ชีปะขาว

ชีปะขาว หรือชีผ้าขาว มีมาตั้งแต่อดีตกาล คู่กับแม่ชี ซึ่งแม่ชีหมายถึงโยมผู้หญิงที่ถือศีล 8 แต่ถ้าเป็นผู้ชายจะ ไม่เรียกว่าพ่อชี แต่จะเรียกว่า ชีผ้าขาว หรือชีปะขาว ที่นุ่งขาวห่มขาว

พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต) เจ้าอาวาสวัดราชโอสาราม ได้อธิบายความหมายของคำว่า “ชี” ไว้ว่า เป็นชื่อของนักบวชประเภทหนึ่งที่นุ่งขาวห่มขาว เช่น ชีปะขาว หรือ ชีผ้าขาว ฤาษีชีไพ

ชีปะขาว หมายถึง นักบวชผู้นับถือพุทธศาสนาประเภทหนึ่ง ที่นุ่งขาวห่มขาว ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ไม่อยู่วัด เที่ยวภิกขาจารไปเรื่อยๆ บางคนก็อาศัยอยู่วัดร่วมกับพระภิกษุ และทำกิจกรรมเช่นเดียวกับพระภิกษุ เป็นแต่ว่ายังมิได้บรรพชาอุปสมบทเท่านั้น

ชีปะขาว นัยว่าเรียกเพี้ยนมาจากคำว่า ชีผ้าขาว หรืออาจเรียกเพี้ยนไปเป็น ชีผ้าขาว ก็ได้

ชีปะขาว เป็นคฤหัสถ์ที่สละเหย้าเรือนมาถือศีลและปฏิบัติตัวเหมือนนักบวช แต่มิใช่บรรพชิต มีความประพฤติสูงกว่าคฤหัสทั่วไป และปกติจะถือเพศนุ่งขาวไปตลอดชีวิต มิใช่บวชชั่วคราวเหมือนชีพราหมณ์

ชีปะขาว ในปัจจุบันหาดูได้ยาก เพราะนิยมบวชเป็นภิกษุสามเณรปฏิบัติธรรม และเป็นบรรพชิตโดยตรง

พระเทพประสิทธิมนต์กล่าวว่า ชีปะขาว หรือชีผ้าขาว มีมาตั้งแต่อดีตกาล คู่กับแม่ชี ซึ่งแม่ชีหมายถึงโยมผู้หญิงที่ถือศีล 8 แต่ถ้าเป็นผู้ชายจะ ไม่เรียกว่าพ่อชี แต่จะเรียกว่า ชีผ้าขาว หรือชีปะขาว ที่นุ่งขาวห่มขาว ซึ่งมี กฤษดาภินิหาร ยกตัวอย่างครั้งหนึ่งในการหล่อพระพุทธรูปพระพุทธชินราช ช่างไม่สามารถหล่อพระได้ มีชีผ้าขาว หรือชีปะขาวดำเนินการสร้างให้สำเร็จ มีความสวยงาม แล้วก็หายตัวไป ซึ่งเป็นตำนวนเล่าขานกันว่าเป็นพระอินทร์ที่แปลงกายลงมาสร้างพระพุทธรูป

พระแม่กาลี ผู้มีอำนาจคุ้มครองความดี มีอิทธิฤทธิ์ปราบสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง

พระแม่กาลี คือเป็นผู้ทำลายล้างพลังชั่วร้าย และถือกันว่าพระนางเป็นศักติองค์ที่มีพลังอำนาจมากที่สุด พระแม่กาลี (काली, Kālī ) เป็นปางหนึ่งของพระแม่อุมาเทวี (พระแม่อุมา) หนึ่งในตรีศักติ ซึ่งเป็นชายาของพระศิวะมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ พระแม่กาลี ได้รับการขนานนามว่าเป็นเทวีที่มีพลังอำนาจยิ่งใหญ่มหาศาล คอยปราบปรามสิ่งไม่ดี ความชั่วร้ายต่างๆ ปกป้องคุ้มครองความดี และเป็นเลิศด้านความกล้าหาญและเด็ดขาด

ปางดั้งเดิมของ พระแม่กาลี คือเป็นผู้ทำลายล้างพลังชั่วร้าย และถือกันว่าพระนางเป็นศักติองค์ที่มีพลังอำนาจมากที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในสี่กาวลมรรค ตามธรรมเนียมตันตระของลัทธิไศวะ ความเชื่อพื้นฐานคือพระนางเป็นผู้ทำลายความชั่วร้ายและปกป้องผู้บริสุทธิ์ ในยุคถัด ๆ มา มีการเคารพบูชาพระแม่กาลีในสถานะต่าง ๆ ทั้งในฐานะเทวีสูงสุด, พระมารดาแห่งเอกภพ, อาทิศักติ หรือ อาทิปรศักติ ธรรมเนียมศักตะและตันตระบางธรรมเนียมบูชาพระนางเป็นความจริงสูงสุด “พรหม”

นอกจากนี้ยังถือว่าพระนางเป็นเทวีผู้พิทักษ์บุคคลผู้ที่เข้าสู่โมกษะ (การหลุดพ้น)รูปเคารพทั่วไปของพระแม่กาลีมักแสดงพระนางกำลังยืนหรือร่ายรำอยู่บนร่างกายของพระศิวะ คู่ครองของพระนาง ซึ่งนอนอย่างสงบเสงี่ยมอยู่เบื้องใต้ มีการบูชาพระนางในบรรดาศาสนิกชนของศาสนาฮินดูทั้งในอินเดีย, เนปาลและหลายแห่งทั่วโลก

ตามความเชื่อของชาวฮินดูนั้นการบูชาพระแม่กาลีจะเสริมสร้างจิตใจให้แข็งแกร่ง ฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคของชีวิตไปได้ และสามารถต่อสู้กับสิ่งชั่วร้าย ทำลายอำนาจไม่ดีทั้งหลาย รวมทั้งพระแม่กาลีจะประทานความกล้าหาญ ความเข้มแข็ง และอำนาจให้

อีกทั้งยังคุ้มครองผู้บูชาจากภยันตรายและอุบัติเหตุ ขจัดศัตรูในชีวิต ปราบมารในใจเรา โดยมารในที่นี้หมายถึงลักษณะนิสัยที่ไม่ดีของเราที่เราอยากจะปรับเปลี่ยน และสำหรับใครที่ทำคุณกับคนไม่ขึ้น เช่น ทำดีกับใคร เขาไม่ดีตอบ พระแม่กาลีจะช่วยให้คนที่ทำดีได้รับสิ่งดี ๆ รวมทั้งหากใครกำลังเดือดร้อน มีภาระที่ต้องดูแลครอบครัว พระแม่กาลีก็จะช่วยคลายปัญหาให้

นอกจากนี้หากใครที่กำลังประสบเคราะห์กรรม อาถรรพ์ชั่วร้าย และสิ่งอวมงคล พระองค์จะช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดีเหล่านั้นให้หายไป และจะบันดาลความสุขและความเจริญรุ่งเรืองให้กับผู้ที่บูชา อีกทั้งยังช่วยบรรเทาโรคภัย และความเจ็บป่วยต่าง ๆ ส่งเสริมด้านโชคลาภ โภคทรัพย์ และเกื้อหนุนด้านยศฐาบันดาศักดิ์

ด้วยความที่พระแม่กาลีมีพลังอำนาจมหาศาล คนจึงนิยมบูชาพระองค์ เนื่องจากหากผู้ที่บูชามีจิตใจศรัทธาอันแรงกล้าและประพฤติดี ทั้งกาย วาจา และใจ พระองค์จะประทานพรให้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะขอพรมากเท่าไหร่ ก็จะสำเร็จดั่งใจหวังทุกประการ

สัญลักษณ์ตรีศูล หนึ่งในศาสตราวุธที่มีพลานุภาพสูงมากที่พระแม่กาลีใช้ปราบอสูรร้าย โดยในภาษาสันสกฤต คำว่า “ตรี” หมายถึง สาม และ “ศูล” หมายถึง ปัญหา อุปสรรค ความทุกข์ ตรีศูล จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ การปราบปรามสิ่งชั่วร้าย และการชนะอุปสรรคทั้งปวงที่เกิดขึ้นในภพภูมิทั้งสามภพ ได้แก่ สวรรค์ ภพมนุษย์ และภพบาดาล ไม่เพียงเท่านั้น ตรีศูล ยังสื่อถึงการสร้าง การรักษา และการทำลาย อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวยโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์อีกด้วย

เชื่อกันว่าผู้ที่บูชาพระแม่จะได้รับพร ให้ชนะศัตรู มีอำนาจอยู่เหนือศัตรู คู่แข่งคนที่คิดร้าย ได้รับการปกป้องคุ้มครองให้ปลอดภัย แคล้วคลาด ทำลายล้าง คุณไสยมนต์ดำต่างๆ

วิธีไหว้พระแม่กาลี

ดอกไม้สีแดง เช่น ดอกกุหลาบ หรือ ดอกกล้วยไม้ ดอกไม้สีเหลือง เช่น ดอกดาวเรือง
จุดธูป จำนวน 9 ดอก พร้อมจุดกำยานหรือธูปหอม เทียนหอมก็ได้ – ถวายน้ำแดง

บทบูชาพระแม่กาลี

“โอม เจ มาตา กาลี”

(๓ จบ)

ความเชื่อว่าพระแม่กาลีคือผู้กำจัดสิ่งชั่วร้าย และความอยุติธรรมต่างๆ ผู้ที่บูชาพระแม่กาลีด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ จะได้รับพลังเเละความกล้าหาญ ศัตรูแพ้พ่าย!
.
แต่หากผู้บูชามีความคิดจะทำสิ่งไม่ดี เป็นเหตุให้ผู้อื่นเกิดความเดือดร้อน ต่อให้บำเพ็ญเพียรอย่างเคร่งครัด ก็จะต้องรับกรรมจากบาปที่ก่อ ด้วยการถูกพระแม่ลงโทษเช่นกัน!

ในการ ไหว้เทพฮินดู หรือ ไหว้พระแม่กาลี การ ไหว้เทพบูชา ปกติให้ใช้ธูปจำนวน 9 ดอก แต่หากต้องการบนบานศาลกล่าวนั้นต้องใช้ธูป จำนวน 39 ดอก หากต้องการแค่ไหว้บวงสรวงถวายอาหารใช้ธูปจำนวน 16 ดอกนะค่ะ สุดท้ายการขอพร อย่าลืมเอ่ยชื่อนามสกุลตัวเองให้ชัดเจน อยู่ที่ไหนเกิดวันที่เท่าไหร่ และบอกสิ่งที่ต้องการแบบหนักแน่น มั่นใจ และที่สำคัญสิ่งที่ขอต้องสามารถจับต้องได้ไม่ไกลเกินจริง

บทความนี้เป็น ความเชื่อ ส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
-ขอบคุณเจ้าของภาพ/เรียบเรียง’

ตำนาน “พระฤาษี” บรมครูแห่งศาสตร์วิชา

ฤาษี ตามความหมายในพจนานุกรม หมายถึงผู้หลีกเร้น ไปสู่สถานที่อันสงบระงับ อันมิได้ความวุ่นวายเข้ามาก่อกวน (อีกนัยหนึ่ง เรียกว่า ผู้อยู่อย่างสันโดษ)

แม้คำว่า “ฤาษี” เป็นคำที่คุ้นหู้คนไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว แต่เราก็รู้เรื่องราวจริงๆเกี่ยวกับฤาษีน้อยมาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกับคัมภีร์พระเวทของศาสนาพรามณ์ มีผู้เล่าขานสืบต่อกันมาเรื่อยๆ จนผนวกเข้ากับคติความเชื่อของคนแต่ละกลุ่ม และกลายเป็นเรื่องมากมายเกี่ยวกับพระฤาษี ผู้มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆกันไป

ฤาษี เป็นนักบวชที่บำเพ็ญตบะอยู่ตามป่าเขา ที่สงบวิเวก ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อใด แต่มีมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลแล้ว โดยเชื่อว่าผู้เขียนพระคัมภีร์พระเวทก็คือเหล่าฤาษีนั่นเอง และกลายมาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยสอนคัมภีร์พระเวท วิชาความรู้ แก่คนทั่วไปรวมถึงเหล่ากษัตริย์ผู้ครองนครต่างๆ ตลอดจนประกอบพิธีกรรมต่างๆ สถานะของฤาษีนั้นจัดอยู่ในวรรณะพราหมณ์ เป็นผู้ที่ทุกชนชั้นให้ความเคารพยำเกรงในฐานะนักบวช ฤาษีสามารถให้โทษแก่ใครก็ตามโดยการสาปแช่ง ซึ่งการสาปแช่งของฤาษีนั้นแม้แต่เทวดาก็หนีไม่พ้น ตัวอย่างเช่น การสาปแช่งพระอินทร์ของฤาษีทุรวาส ที่ให้ผลทำให้เทวดารบแพ้อสูรอยู่บ่อยๆ

