เที่ยวทะเลระวังกันด้วยนะ “แมงกะพรุนพิษ🪼 คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากมาย

แมงกะพรุนหัวขวด

เตือน ระวัง!🪼 นักท่องเที่ยวที่ลงน้ำทะเล ระมัดระวังแมงกะพรุนหัวขวด (หมวกโปรตุเกส) และ แมงกะพรุนกล่อง ทั้งสองมีพิษอันตรายรุนแรงซึ่งมีพิษรุนแรงมากอาจทำให้เสียชีวิตได้ กะพรุนหัวขวด ลักษณะมีลำตัวสีฟ้า ส่วนบนคล้ายร่มหรือเรือใบ มีหนวดด้านล่างเป็นสายยาว ขนาดที่พบในไทยมีขนาดเล็ก ซึ่ง มีพิษร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากมาย

แมงกะพรุนหัวขวด

แมงกะพรุนหัวขวด (Blue Bottle Jellyfish) เป็นแมงกะพรุนชนิดที่มีพิษร้ายแรง โดยมีลักษณะส่วนบนลอยโผล่พ้นน้ำคล้ายลูกโป่งรูปร่างรียาว คล้ายหมวกของทหารเรือชาวโปรตุเกส มีหนวดยาวสีฟ้าหรือสีม่วง มีเข็มพิษ (nematocyst) สำหรับป้องกันตัวและจับเหยื่อ กระจายอยู่ทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณหนวด (tentacle) พิษของแมงกะพรุนหัวขวด มีผลต่อระบบประสาท หัวใจ และผิวหนัง ส่วนใหญ่คนที่สัมผัสพิษจะมีอาการคัน และปวดแสบปวดร้อนในเบื้องต้น การแสดงอาการของพิษในผู้ป่วยแต่ละบุคคลความรุนแรงจะต่างกัน ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกาย ความต้านทาน และปริมาณพิษที่ได้รับ

แมงกะพรุนกล่อง

“แมงกะพรุนกล่อง” ถูกเรียกว่า ตัวต่อทะเล หรือนักพ่นพิษแห่งท้องทะเล อาศัยอยู่ในน้ำตามแนวชายฝั่งออสเตรเลียตอนเหนือและทั่วอินโดแปซิฟิก ปัจจุบันแพร่กระจายมาทางฝั่งเอเชียจนถึงประเทศไทย โดยพบได้ในพื้นที่ทั้งที่เกาะลันตา, อ่าวโละซามะ อ่าวพีพี อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ และอ่าวน้ำบ่อ จ.ภูเก็ต หาดชะอำ จ.เพชรบุรี รวมถึงพื้นที่เกาะเต่า เกาะสมุย และเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี โดยเข้าสู่พื้นที่ชายฝั่งด้วยกระแสน้ำ

แมงกะพรุนหัวขวด

การป้องกันตัวจากแมงกะพรุนพิษ คือ ก่อนลงเล่นน้ำทะเล ขอให้สังเกตที่บริเวณชายหาด หากพบว่ามีซากของแมงกะพรุนที่อยู่ตามชายหาด ควรหลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำ และให้ปฏิบัติตามคำเตือนของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด สวมเสื้อผ้ามิดชิด ลงเล่นน้ำในบริเวณที่ปลอดภัยที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ให้เท่านั้น สำหรับผู้ที่ได้รับพิษจากแมงกะพรุนหัวขวด ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยการใช้น้ำส้มสายชูกลั่นที่ใช้บริโภคนำมาราดต่อเนื่อง 30 วินาที บริเวณที่ถูกพิษ ซึ่งน้ำส้มสายชูจะหยุดยั้งไม่ให้กะเปาะพิษยิงเข็มพิษ จึงไม่ได้ลดอาการปวด แต่ป้องกันไม่ให้ผู้บาดเจ็บได้รับพิษเพิ่มขึ้น ห้ามใช้น้ำแข็ง น้ำเปล่า เหล้า โซดา หรือ อื่นๆ ราดแทน เพราะจะทำให้พิษยิ่งแพร่กระจายมากขึ้น ห้ามขูด – ถู หรือนำวัสดุไปขยี้หรือทา บริเวณที่ได้รับพิษ เพราะจะทำให้พิษแพร่กระจายเร็วขึ้น หลังจากปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้รีบนำผู้ป่วยโรงพยาบาล

อัตตโนประวัติ | หลวงพ่อพัฒน์ (พระครูประจักษ์วรคุณ) วัดกลาง อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช

อัตโนประวัติ พระครูประจักษ์วรคุณ (พ่อท่านพัฒน์ วัดกลาง) วาจาสิทธิ์ ตำบลฉลอง อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช …

พระครูประจักษ์วรคุณ (พัฒน์ ฐิตวณฺโณ) มีนามเดิมว่า พัฒน์ ทองแซม อดีตเจ้าอาวาสวัดกลาง อดีตเจ้าคณะตำบลฉลอง พระอุปัชฌาย์ ตำบลฉลอง จังหวัดนครศรีธรรมราช

พ่อท่านพัฒน์ชื่อเดิม พัฒน์ สกุล ทองแซม เป็นบุตรคนที่ 5 ของคุณพ่อออด คุณแม่ทุด ทองแซม ถือกำเนิดเมื่อ วันพุธที่ 20 กรกฎาคม 2459 ณ บ้านแข เลขที่ 34 ม.3 ต.ฉลอง อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช มีพี่น้องร่วมโยมบิดามารดาเดียวกัน 7 คน พระเดชพระคุณพระครูประจักษ์วรคุณ เป็นบุตรคนที่ 5

-ชีวิตวัยเด็ก
ท่านเป็นคนสนุกสนาน ชอบอยู่กับผู้ที่มีอายุมากกว่า เป็นคนที่มีปฏิภาณไหวพริบ ด้วยความที่เป็นคนชอบสนุกสนานทำให้เพื่อนๆรุ่นพี่เรียกว่า “ไอ้แขล็ก” (มาจากคำว่า ขล็อกแขล็ก หมายถึงไม่เอาจริงเอาจัง) เพราะส่อว่าท่านไม่ยึดมั่นถือมั่นในชีวิตมาแต่วัยเด็ก

-การศึกษา
เรียนหนังสือระดับประถมศึกษาที่ โรงเรียนวัดกลาง ชั้นประถมศึกษาที่ 4

-การบรรพชาอุปสมบท
ท่านเคยบวชเป็นสามเณรจำพรรษา ณ วัดกลาง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 บังเอิญไฟไหม้จีวรและด้วยความที่ในขณะนั้นผ้าหรือเครื่องนุ่งห่มหายาก จึงไม่สามารถหาผ้ามาทำจีวรได้ก็เลยต้องลาสิขาบทไป โดยต่อมาไปรับจ้างทำเหมืองแร่ที่ทุ่งฝรั่ง

