‘นายอำเภอขนอม’ สั่งหาทางป้องกัน หลังชาวบ้านวอนช่วย ‘ค่างแว่น’ พลัดหลงกับแม่ หวั่นถูกทำร้าย

‘นายอำเภอขนอม’ สั่งหาทางป้องกัน หลังชาวบ้านวอนช่วย ‘ลิงค่างแว่น’ พลัดหลงกับแม่ มาอาศัยกับชาวบ้าน หวั่นถูกทำร้าย

วันที่ 15 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Phuornphan Phulklab” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วเราเป็นอะไรกัน ชาตินี้ถึงได้มาพบกันและผูกพันธ์มากๆ ขอบคุณ ดีใจที่อยากเจอและตามมาหากัน 2-3 วัน ไม่ได้ไปหาบนเขา ปล่อยให้เป็นหน้าที่แม่ให้อาหารเค้ามาตามถึงบ้าน ที่หน้าจะไปเจอทุกวันนะ จะได้ไม่เหนื่อยตามมา ซึ่งมีผู้ติดตาม แสดงความคิดเห็นและแชร์โพสต์ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

ด้วยรักและผูกพัน

ต่อมา นายธีระพงษ์ ช่วยชู นายอำเภอขนอม จ.นครศรีธรรมราช มอบหมายให้ นายสุนทร ขนอม กำนันตำบลควนทอง นายไตรรงค์ ใจสบาย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนทอง นายมานะ เพชรรัตน์ ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่ ม.12 ต.ควนทอง ว่าที่ ร.ต.ธงชัย ใจสบาย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 10 ต.ควนทอง พร้อม เจ้าหน้าที่ นายพีระชัย คงแก้ว หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดขนอมหมู่เกาะทะเลใต้ นายวินิต รัตนชู เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เข้าสำรวจพื้นที่เพื่อหาแนวทางป้องกันและรักษา ลิงป่าหรือค่างแว่นตัวดังกล่าว ที่บริเวณเขาบูโดหรือเขาช่องเนียง อยู่ในท้องที่ หมู่ 8,10 และหมู่ 12 ต.ควนทอง อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช

ลิงค่างแว่น

เมื่อคณะได้เดินทางได้พบกับ น.ส.พรพรรณ พลูกลับ อายุ 30 ปี บ้านเลขที่ 174/1 ม.12 ต.ควนทอง อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ชึ่งอาศัยอยู่กับ บิดา มารดา เล่าให้ฟังว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตนได้เจอลูกลิงป่า (ค่างแว่น) นั่งอยู่บนต้นไม้ บริเวณริมภูเขาบูโด หรือภูเขาช่องเนียง กินเนื้อที่ 3 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านนานนท์ บ้านเขาหัวช้าง และบ้านคลองวัง ซึ่งใกล้กับสวนยางพาราของตน มองไปเห็นลูกลิง มีสภาพที่อิดโรย หิวโซ เพราะช่วงนั้นเป็นฤดูแล้ง ลูกลิงได้โหนไต่ต้นไม้ที่อยู่ตามธรรมชาติ และติดตามตนเองตลอดเวลา

น.ส.พรพรรณ กล่าวต่อว่า ปกติตนเอง เป็นคนนิสัยชอบอนุรักษ์สัตว์ป่า รักแมว รักสุนัข กลับมาบ้านเปิดดูหาข้อมูล เพื่อศึกษาชีวิตของลิงป่าหรือค่างแว่น การใช้ชีวิต และกินอาหาร หลังจากนั้น ตนเองก็นำปลีกล้วยป่า มะเขือ กล้วยน้ำหว้าสุก หรือผลไม้ที่รสฝาด นำไปให้ลิงป่าตัวนี้ ด้วยความที่ไม่คุ้นเคย ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน โดยตั้งอาหารเอาไว้ให้ลิงก็มากิน แล้วก็เข้าป่าไป

ค่างแว่น

พอถึงเวลา ที่ตนเองมากรีดยาง ลิงตัวนี้ก็จะโหนต้นยางพาราออกมาตามตลอด และเริ่มสนิทกัน ตนเองจะตะโกนเรียกลิงตัวนี้ว่า “ไอ้น้อง” พร้อมกับตบมือ ไอ้น้องก็จะมาทันทีจากบนภูเขา เพื่อกินอาหาร บางครั้งไอ้น้องก็จะเดินตาม ไปบนถนนดินด้วย ลงไปถึงบ้านที่ตนอาศัยอยู่ เป็นระยะทาง 2-3กิโลเมตร แต่ที่บ้านมีสุนัขหลายตัว ลิงจึงไม่กล้าเข้า บางครั้งลูกลิงก็หยอกล้อกับสุนัขที่บ้านบาง เพราะสุนัขเหล่านี้ไม่ดุร้าย

น.ส.พรพรรณ กล่าวต่ออีกว่า เมื่อลูกลิงจะกลับตนก็จะขึ้นไปส่งด้วยความเป็นห่วงทุกครั้งที่ตามมา ตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา ไอ้น้องจะมีความสนิทมากขึ้น ไม่กลัวชาวบ้านละแวกนั้น จนชาวบ้านเริ่มเป็นห่วง ในความปลอดภัยของลิง จึงได้ประสานผู้ใหญ่บ้าน และจนท.ป่าไม้ให้ช่วยเข้ามาดูแล และประชาสัมพันธ์ กับชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ช่วยกันดูแลอย่าทำร้าย เพราะในพื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่อนุรักษ์ห้ามล่าสัตว์ อีกทั้งบนภูเขาบูโดหรือเขาช่องเนียง มีฝูงลิงป่าหลายสายพันธุ์อาศัยอยู่จำนวนมาก

ค่างแว่น

โดยเฉพาะฝูงค่างแว่น มีอยู่ประมาณ 30 ตัว ลงมาด้านล่างบ่อย แต่ไม่เคยทำร้าย ทรัพย์สินของชาวสวนเลย ตนอยากขอวิงวอน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดูแลติดสัญญาณหรือฝังชิปเพื่อจะได้ติดตาม วิจัย การใช้ชีวิตของฝูงลิงป่า ป้องกันการล่า รักษาระบบนิเวศน์คนกับป่า สัตว์ป่าอยู่ร่วมกันได้ โดยนำไอ้น้องเป็นแบบอย่าง เพราะชาวบ้านมีความสนิท มีความคุ้นเคย ช่วยหาเหาตามประสาลิงเด็กน้อย เวลานอนไอ้น้องก็จะขึ้นภูเขาหรือในนอนขนำในสวนยางพาราตามต้นไม้ของชาวสวนในละแวกนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโอกาสนี้ นายบัญญัติ ใจสบาย อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนพัฒนารอบโรงไฟฟ้าขนอม ได้เดินทางมาดู ด้วยตนเอง และมอบเงินส่วนตัวให้แก่ผู้ใหญ่บ้าน เป็นเงินจำนวน 1000 บาท เพื่อจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ อนุรักษ์สัตว์ป่าบนภูเขบูโด หรือ เขาช่องเนียง หลายๆพื้นที่ ในตำบลควนทอง ต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ

28 ธันวาคม วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตามรอยสมเด็จพระเจ้าตาก วัดเขาขุนพนม นครศรีธรรมราช

๒๘ ธันวาคม วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นวันคล้ายวันปราบดาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์พระองค์แรกและพระองค์เดียวแห่งกรุงธนบุรี พระองค์ทรงกอบกู้เอกราชจากพม่าได้สำเร็จภายในเวลา ๗ เดือน นับตั้งแต่เสียกรุงเมื่อปี ๒๓๑๐

วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

พระเจ้าตากสิน วัดเขาขุนพนม พระสิน และ พระด้วง สองภิกษุหนุ่ม ออกบิณฑบาตด้วยกันทุกเช้า วันหนึ่งมีเจ๊กผูกหางเปีย เดินผ่านภิกษุทั้งสองรูป แล้วหัวเราะเสียงดังลั่น ภิกษุสองรูปจึงหันมาถามว่า “อาเจ็กลื้อหัวเราะทำไม” เจ๊กตอบทันทีว่า “อั๊วเห็นน่อไก๊ไต่อ้วง (กษัตริย์สององค์) เดินบิณฑบาตด้วยกัน” ต่อมาภิกษุทั้งสองคือ เจ้าพระยาตากสิน และ เจ้าพระยาจักรี

วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

พระเจ้าตากสิน และพระยาจักรี ช่วยกันกอบกู้ชาติ จนตั้งกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง พระเจ้าตากสินทรงเหน็ดเหนื่อยกับการรบ จึงหันมาศึกษาพระธรรม ฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ แล้วสละราชบัลลังก์ เสด็จฯ มาทรงพระผนวชอยู่ที่วัดเขาขุนพนม อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช เป็นตำนานเล่าขาน เป็นความภาคภูมิใจของชาวนครศรีธรรมราช มานานกว่า ๒๐๐ ปี

วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

พระครูปิยะคุณาธาร เจ้าอาวาสวัดเขาขุนพนม เล่าให้ผมฟังว่า มีเครื่องทรงกษัตริย์ตกค้างอยู่ในวัดและบนถ้ำ ซึ่งเป็นโพรงใหญ่ เดินทะลุทั่วกันจนถึงยอดเขา เป็นยุทธภูมิที่มองไกลไปถึงชายทะเลอ่าวไทย หากมีกองกำลังบุกรุกมาที่วัดนี้ คนในวัดจะรู้ก่อนป้องกันตัวได้ พระเจ้าตากสินจึงตัดสินพระราชหฤทัยทรงพระผนวชที่วัดเขาขุนพนม ทรงใช้ชีวิตอย่างสงบสุข จนถึงวันสวรรคต

พระเจ้าตากสินมหาราช

ขณะที่พระเจ้าตากสินทรงพระผนวช มีข้าราชบริพาร ทหารเอกคู่พระทัย พาครอบครัวย้ายจากกรุงธนบุรี มาถวายอารักขา และตั้งรกรากอยู่รอบวัดเขาขุนพนม ชาวบ้านรอบวัดจึงสืบเชื้อสายมาจากคนในวัง กิริยามารยาทสุภาพ เรียบร้อย แตกต่างจากคนท้องถิ่น ภาษาที่พูดแม้จะติดสำเนียงใต้ ยังมีคำราชาศัพท์แทรกอยู่หลายคำ

(พระเจ้าตากสิน วัดเขาขุนพนม : คอลัมน์ตำนานแผ่นดิน – komchadluek.net)

ย้อนตำนาน มีอยู่จริง! “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” ที่เกาะนุ้ย ขนอม นครศรีธรรมราช

เรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาร่วม ๔๐๐ ปี ว่ากันว่า เมื่อครั้งหลวงพ่อทวดเดินทางจากสงขลาไปยังกรุงศรีอยุธยาด้วยเรือสำเภา ระหว่างเดินทางเกิดคลื่นลมแรง ต้องลอยลำอยู่กลางทะเลจนน้ำจืดหมด หลวงพ่อทวดจึงได้แสดงอภินิหารเอาเท้าเหยียบน้ำทะเล กลายเป็นน้ำจืด ให้ลูกเรือใช้ดื่มกินในระหว่างการเดินทาง

เกาะหลวงปู่ทวด

บ่อน้ำจืดธรรมชาติในทะเลตั้งอยู่ที่เกาะนุ้ย เป็นเกาะเล็กๆไม่ห่างจากชายฝั่ง ตั้งอยู่ที่ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม นครศรีธรรมราช บ่อน้ำจืดนี้มีมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณ ๗๐ ซ.ม. มีลักษณะเป็นบ่อธรรมชาติขนาดเล็กซึ่งจะปรากฏให้เห็นต่อเมื่อเวลาน้ำทะเลลดระดับลง

มีความมหัศจรรย์คือแม้จะอยู่กลางทะเล แต่ก็เป็นบ่อกลายเป็นน้ำจืด ชิมแล้วมีรสชาติจืดถึงกร่อย เกิดจากรอยแตกของชั้นหินที่ต่อกับตาน้ำจืดใต้พื้นดิน เมื่อยามน้ำลดน้ำจืดจะดันตัวนำน้ำทะเลออกจนหมดเหลือแต่น้ำจืด ส่วนชาวบ้านแถบนี้เชื่อว่า บ่อน้ำจืดนี้คือบริเวณที่ “หลวงปู่ทวด”เคยมาเหยียบน้ำทะเล ให้กลายเป็นน้ำจืดตามตำรา

หลวงปู่ทวด เกาะนุ้ย ขนอม นครศรีธรรมราช

หลวงปู่ทวด หรือ สมเด็จเจ้าพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์ หรือ สมเด็จเจ้าพะโคะ นั้นเป็นที่รู้จักกันดีในประเทศไทยจากตำนานท้องถิ่นในฐานะพระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้าจนได้สมญาว่า“หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” โดยที่มาของสมญานามอันลือลั่นของท่าน มีที่มาดังนี้

ขณะที่สมเด็จเจ้าพะโคะกลับจากกรุงศรีอยุธยาได้ประจำพรรษาอยู่ ณ วัดพะโคะครั้งนี้คาดคะเนว่าท่านมีอายุกาลถึง ๘๐ ปีเศษ

อยู่มาวันหนึ่งท่านถือไม้เท้าศักดิ์ประจำตัวไม้เท้านี้มีลักษณะคดไปมาเป็น ๓ คด ชาวบ้านเรียกว่า “ไม้เท้า ๓ คด” ท่านออกจากวัดมุ่งหน้าเดินไปยังฝั่งทะเลจีน และขณะที่ท่านเดินเล่นรับอากาศทะเลอยู่นั้นได้มีเรือโจรสลัดจีนแล่นเลี่ยบชายฝั่งมาพวกโจรสลัดจีนเห็นสมเด็จเดินอยู่ คิดเห็นว่าเป็นคนประหลาดเพราะท่านครองสมณเพศ

หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

พวกโจรจึงแวะเรือเข้าขึ้นฝั่งนำเอาท่านลงเรือไปเมื่อเรือโจรจีนออกจากฝั่ง ไม่นานเหตุมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น คือเรือลำนั้นจะแล่นต่อไปไม่ได้ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่พวกโจรจีนได้พยายามแก้ไขจนหมดความสามารถเรือก็ยังไม่เคลื่อนจึงได้จอดเรือนิ่งอยู่ ณ ที่นั่นเป็นเวลาหลายวันหลายคืน

ที่สุดน้ำจืดที่ลำเลียงมาบริโภคในเรือก็ได้หมดสิ้น จึงขาดน้ำดื่มและหุงต้มอาหารพากันเดือดร้อนกระวนกระวายด้วยการกระหายน้ำเป็นอย่างยิ่ง สมเด็จท่านสังเกตเห็นเหตุการณ์ความเดือดร้อนของพวกเรือ ถึงขั้นที่สุดแล้วท่านจึงเหยียบกราบเรือให้ตะแคงต่ำลง แล้วยื่นเท้าเหยียบลงบนผิวน้ำทะเลทั้งนี้ย่อมไม่พ้นความสังเกตของพวกจีนไป

รอยเท้า หลวงปู่ทวด เกาะนุ้ย ขนอม นครศรีธรรมราช

เมื่อท่านยกเท้าขึ้นจากผิวน้ำทะเลแล้ว ก็สั่งให้พวกโจรจีนตักน้ำตรงนั้นขึ้นมาดื่มชิมดู พวกจีนแม้ไม่เชื่อก็จำเป็นต้องลอง เพราะไม่มีทางใดที่จะช่วยตัวเองได้แล้ว

แต่ได้ปรากฏว่าน้ำทะเลเค็มจัดที่ตรงนั้นแปรสภาพเป็นน้ำจืด เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก พวกโจรสลัดจีนได้เห็นประจักษ์ในคุณอภินิหารของท่านเช่นนั้น ก็พากันหวาดเกรงภัยที่จะเกิดแก่พวกเขาต่อไป จึงได้พากันกราบไหว้ขอขมาโทษแล้วพาท่านล่องเรือส่งกลับขึ้นฝั่งต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือ “สืบสายพระโพธิญาณ สานปณิธานพระโพธิสัตว์”

นครศรีธรรมราช บูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานโบสถ์พราหมณ์

สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช จัดพิธียกเสาเอกการบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานโบสถ์พราหมณ์

บูรณโบสถ์พราหมณ์

ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช รายงานว่า เมื่อวันนี้ (17 ต.ค.62) ที่บริเวณหอพระนารายณ์ และหอพระอิศวร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช ได้จัดพิธีบวงสรวงเทพยดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ เพื่อยกเสาเอกการบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานโบสถ์พราหมณ์

มีนายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในพิธี มีนางเสริมกิจ ชัยมงคล ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช ข้าราชการในสังกัดและผู้ที่นับถือศาสนาพราหมณ์ร่วมในพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล

บูรณโบสถ์พราหมณ์

โดยกรมศิลปากร ได้จัดสรรงบประมาณ งบเหลือจ่ายปีงบประมาณ 2562 จำนวน 2,560,000 บาท ให้สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช เป็นผู้ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานโบสถ์พราหมณ์ ด้วยการก่อสร้างโบสถ์ขึ้นมาใหม่ในพื้นที่เดิม ลักษณะรูปทรงตัวอาคารแบบเดิม โดยมีระยะเวลาทำงานตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2562 – 21 กันยายน 2563 ใช้ระยะเวลา 210 วัน

สำหรับโบสถ์พราหมณ์ ตั้งอยู่ตำบลในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เป็นโบราณสถานสำคัญคู่บ้านคู่เมืองนครศรีธรรมราชมาแต่โบราณ ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับหอพระอิศวรและเสาชิงช้า จากหลักฐานทางโบราณคดีสันนิษฐานว่า โบสถ์พราหมณ์สร้างขึ้นราวสมัยอยุธยา โดยมีฐานะเป็นเทวสถานประจำเมืองนครศรีธรรมราช

