๑๐ ความเชื่อของชาวโนรา

๑๐ ความเชื่อของชาวโนรา…ความเชื่อมีความหมายอยู่หลายความหมาย ซึ่งนักวิชาการและผู้รู้ได้ให้ความหมายของ ความเชื่อไว้ในแง่มุมต่าง ๆ ว่า ความเชื่อ คือ การยอมรับว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นความจริงหรือเป็นสิ่งที่เราไว้ใจ ความจริงหรือความไว้วางใจที่เป็นรูปของความเชื่อนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นความจริงที่ตรงตามหลัก เหตุผลหรือ หลักวิทยาศาสตร์ใด ๆ คนที่เชื่อในฤกษ์ยามก็จะถือว่า วันเวลาการโคจรของดวงดาวจะก่อให้เกิดผล ต่อตัวมนุษย์

คนที่เชื่อเครื่องรางของขลังก็จะมีความยึดมั่นว่า เครื่องรางของขลังให้คุณให้โทษแก่ตนได้จริง ตัวอย่างของความเชื่อ ได้แก่ ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ โชคลาง ของขลัง ผีสาง นางไม้ ความเชื่ออำนาจ ลึกลับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เหล่านี้เป็นต้น สำหรับความเชื่อของชาวโนราที่มีผลต่อจิตวิญญาณของคนในชุมชนผ่านการสืบสาน ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นมีความเชื่ออยู่หลากหลายประการ ดังนี้

๑.ความเชื่อเกี่ยวกับครูหมอโนรา บางแห่งเรียกว่า ตายายโนรา คือบูรพาจารย์โนราและบรรพบุรุษของโนราที่ล่วงลับไปแล้ว โดยโนราเชื่อว่าครูหมอเหล่านี้ยังมีความผูกพันกับลูกหลานและผู้มีเชื้อสายโนรา หากลูกหลาน เพิกเฉยไม่เคารพบูชาไม่เซ่นไหว้ ก็จะได้รับการลงโทษจากครูหมอโนราด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ทำให้ เจ็บป่วยจะแก้ได้ด้วยการบนบวงสรวง อนึ่ง ถ้าจะให้ครูหมอโนราช่วยเหลือในกิจบางอย่างก็ทำได้โดย การบนบานหรือบวงสรวงเช่นกัน จากความเชื่อนี้จึงทำให้เกิดพิธีกรรมโนราโรงครูซึ่งในพิธีนี้ มีการเชิญ ครูหมอโนราเข้าทรงรับเครื่องสังเวยและมีการรำถวายครู

๒.ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ การรำโนราและการประกอบพิธีกรรมโนราโรงครูจะเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางไสยศาสตร์ เช่น เวทมนตร์คาถา การทำและป้องกันคุณไสย เชื่อเรื่องเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เชื่อเรื่องโชคลาง เชื่อเรื่องอำนาจเร้นลับของโนราใหญ่ในขณะทำพิธีโนราโรงครู

๓. ความเชื่อเรื่องการรำแก้บน ชาวบ้านและคณะโนราเชื่อว่า การบนและการแก้บนครูหมอโนราจะทำให้ตนเองได้รับ ความช่วยเหลือในสิ่งที่ปรารถนา และพ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนต่าง ๆ การบนและการแก้บนมีทั้งเกิดจากความต้องการให้ครูหมอโนราช่วยเหลือ และบนเพราะถูกครูหมอโนราลงโทษด้วยสาเหตุต่าง ๆ

๔. ความเชื่อเรื่องการรำครอบเทริดหรือผูกผ้าใหญ่ คณะโนราเชื่อว่าผู้ที่จะเป็นโนราโดยสมบูรณ์สามารถเป็นโนราใหญ่หรือนายโรงโนราและทำพิธีโนราโรงครูได้ ต้องได้รับการครอบเทริดหรือผูกผ้าใหญ่เสียก่อน

๕.ความเชื่อเรื่องการผูกผ้าปล่อย ชาวบ้านและคณะโนราเชื่อว่าผู้ที่เป็นโนราหรือเชื้อสายโนรา หากมีความประสงค์จะเลิกรำโนรา ตัดขาดจากเชื้อสายโนราโดยไม่ถูกครูหมอโนราลงโทษ ต้องมาให้โนราใหญ่ทำพิธีผูกผ้าปล่อยให้ในพิธีโนราโรงครูจึงจะตัดขาดจากความเป็นโนราและเชื้อสายโนราได้

ความเชื่อเรื่อง “เหยียบเสน” ในพิธีกรรมโรงครู ภาพ – Thai PBS

๖.ความเชื่อเรื่องการเหยียบเสน ชาวบ้านและคณะโนราเชื่อว่า เสน เกิดจากการกระทำของผีเจ้าเสน ผีโอกะแชง ตายายย่าง คือ ผีบรรพชนกระทำให้เจ็บออด ๆ แอด ๆ ซูบผอมจนเกิดแผลปานแดงนูน บนตัวทารกที่เรียกว่า “เสน” จากความเชื่อว่าถูกทำเครื่องหมายก่อนที่จะกลับมาเกิด หรือเพราะครูหมอโนราต้องการให้เด็กคนนั้นรำโนรา จึงทำเครื่องหมายเอาไว้ จะหายได้ก็ต่อเมื่อโนราใหญ่ ทำพิธีเหยียบเสนให้ในพิธีกรรมโนราโรงครู

๗.ความเชื่อเรื่องการตัดผมผีช่อ ชาวบ้านและคณะโนราเชื่อว่าผมที่จับกันเป็นกระจุกหรือเหมือนผูก มัดไว้ตั้งแต่กำเนิด เป็นเพราะครูหมอโนราต้องการให้คนหนึ่งคนใดเป็นโนราหรือคนทรง ครูหมอโนราจึงผูกผมเป็น เครื่องหมายเอาไว้ จะแก้ได้โดยให้โนราใหญ่เป็นผู้ตัดในพิธีกรรมโนราโรงครู เชื่อว่าผมที่ตัดออกจะเป็น ของขลังสำหรับเจ้าของ และผมที่งอกขึ้นใหม่จะไม่เป็นกระจุกอีก

๘.ความเชื่อเรื่องการรำสอดเครื่องสอดกำไล (พิธีสอดไหมรยฺ) ชาวบ้านและคณะโนราเชื่อว่า ผู้ที่จะต้องการจะได้รับการยอมรับในการเป็นโนราจากครู โนรา ต้องผ่านพิธีการรำสอดเครื่องหรือที่เรียกว่า “จำผ้า”ส่วนผู้ที่ต้องการจะฝากตัวเป็นศิษย์ของโนรา ทั้งที่เคยหัดรำโนรามาแล้วหรือไม่เคยหัดรำมาก่อน จะต้องทำพิธีสอดกำไล หรือสอดไหมรยฺ เพื่อให้ครูรับไว้เป็นศิษย์

๙.ความเชื่อเรื่องการรักษาอาการป่วยไข้ ชาวบ้านและคณะโนราเชื่อว่าครูหมอและพิธีกรรมโนราโรงครูสามารถรักษาอาการป่วยไข้ที่มาจากความผิดปกติของร่างกาย โรคภัยหรือเกิดจากการกระทำของครูหมอโนรา ด้วยการบนบาน การรักษาด้วยเวทย์มนต์คาถาโดยผ่านโนราหรือคนทรงครูหมอโนรา

๑๐.ความเชื่อเรื่องการเข้าทรงและร่างทรง ชาวบ้านและคณะโนราเชื่อว่าครูหมอสามารถติดต่อกับลูกหลานได้โดยผ่านศิลปินโนรา โดยเฉพาะโนราใหญ่และการเข้าทรงในร่างของครูหมอโนราองค์นั้น ๆ

เนื่องจาการดำรงชีวิตของมนุษย์ในสมัยโบราณที่มีความเจริญทางด้านวิชาการน้อย ความเชื่อจึงเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติที่มนุษย์ได้เชื่อว่า เป็นการบันดาลให้เกิดขึ้นจากอำนาจของเทวดา พระเจ้า เทพ ภูตผีปีศาจ หรือวิญญาณของบรรพบุรุษ มนุษย์จึงพยายามที่จะคิดหาวิธีการที่จะก่อให้เกิดผลในทางที่ดีให้กับคนชุมชนตลอดจนคนในครอบครัว จึงเกิดความเชื่อนานัปการขึ้นและเป็นการแก้ปัญหาให้พบกับความสุข เพื่อกระทำต่อสิ่งที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติเหล่านั้น ทำให้เกิดเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นพิธีกรรมต่าง ๆ ผ่านโนรา หรือศาสนาเกิดขึ้นด้วยการเคารพต่อสิ่งที่มองไม่เห็น

การบนบานศาลกล่าวต่อวิญญาณบรรพบุรุษเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นองค์ความรู้ทางด้านความคิดของบรรพบุรุษที่ได้มีการส่งต่อมาถึงลูกหลาน ซึ่งปัจจุบันความเจริญทางด้านวิชาการแขนงต่าง ๆ นั้นอาจมีมากมาย พร้อมทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้การดำรงชีวิตอาจจะแตกต่างจากรุ่นปู่ ย่า ตายาย ในอดีต แต่เรื่องราวความเชื่อต่าง ๆ ของชาวโนราก็ยังให้มีให้พบเห็นผ่านพิธีกรรมโนราโรงครู การแสดงโนรา ซึ่งยังมีการสืบสาน รักษา และต่อยอดโดยลูกหลานเชื่อสายโนรานั้นเอง

ที่มา : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
📷 โนรา

ตำนาน “ครูกายแก้ว” พ่อใหญ่ บรมครูผู้เรืองเวทย์ ผู้ประทานเงินทอง ความร่ำรวย พร้อมวิธีขอพรให้สมดั่งใจ

ครูกายแก้ว ประวัติที่มาเป็นอย่างไร? “ครูกายแก้ว” หรือที่หลายๆคนอาจรู้จักกันในนามของ “พ่อใหญ่ บรมครูผู้เรืองเวทย์” นี้ มีที่มาเท่าที่ปรากฎว่ามากับพระธุดงค์ที่จังหวัดลำปาง จากการที่พระรูปนี้ได้ธุดงค์ไปทำสมาธิที่ปราสาทนครวัดนครธม ประเทศกัมพูชา และต่อมาก็ได้มอบครูกายแก้วนี้ให้กับลูกศิษย์นั่นก็คือ อาจารย์ถวิล มิลินทจินดา หรือพ่อหวิน นักร้องเพลงไทยเดิมของกองดุริยางค์ทหารสมัยก่อน ผู้เป็นอาจารย์ของท่านอาจารย์สุชาติ รัตนสุข ผู้สร้างองค์ปฐมของครูกายแก้วขึ้นในประเทศไทย

ครูกายแก้ว

ในครั้งแรกที่อาจารย์สุชาติได้รับมอบครูกายแก้วมานั้น องค์ครูมีขนาดเล็ก เป็นลักษณะคนนั่งหน้าตักเพียงแค่ประมาณ 2 นิ้วเท่านั้น และต่อมาครูกายแก้วก็ปรากฎกายให้อาจารย์สุชาติได้เห็น ในตอนนั้นเองอาจารย์สุชาติก็ได้ทำการวาดภาพของครูกายแก้วจากจินตนาการ และทำการหล่อรูปองค์ครูขึ้นเป็นองค์แรก มีลักษณะเป็นองค์ยืน คล้ายคนแก่ นำไปไว้ที่สำนัก จุ ดประสงค์ก็เพื่อเป็นการบูชาครูนั่นเอง

โดยรูปร่างลักษณะขององค์ครูกายแก้วที่อาจารย์สุชาติสร้างขึ้นมานั้น เป็นลักษณะของผู้บำเพ็ญ กึ่งมนุษย์กึ่งนก มีปีกด้านหลัง มีเขี้ยวทองเพื่อสื่อถึงนกการเว ก อ้างอิงตามหลักฐานที่ปรากฎอยู่บนกำแพงบายน ที่มีประวัติของการเวกซึ่งเป็นพวกนักดีดสีตีเป่า ถือเป็นครูของศาสตร์ศิลป์ทั้งหลายในยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ของกัมพูชา