ครั้นวันที่ 20 พฤษภาคม 2480 อายุท่านครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงได้เข้าอุปสมบทที่วัดกลาง โดยมี
พระครูชลคุณาธาร วัดประทุมาทายการาม
เป็นพระอุปัชฌาจารย์
พระใบฏีกามารถ วัดเขาพนมไตย
เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระจบ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ใบสุทธิเลขที่ 3/2480 อุปสมบทเวลา 15.10 น. ได้รับฉายาว่า ฐิตวณฺโณ

-งานด้านศาสนากิจ
ท่านเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมประจำสำนักเรียนวัดกลาง

-งานด้านสังคมสงเคราะห์
ท่านเป็นผู้อนุญาตให้ตั้งโรงเรียนสามัญ ระดับมัธยมขึ้นโดยใช้โรงธรรมและศาลาวัดเป็นห้องเรียน (โรงเรียนสงเคราะห์เยาวชนสิชล ได้ยุบสลาย ภายหลังเป็นเหง้าให้เกิดโรงเรียนฉลองรัฐราษฏรอุทิศ)

-คติพจน์จากปากท่าน
คำที่ทุกคนจะได้ยินบ่อยๆ ท่านจะกล่าวว่า “ดีแล้ว ดีแล้ว” และคติพจนน์ที่ท่านให้แก่ลูกศิษย์ที่ยังฝังใจทุกคนคือ “ไม่ทำอย่าทำ ถ้าทำต้องทำให้จริง”

-วิทยฐานะ
สำเร็จวิชาสามัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดกลาง
สอบได้นักธรรมชั้นตรี ในสนามหลวงจังหวัดนครศรีธรรมราช
สอบได้นักธรรมชั้นโท ในสนามหลวงจังหวัดนครศรีธรรมราช

-ตำแหน่งหน้าที่ทางคณะสงฆ์
ได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดกลาง
ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกลาง
ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลฉลอง
ได้รับการแต่งตั้งให้ให้เป็นพระอุปัชฌาย์
ปี 2540 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลกิตติมศักดิ์ สมณศักดิ์ที่ได้รับ ได้รับฐานานุกรมที่พระสมุห์
ปี 2516 ได้รับสมณศักดิ์โปรดเกล้าฯเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ที่พระครูประจักษ์วรคุณ เจ้าคณะตำบลฉลอง
ปี 2524 ได้รับสมณศักดิ์โปรดเกล้าฯเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ในราชทินนามเดิม
ปี 2532 ได้รับสมณศักดิ์โปรดเกล้าฯเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

มรณภาพ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2547 มีอายุ 87 ปี 67 พรรษา
พระราชทานเพลิงศพ วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม 2548 เวลา 15.30 น.

ที่มา – วัดกลาง พ่อท่านพัฒน์ วาจาสิทธิ์

พ่อท่านเกลื่อม วัดคงคาวดี นครศรีธรรมราช

พ่อท่านเกลื่อม (พระครูพิบูลย์ศีลาจารย์) วัดคงคาวดี (วัดกลาง) ต.บางตะพง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ท่านเป็นศิษย์เอก พ่อท่านเขียว วัดหรงบล พ่อท่านเขียวไว้วางใจ มอบเคล็ดวิชา ทุกอย่างให้สืบทอดอย่างหมดสิ้น ซึ่งพ่อท่านเกลื่อมมรณะภาพไม่เน่าไม่เปื่อยเหมือนพ่อท่านเขียวทุกประการ

พ่อท่านเกลื่อม วัดคงคาวดี นครศรีธรรมราช

หลวงพ่อเกลื่อม ท่านเคยแสดงอภินิหาร หายตัว ถึง 2 ครั้ง ทีโรงพยาบาลสงฆ์ และ 2-3 ครั้งที่วัด โดยมีอยุ่ครั้งหนึ่ง เมื่อประมาณปี2527 นายนอม รอดบางพง (ขออนุญาติระบุชื่อ) เห็นพ่อท่านเกลื่อมนั่งภาวนาอยู่ในห้องของท่าน พอนายนอมหันหน้าไปทางอื่นแล้วหันกลับไปยังที่เดิมที่ท่านนั่ง ท่านหายไป มองไม่เห็นท่านเสียแล้ว จากนั้น นายนอมก็ คอยอยู่นอกห้อง จู่ๆท่านก็เดินออกมา เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจมากๆๆ

หลวงพ่อเกลื่อมท่านไปเรียนหนังสือกับหลวงปู่เขียว วัดหรงบน ตั้งแต่ยังเด็ก อายุประมาณ 12 ปี โดยเรียนทั้งอักษรไทย – ขอม พอ 19 ปีขอบวชเป็นสมเณรไออยู่วัดหรงบล ดูแลหลวงปู่เขียว 1 พรรษา พออายุประมาณ 20 ก็ อุปสมบท โดยมีพระอาจารย์ขาว วัดปากแพรก อุปสมบทให้ และก็ใช่วงแรกนี้ท่านก็อยู่วัดหรงบลเรียนไสยเวทย์กับหลวงปู่เขียว จนท่านมาอยู่วัดคงคาวดี ท่านก็ยังได้ดูแล หลวงปู่เขียว และ ศึกษา วิปัสนากรรมฐานกับหลวงปู่เขียวตลอดมา เวลาหลวงปู่เขียวไปธุดงค์ หลวงพ่อเกลื่อมท่านก็ไปด้วย ศึกษา ฝึกสมาธิอย่างไกล้ชิด

ในช่วงที่หลวงปู่เขียวท่านอาภาธ นั้นหลวงพ่อเกลื่อจะเป็นผู้รับมอบจัดการทุกอย่างเวลามีลูกศิษย์ทั้งในนครศรี กรุงเทพ และ จังหวัดไกล้เคียง มาขอวัตถุมงคลไปคุ้มกันตัว หรือเพื่อสิริมงคล ท่านเกลื่อมจะคอยจัดแจง ในขั้นตอนต่างๆ ไม่ว่าจะจับประทับรอยเท้า ปั้นลูกอมเทียนชัย แล้วให้หลวงปู่เขียวเสก ก็เป็นหลวงพ่อเกลื่อมท่านนี้เท่านั้นที่หลวงปู่เขียวมอบหมาย

