พระพุทธเจ้าท่านตรัสเปรียบบุคคล เหมือนดอกบัว ๓ เหล่า หรือ ๔ เหล่ากันแน่?

พระพุทธเจ้าแบ่งดอกบัวออกเป็น ๓ เหล่า ว่าด้วยบุคคล ๔ ประเภท

มีคนมาถามว่าการที่พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบบุคคลกับดอกบัวสี่เหล่านั้น มาจากพระไตรปิฎกเล่มไหน คำถามนี้ดูเหมือนกับว่าผู้ถามจะเชื่ออย่างสนิทใจว่าพระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบบุคคลกับดอกบัวสี่เหล่าจริง ความเชื่อนี้ส่วนหนึ่งคงได้มาจากหลักสูตรนักธรรมชั้นโทเป็นแน่ เมื่อตอบไปว่าดอกบัวมีเพียงสามเหล่า คนถามแสดงอาการว่าเริ่มจะไม่เห็นด้วยกับคำตอบที่ได้รับ

เมื่อเห็นอาการจึงได้เปิดพระไตรปิฎกมาอ้างว่าที่มาของดอกบัวสามเหล่านั้นมาจากพระวินัยไตรปิฎก มหาวรรค(4/9/11) ความว่า..

เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆนั้น ทรงเกิดวิตกว่าธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นั้นมีความลึกซึ้งยากที่คนจะเข้าใจ จนกระทั่งท้าวสหัมบดีพรหมได้กราบทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม เพราะสัตว์ทั้งหลายจำพวกที่มีธุลีในจักษุน้อยมีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรมย่อมเสื่อม ผู้รู้ทั่วถึงธรรมยังมีอยู่

ในตอนนั้นพระพุทธเจ้าได้ทรงพิจารณาสัตวโลกเปรียบด้วยดอกบัว ความว่า
พระผู้มีพระภาค ทรงทราบคำทูลอาราธนาของท้าวสหัมบดีพรหม และทรงอาศัยความกรุณาในหมู่สัตว์ จึงทรงตรวจดูสัตวโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายที่มีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อยก็มี มากก็มี ที่มีอินทรีย์แก่กล้าก็มี ที่มีอินทรีย์อ่อนก็มี ที่มีอาการดีก็มี ที่มีอาการทรามก็มี ที่จะสอนให้รู้ได้ง่ายก็มี ที่จะสอนให้รู้ได้ยากก็มี ที่มีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัยอยู่ก็มี มีอุปมาเหมือนดอกอุบลในกออุบล ดอกปทุมในกอปทุมที่เกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ งอกงามแล้วในน้ำ ● บางเหล่ายังจมในน้ำ อันน้ำเลี้ยงไว้ ● บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ ● บางเหล่าตั้งอยู่พ้นน้ำ อันน้ำไม่ติดแล้ว

จึงได้รับอาราธนาท้าวสหัมบดีพรหมเพื่อที่จะแสดงธรรมแก่สรรพสัตว์

ข้อความที่ปรากฎในพระวินัยตอนนี้ทรงเปรียบบุคคลด้วยดอกบัว ๓ เหล่าคือบางเหล่าจมน้ำ บางเหล่าตั้งอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าตั้งอยู่พ้นน้ำ

แต่คนส่วนมากมักจะเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบบุคคลเหมือนกับดอกบัวสี่เหล่า เพราะในอีกพระสูตรหนึ่งได้แสดงว่า

ว่าด้วยบุคคลสี่ประเภท คือ

(1) อุคฆฏิตัญญู ผู้อาจรู้ธรรมแค่เมื่อท่านยกหัวข้อขึ้นแสดง
(2) วิปจิตัญญู ผู้อาจรู้ธรรมต่อเมื่อท่านอธิบายความแห่งหัวข้อนั้น
(3) เนยยะ ผู้พอแนะนำได้
(4) ปทปรมะ ผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลสี่จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก

ต้องแยกประเด็นกันระหว่าง ‘ดอกบัว ๓ เหล่า’ กับ ‘บุคคล ๔ ประเภท’ และเนื้อหาในพระไตรปิฎกไม่ได้เปรียบเทียบกันแต่อย่างใด แยกกันแสดงคนละครั้ง ต่างกรรมต่างวาระกัน ส่วนการเปรียบเทียบกันนั้นมีปรากฎในอรรถกถาหลายครั้งหลายหน ดังที่แสดงในอรรถกถาพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ หน้าที่ ๑๔๘ ได้เปรียบเทียบบุคคลสี่จำพวกกับดอกบัว ๔ เหล่าความว่า

“บุคคล ๔ จำพวกคืออุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู เนยยะ ปทปรมะ ก็เปรียบเหมือนดอกบัว ๔ เหล่านั้นแล

(๑) อุคฆฏิตัญญู บุคคลที่ตรัสรู้ธรรมพร้อมกับเวลาที่ท่านยกขึ้นแสดง
– ดอกบัวที่ตั้งขึ้นพ้นน้ำ รอสัมผัสแสงอาทิตย์ก็จะบานในวันนี้

(๒) วิปจิตัญญู บุคคลที่ตรัสรู้ธรรมเมื่อท่านแจกความแห่งคำย่อโดยพิสดาร
– ดอกบัวที่ตั้งอยู่เสมอน้ำ จักบานในวันพรุ่งนี้

(๓) เนยยะ บุคคลที่ตรัสรู้ธรรมโดยลำดับด้วยความพากเพียรท่องจำ ด้วยการไต่ถาม ด้วยทำไว้ในใจโดยแยบคาย ด้วยคบหาสมาคมกับกัลยาณมิตร
– ดอกบัวที่ยังอยู่ในน้ำ ยังไม่โผล่พ้นน้ำจักบานในวันต่อๆ ไป

(๔) ปทปรมะ บุคคลที่ไม่ตรัสรู้ธรรมได้ในชาตินั้นแม้เรียนมาก ทรงไว้มาก สอนเขามาก
– ดอกบัวจมอยู่ในน้ำที่กลายเป็นภักษาแห่งปลาและเต่า

อีกแห่งหนึ่งมีคำอธิบายในอรรถกถาพระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ หน้าที่ ๔๕๒ ความว่า “ในดอกอุบลเหล่านี้ เหล่าใดขึ้นพ้นน้ำรออยู่เหล่านั้น คอยรับสัมผัสแสงอาทิตย์จะบานในวันนี้ เหล่าใดตั้งอยู่เสมอน้ำ เหล่านั้นก็จะบานในวันพรุ่งนี้ เหล่าใดจมเหล่านั้นก็จักเป็นภักษาของปลาและเต่าอย่างเดียว ดอกบัวเหล่านั้นท่านแสดงไว้ยังไม่ขึ้นสู่บาลีก็พึงแสดง

เหมือนกับว่า ดอกไม้สี่อย่างเหล่านั้นฉันใด บุคคลสี่จำพวกคืออุคฆฏิตัญญู วิปัจจิตัญญู เนยยะ ปทปรมะ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ทั้งนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงดอกบัวไว้สามเหล่า แต่ได้แสดงบุคคลไว้สี่จำพวก เมื่อนำมาอธิบายเปรียบเทียบกับดอกบัว พระอรรถกถาจารย์เลยอาจจะเล็งเห็นว่าดอกบัวประเภทสุดท้ายคือประเภทที่สี่ ยังไม่ได้ผุดขึ้นมาจากดิน พระพุทธเจ้าจึงมิได้ยกขึ้นมาแสดงไว้ พระอรรถกถาจารย์เลยบอกไว้จากหลักฐานที่ว่า

‎ดอกบัวเหล่าใดจมก็จักเป็นภักษาของปลาและเต่าอย่างเดียว ดอกบัวเหล่านั้นท่านยังไม่ยกขึ้นสู่บาลี คำว่า “ไม่ยกขึ้นสู่บาลี” หมายถึงไม่ได้แสดงในพระไตรปิฎก ดังนั้นคนประเภทสุดท้ายคือผู้ที่สอนไม่ได้ก็เหมือนกับดอกบัวที่ยังไม่ได้เกิดนั่นแล

เพราะเหตุนี้ จึงทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจคลาดเคลื่อนและแตกต่างกันออกไป

พระมหาบุญไทย ปุญญมโน
เรียบเรียง ๐๒/๐๓/๕๓

โปรดแชร์เป็นธรรมทาน ดังพุทธพจน์ที่ว่า สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ
‎- การให้ธรรมทาน ชนะการให้ทั้งปวง

บทความต้นฉบับ – เพจพุทธที่แท้จริง

ประวัติความเป็นมา”วันออกพรรษา” และประเพณี”ตักบาตรเทโว”ในวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม 2567ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด(๑๑) ปีมะโรง กิจกรรมตักบาตรเทโว การทำบุญในวันออกพรรษา การ ทำบุญวันออกพรรษา นั้นเรียกว่า การทำบุญตักบาตรเทโว หรือตักบาตรเทโวโรหณะ หรือตักบาตรดาวดึงส์ การตักบาตรเทโว จะกระทำในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 คือหลังออกพรรษาแล้ว 1 วัน

วันออกพรรษา คือ วันสุดท้ายในการจําพรรษาของ พระภิกษุสงฆ์หรือวันที่สิ้นสุดระยะการจําพรรษาของพระภิกษุ ตามวินัยบัญญัติ โดยพระวินัยบัญญัติให้พระภิกษุต้องอยู่ประจําท่ี หรืออยู่ในวัดแห่งเดียวตลอดระยะเวลา ๓ เดือน ในช่วงฤดูฝน ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ (หรือข้ึน ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ในกรณีเข้าพรรษาหลัง) ของทุกปี