ปัจจุบันองค์ปฐมแบบยืนของครูกายแก้วนั้นถูกย้ายไปไว้ที่บ้านของคุณสุวรรณี เต็มเจริญสุข ส่วนองค์ต่อมาที่เป็นแบบองค์นั่งก็ถูกเก็บเอาไว้บูชาที่บ้านของท่านอาจารย์สุชาติเอง แต่หากว่าใครอยากจะกราบไหว้ขอพรองค์ครูกายแก้ว ก็สามารถไปได้ที่เทวาลัยพระพิฆเนศห้วยขวาง ที่นั่นมีองค์ครูกายแก้วแบบนั่งเช่นเดียวกัน

และการบูชาองค์ครูกายแก้วนั้น เหล่าศิษยานุศิษย์จะทำการบูชาครูด้วยธูป 5 ดอก กราบไหว้องค์ครู หลังจากนั้นจะทำการถวายเงินที่ตู้แก้วของครูกายแก้ว และทำการเคาะแล้วจึงขอพรบอกกล่าวความปรารถนาแก่องค์ท่าน

นอกจากองค์ครูกายแก้วที่อยู่ที่ประเทศไทยแล้ว ความศรัทธาที่มีต่อครูนี้ก็ยังเผยแผ่ไปไกลยังฮ่องกง โดยที่นั่นเองก็มีองค์ครูกายแก้ว ซึ่งเป็นที่เลื่องลือในด้านของความศักดิ์สิทธิ์ ให้พรในเรื่องความสำเร็จ ความร่ำรวย เจริญรุ่งเรืองเงินทอง จนชาวฮ่องกงพากันเปรียบองค์ครูกายแก้วเป็นเทพเจ้าแห่งความร่ำรวยเลยทีเดียว

ครูกายแก้ว

คาถาบูชาครูกายแก้ว

“นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธ ธัสสะ” (ตั้งนะโม 3 จบ)
“มะอะอุ ครูกายแก้ว เมตตา จะมหาราชา สัพพะสเน่หา มะมะจิตตัง ปิยังมะมะ” (สวด 9 จบ)

ครูกายแก้ว

ครูกายแก้ว วิธีขอพรอย่างไรให้เห็นผล

นอกจากตั้งนะโม สวดคาถาบูชาครูกายแก้วแล้ว ต้องระบุชื่อ-นามสกุลจริง วันเดือนปีเกิด และตั้งจิตอธิษฐานขอพรตามปรารถนา นอกจากนี้ยังต้องเตรียมของสำหรับใช้บูชา ดังนี้

▪︎ ธูป 5 ดอก
▪︎ เทียน 1 เล่ม
▪︎ มะพร้าวน้ำหอมเผา
▪︎ ผลไม้ 3-5 อย่าง
▪︎ ของหวาน 3-5 อย่าง
▪︎ ทองคำเปลว
▪︎ หมากพลู
▪︎ น้ำหอมน้ำปรุง

ครูกายแก้ว

การบูชาหรือขอพรครูกายแก้วอาจเป็นการช่วยเสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้บูชา แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อ ความศรัทธา และวิจารณญาณของแต่ละบุคคล

ที่มา : ครูกายแก้วและครูกายแก้ว.com
ที่มาของภาพ : เฟซบุ๊กศาลพระพิฆเนศ อาเขตเชียงใหม่

บทสวดพลิกชีวิต แก้ไขเรื่องร้ายให้กลายเป็นเรื่องดี

สำหรับใครที่รู้สึกว่าชีวิตของตัวเองนั้นติดขัด รู้สึกว่าดวงไม่ดี ทำอะไรก็เกิดอุปสรรค ไม่ว่าเป็นทั้งเรื่องเงิน เรื่องการงาน หมั่นสวดเป็นประจำทุกวัน ช่วยเสริมดวง เปิดดวงชะตาแก้ไขเรื่องร้ายให้กลายเป็นเรื่องดี เชื่อว่าจะช่วยเหลือดวงเราดีขึ้น และผ่านอุปสรรคทั้งหลายไปได้ แล้วจะพบปาฏิหารย์

สวดมนต์

บทสวดคาถาพิชัยสงคราม

(นะโม 3 จบ)

นะโม เม สัพพะเทวานัง สัพพะคะระหะ จะ เทวานัง สุริยัญจะ ปะมุญจะถะ สะสิ ภุมโม จะ เทวานัง วุโธ ลาภัง ภะวิสสะติ ชีโว สุกะโร จะ มะหาลาภัง โสโร ราหูเกตุ จะ มะหาลาภัง สัพพะภะยัง วินาสสันติ สัพพะทุกขัง วินาสสันติ สัพพะโรคัง วินาสสันติ ลักขะณา อะหัง วันทามิ สัพพะทา สัพเพ เทวา มัง ปาละยันตุ สัพพะทา เอเตนะ มังคะละเตเชนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุ เม.

บทสวดชนะมาร

ปัญจะมาเร ชิโนนาโถ ปัตโต สัมฑโพธิมุตตะมัง จะตุสัจจัง ปะกาเสติ ธัมมะจักกัง ปะวัตตะยิ

เอเตนะ สัจะวัชเชนะ โหตุ เม ชะยะมังคะลัง

สวดมนต์

บทสวดพระมหาจักรพรรดิ

(นะโม 3 จบ)

นะโม พุทธายะ พระพุทธะไตรรัตนญาณ มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะ สุธรรมา พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทธโมนะ

พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา อัคคีทานัง วะรังคันธัง สีวะลี จะ มะหาเถรัง อะหัง วันทามิ ทูระโต อะหัง วันทามิ ธาตุโย อะหัง วันทามิ สัพพะโส พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ.

บทสวดผูกมิตร

มนุสสานัง สะหะยัง ปิโยเทวา สีหะราชา เอหิจิตตัง ปิยังมะมะ

ขอมนุษย์ทั้งหลาย องค์เทพเทวาทั้งหลาย สัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย จงมีจิตที่เป็นมิตรสามัคคีกับข้าพเจ้าด้วยเทอญ

บทแผ่เมตตาให้ตนเอง

อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข

นิททุกโข โหมิ ปราศจากความทุกข์

อะเวโร โหมิ ปราศจากเวร

อัพยาปัชโฌ โหมิ ปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง

อะนีโฆ โหมิ ปราศจากความทุกข์กายทุกข์ใจ

สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ มีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

บทแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งหมดทั้งสิ้นเถิด

อริยสัจ ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ

“เราทั้งหลายเป็นผู้ที่มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว”
อาทิ ความแก่ ความเจ็บ ความพลัดพรากสูญเสีย
และความตาย การรู้ว่ามีสิ่งเหล่านี้รอเราอยู่ข้างหน้า
จะช่วยเตือนใจ ให้เราไม่ใช้ชีวิตอย่างประมาท

ผลงาน อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

เป็นหลักคำสอนหนึ่งของพระโคตมพุทธเจ้า แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยบุคคล หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มีอยู่ 4 ประการ คือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และ หนทางไปสู่ความดับทุกข์ ความจริงเหล่านี้เรียกว่า อริยสัจ 4

1. ทุกข์
คือ การมีอยู่ของทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ และตายล้วนเป็นทุกข์ ความเศร้าโศก ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวล ความกลัวและความผิดหวังล้วนเป็น ทุกข์ การพลัดพรากจากของที่รักก็เป็นทุกข์ ความเกลียดก็เป็นทุกข์ ความอยาก ความยึดมั่นถือมั่น ความยึดติดในขันธ์ทั้ง 5 ล้วนเป็นทุกข์

2. สมุทัย
คือ เหตุแห่งทุกข์ เพราะอวิชา ผู้คนจึงไม่สามารถเห็นความจริงของชีวิต พวกเขาตกอยู่ในเปลวเพลิงแห่งตัณหา ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล ความกลัว และความผิดหวัง

3. นิโรธ
คือ ความดับทุกข์ การเข้าใจความจริงของชีวิตนำไปสู่การดับความเศร้า โศกทั้งมวล อันยังให้เกิดความสงบและความเบิกบาน

4. มรรค
คือ หนทางนำไปสู่ความดับทุกข์ อันได้แก่ อริยมรรค 8 ซึ่งได้รับการหล่อ เลี้ยงด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีสติความมีสตินำไปสู่สมาธิและปัญญาซึ่งจะปลดปล่อย ให้พ้นจากความทุกข์และความโศกเศร้าทั้งมวลอันจะนำไปสู่ความศานติและ ความเบิกบาน พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตานำทางพวกเราไปตามหนทางแห่งความรู้แจ้งนี้

1. สัมมาทิฐิ (ความเห็นที่ถูกต้อง) หมายถึง ความรู้ในอริยสัจ ๔
2. สัมมาสังกัปปะ (ความคิดที่ถูกต้อง) หมายถึง ความคิดในการออกจากกาม ความไม่พยาบาท และการไม่เบียดเบียน
3. สัมมาวาจา (วาจาที่ถูกต้อง) หมายถึง การเว้นจากการพูดเท็จ หยาบคาย ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ
4. สัมมากัมมันตะ (การปฏิบัติที่ถูกต้อง) หมายถึง เจตนาละเว้นจากการฆ่า โจรกรรม และการประพฤติผิดในกาม
5. สัมมาอาชีวะ (การหาเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง) หมายถึง การเว้นจากมิจฉาชีพ
6. สัมมาวายามะ (ความเพียรที่ถูกต้อง) หมายถึง สัมมัปปธาน ๔ คือ ความพยายามป้องกันอกุศลที่ยังไม่เกิด ละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ทำกุศลที่ยังไม่เกิด และดำรงรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว
7. สัมมาสติ (การมีสติที่ถูกต้อง) หมายถึง สติปัฏฐาน ๔
8. สัมมาสมาธิ (การมีสมาธิที่ถูกต้อง) หมายถึง ฌาน ๔

เมื่อเทียบกับหลักไตรสิกขา องค์มรรคข้อ 1-2 เป็นปัญญา ข้อ 3-4-5 เป็นศีล และข้อ 6-7-8 เป็นสมาธิ

วยธมฺมา สงฺขารา
สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมเป็นธรรมดา

อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ
ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเทอญ

จงหมั่นเจริญสติ จงตื่นรู้กับปัจจุบันขนาด ในทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหว จงหมั่นเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

“วันอาสาฬหบูชา” วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา หรือ เทศน์กัณฑ์แรก ชื่อว่า”ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร”

วันอาสาฬหบูชา ปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม 2567 ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนแปด(๘) ปีมะโรง ถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา หรือ เทศน์กัณฑ์แรก ชื่อว่าธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โปรดพระปัญจวัคคีย์ ทั้ง ๕ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมือง พาราณสี หลังทรงตรัสรู้ได้ ๒ เดือน

“วันอาสาฬหบูชา” เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท คำว่า “อาสาฬหบูชา” ย่อมาจาก“อาสาฬหปูรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาในวันเพ็ญ เดือนอาสาฬหะ” ตรงกับ วันเพ็ญ เดือน ๘ ตามปฏิทินจันทรคติของไทย

“วันอาสาฬหบูชา” เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเนื่องจากมีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ ๔๕ ปี ก่อนพุทธศักราช ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หลังจากพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ๒ เดือน ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี แคว้นกาสี เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ( การแสดงธรรมครั้งแรก ) หลังจากทรงตรัสรู้ ชื่อว่า “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” แก่พราหมณ์ปัญจวัคคีย์ ในการแสดงธรรมครั้งนั้นทำให้ “พราหมณ์โกณฑัญญะ” ๑ ใน ๕ ปัญจวัคคีย์ เกิดดวงตาเห็นธรรม(ธรรมจักษุ) บรรลุเป็นพระอริยบุคคลระดับ“พระโสดาบัน” ท่านจึงได้อุปสมบทในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ด้วยวิธี “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” พระอัญญาโกณฑัญญะจึงกลายเป็นพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า และ เป็นพระสงฆ์องค์แรกในโลก และทำให้ในวันนั้นมีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก คือ มีทั้ง พระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้วันนี้ถูกเรียกว่า “วันพระธรรม” หรือ “วันพระธรรมจักร” อันได้แก่ วันที่ล้อแห่งพระธรรมของพระพุทธเจ้าได้หมุนไปเป็นครั้งแรก และถูกเรียกว่า “วันพระสงฆ์” คือวันที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก อีกด้วย

“ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” มีเนื้อหาแสดงถึงการปฏิเสธส่วนที่สุด ๒ อย่าง ( การปฏิบัติที่สุดโต่ง ๒ สาย ที่ชาวอินเดียในยุคสมัยนั้นเชื่อกันว่าเป็นหนทางที่ไปสู่ความหลุดพ้น ) ดังในพระธรรมเทศนาที่ว่า “เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา = “ภิกษุทั้งหลาย การปฏิบัติที่สุดโต่ง ๒ อย่างนี้ บรรพชิตไม่ควรข้องเกี่ยว(ไม่พึงเสพ) ) คือ การเพลิดเพลินยินดีในกามคุณ กับ การเบียดเบียนตนให้ลำบากเป็นทุกข์หาประโยชน์มิได้ ที่เรียกว่า “กามสุขัลลิกานุโยค” กับ “อัตตกิลมถานุโยค” มาเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตโดยทางสายกลาง ที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” แสดงถึงขั้นตอนและแนวทางในการปฏิบัติ คือ “อริยมรรคมีองค์ ๘” โดยเริ่มจากทำความเห็นให้ถูกต้อง(สัมมาทิฏฐิ)ก่อน เป็นขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวงอันถึงที่สุด ได้แก่ การบรรลุ “พระนิพพาน” ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา.
….. # ท. ส. ปัญญาวุฑโฒ – รวบรวม.

