Tag: พุทธทาสภิกขุ

  • ไม่เคยมีใครสอนเรื่องนี้ แม้ในอินเดียเขาก็สอนกันอย่างอื่น

    ไม่เคยมีใครสอนเรื่องนี้ แม้ในอินเดียเขาก็สอนกันอย่างอื่น

    “ เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท กับเรื่อง อริยสัจ น่ะมันเรื่องเดียวกัน ความทุกข์เป็นอย่างนี้ คือไม่น่าปรารถนา อริยสัจก็บอกสั้นๆว่ามันเกิดมาจาก “ตัณหา” แต่ถ้าจะต่อให้ถูกต้อง มันเกิดมาจากกระแสปฏิจจสมุปบาทฝ่ายผิดฝ่ายโง่ มันมีตัณหารวมอยู่ในกระแสนั้นด้วย เมื่อตะกี้ก็พูดแล้ว มีอายตนะ มีวิญญาณ มีผัสสะ มีเวทนา มีตัณหา แล้วจึงมีอุปาทาน มีภพ มีชาติ มันมีตัณหาอยู่เป็นแกนกลางของปฏิจจสมุปบาท ฉะนั้น อริยสัจ ในส่วนทุกข์กับสมุทัย ก็คือ ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายสมุทยวาร เต็ม เต็มที่, อริยสัจฝ่ายดับทุกข์ ทุกข์กับนิโรธ ก็คือ ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวาร เต็มที่ มีสติคุมอายตนะ มีวิญญาณฉลาด มีผัสสะฉลาด มีเวทนาฉลาด แล้วก็ไม่เกิดตัณหา ไม่เกิดทุกข์ ฝ่ายนี้เรียก ฝ่ายดับทุกข์ ชีวิตเป็นเพียง “กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท” ที่นี้ ที่จะทําให้เป็นอย่างนั้นได้น่ะ ทําอย่างไร ก็ตอบสั้นๆนี้ ก็ด้วยสติ สัมปชัญญะ ถ้าตอบให้ยาวก็ตอบว่ามี อริยมรรคมีองค์…

  • กำเนิดนาม “พุทธทาส”

    กำเนิดนาม “พุทธทาส”

    …เนื่องจากท่านพุทธทาสภิกขุ พบว่าตำราธรรมะภาษาไทยนั้นยังอธิบายไว้ไม่เพียงพอสำหรับผู้ที่ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นจริงๆ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2475 ท่านพุทธทาสภิกขุจึงเริ่มเขียนหนังสือ ตามรอยพระอรหันต์ โดยมุ่งหวังเพื่อให้เป็นแผนที่สำหรับการเดินทางไปสู่ความเป็นพระอรหันต์ อันเป็นอุดมคติสูงสุดของพระพุทธศาสนา ซึ่งคำประณมพจน์และคำประกาศใช้นาม พุทธทาส ได้ปรากฏเป็นครั้งแรกในหนังสือตามรอยพระอรหันต์นี้ ว่า พุทฺธสฺสาหํ นิยฺยาเทมิ สรีรญฺชีวิตญฺจิทํ พุทฺธสฺสาหสฺมิ ทาโส ว พุทฺโธ เม สามิกิสฺสโร – อิติ พุทฺธทาโส ข้าพเจ้ามอบชีวิตและร่างกายนี้ ถวายแด่พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนายของข้าพเจ้า เพราะเหตุดังว่ามานี้ ข้าพเจ้าจึงชื่อว่า พุทธทาส ท่านพุทธทาสภิกขุเล่าถึงที่มาของนามพุทธทาสไว้ดังนี้ เราเกิดความรู้สึกที่จะรับใช้พระพุทธศาสนาขึ้นมา โดยที่เราเริ่มเข้าใจพระพุทธเจ้าและเริ่มเข้าใจพุทธศาสนา ว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สูงสุดสำหรับมนุษย์ แต่แล้วมันก็ไม่ค่อยจะได้รู้จักกัน ฉะนั้นจึงอุทิศตั้งจิตว่า เราจะทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา อย่างกับว่ารับใช้พระพุทธองค็ให้สมกับหน้าที่ของพระสาวก ทีนี้ทุกเย็นไม่ว่าวัดไหนเขาก็สวดทำวัตรเย็น ในบททำวัตรเย็นมันก็มีคำชัดเลยว่า “ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนายมีอิสระเหนือข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้แด่พระพุทธเจ้า” มันก็ยิ่งเข้ารูปกันกับ เราที่ตั้งใจอยู่ว่าจะรับใช้พระพุทธเจ้า ในฐานะที่เป็นทาส จึงสมกับที่เรียกตัวเองว่า “พุทธทาส” นี่คือความหมายของคำว่า “พุทธทาส” เกิดขึ้นจากความรู้สึกว่าไม่มีอะไรดีกว่า ชีวิตของเราจะอยู่ต่อไปอีกกี่ปีก็ตามใจ ถ้าจะใช้ให้เป็นประโยชน์ที่สุด…

