บทอุทิศส่วนกุศล ให้ถึงเจ้ากรรมนายเวร

คำว่า “กรวดน้ำ” หมายถึง การแผ่ส่วนบุญด้วยวิธีหลั่ง น้ำ เป็นความตั้งใจอุทิศบุญกุศล ให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยการกรวดน้ำเมื่อพอพระสงฆ์เริ่ม อนุโมทนาด้วย บท ยถา… ก็เริ่มกรวดน้ำ โดยตั้งใจ นึกอุทิศส่วนบุญ…. มือขวาจับภาชนะน้ำริน ใช้มือซ้ายประคอง แล้วว่าบทกรวดน้ำในใจไปจนจบ

กรวดน้ำ

บทกรวดน้ำ ( อุทิศส่วนกุศล )

อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร

– ขอส่วนบุญนี้ , จงสำเร็จแก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า , ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า จงมีความสุข

กรวดน้ำ

อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย

– ขอส่วนบุญนี้ , จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า , ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า จงมีความสุข

อิทัง เม ครุปัชฌายาจะริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ครุปัชฌายาจะริยา

– ขอส่วนบุญนี้ , จงสำเร็จแก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า , ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า จงมีความสุข

ตาย

อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา

– ขอส่วนบุญนี้ , จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลาย , ขอให้เทวดาทั้งหลาย , จงมีความสุข

อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา

– ขอส่วนบุญนี้ , จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลาย , ขอให้เปรตทั้งหลาย จงมีความสุข

ธรรมทาน

อิทัง สัพพะ เวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรี

– ขอส่วนบุญนี้ , จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย , ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงมีความสุข

วิธีขอขมา ถอนคำอธิษฐาน จุดธูป 36 ดอก บอก 16ชั้นฟ้า 15ชั้นดิน อบายภูมิ 4 มนุษย์โลก 1

ลองอ่านบทความนี้ดูเพราะชีวิตคุณอาจจะเปลี่ยนไปจนคุณต้องแปลกใจ คำขอขมา เจ้ากรรมนายเวร ถอนคำอธิษฐาน คำสาบาน คำสัญญา อโหสิกรรม

อาจเป็นสิ่งที่คุณไม่เคยล่วงรู้หรือเคยทำมาก่อน บางครั้งชีวิตมาถึงทางตันทำอะไรไม่คล่องตัว หยิบจับอะไรเป็นต้องพลาดพลั้งไปทุกที จนทุกวันนี้ยังไม่สามารถหาทางออกให้กับตัวเองและครอบครัวได้ .

โดยจุดธูป ๓๖ ดอก หมายถึง ไตรภูมิทั้ง ๓๖ ชั้น ประกอบด้วย ๑๖ ชั้นฟ้า ๑๕ ชั้นดิน อบายภูมิ ๔ มนุษย์โลก ๑ รวมทั้งหมด ๓๖ ชั้น (ทุกชั้นภูมิจะได้รับทราบอย่างทั่วถึง)

เตรียมดอกบัว ๑ กำ ไหว้พระแก้วมรกตหลังทำพิธีนี้ด้านนอกแล้ว (หากไม่ได้ไปวัดพระแก้ว ให้ระลึกนึกถึงเอา) ดอกบัวหรือดอกไม้ เมื่อทำเสร็จ ถวายแก่ศาลหรือพระบูชาในบ้าน พร้อมกล่าว (นะ โม ๓ จบ)

ไหว้พระ

ขอขมากรรม

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเตอุกาสะ ขะมามิ ภันเต

หากข้าพเจ้า(บอกชื่อตัวเอง) จงใจหรือประมาทพลาดพลั้งล่วงเกิน บิดา- มารดา ครูบาอาจารย์

พระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์ทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์เจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงผู้มีพระคุณ และท่านเจ้ากรรม นายเวร จะด้วย กาย วาจา ใจ ก็ดี ขอได้โปรด อโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย

หากข้าพเจ้า มีเจ้าของในตัวติดตามมา ขออนุญาตมีคู่ มีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไป ขอถอนคำอธิษฐานคำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีต ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระ

ไหว้พระ

ข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูก ที่ชอบ ที่ควร ขอบุญบารมีในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัวตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้องจงเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ อุปสรรคใดๆ โรคภัยใดๆ ขอให้มลายสิ้น ไป

ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่างทั้งทาง โลก ทางธรรม ตั้งแต่บัดนี้ ตราบเข้าสู่พระนิพพานเทอญ

ข้าพเจ้าขอถอนคำสัญญา คำสาบาน คำอธิษฐานที่ผูกมัดตัวเองและผู้อื่น

ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระจากสัญญาทั้งปวง (หากข้าพเจ้าหมดอายุแล้ว ข้าพเจ้าจะขออยู่ต่อเพื่อสร้างบารมี)

พระพุทธ

หากมีผู้ใดเคยสร้าง เวรสร้างกรรมกับข้าพเจ้า ไม่ว่าจะชาติใดภพใดก็ตาม

ข้าพเจ้ายินดี อโหสิกรรมให้ ขอถอนความอาฆาตพยาบาท และคำสาปแช่งในทุก ชาติ ทุกภพ

ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่ง ของปวงชน ของเจ้ากรรมนายเวร ขอให้พ้นนรก ภูมิ

พบแสงสว่างทั้งทางโลก ทางธรรม เทอญ

ธรรมทาน

ทุกท่านอย่าลืมแบ่งปันบุญกุศลนี้ให้คนที่คุณรักและให้กับคนที่รักคุณชีวิตคุณอาจจะดีขึ้น

“คาถาอัญเชิญพระเข้าตัว” ก่อนคล้องพระ ต้องสวด – แขวนพระอย่างไรให้ปาฏิหาริย์เกิด

ก่อนคล้องพระต้องสวดบทคาถา “อัญเชิญพระเข้าตัว”

คาถาอัญเชิญพระ

ตามหลักของบูรพาจารย์นั้น เมื่อรับพระเครื่องมาแล้วนั้นไม่ว่าจะรับจากครูบาอาจารย์โดยตรง จากคนอื่นหรือไปเช่ามา หรือด้วยเหตุอันใดก็ตาม ควรต้องมีการอัญเชิญพระเข้าตัว

การอัญเชิญนี้เพื่อให้คนที่รับพระเครื่องนั้น น้อมนำและสำนึกในพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เป็นการเริ่มนิมิตหมายที่ดีในชีวิตที่กำลังเดินทางไปสู่ความเจริญ

ถ้าหากจะสวมใส่ในแต่ละวัน ให้สวดอัญเชิญพระเข้าตัวก่อนคล้องพระทุกครั้ง ในการสวดนั้นต้องทำจิตให้นิ่งระลึกเคารพถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ทุกครั้ง แล้วสวดคาถา พลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์ในองค์พระที่ท่านใส่นั้น จะช่วยปกป้องคุ้มครองและดลบันดาลตามที่ท่านปรารถนา

ห้อยพระตรงวันเกิด

บทสวดอัญเชิญพระเข้าตัว

สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา
พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญ จะยังพลัง
อรหันตานัญ จะเตเชนะ รักขังพันธามิ สัพพะโส
พุทธังอธิษฐามิ ธัมมังอธิษฐามิ สังฆังอธิษฐามิ
(สวด ๓ จบหรือ ๕ จบ ก่อนที่ห้อยพระ)

ห้อยพระตรงวันเกิด

คำแปลบทอัญเชิญพระเข้าตัว (บทสัพเพ)

สัพเพพุทธา ด้วยอำนาจแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย สัพเพธัมมา ด้วยอำนาจแห่งพระธรรมทั้งหลาย สัพเพสังฆา ด้วยอำนาจแห่งพระสงฆ์ทั้งหลาย

พะลัพปัตตา ปัจเจกานัญ จะ ยังพะลัง

ด้วยอำนาจแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย

อะระหันตานัญ จะเตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส

พระสมเด็จ

ด้วยอำนาจแห่งพระอรหันต์เจ้ารักษา (พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสงฆ์) ทั้งหมดทั้งมวล ขอให้เป็นไปตามคำอธิษฐาน

พุทธังอธิษฐามิ ข้าพเจ้าขออธิษฐานด้วยอำนาจแห่งพระพุทธเจ้า

ธัมมังอธิษฐามิ ข้าพเจ้าขออธิษฐานด้วยอำนาจแห่งพระธรรม

สังฆังอธิษฐามิ ข้าพเจ้าขออธิษฐานด้วยอำนาจแห่งพระสงฆ์

(น้อมจิตแผ่บุญหรืออฐิษฐานน้อมในเรื่องต่างๆ)

ห้อยพระ

แขวนพระอย่างไรถึงจะดี?