ซึ่งก็เพราะหลวงปู่เขียวท่านได้สอนวิชาเหล่านี้ทั้งหมดให้หลวงปู่เกลื่อมจนหมด เพราะฉะนั้นไม่น่าแปลกใจที่ หลวงพ่อเกลื่อมจะสร้างพระเครื่อง เครื่องราง ของขลังเหมือนหลวงปู่เขียวทุกรายการ เช่น เหรียญ ลูกอม ผ้ายันต์รอยมือรอยเท้า แทบจะไม่ต่างกันเลย

พ่อท่านเกลื่อม วัดคงคาวดี นครศรีธรรมราช

มีพี่ๆที่ผมนับถือในวงการพระ อายุเยอะเคยเดินทางไปกราบหลวงพ่อเกลื่อม วัดคงคาวดี ได้ยืนยันกับผมว่า ท่านเกลื่อมองค์นี้ไม่ธรรมดา ไม่น้อยหน้ากว่าอาจารย์ท่านเลยครับ…

Cr : อาจารย์ต้า พัทลุง / รักษ์พุทธ / นิตยสารพระท่าพระจันทร์

โหรฟันธง’ เตือน!! ราศี ที่ในช่วงนี้ ระวัง อุบัติเหตุ พร้อมแนะสิ่งเสริมมงคล

นักพยากรณ์ชื่อดัง โหรฟันธง “ลักษณ์ ราชสีห์” เตือนให้คนที่เกิดราศีต่อไปนี้ ระวัง เกิด อุบัติเหตุ พร้อมแนะนำให้เสริมมงคล

ราศีพฤษภ ผู้ที่เกิดวันที่ ๑๕ พ.ค.- ๑๕ มิ.ย.

‘หมอลักษณ์’นักพยากรณ์ชื่อดัง เตือนราศรีต่อไปนี้ ที่ต้องระวังอุบัติเหตุ ได้แก่ ชาวราศีพฤษภ (ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม – 13 มิถุนายน) อุบัติเหตุในทางโหราศาสตร์ดูถึงดาวอังคาร ดาวอังคารโคจรย้อน (ย้อนในทางโหราศาตร์เรียกว่าพัก) มาทับการโคจรของชาวราศีพฤษภ ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน ประกอบกับในขณะนี้ชาวราศีพฤษภมีดาวมฤตยูโคจรทับเรือนชะตาราศี มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และอยู่จนถึงวันที่ 1 ธันวาคม

ในช่วงที่ดาวอังคารโคจรย้อนมาทับราศีพฤษภ แล้เจอกับดาวมฤตยู แปลว่า ฉับพลัน น่าตกใจที่จะเกิดอุบัติเหตุ อาจจะเช่นลื่นหกล้มในที่ทำงาน ลงบันไดแล้วตกบันได แล้วมีเกณฑ์การเกิดอุบัติเหตุในการขับเคลื่อนยานพาหนะ

สักการะเทพพระราหูทรงครุฑ วัดนางพระยา จ.นครศรีธรรมราช

ซึ่งถ้ารู้แล้วว่าจะเกิด อุบัติเหตุ จะต้องไม่ประมาท แต่คนอื่นเขาอาจจะประมาท แล้วผลกระทบกับคุณเพราะฉะนั้นประกันอุบัติเหตุ ประกันอุบัติภัยเหมือนยันต์กันเคราะห์ หมดประกันเมื่อไหร่เกิดดอุบัติเหตุเลย มันแปลก ฉะนั้น “หมอลักษณ์” แนะให้รีบทำประกันเอาไว้ จะเป็นบริษัทอะไรก็ได้ตามที่คุณต้องการ และควรหาของ เสริมมงคล เช่น พระราหูทรงครุฑ ลูกนิมิตรพระราหู ฯลฯ มาติดรถ ติดตัว หรือจะไปบูชาสักการะเทพพระราหูทรงครุฑ เทพผู้เปลี่ยนแปลงดวงชะตาจากร้ายกลายเป็นดีได้ที่ ภาคเหนือวัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่วัดศาลาลาลอย จ.นครราชสีมา, ภาคใต้ที่วัดนางพระยา จ.นครศรีธรรมราช, ภาคกลาง วัดเจ้าอาม กรุงเทพฯ

ทั้งหมดนี้เป็นมหามงคลที่เปลี่ยนแปลงดวงชะตา คุ้มครองโทษ คุ้มครองภัย หรือคุณจะใช้พระรอดหลวง หริภุญชัย หรือพระที่คุณศรัทธาส่วนตัวก็ได้หมด

ดูข่าวต้นฉบับ

ด่วน! เตรียมทลาย ห้องเย็นบริษัทใหญ่สงขลา กักตุนหมูกว่า 2 แสน กก.

เตรียมทลายห้องเย็น บริษัทยักษ์ที่สงขลา ตุนหมูกว่า 2 แสนกิโล

สงขลา – มีรายงานว่า นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ได้มอบหมาย นายอำพล พงศ์สุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ เป็นประธานในการร่วมวางแผนการปฏิบัติงานตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ในการตรวจสอบห้องเย็นกรณีที่อาจมีการกักตุนสินค้าประเภทเนื้อสุกร โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมได้แก่

พล.ต.ต อาชาน จันทร์ศิริ ผบก.ภ.จว.สงขลา, พ.ต.ต.อนันต์ บัวแก้ว สว.กก1.บก.ปคบ., พาณิชย์จังหวัดสงขลา, ปศุสัตว์จังหวัดสงขลา และ หัวหน้าด่านกักกันสัตว์สงขลา

โดยมีข้อสรุปดังนี้

1.สืบเนื่องจากการเข้าตรวจสอบห้องเย็นบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง ของกรมปศุสัตว์พบว่าในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมามีการนำเนื้อสุกรจากบริษัทเบทาโกรเกษตรอุตสาหกรรม พัทลุง เข้าเก็บรักษาไว้ที่ห้องเย็นดังกล่าว จำนวน 211,361 กิโลกรัม และวันที่เข้าตรวจสอบ (19 ม.ค.65) พบว่ามีเนื้อสุกรคงคลัง 201,650 กิโลกรัม กรมปศุสัตว์จึงได้ทำการอายัดไว้เพื่อรอการตรวจสอบ

2.ที่ประชุมกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบร่วมกันในห้องเย็นดังกล่าวในวันที่ 20 มกราคม 65 โดยใช้อำนาจตาม พรบ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ประกอบข้อกฎหมายอื่นด้วย

3.ที่ประชุมกำหนดแผนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบห้องเย็นทุกแห่งในพื้นที่จังหวัดสงขลาระหว่างวันที่ 21-31มกราคม 65 นี้และขยายผลเพื่อลดปัญหาการกักตุนสินค้าประเภทเนื้อสุกร

บทความต้นฉบับ

ด่วน! เตรียมทลาย ห้องเย็นบริษัทใหญ่สงขลา กักตุนหมูกว่า 2 แสน กก.