ประวัติความเป็นมาของวันออกพรรษา

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประทับจําพรรษาอยู่ ณ พระเชตวัน มหาวิหารกรุงสาวัตถีน้ัน มีพระภิกษุกลุ่มหนึ่งแยกย้ายกันจําพรรษา อยู่ตามอารามรอบ ๆ นคร พระภิกษุเหล่าน้ันเกรงจะเกิด การขัดแย้งทะเลาะวิวาทกันจนอยู่ไม่เป็นสุขตลอดพรรษา จึงได้ต้ังกติกาว่าจะไม่พูดจากัน (มูควัตร) เม่ือถึงวันออกพรรษา พระภิกษุเหล่านั้นก็พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเชตวันมหาวิหาร กราบทูลเรื่องท้ังหมดให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าจึงทรงตําหนิว่าอยู่กันเหมือนฝูงปศุสัตว์ แล้วทรงมี พระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุกระทําการปวารณาต่อกันว่า

“อนุชานามิ ภิกขะเว วัสสัง วุตถานัง ภิกขูนัง ตีหิ ฐาเนหิ
ปะวาเรตุง ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา…”

แปลว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายผู้จําพรรษาแล้วปวารณากัน
ในสามลักษณะ คือด้วยการเห็นก็ดี ด้วยการได้ยินก็ดี ด้วยการสงสัยก็ดี”

วันออกพรรษา

ความสําคัญของวันออกพรรษา

๑. พระสงฆ์ได้รับพระบรมพุทธานุญาตให้จาริกไปค้างแรมท่ีอื่นได้

๒. เมื่อออกพรรษาแล้วพระสงฆ์จะได้นําความรู้จากหลักธรรมและประสบการณ์ที่ได้รับ ระหว่างพรรษาไปเผยแพร่แก่ประชาชน

๓. ในวันออกพรรษา พระสงฆ์ได้ทําปวารณา เปิดโอกาสให้เพ่ือนภิกษุว่ากล่าวตักเตือน เรื่องความประพฤติของตนเพื่อให้เกิดความบริสุทธ์ิ ความเคารพนับถือ และความสามัคคีกันระหว่าง สมาชิกของสงฆ์

๔. พุทธศาสนิกชนได้นําแบบอย่างไปทําปวารณาเปิดโอกาสให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนตนเอง เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาตนและสร้างสรรค์สังคมต่อไป

การถือปฏิบัติวันออกพรรษาในประเทศไทย

วันออกพรรษานี้ เป็นวันปวารณาของพระสงฆ์ โดยตรงที่จะต้องประชุมกันทําปวารณากรรมแทนอุโบสถกรรม สําหรับพุทธศาสนิกชนฝ่ายคฤหัสถ์ก็ถือว่าเป็นวันพระสําคัญ มักนิยมไปทําบุญทําทานรักษาศีลและฟังธรรมเป็นกรณีพิเศษ นอกจากน้ียังมีประเพณีเนื่องด้วยวันออกพรรษาอีกอย่างหน่ึง เรียกว่า “ประเพณีตักบาตรเทโว”

คําว่า “ตักบาตรเทโว” มาจากคําเต็มว่า “ตักบาตรเทโวโรหณะ” คือการตักบาตรเนื่องใน โอกาสที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งคัมภีร์อรรถกถาธรรมบทบันทึกไว้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ (ปาฏิหาริย์เป็นคู่ ๆ) ที่ต้นมะม่วง ใกล้เมืองสาวัตถีแล้ว ก็เสด็จขึ้นไปจําพรรษาที่ ๗ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อเทศนาพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดาเป็นเวลา ๓ เดือน ครั้นออกพรรษาแล้ว พระพุทธเจ้าจึงเสด็จลงสู่มนุษย์โลกทางบันไดพาดลงใกล้เมืองสังกัสสะ
สําหรับพิธีตักบาตรเทโวโรหณะ ท่ีนิยมกันทั่วไปในปัจจุบันนี้ นิยมจัดทําข้ึนในวัด และ ถือเป็นหน้าที่ของทางวัดน้ัน ๆ และทายก ทายิการ่วมกันจัด โดยมีวิธีการปฏิบัติดังต่อไปนี้

๑. ก่อนถึงวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งเป็นกําหนดวันทําบุญตักบาตรทางวัดจะจัดให้มี งานทําบุญตักบาตรเทโวโรหณะ โดยสิ่งท่ีต้องเตรียม คือ

ก) รถทรงพระพุทธรูป หรือคานหามพระพุทธรูป เพื่อชักหรือหามนําหน้าพระสงฆ์ ในการรับบาตร มีท่ีตั้งพระพุทธรูปทรงกลางประทับรถหรือคานหามด้วยราชวัติ ฉัตร ธงโดยรอบ พอสมควร มีที่ตั้งบาตรสําหรับรับบิณฑบาตตรงหน้าพระพุทธรูป ส่วนตัวรถหรือคานหามก็ประดับ ประดาให้งดงามได้ตามกําลังและศรัทธา สามารถใช้อุบาสกเป็นผู้เชิญพระพุทธรูปก็ได้ และมีผู้ถือบาตร ตามสําหรับบิณฑบาต

ข) พระพุทธรูปยืน ๑ องค์ จะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้ ถ้าได้พระปางอุ้มบาตร ถือว่าเหมาะกับเหตุการณ์ที่สุด แต่ถ้าไม่มีพระปางอุ้มบาตร สามารถใช้พระปางห้ามญาติ ปางห้ามสมุทร ปางรําพึง ปางถวายเนตร หรือปางลีลา ปางใดก็ได้ เพียงแต่ขอให้เป็นพระพุทธรูปยืนเท่านั้น ทั้งนี้ ไว้สําหรับเชิญขึ้นประดิษฐานบนรถทรงหรือคานหาม แล้วชักหรือหามนําขบวนรับบาตรเทโวโรหณะ โดยพระพุทธรูปนี้เป็นองค์แทนสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ค) เตรียมสถานท่ีให้ทายก ทายิกาตั้งเครื่องใส่บาตร โดยจะจัดลานวัดหรือบริเวณ รอบ ๆอุโบสถ เป็นท่ีกลางแจ้ง จัดให้ตั้งเป็นแถวเรียงรายติดต่อกันไปเป็นลําดับ ๆ ถ้าทายก ทายิกา ไม่มากนัก ก็จัดแถวเดียวให้นั่งใส่อยู่ด้านเดียวกันทั้งหมด แต่ถ้ามากก็ให้จัดเป็น ๒ แถว โดย น่ังหันหน้าเข้าหากัน เว้นช่องกลางระหว่างแถวทั้ง ๒ ไว้สําหรับพระเดินรับบิณฑบาตพอสมควรก็ได

ฆ) แจ้งกําหนดการต่าง ๆ ให้ทายก ทายิกา ทราบล่วงหน้าก่อนว่าจะกําหนดให้ทําบุญตักบาตรพร้อมกัน เวลาใด ซึ่งวัดบางแห่งจัดให้มีพระธรรมเทศนา อนุโมทนาทาน หลังจากพระรับบาตรและฉันเสร็จแล้ว ๑ กัณฑ์ด้วย และวัด บางแห่งทายก ทายิกามีศรัทธาแรงกล้าก็จะขอให้ทางวัดจัดให้มี เทศน์ปุจฉาวิสัชนาในตอนบ่ายอีก ๑ กัณฑ์ แต่อย่างไรก็ตาม ส่ิงท่ีสําคัญคือ ต่อจากทําบุญตักบาตรนี้แล้วจะมีพิธีอะไรต่อไป ก็ต้องแจ้งกําหนดให้ทราบทั่วกันก่อนวันงาน

๒. สําหรับทายก ทายิกาผู้ศรัทธาจะทําบุญตักบาตรเทโวโรหณะ เมื่อทราบกําหนดจาก ทางวัดแล้ว จะต้องตระเตรียมและดําเนินการ ดังนี้

ก) เตรียมภัตตาหารสําหรับใส่บาตรตามศรัทธาของใส่บาตรนอกจากข้าว เครื่องคาวหวาน จัดเป็นห่อสําหรับใส่บาตรพระรูปหนึ่ง ๆ ตามธรรมเนียม แล้วยังมีสิ่งหน่ึงซึ่งถือเป็นประเพณี จะขาดเสียมิได้ในงานทําบุญตักบาตรเทโวโรหณะ นั่นคือ ข้าวต้มลูกโยน เพราะถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์ ของงานนี้โดยเฉพาะ จึงจําเป็นต้องเตรียมของส่ิงนี้ไว้ใส่บาตรด้วย

ข) เมื่อถึงกําหนดวันตักบาตรเทโวโรหณะ ก็นําเครื่องใส่บาตรทั้งหมดไปตั้งวาง ยังสถานท่ีท่ีทางวัดจัดเตรียมให้ รอจนขบวนพระมาถึงตรงหน้าตนจึงใส่บาตร โดยให้ใส่ต้ังแต่ พระพุทธรูปในรถ หรือคานหามที่นําหน้าพระสงฆ์ไปเป็นลําดับ จนหมดพระสงฆ์ที่รับบิณฑบาตหรือ หมดของท่ีเตรียมมา

ค) เมื่อใส่บาตรแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี แต่ถ้าทางวัดจัดให้มีเทศน์ด้วย และพุทธบริษัท ผู้ศรัทธาจะฟังธรรมต่อ ก็ให้รออยู่ท่ีวัดจนถึงเวลาเทศน์หรือจะกลับบ้านก่อน แล้วมาฟังเทศน์เม่ือถึง เวลาเทศน์ก็ได้ตามแต่อัธยาศัย

การร่วมพิธีทําบุญตักบาตรเทโวโรหณะน้ี พุทธศาสนิกชนจะได้พร้อมใจกันทําบุญกุศล ต่าง ๆ ตามคติประเพณีท่ีเคยประพฤติปฏิบัติสืบ ๆ กันมาแต่โบราณกาล นอกจากจะได้บุญกุศล จากการทําบุญแล้ว ยังก่อให้เกิดความสามัคคีภายในชุมชน เพราะคนทั้งหลายเหล่าน้ันย่อมจะมา ร่วมแรงร่วมใจกันจัดการ เตรียมงาน และดําเนินพิธีตักบาตรเทโวโรหณะให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี
หลักธรรมท่ีควรปฏิบัติ