เรื่องนี้ไม่มีข้อห้ามแต่อย่างใด แต่มีเคล็ดและข้อแนะนำที่อยากให้ลองอ่านและพิจารณาดูสักนิด ว่าเราเหมาะกับการแขวนพระอย่างไร

๑. การแขวนพระ ทำเพื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์ รวมถึงวัตรปฏิบัติที่ดีงามของครูบาอาจารย์

๒. คนที่ห้อยพระต้องเป็นคนดีมีศีลธรรม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในองค์พระจึงจะช่วยเมตตา

๓. การแขวนพระจะเป็นองค์เดียว ๒-๓-๔ ถึง ๙ องค์หรือมากกว่านั้น ก็แล้วแต่ความชอบ

ห้อยพระ

๔. การแขวนพระจะแขวนองค์ไหนขึ้นก่อนขึ้นหลังให้เรียงลำดับตามเนื้อนาบุญท่านในแต่ละองค์ เหมือนการจัดพระพุทธรูปในบ้าน โดยให้องค์ที่เป็นประธานอยู่ตรงกลางเป็นองค์ที่สำคัญที่สุด ที่เหลือนั้นตามความพอใจลดหลั่นกันไป

๕. หลายคนบอกว่า “ห้อยพระหลายองค์ทำให้พลังศักดิ์สิทธิ์นั้นน้อย” อยากขอเรียนให้ทราบว่า พลังศักดิ์สิทธิ์นั้น เท่ากันทุกองค์ เพราะมาจากพระพุทธเจ้า ทั้งสิ้น

แต่ตัวเราเองนั้นเป็นเครื่องรับพลานุภาพที่ดีหรือไม่ เป็นคนมีศีล มีบุญบารมีหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่สำคัญกว่า

ห้อยพระ

การมีของดีแล้วไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะดีไปตลอด คุณต้องหมั่นทำความดี อาราธนาพระ ทำบุญและอุทิศบุญไปให้ครูบาอาจารย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเชื่อมบุญระหว่างตัวเรากับท่านให้กระชับเข้ามาใกล้กันมากขึ้น

คนโสดรู้ไว้ คนที่ใช่ จะเดินเข้ามาในเวลาที่เหมาะสม

คนโสดรู้ไว้ เวลาไหน คนที่ใช่ จะเดินเข้ามาในชีวิตเรา อย่าเศร้าใจไป สำหรับใครที่กำลังรอคอย ว่าเมื่อไรหนอ เนื้อคู่ คนที่ใช่ ที่เป็นพรหมลิขิต ของเราคนนั้น จะก้าวเข้ามาในชีวิตสักที คนโสดรู้ไว้ เวลาไหน คนที่ใช่ จะเดินเข้ามาในชีวิตเรา

ผู้หญิง

เขาจะก้าวเข้ามา ตอนที่เรารู้สึกพอดีกับชีวิต ไม่เรียกร้อง หรือคาดหวังกับสิ่งไหนเป็นพิเศษ เวลาที่เรารู้สึกมีความมั่นใจ สามารถสร้างความสุขในชีวิตได้เอง และรู้สึกดี ที่ได้เป็นตัวของตัวเอง ใครคนนั้น จะเดินเข้ามา

ตอนที่เรารู้สึกว่าอยากจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เวลาที่เราเริ่มอยากจะเดินออกไปจากสิ่งจำเจในชีวิต จักรวาลจะเหวี่ยงเขาเข้ามาช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงดีๆ ให้เรา

เราจะได้พบเขา ในวันที่เราเลิกเสแสร้งเป็นคนอื่น เราไม่จำเป็น ต้องฝืนทำสิ่งที่ไม่ใช่เพื่อให้ใครมารัก หรือเพื่อแสวงหาเขาคนนั้น คนที่ก้าวเข้ามาในชีวิตเรา จะโอเคกับสิ่งที่เรามี พอๆ กับที่เราโอเคกับตัวตนของเขา ..เราจะเจอ

ผู้หญิง

คนที่เป็นพรหมลิขิต ตอนที่เรารู้จักปล่อยวาง ไม่ไปกดดัน หรือกระตุ้นให้ใครต้องมาคิดแบบเดียวกับเรา แค่ปล่อยให้ทุกสิ่ง เป็นไปตามธรรมชาติ และพัฒนาขึ้น ในทิศทางที่มันควรจะเป็น

คนโสด จะได้เจอคนที่ใช่ ตอนที่เรารู้จักรัก และดูแลตัวเองให้ดี วันที่เรารู้จักตอบรับ สิ่งที่ต้องการ และปฏิเสธ สิ่งที่ไม่ต้องการ ..เขาจะเข้ามาหาเรา ในเวลาที่เราพร้อมจะเจอเขา และรู้สึกบวกกับชีวิต ณ เวลานั้น เขา และเราจะถูกดึงดูดหากันด้วยพลังด้านบวก และการมองโลกในแง่ดีที่เรามี

ใครคนนั้นจะเข้ามาในชีวิตเรา ในวัน เวลาที่เหมาะสม ตอนที่เรารู้สึกได้ถึง คุณค่าในตัวเอง นั่นคือเวลาที่เราพร้อมจะมี รักอย่างแท้จริงแล้ว

ผู้หญิง

เขาจะก้าวเข้ามา ในตอนที่เรารู้จักอภัยให้ตัวเอง เรียนรู้วิธีที่จะสร้างความสงบ และความรู้สึกดีๆ รวมถึงรู้จักอภัยให้กับ ความผิดพลาดของตัวเอง และคนอื่น ตอนที่เราไม่ปล่อยให้ความโกรธ และความผิดหวังครอบงำความคิดของเรา เขาจะก้าวเข้ามา ในเวลาที่เราเรียนรู้ที่จะ รักคนอื่น รวมถึงรักตัวเอง

ไม่ต้องเสาะเเสวงหาจนรู้สึก ไม่เป็นตัวของตัวเอง หรือเหนื่อยจนเกินไป ขอเชื่อเถอะว่าจะมี บางคน เข้ามาในช่วงเวลาที่เหมาะสม เราก็แค่ใช้ชีวิตให้มีความสุข อยู่กับปัจจุบัน ถ้าเขาคือคู่แท้ของเรา เราต้องได้เจอเขาสักวัน

ความรัก

ถ้าเราเป็นคนดี เวลาจะดึงดูสิ่งดีๆ เข้ามาหาเรา แต่ถ้าเราเป็นคนไม่ดี เวลาจะพัดพาสิ่งดีๆ ออกไปจากชีวิตเรา เช่นนั้นเอง….

– เรียบเรียงข้อมูล

บทสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ปัดเป่าโรคร้าย ขจัดโรคภัยไข้เจ็บ

…การสวดมนต์ ขจัดโรคร้ายทำอย่างไร เพราะเชื่อว่าการสวดมนต์และการอธิษฐานนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดกำลังใจ และบางรายก็มีความเชื่อมั่นว่าจะทำให้หายป่วยได้ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ก็ไม่ผิดแต่เราต้องทำความเข้าใจข้อเท็จจริงให้ถ่องแท้ …. บทสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ปัดเป่าโรคร้าย ขจัดโรคภัยไข้เจ็บ

สวดมนต์

ความเจ็บป่วยนั้นถือว่าเป็นเครื่องที่กระตุ้นให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ถ้าป่วยเป็นก็เห็นธรรมได้ เราต้องพิจารณาตามความจริงข้อนี้อยู่เสมอ จะได้ไม่ต้องเชื่ออะไรอย่างงมงายไร้เหตุผล

บทสวดมนต์ แท้ที่จริงแล้วก็คือบทที่ใช้สวดเพื่อระลึกถึง เช่น บทสวดบูชาพระรัตนตรัย ใช้สวดเพื่อระลึกถึงพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ การสวดมนต์เป็นการทำจิตให้แน่วแน่แล้วจึงได้เจริญภาวนา

สวดมนต์

การสวดมนต์หรือคาถาใดๆ นั้น ยังผลประโยชน์คือ ช่วยทำจิตใจให้เบิกบาน ที่ว่าป้องกันภัย หมายความว่า “ผู้ที่มีศีลดีแล้ว” แล้วเมื่อเจอปัญหาต่างๆ เวลาได้สวดมนต์หรือพระคาถาเพื่อให้จิตสงบ