จัดเต็ม! ขนเป็นคันรถ หนิงจุดประทัดให้ “ไอ้ไข่ วัดเจดีย์” เมืองคอน

หนิง ปณิตา เข้าวัดทำบุญถวาย ไอ้ไข่ พร้อมโพสต์รูปรถขนประทัดคันใหญ่ เจอ มดดำ คชาภา ติงหนัก “เอาเงินไปทำบุญอย่างอื่นดีกว่าไหม”

เรียกว่างานนี้กระหึ่มวัดไอ้ไข่กันไปเลย สำหรับ หนิง ปณิตา ขออะไรให้สมหวังครั้งใหญ่ โดยเจ้าตัวโพสต์ภาพลงโซเชียลไปถึงวัดเจดีย์ นครศรีธรรมราช พร้อมทั้งขนประทัดมาเป็นคันรถ ระบุข้อความว่า…

“เข้าวัดก็อยากจะได้บุญ มองตาคุณก็หวังจะได้ใจ ใครกดไลค์ขอให้ปังเหมือนประทัด”

หลังจากที่โพสต์ภาพออกไปได้มีคนในวงการบันเทิงเข้ามาคอมเมนต์กันอย่างมากมายเช่น เป้ย ปานวาด เพื่อนซี้เข้ามาบอกว่า “ขอให้รวยกว่าหนิงปณิตาเพี้ยงงงงง” อ้อม พิยดา ก็ถึงกับร้อง “โห เยอะมากกกก” ด้านแฟนหวยงานนี้ไม่พลาดที่จะเข้ามาขอหางเลขประทัดกันไว้เสี่ยงโชค

ด้าน มดดำ คชาภาได้เข้ามาคอมเมนต์พร้อมทั้งเตือนสติว่า…“…หนิง สติ มึงจุดทำเ…ยไรขนาดนั้น เอาเงินไปทำบุญอย่างอื่น เอาบุญให้เขาดีกว่าไหม สตินะสติ” โดยมีคนเข้ามากดไลก์จำนวนมาก ขณะที่ก็มีคนเข้าตอบโต้ว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล

ขอบคุณภาพ IG: @หนิง ปณิตา

「 บทความต้นฉบับ 」
จัดเต็ม! เป็นคันรถหนิงจุดประทัดให้ไอ้ไข่ ชาวเน็ตไม่พลาดขอหางเลข

หนุ่มวิน จยย.เมืองคอน ทะเลาะแย่งลูกค้ากับเพื่อนร่วมวินสถานีขนส่ง ใช้มีดแทงทะลุปอดเจ็บสาหัส

นครศรีธรรมราช – หนุ่มขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ทะเลาะกันเรื่องแย่งลูกค้า ก่อนเหตุจนบานปลาย แทงกันบาดเจ็บสาหัส 1 คน

เมื่อช่วงเย็น วันที่ 6 ต.ค. 2563 ผ่านมา ตำรวจได้รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาท แทงกันจนมีผู้บาดเจ็บสาหัส 1 คน เหตุเกิดบริเวณวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดนครศรีธรรมราช

ตรวจสอบทราบว่า ผู้ก่อเหตุ คือ นายศราวุธ แก้วงาม อายุ 36 ปี ตำรวจจึงนำกำลังเข้ารวบตัว พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ และมีดพับ 1 เล่ม ได้บริเวณริมถนนด้านหน้าสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดนครศรีธรรมราช (บขส.) พื้นที่ตำบลโพธิ์เสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช

ขณะที่ผู้บาดเจ็บ คือ นายสุรินทร์ ดาราโชติ อายุ 42 ปี ถูกแทงด้วยมีดเข้าที่สะบักหลังด้านขวา 1 แผล และกลางหลัง 1 แผล

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุมีรถมินิบัสจากต่างอำเภอมาส่งผู้โดยสาร ทั้งคู่ต่างเดินเข้าไปเรียกลูกค้าจนเกิดทะเลาะกัน โดยนายสุรินทร์ไม่พอใจเข้าล็อกคอนายศราวุธ แต่มีเพื่อนร่วมวินและผู้เห็นเหตุการณ์เข้าห้ามปราม และจับทั้งคู่แยกออกจากกัน

แต่เหตุการณ์บานปลาย เมื่อนายศราวุธได้เตะรองเท้าไปโดนหน้านายสุรินทร์ ทำให้นายสุรินทร์กระโดดเตะเข้าที่หน้าของนายศราวุธ และช่วงที่เขาจะเตะซ้ำ นายสราวุธได้ชักมีดพับออกมา และแทงเข้าที่สะบักหลังขวา 1 แผล และกลางหลังอีก 1 แผล จนนายสุรินทร์ล้มลง จากนั้นผู้ที่เห็นเหตุการณ์เข้าช่วยเหลือนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะที่ นายศราวุธอ้างว่า ไม่ได้ตั้งใจแทง เพียงป้องกันตัวเท่านั้น

ตำรวจได้คุมตัวนายศราวุธ ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เพื่อดำเนินคดีต่อไป ขณะที่อาการของนายสุรินทร์ยังสาหัส เนื่องจากมีดแทงทะลุปอด แพทย์ต้องนำตัวเข้าห้องผ่าตัดเพื่อช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วน

ต้นฉบับ – ประเด็นเด็ด 7 สี

นศ.สาวอาชีวะเมืองคอน เลือดเดือด คว้าคัตเตอร์กรีดหน้าเพื่อนเลือดอาบ

จ.นครศรีธรรมราช : นักศึกษาสาวอาชีวะ นครศรีธรรมราช เลือดร้อน ดักรอหน้าสถาบัน ชักคัตเตอร์กรีดใบหน้าเพื่อนเลือดอาบ ตำรวจรวบทันควัน สอบสวนปมขัดแย้งเรื่องเรียน

เมื่อวันที่ 6 ต.ค.2563 เวลาประมาณ 15.30 น. เจ้าหน้าที่มูลนิธิประชาร่วมใจ นำตัว นางสาวแป้ง (นามสมมุติ) อายุ 19 ปี ชาวปากพนัง เป็นนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ปี 1 แผนกการจัดการ วิทยาลัยอาชีวศึกษา จังหวัดนครศรีธรรมราช ส่ง รพ.มหาราช นครศรีธรรมราช

เนื่องจากได้รับบาดเจ็บ จากการถูกทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธมีด ซึ่งถูกกรีดเข้าที่ใบหน้า ตั้งแต่บริเวณเปลือกตา จมูก จนถึงปาก เป็นแผลลึก ยาวจุดเกิดเหตุ อยู่หน้าร้านน้ำผลไม้ปั่น (ร้านนกฮูก) ตรงข้ามโรงเรียนอาชีวฯ นครศรีธรรมราชจากคำบอกเล่าของนักศึกษาสถาบันเดียวกัน