ในเทศกาลออกพรรษานี้ มีหลักธรรมสําคัญท่ีควรนําไปปฏิบัติ คือ ปวารณา ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ผู้อ่ืนว่ากล่าวตักเตือนตนเองได้ ในการปวารณานี้อาจแบ่งบุคคลออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ

๑. ผู้ว่ากล่าวตักเตือน จะต้องเป็นผู้มีเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้ท่ีตนว่ากล่าวตักเตือน เรียกว่า มีเมตตาทางกาย ทางวาจา และทางใจพร้อมมูล

๒. ผู้ถูกว่ากล่าวตักเตือน ต้องมีใจกว้าง มองเห็นความปรารถนาดีของผู้ตักเตือน ดีใจ มีผู้มาบอกขุมทรัพย์ให้

การปวารณาน้ี จึงเป็นคุณธรรมสร้างความสมัครสมานสามัคคีและดํารงความบริสุทธิ์ หมดจดไว้ในสังคมพระสงฆ์ การปวารณาแม้จะเป็นสังฆกรรมของสงฆ์ ก็อาจนํามาประยุกต์ใช้กับ สังคมชาวบ้านได้ด้วย เช่น การปวารณากันระหว่างสมาชิกในครอบครัว ในสถานศึกษา ในสถานท่ี ทํางาน พนักงานในห้างร้าน บริษัท และหน่วยราชการ เป็นต้น

กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในวันออกพรรษา
๑. ทําบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ
๒. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา
๓. ร่วมกุศลธรรม “ตักบาตรเทโว”
๔. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการ
และประดับธงชาติและธงธรรมจักรตามวัดและสถานที่สําคัญทางพระพุทธศาสนา
๕. ตามสถานที่ราชการ สถานท่ีศึกษาและท่ีวัด ควรจัดให้มีนิทรรศการ การบรรยาย
หรือบรรยายธรรมเก่ียวกับวันออกพรรษา ฯลฯ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้สนใจทั่วไป

บทความต้นฉบับ – กระทรวงวัฒนธรรม
ภาพ – dhammathai.org

บทกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล คำขออโหสิกรรม สำหรับคนที่เจอปัญหา อุปสรรคในชีวิต

บทสวดแผ่เมตตาแก่ตนเอง แผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ รวมบทอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่รักใคร่และมีบุญคุณ พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง ครูอาจารย์ เทวดา ผีเร่ร่อน สรรพสัตว์ทั้งหลาย และ คำอธิษฐานขออโหสิกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวร ทั้งบาลีและคำแปล สำหรับคนที่เจอปัญหา อุปสรรคในชีวิต

สวดมนต์

อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดา บิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดา บิดาของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีความสุขทั่วหน้ากันเทอญ

กรวดน้ำ

บทขออโหสิกรรม เจ้ากรรมนายเวร

“กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง สัญจิจจะกัมมัง
อะสัญจิจจะกัมมัง ขะมันตุ เม อะโหสิกัมมัง ภะวะตุ เม”

กรรมใดๆ ไม่ว่าจะเป็น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ข้าพเจ้าได้ทำล่วงเกินแก่ผู้ใดทั้งโดยตั้งใจก็ดี ไม่ได้ตั้งใจก็ดี ในภพชาติใดก็ตาม ขอให้เจ้ากรรม นายเวรทั้งหลาย จงโปรดยกโทษ ให้เป็นอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าอย่าได้ จองเวรจองกรรม ต่อกันอีกเลย แม้แต่กรรมใดที่ใครๆ ทำแก่ข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าขออโหสิกรรม ให้ทั้งสิ้น …. ยกถวายพระพุทธเจ้า เป็นอภัยทาน ขอจงดลใจให้เขาเหล่านั้น กลับมีเมตตาจิต คิดเป็นมิตรกับข้าพเจ้า เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมต่อกันตลอดไป

ด้วยอานิสงส์แห่งอภัยทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้า พร้อมทั้งครอบครัว ตลอดจน…วงศาคณาญาติ ผู้มีอุปการคุณ ของข้าพเจ้าพ้นจากความทุกข์ยาก ลำบาก เข็ญใจ ความทุกข์อย่าได้ใกล้ ความเจ็บไข้อย่าได้มี ขอให้มีความสุขสวัสดี มีชัย เสนียดจัญไร และ อุปัทวันตรายทั้งหลาย จงเสื่อมสิ้นหายไป นึกคิดปรารถนาสิ่งใด ที่เป็นไปโดยชอบ ประกอบด้วยธรรม ขอให้สิ่งนั้น จงสำเร็จพลัน เทอญ “นิพพานัง ปัจจะโย โหตุ”

ประโยชน์ของการแผ่เมตตาที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้มี 11 ประการ ได้แก่

  • ทำให้หลับก็เป็นสุข
  • ตื่นก็เป็นสุข
  • ไม่ฝันร้าย
  • เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย
  • เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย (ผีเปรต อสุรกาย วิญญาณต่างๆ)
  • เทวดาทั้งหลายย่อมคุ้มครอง
  • แคล้วคลาดจากภยันอันตราย
  • จิตเป็นสมาธิได้ง่าย
  • สีหน้าย่อมผ่องใส
  • เมื่อจะตายใจก็สงบ (สู่สุคติภูมิ)
  • ถ้ายังไม่บรรลุคุณธรรมพิเศษที่สูงกว่า ย่อมเข้าถึงชั้นพรหม

อนุโมทนาด้วยค่ะ ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านลองแผ่เมตตาก่อนนอน ท่านจะเห็นผลว่าหลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ดังคำสอนของข้างต้น

คำเตือนจากโบราณ กับ”วิบากกรรมติดตัว”ของคนเกิดทั้ง 7 วัน (จันทร์-อาทิตย์) และวิธีแก้

…ต้องบอกก่อนว่าคนเราทุกคนนั้น มี ‘กรรม’ เป็นของตัวเอง กรรม ตามหลักทางพระพุทธศาสนาคือการกระทำที่เกิดมาจากเหตุแห่งเจตนา ในอดีตชาติที่จะไม่สามารถลบล้างออกไปได้ ไม่ว่ากรรมนั้นจะเป็นกรรมดีหรือแม้กระทั่งกรรมชั่ว

เกิด

ดังนั้นผลที่เกิดจากกรรมที่ทำไว้ล้วนมีวิบากเป็นผลทั้งสิ้น ซึ่งหากท่านใดทำกรรมดีที่เป็นกุศลมาก่อนก็จะเป็นวิบากของความสุข และในทางกลับกันหากท่านใดทำกรรมชั่วมาก็จะเป็นวิบากแห่งความทุกข์ในภพชาตินั้นๆ

เขาเล่ากันว่าเราทุกคนต่างมีอดีตชาติที่ทำกรรมต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นกรรมที่ทำกับคนรัก กรรมที่ผิดศีลกับครอบครัวคนอื่น มาดูกันว่าตัวคุณมีวิบากกรรมในเรื่องใดติดตัวมา และวิธีแก้นั้นจะมีอะไรบ้างลองอ่านกันดูนะคะ

ตักบาตรวันอาทิตย์

คนเกิดวันอาทิตย์

วิบากกรรมที่ติดตัวคนเกิดวันอาทิตย์ คือ มักพบเจอ ‘บริวารที่ไม่จริงใจ’ คุณจะเป็นคนที่ทำบุญกับคนไม่ค่อยขึ้นและคุณมักเป็นคนที่เชื่อคนง่ายทำให้ในบางครั้งคุณไว้ใจคนผิด ด้วยวิบากกรรมที่ติดตัวมาทำให้ชีวิตมักชักจูงแต่มิตรที่นำปัญหามาให้คอยตามแก้อยู่เสมอ

การแก้ไขวิบากกรรม : คุณควรหมั่นตักบาตรในวันโกน (ก่อนวันพระ) เพื่ออุทิศให้แก่เจ้ากรรมนายเวร, สัมภเวสี, ผีไร้ญาติ ให้พวกเขาเหล่านั้นได้รับกุศลผลบุญและเปิดทางให้ชีวิตของคุณดีขึ้น

คนเกิดวันจันทร์

วิบากกรรมของคนที่เกิดวันจันทร์ คือ “หาคู่แท้ยาก” หรือถ้าคุณมีคู่แล้ว คู่ของคุณอาจจะสร้างปัญหาให้ทุกข์ร้อนใจ เพราะในชาติก่อน คนวันนี้มักทำให้คนในครอบครัวตนเองต้องเสียใจ ปัจจุบันจึงมักจะต้องพบเจอกับวิบากกรรมในด้านของความรัก

การแก้ไขวิบากกรรม : ผู้ที่เกิดวันจันทร์ควรหมั่นไปถวายผ้าบังสุกุล ตั้งจิตอธิษฐานอุทิศผลบุญให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว และขอพรให้ตนเองอยู่ร่มเย็นเป็นสุข

บวช

คนเกิดวันอังคาร

วิบากกรรมที่ติดตัวคนเกิดวันอังคาร คือ “ชีวิตที่ต้องดิ้นรนและมีความรักที่เป็นทุกข์” คุณมักโดนคนอื่นเอาเปรียบ ทำคุณกับคนไม่ขึ้นและโดนใส่ร้ายป้ายสีอยู่เสมอ หลายคนอาจมีคดีความฟ้องร้องเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งแล้วแต่วิบากกรรมที่สร้างมา

การแก้ไขวิบากกรรม : คนที่เกิดในวันอังคารให้ร่วมทำบุญเกี่ยวกับงานบวช ไม่ว่าจะบวชนาคหรือบวชสามเณรภาคฤดูร้อน กุศลดีจะส่งผลทำให้คุณพ้นจากความทุกข์และมีบริวารที่ดี

ถือศีล

คนเกิดวันพุธ (กลางวัน)