บูรณโบสถ์พราหมณ์

ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมสำคัญของพราหมณ์ โดยเฉพาะพิธีตรียัมปวายและตรีปวาย ภายในเคยประดิษฐานรูปเคารพเนื่องในศาสนาพราหมณ์ที่สำคัญหลายองค์ ได้แก่ พระศิวนาฏราชสำริด พระอุมาสำริด พระวิษณุสำริด พระหริหระสำริด พระคเณศสำริดและหงส์สำริด ได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2479 ภายหลังโบสถ์พราหมณ์หลังที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยามีสภาพชำรุดมาก จึงถูกรื้อลงในปี พ.ศ. 2505

ต่อมาในปี 2557 สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช ได้ดำเนินการขุดค้นโบราณสถานโบสถ์พราหมณ์เพื่อค้นหาหลักฐานเกี่ยวกับอาคารเดิม จัดทำแบบบูรณะและอนุรักษ์โบราณสถาน ผลการขุดค้นพบฐานรากของโบสถ์พราหมณ์ตั้งอยู่ห่างจากหอพระอิศวรมาทางทิศใต้ 5 เมตร ลักษณะเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 6.5 เมตร ยาว 22 เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีการก่อสร้างซ้อนทับกัน 2 สมัย

โบราณวัตถุที่พบ เช่นชิ้นส่วนหินลักษณะคล้ายศิวลึงค์ ชิ้นส่วนเปลวรัศมีสำริด ชิ้นส่วนพระหัตถ์สำริด ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์หมิง สมัยราชวงศ์ชิง และสมัยสาธารณรัฐ(หลังพุทธศตวรรษที่ 25 ) โดยมีการนำตัวอย่างอิฐที่พบไปกำหนดอายุด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ด้วยเทคนิคเรืองแสงความร้อน(TL) ได้ค่าอายุประมาณ 450-500 ปีมาแล้ว

บูรณโบสถ์พราหมณ์

สำหรับการบูรณปฏิสังขรณ์โบราณโบสถ์พราหมณ์ในครั้งนี้ ใช้ข้อมูลหลักฐานจากเอกสาร ภาพถ่ายเก่า และภาพลายเส้น ก่อสร้างเป็นอาคารก่ออิฐเปลือย มีหอประดิษฐานรูปเคารพซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคาร สามารถใช้ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ได้

ตักบาตรเทโวโรหณะ เนื่องในเทศกาลออกพรรษา ณ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร

หลังวันออกพรรษา 1 วัน คือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จะมีประเพณีทำบุญตักบาตร ที่เรียกกันว่า “ตักบาตรเทโว” คำว่า “เทโว” ย่อมาจาก “เทโวโรหณะ” แปลว่า เสด็จจากเทวโลก สืบเนื่องจากความเชื่อตามตำนานที่ว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธองค์เสด็จลงจากเทวโลก หลังเสด็จกลับจากโปรดพระพุทธมารดา

ตักบาตรเทโวโรหณะ

สำหรับประเพณีการตักบาตรเทโวโรหณะดังกล่าว พระสงฆ์ สามเณร ได้เดินลงจากเนินมณฑปพระพุทธบาทจำลอง เพื่อมารับบิณฑบาต เปรียบเสมือนหนึ่งเป็นยอดเขาสิเนรุราช

ตักบาตรเทโวโรหณะ

 

ตักบาตรเทโวโรหณะ

 

ตามความเชื่อในพุทธตำนาน เพื่อระลึกถึงวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จกลับจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากเทศนาอภิธรรมปิฎกโปรดพุทธมารดาในเทวโลก

ตักบาตรเทโวโรหณะ

โดยมีขบวนแห่บุษบกประดิษฐานพระพุทธรูป มีพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมากร่วมทำบุญตักบาตร ด้วยข้าวสารอาหารแห้ง อาหารสด ขนมต้ม และดอกไม้ธูปเทียน

เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและสืบทอดพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ ได้มีประชาชนนำอาหาร เช่น ข้าวต้ม ขนมต้ม น้ำชากาแฟ มาให้บริการ ฟรี แก่ผู้ที่ร่วมทำบุญตักบาตรด้วย

ตักบาตรเทโวโรหณะ

ส่วนในช่วงสายวันเดียวกันหลังทำบุญตักบาตรตามวัดใกล้บ้านแล้ว พุทธศาสนิกชนได้มีการชักพระหรือลากพระจากวัดต่าง ๆ ไปยังวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร หรือสถานที่ที่มีการจัดงานประเพณีชักพระของอำเภอต่าง ๆ ซึ่งเป็นประเพณีท้องถิ่นของภาคใต้ที่ได้สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

โดยจัดขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี หลังวันออกพรรษา 1 วัน เพื่อประกอบพิธีทางศาสนา เป็นการอนุรักษ์และร่วมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป..

2 คนร้ายเหิม! บุกชิงสร้อยทองคำ เจ้าของร้านมินิมาร์ท หลบหนีลอยนวล

ตำรวจ สภ.ลานสกา เมืองคอน เร่งไล่ล่า 2 คนร้าย บุกชิงสร้อยทองคำเจ้าของร้านมินิมาร์ท กระชากสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท พร้อมพระเลี่ยมทอง หลบหนีลอยนวล

เว็บไซต์ naewna ได้รายงานว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2562 ร.ต.อ ศักดิ์รินทร์ แสงเจริญ รอง สว (สอบสวน) สภ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช

ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายชิงสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท พร้อมพระเลี่ยมทอง 1 องค์ เหตุเกิดภายในร้านมินิมาร์ท เลขที่ 29 หมู่ 1 ต.กำโลน อ.ลานสกา จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมตำรวจชุดสืบสวน เดินทางไปที่เกิดเหตุ

บุกชิงสร้อยทองคำ

เมื่อถึงที่เกิดเหตุเป็นร้านมินิมาร์ท พบผู้เสียหายทราบชื่อ นางวิภาวัลย์ กำพลรัตน์ อายุ 33 ปี เจ้าของร้าน อยู่ในอาการตกใจกลัวจนมือสั่น ก่อนให้การว่า ระหว่างอยู่ในร้านมีคนร้ายเป็นชาย 2 คน อายุประมาณ 35-40 ปี ขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีแดง ไม่ทราบป้ายทะเบียน มาจอดหน้าร้าน

ซึ่งคนร้ายทั้งสองนุ่งกางเกงยีนส์ขายาว สวมเสื้อแจ็ตแก็ต และสวมหมวกกันน็อคปิดบังใบหน้า จากนั้นคนร้ายที่ซ้อนท้าย ลงจากรถจักรยานยนต์เข้ามาในร้าน ก่อนทำทีซื้อบุหรี่และหมากฝรั่ง

แต่ระหว่างที่ตนกำลังทอนเงินให้คนร้าย ปรากฏว่าจังหวะที่ตนเผลอ คนร้ายได้เดินปรี่เข้าประชิดตัวแล้วพยายามกระชากสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท พร้อมพระเลี่ยมทอง (พระพุทธชินราช) จำนวน 1 องค์ ตนพยายามหลบหนีถอยหลังเข้าในร้าน พร้อมกับตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่คนร้ายไม่ยอมหยุดพยายามกระชากสร้อยคอทองคำ และกระชากตนจนเกือบล้ม

บุกชิงสร้อยทองคำ

สุดท้ายสร้อยคอทองคำขาดติดมือคนร้าย จึงวิ่งหนีไปขึ้นคร่อมรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายอีกคนสตาร์ทเครื่องรออยู่หน้าร้านขับหลบหนีไปอบย่างรวดเร็ว หลังเกิดเหตุตนตั้งสติได้ จึงแจ้งตำรวจสกัดจับคนร้าย แต่ไร้วี่แวว

บุกชิงสร้อยทองคำ

หลังเกิดเหตุตำรวจชุดสืบสวน สภ.ลานสกา ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในร้าน ตรวจกล้องวงจรปิดเส้นทางที่คนร้ายขับหลบหนี เพื่อดูลักษณะรถจักรยานยนต์และป้ายทะเบียนที่ก่อเหตุ เพื่อเร่งติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี

เบื้องต้นคาดว่าคนร้ายน่าจะดูลาดเลาก่อเหตุ ว่าผู้เสียหายอยู่คนเดียวหรืออาจะมาขับรถจักรยานยนต์ผ่านร้านมินิมาทร์แล้วเห็นผู้เสียหายสวมเสื้อคอกว้างและห้อยสร้อยคอทองคำ จึงลงมือก่อเหตุ

ดูข่าวต้นฉบับ

นครศรีธรรมราช ชวนสัมผัสเสน่ห์อันซีนอ่าวไทย เติมพลังอลังการแห่งพงไพร

เยือนเมืองแห่งธรรมะ “นครแห่งอารยธรรม” จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครศรีธรร”ราช จึงได้โครงการ “กรุงเทพ-มาหา-นคร” ชวนคนเมืองกรุง มุ่งเมืองคอน เพื่อการพักผ่อน เติมพลังกายใจ