วันอาสาฬหบูชา

หมายเหตุ :
ป่ามฤคทายวัน ในสมัยพุทธกาล คงเป็นไพรสณฑ์ที่เหล่ากวางสามารถท่องเที่ยวหากินโดยไม่มีภัย จึงได้ชื่อว่า “ป่ามฤคทายวัน” หมายถึง “ป่าให้อภัยแก่เนื้อ” แต่ในปัจจุบันบริเวณนี้เป็นเพียงพื้นที่ราบลุ่ม มีชาวบ้านอยู่อาศัยทำไร่นา กล่าวกันว่าสมัยก่อนพุทธกาล พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมักเหาะจากภูเขาคันธมาทน์มายังป่าแห่งนี้ และพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆก็เหาะมาลงในป่านี้ เพื่อแสดงธรรมจักรซึ่งเป็นพระเทศนากัณฑ์แรกของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ป่าแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “อิสิปตนะ” หมายถึง สถานที่เหาะลงมาของท่านผู้ประเสริฐ ”

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
ในข้อที่ว่า “ อถโข ภควา ปญฺจวคฺคิเย ภิกฺขู อามนฺเตสิ “ เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา. ” นั้น

แปลอีกสำนวนหนึ่ง ตามสำนวนบาลีใหญ่ ก็ได้ว่า อถโข ครั้งนั้น ภควา อันว่าพระผู้มีพระภาค อามนฺเตสิ ตรัสเรียกมาแล้ว ปญฺจวคฺคิเย ภิกฺขู ซึ่งภิกษุทั้งหลาย ผู้มีในพวก ๕ อิติ ว่า ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนฺตา อันว่าส่วนที่สุดทั้งหลาย เทฺว ๒ อิเม เหล่านี้ ปพฺพชิเตน อันบรรพชิต น เสวิตพฺพา ไม่พึงเสพ.
# ท. ส. ปัญญาวุฑโฒ #

วิธีการสังเกตมนุษย์ที่มีองค์เทพแฝง ผ่านร่างได้ด้วยตนเอง

ความ​รู้​เกี่ยวกับร่าง​ทรงองค์เทพ

“มนุษย์ที่มีองค์เทพแฝง” หรือที่เราต่างก็รู้จักกันดีว่า มนุษย์ที่ร่างทรง มาทรง หรือเป็นบุคคลที่องค์เทพผ่านร่าง เพื่ออาศัยช่วยเหลือผู้คนสั่งสมบารมี อะไรประมาณนี้นั่นแหละคับโดยเราจะมาดูกันว่ามีวิธีการสังเกตอย่างไรบ้าง ว่าตัวเราเองหรือบุคคลคนนั้นมีองค์เทพแฝงจริงๆหรือว่าเราเพียงแค่นึกมโนเอาเองว่าอาการที่เราเป็น หรือที่เราเห็นคนอื่นเป็นอยู่นั่นน่ะใช่ลักษณะอาการของคนที่มีองค์เทพแฝง หรือเป็นอาการเริ่มต้นความเจ็บป่วยด้วยโรคชนิดใดชนิดหนึ่งกันแน่ เอาล่ะเรามาดูกันดีกว่าคับ ว่ามีวิธีการสังเกตอย่างไร เชิญรับชมได้ดังต่อไปนี้

ข้อสังเกตมนุษย์ที่มีองค์เทพ มนุษย์ผู้ที่มีองค์เทพแฝงอยู่นั้นสังเกตได้ด้วยตนเองไม่ยาก
1. มึนศรีษะข้างเดียวเป็นประจำ บางทีทางการแพทย์ว่าเป็น ไมเกรน
2. หนักต้นคอ บางครั้งหนักบ่าสองข้างเหมือนมีใครมาขี่คอ บางทีขับรถอยู่ดี ๆ ก็รู้สึกหนักบ่า
3. แน่นหน้าอกเป็นบางครั้ง เหมือนคนหายใจไม่อิ่ม บางคนเป็นบ่อย จนหมอว่าเป็นโรคหัวใจ
4. ฝันแม่นยำ มีลางสังหรณ์แม่นยำ บางทีเรียกสัมผัสที่หก หรือ ซิกเซ้นท์
5. ชอบฝันหรือตีเป็นตัวเลข เสี่ยงโชคได้ใกล้เคียง บางที ผิดแต้มเดียว กลับบนกลับล่าง กลับหน้ากลับหลัง ซื้อทีไรก็เฉี่ยวไปเฉี่ยวมาเป็นประจำ แต่ถ้าไม่ซื้อเที่ยวบอกใคร เขาก็จะถูก
6. บางครั้งหูจะได้ยินเสียงเรียกชื่อเบา ๆ เหมือนเสียงกระซิบก็มี เสียงดังก้องในหู ก็มี
7. ไปตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือ มีอะไรที่ลี้ลับ จะรับรู้โดยการสัมผัส ขนลุกชันเย็นซ่าไปทั้งตัว
8. บางครั้งสวดมนต์เป็นภาษาบาลีอยู่ดี ๆ ก็เปลี่ยนเป็นภาษาอื่นรัวเร็วขึ้นมา
9. หากนั่งสมาธิจะได้หูทิพย์ ตาทิพย์ เร็วกว่าคนทั่วไป

ดังนั้นอาการบางอย่างหาหมอก็แล้ว กินยาก็แล้ว มันไม่หาย ก็ให้ สวดมนต์นั่งสมาธิตามที่ว่าแล้วแผ่เมตตาบ่อย ๆ ทุกอย่างมันจะหายไปเอง เสี่ยงโชคลาภก็จะได้ เพราะบารมีที่ทำนี่แหละ แต่บางอย่างนั้นอาจเกิดขึ้นโดยการกระทำของสัมภเวสี ก็เป็นไปได้ด้วยเช่นกันคับ
1. ปวดศรีษะเป็นประจำ บางครั้งปวดมากจนทนไม่ไหว หมอว่าเป็นความดันบ้างก็แล้วแต่ ก็ควรตรวจเช็คแก้ไข เพราะอาจถูกสัมภเวสีเกาะอยู่ในศรีษะได้
2. ปวดไหล่เป็นประจำ หมอว่าเป็นเส้นเอ็นอักเสบ กินยาทายาก็แล้ว มันไม่หาย ตึงไปหมด ถือว่าผิดปกติ
3. มือเท้าชาเป็นซีก จากไหล่ หรือตะโพก หัวเข่าก็ตาม
4. แน่นหน้าอกมากผิดปกติ
5. ปวดบริเวณกระเบนเหน็บ บางที่การแพทย์ระบุว่า หมอนรองกระดูกทับเส้น เว้นแต่กรณีการเกิดอุบัติเหตุ ลื่นหกล้มจนกระแทกพื้นอย่างแรง นั่นก็จะต้องพิจารณารายละเอียดเป็นกรณีไป
อาการเหล่านี้อาจไม่เกี่ยวกับองค์เทพ แต่เป็นการแทรกซ้อนจากวิญญาณเร่ร่อนหรือสัมภเวสีที่ไม่มีที่อยู่นั่นเอง

พระอานนท์

เหตุที่ทำให้มีองค์เทพฯ

ปฐมเหตุของการเกิดร่างทรงองค์เทพมากมายในยุคนี้ กล่าวกันว่าเมื่อครั้งพุทธกาล ก่อนที่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนชีพอยู่ พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพุทธบริษัททั้งหลายว่า พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมีอายุ 5,000 ปี แต่ของพระองค์นั้นต้องการจะให้พระศาสนามีอายุเพียง 2,500 ปี เท่านั้น

พระอานนท์จึงทูลถามว่า เหตุใดพระองค์จึงมิให้พระศาสนาดำรงอยู่จนครบ 5,000 ปี ดังพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า
แล้วผู้ใดเล่าจะเป็นผู้ดูแลพระศาสนา พระอานนท์จึงทูลว่า
ขอให้พระภิกษุสงฆ์ สามเณร ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นพุทธบริษัทเป็นผู้ดูแลและบำรุงรักษาพระพุทธศาสนากึ่งหนึ่งเป็นเวลา 2,500 ปี
พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงอนุญาต แล้วทรงถามต่อไปอีกว่า ใครจะขออะไรบ้าง
ปวงเทพทั้งหลายทุกเหล่าชั้น อันได้แก่ พระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ เหล่าเทพเทวาทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันกราบทูล ขอให้ปวงเทพได้ดูแลและบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไปอีกครึ่งหนึ่งของพระอานนท์คือ 1,250 ปี
พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงอนุญาตอีก แล้วทรงถามต่อไปว่าใครจะขออะไรอีก
เหล่าพญาครุฑ คนธรรพ์ นาคราช ท้าวกุเวร กินนร กินนรี และภูติผีปีศาจ จึงกราบทูลขอดูแลอายุพระศาสนาเท่าที่เหลือ 1,250 ปี ให้พวกเขาได้ดูแลรักษา จนกว่าพระศาสนาจะค่อย ๆ เรียวเล็กลงไป ยุคนั้นมนุษย์จะมีร่างกายเล็กลงไปตามลำดับ ถึงกับต้องปีนบันไดสอยลูกมะเขือ หรือเก็บเม็ดพริก พระสงฆ์สาวกก็จะร่อยหรอแทบว่าจะไม่มีเหลือ จะเหลือเพียง ผ้าเหลืองผืนน้อย ๆ ห้อยอยู่ที่หู เพื่อให้เป็นที่สังเกตุว่าเป็นพระสงฆ์เท่านั้น พระศาสนาก็จะเสื่อมถอยลงไปจนหมดพอดี 5,000 ปี ตามพุทธฎีกาที่กำหนดไว้
เมื่อถึงกึ่งพุทธกาล 2,500 ปี เป็นต้นมา จึงเป็นหน้าที่ของเทพพรหมเทวาทั้งหลายที่จะมาทำหน้าที่อุปถัมภ์ค้ำชูทนุบำรุงสืบพระศาสนาขององค์สมณโคดม ตามที่ได้ทูลขอกับพุทธองค์ไว้ จึงเป็นเหตุในเกิดมีร่างทรงองค์เทพมากมายในปัจจุบัน

อนึ่ง องค์เทพเป็นเพียงอากาศธาตุเท่านั้น จึงจำเป็นต้องอาศัยสังขารของมนุษย์ที่มีธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ โดยการมาแฝงบังคับร่าง เพื่ออาศัยติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ได้ นำพาพุทธบริษัทบริจาคทานสร้างวัดวาอารามต่าง ๆ โดยอาศัยการช่วยเหลือบำบัดทุกข์ร้อน รักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับมนุษย์ และบอกบุญกับสานุศิษย์ผู้ศรัทธาได้ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลในโอกาสต่าง ๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อการสืบพระศาสนาเป็นสำคัญ