วิบากกรรมที่คุณสร้างมาตั้งแต่อดีต ส่งผลให้ชาตินี้คนที่เกิดวันพุธกลางวันมักเป็นคนเจ้าชู้และเก็บเงินไม่อยู่
เพราะในอดีตที่ผ่านมาคุณเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีและมักชอบพูดให้ความหวังกับคนอื่นและทำให้คนเหล่านั้นเสียใจ

การแก้ไขวิบากกรรม : คนเกิดวันพุธกลางวันควรถือศีล 5 ให้ได้ 1 เดือนต่อ 1 ปี เพราะจะช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้นจากเดิม

พระพุทธ

คนเกิดวันพุธ (กลางคืน)

วิบากกรรมของคนเกิดวันพุธกลางคืน มักจะเป็นคนที่ไม่มีความรอบคอบและใช้เงินเก่ง เก็บเงินไม่อยู่ ซึ่งถ้าพูดถึงทางวาจาคุณเป็นคนพูดจามีมารยาและฉลาดเกมโกงอีกด้วย

การแก้ไขวิบากกรรม : คนเกิดวันนี้ควรทำบุญสังฆทานสดในช่วงวันเกิดของตนเอง เพื่ออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติให้ได้รับกุศลผลบุญเหล่านี้

คนเกิดวันพฤหัสบดี

วิบากกรรมของคนเกิดวันพฤหัสบดี คือ คุณเคย “ตำหนิพระเจ้าและผู้ที่ทำบุญ” มาก่อน และคุณเป็นคนชอบสอน มักตำหนิคนอื่นโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้บางครั้งผู้ใหญ่ไม่ชื่นชอบคุณ และคุณมักเจอคนที่ดีแค่ต่อหน้าพอลับหลังก็นินทาว่าร้ายใส่

การแก้ไขวิบากกรรม : สวดมนต์คาถาป้องกันภัย 10 ทิศ 3 จบในทุกวันเกิดและหมั่นตักบาตร เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรอยู่เสมอ

คนเกิดวันศุกร์

วิบากกรรมของคนเกิดวันศุกร์คือ “กรรมที่ท่านเคยหลอกคู่ตัวเอง” ส่งผลให้ในชาตินี้คุณมักหาความสุขที่แท้จริงไม่ได้ หากมีความรักก็จะเป็นรักที่ไม่สมหวังและมักจะเป็นคนที่แสดงฉากหน้าว่าเป็นคนที่มีความสุข เข้มแข็ง แต่ภายในลึกๆ คุณไม่ได้มีความสุขกับชีวิตเลย

การแก้ไขวิบากกรรม : ควรหมั่นถวายเทียนคู่ในวันเกิดของตนเองและอธิษฐานขอพรให้พบแสงสว่างในชีวิตคู่ที่ดี

คนเกิดวันเสาร์

วิบากกรรมของคนเกิดวันเสาร์คือ “เคยทำให้พ่อแม่เสียใจ” ส่งผลให้ในชาตินี้มักพบเจอแต่การจากลาและการสูญเสีย กำพร้าขาดคนอุปถัมภ์ค้ำชู ทำให้คุณกลายเป็นคนที่คิดมากและมีความวิตกกังวลในชีวิต

การแก้ไขวิบากกรรม : คุณควรใช้ชีวิตด้วยการยึดหลักพรหมวิหาร 4 คือการมีเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้ชีวิตของคุณราบรื่นและเสริมความเมตตาให้แก่ตัวคุณเอง

ผู้เขียน : ฉันมากับดวง
อ่านบทความต้นฉบับ

ท่องแดน “มหานรก” ที่มีด้วยกัน 8 ขุมใหญ่ ทำความรู้จัก นรกขุมที่ 8 ‘อเวจีนรก’ ขุมลึกที่สุด

lorraine bracco nude

“มหานรก” ที่มีด้วยกัน 8 ขุมใหญ่ ที่ตั้งซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ และแยกกันอย่างชัดเจนอยู่ลึกลงไปใต้โลกมนุษย์ของเรา มนุษย์ที่ทำกรรมชั่ว เมื่อเสียชีวิตจะลงไปเกิดเป็นสัตว์นรกในชั้นเหล่านี้เพื่อใช้กรรม เรียงจากชั้นบนสุดลงไปยังชั้นล่างสุดได้

ตามคติไตรภูมิ “โลกนรก” หรือ “นิรยภูมิ” เป็นส่วนหนึ่งของอบายภูมิหรือทุคติภูมิ 4 (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกามภูมิ) ประกอบด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาล มีนรกหลายขุมซ้อนทับกันหลายชั้น แต่ละชั้นก็มีนรกบริวารรวมนับร้อยขุม

นิรยภูมิจะแบ่งออกเป็น “มหานรก” ที่มีด้วยกัน 8 ขุมใหญ่ ที่ตั้งซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ และแยกกันอย่างชัดเจนอยู่ลึกลงไปใต้โลกมนุษย์ มนุษย์ที่ทำกรรมชั่ว เมื่อเสียชีวิตจะลงไปเกิดเป็นสัตว์นรกในชั้นเหล่านี้เพื่อใช้กรรม เรียงจากชั้นบนสุดลงไปยังชั้นล่างสุดได้ ดังนี้

1. สัญชีวนรก หรือนรกไม่มีวันแตกดับ เป็นนรกสำหรับผู้ที่เบียดเบียนผู้อื่น สัตว์นรกจะถูกทรมานจากนิรยบาลด้วยสารพัดวิธีจากคมอาวุธจนตาย จากนั้นจะมี “ลมกรรม” พัดผ่านให้คืนชีพมาเสวยโทษทัณฑ์เรื่อย ๆ เป็นภาวะเกิด-ตาย วนเวียนอยู่เช่นนั้น อายุของสัตว์นรกคือ 500 ปี โดย 1 วันนรก เท่ากับ 9 ล้านปีโลกมนุษย์

2. กาฬสุตตนรก หรือนรกเส้นด้ายดำ เป็นนรกสำหรับผู้ที่ทำร้ายผู้มีพระคุณหรือทำลายชีวิตสัตว์โลก หลังถูกตีด้วยด้ายดำจนเกิดเส้นตามร่างกาย สัตว์นรกจะถูกเฉือนด้วยคมอาวุธตามรอยเหล่านั้น อายุของสัตว์นรกคือ 1,000 ปี โดย 1 วันนรก เท่ากับ 3 โกฏิ (1 โกฏิ เท่า 10 ล้าน) กับอีก 6 ล้านปีโลกมนุษย์

3. สังฆาฏนรก หรือนรกบดขยี้ เป็นนรกสำหรับผู้ไร้ความเมตตา ชื่นชอบการทารุณกรรม สัตว์นรกจะถูกกระหน่ำตีด้วยฆ้อนเหล็กและบดทับด้วยลูกไฟกับภูเขาเหล็ก อายุของสัตว์นรกคือ 2,000 ปี โดย 1 วันนรก เท่ากับ 14 โกฏิกับอีก 5 ล้านปีโลกมนุษย์

4. โรรุวนรก หรือนรกแห่งเสียงคร่ำครวญ เป็นนรกสำหรับคนโลภ ฉ้อโกง ร่างของสัตว์นรกจะถูกตรึงให้นอนคว่ำหน้า หัว มือ และเท้าจมอยู่ในดอกบัวเหล็กที่เปลวเพลิงลุกท่วม ร้องครวญครางด้วยความทุกข์แสนสาหัส แต่ไม่ตาย อายุของสัตว์นรกคือ 4,000 ปี โดย 1 วันของนรกขุมนี้เท่ากับ 23 โกฏิกับอีก 4 ล้านปีโลกมนุษย์

5. มหาโรรุวนรก หรือนรกแห่งเสียงคร่ำครวญอย่างยิ่งยวด เป็นนรกสำหรับคนจิตใจโหดเหี้ยม ทำความชั่วทั้งปวงด้วยจิตอาฆาตพยาบาท ดอกบัวเหล็กของนรกขุมนี้จะเพิ่มคมตามกลีบดอกและสัตว์นรกต้องจมอยู่ในดอกบัวเหล็กทั้งตัว อายุของสัตว์นรกคือ 8,000 ปี โดย 1 วันนรก เท่ากับ 921 โกฏิกับอีก 6 ล้านปีโลกมนุษย์

6. ตาปนรก หรือนรกแห่งความร้อนรุ่ม เป็นนรกสำหรับคนบาปที่พร้อมด้วยโลภะ โทสะ โมหะ สัตว์นรกจะถูกหลาวเหล็กแท่งใหญ่ราวต้นตาลเสียบพร้อมเปลวไฟพวยพุ่ง ก่อนถูกสุนัขนรกฉุดกระชากลงมากิน อายุของสัตว์นรกคือ 16,000 ปี โดย 1 วันนรกเท่ากับ 1,842 โกฏิกับอีก 12 ล้านปีโลกมนุษย์

7. มหาตาปนรก หรือนรกแห่งความร้อนรุ่มอย่างยิ่งยวด เป็นนรกสำหรับผู้ที่เคยฆ่าคนและฆ่าสัตว์เป็นหมู่มาก ๆ ไม่คำนึงถึงชีวิตผู้อื่น ต้องอยู่ในกำแพงและภูเขาเหล็กที่เต็มไปด้วยหนามแหลม พร้อมลมกรดพัดพาร่างไปโดนหนามเสียบ อายุของสัตว์นรกขุมนี้คือ ครึ่งกัลป์ (ตามตำราไตรภูมิกถา 1 กัลป์ เทียบได้กับเวลาที่ภูเขาสูง 1 โยชน์ กว้าง 3 โยชน์ มีเทวดาเอาผ้าทิพย์บางดุจควันไฟมาถูภูเขาในทุก ๆ 100 ปี เป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าภูเขาจะราบเสมอแผ่นดิน จึงเรียกได้ว่าสิ้นกัลป์หนึ่ง ซึ่ง 1 กัลป์เท่ากับ 64 อสงไขยปี และอสงไขยปีเท่ากับเลข 1 ตามด้วยเลขศูนย์ 140 ตัว)