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

โดยได้แนะนำเส้นทางท่องเที่ยวที่น่าสนใจในแหล่งธรรมชาติอันงดงาม ทั้งทางทะเลและภูเขา ซึ่งกระจายตัวอยู่ในอำเภอต่างๆ พร้อมให้นักท่องเที่ยวจากเมืองใหญ่ เข้ามาสัมผัสและผ่อนคลายในนครแห่งความสุขกันได้ทั้งปี

เยือนเมืองแห่งธรรมะ ในดินแดนแห่งธรรรมชาติ สิ่งที่พลาดไม่ได้เมื่อมาเยือนนครสองธรรม แดน “ธรรมะ” และ “ธรรมชาติ” อย่างนครศรีธรรมราช คือ การเข้าเที่ยวชมและกราบสักการะพระธาตุเมืองนคร สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” หรือ ที่ชาวนครเรียกกันสั้นๆ ว่า “วัดพระธาตุ” โบราณสถานสถานอันศักดิ์สิทธิ์ มิ่งขวัญชาวเมืองนครศรีธรรมราชตลอดจนพุทธศานิกชน ทั้งหลาย

วัดพระธาตุ

มีความน่าอัศจรรย์ใจอีกอย่างหนึ่งจนผู้คนต่างพากันเรียกว่า “พระธาตุไร้เงา” เนื่องจากองค์พระธาตุจะไม่มีเงาทอดลงพื้นไม่ว่าแสงอาทิตย์จะส่องกระทบไปทางไหน จึงกลายเป็นหนึ่งในอันซีนไทยแลนด์สัญลักษณ์ของจังหวัด ผู้ที่เข้ามายังตัวเมืองจะมองเห็นความโดดเด่นของพระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัด

ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ประกาศจดทะเบียนวัดพระมหาธาตุเป็นโบราณสถาน นับเป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้

Unseen สุดไฉไล อัญมณีแห่งอ่าวไทย

สะพานไม้อ่าวเตล็ด นครศรีธรรมราช

ชายหาดที่ทอดตัวยาวราว 32 กิโลเมตร ในอาณาบริเวณที่ครอบคลุมอ่าวใหญ่น้อยจำนวน 16 อ่าว คือพื้นที่เหนือสุดของจังหวัดนครศรีธรรมราช แม้จะเป็นอำเภอที่เล็กที่สุดของเมืองนครฯ แต่ “ขนอม” ก็เต็มเปี่ยมด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ด้วยเอกลักษณ์ความเป็นอยู่ในวิถีถิ่นอันเข้มแข็ง พร้อมด้วยเรื่องราวที่สนใจ แบบที่หาชมที่ไหนไม่ได้

อ.ขนอม อยู่ห่างจากตัวเมืองนครศรีธรรมราช ประมาณ 100 กิโลเมตร เมืองชายหาดแห่งนี้ยังพาเราออกไปค้นหาความงามของธรรมชาติ และประสบการณ์หนึ่งเดียวที่ไม่สามารถหาชมได้ที่ไหน

โลมาสีชมพู

เริ่มต้นจากการออกเรือไปชม “โลมาสีชมพู” ซึ่งพบเห็นได้บริเวณอ่าวเตล็ด เนื่องจากเป็นอ่าวที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรทางทะเล มีหญ้าทะเล 5 สายพันธุ์ และปลาหลากหลายสายพันธุ์ซึ่งเป็นกลุ่มอาหารของโลมา จึงถือเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องย้ายถิ่น

ขนอม นครศรีธรรมราช

จากนั้นนักท่องเที่ยวสามารถแวะแวะสักการะ “รูปหล่อหลวงปู่ทวด” ที่ประดิษฐานบนเกาะนุ้ย พบกับความอัศจรรย์ใจของ “บ่อน้ำจืดกลางทะเล” ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นตำนานของหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด หนึ่งใน Unseen ของเมืองไทย

ไม่ไกลจากเกาะนุ้ยนอกและอ่าวเตล็ด มีอีกหนึ่ง Unseen ที่ต้องห้ามพลาด คือ “เขาหินพับผ้า” แนวผาหินที่มีลักษณะเฉพาะตัว ดูแปลกตาและงดงาม ราวกับผลงานทางศิลปะที่ธรรมชาติบรรจงสร้างมา เนื่องจากลักษณะที่คล้ายแผ่นหินเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ซึ่งมาจากการทับถมของตะกอนหินใต้ท้องทะเลมานานกว่า 280 ล้านปี

เขาหินพับผ้า

บางจุดสามารถเดินขึ้นไปชมได้ เช่น “เวทีพุ่มพวง” บริเวณชั้นหินที่มีลานกว้างคล้ายเวที ปรากฎให้เห็นในช่วงน้ำลด เป็นบริเวณที่ชาวประมงมักแวะพักหลบคลื่นลม แวะรับประทานอาหาร หรือ พักผ่อนยามออกเรือ

ด้วยลักษณะคล้ายกับผ้าที่พับซ้อนๆ กัน ชาวบ้านจึงเรียกว่า “เขาหินพับผ้า” ส่วนชาวต่างประเทศมักเรียกว่า “แพนเค้กร็อค” (Pancake Rock) เนื่องจากมีลักษณะคล้ายกับ Pancake Rock สถานที่ท่องเที่ยวของหมู่บ้าน Punakaiki บริเวณเกาะใต้ฝั่งตะวันตกของประเทศนิวซีแลนด์

ด้วยแรงศรัทธาเสริมพลังใจ “ไอ้ไข่” อ.สิชล

ไอ้ไข่

ความเชื่อความศรัทธา เป็นหนึ่งในแนวทางเสริมพลังใจให้กับมนุษย์ ที่ อ.สิชล หนึ่งในเมืองชายหาดอันงดงามของจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ติดกับ อ.ขนอม มีสถานที่อันเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้านและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ

มีเรื่องเล่าว่า ในอดีตเมื่อครั้งที่หลวงปู่ทวด วัดช้างให้ เดินทางกลับจากกรุงศรีอยุธยา ได้มาปักกรดอยู่ใน อ.สิชล ซึ่งขณะนั้น มีลูกศิษย์ชื่อ “ไอ้ไข่” เป็นวิญญาณเด็กผู้ชายอายุประมาณ 9-10 ขวบติดตามมาด้วย เมื่อได้พบว่าสถานที่แห่งนี้มีทรัพย์สมบัติและศาสนสถานที่มีความสำคัญ

หลวงปู่จึงได้ให้ไอ้ไข่ สิงสถิตเฝ้าทรัพย์สมบัติอยู่ตั้งแต่นั้นมา จวบจนปัจจุบัน คือพื้นที่ของ “วัดเจดีย์” ต.ฉลอง อ.สิชล ซึ่งสันนิษฐานว่ามีอายุราวกว่า 1,000 ปี โดยมีการบูรณะใหม่เมื่อปี พ.ศ.2500

ถนนพลายจำเริญ

นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้เส้นทางท่องเที่ยวสุดชิลล์บนถนนเส้นใหม่ ชื่อว่า “ถนนพลายจำเริญ” ที่เชื่อมต่อระหว่าง อ่าวท้องหยี อ.ขนอม และ บ้านเขาพลายดำ อ. สิชล

เส้นทางการท่องเที่ยวเลียบชายทะเลอันงดงามของทะเลฝั่งอ่าวไทย ด้วยโค้งเว้าของถนนเลียบภูเขาและทะเล สามารถมองเห็นเกาะสมุย เกาะพะงัน และเป็นจุดชมวิวที่มองเห็นท้องฟ้าและท้องทะเลมาบรรจบกันได้อย่างน่าประทับใจ

อลังการกรุงชิง อิงทะเลหมอกแดนใต้

กรุงชิง

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ได้ชื่อว่า ดินแดนแห่ง “เขา ป่า นา เล” จึงเต็มไปด้วยความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และหนึ่งในความอุดมสมบูรณ์ของป่าเขาที่งดงามอลังการ อยู่ที่ อ.นบพิตำ

จุดชมทะเลหมอกเขาเหล็ก

ที่ ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ มีจุดชมทะเลหมอกยามเช้าอันแสนสดชื่นและสวยงามไม่แพ้ที่ไหน เช่น “จุดชมทะเลหมอกเขาเหล็ก” มีชื่อเรียกตามความเป็นมาในอดีต ซึ่งพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นเหมืองแร่เหล็กมาก่อนที่จะปิดตัวลงในปี พ.ศ. 2512 เขาเหล็กเป็นภูเขาที่มีความสูงประมาณ 330 เมตร และมีทะเลหมอกให้ชมเกือบตลอดทั้งปี

วัดภูเขาเหล็ก นครศรีธรรมราช

สามารถมองเห็นวิวตำบลกรุงชิง ที่โอบล้อมด้วยภูเขาใหญ่น้อยสลับซับซ้อนแบบสุดลูกหูลูกตา รวมทั้ง “วัดภูเขาเหล็ก” ที่ตั้งอยู่ใน หมู่ 2 บ้านเขาเหล็ก อ.นบพิตำ เป็นวัดที่มีพระอุโบสถที่มีความสวยงาม ทาด้วยสีขาวทั้งหลัง