ร่างทรง องค์เทพ

องค์เทพที่จะมาเกี่ยวข้องกับมนุษย์

ดังนั้นการที่องค์เทพจะมาเกี่ยวข้องกับมนุษย์นั้นก็ด้วยเหตุ 2 ประการ คือ
1. ญาณจุติ หมายถึงภาระหน้าที่ในการเกิดเป็นมนุษย์ตามวาระ และเป็นส่วนหนึ่งของเทพที่ลงมาจุติ เพื่อมารับกรรมบางอย่างและเพื่อทำหน้าที่ในการเป็นผู้นำทางศาสนา เช่น พระสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา ผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เป็นผู้นำทางฝ่ายสงฆ์หรือฆราวาสก็ตาม ที่เป็นผู้ใฝ่ในการปฏิบัติจนได้ญาณหรือฌาณ และมักจะลำบากในช่วงแรกแต่จะสบายในช่วงปลาย
2. ญาณแฝง หมายถึง องค์เทพในระดับต่าง ๆ ที่ยังไม่ถึงวาระการเกิดเป็นมนุษย์ แต่มีความเลื่อมใส ปรารถนาจะช่วยส่งเสริมและมีส่วนร่วมในการสืบพระศาสนาด้วย ครั้นจะลงมาเกิดใหม่เพื่อสร้างบุญ ก็จะต้องรอเวลาอีกนานกว่าจะถึงเวลานั้น ญาณนี้แหละทีมักถูกเรียกกันว่า องค์ ซึ่งแยกตามภาระหน้าที่ได้ 2 ประการด้วยกัน

ความสัมพันธ์ในอดีต คือให้การอารักขาผู้ที่ได้มาจุติเป็นมนุษย์ เพราะเคยเกี่ยวสัมพันธ์กันมาแต่ชาติปางก่อน เมื่อร่างนี้ได้ทำบุญและแผ่เมตตาให้ ก็จะได้ร่วมอนุโมทนาบุญด้วยกัน ขณะเดียวกันก็จะคอยปกป้องคุ้มครอง ช่วยเหลือการทำมาหากิน ดลจิตดลใจ หรือเกิดเป็นลางสังหรณ์ในเรื่องราวต่าง ๆ จะพาสร้างบารมีทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา บางครั้งเวลาสวดมนต์นั่งกรรมฐานองค์เทพท่านจะพาสวดมนต์เป็นภาษาเบื้องบนหรือภาษาเทพไปเลยก็มี ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้แก่
1. เคยมีบุญคุณกันมาก่อนที่จะลงมาจุติเป็นมนุษย์ หรือ ในอดีตชาติ
2.เคยติดหนี้บุญคุณกันมาก่อนที่จะลงมาจุติเป็นมนุษย์ หรือ ในอดีตชาติ
3.เคยเป็นบุตรหลานหรือบริวารกันมาก่อน
4.เกิดจาการสวดมนต์อ้อนวอนขอบารมีจากเทพเป็นประจำ จึงลงมาช่วย
ทำหน้าที่เป็นม้าทรง หรือ ร่างทรง ในกรณีเช่นนี้ส่วนใหญ่จะตายแล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ เนื่องจากองค์เทพที่มาจับร่างเห็นว่า เป็นคนดีและมีบารมีพอ บังเอิญมาหมดอายุขัยก่อน ท่านก็เลยต่ออายุให้ ดังนั้นร่างนี้จึงต้องสร้างบารมีชดใช้หนี้บุญคุณขององค์เทพ โดยเป็นร่างทรงหรือสื่อที่จะติดต่อมนุษย์เพื่อสร้างบารมีร่วมกัน ในการทำนายทายทัก รักษาโรค หรือ อื่น ๆ สุดแท้แต่องค์เทพท่านจะเห็นสมควร และเมื่อถืงเวลาหรือหมดหน้าที่ก็จะต้องตายจริง ๆ

เทพพรหม

บางคนอาจสงสัยว่า เทพ พรหม มีบารมีมากพอแล้ว ทำไมถึงต้องลงมาเกี่ยวข้องกับมนุษย์อีก ทั้งที่ร่างกายมนุษย์มีแต่ของเน่าเหม็นเต็มไปหมด ดังนั้นเราควรศึกษาให้เข้าใจก็จะได้หายสงสัย เพราะความเป็นเทพพรหมแม้จะได้ชื่อว่าเป็นสุคติภูมิ แต่ก็ย่อมมีอายุขัยแม้จะเป็นหมื่นปีแสนปี สักวันหนึ่งมาถึงก็ย่อมจะต้องลงไปจุติใหม่ตามวิบากกรรม

เหตุฉะนั้นเทพพรหมผู้ไม่ประมาท จึงต้องขวนขวายหมั่นสร้างบุญกุศลให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป อนึ่งในความเป็นเทพพรหมนั้นย่อมอยู่ในสภาวะที่เรียกกันว่า โอปปาติกะ คือมีความเป็นทิพย์ที่ละเอียด ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยตาเปล่า เว้นแต่ผู้ที่ฝึกจิตจนใสละเอียดในระดับเดียวกันจึงสามารถมองเห็นตัวกันได้

ดังนั้นหนทางแห่งการสร้างบุญจึงมีขีดจำกัด ด้วยอานิสงก์แห่งบุญนั้นเอง ไม่เหมือนมนุษย์ย่อมสามารถบำเพ็ญบารมีได้ถึงชั้นสูงสุดคือ พระนิพพาน แม้แต่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านอยู่สวรรค์ชั้นดุสิตก็ยังต้องมาจุติในภพมนุษย์ เพราะต้องอาศัยสังขารหรือธาตุขันธ์ 5 เพื่อชดใช้หนี้เวรหนี้กรรม จนบรรลุพระโพธิญาณ ได้เป็นพระพุทธเจ้าในที่สุด

ท้าวเวสสุวรรณ

ทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เรามีองค์หรือเปล่า หรือชอบไปเที่ยวหาร่างทรงตามตำหนักต่าง ๆ เป็นเทพจริงหรือเปล่า หรือเป็นเพียงสัมภเวสีที่แอบอ้างหากินไปวัน ๆ พอถูกเขาทักว่ามีองค์ก็เลยพาลรับขันธ์ 5 ไปเลยก็มี ถ้าทำถูกต้องก็ดีไป ถ้าทำไม่ถูกต้อง กลายเป็นว่าเอาผีมาใส่ไว้ในตัวก็จะซวยไปกันใหญ่ เพราะบางทีเราไม่ทราบว่า ตำหนักไหนแท้หรือเทียม บางคนไม่มีอะไร แต่พอเห็นเขามีองค์ก็พาลอยากจะเป็นบ้าง ก็เลยทำให้มีทั้ง คนทรงเจ้า เจ้าเข้าทรง ก็อยู่ในวิจารณญาณของท่านที่ต้องพิจารณาศึกษาให้ดีเสียก่อน

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราลุ่มหลงในเรื่องของ เทพพรหม เพราะไม่ใช่ทางหลุดพ้น ยังต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีก จึงไม่สอนให้ไปยึดติดในภพภูมิเหล่านั้น แต่ไม่ได้ทรงปฏิเสธในเรื่องเทพพรหมว่ามีจริง เพราะแม้ครั้งพุทธกาลก็เคยเสด็จไปโปรด พุทธมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงษ์ แม้ในพุทธกิจก็ยังแบ่งเวลาไปโปรดเทพเทวดาในชั้นภูมิต่าง ๆ จนมีผู้สำเร็จอริยบุคคลไปเป็นจำนวนมาก
การรับขันธ์

หลายคนคงจะประสพปัญหาเกี่ยวกับชีวิต หน้าที่การงาน การเจ็บป่วย เชื่อถือในเรื่องไสยศาสตร์ สิ่งลี้ลับ ก็มักจะไปตามตำหนักทรงต่าง ๆ บ่อยครั้งที่ถูกทักว่า มีองค์ ต้องรับขันธ์ จึงจะทำให้ชีวิตหน้าที่การงาน การเงิน คู่ครอง การค้าขาย หรือ สุขภาพจะดีขึ้น แรก ๆ ก็อาจเฉย ๆ พอถูกทักบ่อยเข้าชักเขวเหมือนกัน ก็เลยตกกระไดพลอยโจนไปกับเขาด้วย ขันธ์หนึ่งก็ไม่ต่ำกว่า 500 บาทขึ้นไป จนเหยียบ 10,000 บาท แล้วแต่จะเป็นขันธ์ 5 ขันธ์ 8 ขันธ์ 9 ขันธ์ 10 ขันธ์ 16 ก็ว่ากันไป ตามอัตตภาพ ไม่รู้ว่าอุปทานหรือไม่ บางคนก็ว่าอะไร ๆ ดีขึ้น แต่ส่วนใหญ่พบว่าเลวยิ่งกว่าเก่า ปัญหารุมเร้าหนักกว่าเดิม พาลเป็นบ้าเป็นบอ เจ็บป่วยหนักกว่าเดิมก็แยะ

ขันธ์ ๕

ขันธ์ 5 คือ เครื่องสักการะบูชา ที่ผู้จะมาขอเป็นศิษย์จัดมาให้ครูบาอาจารย์ เพราะในบรรพกาลผ่านมาจวบจนปัจจุบัน การเรียนรู้สารพัดวิชา จะต้องอาศัยการศึกษาจากผู้ที่เป็นครู และการจะขอเรียนวิชาการเหล่านั้นก็จำเป็นต้องจัดตั้งขันธ์ 5
ขันธ์ 5 ดังกล่าวประกอบด้วย ดอกไม้ขาว ธูป เทียน ผ้าขาว และใช้ใบตองทำกรวยทรงแหลม 5 กรวย บรรจุดอกไม้ ธูป เทียน 5 คู่ ใส่ลงในกรวยทั้ง 5 แล้วจึงนำวางลงบนผ้าขาวที่วางรองรับอยู่บนพานหรือภาชนะ แล้วจึงนำเข้าไปกราบครูบาอาจารย์ เพื่อขอเป็นศิษย์ ซึ่งผู้เป็นครูก็จะตรวจดูดวงชะตา ว่าสมควรจะรับเป็นศิษย์ได้หรือไม่ เพราะบางทีจะกลายเป็นศิษย์คิดล้างครูได้ในภายหลัง จึงจำเป็นต้องตรวจเช็คดูเสียก่อน หากไม่ประสงค์จะรับเข้าเป็นศิษย์ก็จะไม่รับขันธ์ 5 หากพิจารณาเห็นสมควรแล้วก็รับขันธ์ 5 นั้นมา

ขันธ์ครู คือ เครื่องมงคลทั้ง 5 ที่ผู้เป็นครูประสิทธิประสาทพร ในรูปแบบของวัตถุให้กับศิษย์เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ และเป็นที่รำลึกแก่ศิษย์ให้มีความขยันหมั่นเพียรศึกษาวิชาความรู้ที่ครูมอบให้ไปศึกษาเล่าเรียน
ขันธ์ 5 องค์เทพ หมายถึงขันธ์ 5 และขันธ์ครูรวมเข้าด้วยกันนั่นเอง
กรณีการรับขันธ์
ขันธ์ 5 ของมนุษย์นั้น ประกอบไปด้วย รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์
เทพ เป็นจิตวิญญาณ มีขันธ์เพียง 3 ขันธ์ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ จึงต้องอาศัยการแต่งขันธ์ 5 ของมนุษย์ ที่จัดตบแต่งขึ้นมาเป็นตัวแทนของตน ว่าได้ยอมรับเป็นร่างให้กับเทพองค์นั้น ๆ และยังหมายถึงข้อตกลง ระหว่างเทพกับมนุษย์ผู้ตกลงปลงใจยอมรับหน้าที่เป็นสังขารขันธ์ให้กับองค์เทพผู้นั้นไว้ใช้ร่างของตนสร้างบารมี โดยมีองค์เทพผู้ทำพิธีมอบขันธ์ให้เป็นสักขีพยาน หากแม้นมีใครระหว่างเทพกับมนุษย์มีการผิดข้อตกลง ก็ต้องเดือดร้อนถึงผู้เป็นครูที่เป็นสักขีพยาน จะต้องทำหน้าที่ว่ากล่าวตักเตือนผู้กระทำผิดต่อไป

การรับขันธ์

ดังนั้นความหมายของการรับขันธ์ขององค์เทพ จึงเป็นสัญญาใจหรือข้อตกลงในการประพฤติปฏิบัติทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวแทนแห่งเทพ ดังนั้นจึงต้องปฏิบัติตนให้ถูกต้องในความหมายดังนี้