8. อเวจีนรก หรือนรกอันแสนสาหัสไร้ปรานี ทั้งลึกและกว้างใหญ่ที่สุด เป็นนรกสำหรับผู้ทำกรรมหนักอันได้แก่ ฆ่าบุพการี (พ่อ-แม่) ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต และยุยงให้คณะสงฆ์แตกแยก ขุมนรกล้อมด้วยกำแพงเหล็กที่เปลวไฟลุกท่วม สัตว์นรกจะถูกเพลิงเผาผลาญด้วยอิริยาบถต่าง ๆ ทั้ง นั่ง ยืน หรือนอน ตามกรรมของตน อยู่ห้องสี่เหลี่ยมพร้อมหลาวเหล็กเสียบทะลุร่างตรึงให้แน่นิ่งไม่สามารถขยับร่างกายได้ อายุของสัตว์นรกขุมนี้คือ 1 กัลป์

…นรกขุม อเวจี นรกอเวจี ซี่งถ้าให้อธิบายตามตำราที่ว่ากันต่อๆ มา นรกขุมนี้ หมายถึง มหานรกที่ปราศจากคลื่น คือ ความเบาบางแห่งความทุกข์ ระหว่างแห่งเปลวไฟและความทุกข์ไม่มีว่างเว้นเลย เป็นมหานรกขุมสุดท้าย ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีโทษแห่งการกระทำหนักที่สุด และมีอายุขัยนานที่สุดชีวิตในอเวจีมหานรก สัตว์นรกในขุมนี้จะได้รับความทุกข์แสนสาหัส เป็นนรกที่ขุมใหญ่ที่สุด ราวกับเมืองใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงเหล็กอันรุ่งโรจน์ ภายในมีเปลวไฟร้อนระอุไหม้สัตว์นรกอยู่ตลอดเวลาทั้งกลางคืนกลางวันไม่มีว่างเว้น สัตว์ที่ต้องไปอุบัติในอเวจีมหานรกนี้มีมากกว่าขุมอื่นๆ แออัดยัดเยียดเบียดเบียนกันอยู่ ทั้งการเสวยทุกข์โทษในมหานรกขุมนี้ก็แตกต่างกันไปหลายอิริยาบถ หลายท่าหลายทาง เช่น ถ้าเคยยืนทำบาปอกุศลกรรมไว้ ก็ต้องมาทนทุกข์อยู่ในอิริยาบถยืน เคยเดินทำบาปไว้ ก็ต้องเดินทนทุกข์อยู่ เคยนั่งเคยนอนทำบาปไว้ ก็ต้องมานั่งมานอนเสวยทุกข์อยู่ในอเวจีมหานรกนี้

โดยอเวจีมหานรกหรือนรกขุม 8 เป็นสถานที่สำหรับพวกที่ทำอนันตริยกรรม เช่น ฆ่าบิดา ฆ่ามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำสงฆ์ให้แตกกัน หรือทำพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต โดยมีอายุขัยของสัตว์นรกขุมนี้มีประมาณ 1 อันตรกัป ดังนั้น ใครที่ไม่อยากมาที่นี่ ก็ต้องหลีกเลี่ยงการกระทำทั้ง 5 ที่ได้ระบุไว้ข้างต้นนี้ให้ได้

อ่านบทความต้นฉบับ

นางวิสาขา หญิงงามแห่งพุทธสมัย ทุกลมหายใจเพื่อรับใช้พระพุทธศาสนา

นางวิสาขา หญิงงามแห่งพุทธสมัย วิสาขา เป็นสาวิกาของพระโคตมพุทธเจ้า ได้บรรลุโสดาบันตั้งแต่อายุได้ 7 ขวบ เป็นผู้สร้างวัดบุพพาราม เป็นผู้ริเริ่มถวายผ้าอาบน้ำฝน พระพุทธองค์ทรงยกย่องนางวิสาขาเป็นเลิศในด้านการถวายทานฝ่ายหญิง (เอตทัคคะฝ่ายทายิกา)

ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนก็ดูเหมือนว่าเรื่องความสวยความงามจะอยู่คู่โลกมาตลอด ยิ่งเดี๋ยวนี้มีผลิตภัณฑ์เสริมความงามออกมาเพื่อประทินโฉมตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า กว่าจะสวยได้ครบถ้วนกระบวนความ จึงต้องหมดค่าเครื่องสำอางไปมาก อันที่จริงแล้วมีน้อยคนนักที่จะรู้ว่า การจะสวยให้ครบเครื่องนั้นมีเคล็ดลับอยู่เพียงนิดเดียว เคล็ดลับที่ว่านั้นผู้คนสมัยพุทธกาลเขารู้กันดี แต่คนที่รู้ดีที่สุดเห็นจะได้แก่ หญิงงามแห่งพุทธสมัยที่ชื่อ“ วิสาขา ”
มาตรฐานความงามพร้อม

ครูอาจารย์มักจะอ้างถึงนางวิสาขาทุกครั้งเมื่อลูกศิษย์ถามว่า”เบญจกัลยาณี”มีความหมายว่าอย่างไร นางเป็นต้นแบบของหญิงที่มีความงามครบทั้งห้าประการ อันประกอบด้วย

1.ผมงามเหมือนกำหางนกยูง
2.ริมฝีปากงามเหมือนสีผลตำลึงสุก เรียบสม่ำเสมอและปิดมิดชิด
3.กระดูกงาม ฟันขาวเหมือนไข่มุก เรียงเป็นระเบียบ
4.ผิวงาม เกลี้ยงเกลา ถ้าขาวก็ขาวเหมือนดอกกรรณิการ์ ถ้าดำก็นวลเหมือนดอกอุบลเขียว
5.วัยงามเป็นสาวสวยพริ้งอยู่เสมอ

เคล็ดลับความงามของนางวิสาขา คือ การมีศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย รักษาศีลและเจริญภาวนา อีกทั้งยังทำบุญบริจาคทานอยู่เป็นนิตย์ ถึงขนาดพระพุทธเจ้าทรงยกย่องให้นางเป็นผู้เลิศในการถวายทาน ไม่ว่าในแต่ละชาติภพ วิถีชีวิตของนางจะเป็นเช่นไร นางก็ยังคงมุ่งอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนา กุศลผลบุญเหล่านั้นส่งผลให้นางเกิดมารูปสวย รวยทรัพย์ กลายเป็นมาตรฐานความงามพร้อมของผู้หญิงทุกยุคทุกสมัย

ทุกลมหายใจเพื่อรับใช้พระพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้าทรงยกย่องนางวิสาขาให้เป็นผู้เลิศด้านการถวายทาน เพราะนางมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ถึงขนาดอุทิศทุกลมหายใจเพื่อแบ่งเบาภาระของพระพุทธเจ้าเลยก็ว่าได้ แม้ต้องขัดแย้งกับครอบครัวของสามีที่นับถือลัทธิชีเปลือย นางก็ยังยืนกรานจะอยู่ใต้ร่มพระบารมีของพระพุทธองค์ มิเพียงเท่านั้นนางยังชักชวนให้พ่อแม่ของสามีได้มีโอกาสฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า เมื่อเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ทั้งคู่นึกขอบคุณในคำแนะนำของนางวิสาขา โดยเฉพาะมิคารเศรษฐีผู้เป็นพ่อสามีนั้น ถึงกับถือว่านางวิสาขาเป็นผู้นำความสว่างมาสู่ชีวิตตนจนถึงขนาดเรียกนางวิสาขาว่า “แม่” ด้วยความเคารพนับถือ

แม่แห่งพุทธสมัย

ความที่นางวิสาขาเป็นผู้มีวัยงาม แม้อายุจะล่วงไปถึง 120 ปี แต่รูปกายของนางก็ยังคงสวยสดใสไม่ต่างอะไรกับหญิงแรกรุ่น ด้วยความที่มีผิวผุดผ่องและผมดำสลวย หลายคนแทบไม่เชื่อว่า นางเป็นมารดาของบุตรธิดาถึง 20 คน บุตรธิดาเหล่านั้นยังสืบสานวงศ์ตระกูลจนมีลูกหลานอีกจำนวนมาก ตลอดอายุขัยของนางวิสาขา นางเป็นแม่ของลูกๆ เป็นย่าและยายของหลานๆ เป็นคุณย่าทวดและคุณยายทวดของเหลนๆรวมเบ็ดเสร็จลูกหลาน และเหลนของนางมีถึง 8,420 คน ทุกคนสามารถสัมผัสได้ถึงความรักและความปรารถนาดีที่นางมีให้ ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า

นอกจากนางจะเป็นอุบาสิกาตัวอย่างในวิถีธรรมแล้ว ในวิถีแห่งโลกนางวิสาขายังมีตำแหน่งที่คู่ควรอีกหลายตำแหน่งด้วยกันนั่นก็คือ“แม่ตัวอย่าง” “คุณย่า-คุณยายตัวอย่าง”และแถมท้ายด้วย“คุณทวดตัวอย่าง”อีกหนึ่งตำแหน่ง
อุบาสิกาตัวอย่าง

กิจนานัปการที่นางวิสาขามุ่งมั่นทำเพื่อพระพุทธศาสนาแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่เสียสละอย่างเด่นชัด ทุกครั้งที่พบว่าพระพุทธเจ้าหรือคณะสงฆ์มีปัญหาติดขัดเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียร นางไม่รีรอที่จะเข้าช่วยแก้ปัญหา ตัวอย่างเช่น เมื่อทราบข่าวว่ากุฏิมีไม่เพียงพอสำหรับพระสงฆ์ใช้ปฏิบัติธรรม นางก็บริจาคเครื่องประดับล้ำค่าของตนเป็นทุนสร้างกุฏิเพิ่ม เมื่อได้ยินว่า การที่ภิกษุและภิกษุณีเปลือยกายอาบน้ำเป็นทัศนะอันอุจาด นางริเริ่มความคิดที่จะถวายผ้าอาบน้ำฝนแด่พระภิกษุ และถวายผ้าผลัดอาบน้ำสำหรับภิกษุณี จนเป็นประเพณีถวายผ้าอาบน้ำพระมาถึงปัจจุบัน