แล้วเจริญภาวนาจะทำให้ผู้ที่สวดนั้นได้รับความอนุเคราะห์ช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เหตุนี้จึงเป็นที่มาของการสวดมนต์หรือพระคาถาป้องกันภัย ผู้ที่ทุศีลหรือไม่รักษาศีลสวดไปก็อาจจะไม่เป็นผล

การสวดมนต์คาถานั้น ที่เราได้ยินได้ฟังกันมาตั้งแต่เด็กจะนิยมสวดเป็น ภาษาบาลี ซึ่งหากแปลความหมายออกมาก็จะพบว่า ส่วนใหญ่แล้วเป็นคำสวดบูชาเพื่อรำลึกถึงพระคุณของ พระรัตนตรัย อันได้แก่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แทบทั้งสิ้น

ไหว้พระ

ในพระพุทธศาสนา เน้นเรื่องการใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผล คำว่า มนต์ หมายถึง “หลักธรรม บทสอนใจ” มากกว่า ถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าจะตีความไปถึงถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ให้ได้จริง ๆ ก็จะต้องอธิบายว่าขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ได้

“เมื่อนำไปสอนใจ นำไปเป็นข้อปฏิบัติ” ให้เกิดผลที่ปรารถนาได้อย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนั้นการทำจิตให้สงบในบทสวดก็มีคุณค่าเป็นอย่างมาก

การสวดมนต์จึงกลายเป็นอุบาย กลวิธี ที่จะทำให้จิตมีสมาธิในระดับหนึ่ง จดจ่ออยู่ที่ใดที่หนึ่งที่เดียวเมื่อใจสงบอาการของกายก็จะสงบระงับตามไปด้วยเข้าทำนอง “กายป่วยแต่ใจไม่ป่วย” ซึ่งบทสวดมนต์ทางพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และทรงพลานุภาพเกี่ยวกับเรื่องความเจ็บป่วยก็คือ บทสวดโพชฌงคปริตร

สวดมนต์ก่อนนอน

บทสวดโพชฌงคปริตร บทสวดศักดิ์สิทธิ์

บทสวดนี้เป็นบทสวดสำคัญที่พระสงฆ์นิยมนำมาสวดในงานทำบุญคล้ายวันเกิด หรือสวดเพื่อสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยให้มีพลังจิตในการสร้างสติขึ้นซึ่งบทนี้จะเกิดอานุภาพมากหากประกอบกับการบำเพ็ญจิตเจริญภาวนาควบคู่ไปด้วย

การที่เชื่อกันว่าบทสวดมนต์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์ก็เพราะ มีเรื่องในพระไตรปิฎกเล่าว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จไปเยี่ยมพระมหากัสสปะที่อาพาธอยู่ได้รับความทุกข์ทรมานมาก พระองค์จึงทรงแสดงบทสวดโพชฌงค์แก่พระมหากัสสปะให้ท่านได้ฟังและน้อมจิตปฏิบัติตาม

บทสวดศักดิ์สิทธิ์

หลังจากฟังบทสวดและท่านพระมหากัสสปะได้พิจารณาธรรมตามก็พบว่า ท่านสามารถหายจากโรคได้ และอีกครั้งหนึ่งพระองค์ได้ทรงแสดงธรรมบทนี้แก่พระโมคคัลลานะซึ่งอาพาธอยู่ในลักษณะเดียวกัน หลังจากนั้นก็พบว่า พระโมคคัลลานะก็หายจากอาพาธได้

และเรื่องราวที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์เองทรงอาพาธ จึงตรัสให้พระจุนทะเถระแสดงโพชฌงค์ถวาย ซึ่งพบว่าพระพุทธเจ้าก็หายประชวร พุทธศาสนิกชนจึงพากันเชื่อว่า โพชฌงค์นั้น สวดแล้วช่วยให้หายโรค

สวดมนต์

แต่ในความเป็นจริง พระไตรปิฎกกล่าวว่า โพชฌงคปริตรนั้นเป็น หลักธรรมที่พระองค์ทรงแสดง เป็นธรรมเกี่ยวกับปัญญาเป็นธรรมชั้นสูง เป็นคำสอนในการทำใจให้สว่าง สะอาดผ่องใส ซึ่งสามารถช่วยรักษาใจ เพราะจิตใจมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับร่างกาย เนื่องจากกายกับใจเป็นสิ่งที่อาศัยกันและกัน หากใจดี ร่างกายย่อมดีตาม

หลักของโพชฌงค์เป็นหลักปฏิบัติทั่วไปซึ่งไม่จำกัดเฉพาะผู้ป่วยเท่านั้น เพราะโพชฌงค์แปลว่า “องค์แห่งโพธิ” หรือ “องค์แห่งโพธิญาณ” เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ซึ่งเป็นเรื่องของปัญญา

ดังนั้นถ้าเราสวดมนต์บทนี้ด้วยความเข้าใจในสาระก็จะมองเห็นความเจ็บป่วยว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรของชีวิต เป็นเรื่องธรรมดา แล้วก็จะเป็นการกระตุ้นเตือนให้ลุกขึ้นมาปฏิบัติธรรม คือมองว่า เวลาที่ป่วยอยู่นี้แหละคือเวลาที่ดีที่จะได้พักผ่อนจิต ได้ปฏิบัติธรรม

พระพุทธเจ้า

บทสวดโพชฌงคปริตร

โพชฌังโคสะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา วิริยัมปีติปัสสัทธิ โพชฌังคา จะตะถาปะเร สะมาธุเปกขะโพชฌังคา สัตเต เต สัพพะทัสสินา มุนินา สัมมะทักขาตา ภาวิตา พะหุลีกะตา

สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯเอกัสะมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสะวา โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ เต จะ ตัง อะภินันทิตะวาโรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ เอกะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตะวานะ สาทะรัง สัมโมทิตะวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส เอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ

ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะโสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ

พระพุทธ

คำแปล

โพชฌงค์ ๗ ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ 7 ประการเหล่านี้ เป็นธรรมอันพระมุนีเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้ชอบแล้ว อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน

ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้า ทอดพระเนตรเห็นพระโมคคัลลานะ และพระมหากัสสปะเป็นไข้ ได้รับความลำบาก จึงทรงแสดงโพชฌงค์ 7 ประการ ให้ท่านทั้งสองฟัง ท่านทั้งสองนั้น ชื่นชมยินดียิ่ง ซึ่งโพชฌงคธรรม โรคก็หายได้ในบัดดล

สวดมนต์

ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ในครั้งหนึ่ง องค์พระธรรมราชาเอง (พระพุทธเจ้า) ทรงประชวรเป็นไข้หนัก รับสั่งให้พระจุนทะเถระ กล่าวโพชฌงค์นั้นนั่นแลถวายโดยเคารพ ก็ทรงบันเทิงพระหฤทัย หายจากพระประชวรนั้นได้โดยพลัน

ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ ก็อาพาธทั้งหลายนั้น ของพระผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ทั้ง ๓ องค์นั้น หายแล้วไม่กลับเป็นอีก ดุจดังกิเลส ถูกอริยมรรคกำจัดเสียแล้ว ถึงซึ่งความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อเทอญ…

ผู้ที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมโพชฌงค์ก็จะเข้าใจความธรรมดาของชีวิต ว่าเป็นของไม่เที่ยง มีการแตกดับไปเป็นของธรรมดา

บุญ

เมื่อเข้าใจก็จะเห็นความแตกดับเป็นเรื่องที่ปกติ สิ่งใดเกิดมาสิ่งนั้นย่อมดับไป ก็จะทำให้มุ่งรักษาใจไม่ให้ป่วยนี่แหละคือความศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงของโพชฌงคปริตร

จากหนังสือเรื่อง เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ ๕ บุญฤทธิ์ พิชิตโรคร้าย (โรคเวรโรคกรรม) โดย ฤทธิญาโณ และจิตตวชิระ

แก่อย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีคุณธรรม

ความแก่ชรานั้นเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิตมนุษย์ จงแก่อย่างมีคุณค่า จงชราอย่างมีคุณภาพ อยู่ไปนานๆให้ลูกหลานเคารพรัก…..