ทราบว่า ช่วงเกิดเหตุ นางสาวแป้ง ผู้บาดเจ็บ กำลังยืนรอรถเพื่อกลับบ้านหลังเลิกเรียน แต่ถูก นางสาวจิ๊บ (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นเพื่อนนักศึกษาห้องเดียวกัน ใช้คัตเตอร์กรีดเข้าที่บริเวณใบหน้าของนางสาวแป้ง จนเลือดอาบ ไหลเลอะเปื้อนชุดนักศึกษา ก่อนหลบหนีไป โดยตำรวจติดตามจับกุมตัวมาได้ในภายหลัง

เบื้องต้นทราบว่า ทั้งคู่มีปัญหากันเรื่องการเรียน จากการทำกิจกรรมร่วมกันในโครงการคุณธรรม ที่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์ โดยการกวาดลานวัดพระนคร ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา จนเกิดความขัดแย้งกันทะเลาะวิวาท พูดจาเสียดสีกันมาตลอด

และในวันเกิดเหตุ ได้มีการท้าตบตีกัน โดยนางสาวจิ๊บ ไม่รับคำท้า แต่กลับมาดักรอเพื่อลงมือก่อเหตุทำร้ายร่างกาย กระทั่งนางสาวแป้ง ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

ส่วนสาเหตุที่แท้จริง อยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจ โดยยังไม่ทิ้งประเด็นเรื่องส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ได้แจ้งไปยังฝ่ายปกครองของวิทยาลัยฯ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและเหตุจูงใจในการก่อเหตุต่อไปแล้ว


/น.ส.จิ๊บ (นามสมมุติ) ผู้ก่อเหตุ/

ล่าสุด นางสาวจิ๊บ ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังตำรวจใช้เวลาสอบสวนไม่นานนัก และในวันนี้ (วันที่ 7 ต.ค.63) ทางวิทยาลัยฯ จะประชุม เพื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมหาแนวทางป้องกันไม่เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันขึ้นมาอีก

ดูต้นฉบับ

หวิดมือขาด! คนงานส่งสินค้าถูกลิฟท์ขนของหนีบมือติดคาลิฟท์ โชคดีเพื่อนกดปุ่มหยุดทัน

20 กรกฎาคม 2563 ร.ต.อ.สมโภช เลิศวิชญถาวร รอง สวป.สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งมีเหตุคนถูกลิฟท์ส่งของหนีบมือติดคาลิฟท์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงประสานหน่วยกู้ภัยใต้เต๊กตึ๊งพร้อมอุปกรณ์ตัดถ่าง เดินทางไปตรวจสอบให้ความช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุภายในโกดังสินค้า ร้านค้าส่ง “ เจ๊พรซูเปอร์ “ ริมถนนทุ่งสง หมู่ 2 ต.ท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ ตรวจสอบหลังร้านบริเวณลิฟท์ส่งของบนชั้น 3 พบร่างนายภานุมาศ บุญทวี อายุ 19 ปี ได้รับบาดเจ็บ ถูกขอบบนของลิฟท์หนีบบริเวณมือขวาติดอยู่กับผนังตึก สภาพกระดูกแตก และคนเจ็บอ่อนล้า หน้าและมือซีด จึงประสานรถพยาบาลฉุกเฉินพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิต น้ำเกลือ และอ็อกซิเจน เข้าช่วยผู้บาดเจ็บ

จากนั้นเจ้าหน้าที่กู้ภัย เร่งใช้อุปกรณ์ตัด ถ่าง งัดประตูลิฟท์ให้อ้าออก เพื่อดึงมือคนเจ็บออก แต่ค่อนข้างลำบากเพราะลิฟท์ มีโครงสร้างเป็นเหล็กหนามีความแข็งแรง โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงช่วยเหลือผู้บาดเจ็บได้ พบกระดูกมือข้างขวาแตก จึงรีบส่งโรงพยาบาลให้แพทย์ช่วยเหลือ ล่าสุดแพทย์ช่วยเหลืออาการปลอดภัยแล้ว

สอบถามทราบว่าก่อนเกิดเหตุ ผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมเพื่อนกำลังส่งสินค้าให้ร้านค้าส่งที่เกิดเหตุ หลังนำสินค้าขึ้นไว้ชั้น 4 เสร็จเรียบร้อย ขาลงกลับมาด้านล่างผู้ได้รับบาดเจ็บ เอื้อมมือจับขอบพื้นชั้น 4 ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับลิฟท์กำลังเลื่อนลงอยู่ระหว่างชั้น 3 กับชั้น 4 และดึงมือกลับไม่ทัน จึงถูกลิฟท์หนีบมือติดกับขอบพื้นปูน โชคดีที่เพื่อนที่ลงลิฟท์ด้วย กดปุ่มหยุดลิท์ทัน ก่อนจะถูกหนีบจนขาด

ดูข่าวต้นฉบับ

“น้องเอสเด็กคอน” ใจไม่ท้อ เจออุปสรรคมากมาย กัดฟันสู้จนทำความฝันสำเร็จ

#แฝดเอสเคจบแล้วหนึ่ง ขอแสดงความยินดีกับแฝดพี่ “น้องเอส” เจออุปสรรค จนต้องหยุดเรียนไปถึงสองครั้ง แต่ไม่หมดหวังลุกขึ้นสู้อีกครั้งจนสำเร็จ


#แฝดเอสเคจบแล้วหนึ่ง | สำเร็จการศึกษา นสต.

ทางเพจเฟซบุ๊กชื่อ คนหัวใจแกร่ง ได้เผยเรื่องราวดีๆของหนุ่มนักสู้คนหนึ่ง แม้ปลายทางเจออุปสรรคมากมาย แต่ไม่ท้อที่ฝ่าฟัน จนสำเร็จดั่งใจหมาย

ซึ่งได้ระบุข้อความว่า ขอแสดงความยินดีกับแฝดพี่ “น้องเอส” คนเก่งจากขนอม นครศรีธรรมราช เจออุปสรรคจนต้องหยุดเรียนไปถึงสองครั้ง แต่ไม่ยอมหมดหวังลุกขึ้นสู้ใหม่ แรงใจจากปู่และย่า ทำให้เขาฝ่าฟันจนกระทั่งได้เรียน“เนื่องจากวันที่ 31 กรกฎาคม​ 2563 เป็นวันจบ ขอ​เชิญ​เพื่อนๆพี่ๆน้องๆญาติๆมาแสดงความยินดีและถ่ายรูปด้วยกัน