  • ขึ้นชื่อว่าสุนัขแล้ว แม้เราจะแต่งตัวให้เรียบร้อยอย่างไร มันก็ต้องเห่า

    ขึ้นชื่อว่าสุนัขแล้ว แม้เราจะแต่งตัวให้เรียบร้อยอย่างไร มันก็ต้องเห่า

    มีแต่พวกบ้า ที่สนใจธรรมะ “การที่ไปกลัวว่าเขาจะหาว่าเราบ้า ในเมื่อทำอะไรไม่เหมือนเขานั้น ควรจะสิ้นสุดกันเสียที พุทธบริษัทควรจะเป็นอิสระ ว่าอะไรเป็นความผิด อะไรเป็นความถูก อะไรเป็นความจริง อะไรเป็นความเท็จ เราไม่ต้องไปทำเหมือนเขา เดี๋ยวนี้มันยากอย่างยิ่งตรงที่ว่า ความนิยมของคนส่วนมาก ได้หันเหไปนอกลู่นอกทางของพุทธศาสนา ไปนิยมเรื่องของวัตถุนิยมมากขึ้น ถ้าเราจะเอาความรู้สึกของคนส่วนมากเป็นประมาณแล้ว มันก็ต้องทิ้งพุทธศาสนากัน เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ถ้าเขาจะว่าเราบ้า เราก็ควรจะยอม เรามองดูกันในแง่ที่ว่า อะไรเป็นความจริง อะไรเป็นความถูกต้อง อะไรจะเป็นที่พึ่งของมนุษย์ได้ แล้วเราก็จงยึดมั่นในแนวทางอันนั้น เราก็ต้องมีความกล้าหาญพอ เรื่องที่จะไม่ให้ใครเขาว่าบ้านั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าในโลกนี้คนส่วนมากเป็นคนบ้า มีความนิยมไปตามทางของกิเลสตัณหา มากกว่าที่จะน้อมมาในทางของพระพุทธเจ้า แต่เมื่อเขาเห็นเราทำไม่เหมือนเขา เขาก็ต้องหาว่าเราเป็นคนบ้า นี้เป็นของธรรมดา ขึ้นชื่อว่าสุนัขแล้ว แม้เราจะแต่งตัวให้เรียบร้อยอย่างไร มันก็ต้องเห่า ท่านลองคิดดูให้ดีๆว่า เราเข้าไปในบ้านที่เขาเลี้ยงสุนัข ถ้าเราจะแต่งตัวให้เรียบร้อยอย่างไรมันก็ยังเห่า เราจะมีกิริยาสุภาพอย่างไรมันก็ยังเห่า ขึ้นชื่อว่าสุนัขแล้วมันก็ต้องเห่าอย่างนี้เอง เพราะฉะนั้น คนเหล่านั้นก็เป็นธรรมดาที่จะต้องหาว่าเราบ้า เพราะว่าทำอะไรไม่เหมือนเขา หรือเข้าไปในลักษณะที่ไม่เหมือนคนธรรมดา สุนัขมันก็ต้องเห่า ถ้าเรามีความแน่ใจอย่างนี้ เราก็จะต้องตัดสินใจว่า ให้กาลเวลาเป็นผู้ตัดสินว่าใครเป็นคนดีคนบ้า” #พุทธทาสภิกขุ