 

เมื่อเห็นว่า พระอาคันตุกะ พระที่ต้องเดินทางไกล พระอาพาธ และพระที่ดูแลพระอาพาธ ไม่ใคร่จะสะดวกในการบิณฑบาต นางก็ถวายภัตตาหารแด่เหล่าภิกษุดังกล่าว และเมื่อตระหนักว่า ภิกษุที่ป่วยไข้มิได้ฉันยารักษาโรคนางก็ทูลขออนุญาตพระพุทธเจ้าถวายยารักษาอาการป่วยไข้ให้แด่พระภิกษุ

ภาพของนางวิสาขาในสายตาของศาสนิกชนทั่วไปจึงมิใช่อะไรอื่น หากแต่เป็นต้นแบบของบุคคลที่ยึด“การให้”เป็นสรณะของชีวิต

เรื่อง : อิสระพร บวรเกิด

อ่านบทความต้นฉบับ

สถูปบรรจุอัฐิของนางวิสาขาในเมืองสาวัตถี

🙏🏼 กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของภาพ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่ธรรมนี้ ทุกๆท่าน

กามนิต ผู้ที่หวังจะได้เข้าพบสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

กามนิต (เยอรมัน: Der Pilger Kamanita) เป็นวรรณกรรมประเภทนวนิยายอิงพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงมาก ประพันธ์ใน ค.ศ. 1906 โดยคาร์ล แอดอล์ฟ เกลเลอโรป นักประพันธ์ชาวเดนมาร์ก ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมใน ค.ศ. 1917

หนังสือกามนิตได้รับการยกย่องให้เป็นหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน ฉบับภาษาไทยแปลโดยเสฐียรโกเศศ–นาคะประทีป ในปี พ.ศ. 2473 มีรูปประกอบโดยอาจารย์ช่วง มูลพินิจ โดยแปลจากฉบับภาษาอังกฤษ (The Pilgrim Kamanita) ซึ่งแปลมาจากต้นฉบับภาษาเยอรมัน (Der Pilger Kamanita) อีกทอดหนึ่ง

เนื้อเรื่องย่อ

ในเรื่องกามนิต กล่าวถึงบุรุษผู้หนึ่งผู้ซึ่งมีนามว่า กามนิต ผู้ที่หวังจะได้เข้าพบสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อจะได้ขจัดความทุกข์ต่าง ๆ ที่ตนได้เผชิญมา และเพื่อจะได้พบกับความสุขอันเป็นนิรันดร์ ในระหว่างการเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้านั้น กามนิตได้เข้าขอพักที่บ้านของช่างปั้นหม้อท่านหนึ่งเป็นการชั่วคราว และในวันเดียวกันนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้เสด็จมาขอพักอาศัยที่บ้านหลังนั้นด้วยพอดี กามนิตจึงได้มีโอกาสเล่าเรื่องของตนเองและสนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้าโดยที่ไม่รู้เลยว่า สมณะที่สนทนาอยู่นั้นคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

เรื่องราวดำเนินส่วนแรกเป็นภาคพื้นดิน และต่อในส่วนหลังเป็นภาคสวรรค์ กามนิตได้เสียชีวิตระหว่างเดินทางเพื่อจะได้พบสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ไปเกิดเป็นเทวดาและพบกับวาสิฏฐี ทั้งสองได้เล่าเรื่องราวชีวิตหลังความรักในโลกมนุษย์ ประสบการณ์แห่งการไขว่คว้าหากันจนได้มาพบเจอพุทธศาสนา ตลอดจนการเห็น การเกิดดับของสรรพสิ่งที่แม้แต่สวรรค์และพรหมก็หลีกหนีไม่พ้นความเปลี่ยนแปลง มีแต่บรมสุขแห่งพระนิพพานที่เป็นทางออกแห่งการเดินทางอันยาวนานนี้ วาสิฏฐีได้เข้าถึงความจริงนี้ก่อน ทำให้กามนิตได้รู้ว่าบุคคลที่ตนพบในบ้านช่างปั้นหม้อและได้ให้สัจธรรมแห่งความจริงไว้พิจารณาคือใคร การไม่ต้องเวียนว่ายอีกต่อไปเป็นเช่นไรในที่สุด

ในเรื่องกามนิตนี้ มีกามนิตและวาสิฏฐีเป็นตัวเอก และนอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ยังมีองคุลิมาล พระอานนท์ และพระสารีบุตรปรากฏในเรื่องอีกด้วย เป็นการเชื่อมโยงหลักธรรมในพุทธศาสนากับความจริงแห่งความรักได้อย่างลึกซึ้งและกินใจ เดิมหนังสือไม่ได้มีการแบ่งเล่มเป็นสองภาค แต่ได้มีการแบ่งภาคเพื่อให้นักเรียนได้ศึกษาทำความเข้าใจส่วนภาคสวรรค์และประเด็นเรื่องนักบวชหญิงและภิกษุณี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

“คาถาขุนแผน” หลวงพ่อกวย แรงสุดๆ ท่องก่อนออกจากบ้าน เสริมเสน่ห์ เมตตา คนเอ็นดู

แรงสุด ๆ “คาถาขุนแผน” หลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม จังหวัดชัยนาท อีกหนึ่งคาถาที่เสริมเสน่ห์ให้คนรักคนเอ็นดู เจรจาค้าขายสำเร็จ ผู้ใหญ่เมตตา เจ้านายรัก ไม่ว่าจะเสกแป้ง น้ำหอม เวลาแต่งตัว หรือจะเสกใส่ของกิน ของฝากให้รักให้หลง แม้นแต่คนที่โกรธเกลียดกัน เห็นหน้ายังหายโกรธ ติดต่อเจรจาค้าขายขอความช่วยเหลือ ให้ท่องคาถา ก่อนออกจากบ้าน

คาถาขุนแผน หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม ก่อนจะท่องคาถา “คาถาขุนแผน” ให้ตั้งจิตให้เป็นสมาธิ ขอบารมีหลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม กำหนดจิตให้เห็นว่าท่านมาอยู่กับเรา

ตั้งนะโม 3 จบ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

อมสิทธิ ท้าวฟื้นเจริญศรี

หน้ากูงามคือพระแมน ณะมะพะทะ
แขนกูงามคือพระนารายณ์ ณะมะพะทะ

ฉายกูงามคือพระอาทิตย์ ณะมะพะทะ

ฤทธิ์กูงามคือพระจันทร์ ณะมะพะทะ
สาวในเมืองสวรรค์เห็นหน้ากูอยู่มิได้ ณะมะพะทะ
กูมาระลึกถึงฝูงหงษ์ ฝูงหงษ์ ก็มาลืมถ้ำคูหา ณะมะพะทะ
กูมาระลึกถึงมหาเสนา ก็มาลืมแท่นที่นอน ณะมะพะทะ

กูมาระลึกถึงลูกไก่อ่อน ก็วิ่งตามกูมา ณะมะพะทะ
กูมาระลึกถึงสาวใช้ก็มาลืมแม่ ณะมะพะทะ

กูมาระลึกถึงสาวแก่ก็มาหลงไหล ณะมะพะทะ
กูมาระลึกถึงเจ้าทัยเทวีก็มาลืมสวดมนต์ ณะมะพะทะ

กูมาระลึกถึงฝูงคน ก็มารักกูอยู่ทั่วหน้า ณะมะพะทะ

ทั่วชั้นฟ้าและพื้นดิน ณะมะพะทะ

เหมือนช้างรักงา ปลารักน้ำ เข้าอยู่ในดง ผมก็ลืมเกล้า ข้าวอยู่ในคอก็ลืมกลืน
ให้สะอื้นคิดถึงตัวกู อยู่ทุกเวลาและราตรี อิติสีกันณ์หชูชะโก โมกรุณา พุทธปราณี ทายินดี
ยะเอ็นดู เอหิกะระนิโย อิติปิโส ภะคะวา นะชาลีติ อิติมานิยม

พระคาถาทุกตัวนี้คัดมาจากตำราแก้วสารพัดนึก ของ หลวงพ่อกวย ซึ่งตำรานี้ได้รับมาจากอาจารย์ เฒ่าสุพรรณ

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรมวันอาสาฬหบูชา 13 กรกฎาคม 2565

‘สมเด็จพระสังฆราช’ ประธานพระคติธรรมเนื่องในวันอาสาฬหบูชา ทรงแนะพุทธศาสนิกชนเรื่องสัมมาสังกัปปะ หรือความคิดที่ถูกต้อง ในการลดละความอยากได้-พยาบาท-เบียดเบียนกัน

เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันอาสาฬหบูชา วันพุธที่ 13 กรกฎาคม 2565 ความว่า


ดิถีอาสาฬหบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ควรที่สาธุชนจักได้น้อมรำลึกถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ ณ อิสิปตนมฤคทายวัน อันเป็นการเริ่มประกาศพระศาสนา กระทั่งบังเกิดมีพระอริยสงฆ์ ครบถ้วนพร้อมเป็น “พระรัตนตรัย” ซึ่งเป็นสรณะนำทางชีวิตของพุทธบริษัท ให้มุ่งหน้าดำเนินไปสู่หนทางดับเพลิงกิเลสกองทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง

ปฐมเทศนาที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้นั้น คือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ทรงชี้บอกวิถีทางดับทุกข์ด้วยมรรคมีองค์ 8 ที่เรียกอีกอย่างว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา หรือการลงมือปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์

ทั้งนี้ ท่ามกลางภาวการณ์ปัจจุบัน อันเต็มไปด้วยภยันตรายอันน่าหวาดหวั่นที่หลายคนคิดว่าคงไม่อาจเกิดมีขึ้นแล้ว ก็กลับบังเกิดมีขึ้นอีกทั่วไปในโลก เช่น ภัยสงคราม ทุพภิกขภัย และภัยอาชญากรรมร้ายแรงต่างๆ เป็นต้น ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสวัสดิภาพของผู้คนในวงกว้าง