ใครว่างก็มาได้นะครับ ณ ศูนย์​ฝึกอบรม​ตำ​ร​วจ​ภูธร​ภาค 8


ซ้าย-แฝดพี่ คุณปู่ ขวา- แฝดน้อง

ปู่กับย่า อายุเกือบ 80 ปีแล้ว แต่ยังกัดฟันส่งหลานชายฝาแฝดทั้งสอง เรียนหนังสือ โดยในช่วงแรกมีเงินของพ่อส่งเสียให้บ้าง แต่เมื่อสองพี่น้อง กำลังจะจบชั้นม.3 พ่อขอร้องให้ทั้งคู่ออกจากโรงเรียนอีก เพราะเห็นว่าโตพอจะช่วยงานรับจ้างในไร่ได้แล้ว แต่เคกับพี่ชายไม่อยากหยุด ตั้งใจไว้ว่าจะสู้ให้จบปริญญาตรี เพื่อจะได้มีเงินจากการทำงานที่มั่นคงขึ้น มาใช้เป็นทุนรักษาปู่ที่ป่วยเป็นอัมพาต


เค แฝดน้อง

ความฝันของเคในตอนนั้นคืออยากทำงานด้านแอนิเมชั่น ส่วนแฝดพี่ อยากจะรับราชการทหาร แม้เกือบต้องพลาดหวังในการเรียนต่อ อีกครั้ง แต่ทั้งคู่ไม่คิดยอมแพ้ ช่วยกันหาหนทาง และทำงานหารายได้เพิ่ม เพื่อจะส่งเสียตัวเองเรียนด้วยสองมือของพวกเขา


ครอบครัวของเอสเค จากขนอม นครศรีธรรมราช | คนเก่งปี 2558

เนื้อหาต้นฉบับ

แม่ท้อง 4 อั้นไม่ไหว คลอดลูกชายกลางบ้าน คอหวยยิ้มหวานไม่ลืมถาม “เลขเด็ด”

นครศรีธรรมราช – หนูมาแล้ว แม่ค้าสาวท้องที่ 4 อั้นไม่ไหวคลอดลูกชายกลางบ้าน ได้กู้ภัยมูลนิธิใต้เต็กตึ๊งช่วยทำคลอด ล่าสุดอาการปลอดภัยทั้งแม่และลูก ขณะที่คนรักหวยไม่พลาดส่อง “เลขเด็ด” ทะเบียนบ้านไปเสี่ยงโชค

เมื่อเวลา 00.25 น. วันที่ 23 มิ.ย.63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยกู้ภัยมูลนิธิใต้เต็กตึ๊ง เขตตำบลท่าเรือ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือหญิงท้องแก่ใกล้คลอดมีอาการปวดท้องคลอด จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบให้ความช่วยเหลือ ที่เกิดเหตุเป็นบ้านเลขที่ 35/1 หมู่ 8 ต.ท่าเรือ ตรวจสอบในบ้านพบ น.ส.กนกวรรณ อมรชร อายุ 35 ปี หญิงท้องแก่ใกล้คลอด มีอาการปวดท้องใกล้คลอดอย่างรุนแรง นอนอยู่บนที่นอนภายในห้องนอน โดยมีญาติๆ คอยช่วยเหลือให้กำลังใจอยู่ใกล้ๆ

ตรวจสอบพบว่า หญิงท้องแก่มีอาการน้ำคร่ำไหลทางช่องคลอดและทารกศีรษะโผล่ออกมาแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่มูลนิธิใต้เต๊กตึ๊งได้ช่วยทำคลอดเบื้องต้นก่อน จนทารกออกมาอย่างปลอดภัยทั้งแม่และลูก พบเป็นทารกเพศชาย น้ำหนัก 3.2 กิโลกรัม หน้าตาน่ารัก ก่อนจะแจ้งรถพยาบาลฉุกเฉินโรงพยาบาลมหาราชสนับสนุนและนำตัวส่งโรงพยาบาล

จากการสอบถาม น.ส.กนกวรรณ เล่าว่า ตนมีอาชีพเป็นแม่ค้าขายของตามตลาดนัดและท้องแก่ใกล้คลอดแล้ว ระหว่างนอนอยู่ในห้องนอน เกิดอาการปวดท้องใกล้คลอดอย่างรุนแรง และน้ำคร่ำเดิน จึงแจ้งขอความช่วยเหลือกู้ภัยนำส่งโรงพยาบาล แต่ระหว่างนั้นศีรษะทารกโผล่ออกจากช่องคลอด และคลอดทารกออกบนที่นอน ซึ่งท้องนี้เป็นท้องที่ 4 แล้ว

อย่างไรก็ตาม หลังชาวบ้านทราบข่าวว่ามีหญิงท้องแก่คลอดทารกในบ้าน ต่างโทรศัพท์สอบถามเลขที่บ้าน และน้ำหนักตัวของทารก เพื่อนำไปเสี่ยงโชคหวยงวดวันที่ 1 ก.ค.63 เนื่องจากทารกเพศชายให้โชคบ่อยครั้ง.

เนื้อหาต้นฉบับ

Thai Lion Air พร้อมบินทุกเส้นทาง 19 มิ.ย. 63

Thai Lion Air พร้อมบินทุกเส้นทาง 19 มิ.ย. 63 หลังเปิดให้บริการนำร่องช่วงแรก 5 เส้นทางภายในประเทศ ในที่สุดสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ก็ประกาศพร้อมบินทุกเส้นทางแล้วในวันที่ 19 มิถุนายน 2563 โดยจะเพิ่มเที่ยวบินอีก 8 เส้นทาง รวมทั้งหมด 13 เส้นทาง

Thai Lion Air

โดยเส้นทางบินทั้งหมดจะแบ่งออกเป็นเที่ยวบินจากสนามบินดอนเมืองสู่ 12 เส้นทาง ได้แก่ เชียงใหม่, เชียงราย, พิษณุโลก, ภูเก็ต, หาดใหญ่, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, กระบี่, ตรัง, อุดรธานี, อุบลราชธานี, ขอนแก่น และเส้นทางบินข้ามภูมิภาค อู่ตะเภา-เชียงใหม่ อีก 1 เส้นทาง

Thai Lion Air

ซึ่งผู้โดยสารที่จองเที่ยวบินช่วงนี้จะมีโปรโมชัน ‘บินอุ่นใจไปกับไทยไลอ้อนแอร์’ ราคาเริ่มต้นที่ 1,200 บาทต่อเที่ยวบิน รับฟรีน้ำหนักกระเป๋าสูงสุด 20 กิโลกรัม สูงสุดไม่เกิน 3 ชิ้น นอกจากนี้หากมีการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน ผู้โดยสารสามารถเก็บเครดิตไว้ได้ 365 วันในเส้นทางเดิมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เปลี่ยนกี่รอบหรือกี่ครั้งก็ได้ (ทั้งนี้เงื่อนไขเป็นไปตามที่สายการบินกำหนด)