  • “สีลัพพตปรามาส” คืออะไร?  หากละไม่ได้ ก็เรียกไม่ได้ว่าเป็น “อริยะ”

    “สีลัพพตปรามาส” คืออะไร? หากละไม่ได้ ก็เรียกไม่ได้ว่าเป็น “อริยะ”

    “สีลัพพตปรามาส” ความโง่เขลา งมงาย ชั้นต่ำที่สุด หากละไม่ได้ ก็เรียกไม่ได้ว่าเป็น “อริยะ” “คนส่วนมากเชื่อง่าย และเต็มไปด้วยความกลัว ไม่มีสติปัญญา หรือความรู้เพียงพอ ที่จะควบคุมความเชื่อและความกลัว จึงทำอะไรอย่างงมงาย หรือผลีผลามไปตามอำนาจของความเชื่อและความกลัวเหล่านั้น ในลักษณะง่ายๆ และสะดวกๆ หรือถึงกับใช้คนอื่นทำแทนให้ก็ยังมี เช่น บาปของตัวเองก็ให้คนอื่นช่วยล้างได้ หรือเชื่อว่าความตายเป็นสิ่งที่ผัดเพี้ยนกันไว้ก่อนได้ อายุเป็นสิ่งที่ต่อกันได้ด้วยการทำพิธี และถือว่าอะไรๆที่ตัวกลัวหรือเป็นทุกข์อยู่นั้น ย่อมแก้ได้หมดด้วยพิธีต่างๆในทางศาสนา นี่เป็นตัวอย่างความงมงายชั้นต่ำที่สุด ซึ่งมีอยู่มากมายเหลือที่จะนำมากล่าว ส่วนที่สูงขึ้นมาจากนั้น ก็หมายถึง ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายของ…“ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ” โดยที่แท้แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ..“ขัดเกลากิเลส” เช่น โลภ โกรธ หลง งมงาย ขจัดความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็น“ตัวตน-ของตน” แต่ก็กลับไปประพฤติปฏิบัติไปในทางที่ส่งเสริมความรู้สึกเป็น“ตัวตน-ของตน” ให้เหนียวแน่น ประณีตลึกซึ้งยิ่งขึ้น จนกลายเป็นเรื่องของ “ความศักดิ์สิทธิ์ ความขลัง” ที่จะดลบันดาลให้ตนได้รับสิ่งที่ตนต้องการ…” พุทธทาสภิกขุ ที่มา : ธรรมบรรยาย เรื่อง “วิธีลดอัตตา” “สีลัพพตปรามาส” คืออะไร? หากละไม่ได้ ก็เรียกไม่ได้ว่าเป็น “อริยะ” “สีลัพพตปรามาส”…

  • เมื่อปราศจาก “ธรรมะ” แล้ว  คน กับ สัตว์  จะต้องเหมือนกัน

    เมื่อปราศจาก “ธรรมะ” แล้ว คน กับ สัตว์ จะต้องเหมือนกัน

    “สิ่งใดที่มนุษย์ทำได้เหมือนๆกับสัตว์ หรือสัตว์ทำได้เหมือนๆกับมนุษย์นั้น ไม่เป็นของแปลกเลย ดังที่ท่านได้ตรัสไว้เป็นหลักแต่โบ-รมโบราณ ก่อนพุทธกาลมาเสียอีกว่า… “อาหารนิทฺทาภยเมถุนญจฺ” – การแสวงหาอาหารกิน การแสวงหาความสุขจากการนอน ความรู้จักขี้ขลาด วิ่งหนีอันตราย และ การประกอบเมถุนธรรม (ร่วมประเวณี) “สามาญญเมตปฺปสภิ นรานํ” – ทั้ง ๔ อย่างนี้ มีได้เสมอกันในระหว่าง มนุษย์กับสัตว์ “ธมฺโม หิ เตสํ อธิโก วิเสโส” – ธรรมะเท่านั้น ที่จะทำความผิดแปลกแตกต่างระหว่างคนกับสัตว์ “ธมฺเมน หีนา ปสุภิ สมานา” – เมื่อปราศจากธรรมะแล้ว คนกับสัตว์ก็จะต้องเหมือนกัน นี้ล่ะ! ขอให้จำไว้เป็นหลักเสียครั้งหนึ่งก่อนว่า คนจะผิดจากสัตว์ หรือสัตว์จะผิดจากคน มันก็หยุดอยู่ตรงที่ จะมีธรรมหรือไม่? เท่านั้น จะเอาเรื่องอาหารการกิน การแต่งเนื้อแต่งตัว การเป็นอยู่เพื่อแสวงหาความสุขความเพลิดเพลิน ทาง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นต้นนั้น ไม่มีความแปลกแตกต่างอะไรกันระหว่างคนกับสัตว์…