อิทธิฤทธิ์ของฤาษีนั้น มาจากการบำเพ็ญตบะอย่างแรงกล้า บางตำราว่ากันเป็นร้อยปีก็มี ส่วนฤทธิ์ของแต่ละตนก็จะต่างๆกัน เช่น เหาะเหินเดินอากาศ หูทิพย์ ตาทิพย์ หยั่งรู้อนาคต วาจาสิทธิ์ ฯลฯ

ฤาษีมีบทบาทสำคัญในวรรณกรรมไทยหลายเรื่อง เช่น รามเกียรติ์ พระอภัยมณี หลวิชัย-คาวี อิเหนา ฯลฯ โดยเป็นพระอาจารย์ผู้มีผู้มีอิทธิฤทธิ์ ประสิทธิ์ประสาทสรรพวิชาให้ตัวละครต่างๆ หรือแม้กระทั่งตัวละครไปบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าก็มี เห็นได้ชัดว่าวรรณกรรมเหล่านี้ได้เขียนจากคติศาสนาพราหมณ์

ตำนานเกี่ยวกับพระฤาษีนั้นมีมากมาย เช่น ตำนานการสร้างฤาษีของพระพรหม ตำนานฤาษี 108 ตน ตำนานเทพนพเคราะห์ ตลอดจนตำนานการสร้างสรรค์ศาสตร์วิชาต่างๆ โดยในแต่ละศาสตร์จะมีฤาษีเป็นพระอาจารย์ที่เคารพบูชาตามความเชื่อ เช่น วิชานาฎศิลป์ มีพระภรตมุนี วิชาดุริยางค์ มีพระฤาษีนารอด การแพทย์ มีฤาษีชีวกโกมารภัจจ์ ฯลฯ ส่วนในทางอิทธิฤทธิ์ก็มีการเคารพบูชาฤาษีหลายตน เช่น ฤาษีตาไฟ ฤาษีกไลยโกฎ ฤาษีตาวัว ฯลฯ

ในพุทธศาสนา ก็ได้กล่าวถึงฤาษีอยู่บ่อยครั้ง จากพุทธประวัติ ก่อนพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ ก็เคยเป็นฤาษีมาก่อน และสาวกของพระองค์เช่น ปัญจวคีย์ ก็เคยเป็นฤาษีเช่นกัน และเรื่องอดีตชาติของพระสมณโคดม ท่เคยเสวยพระชาติเป็นสุเมธดาบส ที่ได้รับพุทธพยากรณ์จากพระทีปังกรพุทธเจ้าว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป นอกจากนันยังมีตำนานเกี่ยวกับฤาษีในทศชาติชาดก เช่น สุทัศน์ดาบส (จากพระภูริทัต) “นารทดาบส และมิคาชินดาบส (จากเรื่องพระมหาชนก) พระนารทฤาษี (จากนารทชาดก) ฯลฯ

ในศาสนาอื่นๆก็มีนักบวชทีเทียบได้กับฤาษีเหมือนกัน เช่น ลัทธิเต๋า ก็คือ “เซียน” ที่บำเพ็ญพรตจนมีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ เซียนที่มีชื่อเสียงคือ กลุ่มเซียนทั้งแปด ที่มีปรากฏมากมายในศิลปะจีนนั่นเอง

cr: Kennie Gallery ต้นฉบับ ► เล่าเรื่องหุ่นไทย “พ่อแก่-ครูฤาษี” / ขอบคุณเจ้าของภาพ

เปิดตำรา ‘ยามอุบากอง’ ศาสตร์ที่คนโบราณดูฤกษ์ยามก่อนเดินทางออกจากบ้าน

ยามอุบากอง หรือ ยามพม่าแหกคุก เป็นศาสตร์ที่คนโบราณต่างก็รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มีไว้เพื่อดูว่าวันดี เวลาดีในการทำสิ่งต่างๆ นั้นควรเป็นตอนไหน วันใดจะมีเคราะห์ วันใดจะมีลาภ ล้วนใช้ยามอุบากองบอกเหตุกันทั้งสิ้น

ยามอุบากอง

ยามอุบากอง ไม่ได้ใช้เป็นเพียงแค่ฤกษ์ยามในการออกเดินทางดั่งเช่นในอดีตเท่านั้น หากยังถูกประยุกต์ กับฤกษ์ยามของการซื้อรถ ฤกษ์ออกรถ หรือเริ่มใช้รถวันแรก ฤกษ์เข้าพบลูกค้า ฤกษ์ออกเดินทาง ทั้งนี้เพราะวันเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับการเดินทางด้วยเช่นเดียวกัน

ศูนย์หนึ่ง อย่าพึงจร แม้ราญรอน จะอัปรา
สองศูนย์ เร่งยาตรา จะมีลาภ สวัสดี
ปลอดศูนย์ พูลสวัสดิ์ ภัยพิบัติ ลาภบ่มี
กากบาท ตัวอัปรีย์ แม้จรลี จะอัปรา
สี่ศูนย์ จะพูนผล แม้จรดล ดีหนักหนา
มีลาภ ล้นคณนา เร่งยาตรา จะมีชัย

โดยความหมายของกลอน สามารถตีความจากสัญลักษณ์บนตารางได้ดังนี้

ศูนย์หนึ่ง หมายความว่า อย่าเพิ่งเดินทางตอนนี้ อาจจะมีเคราะห์ได้
สองศูนย์ หมายความว่า เป็นฤกษ์ดี ให้รีบเดินทาง แล้วจะมีลาภเข้ามา
ปลอดศูนย์ หมายความว่า จะไม่มีทั้งโชคทั้งเคราะห์
กากบาท หมายความว่า ห้ามเดินทาง เพราะจะประสบกับเคราะห์ร้าย
สี่ศูนย์ หมายความว่า เป็นฤกษ์ดี ให้รีบเดินทาง แล้วจะมีลาภ ประสบความสำเร็จ

คำว่า “อุบากอง” เดิมทีเป็นชื่อนายทหารเอกของพม่า ซึ่งเข้ามาตีไทยในสมัยต้นรัชกาล กรุงรัตน โกสินทร์นี้เองมีประวัติที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ดังนี้

อุบากอง เป็นนายทหารยศขุนพล ได้คุมกำลังเข้าโจมตี เมืองเชียงใหม่ เมื่อแรม 1 ค่ำ เดือน 5 ปีมะเมีย พ.ศ.2350 คราวที่พระเจ้าปะดุง ยก 9 ทัพมาตีไทยนั่นเอง แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ปรากฏ อุบากองถูกฝ่ายไทยจับกุมตัวได้ คราวนั้นพ่อเมืองเชียงใหม่ ได้คุมตัวอุบากองส่งลงมายังกรุงเทพฯ

เมื่อขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเมีย พ.ศ.2350 สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตน โกสินทร์ จึงสั่งให้สอบสวนอุบากองทันที ปรากฏว่า อุบากองเป็นคนไทย เกิดในเมืองไทย เพราะมีพ่อ เป็นเชื้อสายพม่า แต่แม่เป็นเชื้อสายคนไทยแถบเมืองธนบุรี พระองค์จึงทรงพระเมตตา พระราชทาน เสื้อผ้า และให้นำไปจำขังไว้ที่คุกวัดโพธาราม (วัดพระเชตุพนฯ ในปัจจุบัน)

ในปัจจุบัน ยามอุบากอง ถูกรู้จักในฐานะศาสตร์ความเชื่อโบราณ ที่นิยมนำมาใช้ทำนาย และจับยามเวลาต่างๆ เพื่อให้การเดินทางปลอดภัย นิยมนำมาปรับใช้กับการดูฤกษ์ก่อนเดินทางไกล, การออกรถใหม่, การเดินทางไปเสนองานลูกค้า ฯลฯ ซึ่งสามารถช่วยเสริมกำลังใจให้แก่ผู้ที่มีความเชื่อได้เป็นอย่างดี

ระหว่างที่อุบากองกับพวกถูกจองจำ คุมขังที่คุกวัดโพธิ์ เขาได้สอนตำรายันต์ยามยาตรา ให้กับ พรรคพวก ซึ่งยามนี้ สามารถแหกคุกที่คุมขังได้ เมื่อพรรคพวกสามารถเรียนยามยาตราได้ ตามที่ตนบอกแล้ว อุบากองก็ทำพิธีตามหลักโหราศาสตร์ พอได้ฤกษ์งามยามดี จึงสามารถพากัน แหกคุกวัดโพธิ์ หลบหนีไปได้อย่างปลอดภัย โดยอุบากองกับพรรคพวก พากันหลบหนีไปยังเมือง พม่าได้

..แต่ยามที่อุบากองบอกกับพรรคพวกนี้นั้น บังเอิญมีนักโทษพม่า ที่เป็นเชื้อสายไทยบางคน ไม่ได้หลบหนีไปด้วย จึงบอกเล่ากับผู้คุมนักโทษ จึงมีการนำมาเล่าเรียนกัน และให้ชื่อยามยาตรานี้ตามผู้ที่สอนวิธีดูให้ว่า “ยามอุบากอง” อนึ่ง ยามดังกล่าว ปรากฏว่า มีผู้นับถือว่า แม่นยำ ได้ผลจริงๆ ด้วย จึงศึกษาเล่าเรียนสืบๆ กัน มาตราบเท่าทุกวันนี้

เรียบเรียงจากหนังสือ “ประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ – รัชกาลที่ ๓ (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๙๔)” พิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๓ โดยคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย

วัดเขาอ้อ ตักศิลามหาเวทย์ ต้นกำเนิดสรรพวิชาไสยศาสตร์ที่โด่งดังไปทั่วทิศ

“สำนักเขาอ้อ”  วัดเขาอ้อ เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นแหล่งวิทยาคมทางไสยศาสตร์ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่สมัยโบราณ พระเกจิอาจารย์ผู้สืบต่อวิชาทางไสยศาสตร์ต่างก็เป็นที่พึ่งที่เคารพศรัทธาของประชาชนทั่วไป เช่น พระอาจารย์ทองเฒ่าหรือพระครูสิทธิยาภิรัต (เอียด) พระอาจารย์นำ แก้วจันทร์ พระอาจารย์ศรีเงิน วัดดอนศาลา พระครูพิพัฒน์สิริธร (อาจารย์คง) วัดบ้านสวน พระอาจารย์ปาน ปาลธัมโม วัดเขาอ้อ พระอาจารย์นำ แห่งวัดดอนศาลาศิษย์ฆราวาส และที่เป็นฆราวาสที่คนทั่วไปรู้จักกันดีได้แก่ พลตำรวจตรีขุนพันธ์รักษ์ราชเดช อาจารย์ชุม ไชยคีรี อาจารย์ฉันทิพย์ พันธรักษ์ราชเดช อาจารย์เปลี่ยน หัทยานนท์ อาจารย์ประจวบ คงเหลือ ฯลฯ ล้วนเป็นศิษย์สำนักพุทธาคมเขาอ้อที่ผู้คนให้ความเคารพนับถือทั้งสิ้น

วัดเขาอ้อ ตักศิลามหาเวทย์ ณ ดินแดนใต้ ภาพ – phatlung.com

วัดเขาอ้อหรือสำนักเขาอ้อมีลักษณะคล้ายสำนักทิศาปาโมกข์ของพราหมณ์ หรือฤษีผู้ทรงคุณวิชาที่ถ่ายทอดนอกจากวิชาการปกครองตามตำราธรรมศาสตร์แล้ว พราหมณ์ผู้ทรงคุณวุฒิได้ถ่ายทอดเรื่องพิธีกรรมฤกษ์ยามการจัดทัพตามตำราพิชัยสงครามตลอดจนไสยเวทย์ และการแพทย์