ดูข่าวต้นฉบับ

‘ท้าวเวสสุวรรณ’ เข้าทรงช่างซ่อมรถสิบล้อ ที่เมืองคอน สั่งขุดต้นตะเคียนทองอายุกว่า100ปี

อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช – หนุ่มอาชีพช่างซ่อมรถสิบล้อ พร้อมด้วยเพื่อนบ้านรวม 30 คน ช่วยกันขุดต้นตะเคียนทองอายุกว่า 100 ปี ขนาดใหญ่ 2 คนโอบ ยาวประมาณ 3 เมตร ที่ฝังอยู่ชายคาหลังบ้าน เชื่อทำคนในบ้านล้มป่วย

ท้าวเวสสุวรรณ  สั่งขุดต้นตะเคียนทอง

วันที่ 7 มิถุนายน 2563 นายทรงวุฒิ พูลเกิด อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 205/1 หมู่ 7 บ้านควนลำภู ต.ปริก อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช อาชีพช่างซ่อมรถสิบล้อ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วยเพื่อนบ้านรวม 30 คน ช่วยกันขุดต้นตะเคียนทองอายุกว่า 100 ปี ขนาดใหญ่ 2 คน ยาวประมาณ 3 เมตร ที่ฝังอยู่ชายคาหลังบ้าน ก่อนหน้านั้นเมื่อ 20 วันที่ผ่านมา นางสุภาพ แก้วสาร อายุ 63 ปี แม่ยายของตนเกิดล้มป่วย แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก และอาเจียนตลอดเวลา ตนและภรรยาจึงพาไปหาหมอ ที่คลินิกแห่งหนึ่งในตลาดจันดี อ.ฉวาง แต่ระหว่างทาง แม่ยาย เกิดอาการช็อกหมดสติ จึงรีบพาไปโรงพยาบาลพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช

ท้าวเวสสุวรรณ  สั่งขุดต้นตะเคียนทอง

เมื่อถึงโรงพยาบาลปรากฏว่าแม่ยายหมดสติ ชีพจรเต้นอ่อน แพทย์จึงส่งต่อโรงพยาบาลทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ที่มีเครื่องมือทางการแพทย์พร้อมกว่า ต่อมาแพทย์ทำการรักษาและให้นอนที่โรงพยาบาล รวม 5 วัน ขณะที่แม่ยายของตนเริ่มมีอาการบวมพอง แน่นหน้าอกและอาเจียน ซึ่งแพทย์ระบุว่า แม่ยายป่วยโรคไตขั้นร้ายแรง จำเป็นต้องฟอกไตตามที่แพทย์นัด จากนั้นแพทย์อนุญาตให้แม่ยายกลับมารักษาตัวที่บ้าน

ขณะที่ญาติๆ เชิญหมอไสยศาสตร์ เพื่อประกอบพิธีรักษาตามความเชื่อ โดยหมอไสยศาสตร์ระบุว่า บริเวณหลังบ้านมีต้นไม้ใหญ่ฝังดินอยู่ และให้โทษคนในครอบครัว จะเกิดล้มป่วยไข้ไม่สบาย แต่ทางญาติยังไม่เชื่อ

ต่อมาวันที่ 6 มิ.ย.63 มีร่างทรงท้าวเวชสุวรรณ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของนายทรงวุฒิ ที่เคารพนับถือตามความเชื่อมาประทับร่างทรง พร้อมบอกว่าให้ขุดแม่ตะเคียนทองที่ฝังอยู่ในดินใต้ชายคาหลังบ้าน เพราะแม่ตะเคียนทองต้องการขึ้นจากใต้ดิน ที่สำคัญบริเวณที่ต้นตะเคียนถูกฝัง เจ้าของบ้านนำสุนัขมาผูกไว้ และสุนัขอุจจาระ ปัสสาวะใส่ต้นตะเคียนทอง เป็นการลบลู่เจ้าแม่ตะเคียนทอง ทำให้คนในครอบครัวล้มป่วย

ท้าวเวสสุวรรณ  สั่งขุดต้นตะเคียนทอง

ต่อมานายทรงวุฒิ และคนในครอบครัว นำสุนัขไปผูกเลี้ยงไว้บริเวณหน้าบ้าน พร้อมกับนิมนต์พระสงฆ์ ประกอบพิธีขอขมาตามความเชื่อ และติดต่อรถแบ็คโฮ เพื่อขุดต้นตะเคียนทองขึ้นมา แต่ปรากฏว่าไม่มีรถใครกล้าขุด จึงมีการระดมกำลังเพื่อนบ้านช่วยกันขุด โดยใช้เวลา 4 ชั่วโมง จึงสามารถนำต้นตะเคียนขึ้นมาได้สำเร็จ

เมื่อสอบถามพระสงฆ์ เพื่อต้องการนำต้นตะเคียนไปไว้ที่วัด แต่ทางพระสงฆ์บอกว่า ไว้ต้นตะเคียนที่บ้านก็ได้ แต่ต้องตั้งไว้ที่สูง อย่างไรก็ตามหลังขุดต้นตะเตียนขึ้นมาแล้ว ปรากฏว่าแม่ยาย ที่ป่วยหนัก อาการดีขึ้นตามลำดับ จึงเชื่อว่าเจ้าแม่ตะเคียนทอง คงปลดปล่อยความเจ็บป่วยคนในครอบครัว

ท้าวเวสสุวรรณ  สั่งขุดต้นตะเคียนทอง

นายริน แก้วสาร อายุ 66 ปี สามีผู้ป่วย เผยว่า ปกติแล้วตนไม่เชื่อเรื่องลี้ลับแบบนี้ แต่ครั้งนี้ยอมรับและเชื่อสุดตัว เนื่องจากระหว่างที่ภรรยาเข้าโรงพยาบาล ส่วนตนนอนอยู่ที่บ้าน ตกดึกจะมีมือใครปริศนาดึงบริเวณเท้าจนตกใจตื่นทุกคืน ที่สำคัญภรรยาของตนอาการป่วยดีขึ้นตามลำดับ

ยายไสว วิมล อายุ 87 ปี เปิดเผยว่า ตนเคยเห็นต้นตะเคียนทองต้นนี้ล้มนอนอยู่บริเวณดังกล่าวตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น ต่อมาต้นตะเคียนทองถูกทับถมจนจมดินหายไป และมาพบอีกครั้งเมื่อมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น