  • อยู่ให้ต่ำ ด้วยการเป็นอยู่ที่มันต่ำ ทางกาย ทางวัตถุ นี้ให้ต่ำ แล้วทางจิตมันสูงเองแหละ.

    อยู่ให้ต่ำ ด้วยการเป็นอยู่ที่มันต่ำ ทางกาย ทางวัตถุ นี้ให้ต่ำ แล้วทางจิตมันสูงเองแหละ.

    บรรพชิต อยู่ให้ต่ำ จิตมันสูงเอง ความต่ำมันจะไม่สร้างฐานกิเลส “อยู่ให้ต่ำ ด้วยการเป็นอยู่ที่มันต่ำ ทางกาย ทางวัตถุ นี้ให้ต่ำ แล้วทางจิตมันสูงเองแหละ. ถ้าอยู่ทางกายอยู่ดี กินดี สนุกสนาน หอมหวนชวนอร่อย แล้วจิตมันต่ำเองแหละ จิตมันทรามเองไม่ต้องสงสัย ถ้าอยากให้จิตสูง ก็เป็นอยู่ทางกายให้มันต่ำ. พระพุทธเจ้าประสูติกลางดิน พระพุทธเจ้าตรัสรู้กลางดิน พระพุทธเจ้าสอนกลางดิน อยู่กลางดิน, พระพุทธเจ้านิพพานกลางดิน, เอานั่นแหละเป็นหลัก เป็นทิฎฐานุคติ หรืออุทาหรณ์ อย่าไปหวังนั่นนี่ ให้มันกลายเป็นเรื่องของฆราวาสไปเสีย ไม่ใช่ของบรรพชิต ของบรรพชิตต้องอยู่กันต่ำๆ ไม่แปลก ความต่ำๆนั่นแหละกลายเป็นมีประโยชน์ มันจะไม่สร้างฐานของกิเลส.” พุทธทาสภิกขุ ที่มา : ธรรมบรรยาย อบรมพระวิปัสสนาจารย์ ณ ลานหินโค้ง เมื่อ ๓๐ มกราคม ๒๕๒๖

  • การได้เป็นนั่นเป็นนี่ ในตำแหน่งหน้าที่อย่างนั้นอย่างนี้ ล้วนแต่นำมาซึ่ง “ภาระหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง” ทั้งนั้น

    การได้เป็นนั่นเป็นนี่ ในตำแหน่งหน้าที่อย่างนั้นอย่างนี้ ล้วนแต่นำมาซึ่ง “ภาระหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง” ทั้งนั้น