ท่านทั้งหลายพึงหันมาพิจารณาทบทวนอริยมรรค โดยใช้หนทางแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุสำคัญประการหนึ่ง ได้แก่ “สัมมาสังกัปปะ” ซึ่งหมายถึง “ความคิดที่ถูกต้อง” กล่าวคือ ความคิดที่จะลดละความอยากได้อยากมีจนเกินประมาณ ความคิดที่จะไม่พยาบาทจองเวรกัน และความคิดที่จะไม่เบียดเบียนกัน

ขอจงช่วยกันระดมความคิดเห็นในทางสันติ ฉลาดในการปรึกษาหารือกันด้วยสัมมาวาจา เพื่อแก้ไขปัญหาของสังคมในทุกระดับ ให้คลี่คลายไปได้ด้วยความอดทนอดกลั้น รู้จักละวางทิฐิมานะ ให้อภัย และมุ่งแผ่เมตตาต่อกันด้วยใจจริง

วันอาสาฬหบูชา นอกจากจะเตือนใจให้รำลึกถึงคุณพระรัตนตรัย อันเป็นสรณะสูงสุดของพุทธบริษัทแล้ว ยังอาจเตือนใจให้ทุกท่านตระหนักแน่วแน่ในปณิธานแห่ง “สัมมาสังกัปปะ” ได้อีกด้วย

เพราะฉะนั้น หากท่านประสงค์ให้สังคมไทยร่มเย็นเป็นสุข ก็ขอจงหมั่นเพียรศึกษาอบรมและปฏิบัติธรรมะ โดยเริ่มที่ตนเอง จากการมี “สัมมาสังกัปปะ” อยู่ทุกขณะจิต เป็นการเกื้อกูลให้ตนเอง และสรรพชีวิตผู้ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ต่างสามารถปลอดพ้นจากภยันตรายทั้งที่เป็นทุกข์ประจำ และทั้งที่เป็นทุกข์จรทั้งหลาย ได้สมความมุ่งมาดปรารถนาทุกประการ เทอญ.

หลักในการดำเนินชีวิต 19 ประการ โดย’ดาไล ลามะ’ผู้นำทางจิตวิญญาณสูงสุดของชาวทิเบต

ทะไลลามะที่ 14 พระฉายา แต็นจิน กยาโช เป็นทะไลลามะพระองค์ปัจจุบัน พระองค์เป็นพระสังฆราชของทิเบต เกิดที่เมืองตักเซอร์ ทิเบต ได้รับเลือกเป็นตุลกูของทะไลลามะที่ 13 ในปี ค.ศ. 1937 แล้วดำรงตำแหน่งทะไลลามะที่ 14 อย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1939 เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) และเป็นผู้นำจิตวิญญาณและผู้นำสูงสุดของชาวทิเบต

หลักในการดำเนินชีวิต 19 ประการ โดยองค์ทะไล ลามะ (ดาไล ลามะ) เทนซิน เกียตโซ
ผู้นำทางจิตวิญญาณสูงสุดของชาวทิเบต

1. พึงระลึกไว้เสมอว่า การจะได้พบความรักและความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นั้น ก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงอันยิ่งใหญ่เช่นกัน

2. เมื่อคุณแพ้ จงจำไว้เป็นบทเรียน

3. จงปฏิบัติตาม 3 Rs
– เคารพตนเอง (Respect for self)
– เคารพผู้อื่น (Respect for others)
– รับผิดชอบต่อการกระทำของตน (Responsibility for all your actions)

4. จงจำไว้ว่า การที่ไม่ได้อะไรตามใจปรารถนา ในบางครั้งถือว่าเป็นโชดดีอย่างน่าอัศจรรย์

5. จงเรียนรู้กฎ เพื่อจะรู้วิธีแหกกกฎอย่างเหมาะสม

6. จงอย่าปล่อยให้การขัดแย้งด้วยเรื่องเล็กน้อย มากระทบมิตรภาพอันยิ่งใหญ่

7. เมื่อรู้ว่าทำผิด จงแก้ไขในทันที

8. จงใช้เวลาอยู่คนเดียวบ้างในทุกๆ วัน

9. จงเปิดรับการเปลี่ยนแปลง แต่อย่าละทิ้งคุณค่าในตัวเอง

10. พึงระลึกไว้ว่า บางครั้งความเงียบก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุด

11. จงใช้ชีวิตให้ดีและมีเกียรติ เมื่อแก่ตัวลงแล้วมองย้อนกลับมา ก็จะสามารถมีความสุขกับชีวิตที่ผ่านมาได้อีกครั้ง

12. พื้นฐานสำคัญของชีวิต คือบรรยากาศอันเปี่ยมไปด้วยความรักในครอบครัว

13. เมื่อขัดใจกับคนที่คุณรัก ให้จัดการเฉพาะเรื่องปัจจุบันเท่านั้น อย่าขุดคุ้ยอดีต

14. จงแบ่งปันความรู้ เพื่อที่จะเป็นหนทางสู่ความเป็นนิรันดร์

15. พึงปฏิบัติต่อโลกด้วยความอ่อนโยน

16. จงเดินทางไปในสถานที่ที่ไม่เคยไป อย่างน้อยปีละครั้ง

17. จงจำไว้ว่า ความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด คือการมีความรักให้กันและกัน ให้ “มากกว่า” ความต้องการที่เรียกร้องจากกันและกัน

18. จงตัดสินความสำเร็จของตน ด้วยสิ่งที่ต้องเสียไปเพื่อที่จะได้ความสำเร็จนั้นมา

19. จงเข้าหาความรักด้วยความไม่ประมาท

Cr : วัดป่า

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม วันวิสาขบูชา 2565

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม วันวิสาขบูชา 2565 มีสติ-ไม่ประมาท หมั่นบริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา

สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช โพสต์เพจเฟซบุ๊ก สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันวิสาขบูชา 2565 ดังนี้

เนื่องในวันวิสาขบูขา 15 พฤษภาคม 2565 เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม ความว่า

ดิถีวิสาขบูชา คล้ายดีถีประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง จึงควรที่พุทธบริษัททั้งหลาย จักได้พร้อมเพรียงกันประกอบกุศลกิจ กระทำสักการบูชาพระรัตนตรัย ทั้งด้วยอามิสบูชา ทั้งด้วยปฏิบัติบูชา เป็นกรณีพิเศษ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้วยการอบรมศึกษาพระธรรม ให้สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นสาวก ซึ่งแปลว่าผู้สดับตรับฟังคำสั่งสอนของศาสดา

วันวิสาขบูชา เป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงพระปัจฉิมวาจา ซึ่งพระพุทธองค์ทรงพระปรารภสรุปธรรมทั้งปวง ตักเตือนให้ตระหนักอยู่ทุกขณะจิตว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา บุคคลจึงพึงยัง ความไม่ประมาท ให้ถึงพร้อม

ทั้งนี้ ธรรมะที่ช่วยกำกับใจให้รู้จักปล่อยวางและกำกับปัญญา กล่าวคือ ไม่ปล่อยปละให้ปัญญานำกายถลำลงสู่ความประมาท ย่อมได้แก่ สติ อันอุปมาดั่งนายประตู คอยป้องกันไม่ให้ความชั่วหรือความผิดพลาดอาจจู่โจมเข้าสู่ภายใน

เพราะฉะนั้น ผู้ปรารถนาความพ้นทุกข์ จึงพึงเพิ่มพูนความไม่ประมาททั้งทางโลกและทางธรรม หมั่นเจริญพุทธานุสติและมรณัสสติเป็นอาจิณ โดยสำนึกเสมอว่า แม้สมเด็จพระบรมศาสดาผู้ทรงพระคุณเป็นเลิศในโลก ยังเสด็จล่วงลับดับขันธ์ไปตามธรรมดาของสังขาร

ฉะนั้น เราทั้งหลายผู้มีธุลีในดวงตา ไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่าความตายจะมาถึงเมื่อไร จึงควรขวนขวายบำเพ็ญบุญกิริยา ด้วยการบริจาคทาน รักษาศีล และอบรมเจริญภาวนา เพื่อประโยชน์สุขในปัจจุบันและในเบื้องหน้า

สมดังพระพุทธานุศาสนีที่ว่า อปฺปมตฺโต หิ ฌายนฺโต ปปฺโปติ วิปุลํ สุขํ แปลความว่า ผู้ไม่ประมาทพินิจอยู่ ย่อมถึงสุขอันไพบูลย์ ในทุกสถาน

ขอสาธุชนจงมุ่งมั่นหมั่นศึกษาอบรมเจริญสติ ให้รู้เท่าทันกาย วาจา และใจของตนเอง ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท อันนับเป็น ปฏิบัติบูชา ที่พึงกระทำต่อพระรัตนตรัย เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสืบไป ตลอดกาลนาน เทอญ

ได้คืนแล้ว! ตร.หนองคายตามพระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง อายุกว่า 200 ปี หลังถูกขโมยหายจากวัด

ชาวบ้านสีกายเหนือ จังหวัดหนองคาย ชาวบ้านยิ้มกันแก้มปริ ตำรวจหนองคายตามพระพุทธรูปศิลปะล้านช้างอายุกว่า 203 ปีที่ถูกคนร้ายขโมยหายไปจากศาลาวัดศรีสว่างกลับคืนมาได้แล้ว พร้อมจับ 2 หนุ่มสาวคนขโมยไปดำเนินคดี

