Category: พุทธกาล

  • ประวัติพระเถระ “พระมหาโมคคัลลานะ” อัครสาวกเบื้องซ้าย ของพระโคตมพุทธเจ้า

    ประวัติพระเถระ “พระมหาโมคคัลลานะ” อัครสาวกเบื้องซ้าย ของพระโคตมพุทธเจ้า

    • ท่านพระมหาโมคคัลลานะ พระเถระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระโคตมพุทธเจ้า เป็นพระอสีติมหาสาวกผู้เป็นเอตทัคคะในด้านผู้มีฤทธิ์มาก คู่กับพระสารีบุตร ผู้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา พระมหาโมคคัลลานะ มีชื่อเดิมว่า “โกลิตะ” เป็นบุตรพราหมณ์ท้ายบ้านผู้หนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากกรุงราชคฤห์ โกลิตมาณพ เป็นเพื่อนสนิทกับอุปติสสมาณพ หรือ พระสารีบุตร ทั้งสองคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เป็นบุตรแห่งสกุลผู้มั่งคั่งเหมือนกัน เบื่อชีวิตการครองเรือนที่วุ่นวาย จึงพาบริวารไปขอบวชอยู่ในสำนักสัญชัยปริพพาชก เรียนลัทธิของสัญชัยได้หมด จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยสอนหมู่ศิษย์ต่อไป ทั้งสองมาณพยังไม่พอใจในคำสอนของสัญชัยปริพาชก เพราะไม่ใช่แนวทางที่ตนต้องการ จึงตกลงกันที่จะแสวงหาอาจารย์ที่สามารถชี้แนะแนวทางที่ดีกว่านี้ หากใครได้โมกขธรรม ก็ขอให้บอกแก่อีกฝ่ายหนึ่ง • ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้ดวงตาเห็นธรรมและอุปสมบทเป็นภิกษุ เมื่ออุปติสสมาณพได้ไปพบพระอัสสชิในกรุงราชคฤห์ ได้ฟัง “พระคาถาเย ธัมมา” จากพระอัสสชิ ทำให้ได้ดวงตาเห็นธรรม คือ บรรลุโสดาบัน อุปติสสมาณพได้นำคำสอนของพระอัสสชิไปแจ้งให้โกลิตมาณพทราบ โกลิตมาณพก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเช่นดียวกัน ทั้งสองมาณพได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่วัดเวฬุวนาราม และได้ทูลขออุปสมบทต่อพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ได้ทรงอนุญาตให้อุปสมบทเป็นภิกษุ โกลิตมาณพซึ่งอุปสมบทเป็นพระมหาโมคคัลลานะ บำเพ็ญความเพียงได้ ๗ วัน ก็สำเร็จพระอรหันต์ ส่วนอุปติสสมาณพ ซึ่งอุปสมบทเป็นพระสารีบุตร อุปสมบทได้กึ่งเดือน จึงสำเร็จพระอรหันต์ พระมหาโมคคัลลานะเมื่ออุปสมบทแล้วไปทำความเพียรอยู่ที่บ้านกัลลวาลมุตตคาม ถูกนิวรณ์ คือ ถีนมิทธะ…

  • บทสวดมนต์ “ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร” ปฐมเทศนา

    บทสวดมนต์ “ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร” ปฐมเทศนา

      ธัมมจักกัปปวัตนสูตร เป็นปฐมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ ทั้ง ๕ คนได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสธัมมจักกัปปวัตนสูตรนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลีปราศจากมลทิน ก็ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะ นับเป็นพระสงฆ์สาวกองค์แรกในพระพุทธศาสนา วันนั้นเป็นวันเพ็ญกลางเดือนอาสาฬหะหรือเดือน ๘ เป็นวันที่พระรัตนตรัยครบบริบูรณ์ บังเกิดขึ้นในโลกเป็นครั้งแรก คือมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครบบริบูรณ์ (วันอาสาฬหบูชา)   สาระสำคัญของธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนี้ คือ การประกาศทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่ไม่เอียงไปทางกามสุขัลลิกานุโยค อันเป็นการประกอบตนแสวงหาความสุขจากกามคุณทั้ง ๕ และไม่เอียงไปทางอัตตกิลมถานุโยคอันเป็นการทรมานตนโดยหาประโยชน์มิได้ ซึ่งข้อปฏิบัติทางสายกลาง คือ มัชฌิมาปฏิปทานี้เป็นข้อปฏิบัติอันกระทำเครื่องเห็น(ดวงตา)และเครื่องรู้(ญาณ)ให้เป็นปกติ เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม หรือ รู้ดี เพื่อความดับตัณหา เพื่อพ้นไปจากข้าศึก คือ กิเลส เป็นทางของพระอริยเจ้าผู้ละจากสภาวะฆราวาสออกบรรพชาในพระพุทธศาสนาแล้วพึงปฏิบัติตามหนทางสายกลางนี้เท่านั้น ซึ่งมัชฌิมาปฏิปทานี้ประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ๑. ปัญญาเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ๒.…