    นี่แหละ!…คือความจริง “การได้ กับ การเป็น เช่น การได้เงินได้ทอง การได้บุตรได้ภรรยา การได้เป็นนั่นเป็นนี่ ในตำแหน่งหน้าที่อย่างนั้นอย่างนี้ ล้วนแต่นำมาซึ่ง “ภาระหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง” ทั้งนั้น เพราะเหตุใด? เพราะเหตุว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนแต่เป็นภาระ เพราะความไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของมัน นั่นเอง. เราได้อะไรมา เราจำต้องจัดการกับสิ่งนั้นๆ ในลักษณะที่จะให้มันดำรงคงอยู่กับเรา เป็นไปตามใจเรา หรือมีประโยชน์แก่เรา แต่แล้ว สิ่งนั้นๆ ตามปรกติมันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คือ ไม่รู้ไม่ชี้ต่อความประสงค์มุ่งหมายของบุคคลใด มีแต่จะเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน การพยายามของคนเราจึงเป็นการต่อสู้ หรือเป็นการต้านทานต่อกฎแห่งความเปลี่ยนแปลงของสิ่งเหล่านั้น ฉะนั้น จึงเกิดเป็นการยากลำบาก หรือเป็นการทนทรมานขึ้น ในการที่จะเป็นอยู่หรือทนอยู่ หรือการทำสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ให้เป็นไปตามความประสงค์ของเรา นี่แหละ..คือความจริง!” พุทธทาสภิกขุ ที่มา : “คู่มือมนุษย์” หัวข้อเรื่อง “ไตรลักษณ์”

  • “โสเภณีทางวิญญาณ” เป็นโรคระบาดอยู่ในโลก

    “โสเภณีทางวิญญาณ” เป็นโรคระบาดอยู่ในโลก

    “โสเภณีทางวิญญาณ” หมายถึง คนที่ชอบแต่งเนื้อแต่งตัวอวดเพศตรงกันข้าม ใส่เครื่องแต่งตัวรัดรูปรัดทรง ต้องการจะแสดงสิ่งที่เป็นปัจจัยแก่ความรู้สึกทางเพศ ด้วยกิริยาท่าทางก็ได้ ด้วยสิ่งของก็ได้ ด้วยเครื่องแต่งตัวก็ได้ แล้วฉุยฉายไปมาอยู่ในสังคม อย่างนี้เราเรียกว่า “โสเภณีทางวิญญาณ” เรื่องโสเภณีทางวิญญาณนั่นแหละเป็นปัญหามาก ดูหน้าโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆในยุคปัจจุบันนี้ด้วยแล้ว ลักษณะเป็นโสเภณีทางวิญญาณทั้งนั้น โสเภณีทางวิญญาณนี้กำลังระบาด เป็นโรคระบาดอยู่ในโลก จะเป็นเครื่องวินาศแก่โลก ถ้ามันหยุดเสียไม่ได้” พุทธทาสภิกขุ

  • ทาส หรือ ขี้ข้า อายตนะ คือ ปัญหาทั้งหมดของความทุกข์

    ทาส หรือ ขี้ข้า อายตนะ คือ ปัญหาทั้งหมดของความทุกข์

    ทาส หรือ ขี้ข้า “ความทุกข์…มันมาจากการทำผิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เรียกว่าทำผิดในที่นี้หมายความว่ายังไง หมายความว่า เราเป็นทาสนั้น จดคำนี้ลงไปด้วย เพราะเราเป็นทาสอายตนะ การเป็นทาสอายตนะ นั่นแหละ คือ ปัญหาทั้งหมดของความทุกข์ เป็นทาส หรือเป็นขี้ข้า ไม่เป็นอิสระแก่ตัวเอง ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันต้องการอะไร เราต้องไปหาให้มันเร็วๆ ใช่ไหม? นี่เขาเรียกว่าเป็น “ทาส” ไม่มีความเป็นอิสระ… เสรีภาพ ของ“พระอริยเจ้า” คือ ไม่เป็นทาสของอายตนะ ไม่เป็นบ่าว ไม่เป็น“ขี้ข้า”ของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ปัญหาทั้งหลายมันอยู่ที่ เรานี่เป็นทาสของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่ก็คือ..“เคล็ดลับ” พุทธทาสภิกขุ ธรรมบรรยายเรื่อง “ผู้ที่จะเป็นครูควรจะรู้ความลับของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต”

  • ไม่มีอะไร จะเป็นเครื่องคุ้มกัน มากเท่ากับ…”สติ”

    ไม่มีอะไร จะเป็นเครื่องคุ้มกัน มากเท่ากับ…”สติ”