หนองคาย – เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (30 เม.ย.) ที่ศาลาหลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง อ.เมืองหนองคาย พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล ผบก.ภ.จ.หนองคาย, พ.ต.อ.พิรัช อุดมพิสุทธิคุณ รองผบก.ภ.จ.หนองคาย, พ.ต.อ.สุรกิจ ค้วนเครือ ผกก.กก.สส.ภ.จ.หนองคาย ได้นำพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านช้าง อายุ 203-204 ปี ที่ถูกคนร้ายขโมยหายไปจากวัดศรีสว่าง บ้านสีกายเหนือ ต.สีกาย อ.เมืองหนองคาย นำมาส่งคืนให้กับ พระราชรัตนาลงกรณ์ เจ้าคณะจังหวัดหนองคาย เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัยพระอารามหลวง ก่อนจะส่งต่อให้พระอธิการภิญโญ ธิตะธัมโม เจ้าอาวาสวัดศรีสว่างที่มาพร้อมกับชาวบ้านสีกายเหนือจำนวนหนึ่งมารับพระพุทธรูปกลับคืนสู่วัด

พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล ผบก.ภ.จ.หนองคาย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13 เม.ย.65 พระอธิการภิญโญ ธิตะธัมโม เจ้าอาวาสวัดศรีสว่าง พร้อมชาวบ้านสีกายเหนือ ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.บ้านเดื่อ ว่าพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านช้าง อายุประมาณ 203-204 ปี ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่ศาลาวัดศรีสว่างพร้อมกับพระพุทธรูปองค์อื่นๆของวัด ได้หายไป

คาดว่าจะมีคนขโมยไป หลังได้รับแจ้งตำรวจ สภ.บ้านเดื่อ ได้ประสานกับกองกำกับการสืบสวน ภ.จ.หนองคาย สืบสวนหาข่าว จนทราบว่าพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวหายไปตั้งแต่เดือน ต.ค.64

ต่อมาตำรวจได้รับการประสานจากพลเมืองดีว่ามีพระพุทธรูปลักษณะคล้ายกับองค์ที่หายไปขอให้ตำรวจมาตรวจสอบ เมื่อตำรวจไปตรวจสอบพบว่าเป็นพระพุทธรูปองค์ที่หายไปจริง และได้นำพระพุทธรูปกลับคืนมา จากการตรวจสอบทำให้ทราบตัวผู้กระทำความผิด มี 2 คน คือ นายสุรศักดิ์ คำม่วน อายุ 34 ปี และ น.ส.สุดารัตน์ สีหะปัญญา อายุ 32 ปี ชาวบ้านปากสวย ต.บ้านเดื่อ อ.เมืองหนองคาย

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ติดตามจับกุมได้เมื่อวันที่ 22 เม.ย.65 ที่ผ่านมา พร้อมแจ้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นพระพุทธรูปซึ่งเป็นที่สักการะบูชาของประชาชนฯ พร้อมกันนี้อยากขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันดูแลรักษาพระพุทธรูปหรือทรัพย์สินที่มีค่าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสมบัติส่วนรวมให้ดี หากพบเห็นสิ่งผิดปกติขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที ไม่ควรปล่อยเวลาให้ล่วงเลยนานเกินไป.

ด้านนายทวี เหล่าหนาด ผู้ใหญ่บ้านสีกายเหนือ กล่าวว่า ชาวบ้านไม่ทราบว่าพระหายไปตอนไหน จนได้เห็นว่ามีภาพที่ระบุว่าหายไปในโซเชียลจึงได้แจ้งตำรวจให้ช่วยติดตามพระกลับคืนมา ไม่นานก็ได้พระพุทธรูปคืน อยากขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เอาใจใส่ติดตามคดีนี้จนสามารถนำพระพุทธรูปที่ชาวบ้านกราบไหว้มาคืนให้กับทางวัด.

บทความต้นฉบับ

ได้คืนแล้ว!พระพุทธรูปศิลปล้านช้างเก่าแก่อายุกว่า203หลังถูกขโมยหายจากวัด

“5 ราศี” ถึงเวลารวยหลังดาวพฤหัสย้าย 8 เม.ย. 65 ที่ผ่านมา การเงินคล่องตัว เฮงสุดในรอบ 12 ปี

เคลื่อยย้ายไปเรียบร้อย สำหรับดาวพฤหัสบดี ที่เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2565 ที่ผ่านมาได้เคลื่อนย้ายมุม และตามศาสตร์ความเชื่อนั้น ก็จะส่งผลต่อผู้ที่เกิดในราศีต่าง ๆ ล่าสุด หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา ออกมาชี้บอก คนกำลังรวย 5 ราศี หลังดาวพฤหัสย้าย มีราศีใดบางตามมาเช็คกัน

หลังจากที่”ดาวพฤหัสย้าย” เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2565 ที่ผ่านมานั้น แน่นอนว่า ตามศาสตร์การพยากรณ์และความเชื่อ มักจะส่งผลต่อผู้ที่เกิดในราศีต่าง ๆ ล่าสุด “หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา” ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ เหล่าราศีที่ดวงดี สุดปัง ดวงคนรวยให้ทราบแล้ว ว่ามีราศีใดบ้าง แถมเป็นดวงที่มีโชคมากที่สุดในรอบ 12 ปี พร้อมกับจัดอันดับมาให้ทราบกัน 5 ราศี

โดยจาการพยากรณ์ การทำนายของ “หมอช้างทศพร” และหยิบมาเผยแพร่ให้ชมกันหลังจากที่ “ดาวพฤหัสย้าย” ว่ามี 5 ราศี ด้วยกันที่จะเกิดผลดี เรียกว่าเตรียมตัวรวยกันได้เลย ประกอบด้วย “5 อันดับราศี ถึงเวลารวยหลังดาวพฤหัสย้าย 8 เมษายน 65

ราศีมีน 15 มี.ค. – 13 เม.ย. : เฮงที่สุดในรอบ 12 ปีการเงินคล่องตัว
ราศีกุมภ์ 13 ก.พ. – 14 มี.ค. : มั่งคั่งร่ำรวย โชคลาภโดดเด่น
ราศีพิจิก 17 พ.ย. – 15 ธ.ค. : การเงินมั่นคง มีรายได้ใหม่ๆเพิ่มขึ้น
ราศี พฤษภ 15 พ.ค. – 14 มิ.ย. : โชคเข้าข้าง รับทรัพย์แบบไม่คาดฝัน
ราศี กันย์ 17 ก.ย. – 17 ต.ค. : ค้าขายก้าวหน้า การเงินงอกเงย

เรียกว่าเหล่าราศีทั้ง 5 ที่ “หมอช้าง ทศพร” ได้เปิดคำทำนายจากศาสตร์พยากรณ์ที่เชี่ยวชาญ ก็ยิ้มรับความสุขความดีใจกันไปเต็ม ๆ แต่อย่างที่หลายคนกล่าวเสมอ ๆ ว่า แม้พื้นฐานเรื่องความเชื่อดวงจะเฮง ดีปังขนาดไหน แต่หากไม่มานะพยายามลงมือทำงาน มัวแต่นั่งรอโชคลาภแล้ว ก็ไม่เกิดผลดี

คำทำนาย เรื่องความเชื่อเป็นเรื่องส่วนบุคคลโปรดใช้วิจาณญาณในการรับข้อมูล

「 บทความต้นฉบับ 」

เทศกาลที่พิสูจน์ความศรัทธา นมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง ‘เขาคิชฌกูฏ’ 2568

จันทบุรี – เทศกาลที่พิสูจน์ความศรัทธาของชาวพุทธอย่างมาก กับประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ประเพณีขึ้นเขาคิชฌกูฎ จ.จันทบุรี  กำหนดเปิด!! เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี วันที่ 29 มกราคม – 29 มีนาคม 2568 ประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง เขาคิชฌกูฏ เปิดเพียงปีละครั้ง ระยะเวลา 2 เดือน เพื่อขึ้นไปสักการะรอยพระพุทธบาทที่สูงที่สุดในประเทศไทย

นมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง 'เขาคิชฌกูฏ' 2568

“รอยพระพุทธบาทพลวง” หรือ “รอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏ” นับเป็นรอยพระพุทธบาทที่สูงที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากรอยพระพุทธบาทดังกล่าวประดิษฐานอยู่บนภูเขาสูงจากระดับน้ำทะเล 1,050 เมตร มีการค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2397 แต่ผู้ที่มาบุกเบิกเปิดตำนานรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ให้คนรู้จักคือ “หลวงพ่อเขียน” โดยในปี พ.ศ. 2515 ได้บุกเบิกทางขึ้น และนำรถยนต์ขึ้นเขาเป็นครั้งแรกก่อนจะค่อยๆ พัฒนาเส้นทางขึ้นยอดเขาให้ดีและปลอดภัยยิ่งขึ้น

มาจนถึงปัจจุบันรอยพระพุทธบาทพลวงขึ้นชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ และมีความเชื่อว่าผู้ที่เดินขึ้นไปถึงยอดเขาซึ่งมีรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่นั้นจะได้บุญสูง อีกทั้งยังเชื่อกันว่า การได้มานมัสการรอยพระพุทธบาทพลวงบนยอดเขาคิชฌกูฏ เปรียบได้กับการเข้าเฝ้าองค์พระศาสดา ถือเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ ในแต่ละปีจึงมีพุทธศาสนิกชนนับแสนหลั่งไหลมาสักการะรอยพระพุทธบาทด้วยความศรัทธาเป็นจำนวนมหาศาลในทุกๆ ปี

สำหรับประเพณี นมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี นั้นเป็นประเพณีศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทยให้การเคารพนับถืออย่างมาก การนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏหรือพระบาทพลวง เป็นเทศกาลเดือน 3 ที่ปฏิบัติกันมาช้านาน แต่เดิมเริ่มขึ้นไปนมัสการในวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี

โดยในปี 2568 อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ ได้แจ้งกำหนดการประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี 2568 ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม – 29 มีนาคม 2568 โดย 1 ปีจะเปิดเพียง 1 ครั้งเท่านั้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก เขาคิชฌกูฎ-พระบาทพลวง จันทบุรี โทรศัพท์ 08 3034 8835 หรือเฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี KhaoKhitchakut National Park โทรศัพท์ 0 3960 9672