ขันธ์ 5 หมายถึงการรับศีล 5 มาปฏิบัติโดยเคร่งครัด ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าเผลอไปรับเข้า มิฉะนั้นอาจถูกลงโทษได้
ขันธ์ 8 หมายถึงการรับศีล 8 ซึ่งจะต้องประพฤติพรหมจรรย์ ห้ามร่วมหลับนอนฉันท์สามีภรรยา งดเว้นอาหารมื้อเย็น สวดมนต์ไหว้พระ เจริญสมาธิภาวนา เหมือนการถือศีลบวชพราหมณ์นั่นเอง
ขันธ์ 9 หมายถึงการรับศีลอุโบสถ ถือศีล 8 เคร่งครัด เด็ดดอกไม้ก็ไม่ได้ ดมดอกไม้หรือเครื่องหอมก็ไม่ได้ กินแต่อาหารเจ หรือมังสวิรัติ
ขันธ์ 10 หมายถึงศีลของสามเณรหรือสามเณรี ก็เท่ากับการถือบวชโดยถือสิกขาบท 10 ประการ
ขันธ์ 16 หมายถึงศีลของนักบวช ที่มุ่งการบำเพ็ญสมาธิภาวนา กินอาหารมือเดียว งดเว้นของสดของคาว กินแต่ผลไม้ เผือกมัน ไม่เที่ยวเดินพลุกพล่าน อยู่ด้วยการสำรวมปฏิบัติ นั่งสมาธิเป็นที่เป็นทาง แทบจะทำตัวเหมือนนักบวช เพียงแต่เป็นการบวชใจไม่ได้บวชกายเท่านั้น

ดังนั้นหากถือปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วไม่ได้ ก็จงอย่าได้รับเลย หากแม้นมีใครแนะนำให้รับก็จงพิจารณาให้ถ้วนถี่เสียก่อน เพราะการรับขันธ์นั้นไม่ใช่เพียงนำมาบูชาเท่านั้น จะต้องปฏิบัติเป็นประจำด้วยก็คือ การสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ แผ่เมตตาถึงองค์เทพที่รับมาด้วยจึงจะถูกต้อง ไม่เช่นนั้นแล้วอาจสร้างปัญหาให้เดือดร้อนได้ เพราะถือว่าผิดสัจจะที่รับมา

ถ้าจำเป็นต้องรับด้วยเหตุอันใดก็ตาม เช่น นิมิตจากองค์เทพมาบอกเอง ก็ควรพิจารณาให้ดีว่าจะรับจากใคร หรือถ้าเป็นตำหนัก ก็ต้องดูว่าร่างนั้นปฏิบัติตนอยู่ในหลักศีลธรรมหรือไม่ เหมาะที่จะเป็นครูบาอาจารย์ที่จะทำพิธีมอบขันธ์ให้หรือเปล่า เพราะหากเป็นร่างที่แอบอ้าง หรือเป็นเทพกึ่งเปรต ก็อาจจะนำเอาบริวารที่เป็นตีนโรงตีนศาลมาครอบให้แทน ก็จะวุ่นวายไปกันใหญ่ อันนี้ต้องระวังให้หนัก
สัจจะองค์เทพฯ

มนุษย์เมื่อรู้ว่าจำเป็นต้องรับขันธ์ เพื่อยอมอุทิศตนเป็นร่างให้กับองค์เทพแต่ละองค์นั้น ก็จำเป็นต้องทราบว่า ควรจะปฏิบัติตนอย่างไรจึงสมควรแก่ภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ดังเช่น
1. การปฏิบัติตัว คือการทำตนเองให้เป็นนักบุญ หมั่นแสวงหาบุญกุศลเหมือนการสร้างสั่งสมบารมีให้มากที่สุด เช่น การไหว้พระสวดมนต์ ทำบุญใส่บาตร ถือศีล กินเจ สมาธิภาวนา
2. การปรนนิบัติ คือการใช้หนี้ใช้สิน อันเกิดจากชาตินี้และชาติที่ผ่านมา รู้จักกตัญญูและกตเวที เช่น การปรนนิบัติ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณ เป็นต้น
3. การโปรดสัตว์ คือการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หรือสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นทุกข์ เท่าที่จะสามารถทำได้ รู้จักมีเมตตาธรรมนั่นเอง
ส่วนสิ่งที่มนุษย์จะได้รับตอบแทนจากองค์เทพนั้น ขึ้นอยู่กับการอธิษฐานขอในตอนครอบขันธ์ ทั้งนี้ทั้งนั้นย่อมไม่เกินกฏแห่งกรรม

ลักษณะของชั้น

ลักษณะของจิตวิญญาณในระดับต่าง ๆ ที่ลงมาประทับทรงหรือเข้าทรงมนุษย์นั้น หากเรารู้จักสังเกตุให้ดี ก็พอจะแยกได้ว่า เป็นเทพหรือเป็นผี โดยอาศัยหลักพิจารณาโดยสังเขปดังนี้
1. ประทับทรงจากส่วนล่าง จิตวิญญาณใดที่ประทับทรงจากปลายเท้าขึ้นมา มักจะเป็นพวกสัมภเวสี หรือ วิญญาณมนุษย์ที่ตายไปแล้ว
2. ประทับทรงจากด้านหลัง จิตวิญญาณใดประทับทรงจากด้านหลัง มักจะเป็นวิญญาณทั่วไปที่มีฤทธิ์อำนาจ ซึ่งมักจะเรียกขานกันว่า เจ้าพ่อ เจ้าแม่ เจ้าปู่ ฯลฯ
3. ประทับทรงจากด้านหน้า จิตวิญญาณใดที่ประทับทรงจากด้านหน้า มักจะเป็นวิญญาณของมนุษย์ที่ไปเกิดเป็น เทวดาชั้นจาตุมฯ ที่อยู่ใกล้ชิดมนุษย์
4. ประทับทรงจากทางบ่า จิตวิญญาณใดที่ประทับทรงจากทางบ่า มักจะเป็นเทพหรือดาบสที่มีฤทธิ์ ในระดับกลาง ๆ
5. ประทับทรงจากกลางกระหม่อม จิตวิญญาณใดที่ประทับทรงจากส่วนศรีษะหรือกระหม่อม มักจะเป็นเทพในระดับสูง

คำแนะนำ
ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นจริงๆจะมีองค์หรือไม่ก็ตาม ถ้าท่านหมั่นสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิแผ่เมตตาถึงครูบาอาจารย์ องค์เทพเทวาที่คุ้มครองรักษาตัวเอง ก็น่าจะเพียงพอแล้วนะคะ เพราะการที่มีองค์เทพมาอยู่กับเรานั่นก็ด้วยเพราะเหตุที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น คือปรารถนาที่จะได้ร่วมสร้างบารมีและช่วยเหลือผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกันมาก่อน จึงพาสังขารผู้เป็นร่างทรงสร้างบารมีทำบุญไหว้พระ สร้างแต่กรรมดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น

ถ้าเราทำได้ดังนี้ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปรับขันธ์ เทพเป็นผู้ที่มีจิตเมตตา ประกอบด้วย “หิริโอตตัปปะ” คือความละอายและเกรงกลัวต่อบาป จึงย่อมไม่สร้างปัญหาใดๆให้กับร่างสังขารที่จะมาอยู่ด้วย เพราะท่านเกรงกลัวต่อบาป การที่จะทำให้มีความเจ็บป่วยหนักหนาแสนสาหัส หรือลงโทษอะไรหนักหนานั่นก็คงจะเป็นไปไม่ได้อย่างอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าไม่มีเลยจะดีกว่าค่ะ นอกจากจะมีแต่คอยช่วยเหลือเท่านั้น และในกรณีที่มีความเจ็บป่วยหรือมีปัญหาในหน้าที่การงาน การเงิน จนกระทั่งล้มละลาย นั่นถือเป็นเรื่องของวิบากกรรมยากที่ใครจะเข้าไปแก้ไขได้ นอกเหนือจากการให้ความช่วยเหลือช่วยประคับประคอง หรือดลจิตดลใจให้ได้พบได้ไปหาผู้ที่สามารถช่วยแก้ไขวิบากรรมส่วนนี้ได้

ดังนั้นบางทีพอรับขันธ์เข้า แล้วหันหน้ามาปฏิบัติ สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ อะไร ๆ มันก็ดีขึ้นตามบารมีของตน เพราะก่อนหน้าเมื่อยังดีอยู่นั้น ก็ไม่เคยคิดปฏิบัติจริงจัง ทำบุญก็มีบ้างตามโอกาสเท่านั้น เพราะหากเทพจะมาอยู่ด้วย ก็คงไม่จำเป็นต้องทำพิธีอะไรมากมาย การรับขันธ์เป็นเรื่องสมมุติกันขึ้นมาเท่านั้น เพราะท่านจะมาอยู่กับมนุษย์นั้น บางทีก็ติดตามมาตั้งแต่เกิด อยู่ติดตามเรามาตลอด เพียงแต่ไม่รู้เท่านั้นเอง

การรับขันธ์

สุดท้ายนี้ผู้ใหญ่​บ้าน​ประธาน​แอด​มิ​น​ขอฝากเรื่องของการรับขันธ์ เพราะไม่ใช่สิ่งจำเป็นอะไรมากมายนัก หากว่าเราทำอะไรล้วนทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ทำให้ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนต้องมีทุกข์เพราะเราก็ยอดเยี่ยมที่สุด ยิ่ถ้าเราเป็นผู้ที่ครองศีลสม่ำเสมอ คิดดีทำดีพูดดีมีความจริงใจ และมีความละอายเกรงกลัวต่อบาปในจิตวิญญาณอยู่เป็นนิตย์ ย่อมหมายความว่าคุณเป็นคนดี เมื่อทุกคนมีความสะอาดหมดจดทั้งภายนอกและภายใน เหล่าองค์เทพทั้งหลาย ที่เราเคยมีความสัมพันธ์กันมาแต่อดีตชาติ ก็จะปรากฏขึ้น มาหาเราเองเมื่อถึงช่วงเวลาที่จะได้พบกัน และช่วยกันร่วมทำบุญสร้างบารมี การรับขันธ์ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับทุกคนเสมอไปนะคะ ถ้าหากว่าผู้ที่เราไปยกขันธ์เป็นครูอาจารย์ที่ดีนั่นก็ถือว่าคุณโชคดี แต่ถ้าคนผู้นั้นเป็นผู้ทุศีลหามุ่งหากอบโกยเอาผลประโยชน์จากผู้ที่ไปรับขันธ์ยกพานไหว้ครู นั่นก็หมายความว่า คุณไปยกเอาขันธ์ใส่ดวงวิญาณภูติผีปีศาจอสุรกายมาไว้บูชานะ สรุปโดยรวมก็คือคุณไปนำเอาความหายนะมาสู่ชีวิตคุณด้วยความเต็มใจแต่ที่ทำไปเพราะความไม่รู้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือหายนะล้วนๆ บางคนดวงตกก็จะยิ่งตกมากถึงขั้นเสียชีวิตเลยก็มีเพราะคุณไปยกให้ ดวงวิญาณภูติผีปีศาจอสุรกาย เหล่านั้นมีอำนาจเหนือกว่าคุณ เมื่อคุณปฏิบัติดีก็อาจมีผลดีต่อคุณบ้างแต่ถ้าเมื่อใดคุณละทิ้งการเอาใจใส่ ดวงวิญาณภูติผีปีศาจอสุรกาย พวกนี้ก็จะเล่นงานคุณทันที ฉะนั้น ควรคิดให้ดีๆก่อนจะ ตัดสินใจทำอะไรแบบนี้นะ สำหรับเรื่องนี้ตัองใส่ใจกันหน่อยนะคับ

อย่าหลงเชื่อหรือมโนคิดเอาเองว่านั่นก็ดีนี่ก็ใช่ แล้วจะต้องเสียใจภายหลังนะจะบอกให้

ด้วยความปรารถนาดี จากผู้ใหญ่​บ้าน​ประธาน​แอด​มิ​น​มหานาคผู้​ยิ่งใหญ่ ขอขอบคุณเจ้าของ​บทความดีๆที่นำมาวันนี้

สาเหตุที่เขียนโพสต์นี้ขึ้นมาก็เพราะว่ามีลูกบ้านบางท่านทักเข้ามาถามเป็นการส่วนตัวผู้ใหญ่บ้านเลยถือโอกาสเอาข้อมูลลงให้อ่านเลยจะได้เป็นประโยชน์กับคนในกลุ่มหมู่มากด้วย