พ่อและแม่

ความแก่มักมาคู่กับความเจ็บและโรคภัย หลายๆ คนที่อายุย่างเข้าสู่วัยชรามีโรคติดตัวมากมาย เป็นโน่น เป็นนี่อยู่ประจำจนทำให้เกิดความท้อแท้ ทนทุกข์ทรมานจนถึงขนาดรำพึงรำพันกันให้

ชราอย่างมีคุณธรรมได้ยินว่า “เมื่อไหร่จะตายไปให้พ้นทุกข์พ้นร้อนเสียที” จนลูกหลานเสียกำลังใจที่จะดูแลและรักษาตัว

วงจรชีวิต ความเกิดแก่เจ็บตาย เป็นสัจธรรมและเป็นกติกาที่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตต้องยอมรับ ต่อให้ไม่ยอมรับก็ต้องรับอยู่ดี คือเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ไม่ต้องตื่นเต้น ไม่ต้องประหลาดใจ ไม่ต้องเป็นทุกข์ ซึ่งความแก่ธรรมดามีอยู่ ๒ ประเภทคือ

๑. ความแก่แบบปกปิด

ความแก่ชนิดนี้ เรียกอีกอย่างว่า การเจริญเติบโตพูดง่ายๆ ก็คือมันเริ่มขึ้นตั้งแต่เราลืมตาดูโลก เจริญวัยขึ้น แต่ถ้ามองเป็นในอีกแง่มุมความจริงก็คือ เจริญไปสู่ความเสื่อมถอย ถ้ามองแต่ในแง่มุมของทางโลกว่ากำลังเจริญเติบโตอย่างเดียวก็จะตั้งรับไม่ทัน แต่ถ้ามองเห็นธรรมก็จะเห็นว่ายิ่งเจริญมากเท่าไหร่ก็ยิ่งใกล้ความตายไปเท่านั้น

๒. ความแก่แบบเปิดเผย

ความแก่ชนิดนี้ เป็นความแก่ที่เราได้เห็นและได้นับผ่านวันเดือนปีกันมา ได้เห็นความแก่กันเป็นรูปธรรม คือเห็นในศักยภาพที่ลดลง คิด พูด ทำ เดิน นั่ง นอน ช้าลงกว่าปกติ ซึ่งการมองเห็นความแก่แบบเปิดเผยก็จะทำให้เรามองและยอมจำนน คือมีการยอมรับได้อย่างเปิดเผย รับรู้อย่างสงบใจได้และมีความตรงไปตรงมา ก็จะเป็นคนแก่ที่มีความสุข ครองตนได้อย่างน่าเคารพนับถือแก่ลูกหลานต่อไป

 ชราอย่างมีคุณธรรม

การที่คนแก่หลายๆ คน ไม่สามารถยอมรับเรื่องความแก่แบบเปิดเผยได้ก็เพราะยึดติดกับความแก่แบบปกปิดมากเกินไป ไม่รับรู้ว่า แก่แล้วต้องมีเจ็บป่วย มีโรคภัยถามหาเป็นของคู่กันและพยายามยื้อสังขารจนเกินกำลังชีวิตก็ไม่มีความสุข

การมีชีวิตในช่วงชราความจริงแล้วนับเป็น ความสวยงามอย่างหนึ่งคือได้มองเห็นร่างกายที่ผ่านประสบการณ์อันโชกโชน ได้มีโอกาสขอบคุณชีวิตที่ทำให้มีชีวิตมาจนถึงบั้นปลาย ได้มองโลกและมีประสบการณ์เอาไว้สอนคนรุ่นหลัง จึงเรียกได้ว่าแก่อย่างมีคุณภาพ ต่อให้มีโรคภัยรุมเร้าแค่ไหนก็ไม่เป็นทุกข์

เป็นคนแก่อย่างมีคุณภาพควรทำอย่างไร

 ชราอย่างมีคุณธรรม

๑. ไม่เอาแต่ใจ

ขอให้ละคติเดิมที่ว่า แก่แล้วต้องเรื่องมาก แก่แล้วช่วยเอาใจหน่อย ซึ่งผู้อาวุโสมากมายในสังคมชอบโวยวายเมื่อตนเองถูกขัดใจ โดยไม่มีการแยกแยะเหตุผล เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง อยากจะให้โลกทั้งใบต้องหมุนตามฉัน ลูกหลานที่ต้องเหน็ดเหนื่อยมาจากการทำงานก็ต้องมาเผชิญเรื่องน่ารำคาญใจ ทำให้อยากปลีกตัวออกไปไกลๆ ซึ่งไม่นับเป็นผลดีเลย

๒. ไม่ขี้บ่น

หลายคนอาจคิดไปว่า คนแก่มักต้องมีวิสัยขี้บ่นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความจริงแล้วเสียงบ่นเป็นเสียงที่ทำร้ายจิตใจคนรอบข้างได้อย่างไม่น่าเชื่อ คนแก่เมื่อใช้อวัยวะอย่างอื่นได้น้อยลงก็จะใช้อวัยวะที่คิดว่าใช้ได้คล่องที่สุด ใกล้ตัวที่สุดก็คือปากของตนเอง

ซึ่งเมื่อเราแก่ขึ้นก็ยิ่งควรสำเหนียกในสังขารให้มากขึ้น ย้อนคิดกลับไปว่า เราย่อมไม่ชอบที่จะถูกบ่น ถูกว่าใดๆ เช่นกัน และคนแก่ที่บ่นได้น้อยที่สุดก็จะมีลูกหลานมาคอยดูแลเอาใจใส่มากที่สุด เพราะรู้สึกว่าอยู่ด้วยแล้วอบอุ่น เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ความร่มเย็นได้จริง อยู่แล้วไม่ต้องร้อนเพราะคำบ่นว่าต่างๆ

 ชราอย่างมีคุณธรรม

๓. ต้องดูแลสุขภาพของตนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อเราทราบว่าความแก่ย่อมนำโรคภัยมา ก็ควรรักษาและดูแลร่างกายของตนเองไม่ปล่อยปละละเลยให้ ร่างกายเจ็บป่วยเป็นภาระกับคนอื่นด้วยการ รับประทานอาหารให้พอดี ให้เหมาะสมกับร่างกายและโรคประจำตัวที่เป็นอยู่

ฝึกขับถ่ายเป็นประจำ นอนให้เพียงพอ ตัดความวิตกกังวลออกจากจิตใจ มองโลกในแง่ดี เพื่อช่วยยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ที่สำคัญควรมีความสนใจในธรรมะอยู่เสมอ เพราะเมื่ออายุยิ่งสูงขึ้นกิเลสควรจะน้อยลง ความทะเยอทะยานควรจะลดลงจึงจะนับว่าถูกต้อง

ควรใช้ชีวิตในบั้นปลายให้ช้าลง เข้าถึงธรรมะให้มากที่สุด คนในวัยชราไม่ใช่วัยแห่งการต่อสู้แย่งชิงเพื่อตำแหน่งหรือผลประโยชน์ใดๆอีกแล้ว

 ชราอย่างมีคุณธรรม

นอกจากนี้ผู้สูงวัยทั้งชายและหญิง ควรถือศีลทำบุญให้ทานอยู่เสมอไม่ไปก้าวล่วงในสิทธิ หรือเรื่องส่วนตัวของบุตรหลานหรือสมาชิกในครอบครัวให้มากเกินไป คือไม่จำเป็นต้องไปจู้จี้ จ้ำจี้จ้ำไชใดๆ ให้มากเมื่อลูกหลานได้เติบโตแล้ว

หากมีโอกาสก็ควรถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิต แนะนำ ฝึกหัด มรดกทางความรู้ และค่านิยมที่ดีงามให้กับลูกหลานต่อไป จึงนับได้ว่าแก่อย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีความหมายและมีความสุขจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

จากหนังสือเรื่อง : เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ ๕ บุญฤทธิ์ พิชิตโรคร้าย (โรคเวรโรคกรรม) โดย ฤทธิญาโณ และจิตตวชิระ

ลูกกอ หรือ เกาลัดป่า ผลไม้พื้นบ้านถิ่นใต้ สรรพคุณบำรุงร่างกาย

ลูกกอ หรือ เกาลัดป่า ผลไม้พื้นบ้านถิ่นใต้ ไม้ผลัดใบไม่มียาง เปลือกต้นหนา ติดผลเป็นกลุ่มใกล้ปลายกิ่ง ดอกขนาดเล็กสีครีมอมเหลือง

ลูกกอ หรือ เกาลัดป่า

เปลือกนอกสีเขียวมีหนามแหลม กะลาสีน้ำตาล เนื้อในสีขาวครีม รสมัน นำเมล็ดมาคั่วหรือต้มให้สุก แล้วกินเนื้อใน