  • ถ้ำกาฬศิลา สถานที่”พระโมคคัลลานะ”นิพพาน

    ถ้ำกาฬศิลา สถานที่”พระโมคคัลลานะ”นิพพาน

    ถ้ำกาฬศิลา สถานที่”พระโมคคัลลานะ”นิพพาน วันพระแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ตรงกับวันคล้ายวันอนุปาทิเสสนิพพาน คือวันคล้ายวันนิพพานของท่านพระมหาโมคคัลลานะเถระเจ้า พระอัครสาวกเบื้องซ้าย (ท่านนิพพานก่อนพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ พรรษา และหลังวันพระสารีบุตรนิพพาน ๑๕ วัน) พรรษาที่จะนิพพานนั้น ท่านจำพรรษา อยู่ที่ถ้ำกาฬศิลา แคว้นมคธ เดียรถีย์ (นักบวชนอกพระพุทธศาสนา) คณะหนึ่งได้ จ้างโจรก๊กหนึ่งให้ไปฆ่าท่าน เหตุที่เป็นดังนั้นเพราะเดียรถีย์ได้ประชุมปรึกษาหารือกันแล้วต่างลงความเห็นว่า ทุกวันนี้พวกตน เสื่อมจากลาภสักการะ มีผู้นับถือน้อยลง เป็นเพราะผู้คนพากันหันไปเลื่อมใสพระสมณโคดมเป็นส่วนใหญ่ สาวกของพระสมณโคดมองค์สำคัญที่เป็นตัวการให้คนหันไปเลื่อมใสศาสดาของตนนั้น คือพระมหาโมคคัลลานะ เนื่องจากสาวกรูปนี้มีฤทธิ์ไปนรกสวรรค์ แล้วกลับมาเทศนาสั่งสอนจนคนเกิดศรัทธาเลื่อมใส หากไม่มีสาวกรูปนี้แล้ว พระสมณโคดมก็หมดความหมาย ผู้คนก็จะหมดความเลื่อมใส แล้วพากันหันกลับมาเลื่อมใสพวกตนตามเคย ลาภสักการะก็จะมีมากเหมือนเก่า ครั้นปรึกษาหารือกันแล้ว พวกเดียรถีย์ก็เรี่ยไรเงินจากผู้ที่ยังนับถือพวกตนอยู่ไปว่าจ้างโจรให้ไปฆ่าพระเถระ เวลานั้นเป็นช่วงระยะเวลาเข้าพรรษา พวกโจรได้พากันไปยังถ้ำกาฬศิลาซึ่งท่านจำพรรษาอยู่ ภายนอกถ้ำมีกุฏิหลังเล็กๆ อยู่หลังหนึ่ง ท่านพักอยู่ในกุฏิหลังนั้น และเมื่อได้ทราบว่ามีโจรมาล้อมกุฏิหมายจะฆ่าท่าน พระเถระก็เข้าฌานอธิษฐานจิตหายออกไปทางช่องลูกดาล พวกโจรไม่ทราบจึงเข้าไปค้น แต่ก็พลาดโอกาสไม่พบท่าน วันต่อมาๆ พวกโจรก็ได้มาล้อมกุฏิของท่านอีก แต่ก็ไม่สามารถจับตัวท่านได้ เพราะท่านได้ใช้อำนาจฤทธิ์หายตัวไม่ยอมให้โจรจับได้ พวกโจรพยายามอยู่อย่างนี้ ถึง…

  • เรื่องราวของพระจิตตหัตถเถระ  พระอรหันต์ผู้บวชแล้วสึกถึง 7 ครั้ง!