เขาอ้อเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ มีต้นอ้อขึ้นอยู่หนาแน่นเป็นที่มาของชื่อเขาอ้อ เขาอ้อเคยเป็นถิ่นที่พำนักของพราหมณ์ เดิมเขาอ้อไม่ใช่วัด แต่เป็นที่ปฏิบัติธรรมของพราหมณ์ และดาบส เป็นที่เร้นกายของผู้ทรงศีล เมืองพัทลุงในอดีตเรียกว่าเมือง สทิงปุระตั้งอยู่บนคาบสมุทรสทิงพระ สทิงปุระ ในอดีตเป็นเมืองท่าสำคัญของอาณาจักรศรีวิชัย พราหมณ์จึงเดินทางเข้ามาเผยแพร่ศาสนา

สทิงปุระในอดีตมีพราหมณ์อยู่จำนวนมากต่อมาพราหมณ์และฤาษีคณะหนึ่งได้หลีกเร้นไปบำเพ็ญเพียรที่เขาอ้อ และตั้งสำนักเผยแพร่ความรู้ที่เขาอ้อ จนมีผู้มาฝากตัวเป็นศิษย์เรียนไสยเวทย์จำนวนมาก

สำนักเขาอ้อ ในอดีตไม่ได้สอนแต่ไสยเวทย์อาคม แต่สอนทั้งอักขรวิธี ความรู้ด้านการปกครอง การรบ การจัดทัพ การแพทย์จนถึงไสยเวทย์ เดิมวิชาของเขาอ้อ มีอาจารย์ใหญ่ 2 ท่าน เป็นผู้บอกวิชา การสืบทอดวิชาโดยพราหมณ์สืบต่อกันมาหลายร้อยปีจนถึงพราหมณ์รุ่นสุดท้าย ท่านพราหมณ์เห็นว่าเมื่อสิ้นท่านแล้ว สำนักเขาอ้อและถ้ำฉัททันต์บรรพตซึ่งเป็นที่รักษาร่างครูอาจารย์มาแต่อดีตไม่ควรปล่อยให้ทิ้งร้าง เมื่ออิทธิพลของศาสนาพุทธแผ่ปกคลุมอาณาสทิงปุระ จึงเห็นควรฝากสำนักสืบทอดให้กับผู้ที่อยู่ในพระพุทธศาสนา จึงเลือกเชิญพระอาจารย์ทองมาอยู่ที่เขาอ้อโดยมอบคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์และถ่ายทอดวิชาให้สำนักเขาอ้อจึงเป็นพุทธสถานมาแต่นั้น เขาอ้อมีบทบาทสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา ด้วยเป็นสถานที่สั่งสอนสรรพวิชาให้ผู้คน เขาอ้อได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์และสืบทอดสนับสนุนมาอย่างยาวนาน

การถ่ายทอดวิชาของสำนักเขาอ้อจะดูจากลักษณะนิสัยของผู้เรียนว่าเหมาะจะรับการถ่ายทอดวิชาแบบไหน จะรับวิชาได้หรือไม่ ศิษย์เขาอ้อแต่ละคนจึงได้วิชาแตกต่างกันตามลักษณะนิสัย

เขาอ้อ มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คือ ถ้ำฉัททันต์บรรพต ที่เป็นทั้งเทวสถาน และพุทธสถาน เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ได้เก็บร่างของพราหมณ์โบราณาจารย์ และพระสงฆ์ผู้ทรงพุทธาคมกล้า เป็นเจ้าสำนัก นับแต่พระอาจารย์ทอง ปฐมเจ้าอาวาส วัดเขาอ้อสืบทอดโดยเจ้าสำนักที่มีชื่อว่า “ทอง”ตลอดมาจนถึงท่านอาจารย์ปาน

พระอาจารย์ทอง
พระอาจารย์สมเด็จเจ้าจอมทอง
พระอาจารย์พรหมทอง
พระอาจารย์ชัยทอง
พระอาจารย์ทองจันทร์
พระอาจารย์ทองในถ้ำ
พระอาจารย์ทองหน้าถ้ำ
พระอาจารย์ทองหูยาน
พระอาจารย์ทองเฒ่า
พระอาจารย์ปาน ปาลธัมโม ฯลฯ

พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์

พิธีกรรม สำคัญ และศักดิ์สิทธิ์ ของเขาอ้อที่ศิษย์และผู้ศรัทธาจะพลาดไม่ได้คือ พิธีบวงสรวงบูรพาจารย์ พิธีกรรมลงรางแช่ว่านพิธีหุงข้าวเหนียวดำ พิธีกินข้าวเหนียวดำ และพิธีเสริมดวงชะตา

ในตอนนี้ขอกล่าวถึงพิธีหุงข้าวเหนียวดำ และ พิธีลงรางแช่ว่าน พิธีหุงข้าวเหนียวดำ ทำกันปีละ 2 ครั้ง คือขึ้น 15 ค่ำเดือน 5 และ วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 10 เป็นการเอาเครื่องยาสมุนไพร หรือว่านไม่ต่ำกว่า 108 ชนิด นำมาผสมแล้วต้มเอาน้ำยามาใช้หุงข้าวเหนียวดำ

พิธีกรรมจะทำแบบโบราณคือ เริ่มปลุกเสกตั้งแต่จุดไฟ จนข้าวเหนียวในหม้อสุก นำข้าวเหนียวที่สุกแล้วไปประกอบพิธีอีกครั้งก่อนกินข้าวเหนียวดำ ถ้าศิษย์คนใดไม่บริสุทธิ์ต้องทำพิธีสะเดาะเรียกว่าพิธีเกิดใหม่หรือพิธีบริสุทธิ์ตัว เมื่อถึงเวลากินข้าวเหนียวดำ ต้องเปลี่ยนมาใส่ผ้าขาวม้าโจงกระเบนไม่ใส่เสื้อ เข้าไปกราบอาจารย์ สามครั้ง แล้วให้นั่งชันเข่าบนหนังเสือ เท้าทั้งสองเหยียบเหล็กกล้า หรือเหล็กเพชร ปิดศีรษะด้วยหนังหมี มือทั้งสองวางบนหลังเท้าตัวเอง อาจารย์ใช้มือซ้ายกดมือไว้พร้อมภาวนาพระคาถา ส่วนมือขวาปั้นข้าวเหนียวดำเป็นก้อนๆ ป้อนให้ศิษย์ครั้งละก้อน แล้วปล่อยมือศิษย์ที่กดไว้บนหลังเท้ามือทั้งสองของศิษย์จะลูบขึ้นไปตั้งแต่หลังเท้า จนทั่วตัวจดใบหน้า

การลูบนี้เรียกว่า การปลุก แล้วลูบลงเอามือทั้งสองข้างไปวางที่หลังเท้าดังเดิม โดยกะประมาณว่ากินข้าวเหนียวก้อนแรกหมดพอดี ข้าวเหนียวมีรสขม ต้องกินก้อนแรกให้หมดจนครบสามก้อนแล้วอาจารย์ใช้มือซ้ายกดมือทั้งสองไว้ที่เดิมหัวแม่มือขวากดสะดือศิษย์ทำทักษิณาวัตร 3 รอบพร้อมภาวนาคาถาไปด้วย เป็นการผูกอาคม

พิธีแช่ว่านยา เดิมพิธีทำขึ้นเพื่อให้ศิษย์ออกไปรบ ไปเป็นทหาร ไปทำสงคราม จุดมุ่งหมายเพื่อให้ร่างกายคงกระพันความจริงการอาบว่านแช่ยายังช่วยในการถอดเสนียดจัญไรแก้โรค และเป็นมหาอำนาจด้วย การอาบว่านแช่ยาจะต้องหาเครื่องยาสมุนไพรและว่านมาให้ครบตามตำรา ที่มีว่านยาและสมุนไพรหลายสิบชนิดโดยมี “บอระเพ็ด” และ “ขิงชาลี” พญาสัตบันโคกกระสุน มหานิล ขมิ้นเหลือง มหากาฬ มหาปราบ สากเหล็ก เพชรหึง นิลพัตร หอกหัก ไพลดำ กระชายดำ เพชรน้อยหนุมานประสานกาย สบู่เลือด มหาเมฆ ฯลฯ แบ่งว่านออกเป็น 2 สาย “ว่านดิบ” กับ “ว่านสุก” ว่านดิบเอามาทุบ แล้วเอาแช่ในรางได้เลย ส่วนว่านสุกเป็นว่านที่ต้องเอามาต้มก่อน เพื่อให้ได้น้ำว่านแล้วเอาน้ำว่านนั้นเทใส่ลงในรางยารวมกับว่านดิบ

การกระทำต้องทำตามฤกษ์ที่เป็นมงคลเริ่มทำพิธีบูชาครูและจัดปริมณฑลพิธีรอบๆรางแช่ว่านเสร็จพิธีพระสงฆ์สวดเจริญพระพุทธมนต์แล้ว อาจารย์ผู้เป็นศิษย์สำนักเขาอ้อก็จะทำการปลุกเสกรางแช่ว่าน เมื่อถึงขั้นตอนแช่ว่านผู้ที่จะทำการแช่ว่านก็จะต้องสมาทานศีลเสียก่อน ทุกคนจะนุ่งผ้าขาวม้าหรือกางเกงขาสั้นไม่สวมเสื้อก่อนที่จะลงแช่ว่านในราง เท้าจะยืนบนหนังเสือและเหล็กกล้ามีหนังหมีปิดศีรษะ จากนั้นอาจารย์ก็จะเป็นผู้จูงลงในรางแช่ว่าน

โดยอาจารย์และผู้แช่ว่านจะต้องบริกรรมคาถาขณะที่กำลังเดินลงในรางแช่ว่าน เมื่อลงไปในรางแช่ว่านที่มีน้ำว่านอยู่เกือบเต็มรางแล้วก็จะนอนลงโดยยกเฉพาะศีรษะให้อยู่เหนือน้ำ ต้องระวังอย่าให้น้ำว่านเข้าหูเพราะอาจจะทำให้หูหนวกได้ เนื่องจากฤทธิ์ของน้ำว่านแรง การแช่ว่านนี้จะแช่ได้นานได้นานเท่าจะยิ่งดีเพราะจะทำให้น้ำว่านเข้าสู่ร่างกายได้มาก เมื่อแช่เสร็จแล้วอาจารย์ก็จะเป็นผู้จูงคนแช่ว่านขึ้นมาจากรางขณะนั้นก็ต้องบริกรรมคาถาเหมือนกับตอนลงแช่ในตอนแรกเหมือนกัน เมื่อขึ้นมาจากรางแช่น้ำว่านแล้วอาจารย์ก็จะให้คนแช่ว่านทุกคนทำพิธีบูชาครูแล้วก็อบรมสั่งสอนให้อยู่ในศีลธรรม ก็เป็นอันว่าเสร็จพิธีแช่ว่านตามสูตรของสำนักเขาอ้ออันศักดิ์สิทธิ์ที่มีการยึดถือปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยโบราณ

ข้อมูลต้นฉบับ

พระศิวะ พระเป็นเจ้าสูงสุดในคติของลัทธิไศวะ บูชาอย่างไร พร้อมเคล็ดลับการขอพร

#โอมสำเร็จ!! ‘โอม นะมัส ศิวายะ'(สามจบ) คาถาบทสวดมนต์บูชาพระศิวะ เทพเจ้าฮินดูองค์สำคัญ ถือเป็นพระเป็นเจ้าสูงสุดในคติของลัทธิไศวะ

พระศิวะ ทรงให้การคุ้มครองแก่ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้อุทิศตนเพื่อสังคม ผู้ที่หมั่นทำบุญทำทาน ผู้ที่ปฏิบัติโยคะเพื่อความหลุดพ้น ทรงพอพระทัยผู้บำเพ็ญตบะด้วยความพากเพียร พระองค์ทรงพาเหล่าสรรพสัตว์ข้ามไปสู่ภพที่ปราศจากซึ่งกิเลสตัณหา

การปฏิบัติการบูชาและตั้งจิตระลึกถึงพระศิวะ จะช่วยให้พ้นจากกิเลส พ้นจากการยึดติดในอบายมุข สิ่งมัวเมาทั้งหมด ทรงประทานสติปัญญาในการดำรงชีวิตร่วมกับสัตว์โลก ประทานอำนาจเหนือศัตรู ทรงบันดาลพรให้ประสบความสำเร็จในกิจกรรมต่างๆ ตลอดจนประทานการหยั่งรู้ในพลังลึกลับ พระองค์มีอำนาจสูงสุดในการควบคุมเหล่าภูติให้กระทำสิ่งต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้บูชาพระองค์อย่างเคร่งครัด