ท้าวเวสสุวรรณ  สั่งขุดต้นตะเคียนทอง

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หลังชาวบ้านทราบข่าว โดยเฉพาะบรรดาคอหวย ไม่พลาดที่จะแห่มาขอเลขเด็ด พร้อมนำดอกไม้ธูป เทียน และแป้งฝุ่น เพื่อลูบ ถู ต้นตะเคียนหาเด็ดไปเสี่ยงโชค อย่างไรก็ตามมีการตกลงกันว่าจะนำต้นตะเคียนทองที่ขุดขึ้นมา ไปเก็บรักษาไว้ที่วัดควนอุโบสถ หมู่ 3 ต.ปริก อ.ทุ่งใหญ่

ดูข่าวต้นฉบับ

“สัจจะที่ไม่เป็นสัจจะ” เปิดเส้นทางการเงินนอกเส้นทางกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ กลุ่มธนาคารตำบลนาเหรง

นครศรีธรรมราช – “สัจจะที่ไม่เป็นสัจจะ”เปิดเส้นทางการเงินนอกเส้นทางกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์กลุ่มธนาคารตำบลนาเหรงล่มบนฟุกของคณะกรรมการ

ที่ สภ.นบพิตำ เมื่อหลายวันที่ผ่านมาชาวบ้านที่เป็นสมาชิกกลุ่มสัจจะบ้านวังเลา ต.นาเหรง อ.นบพิตำ นครศรีธรรมราช แห่เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ท.ประจักษ์​ หาญทอง รอง​ ผกก.สอบสวน​ สภ.นบพิตำ อย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 100 คน จากยอดสมาชิกที่ไม่สามารถถอนเงินคืนจากกลุ่มสัจจะได้ 1700 กว่าคน ซึ่งกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์กลุ่มธนาคารตำบลนาเหรง หรือ บ้านวังเลาได้มีปัญหาในระบบการเงินมาตั้งแต่ปี 2559 แล้ว

กลุ่มธนาคารตำบลนาเหรง

โดยภายใต้การบริหารงานของอดีตกำนันคนหนึ่งซึ่งดำรงดำแหน่งกำนันในขณะนั้นและนั่งเป็นประธานกลุ่มสัจจะด้วยในฐานะผู้ก่อตั้งกลุ่ม และมีคณะกรรมการคนใกล้ชิดในตำบลนาเหรงนั่งบริหารฝ่ายต่างๆในกลุ่มอีกหลายคน ซึ่งกำนันคนดังกล่าวได้เสียชีวิตเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา หลังจากนั้นได้มีรองประธานกลุ่มขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มแทนในปัจจุบัน โดยเป็นอดีตกำนันที่พึ่งหมดอายุไปเมื่อไม่นานมานี้เอง ซึ่งถือว่าเป็นบุลคลสำคัญในกลุ่มตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกลุ่มอีกคน

จากปี 59 กองทุนเริ่มมีปัญหาเรื่องระบบการเงิน ด้วยยอดเงินสะสมที่สูงถึง 50 กว่าล้านบาท มีสมุดสมาชิกกว่า 2000 เล่ม มียอดเงินปล่อยกู้ที่สูงขึ้น มีหนี้เสียที่มากขึ้น แต่หนี้สูญที่สมาชิกสงสัยเริ่มแดงขึ้นเช่นกัน ข่าวเริ่มหนาหูเรื่องความไม่เป็นสัจจะ จนสมาชิกเริ่มไม่มีความแน่ใจและปลอดภัยในสถาบันการเงินแห่งนี้ สมาชิกเริ่มแห่มาถอนเงินปิดบัญชีมากขึ้นทุกเดือน จนเงินหมดไม่สามารถถอนหรือจ่ายให้สมาชิกได้ จนเป็นเรื่องเป็นราวตลอดมาถึงในปัจจุบัน

กลุ่มธนาคารตำบลนาเหรง

จากข้อสงสัยของสมาชิก เงินหายไปไหนหมด แหล่งข่าวรายงานว่า กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์กลุ่มธนาคารตำบลนาเหรง หรือ บ้านวังเลา มีคณะกรรมการที่พกพร่องในหน้าที่รู้เห็นเป็นใจในเรื่องการปล่อยให้สมาชิกกู้ที่มากเกินจริง มีกรรมการบางคนเอาเงินออกไปใช้นอกระบบ แปลงจากเงินเป็นทรัพย์สินหลายๆรายการ เลยสร้างความเสียหายทั้งระบบ สมาชิกกว่า 1500 คน ไม่สามารถถอนเงินได้ สร้างความเดือนร้อนอย่างหนัก เพราะแต่ละครัวเรื่อนหาเงินมาหวังออมเพื่อเป็นเงินเก็บใช้ในยามชรา สุดท้ายเงินหายหมดเลยทำให้เดือดร้อนกันทั่ว

ข้อความจากสมาชิกท่านหนึ่งเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ตนออมเงินได้แสนกว่าบาท หวังจะสร้างบ้าน ทำงานหาเช้ากินค่ำมาเจอโกงแบบนี้หมดแรงที่จะเดินต่อเช่นกัน หันไปมองกรรมการกลุ่มสัจจะ ตลอดเวลา 3-4 ปีนี้ แต่ละคนไม่ได้มีธุระกิจอะไรใหญ่โต แต่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมามากมายอย่างเห็นได้ชัด ตนอยากให้ทางเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินต่างๆ ที่ได้มา ชอบหรือไม่ชอบ สมาชิกจะได้หายสงสัย “อยากให้มีการตรวจสอบจริงๆ เพราะยังมีชาวบ้านอีก 1000 กว่าคนที่ต้องการถอนเงินออมดังกล่าว แต่เงินหายหมดล่มอย่างที่เห็น ตนอยากรู้ว่าหายไปไหนหลาย 10 ล้าน สมาชิกกล่าว

กลุ่มธนาคารตำบลนาเหรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากสมาชิกไปแจ้งความเอาผิดกับกรรมการกลุ่ม ทางเจ้าหน้าที สภ.นบพิตำได้นัดหมาย ประธานกลุ่มคนปัจจุบันเข้าพบอีกครั้งในวันพฤหัสที่จะถึงนี้พร้อมตัวแทนสมาชิกที่ยังไม่สามารถถอนเงินคืนได้เข้าเจรจาด้วย ซึ่งการเจรจาจะออกมาอย่างไงรอบนี้สมาชิกรอลุ้นอีกครั้งเพราะรอกันมาหลายปีแล้ว และจากแหล่งข่าวรายงานว่าจะมีสมาชิกไปฟังการเจรจาแน่น สภ.นบพิตำอย่างแน่นอน และหากไม่เป็นผลจะเข้าร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