ต้นกอ มีลักษณะต้นใหญ่ขนาด 2คนโอบ สู่งประมาณ 30เมตร มีผลเป็นหนาม ต้นกอ จะให้ผลผลิต ปีละ 1ครั้ง

โดยจะให้ผลผลิตในเดือน สิงหาคม และ กันยายน ของทุกปี

ลูกกอ , เกาลัดป่า

สรรพคุณ เป็นยา

เกาลัด มีฤทธิ์อุ่น รสหวาน มีสรรพคุณบำรุงร่างกาย บำรุงไต กล้ามเนื้อ ม้าม และกระเพาะอาหาร บำรุงลม แก้ร่างกายอ่อนแอ

ลูกกอ , เกาลัดป่า

แก้ไอ ละลายเสมหะ แก้อาเจียน คลื่นไส้ ท้องเดิน ช่วยห้ามเลือด ช่วยการไหล เวียนเลือด

แก้อาการถ่ายเป็นเลือด เลือดกำเดาไหล

แก้วัณโรคที่ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต และอาเจียนเป็นเลือด

ลูกกอ , เกาลัดป่า

วิธีใช้

ต้มเกาลัด 500 กรัมกับน้ำตาลทราย 180 กรัม จนเปื่อยนิ่ม แล้วนำมายีและกดด้วยแม่พิมพ์ กินเป็นขนมหรือของว่างสำหรับเด็กที่มีกระดูกและกล้ามเนื้ออ่อนแอ และยังเหมาะกับผู้ป่วยหรือผู้ที่ร่างกายไม่แข็งแรงอีกด้วย

กินเกาลัดแห้ง 7 เมล็ดต่อวัน กับโจ๊กไตหมู ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังและปวดเท้าได้ หรือกินเกาลัดดิบ แก้คออักเสบ

เผาเปลือกเกาลัดแล้วนำมาบดเป็นผงให้ได้ 6 กรัม ผสมกับน้ำผึ้ง 30 กรัม กินรักษาริดสีดวงทวาร
ต้มเกาลัด 60 กรัมกับพุทราจีนแห้ง 4 ผล และหมูเนื้อแดง กินบำบัดอาการหอบหืดหรือไอ

ลูกกอ , เกาลัดป่า

ข้อควรระวัง

– ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร เช่น ท้องอืดบ่อย ๆ อาหารไม่ย่อย ไม่ควรกิน
– ผู้ที่เป็นโรคไขข้ออักเสบ ร้อนใน ตาบวม ห้ามกิน

ยิ่งอายุมาก.. เพื่อนค่อยๆ หายไปทีละคน ทีละคน อย่างช้าๆ แต่ต่อเนื่อง

ยิ่งโตเพื่อนยิ่งน้อย ดูจะเป็นปัญหาที่ใครหลายคนคิดและติดอยู่ในใจ โดยเฉพาะวัยทำงานที่เริ่มรู้สึกว่าเพื่อนค่อยๆ หายไปทีละคน ทีละคน จนหลายคนนึกว่าเป็นแค่เราคนเดียวหรือเปล่าที่เพื่อนน้อยลง หรือใครคนอื่นเพื่อนก็หายไปด้วย

เพื่อน

ช่วงแรกๆ เวลาไปโรงเรียน ก็มักจะไม่อยากจะไปกัน เนื่องจากมันเป็นสถานที่ใหม่ และ ไม่คุ้นเคยเหมือนอยู่ที่บ้าน แถมยังต้องไปพบเจอ คนมากมายอีก แต่ปรากฎว่า พอได้ไปโรงเรียนสักพัก

ก็จะเริ่มรู้สึกอยากจะไปมากขึ้น เหตุผลก็ไม่ใช่อะไรหรอก นัน่ก็เพราะได้เจอเพื่อนในห้องเรียน แล้วเล่นสนุกต่างๆกันนั่นเอง

แล้วพอโตขึ้นมาหน่อย สักช่วงมัธยม ก็จะเริ่มให้ความสำคัญ กับ คำว่าเพื่อนมากขึ้น เริ่มจะมีการแบ่งพรรค แบ่งพวก และ ไปไหนกับ คนที่คิด หรือ ชอบทำอะไรคล้ายๆกัน ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้น คุยเรือ่งการ์ตูน เกมส์ ของเล่น หรือ กีฬาที่ได้เล่นด้วยกันนั่นแหล่ะ แล้วก็สนุกสนานมาก เวลาคุยอะไรบ้าๆบอๆกับเพื่อน

เพื่อน

แต่พอหลังจากโตมาจนถึงช่วงมหาลัย มันก็มีคนบางส่วน ที่รู้สึกไม่ค่อยดี ที่จะต้องจาก เพื่อนมัธยมไป เพราะรู้สึกสนิทกันมาก ซึ่งหลายๆคน ในช่วงนี้ ก็เริ่มจะให้ความสำคัญกับเพื่อนกลุ่มใหม่มากกว่า เพราะเจอกันบ่อยกว่า เพื่อนกลุ่มก่อนๆไง ผลก็เลยทำให้ไม่ค่อยสนิทกับเพื่อนกลุ่มเก่าๆแล้ว

คนไหนที่บ้านมีฐานะหน่อย ก็จะเริ่มไปคุยกับเพื่อนที่บ้านฐานะดีเหมือนๆกัน เพราะจะได้ไปกินเที่ยวหรูๆได้บ่อย ส่วนเพื่อนกลุ่มเก่าๆ ที่จนๆ มันก็จะเริ่มห่างๆ เพราะด้วยความแตกต่างที่เริ่มจะมีมากขึ้น

แต่ก็จะมีอยู่แค่บางคนเท่านั้น ที่ยังจะติดต่อกัน ถามไถ่สุขทุกข์เสมอ โดยไม่สนใจว่า เพื่อนจะรวยจน เรียนมหาลัยไหน หรือ มีปัญหาชีวิตมากมายยังไง เขาก็แค่ดีใจที่ได้คุยกับเพื่อน นึกถึงเพื่อน ก็แค่นั้น

เพื่อน

แล้วหลังจากเรียน จบ มหาลัย แรกๆก็อาจจะมีติดต่อกับเพื่อนกลุ่มเก่าๆอยู่บ้าน นัดเจอ พูดคุยกันเรื่องความหลัง แต่หลังจากนั้น ก็จะเริ่มหายๆ ขาดการติดต่อ ไม่ก็เริ่มลืมๆกันไป โดยมากมักจะบอกกันว่า คงจะไม่ค่อยมีเวลาเหมือนเดิม หรือ มีอะไรจะต้องรับผิดชอบเยอะ

แต่ถ้าดูจริงๆก็จะพบว่า จริงๆเขาอาจจะไม่ได้อยากจะเจอกับเพื่อนเก่าๆแล้วก็เป็นได้ เพราะถ้าอยากจะเจอกันยังไง ยุ่งแค่ไหน เขาก็จะหาทางมาเจอจนได้นั่นแหล่ะ ยิ่งถ้าจบมหาลัยไปแล้ว ก็จะยิ่งมีเพื่อนน้อยลงไปเรื่อยๆอีก สุดท้ายอาจจะไม่เหลือเลยก้ได้

เพราะขนาดพวกผู้ใหญ่หลายๆคนเลย ยังบ่น ไม่เจอเพื่อนมา 10 กว่าปี แล้วมาเจอกันบังเอิญ ก็ถ้ายังจำกันได้ก็ทักทายตามมารยาทแค่นั้น แต่ถ้าหากเป็นเพื่อนที่ดีหน่อย เขาจะพยายามหาทางติดต่อ หรือ พูดคุยกับเราบ้าง ไม่ปล่อยเวลาหายเงียบไปยาวนานแบบนี้หรอก แล้วจะเริ่มรู้สึกว่า ช่วงนี้ คนก็มักจะทำอะไรไม่ค่อยนึกถึงกันแล้ว

เพื่อน

ส่วนเพื่อนร่วมงาน ก็อย่าไปคาดหวังอะไรมาก เพราะด้วยบทบาท หน้าที่ และ ระบบต่างๆในองค์กร มันทำให้คนทำอะไรไม่ค่อยนึกถึงคนอื่น

จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไม ถึงได้พบเจอเพื่อนดีๆน้อยมาก โดยเฉพาะในสังคม ออฟฟิต คือ ถ้าหากไม่มีผลประโยชน์กับเขา เขาก็จะไม่คุยด้วยเลยไง แต่ก็มีบางที ก็อาจจะโชคดี ได้เจอเพื่อนดีๆ เพิ่มมาก็ได้ ใครจะไม่รู้ แม้จะพบเจอคนแบบนี้ได้ยากก็ตาม

ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไม เพื่อนค่อยๆหายไปจนแทบจะไม่เหลือ นั่นก็เพราะ เพื่อนดีๆ จริงใจ มันไม่ได้พบเจอกันง่ายๆไง ส่วนมากที่ยังเห็นไปไหนมาไหน ก็อาจจะเพราะ ยังเห็นว่า มีแนวคิด หรือ ชอบอะไรเหมือนๆกันอยู่

หรือ ไม่ก็อาจจะเป็นแค่พวกเพื่อน ที่ไปกินไปเที่ยวเท่านั้น ซึ่งหากวันนึงเราไม่มีไปกินไปเที่ยวกับมัน หรือ ประสบปัญหาชีวิตอะไรบางอย่าง เพื่อนพวกนี้ก็จะหายสาปสูญไปหมด บางทีคนเหล่านั้น อาจจะไม่ใช่เพื่อนแต่แรกก็ได้ ก็เป้นเพียงแค่คนเคยรู้จัก

เพื่อน

แล้วลักษณะของเพื่อนที่ดี ถ้าว่ากันคร่าวๆ ก็คงจะมีลักษณะดังต่อไปนี้

1.ไม่สนใจว่า เพื่อนจะรวย หรือ จน มันสนแค่ว่า เห็นเราเป็นเพื่อนเสมอ
2.เวลามีปัญหาอะไรขึ้นมา คนที่เป้นเพื่อน เขามักจะเป็นทุกข์กับเราไปด้วย

3.คนที่เป็นเพื่อนที่ดี เขาจะพยายามทำให้เรามีความสุข แม้เราจะรู้สึกแย่เต็มที
4.ไม่ว่าเราจะมีปัญหาหนักหนาแค่ไหน เขาจะเข้าใจ และ รับฟังเราเสมอ

เพื่อน

5.หากเพื่อนไปกินแพงๆ ไม่ได้ งั้นก็จะกินข้างทางด้วยกันก็แล้วกัน
6.เพื่อนที่ดี เขาจะไม่พูดอะไรกระทบใจจิตใจเรา

และ สุดท้าย เพื่อนที่ดีที่สุด ก็คือ ตัวเราเอง ยังไงก็อย่าลืมระวัง รักษาความรู้สึกดีๆต่อตัวเองไว้ด้วย

ขอบคุณเรื่องราวจาก : สมาชิกพันทิปหมายเลข 3014544

ภาพที่เห็นแล้วก็ต้องยิ้มตาม “พ่อลูกคุยหยอกล้อ” ถึงแม้ไม่มีเงินทองมากมาย ก็มีความสุขได้

มีเงินทองมากมาย ซื้อความรัก ความสุขไม่ได้ ภาพที่เห็นแล้วก็ต้องยิ้มตาม ยิ่งดูยิ่งรู้สึกว่าอบอุ่มไปทั้งหัวใจ กับภาพของสองพ่อลูกที่นั่งอยู่บน BTS

ซึ่งภาพของทั้งคู่นั้นแสดงให้เห็นถึงความรักที่มีให้กันโดยไม่มีขีดจำกัด เป็นภาพที่มีเสน่ห์ เป็นชุดภาพที่สะท้อนออกมาได้อย่างชัดเจนและรู้สึกถึงความสุขของทั้งคู่ได้อย่างไม่มีข้อสงสัย

พ่อลูก

ภาพที่เห็นแล้วก็ต้องยิ้มตาม.. เมื่อ เพจ “ชาวเน็ต” ได้ออกมาโพสต์ชุดภาพ ที่ทำให้ชาวเน็ตต้องเอ่ยปากว่าเป็นภาพที่มีเสน่ห์ที่สุด และดูมีความสุขเมื่อได้มอง ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงภาพแค่ 4 ภาพ แต่เป็น 4 ภาพที่แสดงพลังของความรักของ พ่อที่มีต่อลูก และความสุขที่แท้จริง

พ่อลูก

จากภาพนั้นเป็นภาพของพ่อคนหนึ่งที่พิการ ที่มีร่างกายไม่สมประกอบนั่งขอทานอยู่บน BTS โดยมีลูกชายตัวน้อยนั่งอยู่ข้างๆ แต่ภาพที่ได้นั้นไม่ใช่ภาพที่ดูแล้วสงสารหรือเวทนาแต่ย่างไร กลับเป็นภาพแห่งความสุขที่ทั้งคู่ได้แบ่งปันให้กับคนดู

พ่อลูก

ซึ่งเป็นภาพที่ทั้งคู่คุยหยอกล้อกันอย่างมีความสุข ไม่ต้องมีเงินทองมากมาย ก็มีความสุขได้ ทำให้เรารู้ได้เลยว่า ความรักของพ่อแม่นั้นคือการให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ถึงแม้ว่าเราจะพลาดทำผิดมากมาย กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็มีพ่อแม่ที่อยู่ข้างเรา เป็นห่วงเรา และรักเรามากที่สุด

พ่อลูก

ขอบคุณภาพ ชาวเน็ต

อยากให้เงินไหลมาเทมา ต้องทำบุญด้วยอะไร

หากใครรู้สึกว่าการเงินไม่คล่องตัวสักที วิบากกรรมทางการเงินเยอะ หรือมีปัญหาการเงินตลอด

อยากให้เงินไหลมาเทมา ต้องทำบุญด้วยการ ถวายข้าวสาร เนื่องจากอานิสงส์ของการถวายข้าวสารจะทำให้เป็นเศรษฐี มีเงินไหลมาเทมา มีกินมีใช้ไม่ขาด และต้องห้ามเสียดาย คิดว่าจะทำเท่าไหร่ให้ทำเท่าที่ตั้งใจเอาไว้ เพื่อที่จะได้อานิสงส์ได้มีเงินใช้ไม่ขาดมือด้วย

ข้าวสาร

คำอธิษฐานบุญถวายข้าวสาร

บุญที่ข้าพเจ้าทั้งหลายได้มีความตั้งใจแล้ว ขวนขวายแล้ว ที่จักนำข้าวสารจำนวน…ถวาย ณ บัดนี้ ความตั้งใจของข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้สำเร็จในเบื้องต้นแล้วก็ดี สำเร็จในท่ามกลางก็ดี สำเร็จในที่สุดก็ดี

ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมนำเอาอานิสงส์ผลบุญ อานิสงส์ผลทานจาการได้ร่วมถวายข้าวสารในครั้งนี้ของ ข้าพเจ้าทั้งหลาย น้อมถวายบูชาคุณพระรัตนตรัย น้อมถวายเป็นปฏิบัติบูชา

ข้าวสาร

ขอบารมีแม่พระธรณีจงมาเป็นทิพย์พยานในกุศลผลบุญ กุศลผลทาน ในการทำบุญถวายข้าวสารจำนวน… ที่วัดในครั้งนี้

ขอจำนวนเม็ดของข้าวสารทุกเม็ดจงเป็นตัวแทนในบุญของข้าพเจ้าทั้งหลาย ข้าวสารนี้นำไปหุงเป็นข้าวสวยที่รับประทานได้ และนำไปถวายพระภิกษุ-สามเณร และผู้รักษาศีล ผู้ปฏิบัติธรรมทุกท่าน เพื่อขบฉันเป็นอาหาร แล้วข้าวที่ฉันนั่นกลายเป็นเลือดเป็นเนื้อ เป็นกำลังของท่าน

ข้าวที่ฉันนั้นก่อให้เกิดกำลังกาย กำลังใจให้กับพระภิกษุสามเณรในการสร้างคุณงามความดี สร้างบุญกุศลในเขตบุญของพระพุทธศาสนา ศึกษาเล่าเรียน ประพฤฒิปฏิบัติธรรม ก่อให้เกิดปัญญาและคุณธรรม คุณวิเศษในธรรม และอานิสงส์อีกมากมายเพียงใด ข้าพเจ้าทั้งหลายขอมีส่วนในอานิสงส์ทั้งหลายเหล่านั้น

ข้าวสาร

ขออานิสงส์ทั้งหลายเหล่านั้นจงได้มาบังเกิดในกาย วาจา ใจ ของข้าพเจ้าตามภูมิจิต ภูมิธรรม ของข้าพเจ้าในปัจจุบันวันนี้ ขอบุญนี้จงสำเร็จแก่กาย วาจา ใจ ของข้าพเจ้า