การบูชาพระศิวะ

โต๊ะ หรือแท่นบูชา สามารถประดิษฐานร่วมกับเทพองค์อื่นๆได้ เช่น พระพรหม พระวิษณุ ศิวลึงค์ หรือครอบครัวของพระองค์ คือ พระแม่อุมา พระแม่กาลี พระแม่ทุรคา พระพิฆเนศ พระขันทกุมาร

ควรปูโต๊ะหรือแท่นบูชาด้วย ผ้าสีขาว สีแดง สีเงิน โดยเฉพาะ ผ้าพิมพ์ลายหนังเสือ (หนังเสือเทียม) ท่านจะโปรดมาก แท่นหรือโต๊ะควรเป็นลายไม้ธรรมชาติ หรือทาสีด้วย สีดำสนิท สีแดง สีเงิน โดยไม่มีลายสีทอง (พระองค์ไม่โปรดสัญลักษณ์ที่สื่อถึงทองคำ เนื่องจากพระองค์ปฏิบัติโยคะอย่างสูงสุด มีความสมถะ เรียบง่าย)

เครื่องสังเวย ของถวาย

▪︎ น้ำดื่ม นมสด (จืดหรือหวาน ไม่ปรุงแต่งกลิ่นหรือสี)
▪︎ ดอกไม้ สามารถใช้ดอกดาวเรือง ดอกบัว ดอกกุหลาบ ดอกไม้ป่าต่างๆ ทุกสี ทุกพันธุ์
▪︎ กำยาน กลิ่นจันทน์ กลิ่นดอกบัว กลิ่นสมุนไพรและพรรณไม้ต่างๆ
▪︎ ผลไม้ ควรถวายผลไม้ที่มีกลิ่นหอมโชยอ่อนๆ รสชาติอ่อนๆ ไม่เปรี้ยวจัด ไม่หวานจัด หรือขมจัดเกินไป
ผลไม้ไม่ควรปอกเป็นคำๆ ควรถวายทั้งเปลือก หรือเป็นลูกๆ เช่น กล้วยทั้งหวี (แต่มะพร้าวจะต้องผ่าหรือเทใส่แก้ว)
▪︎ ขนม เช่นเดียวกับเทพทุกองค์ คือ ถวายขนมรสหวาน มีกลิ่นหอม ห้ามถวายอาหารคาวและเนื้อสัตว์
▪︎ ธัญพืช เช่น งา ลูกเดือย ข้าวตอก ใบมะตูม หญ้าคา เผือก มัน ถั่วฝัก เมล็ดถั่ว เมล็ดข้าว เมล็ดบัว พริกไทย เครื่องเทศต่างๆ

คาถาบทสวดมนต์บูชาพระศิวะ

โอม นะมัส ศิวายะ (สามจบ)

บทสรรเสริญ

โอม กระปูระเคารัม กรุณาวะตารัม
สัมสาระสารัม ภุชะเคน ทระหารัม
สะทาวะสันตัม หะริทะยาระวินเท
ภะวัมภะวาณิ สะหิตัม นะมามิ

ขอขอบคุณเนื้อหาโดย
สยามคเณศดอทคอม

17 ต.ค. ราหูย้าย ดวงชะตาเปลี่ยน ราศีต่างๆควรจะทำอะไรกันบ้างเพื่อแก้เคล็ดเสริมดวง

เฟซบุ๊กเพจ  Wasu โหรวสุ เผยเคล็ดลับเสริมดวง โดยระบุข้อความว่า วันที่ 17 ต.ค. 2566 ราหูย้ายนี้ ราศีต่างๆ ควรจะทำอะไรกันบ้างเพื่อแก้เคล็ดเสริมดวง ดังนี้

1. ราศีที่ควรจะไปไหว้ขอพรจากราหู คือ ราศีกันย์ พิจิก กุมภ์ และมีน

ราศีที่กล่าวมาทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบจากการโคจรย้ายราศีของราหูมากที่สุด ซึ่งจะส่งผลต่ออารมณ์จิตใจ และปัญหาต่างๆ ที่เข้ามากระทบกับชีวิต มีทั้งด้านลบมากกว่า จะมีก็แค่ราศีกุมภ์เท่านั้นที่มีผลด้านบวกมากกว่าด้านลบ การไปไหว้ขอพรจากเทพราหู จะช่วยทำให้ลดผลกระทบในเรื่องแย่ และสามารถอธิษฐานขอพรในสิ่งที่ตัวเองต้องการเรื่องการงาน การเงิน โชคลาภได้

2. ราศีที่ควรจะเปลี่ยนกระเป๋าเงินใบใหม่มาใช้ คือราศี เมษ สิงห์ ตุลย์ กุมภ์ มีน

ราศีเมษ ตุลย์ มีน เป็น ที่ได้รับผลกระทบจากราหูในเรื่องการเงินมาตั้งแต่ปีก่อน แต่หลังจากราหูย้ายแล้วการเงินจะเริมดีขึ้นก็ควรเปลี่ยนกระเป๋าเงินใหม่ไว้ใช้เก็บเงินเสริมดวงการเงินให้ดีกว่าเดิม ส่วนราศี สิงห์ กุมภ์ เป็นราศีที่พึ่งจะได้รับผลกระทบใหม่หลังราหูย้าย ส่วนราศีสิงห์จะส่งผลเรื่องรายได้ และการลงทุน ส่วนราศีกุมภ์ส่งผลเรื่องความใจร้อนใช้เงินเกินตัว แต่ถ้าทำธุรกิจอะไรใหม่ๆ จะกลายเป็นมีรายได้ดี สองราศีนี้ก็ควรเปลี่ยนกระเป๋าเงินใบใหม่เพื่อแก้เคล็ดดวงการเงินด้วยก็จะดีขึ้น

3. ราศีที่ควรจะซื้อประกันสุขภาพ กับประกันอุบัติเหตุในปีนี้แก้เคล็ด คือราศีสิงห์ และพิจิก

2 ราศีนี้จะเสียเงินจากเรื่องสุขภาพ การเจ็บป่วย และความไม่แน่นอนในการดำเนินชีวิต การซื้อประกันล่วงหน้าเป็นการชิงเสียเงินแก้เคล็ดดวงชะตาที่จะช่วยทำให้ผ่อนหนักให้เป็นเบา โดยเฉพาะคนอายุยังไม่มาก ทำงานหนัก และไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเองเรื่องสุขภาพ ซึ่งช่วงต้นปีหน้า อาจจะยังไม่การเจ็บป่วยใดๆ แต่พอเข้าปลายปี หรือหลังราหูย้ายครบ 1 ปี ปัญหาเรื่องสุขภาพอาจจะเริ่มเกิดขึ้น

4. ราศีที่ต้องควรแก้เคล็ดด้วยการบริจาคเงินทำบุญช่วยเหลือคน หรือสร้างสารธาณะประโยชน์ให้มากๆ คือราศีเมษ และราศีสิงห์

2 ราศีนี้จะมีปัญหาเรื่องความใจร้อนด่วนได้ และไม่ค่อยระมัดระวังในเรื่องการใช้เงิน และการสร้างหนี้สิน การลงทุน การแก้เคล็ดด้วยการแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาทำบุญสร้างสารธารณะประโยชน์ ช่วยเหลือคนอื่นจะช่วงลดความเสี่ยงที่จะใจร้อนเงินแบบด่วนได้ และลดความโลภในการลงทุนลงได้ในระดับหนึ่ง แต่การทำบุญลักษณะนี้ แนะนำให้ทำบุญบริจาคกับมูลนิธิ หรือองค์กร ที่มีการรับรองถูกต้องตามกฎหมาย สามารถออกใบเสร็จ หรือใบอนุโมทธาบุญ ที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ถึงจะเป็นการแก้เคล็ดที่สมบูรณ์ การทำบุญแบบโอนเงินช่วยเหลือคนทั่วไปยังไม่ได้การันตีว่าจะเป็นการแก้เคล็ดทีสมบูรณ์หากเงินที่โอนไปแล้วผู้รับไม่ได้นำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของผู้ให้ บุญจะยังไม่สำเร็จ

ส่วนราศีอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวมา การแก้เคล็ดดวงชะตาทีดีที่สุดคือ การวางแผนท่องเที่ยว เพราะการที่ดาวราหูอยู่ในตำแหน่งนี้ตามดวงเมือง คนที่ทำงานนั่งออฟฟิศ วันหยุดน้อย หรือคนที่ทำงานต่อเนื่องประจำชีวิตแทบไม่เคยเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น จะรู้สึกเบื่อหน่าย และเกิดความผิดพลาดในการทำงานได้ง่ายจนนำไปสู่ปัญหาในการทำงานประจำวัน การแก้เคล็ดที่ดีที่สุดคือ ลางานไปเที่ยวพักผ่อน เดินทางไปในที่ๆ ใหม่ที่สิ่งแวดล้อม และกลุ่มคนรอบข้าง งดเสพข่าวจากโซเชียล เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ตัวเองเคยทำทุกวัน ไปทำอย่างอื่นที่ไม่เคยลอง และลดละเลิกกังวลเรื่องเก่าๆ ที่เกิดขึ้นในทุกวันในการทำงาน

ปล. การไปไหว้ราหูไม่จำเป็นต้องไปไหว้ในวันที่ 17 ต.ค. ที่ราหูย้าย เพราะหลายวัด และสถานที่ต่างๆ จะมีการจัดงาน ผู้คนจะไปร่วมพิธีเยอะ การเดินทาง การไปไหว้ขอพรอาจจะไม่ได้รับความสะดวก ควรจะไปช่วงก่อนมีดาวราหูย้าย 1 สัปดาห์ หรือหลังจากย้ายไปแล้วยังไม่เกินเดือนก็ได้

บทสวดมหาเมตตาใหญ่ หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม

บทสวดมหาเมตตาใหญ่ หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม สวดมนต์มหาเมตตาใหญ่ ป้องกันภัย แก้ไขเวรกรรม ความทุกข์เดือดร้อน รวมถึงปัญหาเลวร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิต

เมตตาพรหมวิหาระภาวนา (มหาเมตตาใหญ่)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อารา เมฯ
ตัตตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ภิกขะโวติ ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะวะโต ปัจจัสโสสุงฯ
ภะคะวา เอตะทะโวจะ เมตตายะ ภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเส วิตายะ ภาวิตายะ พะหุลีกะตายะ ยานีกะตายะ
วัตถุกะตายะ อะนุฏฐิตายะ ปะริจิตายะ สุสะมารัทธายะ เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกังขาฯ กะตะเม เอกาทะสะ
(๑) สุขัง สุปะติ
(๒) สุขัง ปะฏิพุชฌะติ
(๓) นะ ปาปะกัง สุปินัง ปัสสะติ
(๔) มะนุสสานัง ปิโย โหติ
(๕) อะมะนุสสานัง ปิโย โหติ
(๖) เทวะตา รักขันติ
(๗) นาสสะ อัคคิ วา วิสัง วา สัตถัง วา กะมะติ
(๘) ตุวะฏัง จิตตัง สะมาธิยะติ
(๙) มุขะวัณโณ วิปปะสีทะติ
(๑๐) อะสัมมุฬฬะโห กาลัง กะโรติ
(๑๑) อุตตะริง อัปปะฏิวิชฌันโต พรหมมะโลกูปะโค โหติฯ

เมตตายะภิกขะเว เจโตวิมุตติยา อาเสวิตายะ ภาวิตายะ พะหุลีกะตายะ
ยานีกะตายะ วัตถุกะตายะ อะนุฏิฐิตายะ ปะริจิตายะ สุสะมารัทธายะ อิเม เอกาทะสานิสังสา ปาฏิกังขาฯ
อัตถิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ
อัตถิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ
อัตถิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ
กะตีหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ
กะตีหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ
กะตีหาการเรหิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ
ปัญจะหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุติฯ
สัตตะหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ
ทะสะหากาเรหิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ
กะตะเมหิ ปัญจะหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ

(๑) สัพเพ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๒) สัพเพ ปาณา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๓) สัพเพ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๔) สัพเพ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๕) สัพเพ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตูติ
อิเมหิ ปัญจะหากาเรหิ อะโนธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ
กะตะเมหิ สัตตะหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ

(๑) สัพเพ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๒) สัพเพ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๓) สัพเพ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๔) สัพเพ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๕) สัพเพ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๖) สัพเพ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๗) สัพเพ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตูติ
อิเมหิ สัตตะหากาเรหิ โอธิโส ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติฯ
กะตะเมหิ ทะสะหากาเรหิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๘) สัพเพ ทักขะณายะ อะนุทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ สัตตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิยายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๘) สัพเพ ทักขินายะ อะนุทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ ปาณาอะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ ภูตา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ ปุคคะลา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ อัตตะภาวะปะริยาปันนา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ อิตถิโย อะเวรา อัพยาปัชฌา อานีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๗) สัพเพ อุตตารายะ อะนุทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ ปุริสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ อะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ อะนะริยา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ เทวา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ มะนุสสา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ

(๑) สัพเพ ปุรัตถิมายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๒) สัพเพ ปัจฉิมายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๓) สัพเพ อุตตะรายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๔) สัพเพ ทักขิณายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๕) สัพเพ ปุรัตถิมายะ อะนุทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๖) สัพเพ ปัจฉิมายะ อะนุทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๗) สัพเพ อุตตะรายะ อะนุทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๘) สัพเพ ทักขิณายะ อะนุทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๙) สัพเพ เหฏฐิมายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุฯ
(๑๐) สัพเพ อุปะริมายะ ทิสายะ วินิปาติกา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตูติฯ

อิเมหิ ทะสะหากาเรหิ ทิสา ผะระณา เมตตาเจโตวิมุตติ

สัพเพสัง สัตตานัง ปีฬะนัง วัชเชตวา
อะปีฬานะยะ อุปะฆาตัง วัชเชตวา
อะนุปิฆาเตนะ สันตาปัง วัชเชตวา
อะสันตาเปนะ ปะริยาทานัง วัชเชตวา
อะปะริยาทาเนนะ วิเหสัง วัชเชตวา
อะวิเหสายะ สัพเพ สัตตา อะเวริโน โหนตุ มา เวริโน สุขิโน โหนตุ มา ทุกขิโน สุขิตัตตา โหนตุ มา
ทุกขิตตาติ อิเมหิ อัฏฐะหากาเรหิ สัพเพ สัตตา เมตตายะตีติ เมตตา ตัง ธัมมัง เจตะยะตีติ
เจโต สัพพะพะยาปะทะปะริยุฏฐาเนหิ มุจจะตีติ เมตตา จะ เจโตวิมุตติ จาติ เมตตาเจโตวิมุตติฯ
เมตตา พรหมมะวิหาระภาวะนา นิฏฐิตา.

ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัยเถิดฯ ขอปาณะทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัย เถิดฯ ขอภูตทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัยเถิดฯ ขอบุคคลทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัยเถิดฯ ขอผู้มีอัตตภาพทั้งหลายทั้งปวง จงอย่ามีเวรต่อกันและกัน จงอย่าเบียดเบียนกัน จงอย่ามีทุกข์ จงมีสุข ประคับประคองตนให้รอดพ้นภัยเถิดฯ

โนรา หรือ มโนราห์ ศาสตร์ศิลป์ถิ่นแดนใต้

เทริด ทับทรวง หางหงส์ ปีกเหน่ง เครื่องรูปปัด เหล่านี้คือส่วนหนึ่งในเครื่องกาย ที่เป็นอัตลักษณ์ชัดเจน ของศิลปะการร่ายรำทางภาคใต้ ที่เรียกขานกัน ในนาม “โนรา” หรือ “มโนราห์” ไม่เพียงแค่เครื่องแต่งกายที่มีเอกลักษณ์เท่านั้น บทร้อง ท่ารำของ ศิลปะแขนงนี้ อย่างแตกต่าง กับแขนงอื่นด้วยอัตลักษณ์ที่ชัดเจน

‘โนรา’ หรือ ‘มโนราห์’ เป็นศิลปะการแสดงท้องถิ่นที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนภาคใต้มาช้านาน เป็นการแสดงที่มีแบบแผนในการร่ายรำและขับร้องที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ฉพาะถิ่น มีดนตรีเป็นลูกคู่ เล่นรับ-ส่งตลอดการแสดง โดยผู้รำโนราจะสวมเครื่องแต่งกายที่ทำด้วยลูกปัดหลากสี สวมปีกหางคล้ายนก เทริดทรงสูง ต่อเล็บยาวที่ทำด้วยโลหะ การแสดงโนราเป็นที่นิยม และถือปฏิบัติแพร่หลายในชุมชนรอบ ๆ ทะเลสาบสงขลา และยังได้รับความนิยมไปตลอดสองฟากฝั่งของคาบสมุทรอินโดจีน ทางตอนเหนือมีคณะโนราแสดงขึ้นไปถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ส่วนทางตอนใต้มีคณะโนราสองภาษา ที่ยังคงแสดงอยู่ในเขตสามจังหวัดภาคใต้และมีการแสดงของชุมชนไทย ในรัฐตอนเหนือของสหพันธรัฐมาเลเซีย ได้แก่ กลันตัน เกดาห์ ปะลิส และปีนัง

การแสดงโนรา หรือมโนราห์ ที่เป็นศิลปะการแสดงเก่าแก่จากภาคใต้ของไทย โดย องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศรับรอง ขึ้นทะเบียน โนรา : Nora, Dance Drama in Southern Thailand เป็น มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม คือ มรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ คือ เป็นการแสดงที่มีการปฏิบัติสืบทอดอยู่ทั่วประเทศ โดยการประกาศครั้งนี้เป็น มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

การประกาศครั้งนี้เป็น “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” หรือเรียกอีกชื่อว่า “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” มิได้เรียกว่า “มรดกโลก” แต่อย่างใด เพราะ “มรดกโลก” นั้นหมายถึง สถานที่ อันได้แก่ ป่าไม้ อนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ รวมไปถึงเมือง

เครดิตรูปภาพ/ข้อมูล: วิกิพีเดีย , TAT : Nakhon Si Thammarat + Phattalung

พระคาถาพระพุทธเจ้า 5 พระองค์เปิดโลก เปิดดวงชะตา สวดแล้วดีมีเสน่ห์เมตตา

ตามคำบอกเล่าโบราณ เชื่อว่าพระคาถาพระพุทธเจ้าเปิดโลก ดวงชะตา จะช่วยป้องกันภยันตรายรอบด้าน แคล้วคลาดปลอดภัย เพิ่มเสน่ห์เมตตา ในขณะเดียวกันก็เป็นการเสริมสิริมงคลให้กับผู้ที่สวดพระคาถาเป็นประจำ

พระพุทธเจ้า 5 พระองค์

คาถาพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ถูกเรียบเรียงขึ้นจากคาถาเก่าแก่ “นะโมพุทธายะ ยะธาพุทโมนะ” เชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในคาถาที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดที่ท่องคาถานี้จะมีจิตที่มั่นคง สงบ ป้องกันภยันตราย เนื่องจากคาถาดังกล่าวเป็นการรวมชื่อพระพุทธเจ้า ดังนี้

นะ คือ พระพุทธเจ้ากุกกะสันโธ องค์แรก
โม คือ พระพุทธเจ้าโกนาคม องค์ที่สอง
พุท คือ พระพุทธเจ้ากัสสปะ องค์ที่สาม
ธา คือ พระพุทธเจ้าพระสมณโคดม พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน
ยะ คือ พระพุทธเจ้าพระศรีอริยเมตไตรย พระพุทธเจ้าองค์ถัดไป หลัง พ.ศ. 5000

พระคาถาพระพุทธเจ้า 5 พระองค์เปิดโลก

“นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ”
( 3 จบ )

พระพุทธังอาราธนา พระพุทธเจ้าเปิดโลก
พระธัมมังอาราธนา พระพุทธเจ้าเปิดโลก
พระสังฆังอาราธนา พระพุทธเจ้าเปิดโลก

นะเปิดบุญ โมเปิดบารมี พุทเปิดวาสนา ธาเปิดจิต ยะเปิดธรรม เปิดโลกเปิดจิตครอบจักรวาล ด้วยนะโมพุทธายะ

ยะเปิดกรรมดี ธาเปิดงานดี พุทเปิดโชคดี โมเปิดลาภดี นะเปิดอำนาจดี เปิดสิ่งดีๆทั้งหลายมาสู่ตัวข้าพเจ้า ด้วยยะธาพุทโมนะ

นะมะพะธะ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ขออำนาจบารมีของพระรัตนตรัย โปรดเชื่อมโยงบุญบารมี ทานบารมี ศีลบารมี วิริยะบารมี เมตตาบารมี ปัญญาบารมี วาสนาบารมี ฌาณบารมี ญาณบารมี ทั้งหลายทุกภพทุกชาติของข้าพเจ้า จงมารวมกัน ณ ปัจจุบันชาติ และขอพลังบารมีทั้งหลายมาสู่ตัวข้าพเจ้า ณ กาลบัดนี้… เปิดโลก เปิดจิต เปิดธรรม เปิดด้วยนะโมพุทธายะ ยะธาพุทโมนะ

( ขั้นต่ำ 3 จบ ควรหมั่นสวดเป็นประจำทุกวัน ยิ่งหลายจบยิ่งดี… )

คาถาพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ แบบย่อ

คาถาพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ แบบย่อ สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาหรือไม่สะดวก เพียงแค่ตั้งนะโม 3 จบ

“นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ” (3 จบ)

“อิติ อิติ อิติ โสธโร นะโมพุทธายะ ยะธาพุทธโมนะ”

แจกสูตรขนม “หัวมันหน้ากะทิ” ขนมไทยโบราณจากปักษ์ใต้

ขนมหัวมันหน้ากะทิ ขนมไทยดั้งเดิมจากปักษ์ใต้ที่ทำจากกะทิและมันสำปะหลัง เป็นขนมเนื้อขนมนวลเนียน นุ่มหนึบด้วยมันขูดละเอียด อร่อยหวานหอมกลิ่นกะทิแบบไทยๆ และนวดเฟ้นอย่างพิถีพิถันก่อนนำไปนึ่งให้สุกฉ่ำ ขนมหัวมันหน้ากะทิมีการสืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน สูตรขนมหัวมันหน้ากะทิแสนอร่อยที่เรานำมาฝาก

ส่วนผสมสำหรับทำขนมหัวมันหน้ากะทิ

1. หัวมันสำปะหลัง 1 หัว ขนาดใหญ่ๆ โดยล้างให้สะอาด
2. เกลือ 1 ช้อนชา (สำหรับปรุงรสหัวมัน)
3. แป้งมัน 2 ช้อนโต้ะ
4. น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
5. น้ำเปล่า 1 ถ้วยตวง
6. หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
7. เกลือ 1 ช้อนชา (สำหรับปรุงรสกะทิ)
8. แป้งข้าวจ้าว 1 ช้อนโต้ะ

วิธีทำขนมหัวมันหน้ากะทิ

1. เริ่มจากการล้างหัวมันให้สะอาด โดยปลอกเปลือกมันออก และเอาส่วนแกนหัวมันออก เพราะแกนของหัวมัน แข็ง เวลานำมาทำขนมจะทำให้ขนมไม่เนียน
2. ล้างให้สะอาด โดยสังเกตุว่าต้องล้างจนน้ำใส ไม่มีแป้งสีขาวติดในน้ำ จากนั้นนำหัวมันมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
3. นำหัวมันไปนึ่งให้สุกประมาณ 20 นาที เมื่อได้หัวมันสุกแล้ว ให้นำหัวมันมาบดให้ละเอียด จากนั้นพักเอาไว้ก่อน
4. เตรียมภาชนะ ใส่หัวมันบด น้ำตาลทราย แป้งมัน เกลือ และน้ำเปล่า จากนั้นกวนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน กวนไปเลื่อยๆ จนส่วนผสมต่างๆเข้ากันดี
5. จากนั้นนำหัวมันที่ปรุงรสแล้วใส่พิมพ์ และนำไปนึ่ง ด้วยไฟร้อนๆ ประมาณ 30 นาที
6. ในรอ ให้เตรียมกะทิ โดยนำหัวกะทิมาผสมกับแป้งข้าวจ้าว และเกลือ แล้วนำส่วนผสมมากวนให้ละลาย และพักเอาไว้ก่อน
7. เมื่อครบเวลา 30 นาที ให้ปิดไฟหม้อนึ่ง แล้วราดกะทิที่เตรียมไว้ลงบนพิมพ์ของหัวมัน และอบไว้ในหม้อนึ่งร้อนๆ ให้แป้งกะทิสุก (ไม่ต้องนึ่งนาน เพราะหากนึ่งนานกะทิจะจับตัวเป็นก้อนและเนื้อแข็ง ไม่น่ารับประทาน) และพักเอาไว้ก่อน ประมาณ 10 นาที
8. จากนั้นนำขนมออกมาพักให้เย็น โดยให้กะทิเซ็ตตัว เพียงแค่นี้ก็จะได้ขนมหัวมันหน้ากะทิแสนอร่อย พร้อมรับประทานแล้วค่ะ