เพจ มหานาค ผู้ยิ่งใหญ่

ทำความรู้จัก “ท้าวจตุโลกบาล” หรือ ท้าวมหาราชทั้ง 4 ผู้เป็นใหญ่

ทำความรู้จัก “ท้าวจตุโลกบาล” เทวดาทั้งผู้อยู่ใกล้ชิดมนุษย์และคอยประทานพร ช่วยเหลือมนุษย์ ที่มั่นรักษาศีล ทำความดี สร้างกุศล

ประติมากรรมจตุโลกบาล เทพผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา (ประกอบงานหน้าพระเมรุฯ ในหลวงรัชกาลที่ ๙)

ท้าวจตุโลกบาล ทั้ง ๔ คือ ท้าวจาตุมหาราชทั้ง ๔ ที่คุ้มครองทิศทั้ง ๔ ตามตำนานทางศาสนาท้าวจตุโลกบาลเป็นเทพ ในกามาวจรภูมิ สวรรค์ทั้ง​ ๖ ชั้นเรียงลำดับจากชั้นต่ำสุดถึงสูงสุด​ คือจตุมหาราชิกา ดาวดึงส์หรือไตรตรึงส์ ชั้นยามา​ ชั้นดุสิต​ ชั้นนิมมานรดี​ และชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ตามแนวความเชื่อทางพระพุทธศาสนา

สวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา ตั้งอยู่บนเขายุคันธร สูงจากพื้นผิวโลก ๔๖,๐๐๐ โยชน์ สวรรค์ชั้นนี้นับเป็นสถานที่ พิเศษกว่ามนุษย์โลกด้านความเป็นอยู่และความสุข ดามาจรเทพชั้นนี้เรียกรวมกันว่า “จตุมหาราชิกเทวดา” ในสวรรค์ชั้นนี้แบ่งออกเป็น ๔ ส่วน ซึ่งมี”ท้าวจตุโลกบาล” หรือ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ องค์ครองอยู่ ที่อยู่ใกล้มนุษย์มากที่สุด

ภาพวิมานของท้าวจตุโลกบาล ทั้ง ๔ พร้อมเหล่าบริวาร

โดยทั้ง ๔ มหาราช มีหน้าที่การปกครองในแต่ละทิศ โดยสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา นับเป็นสถานที่ พิเศษกว่ามนุษย์โลกด้านความเป็นอยู่และความสุข ดามาจรเทพชั้นนี้เรียกรวมกันว่า “จตุมหาราชิกเทวดา” ที่ปกครองในแต่ละทิศ คอยสอดส่องดูแลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งดูแลบริวารในอำนาจตน จะมีลักษณะแยกออกไปดังนี้

๑. ท้าวธตรฐ
ท้าวธตรฐ ประจำทางทิศตะวันออก ทำหน้าที่ปกครองคนธรรพ์ มีลักษณะอย่างเทพบุตรรูปร่างงดงาม บรรเลงพิณสามสายเขียนแต่งลายพันธ์พฤกษา สวมศิราภรณ์ทรงมงกุฎยอดน้ำเต้า สวมเสื้อกั๊กประดับกุณฑล และสร้อยพระศอ สวมสังวาล พาหุรัด กำไลข้อมือ ข้อเท้า นุ่งผ้าลายดอกพื้นเขียวสนับเพลาลายดอกพื้นสีชมพูอ่อน

๒. ท้าววิรุฬหก
ท้าววิรุฬหก ประจำทางทิศใต้ ปกครองกุมภัณฑ์ มีลักษณะใบหน้าแบบยักษ์หน้ามนุษย์ มีกายขาบ หรือน้ำเงินอมเขียว มือถือหอกเป็นอาวุธ สวมศิราภรณ์ทรงมงกุฎยอดกระหนกประดับกุณฑล สวมกรองศอ สวมสังวาล พาหุรัด กำไลข้อมือ ข้อเท้า นุ่งผ้าลายดอกพื้นแดง สนับเพลาลายสีเขียว สีทอง

๓. ท้าววิรูปักษ์
ท้าววิรูปักษ์ ประจำทางทิศตะวันตก ปกครองนาค มีกายสีเนื้ออ่อนออกขาว มีธนูเป็นอาวุธ สวมศิราภรณ์ทรงมงกุฎยอดรูปพญานาคสามเศียร สวมสังวาล และพาหรัดรูปพญานาค มีธนูเป็นอาวุธสวมกรองศอสวมเกราะเสื้อแขนสั้นสีเขียว แต่งกนกปลายแขนเสื้อแทนพาหุรัดนุ่งผ้าลายดอกพื้นน้ำเงิน กำไลข้อมือ ข้อเท้า เป็นเครื่องตกแต่ง สนับเพลาลายสีเขียว สีทอง

๔. ท้าวเวสสุวรรณ
ท้าวเวสสุวรรณ ประจำทางทิศเหนือ ปกครองยักษ์ มีลักษณะแบบยักษ์มีกายสีทอง หรือสีเขียว มือขวาถือกระบองเป็นอาวุธ มือช้ายแสดงท่ามุทรา สวมศิราภรณ์ทรงมงกุฎยอดน้ำเต้า สวมกรองศอ สวมเกราะเสื้อแขนสั้นสีน้ำเงินขาบเข้ม แต่งกนกปลายแขนเสื้อแทนพาหรัด นุ่งผ้าลายดอกพื้นเขียว กำไลข้อมือ ข้อเท้า เป็นเครื่องตกแต่ง สนับเพลาลายดอกพื้นสีส้มอ่อน

บทสวดบูชาท้าวจตุโลกบาล แบบสั้น
*ท่องนะโม ๓ จบ*

ปุริมัง ทิสัง ธะตะรัฏ โฐ ทักขิเณนะ วิรุฬหะโก
ปัจฉิเมนะ รูปักโข กุเวโร อุตตะรัง ทิสัง
จัตตาโร เต มะหาราชา สะมันตา จะตุโร ทิสา
ทัพทัฬหะมานะ อัฏฐังสุ สะทา โสตถิง กะโรนตุโน

สวดขอให้ท่านคุ้มครอง รอดพ้นจากอันตรายทั้งปวง และอธิษฐานขอความเป็นสิริมงคล อำนาจ บารมี โภคทรัพย์ รวมถึงมงคลทั้งปวง

วิธีไหว้พระแม่ลักษมีที่บ้าน สำหรับการขอพรความรักและเพิ่มความมั่งคั่ง

วิธีไหว้ขอพรองค์พระแม่ลักษมี เทวีแห่งความมั่งคั่งร่ำรวย ความบริสุทธิ์ และความรัก เปิดเคล็ดลับวิธีไหว้ พร้อมคาถาบูชาพระแม่ที่บ้าน สำหรับการขอพรความรักและเพิ่มความมั่งคั่ง

พระแม่ลักษมี (Laksmi) เป็นเทพในศาสนาฮินดู ที่เชื่อกันว่าเป็นเทพนารีผู้อำนวยโชค และเป็นชายาของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ที่ถือกำเนิดมาจากฟองน้ำตอนที่เทวดาและอสูรกวนเกษียรสมุทรเพื่อทำน้ำอมฤต โดยพระองค์ได้นั่งมาบนดอกบัวและถือดอกบัวในมือ กลายเป็นสัญลักษณ์ของพระแม่ลักษมีอีกด้วย

ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นรูปวาดหรือรูปเคารพต่าง ๆ จึงมักจะเห็นภาพพระแม่ลักษมีถือดอกบัว บ้างก็เป็นหม้อน้ำหรืออาวุธ เช่น จักร เป็นต้น โดยมีช้างเป็นพาหนะ และเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ ความมั่งคั่ง และบุญญาธิการ

นอกจากนี้ยังมี “วันวาราลักษมี วรัทตัม” อีกหนึ่งวันสำคัญตามความเชื่อของชาวฮินดู ซึ่งเป็นวันสำหรับบูชาพระแม่ลักษมี เพื่อขอพรด้านความรักและความมั่งคั่งด้วย

ภาพ – depositphotos

ไหว้พระแม่ลักษมีที่บ้าน ต้องใช้อะไรบ้าง

1. โดยของไหว้ ของถวาย คือ ดอกบัวสีชมพู, น้ำอ้อย, น้ำเปล่า, นม, ผลไม้รสอ่อน เช่น มะพร้าว หรือจะใช้ 9 ผลไม้มงคล อย่างใดอย่างหนึ่งให้ครบ 5 อย่างในการไหว้พระแม่ลักษมีก็ได้เช่นกัน และกำยาน เครื่องหอมต่าง ๆ และข้อห้ามของถวาย คือห้ามนำเนื้อสัตว์มาถวาย

2. การสวดไหว้บูชาทุกครั้ง ต้องจุดธูปทั้งหมด 9 ดอก จากนั้นให้ทำการตั้งต้นนะโม 3 จบ แล้วให้ตามด้วยคาถา บทสวดบูชาพระแม่ลักษมี บอกชื่อ นามสกุล แล้วพรที่ขอก็จะสมหวัง

3. เมื่อทำการสวดบูชาพร้อมขอพรเรียบร้อยแล้ว เพื่อทำให้พระแม่ตอบรับพร และคำปราถนาของเราทุกข้อ ไม่ควรเดินวนกลับทางเดิมที่เข้ามาเป็นอันขาด ให้เดินออกอีกทาง ที่ผ่านหน้าพระแม่ลักษมี เคล็ดลับนี้จะทำให้ท่านเห็นเรา และตอบรับพรเราทุกประการ

อย่างไรก็ตาม ห้ามถวายสิ่งที่ทำมาจากเนื้อสัตว์และขนมที่มีไข่เป็นส่วนประกอบเด็ดขาด

คาถาบูชาพระแม่ลักษมี แบบย่อ

“โอม ศรี มหาลักษมี เจ นะมะหะ”

หรือ
“โอม พระลักษมี อิตถีเทวะ เมตตัญจะ มหาลาโภ
ทุติยัมปิ พระลักษมี อิตถีเทวะ เมตตัญจะ มหาลาโภ
ตะติยัมปิ พระลักษมี อิตถีเทวะ เมตตัญจะ มหาลาโภ”

ภาพ – nationaltoday

คาถาบูชาพระแม่ลักษมี

“โอม ชยะ ศรี ลักษมี มาตา (3 จบ)
โอม ศรี ลักษะมิไย นะมะห์ (3 จบ)
โอม มหาลักษะ มิไย นะโม นะมะหะ
โอม วิษณุ ปรียาไย นะโม นะมะหะ
โอม ธะนะ ประทาไย นะโม นะมะหะ
โอม วิศวา จะนันไย นะโม นะมะหะ
ยา เทวี สะระวะ ภูเตชุ
ลักษมี รูเปนะ สัม สะถิตา
นะมัส ตัสไย นะมัส ตัสไย นะมัส ตัสไย
นะโม นะมะหะ”

ขอเชิญองค์พระแม่ลักษมีได้โปรดรับเครื่องสังเวยอันพวกข้าพเจ้าได้จัดถวายสักการะแด่องค์ท่าน ขอท่านได้โปรดรับอย่างมีความสุข เมื่อท่านได้เสวยเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอได้โปรดกำจัดอุปสรรคทั้งหลาย ราชภัย โจรภัย อัคคีภัยและโรคาภัยต่างๆ รวมทั้งทุกขเวทนาต่างๆ ขออย่าได้แผ้วพาน และในทุกกรณีที่มีปัญหาประการใดๆ ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ชนะ และได้รับผลสำเร็จตามที่ข้าพเจ้าปรารถนาทุกประการ.