ขอบุญนี้จงสำเร็จแก่กายสังขารของข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้มีสุขภาพแข็งแรง ขอบุญนี้จงสำเร็จแก่อาชีพของข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้ามีอาชีพที่มั่นคง รุ่งเรือง สำเร็จตลอดเวลา ตลอดชีวิต ขอบุญนี้จงสำเร็จแก่ผู้มีพระคุณ ผู้มีบุญคุณกับข้าพเจ้าทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น อันมีบิดา-มารดา ครู อาจารย์ เป็นต้น

ขอบุญนี้จงสำเร็จแก่ครอบครัว ธุรกิจการงาน งานเงิน ของข้าพเจ้า ขอให้การงาน การเงินของข้าพเจ้า คล่องตัวตลอดเวลา ตลอดชีวิต

ข้าวสาร

ขอบุญนี้จงสำเร็จแก่มนุษย์ สัตว์ สิ่งของ ที่เกี่ยวเนื่องกับข้าพเจ้าในปัจจุบันวันนี้ ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ คุณบิดา-มารดา คุณครูอุปัชฌาย์ อาจารย์ เทพ พรหม เทวา อริยาจารย์เจ้า ทั้ง 16 ชั้น ฟ้า 15 ชั้นดิน 11 ชั้นบาดาล เทวดาที่ดูแลปกปักรักษาพระพุทธศาสนาและผืนแผ่นดินประเทศไทยทุกท่านทุกพระองค์

เทวดาที่รักษากาย วาจา ใจ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เทวดาที่ดูแลสถานที่อยู่อาศัย สถานที่ทำงานของข้าพเจ้า เทวดาที่ดูแลยานพาหนะของข้าพเจ้า เทวดาที่ดูแลขุมทรัพย์ ประตูเงินประตูทอง ของข้าพเจ้าทั้งหลาย

ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ทุกดวงจิต ทุกดวงวิญญาณ ที่มีความเกี่ยวพันธ์กับข้าพเจ้าในปัจจุบันวันนี้ ทั้งเบื้องล่าง เบื้องกลาง เบื้องสูง ทั้งภายในและภายนอก

เงินขวัญถุง

ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ ชาวนา พ่อค้า และผู้มีส่วนร่วมในการปลูกข้าว ดูแลข้าว นำส่งข้าวสารมาให้กับข้าพเจ้าทั้งหลายได้มีโอกาสนำแม่โพสพมาทำบุญในครั้งนี้

ข้าพเจ้าขอนำส่งให้แม่พระโพสพ แม่พระธรณี แม่พระคงคา แม่พระเพลิง แม่พระพาย พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอินทร์ พระพรหม พญายม พระยายักษ์ ครุฑ คณธรรพ์ นาคา นาคี ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ พร้อมบริวารทั้งหลายทั้งหมดทั้งมวล

ขอแม่พระธรณี นำคำอธิษฐานของข้าพเจ้าทั้งหลายไปยังทิศทั้ง 10 ขอให้คำอธิษฐานของข้าพเจ้า จงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จ เป็นอัศจรรย์ ทันใจ ในวันนี้ เดี๋ยวนี้ วินาทีนี้

เงิน

หากข้าพเจ้าเคยฝากทรัพย์ไว้กับแม่พระธรณี แม่พระคงคา แม่พระเพลิง แม่พระพาย แม่พระโพสพ แล้วทรัพย์นั้นไม่ได้เป็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขออโหสิกรรม ถ้าทรัพย์ที่ฝากไว้เป็นของข้าพเจ้า

ขอท่านทั้งหลายนำทรัพย์ของข้าพเจ้านำส่งให้ข้าพเจ้าได้ใช้ในภพนี้ ปัจจุบันวันนี้ เพืีอใช้ในการดำรงชีพและใช้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาสืบไปด้วยเทอญ…สาธุ

ที่มา : อ.เก่ง เสริมชีวิต (พัศญ์ศภณ โยธินธรรมธร)

คำอธิษฐานนี้ได้แนวทางจาก ดร.แม่ชี ทศพร วชิระบำเพ็ญ

เคล็ดลับในการอธิฐานเมื่อดวงตก เพื่อเสริมบารมี แต่งเติมราศี และสะเดาะเคราะห์

การอธิษฐานพิเศษเมื่อดวงตก จุดธูป ๓๙ ดอก ที่โล่งแจ้งนอกชายคาบ้าน ปักกลางแจ้ง ขอขมาต่อสิ่งที่มองไม่เห็น เพื่อเสริมบารมี แต่งเติมราศี และสะเดาะเคราะห์

ช่วงเวลาจุด ๐๖.๐๐ น. ถึง ๑๒.๐๐ น.

ตั้งนะโม ฯ ๓ จบ ตั้งจิตให้นิ่งแล้วอธิษฐาน ดังนี้

“ ข้าพเจ้าชื่อ……….นามสกุล……….อายุ…. ปี (ถ้าเปลี่ยนชื่อให้กล่าวชื่อเดิม)
ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ หลวงพ่อปานวัดบางนมโค หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ อีกทั้ง เทวดาที่คุ้มครองและท่านท้าวพระยายมราช จงได้โปรดสงเคราะห์ ระงับกรรมที่เป็น อกุศล ที่มาตัดรอนชีวิต อายุ การเงิน การงาน ความสุขในครอบครัวไว้ก่อน

เพื่อที่จะให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสสำเร็จประโยชน์ ในทุกสิ่ง เพื่อที่จะได้บำเพ็ญบารมี ทานศีลภาวนา ในการอันสมควร และขอให้บริวารอยู่ในปกครอง อุปสรรคในกิจการงานจงอย่ามีแก่ข้าพเจ้า”

หากอ่านแล้วเข้าใจทั้งหมดแล้วได้ลงมือทำ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปถ้าทำครบถ้วนถูกต้อง ต่อให้“ดวงตก” มีปัญหาเรื่องเงินแค่ไหน เราก็แก้ไขได้ ชีวิตก็จะมีแต่ความสุข ความเจริญหลั่งไหลเข้ามาแบบไม่ขาดสาย

วิธีแก้กรรม ลดกรรม เรื่องการเงินแบบเร่งด่วนให้ผลทันใจ ให้ดีขึ้นแบบทันตาเห็น

“การไม่มีหนี้เลย เป็นลาภอันสุดประเสริฐ” ท่านที่ดวงตกและมีปัญหาเรื่องเงิน หนี้สินรุงรัง เงินทองไม่พอใช้ อย่างหนักนั้น นอกจากที่แนะนำไปข้างต้นแล้ว ขอแนะนำเพิ่มเติมถ้าอยากจะให้ดีขึ้นแบบทันตาเห็น ให้ทำดังนี้

ไหว้พระ

ต้องสวดมนต์ “พระคาถาเงินล้าน” ของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ อย่างน้อยวันละ ๙ จบ ในทุกวันถ้าทำได้ว่างเมื่อไหร่ก็ให้สวดเมื่อนั้น ถ้าติดขัดการเงินแบบหนักหนาสาหัสสากรรจ์เจียนจะตายเสียให้ได้ให้ตั้งใจท่อง พระคาถาวันละ ๑๐๘ จบ

สำคัญมากๆ ก็คือในเวลาที่ท่องนั้น ห้ามเอาจิตไปคิดถึงเรื่องเงินแบบให้ได้มาเร็ว ให้ถูกหวย ให้มีลาภใหญ่หรือความโลภอะไรก็ตามเพราะกรรมทางใจไม่ดีเหล่านี้จะไปหน่วง กรรมดีและสิ่งที่ควรได้ ต้องปล่อยใจให้สบายๆ คิดว่าเป็นการสวดเพื่อโมทนาพระคุณความดีของหลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำก็พอ

ใส่บาตร

– ต้องใส่บาตรทุกวันหรือหมั่นทำบุญทุกวันไม่ว่าจะเป็นทาน ศีล ภาวนา แล้วอุทิศบุญให้กับหลวงพ่อเงินไหลมาเทมา พระพุทธรูปปางอุ้มบาตรที่อยู่ที่วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี หากมีโอกาสให้ไปไหว้ท่านที่วัดท่าซุงเลย ถ้าไม่มีเวลาให้ดูในรูปประกอบบทนี้

อุทิศบุญให้กับพรหมเทพเทวดาที่รักษาสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ที่วัดท่าซุงทั้งหมดและที่ดูแลรักษาหลวงพ่อเงินไหลมาเทมา อุทิศบุญเพื่อโมทนาพระคุณความดีหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ครูผึ้ง ครูแจงและทุกท่านที่เอาพระคาถามาเผยแพร่ อุทิศบุญให้เทวดารักษาตัว เทวดาที่ดูแลบ้านเรือนและร้านค้า สถานที่ทำงาน