    พระอรหันต์ เป็นผู้มี “สติ” ทุกเมื่อ ทุกกรณี ทุกสถานที่ “พระอรหันต์” จะเห็นรูป จะฟังเสียง จะดมกลิ่น จะลิ้มรส จะสัมผัส อะไรก็ตาม เหมือนที่คนธรรมดาเขาสัมผัสนั่นแหละ! แต่…ไม่มีผลเหมือนกัน คือไม่ได้ยึดถือ มันกระเด็นกลับออกไปเพียงแค่ผัสสะ มันไม่ปรุงเป็นเวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ มันจึงต่างกับเราที่เป็น”ปุถุชน” อะไรเข้ามามันก็รับเอาเข้ามา มันไม่กระเด็นกลับออกไป เพราะฉะนั้น มันจึงไม่เป็นเพียงผัสสะ มันจึงเป็นเวทนาขึ้นมา เป็นตัณหาขึ้นมาทเป็นอุปาทานขึ้นมา เป็นชาติ ภพ ขึ้นมา และเป็นทุกข์ นี่คือวุ่นและเป็นทุกข์ เท่าที่กล่าวมาแล้วนี้ ถ้าฟังถูก เข้าใจ ก็จะพบเห็นได้ด้วยตนเองว่า สิ่งที่จะช่วยให้เรา”ว่าง”อยู่เสมอได้ ก็คือ “สติ” นั่นเอง เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต” คำว่า สโต แปลว่า ผู้มีสติ สทา…

  • สงบสังขารเสียได้ เป็นสุขอย่างยิ่ง

    สงบสังขารเสียได้ เป็นสุขอย่างยิ่ง

    “เตสํ วูปสโม สุโข : สงบสังขารเสียได้ เป็นสุขอย่างยิ่ง” ไม่ใช่หมายถึงความตาย นั่นภาษาคนโง่พูด ว่านอนอยู่ในโลงนั่นคือสงบสังขารเสียได้ เป็นภาษาชาวบ้าน ภาษาคน ภาษาธรรมะ สงบสังขารเสียได้ นั่นคือ หยุดการปรุงแต่งเสียได้ ไม่ปรุงแต่งกายสังขาร ไม่ปรุงแต่งวจีสังขาร ไม่ปรุงแต่งมโนสังขาร ทั้งชนิดบาป บุญ อเนญชา, ไม่ว่าชนิดไหนหมด ไม่มีการปรุง, มีหัวใจรวมอยู่ที่ดับแห่งความผัสสะเสียได้ แล้วก็ไม่มีการปรุง ก็เรียกว่าสงบแห่งสังขาร สงบแห่งสังขาร คือ หยุดการปรุง นี่ก็เป็นไวพจน์แห่ง “พระนิพพาน” พุทธทาสภิกขุ ที่มา : ธรรมบรรยายหัวข้อเรื่อง “ความสิ้นกรรมและไวพจน์ของนิพพาน” ณ ลานหินโค้ง ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๒๗

  • ๒๗ พฤษภาคม “วันล้ออายุ” พุทธทาสภิกขุ

    ๒๗ พฤษภาคม “วันล้ออายุ” พุทธทาสภิกขุ

    สมัยที่ท่านพุทธทาสภิกขุ ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อถึงวันคล้ายวันเกิดของท่านคือ วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ของทุกปี จะมีการฉลองวันเกิด ที่เรียกว่า “วันล้ออายุ” ด้วยการ “ประหารอาสวกิเลสให้สิ้น” วิธีการคือ ให้มีการอดอาหารทั้งวัน เพื่อพิสูจน์ว่า การอดอาหารวันเดียวนั้นไม่ตาย เหมือนทารกที่เพิ่งเกิด ยังกินอะไร ไม่เป็นก็อยู่ได้เหมือนกัน ตลอดทั้งวันจะมีการฟังธรรม ปฏิบัติธรรม เพื่อ ประหารอาสวกิเลส คือ กิเลสที่หมักหมมอยู่ในสันดาน ไหลซึมซ่านไปย้อมจิตต์ เมื่อประสบอารมณ์ต่างๆ [ ความหมายของคำว่า วันล้ออายุ ] ท่านพุทธทาสอธิบายว่า “การจัดงานในลักษณะที่เคยหลงอายุ รักอายุ ฉลองอายุ อะไรต่างๆ นี้ ควรจะเปลี่ยนเป็น ล้ออายุ เลิกอายุ แล้วก็เหนืออายุ นั่นแหละคือความหมายที่เป็นการเหนือกิเลส ทำให้เป็นตัวอย่างที่คนข้างหลังจะถือเอาเป็นตัวอย่างได้ให้เป็นการทำลายกิเลส คือความเห็นแก่ตัว กูจะไม่เอากับมึง ความเห็นแก่ตัวในความหมายใดๆ ก็ดี” “การล้ออายุ และการให้ของขวัญวันล้ออายุ อย่างที่กระทำกันอยู่ที่สวนโมกข์นั้น มีผลทางจิตใจในความไม่ประมาทและรู้จักตัวเองดีขึ้นทุกปี ขอฝากไว้สำหรับรักษากันไว้สืบต่อไปเพื่อความก้าวหน้าทางจิตใจของทุกคน” งานวันล้ออายุจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.…