หัวมันหน้ากะทิ

“ขนมหัวมันหน้ากะทิ” ขนมหวานเมนูนี้เป็นขนมปักษ์ใต้โบราณที่หากินได้ยากมาก เพราะวิถีชีวิตของคนใต้ที่ค่อยๆเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย ทำให้ขนมโบราณในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นเพียงอาชีพและธุรกิจ สำหรับผู้คนตามหาความวินเทจเท่านั้น แต่หากใครที่กำลังอยากลงมือทำขนมหัวมันหน้ากะทิกินเองที่บ้านก็อย่าลืมนำสูตรที่เราแนะนำไปลองทำดูนะคะ สำหรับวิธีเก็บรักษาควรรับประทานให้หมดภายในที่ทำ แต่หากใส่ตู้เย็นจะยืดอายุขนมได้ แต่เนื้อขนมจะเปลี่ยน ต้องอุ่นด้วยการนึ่งค่ะ

**เคล็ดลับการทำขนมหัวมันหน้ากะทิ

1. ใช้กะทิที่คั้นสดๆใหม่ๆจะได้ความหอม ทำให้อร่อยขึ้น
2. นึ่งกะทิไม่ต้องนาน เพราะถ้านานกะทิจะจับตัวเป็นก้อนและเนื้อแข็งไม่น่าทาน

ข้อมูล – chefoldschool.com
📷 อดิศักดิ์ เดชสถิตย์ – หัวมันหน้ากะทิ : หน้าวัดท้าวโคตร (กะทิละลายในปากกันเลยทีเดียว) #นครศรีธรรมราช

ตำนานนางเลือดขาว มัสสุหรี…รอยรัก รอยเลือดที่ลังกาวี

ตำนานพระนางเลือดขาว เป็นตำนานที่เล่าต่อกันมาหลายชั่วอายุคนเป็นตำนานที่เกิดขึ้นที่ เกาะลังกาวี เกาะแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวมาเลย์ ว่ามีตำนานที่เล่าขานกันมา ถึงเจ้าหญิงชายารัชทายาท ซึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อ 200 กว่าปีมาแล้วนามว่ามัสสุหรี ซึ่งเป็นหญิงคนไทย ลูกหลานชาวภูเก็ต

พ่อกับแม่พระนางมัสสุหรี มีอาชีพค้าขายทางเรือระหว่าง ภูเก็ตกับเกาะปีนัง จนกระทั่ง วันหนึ่งได้ตั้งท้อง และซินแซ ได้ทำนายทายทักว่า เด็กในท้องจะเป็นผู้หญิง ที่มีบุญยาธิการสูง เป็นคนดีที่เคารพแก่คนทั่วไป

พ่อและแม่ของพระนางฯ เชื่อในคำทำนายของซินแซ ประกอบกับการค้าขายที่ผ่านมา ไม่สามารถสร้างความร่ำรวย เหมือนคนอื่นๆเขา สาเหตุเพราะไม่มีเรือสำเภาเป็นของตนเอง ต้องอาศัยเช่าเรือคนอื่น ทำให้มีผลกำไรน้อยจนไม่สามารถทำให้ร่ำรวยขึ้นมาได้ อีกทั้งเด็กหญิงมัสสุหรีที่เกิดมา ก็น่ารักน่าชัง พ่อและแม่ของพระนางมัสสุหรี จึงขายข้าวของทั้งบ้าน และที่ดินจนหมด เพื่อลงทุนซื้อเรือ และสินค้าไปขายที่เกาะปีนัง

แต่ที่สุด ขณะที่พระนางมัสสุหรี อายุได้ 7 ขวบ ระหว่างเดินเรือกลางทะเล เกิดพายุใหญ่ขึ้น ด้วยความเป็นห่วงลูก พ่อและแม่ได้เข้ามาโอบกอดกลัวลูกตกทะเล ทำให้ทิ้งการควบคุมใบเรือและหางเสือ ทำให้เรือล่มกลางทะเล ทุกคนตกลงสู่ทะเล ด้วยความห่วงลูก จึงอธิฐานว่า หากเด็กคนนี้มีบุญยาธิการจริงก็ขอให้รอดพ้นจากการจมน้ำเถิด ทั้งสามแม่ลูกจึงรอดชีวิตอย่างปฏิหารย์ ไปติดที่เกาะแห่งหนึ่ง เกาะนั้นคือ ลังกาวี ที่แปลว่า นกอินทรีย์สีน้ำตาล

บนเกาะลังกาวีนั้น มีคนมาเลย์พื้นเมืองเดิม มีสุรต่านปกครองชาวประชาเหมือนรัฐอื่นๆในแถบคาบสมุทรมาลายู สามพ่อแม่ลูกจึงเดินทางเข้าไปก็ไม่ได้รับการต้อนรับจากชนพื้นเมืองนัก จึงเดินทางไปยังใจกลางเกาะซึ่งเป็นป่ารกทึบ (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของเรือนใกล้สุสานของพระนางมัสสุหรี) พ่อของพระนางฯจึงได้ตัดเอาไม้บริเวณสร้างกระท่อมเล็กๆ เพื่ออยู่อาศัย

จนกระทั้งเกิดวิกฤติ ภัยแล้งอย่างหนัก ทั่วทั้งเกาะ ไม่มีน้ำแม้แต่หยดเดียวบนเกาะแห่งนี้ ผู้คนเดือดร้อนไปทั่ว บ้างก็อพยพหนีไปที่อื่น เทือกสวนไร่นา สัตว์เลี้ยง เสียหายหมด ด้วยความเป็นเด็กฉลาด และได้ยินพ่อแม่เล่าให้ฟังอยู่เสมอว่า ตนเองเป็นเด็กที่มีบุญยาธิการ เด็กหญิงมัสสุรี จึงยกมือสองมือระดับหน้าอก ลักษณะเหนียดหรืออธิฐานจากพระเจ้า(ขอพรแบบอิสลาม) ว่า ?ได้โปรดเถิดพระเจ้า หากข้าพเจ้ามีบุญยาธิการจริงขอพระเจ้าได้ประธานแหล่งน้ำให้ข้าพเจ้าด้วย เถิด? ระหว่างอธิฐานก็ไปสะกิดก้อนกรวดหิน ทำให้พบตาน้ำไหลออกมา จึงรีบไปบอกพ่อและแม่ พ่อจึงลงมือขุดเป็นบ่อน้ำ และ เด็กหญิงมัสสุหรี ขอให้พ่อไปแจ้งให้ชาวบ้านทราบและ กล่าว่าทุกคนในเกาะนี้ สามารถมาตักน้ำไปดื่มกินได้เลย

ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วเกาะ มีผู้คนมากมายเข้า ดื่มกินน้ำและนำกลับบ้าน โดยคุณสมบัติพิเศษของน้ำในบ่อแห่งนี้ เมื่อคนไข้นำไปดื่มกิน ก็จะหายจากโรคร้าย จึงลือกันว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ

พระนางมัสสุรีนั้น เป็นเด็กที่ขยัน เด็กที่ดีของพ่อแม่ ช่วยเหลืองานบ้านงานเรือน ซื่อสัตย์ เชื่อฟังพ่อแม่ และที่สำคัญไม่เคยพูดโกหก ทุกวันเมื่อพ่อแม่กลับมาถึงบ้าน มัสสุรีจะถือขันน้ำสำหรับพ่อ และแม่ดื่มเพื่อแก้กระหายในมือข้างขวา ส่วนมือข้างซ้ายมัสสุรีจะถือไม้เรียว สำหรับค่อยรายงานว่าตนเองทำผิดอะไร หรือพ่อจะลงโทษหากพ่อไปได้ยินใครเขาฟ้องอะไรพ่อ ซึ่งเป็นที่ร่ำลือของชาวบ้าน ยามใดที่มีคนยาก หรือขอทานผ่านมา มักจะชวนเข้าบ้าน พูดคุยด้วยโอภาปราสัย ให้ทาน เป็นน้ำ ข้าวปลาอาหารสม่ำเสมอ จนกระทั่งโตเป็นสาว ก็มีรูปสวย งามที่สุดบนเกาะลังกาวี

จนในที่สุดความงามและความมีน้ำใจของหญิงไทยผู้นี้ ดังกระฉ่อนไปถึงหูของ”วันดารุส”โอรสของสุรต่านผู้ซึ่งปกครองเกาะลังกาวีแห่ง นี้ ด้วยความสนพระทัย วันดารุสจึงปลอมตัวเป็นขอทาน มาขอข้าวขอน้ำที่หน้าบ้านของพระนางมัสสุรี ก็เช่น พระนางฯก็ต้อนรับขับสู้ เอาน้ำ เอาข้าวปลามาให้สุรต่านในคราบขอทาน จึงเป็นที่พอพระทัยอย่างยิ่ง วันดารุสทำอย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนทั้งสองเกิดความรักซึ่งกันและกัน โดยที่ พระนางมัสสุรี ไม่ล่วงรู้เลยว่า ผู้ชายที่ตนกำลังหลงรักอยู่นั้นคือ รัชทายาทผู้ปกครองเกาะลังกาวี

วันดารุสตัดสินใจบอกกับพระมารดา ว่า พบหญิงที่รัก หญิงที่ชอบ และคิดว่าเหมาะสมกับตนแล้ว อยากแต่งงานมีครอบครัวเสียที ขอวอนให้พระมารดาช่วยไปสู่ขอ พระมารดาดีใจมาก เพราะอยากให้ลูกเป็นฝั่งเป็นฝาเสียทีและพระมารดาได้ถามว่า “เธอคนนั้นเป็นลูกเต้าหรือเชื้อพระวงศ์ที่ไหน” วันดารุสเล่าความตามที่เตรียมไว้ และเมื่อพระมารดาทราบว่า เธอเป็นหญิงสาว ลูกชาวบ้าน แถมเป็นคนไทยที่อพยพมาจากภูเก็ต ไม่มีหัวนอนปลายเท้า พระมารดาก็ออกปากปฏิเสธทันที เพราะ เธอเป็นคนไทย หรือเพราะเหตุใด..

ในที่สุดเจ้าชายวันดารุส จึงใช้วิธี ยื่นคำขาดกับพระมารดา โดยหากพระมารดาไม่ดำเนินการไปสู่ขอพระนางมัสสุรีตามความต้องการของตน (หลักศาสนาอิสลามผู้ปกครองต้องเป็นผู้สู่ขอให้) มิเช่นนั้น ตนจะปลิดชีพตนเอง

พระมารดาด้วยความรักลูก กลัวลูกชายจะฆ่าตัวตาย จึงยินยอมไปสู่ขอพระนางมัสสุรีแต่โดยดี แต่ในใจนั้น ผูกพยาบาทโกรธพระนางมัสสุหรียิ่งนัก จึงคิดหวังจะกำจัดพระนางฯเมื่อสบโอกาส

พิธีอภิเษกสมรสเกิดขึ้นท่ามกลางความชื่นชมของชาวเกาะลังกาวี เพราะมีว่าที่พระมเหสีที่สวย และมีน้ำใจ เป็นที่ที่รักของคนทั่วไป ยกเว้นพระมารดา ที่คอยกลั่นแกล้งเสมอ เมื่อวันดารุสไม่อยู่ในวัง ใช้ทำงานสารพัดเพื่อให้สาสมกลับที่แย่งความรักจากวันดารุสไปจากตน

จนกระทั่งพระนางมัสสุรีตั้งครรค์ และคลอดบุตรเป็นชาย วันดารุส ดีใจมากที่มีราชทายาทกับพระนางมัสสุรี พร้อมตั้งชื่อว่า ?วันฮาเก็ม?

