นจุดสำคัญ !!!

ถ้าท่านแบ่งเงินมาแล้วเกิดความเสียดาย บุญที่จะทำต่อหรือต่อบุญอาจจะไม่ได้ผลเลยเพราะสิ่งที่เราคิดให้ไม่เต็มที่ กรรมทางใจความคิดเห็นแก่ตัว ความเสียดายนี้จะไปปิดทางหรือหน่วงบุญที่จะเกิด

ถือว่าเป็นการทำบุญที่ไม่บริสุทธิ์ในส่วนของผู้ให้ไม่บริสุทธิ์ โดยดูที่เจตนาสำคัญ

การสร้างบุญให้ส่งผลเต็มที่นั้น ขออนุญาตพูดอีกครั้งสำหรับท่านที่เพิ่งได้อ่านหนังสือเล่มนี้เป็นเล่มแรกจะได้ทราบ สำหรับท่านที่เป็นแฟนประจำของสำนักพิมพ์ หรือเคยทราบมาบ้างแล้วในการทำบุญบริสุทธิ์ ก็ขอให้ตั้งจิตร่วมอนุโมทนาบุญในส่วนการให้ความรู้ทางธรรมใหม่ในครั้งนี้ ด้วยท่านจะได้บุญเพิ่มมากขึ้นมีโชคลาภมากขึ้น

เงิน

เคล็ดสำคัญในข้อนี้กันเพื่อให้มีโชคลาภตลอดเวลา

ขั้นตอนที่หนึ่ง เมื่อมีโชคลาภ เงินทองหรืออะไรก็แล้วแต่เข้ามาในชีวิต ให้แบ่งออกส่วนหนึ่งจะเท่าไรก็ได้ เอาแบบที่เราสบายใจไม่คิดเสียดายอะไร

ขั้นตอนที่สอง ให้เอาไปทำบุญเสีย จะเอาเงินไปซื้อของทำสังฆทาน ไปถวายเป็นค่าภัตตาหารสงฆ์ บริจาคเป็นค่าน้ำ ค่าไฟหรืออะไรที่เป็นกิจของสงฆ์ทำได้ทั้งนั้น หรือจะเอาไปให้พ่อแม่ผู้มีพระคุณ หรือคนที่เขายากไร้มีความต้องการได้บุญใหญ่ทั้งสิ้น

ขั้นตอนที่สาม ให้กล่าวอุทิศบุญรวมบุญเพื่อให้บุญนั้นมาส่งผลอย่างต่อเนื่องทันใจ ทันเหตุการณ์ ทันเวลา โดยให้กล่าวดังนี้

คำอุทิศบุญและรวมบุญ

****หลังจากมีโชค แบ่งโชคไปทำบุญมาแล้วทุกครั้ง ให้ตั้งจิตให้นิ่งแล้วกล่าวอุทิศบุญดังนี้

“บุญกุศลใดที่ข้าพเจ้า…………………(ชื่อตัวเอง) ได้เคยทำสำเร็จมาแล้วตั้งแต่ในอดีตชาติ ชาติปัจจุบันและการสร้างบุญ…………………(พูดถึงบุญที่ตนเองกำลังทำเช่น ทำสังฆทาน ถวายปัจจัย ให้เงินพ่อแม่ เป็นต้น) ในครั้งนี้

ขอน้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ถวายแด่องค์แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตั้งแต่องค์พระปฐมจนถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอรหันตเจ้า พระอริยสงฆ์ พระอริยบุคคล ทุกพระองค์ ทุกองค์ ทุกท่าน พรหมเทพเทวดาทั่วสากลโลก เทวดาประจำตัวข้าพเจ้า และเทวดาที่ดูแลบ้านเรือนเคหะสถาน ร้านค้าบริษัท…….(เอ่ยชื่อร้านค้า บริษัทของตนหรือเลขที่บ้าน)

และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตดูแล ครูบาอาจารย์ บรรพบุรุษผู้มีพระคุณ เจ้ากรรมนายเวรญาติก็ดี ไม่ใช่ญาติก็ดี เหล่าสรรพสัตว์ เหล่าสรรพวิญาณทั้งหลาย

พระพุทธ

ขออำนาจแห่งพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า โปรดเมตตารวมบุญทั้งบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำมาเป็นมหาบุญกุศล ดลบันดาลอวยประสิทธิ์ประสาทพรให้ข้าพเจ้าสมหวังดังที่มุ่งมาดปรารถนา ขอบุญเก่าจงหนุนนำบุญใหม่นี้สานต่อรวมกันส่งผล ให้สำเร็จในทุกสิ่งที่ปรารถนา

หากข้าพเจ้ายังไม่ถึงนิพพานในชาตินี้ ขอคำว่า ขัดข้องและไม่มี และอุปสรรคใดๆ ขอจงอย่าได้บังเกิดแก่ข้าพเจ้า นับแต่วินาทีนี้เทอญ”

พุทธะ

เคล็ดลับนี้ ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาบอกว่า เป็นการต่อบุญของเราไม่หยุด เป็นการเรียกโชคลาภให้เข้ามาหาตัวเราตลอดเวลา ก่อนจะจบเรื่องนี้ขอแนะนำให้สวดคาถาบทหนึ่งซึ่งศักดิ์สิทธิ์มาก เป็นการเรียกโชค เรียกทรัพย์ เป็นของครูบาอาจารย์ที่ผู้เขียนเคารพเป็นอย่างยิ่งคือ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ที่หลายคนทำถูกต้องได้ผลมาแล้วมากมาย

ซึ่งคนที่จะสวดได้ผลนั้น ต้องหมั่นทำบุญ มีศีล ๕ กำกับชีวิต โดยเฉพาะข้อที่ ๑ ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ข้อที่ ๒ เรื่องการลักทรัพย์ฉ้อโกงใดๆ และข้อที่ ๕ เรื่องการกินเหล้าเมายาที่ห้ามอย่างเด็ดขาดและต้องหมั่นสร้างบุญแล้วอุทิศบุญไปให้หลวงพ่อปาน วัดบางนมโคสม่ำเสมอ

สวดแล้วดีมีโชค คาถาเรียกทรัพย์

คาถาเรียกทรัพย์

เมตตาจากหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ให้ตั้งจิตให้นิ่ง แล้วตั้งนะโม ๓ จบ ระลึกถึงพระคุณความดีของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค แล้วสวดดังนี้

หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ

วิระทะโย วิระโคนายัง

วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา

วิระอิตถีโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม

(ตั้งแต่วิระทะโย…….สวาโหมให้ว่า ๓ จบ) เรียบเรียง : ธ.ธรรมรักษ์