  • ๑๕ นาที ยังนานนัก “ท่านพุทธทาส” เผยเทคนิคสุดล้ำค่า เรียนธรรมะจบได้ในพริบตา !!!

    ๑๕ นาที ยังนานนัก “ท่านพุทธทาส” เผยเทคนิคสุดล้ำค่า เรียนธรรมะจบได้ในพริบตา !!!

    “พุทธทาสภิกขุ” ใครที่เคยอ่านหนังสือของท่านเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติในสวนโมกข์ย่อมจะเข้าใจถึงที่มาของปรัชญาและแนวคิดต่าง ๆ ของท่านได้ดี ในบรรดาความคิดริเริ่มอันหลากหลายของท่านพุทธทาสนั้น มีอยู่แนวคิดหนึ่งที่เคยเป็นที่ถกเถียงกันว่าเป็นไปได้จริงมากน้อยแค่ไหน นั่นคือแนวคิดเรื่อง “เรียนพุทธศาสนาใน ๑๕ นาที” ท่านพุทธทาสกล่าวถึงแนวคิดนี้ว่า “ก่อนนี้เราเคยบอกว่า ‘คนสามารถเรียนพุทธศาสนาได้ใน ๑๕ นาที’ แต่เราจะกล่าวให้ยิ่งกว่านั้นว่า ‘พุทธศาสนาเรียนได้ในพริบตาเดียวถ้าผู้นั้นมีอุปนิสัยถึงขนาดและเหตุปัจจัยทั้งหลายสมบูรณ์ทุกประการ … ๑๕ นาที ยังนานนัก‘ พุทธศาสนานั้นถ้าจะให้เรียนกันภายใน ๑๕ นาที ก็เรียนได้ ถ้าจะให้เรียนกันในพริบตาเดียวก็ได้ โดยเรียนกันอย่างนี้ คือให้เรียนรู้ ‘เช่นนั้นเอง’ เรียนรู้ ‘ความเป็นเช่นนั้นเอง’ พูดได้ด้วยคำเพียงสามพยางค์ว่า ‘เช่นนั้นเอง’ รู้ ‘ความเป็นเช่นนั้นเอง’ ถึง ‘ความเป็นเช่นนั้นเอง’ นี่คือรู้พุทธศาสนาหมดสิ้น หลักปฏิบัติทั้งหมดในพุทธศาสนากี่ระบบก็ไปรวมอยู่ที่จุดปลายว่า ‘รู้ความเป็นเช่นนั้นเอง‘ คือรู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริงว่า ‘มันเป็นเช่นนั้นเอง’ หลัก ‘ปฏิจจสมุปบาท’ หรือ ‘อิทัปปัจจยตา’ ซึ่งครอบโลกนั้น มันสรุปเหลืออยู่เพียงว่า ‘ตถตา’ (เป็นอย่างนั้น) ‘อวิตถตา’ (ไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น) ‘อนัญญถตา’ (ไม่เป็นไปอื่นจากความเป็นอย่างนั้น) ‘ธัมมฐิติ’…