มีพญานาคสีทองอร่ามอยู่ระหว่างทางเข้าอุโบสถ รวมถึงภายในวัดยังมีเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่ ประดิษฐานอยู่กลางน้ำ อีกทั้งภายในวัดยังพบรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าอยู่ภายในถ้ำพระบาท นับเป็นวัดที่งดงามและเงียบสงบ ด้วยความร่มรื่น ร่มเย็น เหมาะแก่การไปเที่ยวชมหรือการปฏิบัติธรรม

วิถีรักษ์คลองกลาย สุขใจกับผ้ามัดย้อมธรรมชาติ

บ่อน้ำพุร้อน

นอกจากนั้น ใน อ.นบพิตำ ยังมีจุดท่องเที่ยว เช่น “บ่อน้ำพุร้อน” ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถลงไปแช่ตัว แช่เท้า หรือ ทำสปา หรือ “ชุมชนบ้านหมอนมด” ต.นบพิตำ ซึ่งมีคลองหมอนมดเป็นสายน้ำที่แยกจาก คลองกลาย ชุมชนเข้มแข็งที่รวมตัวกันในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

รวมทั้งการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต้นน้ำกลาย เพื่อนำผักและผลไม้มาแปรรูปให้เกิดประโยชน์ เช่น การทำสบู่ถ่านไม้ไผ่ สบู่ผักเขลียง สบู่กล้วยหอม รวมทั้งการทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ เช่น มังคุด ต้นกระพ้อ และ ใบเขลียง (หรือใบเหลียง) นำมาสกัดเป็นสีธรรมชาติที่ใช้ย้อมผ้า เกิดเป็นเอกลักษณ์อันสวยงาม

พร้อมให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาชม พร้อมโชว์ฝีมือการมัดย้อมด้วยตัวเอง นอกจากนั้นยังมีบริการโฮมสเตย์ ซึ่งถือเป็น “ที่พักหลักร้อย วิวหลักล้าน” ตั้งอยู่ริมสายน้ำคลองกลายอันแสนสดชื่น หากติดต่อมาล่วงหน้าก็จะได้ชิมอาหารท้องถิ่นฝีมือของชาวบ้าน

ขนมจีน

เช่น ขนมจีนที่มีน้ำยาถึง 4 ชนิด คือ น้ำยากะทิ น้ำยาป่า น้ำแกงไตปลา และ น้ำยาพริก พร้อมสารพัดผักที่มาแบบจัดเต็ม จนต้องบอกว่า “หรอยจังหู” อิ่มท้อง อิ่มตา อิ่มใจ เติมสุขภาพดีๆ ในบรรยากาศอันแสนสดชื่น ในนครแห่งความสุขแห่งนี้

ไม่ว่าวันไหน หรือ ฤดูกาลใด นครศรีธรรมราช ยังคงเป็นดินแดนแห่งความผ่อนคลาย พร้อมเติมพลังทั้งกายและใจ ให้กับผู้ที่มาเยือน โดยเฉพาะคนในสังคมเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยมลพิษและความรีบเร่ง โครงการ “กรุงเทพ-มาหา-นคร”

จึงขอเป็นหนึ่งในกิจกรรมเสริมพลังแห่งชีวิตด้วยการท่องเที่ยวอันหลากหลายมุมมองของเมืองนคร ที่ได้ชื่อว่า “นครแห่งความสุข” ที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนทุกท่านด้วยไมตรีจิต

นครศรีธรรมราช

รายละเอียดการติดต่อท่องเที่ยวชุมชน

-ชุมชนท่องเที่ยวอ่าวเตล็ด อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช โทร 098-4683842

-วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต้นน้ำกลาย อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช โทร.08 4746 7733

พ่อเมืองคอน มุ่งมั่นพัฒนาเมืองนครไปสู่ “นครแห่งอารยธรรม น่าอยู่ เกษตรและอุตสาหกรรมยั่งยืน”

พ่อเมืองคอน เร่งเดินหน้าผลักดันจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้เป็น “นครแห่ง อารยธรรม” กระตุ้นชาวนคร ทุกพื้นที่ ร้อยใจเป็นหนึ่ง มุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน …

นายศิริพัฒ พัฒกุล

นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยถึงแนวทางการพัฒนา ว่า จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมานานกว่าพันปี เป็นเมืองสิบสองนักษัตร

จนมาถึงปัจจุบันเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้มีประชากรกว่า 1.5 ล้านคน มีทรัพยากรธรรมชาติมากมายตั้งแต่ภูเขา ทะเล ใต้ทะล มีคนเก่ง แต่เราไม่ประกอบกันเป็นนครศรีธรรมราช แยกกันทำ

ดังนั้นการที่ตนกลับมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดในครั้งนี้ มีการชู “นครแห่งอารยธรรม” ขึ้นมา ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดนครศรีธรรมราชมาหลายปีแล้ว

นครแห่งอารยธรรม

ต้องทำให้เกิดความภาคภูมิใจว่า เราคือเมืองแห่งอารยธรรม นี่คือสิ่งที่ตนต้องการมัดใจคนรวมเป็นหนึ่งเดียว มุ่งมั่นไปสู่นครแห่งอารยธรรมอย่างต่อเนื่องและเพื่อลูกหลานเราต่อไป

ไม่ใช่ว่าไปจากนครแล้วคนเดินหนี แต่ต้องพูดว่ามาจากนครศรีธรรมราช นครแห่งอารยธรรม ซึ่งจะทำให้เขาอยากรู้อยากค้นคว้ากับเรา แต่ต้องเตรียมข้อมูลไว้ให้เขารู้ว่าเราอารยธรรมอย่างไร

งานเดือนสิบ นครศรีธรรมราช

ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ “นครแห่งอารยธรรม น่าอยู่ เกษตรและอุตสาหกรรมยั่งยืน” ซึ่งเราต้อง “มุ่งมั่น สร้างสรรค์ ร่วมกันพัฒนาเมืองนคร” “มุ่งมั่น” คือ มีความตั้งใจ วิริยะ อุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร รักในงานรักในสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ มุ่งมั่นทำในอาชีพของตัวเองให้ดีที่สุด

“สร้างสรรค์” คือการทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นในนครศรีธรรมราช ทุกคนต้องมีหนึ่งอย่างที่ภาคภูมิใจในหนึ่งปี ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกับใคร “ร่วมกันพัฒนา”

คือ เราต้องเป็นเน็ตเวิร์ค เป็นเครือข่ายร่วมกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่ถือเราถือเขา แต่ไม่ใช่เห็นด้วยเหมือนกันทุกเรื่อง อะไรที่ไม่เห็นด้วยก็ติติงกันได้ แต่ต้องสร้างสรรค์ ไม่ใช่ติเพื่อทำลาย

คีรีวง

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวด้วยว่า เพื่อให้การสื่อสารข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ส่งตรงถึงพี่น้องชาวนครศรีธรรมราช ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช จะร่วมจัดรายการ “สร้างสรรค์เมืองคอน”

ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดนครศรีธรรมราช FM.93.5 เมกะเฮิร์ตซ์ คู่ขนานกับเพจ สวท.นครศรีธรรมราช ตั้งแต่เวลา 08.10-09.00 น. ทุกวันศุกร์

ซึ่งจะไปจัดรายการสดด้วยตนเองทุกครั้ง แต่หากติดราชการหรือภารกิจสำคัญใด ๆ ก็จะบันทึกเทปไว้ล่วงหน้า นี่คือคำมั่นสัญญาจากผู้ว่าฯ ศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช คนใหม่

ผ้ายกเมืองนคร คุณค่าควรเมืองนครศรีธรรมราช

“ผ้ายกเมืองนคร” หรือ ผ้ายกนคร ผ้าทอพื้นเมืองของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ทอสืบต่อกันมาแต่โบราณ เป็นผ้าที่ได้รับการยกย่องมาแต่โบราณว่าสวยงามแบบอย่างผ้าชั้นดี สันนิษฐานว่าในสมัยอาณาจักรตามพรลิงค์หรือตัมพะลิงค์ ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณที่มีมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธศตวรรษที่ ๗ และมีศูนย์กลางอยู่ที่นครศรีธรรมราชในปัจจุบัน

ผ้ายกเมืองนคร

ผ้ายกเมืองนคร คงจะมีการทอผ้าอย่างจริงจังแล้ว เพราะยุคนั้นตามพรลิงค์ เป็นเมืองท่าศูนย์กลางการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า และการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม จึงมีการแลกเปลี่ยนรับเอาศิลปวัฒนธรรมจาก จีน อินเดีย และอาหรับ ชาติต่างๆเหล่านี้คงจะนำเอาวิชาการทอผ้ามาถ่ายทอดไว้ ซึ่งทำให้ชาวพื้นเมืองรู้จักการทอผ้าทั้งผืนเรียบและผ้ายกดอก

ส่วนการทอผ้ายกที่ลวดลวดลายสีสันวิจิตรงดงาม คงเพิ่งจะเริ่มทำกันในสมัยอยุธยาตอนปลาย หรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น กล่าวกันว่า ชาวเมืองนครศรีธรรมราชได้แบบอย่างการทอผ้ามาจากแขกเมืองไทรบุรี