    เรื่องราวของพระจิตตหัตถเถระ พระอรหันต์ผู้บวชแล้วสึกถึง 7 ครั้ง!

    พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่พระเชตวัน ทรงปรารภพระจิตตหัตถเถระ ได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 38 และพระคาถาที่ 39 นี้ ชาวนาชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง ตามหาโคที่หายไปในป่า รู้สึกหิวมากจึงเข้าไปในวัดประจำหมู่บ้านแห่งหนึ่ง และได้รับประทานอาหารที่เหลือจากพระฉันในตอนเช้า ขณะที่กำลังรับประทานอาหารอยู่นั้น เขาก็มีความคิดว่า แม้ว่าเขาจะทำงานหนักทุกวัน แต่ก็ไม่สามารถหาอาหารดีๆแบบนี้รับประทานได้ เขาควรจะบวชเป็นพระภิกษุก็จะได้ฉันอาหารดีๆ ดังนั้นเขาจึงไปขอให้ภิกษุทั้งหลายบวชให้ เมื่อเข้าไปบวชเป็นพระอยู่ในวัดแล้ว ท่านนี้ก็ได้ทำหน้าที่ต่างๆของภิกษุ และด้วยเหตุที่มีอาหารดีๆรับประทาน ท่านก็เลยอ้วนท้วนน้ำหนักตัวขึ้นมาก แต่ต่อมาไม่นานท่านเกิดความเบื่อหน่ายกับการที่ต้องออกเดินเที่ยวบิณฑบาต และได้ลาสิกขาออกไปเป็นฆราวาสเช่นเดิม แต่พอสึกไปได้ไม่กี่วันก็มีความรู้สึกว่าชีวิตของฆราวาสน่าเบื่อหน่าย จึงได้หวนกลับไปขอบวชจากพระภิกษุอีกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งพระภิกษุก็ได้บวชให้ แต่พอบวชครั้งที่สองนี้อยู่ไม่นาน ท่านก็ลาสิกขาออกไปเป็นฆราวาสอีก ท่านบวชแล้วลาสิกขาแบบนี้ถึง 6 ครั้ง พวกภิกษุทั้งหลาบจึงตั้งชื่อให้ว่า “จิตตหัตถเถระ” ซึ่งมีความหมายว่าผู้ตกอยู่ในอำนาจของจิต ขณะที่ท่านบวชแล้วลาสิกขาไปๆมาๆระหว่างบ้านกับวัดเช่นนี้ ภรรยาของท่านก็ได้ตั้งครรภ์ วันหนึ่งในช่วงที่ท่านลาสิกขาออกไปอยู่ที่บ้านนั้น ท่านบังเอิญเดินเข้าไปในห้องนอนในขณะที่ภรรยาของท่านนอนหลับอยู่ ผ้าที่นางนุ่งเกิดหลุดลุ่ย มีเสียงกรนออกมาทางจมูกและทางปาก มีน้ำลายไหลออกจากปาก อ้าปาก พุงโต มีลักษณะคล้ายกับซากศพ เมื่อท่านมองเห็นภรรยาเป็นเช่นนี้ก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “เราไปบวชเป็นภิกษุหลายครั้งมาแล้ว และอยู่เป็นภิกษุไม่ได้ก็เพราะหญิงผู้นี้” คิดเช่นนี้แล้วก็ฉวยผ้ากาสาวพัสตร์เดินออกจากบ้านไปที่วัดเป็นครั้งที่ 7 ขณะที่เดินไปนั้นท่านท่องบ่นไปว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ๆๆๆ”…

  • พุทธชัยมงคลคาถา บทที่ 3 ชัยชนะของพระพุทธเจ้าครั้งที่ 3 ทรงมีชัยชนะแก่ช้างนาฬาคิรี

    พุทธชัยมงคลคาถา บทที่ 3 ชัยชนะของพระพุทธเจ้าครั้งที่ 3 ทรงมีชัยชนะแก่ช้างนาฬาคิรี