สายมูต้องรู้ วิธีถวายน้ำบนหิ้งพระ ต้องเปลี่ยนบ่อยแค่ไหน ถวายน้ำครั้้งละกี่แก้ว ให้รวยให้ปังต้องทำแบบนี้

น้ำบนหิ้งพระ ควรถวายกี่แก้ว ต้องเปลี่ยนทุกวันไหม มาดูวิธีถวายน้ำบนหิ้งพระ พร้อมคำถวายน้ำ เสริมสิริมงคล รับอานิสงส์ให้มีแต่สิ่งดี ๆ ให้รวยให้ปังต้องทำแบบนี้

“น้ำ” หนึ่งในส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกายถึง 70% หากขาดน้ำติดต่อกันถึง 3 วัน อาจทำให้เราถึงเสียชีวิตได้ นั่นแสดงว่า น้ำมีความสำคัญกับการดำรงชีพของมนุษย์เป็นอย่างมาก ทั้งช่วยดับกระหายคลายร้อน หรือแม้กระทั่งช่วยรักษาโรค

คนไทยมีความเชื่อโบราณกันมานานแล้วว่า การถวายน้ำพระ เป็นการสร้างอานิสงส์ที่ดีให้กับตัวเอง ไม่เพียงแต่เป็นของบูชาเท่านั้น การถวายน้ำดื่มให้กับพระภิกษุสงฆ์จะได้รับอานิสงส์มหาศาล ก็เหมือนกันกับ ถวายน้ำดื่มบนหิ้งพระน้ำที่ใช้ในการถวายบนหิ้งพระ เป็นน้ำดื่มหรือน้ำประปาก็ได้ ถ้าใสสะอาดพอที่เราจะดื่มได้ เพราะน้ำสื่อถึงความสะอาดบริสุทธิ์ ซึ่งจะช่วยเสริมให้ชีวิตสดใส มีจิตใจเบิกบาน และแนะนำให้ถวาย 3 แก้ว อันเป็นการระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล เสริมชีวิตให้มีแต่สิ่งดี ๆ

นอกจากนี้สำหรับการถวายน้ำบนหิ้งพระ แนะนำว่าควรจะเติมน้ำให้เกือบเต็มแก้วแต่ไม่ให้ล้น เพราะการเติมน้ำถวายพระเปรียบเสมือนกับการเติมเต็มให้ชีวิตมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่ขาดแคลน มีกินมีใช้ตลอดไป

หิ้งพระบนหลังตู้

หากคุณต้องการถวายน้ำพระแบบที่ใจต้องการ ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกวันค่ะ เรายังดื่มน้ำทุกวันเลย เปลี่ยนน้ำที่ใสสะอาดบนหิ้งพระทุกวันก็ยิ่งเสริมดวง มีโชคลาภให้ชีวิตคุณ ครอบครัวจะทำอะไรได้ง่าย คล่องแคล่ว เหมือนสายน้ำ มีชื่อเสียง มีความสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากความกระหาย มีอายุยืน ผิวพรรณผ่องใส มีพละกำลัง มีปัญญา และมีความสุข

ถวายน้ำพระ เวลา 06.00 น. จะเสริมเรื่องโชคลาภที่ดี
ถวายน้ำพระ เวลา 06.30 น. จะเสริมเรื่องการเงินที่ดี
ถวายน้ำพระ เวลา 07.00 น. จะเสริมเรื่องการงานที่ดี

แต่หากคุณไม่สะดวกในเวลาดังกล่าว ให้ทำได้ไม่เกิน 10.00 น. ของวันนั้นๆ ค่ะ และที่สำคัญควรจำเอาไว้ก็คือว่า แก้วน้ำบนหิ้งพระ ห้ามปล่อยให้แห้งเป็นเด็ดขาด เพราะนั่นหมายถึงการขาดความสดชื่น ทั้งนี้ หากไม่สะดวกถวายน้ำทุกวัน แนะนำว่าให้ถวายวันพระ หรือวันพฤหัสบดี หรือตามวันที่เราเกิด เพื่อความสบายใจ แต่ที่สำคัญคือ ควรมีการถวายน้ำพระอย่าให้ขาดเท่านั้นก็พอ

อานิสงส์ของการถวายน้ำ 10 ประการ

  1. ให้ชีวิตมีความคล่องแคล่ว
  2. ส่งเสริมให้มีชื่อเสียง
  3. ช่วยให้จิตใจมีสะอาดบริสุทธิ์
  4. ปราศจากความกระหาย
  5. มีบริวารมาก
  6. อายุยืน
  7. มีผิวพรรณผุดผ่อง
  8. มีพละกำลัง
  9. มีปัญญามาก
  10. มีความสุข

คำถวายน้ำบนหิ้งพระ

อะระหะตาทีหิ นะวะคุเณหิ สะมันนาคะตัสสะ สัมมาสัมพุทธัสสะ อิมัง อุทะกัง เทมิ

ข้าพเจ้า…ขอถวายน้ำฉันนี้ แด่องค์พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอให้ข้าพเจ้ามีแต่ความสุข ความเจริญ คิดสิ่งใดขอให้สมความปรารถนาด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ

และนี่คือความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ

‘ครูบาบุญชุ่ม’ เข้าถ้ำจำพรรษา 3 เดือน 3 วัน ไม่พบผู้คนภายนอก พุทธศาสนิกชนแห่สาธุ สาธุ สาธุ

“พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร” พระเกจิชื่อดังแห่งล้านนา จะอยู่ปฏิบัติธรรมในถ้ำพระบาทผาช้าง เมืองขัน เขตเมืองลา รัฐฉานตะวันออก จนครบ 3 เดือน 3 วัน โดยที่ไม่พบผู้คนภายนอก สาธุ สาธุ สาธุ 🙏🙏🙏

เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2566 เพจเฟซบุ๊ก รักเชียงตุง ได้รายงานว่า พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งล้านนา ได้เข้าถ้ำเพื่ออยู่จำพรรษาเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่ผ่านมา ณ ถ้ำพระบาทผาช้าง เมืองขัน เขตเมืองลา รัฐฉานตะวันออก โดยจะใช้เวลาจำพรรษาอยู่ในถ้ำเป็น ระยะเวลา 3 เดือน 3 วัน ต่อจากนี้ไป ครูบาท่านจะอยู่ปฏิบัติธรรมในถ้ำแห่งนี้จนครบ 3 เดือน 3 วัน โดยที่ไม่พบผู้คนภายนอก สาธุ สาธุ สาธุ 🙏🙏🙏

ครูบาบุญชุ่ม เป็นพระฝ่ายอรัญวาสี (พระที่อยู่ในป่า) ชื่อดังชาวไทยใหญ่ เกิดเมื่อวันอังคารที่ 5 มกราคม 2508 ที่หมู่บ้านแม่คำหนองบัว ตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เป็นบุตรคนโตของนายคำหล้าและนางแสงหล้า ทาแกง แม้ครอบครัวจะยากจนใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก แต่โยมมารดาก็ปลูกฝังท่านให้ทำบุญ สวดมนต์ ทำสมาธิอยู่เสมอ ทำให้ท่านสนใจออกบวช

หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จึงบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2519 ขณะอายุได้ 11 ปี ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมชั้นตรีในปี พ.ศ. 2526 ต่อมาได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 เวลา 09.19 น. ณ อุโบสถวัดพระเจ้าเก้าตื้อ โดยมีพระราชพรหมาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูเวฬุวันพิทักษ์เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และพระครูศรีปริยัตินุรักษ์เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ครูบาบุญชุ่ม

นับแต่ออกบวช ครูบาบุญชุ่มมุ่งเน้นเรียนกรรมฐานจากครูบาอาจารย์หลายองค์ ได้จาริกไปหลายท้องที่ทั้งภาคเหนือของไทย พม่า เนปาล อินเดีย ภูฏาน ฯลฯ เมื่อพบเห็นวัดใดทรุดโทรมก็เป็นผู้นำในการบูรณะ และได้สร้างพระธาตุเจดีย์ วิหาร พระพุทธรูป ไว้หลายแห่งในภาคเหนือ รัฐชาน สิบสองปันนา และประเทศลาว

ข่าวดี! 2 เทศกาลไทย “ลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ” และ “งานพลุนานาชาติ” คว้ารางวัลระดับโลก

“งานลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ” จากจังหวัดสุโขทัย” และ “งานพลุนานาชาติ เมืองพัทยา” คว้ารางวัล Gold Prize งานเทศกาลที่มีศักยภาพ (ธีมงานกลางคืน) ประจำปี 2023 ระดับเอเชียจากสมาคม IFEA-ASIA ณ สาธารณรัฐเกาหลี เตรียมยกระดับอีก 16 เทศกาลประเพณีให้เป็นที่รู้จักระดับโลก

กระทรวงวัฒนธรรม แจ้งข่าวดี! งานลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย และงานพลุนานาชาติ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี คว้ารางวัล Gold Prize งานเทศกาลที่มีศักยภาพ (ธีมงานกลางคืน) ประจำปี 2023 ระดับเอเชีย จาก International Festival & Events Association (IFEA) ภูมิภาคเอเชีย IFEA-ASIA ณ สาธารณรัฐเกาหลี

ความสำเร็จครั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สสปน. หรือ TCEB ได้ดำเนินงานร่วมกับจังหวัดส่งเข้าประกวด นับเป็นการส่งเสริม Soft Power ความเป็นไทยสู่ระดับโลก
ภายใต้การสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพ 5F ประกอบด้วย F-Food อาหาร, F-Film ภาพยนตร์และวีดิทัศน์, F-Fashion การออกแบบแฟชั่นไทย, F-Fighting ศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย และ F-Festival เทศกาลประเพณีไทย

มากไปกว่านั้น กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้บูรณาการกับทุกภาคส่วน เตรียมยกระดับเทศกาลประเพณีไทยสู่ระดับนานาชาติเพิ่มเติม โดยประกาศยกระดับเทศกาลประเพณีของไทยไปแล้ว 16 จังหวัด อาทิ

1. ประเพณีกตัญญูคู่ฟ้า มหาสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จังหวัดปัตตานี
2. เทศกาลมรดกโลกบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี
3. ประเพณีหกเป็งนมัสการพระมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง จังหวัดน่าน
4. ประเพณีแห่มาลัยข้าวตอก “มาฆบูชาอารยธรรมอีสาน” จังหวัดยโสธร

ประเพณีแห่ผ้าพระบฏพระราชทานถวายพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช

5. ประเพณีแห่ผ้าพระบฏพระราชทานถวายพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
6. เทศกาลตามรอยอารยธรรมขอมโบราณปราสาทศิลา “สด๊กก๊อกธม” จังหวัดสระแก้ว
7. เทศกาลอาหารอร่อยเมืองภูเก็ต เมืองสร้างสรรค์แห่งวิทยาการอาหาร จังหวัดภูเก็ต
8. ประเพณีบุญกลางบ้าน สืบสานตำนานเมืองพนัส จังหวัดชลบุรี
9. ประเพณีตักบาตรดอกไม้เข้าพรรษา จังหวัดสระบุรี
10. เทศกาลอาหารผสานศิลป์ เมืองเพชร เมืองสร้างสรรค์ จังหวัดเพชรบุรี

Cr: รัชดา ธนาดิเรก – รองโฆษกรัฐบาล / ภาพ : Travel360 เที่ยวรอบทิศ

“วันวิสาขบูชา” หลักธรรมสำคัญที่ควรนำมาปฏิบัติ

ความสำคัญในวันวิสาขบูชา : วันวิสาขบูชาเป็นวันที่ระลึกถึงวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ซึ่งตรงกับวันเพ็ญ เดือนวิสาขมาส (เดือน 6) ตรงกันทั้ง 3 คราว คือ

• เช้าวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี เจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติ ที่พระราชอุทยานลุมพินีวันระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ

ตรัสรู้

• เช้ามืดวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี เจ้าชายสิทธัตถะ ตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม หลังจากออกผนวชได้ 6 ปี ปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

• หลังจากตรัสรู้ ทรงออกประกาศพระธรรมวินัยและโปรดเวไนยสัตว์เป็นเวลา 45 ปี เมื่อพระชนมายุได้ 80 พรรษา ก็ เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อวันอังคาร ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ (ปัจจุบันอยู่ในเมืองกุสีนคระ รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย)

เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญทั้ง 3 เหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น เกิดขึ้นตรงกันในวันเพ็ญ เดือน 6 ชาวพุทธจึงเรียกการบูชาในวันนี้ว่า “วันวิสาขบูชา” ซึ่งแปลว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือนหก (บางแห่งเรียกว่า วันพระพุทธเจ้า หรือ พุทธชยันตี)

หลักธรรมสำคัญที่ควรนำมาปฏิบัติ

เด็กกตัญญู

๑. ความกตัญญู คือความรู้อุปการคุณที่มีผู้ทำไว่ก่อน เป็นคุณธรรมคู่กับความกตเวที คือ การตอบแทนอุปการคุณที่ผู้อื่นทำไว้นั้น

• บิดามารดา มีอุปการคุณแก่ลูก ในฐานะผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูจนเติบโต ให้การศึกษาอบรมสั่งสอน ให้เว้นจากความชั่ว มั่นคงในการทำความดี เมื่อถึงคราวมีคู่ครองได้จัดหาคู่ครองที่เหมาะสมให้ และมอบทรัพย์สมบัติให้ไว้เป็นมรดก