เจ้ากรรมนายเวร

อุทิศบุญให้เจ้ากรรมเจ้ากรรมนายเวรแบบต้อง เฉพาะเจาะจงเรามีเรื่องใดที่ต้องเร่งแก้ไขด่วนให้กล่าวถึงเจ้ากรรมนายเวรแบบนั้นเลย เช่น โดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้ตกงานอยู่ในขณะนี้ หรือโดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องเงินอย่างหนักในขณะนี้ หรือโดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้เกิดปัญหาทางการค้าอย่างรุนแรงในขณะนี้ เป็นต้น

– รักษาศีล ๕ เท่าชีวิตเท่าที่ทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศีลข้อที่ ๔ และศีลข้อที่ ๕ ต้องถือสัจจะห้ามผิดคำพูดเป็นอันเด็ดขาด คำพูดนี้สำคัญมากแม้แต่มหาโจรยังถือข้อนี้เป็นอันดับแรกเลย และห้ามกินเหล้าเมายาทั้งสิ้น และเพราะถ้าผิดศีล ๒ ข้อนี้แล้ว ถือเป็นกรรมตรงที่จะไปขัดขวางเรื่องดีๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตไม่ให้เกิดขึ้นเลย

สวดแล้วดีมีโชค คาถาเรียกทรัพย์

– เมื่อสวดพระคาถาเสร็จแล้วให้ตั้งจิตอธิษฐานกล่าวดังนี้

“ขอบุญบารมีแห่งพระคาถา หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ โปรดดลบันดาลให้…

(ตามที่เราปรารถนาให้เกิดขึ้น และต้องเป็นเรื่องเดียว ถ้าเรื่องเงินก็เงิน จำนวนเท่าไรก็ต้องเท่านั้น เรื่องการค้าก็การค้า อย่าขอมั่วไปหมด เมื่อได้เรื่องใดเรื่องหนึ่งค่อยขอเรื่องต่อไปที่ต้องการ อีกทั้งห้ามบนบานติดสินบนเด็ดขาด)

เคล็ดวิชานี้ใช้ได้ผลมามากมายทั้งคนที่ตก งานหางานทำไม่ได้ คนที่เป็นหนี้สินที่แทบฆ่าตัวตาย คนที่สิ้นหวังในชีวิต รอดมาแล้วทั้งนั้น แต่ต้องทำจริง อย่าทำเล่นหากท่านทำได้ทำครบถ้วนทุกประการที่ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำแล้ว รับรองว่าทุกท่านจะได้รู้ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตด้วยตัวเองในเวลาไม่นานนัก

คาถาเงินล้าน

พระคาถาเงินล้าน ของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ

ก่อนสวดพระคาถาให้ตั้งจิตให้นิ่ง ท่องนะโมฯ ๓ จบ

สัมปจิตฉามิ… นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ.   พรหมมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม.   มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เมมิเตพาหุหะติ.   พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา.   วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม.   สัมปติจฉามิ.   เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ

(***สวดทุกวันอย่างน้อย ๙ จบถ้าดวงตกหนักมากหรือการเงินติดขัด การค้ามีปัญหา มีแต่เรื่องร้ายๆ ให้สวด ๑๐๘ จบหรือมากได้ตามกำลังศรัทธา คาถาบทนี้กล่าวไว้ในบทแรกแล้ว แต่ขออนุญาตนำมาลงซ้ำ เพราะตรงกับการแก้ไขในเรื่องนี้โดยเฉพาะ)

เคล็ดบูชาเทวดา (ทั่วสากลโลก) #ปลดเปลื้องทุกข์ภัย เทพยดาทั้งหลายช่วยเหลือป้องกัน

การบูชาเทวดาก็เหมือนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ที่เราต้องทำการ “ปฏิบัติบูชา” ด้วยการสร้างคุณงามความดีให้มากๆ ภายหลังการทำบุญใดๆ

เทวดา

แล้วก็ต้องทำการเชื่อมบุญไปให้ท่านโดยเมื่อขณะที่กรวดน้ำให้ตั้งจิตอธิษฐานอุทิศบุญให้ท่านด้วยประโยคอุทิศบุญที่ว่า

“อิทัง สัพพะเทวานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา”

ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงจงมีความสุข

เมื่อทำการเชื่อมบุญให้เทวดาได้รับบุญนั้นไปแล้วเทวดาก็จะมีความรู้จักกับผู้ที่ทำบุญอุทิศไปให้ เวลาที่เราเกิดเรื่องราวเดือดร้อนในทางใดก็ตาม ท่านก็จะมาช่วยเราได้อย่างแน่นอน

บูชาเทวดาประจำตัว

และถ้าอยากจะพิสูจน์ว่าจะพบกับประสบการณ์ของการอวยพรให้คุณของเทวดาเหล่านั้น เราต้องทำเหตุให้ถูกตรงกับผลด้วย

ในที่นี้หมายถึงการพัฒนาจิตให้มีคุณธรรมเช่นเดียวกับเทวดา อาทิ เรายังต้องคงความมีศีลธรรม มีความประพฤติละอายชั่วกลัวบาป (หิริโอตตัปปะ) มีกายวาจาใจเป็นอุโบสถศีลอยู่เป็นปกติทุกขณะ มีสภาวะของจิตที่ดีใสสะอาด ผู้ที่ได้ประพฤติได้ถูกตรงตามนี้แล้ว

เทวดาประจำตัว

การพบเห็นเทวดาประจำตัวหรือเทวดาในที่อื่นใด ย่อมเกิดขึ้นได้และท่านก็จะอำนวยพรให้ประสบความสุขความสำเร็จได้เช่นกัน

#อย่าได้ขาด อานิสงค์ที่ยิ่งใหญ่ ของการถวายน้ำดื่ม

ถวายน้ำดื่ม หรือการทำบุญด้วยน้ำ อานิสงค์ยิ่งใหญ่ ทำให้เงินไหลมาเทมา คล่องมือ และชีวิตมีแต่ความราบรื่น ไหลคล่องเหมือนสายน้ำ

ถวายน้ำดื่ม

ถ้าเราสังเกตดูจะเห็นว่า คนที่ร่ำรวยนั้น จะถวายน้ำดื่มที่สะอาดไปด้วย ในความเชื่อของชาวจีนนั้น น้ำคือ ขุมพลังมหาศาล ที่ส่งผลสะท้อนกลับมาของชีวิตของคนทุกคน

ในการทำบุญด้วยน้ำ นั้นเชื่อกันว่า จะทำให้ทรัพย์สินเงินทอง ความสุขต่างๆ นั้นไหลรื่นสะดวกขึ้น จากที่เคยติดขัดก็จะราบรื่น จากที่เคยมาแบบกระเซ็นกระสายก็จะไหลมาเทมาไม่หยุดยั้ง

การทำบุญด้วยน้ำรวมไปถึงการร่วมเป็นเจ้าภาพถวายเครื่องกรองน้ำ ที่กรองน้ำบริสุทธิ์ให้พระสงฆ์ได้ดื่มกิน เพื่อที่ท่านจะได้มีร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคร้ายที่มากับน้ำ ถือได้ว่า เป็นการร่วมส่งเสริมให้พระพุทธสาสนาดำรงอยู่ ถือว่าเป็นมหาบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่

ถวายน้ำดื่ม

อานิสงส์ของการถวายน้ำดื่มที่สะอาดแด่พระสงฆ์ หรือบริจาคน้ำดื่มให้ผู้ที่ขาดแคลนนั้น จะช่วยส่งเสริมดวงชะตาดัง ต่อไปนี้

๑.ทำให้เงินทองไหลมาเทมา

๒.เงินทองหมุนเวียนได้คล่องมือ

๓.ชีวิตมีแต่ความราบรื่น เหมือนสายน้ำไหล

๔.มีจิตใจที่ใสสะอาด เหมือนดั่งน้ำบริสุทธิ์

ถวายน้ำดื่ม

การทำบุญสร้างกุศลด้วยความตั้งใจ แม้จะเป็นเพียงการถวาย “น้ำดื่ม” แด่พระสงฆ์ ให้ท่านได้ดื่มน้ำที่สะอาดก็ถือเป็นการร่วมสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป

ดังนั้นเมื่อทำบุญทุกครั้งด้วยการถวายภัตตาหาร และการใส่บาตร ในตอนเช้า การทำบุญด้วยน้ำจึงนับได้ว่ามีอานิสงส์ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราคาดคิดนั่นเอง.