โดยในปีพ.ศ. ๒๓๕๔ เมื่อครั้งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ยกกองทัพไปปราบกบฏ ขากลับได้กวาดต้อนครอบครัวเชลย ได้นำพวกช่างฝีมือมาหลายพวกรวมทั้งช่างทอผ้ายก คงเป็นเหตุนี้เองที่เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมกับความรู้ดั้งเดิมโดยใช้กรรมวิธีการทอที่สลับซับซ้อนด้วยความพิถีพิถัน ประกอบกับวัสดุที่นำมาทอเป็นสิ่งที่สูงค่ามีราคา

ผ้ายกเมืองนคร

จึงถือได้ว่าผ้ายกเมืองนครเป็นงานประณีตศิลป์ชั้นเยี่ยมตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนเป็นเอกลักษณ์ของการทอผ้ายกเมืองนครที่ขึ้นชื่อในเวลาต่อมา

จนถึงรัชกาลพระจุลจอมเกล้า เป็นยุคสมัยที่การปกครองบ้านเมืองเป็นปึกแผ่น และสภาพเศรษฐกิจดี ส่งผลให้การทำนุบำรุงศิลปะในแขนงต่างๆ เจริญรุ่งเรือง ผ้ายกเมืองนครเป็นของที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้กับบุคคลสำคัญ เจ้านายและข้าราชบริพารชั้นสูง ใช้สวมใส่เวลาเข้าเฝ้าเป็นการแสดงสถานะของบุคคล

เครื่องมือเครื่องใช้ทอผ้ายกเรียกว่า ‘เครื่องทอหูก’ หรือ ‘เก’ เหมือนกับท้องถ่นอื่นโดยทั่วไป เกมี ๒ ชนิด คือ เกยก ชนิดหนึ่งหนึ่ง กับ เกฝัง อีกชนิดหนึ่ง ชาวบ้านที่มีอาชีพทอผ้ามักสร้าง เก ไว้ใต้ถุนบ้านแทบทั้งสิ้น

ผ้ายกเมืองนคร

ผ้ายกนคร ทอได้หลายชนิดแต่ละชนิดมีลายดอกงดงามเป็นแบบฉบับของตนเอง ที่รู้จักกันดีได้แก่ ผ้าราชวัตร ผ้าตาสมุก ผ้า ผ้าห่ม ผ้าหางกระรอก ผ้าพื้น ผ้าเก็บดอก ผ้าม่วง เป็นต้น

สำหรับผ้ายกดอกก็มีหลายชนิดเช่น ผ้าลายดอกพิกุล ผ้าลายก้านแย่ง ผ้าลายดอกมะลิร่วง ผ้าลายดอกมะลิใหญ่ ๆ อีกมากมาย ตัวอย่างผ้ายก รุ่นเก่าของนครศรีธรรมราช ในปัจจุบันนี้หาดูได้ยากที่พอจะหาดูได้ในเวลานี้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช

กําแพงเมือง นครศรีธรรมราช ประวัติศาสตร์อันยาวนาน

กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช เป็นเครื่องแสดงถึงความเก่าแก่ ความแข็งแกร่ง ความเจริญรุ่งเรืองและประวัติศาสตร์อันยาวนาน

กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ริมถนนราชดําเนิน เดิมเป็นกําแพงที่ก่ออิฐถือปูนทั้งสี่ด้าน มีเชิงเทิน ใบเสมา มีป้อมมุมที่มุมกําแพงทั้งสี่ด้าน กําแพงทางด้านมีประตู เมืองทางทิศเหนือ คือ ประตูชัยเหนือ หรือ “ประตูชัยศักดิ์” และประตูเมืองทางทิศใต้ คือ ประตูชัยใต้ หรือ “ประตูชัยสิทธิ์” ขนาดของเมืองวัด ตามกําแพงเมืองยาว ๒,๒๓๘.๕๐ เมตร กว้าง ๔๕๖.๕๐ เมตร

กำแพงเมือง นคร ( กำแพงเมือง  มีหลักฐานตามตำนาน กำแพงชั้นแรกสุดเดิมของเมืองคอน คือ “กำแพงเมืองพระเวียงหรือเมืองกระหม่อมโคก” มีลักษณะทำเป็นแบบปักเสาพูนดิน สร้างในสมัยพระเจ้าศรีธรรมโศกราช โดยชาวอินเดียฝ่ายใต้และมอญในสมัยที่เรียกเมืองนครว่า “ตามพรลิงค์” เมื่อ พ.ศ. ๑๑๙๘ / ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ – ภาพโดย เมืองคอน.com )

การสร้างกำแพงเมืองนครศรีธรรมราช  ปรากฏหลักฐานจากตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช  เมื่อตั้งเมืองขึ้นที่หาดทรายแก้ว   แล้วจึงสร้างกำแพงเมืองเป็นกำแพงดิน  มีคูล้อมรอบ  สันนิษฐานว่ามีการบูรณะกำแพงเมืองส่วนต่าง ๆ กันมาหลายครั้ง  ทุกครั้งคงพยายามรักษาแนวกำแพงเดิมไว้ใน  พ.ศ.๑๙๕๐ สมเด็จพระราเมศวรแห่งกรุงศรีอยุธยาตีล้านนาไทยได้ ได้กวาดต้อนผู้คนมาไว้ที่เมืองนครศรีธรรมราช

กำแพงเมืองเมืองเก่า นครศรีธรรมราช

ชาวล้านนาไทยจึงนำเอาแบบอย่างการสร้างกำแพงเมืองมาจากเมืองเชียงใหม่ มาซ่อมกำแพงเมืองนครศรีธรรมราช โดยทำเป็นกำแพงแบบปักเสาพูนดินในราว  พ.ศ.๒๑๐๐ เมื่อชาวโปรตุเกสนำวิธีการสร้างแบบก่ออิฐและตั้งฐานปืนใหญ่เข้ามากำแพงเมืองนครศรีธรรมราชคงถูกดัดแปลงเป็นกำแพงก่ออิฐขึ้น เพื่อให้เป็นป้อมปราการที่แข็งแรง

กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช

..ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นายช่างวิศวกรและสถาปนิกของฝรั่งเศสเข้ามาเมืองไทย   จึงมีการสร้างกำแพงเมืองตามแบบชาโต  (Chateau) กำแพงเมืองนครศรีธรรมราชที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นกำแพงเมืองที่สร้างขึ้นสมัยพระนารายณ์มหาราช โดยวิศวกรชาวฝรั่งเศสนามว่า เดอ ลามาร์ มีลักษณะผังสี่เหลี่ยม รวม ๑๐ ประตูเมือง ได้แก่

๑.ประตูชัยใต้ (ชัยสิทธิ์)
๒.ประตูหลังพระ
๓.ประตูท่าชี
๔.ประตูท้ายวัง
๕.ประตูท่าม้า

กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช

๖.ประตูชัยเหนือ (ชัยศักดิ์)
๗.ประตูโพธิ์ (๑)
๘.ประตูลอด
๙.ประตูยม และ
๑๐.ประตูลัก (โบราณเรียกประตูผี)​

กำแพงเมือง นคร

วิศวกรเดอ ลามาร์ เคยกล่าวถึงเมืองนครศรีธรรมราชไว้อย่างน่าสนใจว่า ”นครศรีธรรมราช คือ เมืองเก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งในตะวันออก เมื่อก่อนเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรที่มีชื่อเดียวกัน เมืองนครศรีธรรมราชมีผังเมืองยาวและแคบมาก ตั้งอยู่บนสันทรายที่แยกตัวออกจากที่ลุ่ม ความยาวของสันทรายจากเหนือถึงใต้ และสภาพของสันทรายทำให้เมืองนครแข็งแรง” (จากบทความคุณค่าจากแผนที่เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งสำรวจและจัดทำโดย ม.เดอ ลามาร์ เมือ พ.ศ.๒๒๓๐ โดยคุณภูธร ภูมะธน)

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยซึ่งตรงกับสมัยที่พระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) ครองเมืองนครศรีธรรมราช ได้มีการซ่อมกำแพงอีกครั้งราวปี พ.ศ. ๒๓๒๗

เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)

เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ครั้งเป็นพระยาสุขุมนัยวินิต ข้าหลวงสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลนครศรีธรรมราช   สั่งให้รื้อกำแพงเมืองซึ่งชำรุด แต่ยังคงเห็นรูปทรงและใบเสมาชัดเจน เอาอิฐมาทำถนนที่เลียบริมกำแพงด้านในทุกด้าน

กำแพงเมืองเมืองเก่า นครศรีธรรมราช

ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ทำการซ่อมกำแพงเมือง ที่หลงเหลือ ปัจจุบันมีแนวกําแพง เมืองที่หลงเหลืออยู่เป็นแนวขนานไป กับคูเมืองตั้งแต่ประตูชัยเหนือหรือ ประตูชัยศักดิ์ ไปทางตะวันออก
ยาวประมาณ ๑๐๐ เมตร ใบเสมาและแนวป้อมจึงยังคงปรากฏให้เห็น ส่วนด้านอื่น ๆ นั้น พังทลายเห็นเพียงซากอิฐหรือดินเท่านั้น

ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ทำการซ่อมกำแพงด้านทิศเหนือเพียงบาง ส่วน ใบเสมาและแนว ป้อมจึงยังคงปรากฏให้เห็น ส่วนด้านอื่น ๆ นั้น พังทลายเห็นเพียงซากอิฐหรือดินเท่านั้นกำแพงเมืองนครศรีธรรมราช เป็นเครื่องแสดงถึงความเก่าแก่ ควนแข็งแกร่ง ความ เจริญรุ่งเรือง และประวัติศาสตร์อันยาวนาน
ความสำคัญต่อชุมชน

“เจดีย์ยักษ์” วัดพระเงิน วัดร้างเมืองนครศรีธรรมราช

เจดีย์ยักษ์ เป็นเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่  เจดีย์ประธานของวัดพระเงิน (วัดร้างเมืองนครศรีธรรมราช) เริ่มจากฐานเขียงซ้อนลดหลั่นกัน รองรับฐานบัวคว่ำบัวหงานซ้อนกัน

เจดีย์ยักษ์ เป็นเจดีย์ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า ๗๐๐ ปี เจดีย์สูงใหญ่เป็นอันดับ ๒ รองจากองค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช อยู่ข้างสํานักงาน เทศบาลนครนครศรีธรรมราช และ วิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช บริเวณวัด เจดีย์เดิมซึ่งร้างไปแล้ว สันนิษฐานว่า สร้างโดยโคทคีรี เศรษฐีชาวมอญ กับ บริวารที่อพยพหลบภัยมาอาศัยเมือง นครศรีธรรมราช เมื่อประมาณ ปี พ.ศ.๑๘๐๐-๑๙๐๐

เจดีย์ยักษ์

ตำนานยักษ์สร้างเจดีย์  ตามตำนานของพระเจดีย์ยักษ์ เล่าว่าสมัยที่พระเจ้าศรีธรรมโศกราช กำลังทรงสร้างพระบรมธาตุอยู่นั้น มียักษ์ตนหนึ่งมาท้าแข่งขันกับพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ว่าจะลองแข่งขันการสร้างเจดีย์กันว่าของใครจะสูงกว่ากัน

การก่อสร้างก็เสร็จสิ้นลงผลก็คือพระบรมธาตุสูงกว่าเจดีย์ของยักษ์ ทำให้ยักษ์โกธรมากจึงถีบยอดเจดีย์ที่ตนสร้างจนยอดหักกระเด็นไปตกอยู่ที่แห่งหนึ่ง เรียกว่า ทุ่งสยาม (ทุ่งหยาม) ดังนั้นพระเจดีย์นี้ยอดจึงหักมาจนปัจจุบัน

เคยเล่ากันมาว่า “แต่โบราณนั้นมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธ์มากอยู่หน้าพระเจดีย์ยักษ์ เมื่อถึงวันดีคืนดีจะมีเป็ดทองคู่หนึ่งว่ายน้ำเล่นวนไปวนมาอยู่ในบ่อน้ำ”

เจดีย์ยักษ์

เมื่อพิจารณาเหตุผลจากตำนาน อาจสันนิษฐานว่าเป็นเจดีย์ที่พวกลังกามาสร้างไว้ เพราะพวกลังกาและพวกทมิฬมีรูปร่างสูงใหญ่บึกบึน ผิวดำ ผมหยิกหน้าดุ ชาวนครอาจเปรียบเทียบเป็นพวกยักษ์ไป

ส่วนที่เอาเรื่องการสร้างเจดีย์มาผูกเป็นตำนานเทียบพระบรมธาตุเจดีย์นั้น คงเป็นเพราะเจดีย์ยักษ์และพระบรมธาตุต่างเป็นเจดีย์ที่สูงใหญ่ รูปทรงคล้ายคลึงกันและต่างก็เป็นศรีสง่าแก่ “เมืองนครศรีธรรมราช” ด้วยกัน

หลวงพ่อเงิน

ด้านหน้าพระเจดีย์มีวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปั้นนั่งองค์ใหญ่อยู่ในวิหาร เป็นฝีมือช่างสมัยอยุธยา เชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก เรียกพระเงิน หรือ หลวงพ่อเงิน (สมัยก่อนเป็นสีเงินทั้งองค์) เชื่อกันว่าเดิมหล่อด้วยเงิน

 

ย้อนตำนานความเหนียว!! “พ่อท่านมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ” ผู้สร้างตำนานพระปิดตาน้ำนมควาย ผงปถมังนะปัดตลอด แจกแล้วต้องฟัน!!

เกจิดังเมืองคอน “พ่อท่านมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ” ผู้สร้างตำนานพระปิดตาน้ำนมควาย ผงปถมังนะปัดตลอด แจกแล้วต้องฟัน!!

พระปิดตาพ่อท่านมุ่ย เป็นพระปิดตายอดนิยม ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองโดยเฉพาะ สร้างช่วงปี ๒๕๑๓ – ๒๕๑๕ การสร้างพระปิดตาของ พ่อท่านมุ่ย ท่านพิถีพิถันมาก อันดับแรกคือ พิธีเคี่ยวน้ำนมควาย (ซึ่งมีความข้นกว่าน้ำนมวัว) “ ผงปถมัง ”

ผงวิเศษ

ผงวิเศษ ที่ใช้ในการสร้างพระของท่านส่วนใหญ่คือ ผงปถมัง พ่อท่านมุ่ย ศึกษาวิชาทำผงปถมังจนมีความเชี่ยวชาญ ผงปถมังที่เกิดจากการเขียนจารอักขระด้วยดินสอพอง ที่ผสมสิ่งอาถรรพ์ต่างๆ ว่าคาถาแล้วลบผงนั้น โดยกระบวนการขั้นตอนการทำผงปถมัง

พ่อท่านมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ

เริ่มต้นด้วยการลงนะปถมังพินธุก่อน แล้วเรียกสูตรต่อเป็นนะโมพุทธายะเรื่อยไป ลบอักษรตามกำหนดออก เขียนเข้าสูตรมหาดำ องการอุไทย มหาไวย มหาเมฆ ต่อไปเป็น นะโมตัสสะ…ลบอีกทีเป็นหัวใจอิติปิโส เป็นไตรสรณคมน์ การบริกรรมก็ว่าองการพระปถมัง

เช่น “โอม องการพระปถมังตั้งแต่กำเนิด มีศักดาเดโชชัย ย่อมตกลงที่ไหนบรรลัยนั้น ดุจดวงพระสุริยัน และเมฆฝน ได้แสนโกฏิอสงไชยย่อมหวั่นไหวไปทั่วโลกา ฯลฯ”

พ่อท่านมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ

อานุภาพของผงปถมัง คือ การอยู่ยงคงกระพัน แคล้วคลาด จังงัง กำบัง ล่องหน หายตัว รวมทั้งทางเมตตามหานิยมด้วย

การเคี่ยวน้ำนมควาย พ่อท่านมุ่ยจะเคี่ยวด้วยกระทะ บนก้อนเส้า ด้วยไม้ฟืน โดยใช้ไม้ที่มีชื่อเป็นสิริมงคล ซึ่งขณะเคี่ยวจะต้องใช้ไม้พายกวนไปเรื่อยๆ เพื่อมิให้ติดกระทะ พร้อมกับบริกรรมพระคาถาตลอดเวลา

กระทะ ก้อนเส้า (หมายถึงก้อนหินที่วางเป็นเตา) ไม้ฟืน ทุกดุ้น และ ไม้พาย ที่ใช้เคี่ยว ทั้งหมดนี้พ่อท่านมุ่ยจะลงอักขระเลขยันต์ครบถ้วน เพื่อให้ถูกต้องตามหลักตำรา

พระปิดตาน้ำนมควาย พ่อท่านมุ่ย

น้ำนมควาย เมื่อเคี่ยวจนแห้งได้ที่แล้ว จะมีความเหนียว ท่านจะนำ ผงนะปัดตลอด“ผงปถมัง” ที่ลบทะลุกระดาน มาผสมจนเข้ากันแล้วปั้นเป็นแท่งๆ จากนั้นจะนำ แท่งผง นี้เขียนอักขระเลขยันต์ลงบนกระดานชนวน แล้วลบด้วยมือ…เขียนแล้วลบๆ พร้อมกับการบริกรรมพระคาถา จนผงหมดแท่ง

ก็จะนำเอาผงนะปัดตลอดนี้ไปกดลงแม่พิมพ์ โดยท่านจะ กดพิมพ์ด้วยตนเอง ทุกองค์ แม่พิมพ์จะมีเฉพาะด้านหน้า ส่วนด้านหลังองค์พระท่านตกแต่งด้วยมือของท่านเอง พร้อมกับตกแต่งร่องนิ้วด้านหน้า พอพระแห้งดีแล้วก็จะทาด้วยเชลแล็ก พระองค์ไหนทาเชลแล็กเรียบร้อย แสดงว่าลูกศิษย์ช่วยทาให้ แต่ถ้าองค์ทาเชลแล็กไม่สู้จะเรียบร้อยนัก แสดงว่าท่านทาเอง