วันฮาเก็มคลอดได้เพียง 3 วัน วันดารุสก็ต้องลาไปออกศึก เพราะขณะนั้นเกิดศึกสงครามจากการขยายอำนาจของสยาม เพราะเกาะลังกาวีส่วนหนึ่งของของไทรบุรีประเทศราชของสยาม วันดารุสจึงต้องจัดทัพไปออกศึกในครั้งนั้นด้วย

ก่อนไป ด้วยความความรักและห่วงใยภรรยาที่กำลังตั้งท้อง วันดารุสจึงได้มอบหมายให้องค์รักษ์คู่ใจ มีฝีมือ และเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ให้มาช่วยรับใช้ พระนางมัสสุรี ระหว่างที่ตนไม่อยู่ โดยประกาศไว้ว่า หากใครกล้าแตะต้องพระนางมัสสุรีกับุตรชาย หรือขัดขวางการทำหน้าที่ขององครักษ์พระนางฯ ผู้นั้นมี โทษประหารสถานเดียว ไม่มีข้อยกเว้น แล้วจึงออกเรือเดินทัพไปร่วมศึกในครั้งนั้น

ด้วยความเกลียดชัง และอิจฉาริษยาของพระมารดา ทันทีที่วันดารุส ออกเรือ พระมารดาจึงประกาศสั่งให้ข้าทาสบริวารในวังทั้งหมด หยุดทำงาน และสั่งให้พระนางมัสสุหรีทำแต่ผู้เดียวทั้งหมด

ทางด้านพระนางมัสสุหรี แทนที่จะต่อต้าน เพราะเป็นถึงพระมเหสี ด้วยความรักในสามี จึงยอมทำตามคำสั่งของพระมารดาแต่โดยดี แม้องครักษ์จะทัดทาน หรือขออาสาทำงานทุกอย่างแทน ด้วยใจหวังไว้ว่า สักวันความดีจะชนะใจแม่สามีได้

จนกระทั่งฝ่ายองครักษ์ทนดูไม่ได้ จึงก้มลงกราบแทบเท้าพระนาง จะไม่ยอมลุกขึ้น หากพระนางมัสสุรีไม่ยอมให้ช่วยทำงานแทน พระนางฯจึงยินยอมในที่สุด

ฝ่ายพระมารดาโกรธมาก เมื่อทราบถึงการเข้าช่วยเหลือขององครักษ์ จึงเห็นต้องกำจักทั้งสองคน โดยได้สั่งให้บริวารไปเฝ้าดูเพื่อจับผิด และหาเรื่องใส่ร้ายพระนามมัสสุหรีให้จงได้

นกระทั่ง วันหนึ่งก็มาถึง พระนางมัสสุหรี เอาผ้าคลุมฮิญาบหรือผ้าคลุมศรีษะ ยื่นให้องครักษ์เช็ดหน้าเช็ดตา ในขณะที่กำลังตรากตรำทำงานหนัก และบริวารสายสืบของพระมารดาเห็นเข้า จึงนำเรื่องนี้ไปรายงานพระมารดา ซึ่งดีใจมาก พร้อมสั่งให้ทหารไปจับคนทั้งสองและป่าวประกาศไปทั่วเกาะ ว่า พระนามมัสสุรีมีชู้กับองครักษ์ ทำให้เสื่อมเสียงพระเกียรติแก่ราชวงศ์มีโทษประหารด้วยกริช ห้ามใครพูดเข้าข้างพระนางมัสสุรี มิเช่นนั้นจะประหารทันที ส่วนองครักษ์นั้นได้ถูกสั่งประหารด้วยการขุดหลุม แล้วให้ลงไปนอน เอาก้อนหินกระหน่ำปาลงไปจนตาย

พระนางมัสสุหรีถูกนำตัวมามัดไว้กับต้นไม้ต้นหนึ่ง เพชฌฆาตนั้นเมื่อเริ่มลงมือเอากริชแทงพระนางหลายครั้งด้วยน้ำตา แต่กริชไม่สามารถระคายผิว พระนางฯได้เลย พระนางฯจึงกล่าวว่า “กริชประจำตระกูลของพระนางฯเท่านั้นถึงจะฆ่าพระนางได้ และกริชนั่นก็อยู่ที่ บ้านพ่อแม่ของข้าเอง” พระมารดาได้ยินดังนั้นจึงสั่งให้เพชฌฆาตไปเอากริช ประจำตระกูลของพระนางฯ ตามที่พระนางฯบอก

ทางด้านพ่อและแม่ของพระนางฯ เมื่อมีคนของพระมารดาไปขอกริชประจำตระกูล ก็ให้แต่โดยดี ด้วยเพราะทราบดีว่า คงเป็นความประสงค์ของพระนางมัสสุรี ที่จะกู้ศักดิศรี และแสดงความบริสุทธิ์ แม้จะแลกด้วยชีวิตก็ตาม

ก่อนที่เพชฌฆาตจะลงมือประหาร พระนางมัสสุหรีจึงกล่าวดังไว้ว่า ฟ้าดินเป็นพยานข้านี้ถูกใส่ร้าย ข้ามิเคยคบชู้สู่ชายแต่อย่างใด หากข้าไม่ผิด ของให้โลหิตเป็นสีขาว และอย่าให้หิตข้าหลั่งลงพื้นดิน ฟ้าดินเป็นพยาน สิ้นคำกล่าวของพระนางฯ เพชฌฆาตก็ลงมือปักกริช ลงตรงคอ เสียงร้องของพระนางดังไปทั่วบริเวณ เลือดสีขาวพระนางฯพุ่งขึ้น เหมือนร่ม โดยไม่ตกลงพื้นแม้แต่หยดเดียว หันไปมองบุตรตัวน้อยวัยสามเดือน ที่ร้องเสียงดัง เหมือนรับรู้ความเจ็บปวดของแม่

ก่อนสิ้นใจพระนางฯได้อ้อนวอนขอกอดลูก และขอให้นมบุตรเป็นครั้งสุดท้ายต่อพระมารดาแม่ผัวผู้ใจดำ แต่พระมารดาฯไม่ยินยอม พระนางฯจึงสาปแช่งว่า ?หากนางเป็นผู้บริสุทธิ์ มันผู้ใดที่อยู่บนเกาะลังกาวีจงประสบทุกข์เข็ญนานตราบ 7 ชั่วอายุคน? และบอกพ่อกับแม่ของตนให้เอากล้วยน้ำหว้าป้อนลูกของตนแทนนม แล้วจึงสิ้นใจทาง ด้านวันดารุส ขณะอยู่กลางท้องทะเล ก็นิมิตเห็นภาพพระนางมัสสุหรี เหมือนมาลา จึงประกาศ ?หากใครทำอันตรายพระนางมัสสุหรี จะฆ่าตายให้หมด” พร้อมกับเดินทางกลับทันที

เมื่อมาถึงเกาะ สภาพเกาะเหมือนเกาะร้าง แทนที่จะมีเสียงประชาชนเข้ามาล้อม โฮ่ร้องต้อนรับ เหมือนวีรบุรุษ เช่นทุกครั้ง แต่กลับเงียบเชียบเหมือนเมืองร้าง ผู้คนไม่รู้หายไปไหนหมด เมื่อกลับไปที่วัง ร้องหาแม่นางมัสสุรีและลูกไม่พบ ก็ใจหาย จึงไปหาที่บ้านพ่อตาแม่ยาย เมื่อย่างก้าวเข้าบริเวณบ้าน ความรู้สึกเศร้าระงมไปทั่ว แต่ก็กลับดีใจ ที่ได้ยินร้องของเด็ก เมื่อขึ้นไปดู จึงเห็นแต่ลูก และทราบข่าวการตายของพระแม่นางมัสสุรี จากพ่อตาและแม่ยาย

วันดารุสเสียใจมาก เพราะคิดไม่ถึงว่า พระมารดาจะฆ่าและทำลายพระนางมัสสุหรี คนที่ตนรักได้อย่างโหดเหี้ยมได้ลงคอ พระองค์จึงตัดสินใจสละสิทธิ์รัชทายาทราชบันลังก์ แล้วหอบลูกและกริช กลับไปยังบ้านเกิดของพระนางมัสสุหรี คือภูเก็ต

ส่วนพระมารดาเมื่อสิ้นชีวิต พระศพก็ไม่สามารถฝั่งที่ใดได้เลย บนเกาะลังกาวี ฝังที่ใดทรายก็จะดันขึ้นมาเสมอ จนกระทั่ง ต้องไปกลับทำพิธีบนบานที่สุสานพระนางมัสสุหรี จึงสามารถนำพระศพไปฝั่งไว้ที่บริเวณหาดทราย และสีของหาดทรายกลายเป็นสีดำในทันที หลังจากที่ฝั่งเสร็จ….

ขอบคุณข้อมูล : เจาะเวลาหาอดีต

ส่อง เลขตัวสุดท้าย “เบอร์มือถือ” บอก “ดวงชะตา” ร้ายหรือดี เช็คที่นี่..

ศาสตร์ของตัวเลขมงคลไม่ใช่เรื่องของความงมงาย เป็นความเชื่อส่วนบุคคล เลขตัวสุดท้ายเบอร์โทรศัพท์ ลงท้ายด้วยเลขอะไร ดวงชะตา จะเป็นอย่างไร ไปดูกันเลย

สำหรับท่านที่มี เลขท้าย “เบอร์มือถือ” ลงท้ายด้วยเลข 0 นำพาให้รู้จักคนใหม่ๆ สนิทกับคนอื่นได้ง่าย และมักจะเสียใจจากความไว้ใจ ความทุ่มเทจริงจังให้คนอื่น

สำหรับท่านที่มี เลขท้าย “เบอร์มือถือ” ลงท้ายด้วยเลข 1 นำพาให้ต้องใช้ชีวิตคนเดียว อยู่กับตัวเองสะส่วนใหญ่ ใช้หัวคิดเยอะ วันๆไม่ค่อยได้หยุดทำงาน มีเรื่องให้คิดจนปวดหัว แต่จะได้ดี มีความก้าวหน้า

สำหรับท่านที่มี เลขท้าย “เบอร์มือถือ” ลงท้ายด้วยเลข 2 นำพาให้จิตใจหวั่นไหวง่าย ตกหลุมรักคนง่าย แต่ก็มีเสน่ห์ใครคุยด้วยแล้วก็อยากคุยต่อ ได้เป็นแฟนเหมือนได้แม่ขี้บ่นแต่ดูแลดี

สำหรับท่านที่มี เลขท้าย “เบอร์มือถือ” ลงท้ายด้วยเลข 3 นำพาให้เจอแต่เรื่องเสียเงิน มีแต่คนเข้ามาหาเพราะผลประโยชน์ จริงใจไปแต่ได้การหักหลังกลับคืน

สำหรับท่านที่มี เลขท้าย “เบอร์มือถือ” ลงท้ายด้วยเลข 4 นำพาให้มีแต่คนเอ็นดูรักใคร่ ผู้ใหญ่เมตตา มีเสน่ห์มีคนคุยเยอะ แต่ไม่ค่อยได้คบ

สำหรับท่านที่มี เลขท้าย “เบอร์มือถือ” ลงท้ายด้วยเลข 5 นำพาให้ได้เจอคนเก่ง คนฉลาด คนมีฐานะ และโชคดีจะได้แฟนรวยแฟนเปย์ด้วย

สำหรับท่านที่มี เลขท้าย “เบอร์มือถือ” ลงท้ายด้วยเลข 6 นำพาให้จิตใจหวั่นไหว ลุ่มหลงอะไรง่ายๆ ติดอะไรก็จะติดงอมแงม หลงรักใครง่ายเหมือนโดนของ

สำหรับท่านที่มี เลขท้าย “เบอร์มือถือ” ลงท้ายด้วยเลข 7 นำพาให้ต้องเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ ให้ต้องช่วยเหลือคนอื่นอยู่ตลอด ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจให้คนอื่น

สำหรับท่านที่มี เลขท้าย “เบอร์มือถือ” ลงท้ายด้วยเลข 8 นำพาให้เจอคนเหลี่ยมจัด คิดไม่ซื่อ คิดว่าดีด้วยแต่จริงๆแล้วร้ายลึก

สำหรับท่านที่มี เลขท้าย “เบอร์มือถือ” ลงท้ายด้วยเลข 9 นำพาให้มีคนอายุน้อยกว่ามาชอบบ่อยๆ สนิทหรือมีเสน่ห์กับคนอายุน้อยกว่า

ข้อมูล @_fortunetelling

ที่มาของ สำนวนที่ว่า “18 มงกุฏ” มีวานรชื่ออะไรบ้าง ?