• ลูกเมื่อรู้อุปการะคุณที่บิดามารดาทำไว้ ย่อมตอบแทนด้วยการประพฤติตัวดี สร้างชื่อเสียงให้ แก่วงศ์ตระกูล เลี้ยงดูท่าน และช่วยทำงานของ ท่าน และเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน

• ครูอาจารย์มีอุปการคุณแก่ศิษย์ ในฐานะเป็นผู้ประสาทความรู้ให้ ฝึกฝนแนะนำให้เป็นคนดี สอนศิลปวิทยาให้อย่างไม่ปิดบังยกย่องให้ปรากฎแก่คนอื่น และช่วยคุ้มครองให้ศิษย์ทั้งหลาย

• ศิษย์เมื่อรู้อุปการคุณที่ครูอาจารย์ทำไว้ ย่อมตอบแทนด้วยการตั้งใจเรียน ให้เกียรติ และให้ความเคารไม่ล่วงละเมิดโอวาทของครู

• ความกตัญญูและความกตเวทีนี้ ถือว่าเป็นเครื่องหมายของคนดี ส่งผลให้ครอบครัว และสังคมมีความสุขได้เพราะ บิดามารดาจะรู้จักหน้าที่ของตนเอง ด้วยการทำอุปการคุณให้ก่อน และลูกก็จะรู้จักหน้าที่ของตนเองด้วยการทำดีตอบแทน

• นอกจากบิดากับลูก และครูอาจารย์กับศิษย์แล้ว คุณธรรมข้อนี้ก็สามารถนำไปใช้ได้แม้ระหว่าง นายจ้างกับลูกจ้าง อันจะส่งผลให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

• ในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้า ทรงเป็นบุพการรีในฐานะที่ทรงสถาปนาพระพุทธศาสนา และทรงสอนทางพ้นทุกข์ให้แก่เวไนยสัตว์

• พุทธศาสนิกชน รู้พระคุณอันนี้จึงตอบแทนด้วยอามิสบูชาและปฎิบัติบูชากล่าวคือการจัดกิจกรรม ในวันวิสาขบูชา เป็นส่วนหนึ่งที่ชาวพุทธแสดงออก ซึ่งความกตัญญูกตเวที ต่อพระองค์ด้วยการทำนุ บำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนา และประพฤติปฎิบัติธรรม เพื่อดำรงอายุพระพุทธศาสนาสืบไป

อริยสัจ ๔

๒. อริยสัจ ๔
อริยสัจ ๔ คือ ความจริงอันประเสริฐ หมายถึงความจริงของชีวิตที่ไม่ผันแปร เกิดมีได้แก่ทุกคน มี ๔ ประการ คือ

ทุกข์ ได้แก่ปัญหาของชีวิตพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ก็เพื่อให้ทราบว่ามนุษย์ทุกคนมีทุกข์เหมือนกัน ทั้งทุกข์ขั้นพื้นฐาน และทุกข์เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ทุกข์ขั้นพื้นฐานคือทุกข์ที่เกิดจาก การเกิด การแก่ และการตาย ส่วนทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน คือทุกข์ที่เกิด จากการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากการประสบกันสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากไม่ได้ตั้งใจปรารถนา รวมทั้งทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตด้านต่างๆ อาทิความ ยากจน

สมุทัย คือ เหตุแห่งปัญหาพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่า ทุกข์ทั้งหมดซึ่งเป็นปัญหา ของชีวิตล้วนมีเหตุให้เกิดเหตุนั้น คือ ตัญหา อันได้แก่ความอยากได้ต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วยความยึดมั่น

นิโรธ คือ การแก้ปัญหาได้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่า ทุกข์คือปัญหาของชีวิต ทั้งหมดที่สามารถแก้ไข ได้นั้นต้องแก้ไขตามทางหรือวิธีแก้ ๘ ประการ ( ดูมัชฌิมาปฎิปทา )

มรรค การปฏิบัติเพื่อจำกัดทุกข์ เพื่อหลุดพ้นจากทุกข์ การปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา เพื่อบรรลุเป้าหมายการแก้ปัญหาที่ต้องการ

ความไม่ประมาท

๓. ความไม่ประมาท
ความไม่ประมาทคือ การมีสติเสมอทั้ง ขณะทำขณะพูด และขณะคิด สติคือการระลึกได้ ในภาคปฎิบัติเพื่อนำ มาใช้ในชีวิตประจำวัน หมายถึง การระลึกรู้ทันการเคลื่อนไหว ของอริยาบท ๔ คือ เดิน ยืน นั่ง นอน การฝึกให้เกิดสติทำได้โดยตั้งสติกำหนดการเคลื่อนไหวของอริยาบท กล่าวคือ ระลึกทันทั้งในขณะ ยืน เดิน นั่ง และนอน รวมทั้ง ระลึกรู้ทัน ในขณะพูดคิด และขณะทำงานต่างๆ เมื่อทำได้อย่างนี้ก็ชื่อว่า มีความไม่ประมาท

การทำงานต่างๆ สำเร็จได้ก็ด้วยความไม่ประมาท กล่าวคือผู้ทำย่อมต้องมีสติระลึกรู้อยู่ว่า ตนเองเป็นใครมีหน้าที่อะไร และกำลังทำอย่างไร หากมีสติระลึกรู้ได้อย่างนั้น ก็ย่อมไม่ผิดพลาด

ที่มา ► http://www.dhammathai.org/day/visaka.php

วันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก

“วิสาขบูชา” ย่อมาจาก “วิสาขปุรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ” วิสาขบูชา มีอีกชื่อว่า พุทธชยันตี, วันพระพุทธเจ้า นั้นได้รับการยกย่องจากพุทธศาสนิกชนทั่วโลกให้เป็นวันสำคัญสากลทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นวันที่บังเกิดเหตุการณ์สำคัญ ๓ เหตุการณ์ ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าและจุดเริ่มต้นของศาสนาพุทธ

ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดได้เกิดขึ้นเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีก่อน ณ ดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล เนื่องจากเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ซึ่งเกิดขึ้นตรงกันทั้ง ๓ คราวคือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ชาวพุทธจึงเรียกการบูชาในวันนี้ว่า “วันวิสาขบูชา” ซึ่งแปลว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือนหก บางแห่งเรียกว่า วันพระพุทธเจ้า หรือ พุทธชยันตี (Buddha Jayanti) โดยเหตุการณ์แรก เมื่อ ๘๐ ปี ก่อนพุทธศักราช คือ

ประสูติ

๑. เจ้าชายสิทธัตถะประสูติที่พระราชอุทยานลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ เมื่อเช้าวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี

๒. เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเช้ามืดวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี หลังจากออกผนวชได้ ๖ ปี ปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

๓. วันเสด็จดับขันธปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า – หลังจากตรัสรู้ ทรงออกประกาศพระธรรมวินัยและโปรดเวไนยสัตว์เป็นเวลา ๔๕ ปี เมื่อพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ (ปัจจุบันอยู่ในเมืองกุสีนคระ รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย)

วิสาขบูชา

วันวิสาขบูชา ถือได้ว่าเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล เพราะชาวพุทธทุกนิกายจะพร้อมใจกันจัดพิธีพุทธบูชาในวันนี้พร้อมกันทั่วทั้งโลก ซึ่งไม่เหมือนวันมาฆบูชา และวันอาสาฬหบูชา ที่เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่นิยมนับถือกันเฉพาะในประเทศไทย, ลาว, และกัมพูชา และด้วยเหตุนี้ ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติจึงยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็น “วันสำคัญสากล” (International Day) ตามข้อมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ ๕๔/๑๑๒ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ โดยพุทธศาสนิกชนประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อเป็นการบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญ ๓ เหตุการณ์ดังกล่าว ที่ถือได้ว่าเป็นวันคล้ายวันที่ “ประสูติ” ของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ซึ่งต่อมาได้ “ตรัสรู้” เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงกอปรไปด้วย “พระบริสุทธิคุณ”, “พระปัญญาคุณ” ผู้ซึ่งได้ทรงสั่งสอนประกาศพระสัจธรรม คือ ความจริงของโลก แก่ชนทั้งปวงโดย “พระมหากรุณาธิคุณ” จวบจน ทรง “เสด็จดับขันธปรินิพพาน” ในวาระสุดท้าย ทั้งสามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องในวันเพ็ญเดือน ๖ นี้ทำให้พระพุทธศาสนาได้บังเกิดและสืบต่อมาอย่างมั่นคงจนถึงปัจจุบัน.

สมเด็จพระสังฆราช ประทานคติธรรม การประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชาโลก2566

ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพในการจัดพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 18 เรื่อง “พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก” (Buddhist Wisdom Coping with Global Crises) เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี 2566 ในระหว่างวันที่ 1 – 2 มิถุนายน พ.ศ. 2566

วิสาขบูชา

การจัดงานวิสาขบูชาโลก ในประเทศไทย กำลังใกล้เข้ามาแล้ว ซึ่งการกำหนดจัดประชุมชาวพุทธนานาชาติเนื่องในวันวิสาขบูชาโลกครั้งที่ 18 ประจำปี 2566 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1-2 มิถุนายน 2566 โดยมี สมเด็จพระสังฆราช มหานายกะ ประมุขสงฆ์ นักปราชญ์และนักวิชาการจาก 55 ประเทศ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 1,000 รูปคน โดยพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ ซึ่งในวันที่ 1 มิถุนายน 2566 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเสด็จเป็นประทานเปิดการประชุม ณ ห้องประชุม มวก.48 พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และในวันที่ 2 มิถุนายน 2566 จะมีพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาโลก วันสำคัญสากลของโลก ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร

ในการนี้ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประทานคติธรรม การประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในวันวิสาขบูชาโลก ครั้งที่ 18 พุทธศักราช 2566 ระหว่างวันที่ 1-2 มิถุนายน 2566 มีความดังนี้

“พระพุทธศาสนา” เป็นศาสนาอเทวนิยมมุ่งสั่งสอนว่าสิ่งทั้งหลายล้วนมีเหตุปัจจัยในการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป หาใช่จากการดลบันดาลของอำนาจลี้ลับเหนือธรรมชาติ หากพิจารณาถึงอริยสัจสี่ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ และโปรดประทานให้แก่เราทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัท ได้ศึกษาไคร่ครวญ และน้อมนำไปเป็นวิถีทางแห่งการรับมือกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ย่อมประจักษ์ได้ว่า ถ้าต้องการไม่ให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สรรพสัตว์ทั้งหลายคงมีทางเลือกสองทาง กล่าวคือ กำจัดเหตุ 1 และกำจัดเงื่อนไข 1 เมื่อทำได้ดั่งว่าแล้วทั้งสองประการ ผลที่ไม่พึงปรารถนาก็จะไม่บังเกิดอย่างแน่แท้ ความตระหนักรู้แจ้งในหลักการเหล่านี้ ย่อมทำให้สัตว์โลกตื่นรู้ พร้อมความระมัดระวังโดยรอบคอบมากยิ่งขึ้น มีนัยประมวลสรุปรวมหมายถึง “ความไม่ประมาท” ซึ่งเป็นที่สุดแห่งบรมพุทโธวาททั้งปวง

การที่ท่านทั้งหลายมาประชุมกันเพื่อร่วมขบคิดใคร่ครวญในหัวข้อ “พุทธปัญญากับการรับมือวิกฤตโลก” นับเป็นที่น่าอนุโมทนาแห่งเหตุและผล ซึ่งสมบูรณ์พร้อมทั้งภาคปริยัติและภาคปฎิบัติ เป็นยอดศาสนาที่ช่วยเกื้อกูลให้โลกสามารถก้าวข้ามพ้นวิกฤตการณ์ไปสู่สภาวะแห่งศานติสุขได้อย่างแท้จริง

อนุโมทนากุศลเจตนาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬลงกรณราชวิทยาลัย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่จัดการประชุมชาวพุทธนานาชาติ เนื่องในเทศกาลวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำพุทธศักราช 2566 ขอให้การประชุมบังเกิดสัมฤทธิผลสมวัตถุประสงค์อันดีงามทุกประการ และขออำนวยพรให้ทุกฝ่ายประสบความเจริญวัฒนาในบวรพุทธศาสนาโดยทั่วกันเทอญ..