พระปิดตาน้ำนมควาย นี้ท่านจะแจกเฉพาะ ผู้ชาย เท่านั้น และจะไม่ให้ผู้หญิงแตะต้องด้วย ส่วน ผู้หญิง ท่านจะแจก พระพิมพ์ประทานพร ให้แทน ซึ่งสร้างด้วยกรรมวิธีเดียวกัน แต่พุทธคุณจะเด่นด้านเมตตามหานิยม โชคลาภค้าขาย

พระปิดตานมควาย พ่อท่านมุ่ย วัดป่าระกำเหนือ

พระปิดตาพ่อท่านมุ่ย ใครที่ไปรับมาจากมือท่านโดยตรง ท่านจะทำพิธีประสิทธิ์ประสาทพรให้ ขณะก้มลงกราบรับพระ เสี้ยววินาทีนั้นเอง ท่านจะเอามีดดาบฟันข้างหลังทันที เพื่อเป็นการพิสูจน์พุทธคุณ เสียงดัง “ตึ้ก” ไม่ปรากฏบาดแผลแต่ประการใด ทำเอาคนต่อไปที่กำลังจะคลานเข้าไปรับพระจากท่าน ต้องถอยกราวรูดแทบไม่ทัน

เพราะไม่กล้ารับพระจากท่านอีก…แต่ในที่สุด ด้วยเมตตา ท่านก็จะมอบให้โดยไม่ต้อง ลองฟันดู แต่บางครั้งท่านก็จะพูดเย้าแหย่ว่า ไหน…เอามีดมาลองแทงดูที นับว่าพ่อท่านมุ่ย ท่านมั่นใจในพระเครื่องที่ท่านสร้างเป็นอย่างมาก

12.ความเป็นที่สุด !! จังหวัดนครศรีธรรมราช

“เราชาวนครฯ อยู่เมืองพระ มั่นอยู่ในสัจจะศีลธรรม กอปรกรรมดี มีมานะพากเพียร ไม่เบียดเบียนทำอันตรายผู้ใด”

นครศรีธรรมราช (มักเรียกสั้น ๆ ว่า นคร) จังหวัดที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน นับตั้งแต่สมัยศรีวิชัย อีกทั้งยังเป็นเมืองแรกที่รับเอาพุทธศาสนาจากลังกา เข้ามาด้วย… ความเป็นที่สุด !!

ประชากรมากที่สุดในภาคใต้

1.เป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดในภาคใต้ นครศรีธรรมราช เป็นจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดในภาคใต้ ประมาณ 1.6 ล้านคน

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มีบริเวณกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

2.มหาวิทยาลัยที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีบริเวณกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ มีพื้นที่ภายในวิทยาเขตเดียวมากกว่า 10,000 ไร่

เทือกเขานครศรีธรรมราช

3.เทือกเขาที่สูงที่สุดในภาคใต้ เทือกเขานครศรีธรรมราช เป็นเทือกเขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีภูเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อนและเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง มียอดเขาสูงที่สุดในภาคใต้ คือ ยอดเขาหลวง มีความสูง 1,835 เมตร จากระดับน้ำทะเล และเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขานครศรีธรรมราช ปัจจุบันอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวง

ชายฝั่งทะเลยาวที่สุด

4.ติดชายฝั่งทะเลมากที่สุดในประเทศไทย ชายฝั่งทะเลยาวที่สุด 236 กิโลเมตร ตั้งแต่อำเภอ ขนอม สิชล ท่าศาลา เมือง ปากพนัง หัวไทร

แหลมตะลุมพุก

5.แหลมทะเลที่ยาวที่สุดในประเทศไทย คือ แหลมตะลุมพุก อำเภอปากพนัง เกิดจากการทับถมของทรายที่น้ำทะเลพัดพามา จนกลายเป็น สันดอนจะงอย ยื่นยาวเป็นแหลมออกไปจากชายฝั่งทะล มีความยาวประมาณ 16 กิโลเมตร ส่วนกว้างที่ของแหลมประมาณ 5 กิโลเมตร

กังหันลมผลิตไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

6.กังหันลมผลิตไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้า อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ขนาดกำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ มีกังหัน 4 ต้น ขนาดความสูง 90 เมตร ขนาดใบพัด 59 เมตร มีกำลังผลิตต้นละ 2.5 เมกะวัตต์ บนพื้นที่ 221 ไร่ งบลงทุน 75 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์

รวมเป็นงบลงทุน 750 ล้านบาท ริมทะเลเมืองคอนตลอดแนว 2 อำเภอ ปากพนัง-หัวไทร ต่อเนื่องถึงอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เป้าหมายในอนาคตที่ตั้งไว้ถึง 500 ตัว จะมีกำลังการผลิตถึง 600 เมกะวัตต์

ทะเลสาบน้ำจืดที่ลึกที่สุดในประเทศไทย

7.ทะเลสาบน้ำจืดที่ลึกที่สุดในประเทศไทย ทะเลสองห้อง ต.กรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ ซึ่งเป็นเหมือนหนองน้ำขนาดใหญ่ 2 บ่อต่อเองกัน และมีถ้ำใต้น้ำ โดยปากบ่อหรือปากถ้ำบนพื้นดินเต็มไปด้วยหินแข็งคล้ายลาวาจากภูเขาไฟ 2 ปล่อง

ซึ่งสามารถดำน้ำชมความสวยงาม วิจิตรตระการตาภายในถ้ำใต้น้ำตลอดทั้งปี สำหรับบึงหรือปากปล่องแรกกว้างประมาณ 20ไร่ อีกห้องกว้างประมาณ 10 ไร่ จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกว่า “ทะเลสองห้อง” โดยในช่วงหน้าแล้งน้ำลดจะมองเห็นเป็น 2 ส่วนหรือ 2 ห้องอย่างชัดเจน

อุโมงค์ทางรถไฟ

8.อุโมงค์ทางรถไฟลอดภูเขาแห่งเดียวในภาคใต้ อุโมงค์ช่องเขา เป็นอุโมงค์ทางรถไฟลอด 1 ใน 7 แห่งของไทย และเป็นอุโมงค์รถไฟเพียงแห่งเดียวของเส้นทางรถไฟสายใต้ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลร่อนพิบูลย์ อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช บริเวณกิโลเมตรที่ 769.822 ถึง 770.058 มีความยาวของตัวอุโมงค์ 235.90 เมตร ภายในเป็นผนังคอนกรีต ตั้งอยู่ระหว่างสถาสถานีรถไฟร่อนพิบูลย์ กับ สถานีช่องเขา

คีรีวง

9.หมู่บ้านที่มีอากาศบริสุทธิ์ที่สุดในประเทศไทย สำหรับจุดที่อากาศดีที่สุดของลานสกา อยู่ ณ บริเวณหมู่บ้านคีรีวง และเป็นเรื่องน่าทึ่งมากๆสำหรับบริเวณนี้ เพราะตามปกติแล้ว เกณฑ์มาตรฐานอากาศที่ดี ต้องมีสิ่งแปลก ปลอมไม่เกิน 300 ไมครอนต่ออากาศ 1 ลูกบาศก์เมตร แต่คุณภาพอากาศที่หมู่บ้านคีรีวง ลานสกา พบว่ามีสิ่งแปลกปลอมเพียง 9 ไมครอนต่ออากาศ 1 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งมีอากาศที่บริสุทธิ์กว่ามาตรฐานถึง 100 เท่า!!

น้ำตกเหนือฟ้า

10.แหล่งน้ำจืดที่สะอาดที่สุดในประเทศไทย น้ำตกเหนือฟ้า อุทยานฯเขาหลวง จ.นครศรีธรรมราช ถูกประกาศเป็นแหล่งน้ำที่สะอาดที่สุดในประเทศไทย กลายเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญ

ท่องเที่ยวเมืองรอง นครศรีธรรมราช

11 เป็นเมืองรองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในครึ่งปี 2561 ท่องเที่ยวเมืองรอง ครึ่งปีแรก นครศรีธรรมราช ครองแชมป์นักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด ตามด้วย พิษณุโลก และเชียงราย

สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ 84

12.สวนสาธารณะที่มีพื้นที่มากที่สุดในประเทศไทย สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ 84 มีพื้นที่ทั้งหมด 1,257 ไร่

_/\_ Nakhon Si Thammarat นครศรีธรรมราช – ขออนุญาติเจ้าของภาพ

พ่อท่านสุข วัดดอนรักษา (วัดบางเหลงใน) อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช

พ่อท่านสุข สมโน วัดดอนรักษา (วัดบางเหลงใน) ต.ทัองลำเจียก อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช
“เกจิดังแห่งลุ่มสายน้ำปากพนัง” สายน้ำแห่งชีวิตในอดีตของชาว อ.ปากพนัง อ.เชียรใหญ่ อ.หัวไทร อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช

พ่อท่านสุข วัดดอนรักษา (วัดบางเหลงใน)