18 มงกุฎ มีแต่ใน “รามเกียรติ์” ไม่มีใน “รามายณะ” (รามายณะ เป็นวรรณคดีประเภทมหากาพย์ของอินเดีย เชื่อว่าเป็นนิทานที่เล่าสืบต่อกันมายาวนานในหลากหลายพื้นที่ของชมพูทวีป แต่ผู้ได้รวบรวมแต่งให้เป็นระเบียบครั้งแรกคือฤๅษีวาลมีกิ เมื่อกว่า 2,400 ปีมาแล้ว)

ถึงแม้ว่าเรื่องราว 18 วานรในวรรณคดี “รามเกียรติ์” อาจเป็นเพียงเรื่องราวในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มิใช่เรื่องราวที่สืบทอดมาจากมหากาพย์ “รามายณะ” โดยตรงก็ตาม แต่เนื้อหาส่วนใหญ่ของรามเกียรติ์ ก็ยังคงยึดหลักการดำเนินเรื่องมาจากรามายณะเป็นสำคัญ

หนุมานในรามายณะ ไม่เจ้าชู้ ถือเพศพรหมจรรย์ ต่างจากรามเกียรติ์ ที่กลายมาเป็นลิงจอมเจ้าชู้ ไม่เลือกหน้าถ้าถูกใจ

เช่นเดียวกับ 18 มงกุฎ ที่ไม่ปรากฏในรามายณะ แต่กลับโลดแล่นมีตัวตนในรามเกียรติ์

18 มงกุฎ เป็นวานรที่มาจากสองเมือง คือ เมืองขีดขินของท้าวสุครีพ และเมืองชมพูของท้าวมหาชมพู ซึ่งแต่เดิมทั้งหมดก็คือเทพเจ้า 18 องค์บนสวรรค์ ทั้งทิศปาลก (ผู้รักษาทิศ) และ เทพนพเคราะห์ ที่อาสามาตามพระนารายณ์อวตารมาเป็นพระราม หรือ “รามจันทราวตาร” นั้นเอง ดังบทละครรามเกียรติ์ ที่กล่าวว่า

๏ เมื่อนั้น ฝูงเทพเทวาน้อยใหญ่
ต่างทูลอาสาพระภูวไนย จะขอไปเป็นพลพระอวตาร
มาล้างเหล่าอสุรพาลา ที่หยาบช้าเบียนโลกทุกสถาน
พระราหูฤทธิไกรชัยชาญ เป็นทหารชื่อนิลปานัน
พระพินายนั้นเป็นนิลเอก พระพิเนกนั้นเป็นนิลขัน
พระเกตุเป็นเสนีกุมิตัน พระอังคารเป็นวิสันตราวี
พระหิมพานต์จะเป็นโกมุท พระสมุทรนิลราชกระบี่ศรี
พระเพลิงเป็นนิลนนท์มนตรี พระเสารีเป็นนิลพานร
พระศุกร์เป็นนิลปาสัน พระหัสนั้นมาลุนทเกสร
พระพุธเป็นสุรเสนฤทธิรอน พระจันทรเป็นสัตพลี
วิรูฬหกวิรูปักษ์สองตระกูล เป็นเกยูรมายูรกระบี่ศรี
เทวัญวานรนอกนี้บาญชี เจ็ดสิบเจ็ดสมุดตรา ฯ

คำว่า “18 มงกุฎ” หมายถึง วานร(ลิง) 18 มงกุฎ เป็นวานรที่มาจากสองเมืองคือ เมืองขีดขินของสุครีพ และเมืองชมพูของท้าวมหาชมพู วานรเหล่านี้เป็นเทวดาที่จุติลงมาเป็นวานร และมาเป็นทหารเอกในกองทัพของพระราม ผู้ซึ่งเป็นองค์พระนารายณ์อวตารลงมา และต้องไปอยู่ในป่าเป็นเวลา ๑๔ ปี เพื่อรักษาสัจจวาจาของพระราชบิดา คือท้าวทศรถ วานรสิบแปดมงกุฏ มีดังนี้ …

1. เกยูร – วานรฝ่ายเมืองขีดขิน ลักษณะ สีม่วงแก่ หรือ สีม่วงชาดแก่ หัวโล้น ปากอ้า ชาติเดิมคือท้าววิรุฬหก จอมกุมภัณฑ์ จตุโลกบาลแห่งทิศใต้

2. โกมุท – วานรฝ่ายเมืองขีดขิน สีบัวโรย มีลักษณะ หัวโล้น ปากหุบ ชาติเดิมคือพระหิมพานต์ เทพเจ้าแห่งป่าหิมพานต์ เมื่อครั้งเสร็จศึกลงกา ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาฝ่ายซ้ายเมืองขีดขิน คู่กับไชยามพวาน

3. ไชยามพวาน – วานรฝ่ายเมืองขีดขิน สีเทา หรือสีมอหมึกอ่อน มีลักษณะ หัวโล้น ปากอ้า ชาติเดิมคือพระอีศาณ หรือพระวิศาลเทพบุตร ไชยามพวานได้รับพรจากพระอิศวรให้เป็นผู้ถือธงชัยนำกองทัพพระรามไปรบ เพราะมีชื่อเป็นมงคลข่มนามอสูร เมื่อเสร็จศึกลงกา ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเสนาฝ่ายขวาเมืองขีดขิน คู่กับโกมุท

4. มาลุนทเกสร – วานรฝ่ายเมืองขีดขินลักษณะ สีเมฆ หรือ สีม่วงครามอ่อน หัวโล้น ปากหุบ ชาติเดิมคือพระพฤหัสบดี เทวดานพเคราะห์ เทพฤษี อาจารย์ของพระอินทร์

5. วิมลวานร วิมลวานร หรือ พิมลพานร – วานรฝ่ายเมืองขีดขิน ลักษณะ สีดำหมึก หัวโล้น ปากหุบ ชาติเดิมคือพระเสาร์ เทวดานพเคราะห์ เทพเจ้าแห่งการกสิกรรม

6. ไวยบุตร – วานรฝ่ายเมืองขีดขิน ลักษณะ สีเมฆครึ้มฝน หรือ สีมอครามแก่ หัวโล้น ปากอ้า ชาติเดิมคือพระพิรุณ เทพเจ้าแห่งฝน

7. สัตพลี – วานรฝ่ายเมืองขีดขิน ลักษณะ สีขาวผ่อง หัวโล้น ปากหุบ ชาติเดิมคือ พระจันทร์ เทวดานพเคราะห์ เทพเจ้าผู้ให้แสงสว่างเวลากลางคืน สัตพลีนอกจากมีหน้าที่จดความดีความชอบของเหล่าทหารแล้ว ยังมีบทบาทเด่นเป็นผู้เขียนสารส่งไปยังกรุงลงกา ภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นอาลักษณ์แห่งเมืองขีดขิน

8. สุรกานต์ – วานรฝ่ายเมืองขีดขิน ลักษณะ สีเหลืองจำปา หรือ สีแดงชาด หัวโล้น ปากอ้า ชาติเดิมคือพระมหาชัย เทพเจ้าแห่งชัยชนะ สุรกานต์เป็นผู้คุมกำลัง 30 สมุทรมาช่วยพระรามรบ เมื่อเสร็จศึกแล้วได้ครองเมืองโรมคัล

9. สุรเสน – วานรฝ่ายเมืองขีดขิน ลักษณะ สีแสด หรือ สีเขียว บางตำราว่าสีแดงเจือเขียว หัวโล้น ปากอ้า ชาติเดิมคือพระพุธ เทวดานพเคราะห์ เทพเจ้าแห่งวาจาและพาณิชย์ สุรเสนมีความเก่งกาจเกือบเทียบได้กับหนุมานเมื่อเสร็จศึกได้ไปครองเมืองอัสดงค์ของสัทธาสูร

10. นิลขัน – วานรฝ่ายเมืองชมภู ลักษณะ สีหงดิน หัวโล้น ปากอ้า ชาติเดิมคือพระพิฆเนศ พระวิฆเนศ เทพเจ้าแห่งศิลปะ

11. นิลปานัน – วานรฝ่ายเมืองชมภู ลักษณะ สีสำริด หัวโล้น ปากอ้า ชาติเดิมคือพระราหู เทวดานพเคราะห์ เทพเจ้าผู้สถิตอยู่บนก้อนเมฆ

12. นิลปาสัน – วานรฝ่ายเมืองชมภู ลักษณะ สีเลื่อมเหลือง หรือ สีหมากสุก หัวโล้น ปากอ้า ชาติเดิมคือพระศุกร์ เทวดานพเคราะห์ เทพเจ้าแห่งความรัก ความงาม และความสันติ

13. นิลราช – วานรฝ่ายเมืองชมภู ลักษณะ สีน้ำไหล หรือ สีฟ้าอ่อนเจือเขียว หัวโล้น ปากหุบ ชาติเดิมคือพระสมุทร เทพเจ้าประจำมหาสมุทร นิลราชนอกจากมีบทบาทสำคัญในการรบแล้ว ยังมีหน้าที่เอาก้อนหินไปถมทะเลในตอนจองถนน เพราะต้องคำสาปของฤๅษีคาวิน ว่าเมื่อเอาสิ่งใดทิ้งน้ำให้จมอยู่กับที่ จึงต้องเป็นผู้อาสาเอาศิลาไปทิ้งทะเลแต่ผู้เดียวจึงจะพ้นคำสาป

14. นิลเอก – วานรฝ่ายเมืองชมภู ลักษณะ สีทองแดง หัวโล้น ปากหุบ ชาติเดิมคือพระพินาย วินายก นิลเอกคือผู้ที่ไปช่วยพระลักษณ์ทำลายพิธีกุมภนิยาของอินทรชิต

15. วิสันตราวี – วานรฝ่ายเมืองชมภู ลักษณะ สีลิ้นจี่ หัวโล้น ปากอ้า ชาติเดิมคือพระอังคาร เทวดานพเคราะห์ เทพเจ้าแห่งสงคราม

16. กุมิตัน – วานรฝ่ายเมืองชมภู ลักษณะ สีทอง หรือ สีเหลืองรง หัวโล้น ปากหุบ ชาติเดิมคือพระเกตุ เทวดานพเคราะห์ เทพเจ้าผู้คุ้มครองสวัสดิมงคล

17. มายูร – วานรฝ่ายเมืองชมภู ลักษณะ สีม่วงอ่อน หัวโล้น ปากอ้า ชาติเดิมคือท้าววิรูปักษ์ ราชาแห่งนาค จตุโลกบาล ประจำ ทิศตะวันออก

18. เกสรทมาลา ลิงตัวหอม – วานรฝ่ายเมืองขีดขิน ลักษณะ สีเหลืองอ่อน หรือ สีเลื่อมเหลือง หัวโล้น ปากอ้า ชาติเดิมคือพระไพศรพณ์ พระพนัสบดีเทพเจ้าผู้เป็นใหญ่ในป่า คุณสมบัติพิเศษคือ มีกลิ่นกายหอมสดชื่น มีหน้าที่อยู่ใกล้ ๆ องค์พระราม ให้กลิ่นกายไปสร้างความสดชื่นให้กับพระองค์

มูลเหตุที่ทำให้คำว่า “สิบแปดมงกุฎ” กลายความหมายมาเป็นคำไม่ดี

มีที่มาจากเหตุการณ์ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีกลุ่มนักเลงการพนันใหญ่ที่ถือว่ามีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้น ตามร่างกายจะนิยมสักรูปมงกุฎจนเป็นที่มาของสำนวน “สิบแปดมงกุฎ”ในทางร้าย อันหมายถึง พวกนักเลงการพนัน พวกที่มีเล่ห์เหลี่ยมกลโกง นักต้มตุ๋น ด้วยเหตุนี้ชื่อเสียงเกียรติคุณดีๆของวานรสิบแปดมงกุฎ(เทวดา) จึงเลือนหายไปและกลายความไปในที่สุด

ในหนังสือ “สำนวนไทย” ของ ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธ์) เขียนไว้ว่า “สิบแปดมงกุฎ” นำมาใช้เป็นสำนวนในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีนักเลงการพนันใหญ่ลือชื่อพวกหนึ่งที่กล่าวกันว่าเป็นนักเลงชั้นยอด มีการสักตามตัวเป็นรูปมงกุฎ จึงเรียกว่า สิบแปดมงกุฎ ตามเรื่องราวในรามเกียรติ์ จากนั้นหากใครเป็นนักเลงการพนันก็เลยเรียกว่า สิบแปดมงกุฎ

ปัจจุบัน “สิบแปดมงกุฎ” มิใช่สำนวนที่ใช้เรียกพวกนักเลงพนันเท่านั้น แต่ใช้เรียกพวกมิจฉาชีพทั้งหลาย เป็นสำนวนที่พบเห็นบ่อยมากตามสื่อมวลชนต่างๆ หมายถึงพวกที่ยักยอก ต้มตุ๋น หลอกลวงให้ผู้อื่นหลงเชื่อแล้วยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินผู้อื่นมาเป็นของตน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก th.wikipedia / oknation.net /เฟส Thaitone