    “พระชัยมงคลคาถา(พาหุง)” ว่าด้วยความมีชัยของพระพุทธองค์ตอนที่สาม ตอนที่มีชัยแก่ “พญาช้างนาฬาคิรี” อันเป็นหนึ่งในแปดของบทสวดจากชัยชนะทั้งแปดครั้งของพระพุทธองค์ ได้พรรณนาพุทธคุณไว้ว่า… นาฬคิรึ คชวรํ อติมตฺตภูตํ ทาวคฺคิจกฺกมสนีว สุทารุณนฺตํ เมตฺตมพุเสกวิธินา ชิตวา มุนินฺโท ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ ฯ “พระผู้มีพระภาคเจ้าจอมมุนี ได้ชัยชนะต่อช้างตัวประเสริฐ ชื่อนาฬาคีรี ซึ่งเป็นช้างตกมัน สุดแสนที่จะทารุณร้ายกาจ ด้วยนํ้าพระเมตตา ด้วยเดชแห่งชัยชนะของพระพุทธเจ้านั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงบังเกิดมีแก่ท่าน” เรื่องมีว่า ช้างนาฬาคิรีจะแทงพระพุทธเจ้าเวลาเสด็จออกบิณฑบาต เหตุเกิดขึ้นเพราะพระเทวทัต คือ พระเทวทัตคิดจะปลงพระชนม์ชีพพระสุคตเสีย แล้วจะตั้งตัวขึ้นเป็นพระพุทธเจ้าเอง จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าอชาตศัตรู ปรึกษาความลับตกลงกัน แล้วไปที่โรงช้าง สั่งควาญช้างให้มอมสุราพญานาฬาคิรี ซึ่งปรกติเคยกินเหล้าแต่ ๘ กระออม ให้ทวีขึ้นถึง ๑๖ กระออม จนเมามันอาละวาดร้ายแรงกล้า ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเสด็จจากเวฬุวนารามมารับบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์พร้อมด้วยภิกษุพุทธบริวารเป็นอันมาก นายควาญช้างก็ปล่อยพญานาฬาคิรีให้อาละวาดพังโรงวิ่งแปร๋แปร้นไล่แทงคนอลหม่านสวนทางมาด้วยอาการอันชูงวงปรบหูตีหางตรงมาจะแทงพระพุทธเจ้า ทันใดนั้น พระอานนท์เถระก็ออกมายืนอยู่ข้างหน้าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงห้ามถึงสามครั้งแล้วบันดาลให้พระอานนท์เข้าปนในหมู่สงฆ์ เวลานั้น ยังมีหญิงลูกอ่อนอุ้มบุตรวิ่งหนีช้างตรงมาที่พระพุทธองค์ ครั้นช้างไล่จวนจะทัน เห็นว่า จะหนีไม่พ้น…

  • “วันอาสาฬหบูชา” วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา หรือ เทศน์กัณฑ์แรก ชื่อว่า”ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร”

    “วันอาสาฬหบูชา” วันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา หรือ เทศน์กัณฑ์แรก ชื่อว่า”ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร”

    วันอาสาฬหบูชา ปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม 2567 ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนแปด(๘) ปีมะโรง ถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา หรือ เทศน์กัณฑ์แรก ชื่อว่าธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โปรดพระปัญจวัคคีย์ ทั้ง ๕ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมือง พาราณสี หลังทรงตรัสรู้ได้ ๒ เดือน “วันอาสาฬหบูชา” เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท คำว่า “อาสาฬหบูชา” ย่อมาจาก“อาสาฬหปูรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาในวันเพ็ญ เดือนอาสาฬหะ” ตรงกับ วันเพ็ญ เดือน ๘ ตามปฏิทินจันทรคติของไทย “วันอาสาฬหบูชา” เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเนื่องจากมีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ ๔๕ ปี ก่อนพุทธศักราช ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ หลังจากพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ๒ เดือน ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี แคว้นกาสี เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา…

  • “วันวิสาขบูชา” หลักธรรมสำคัญที่ควรนำมาปฏิบัติ

    “วันวิสาขบูชา” หลักธรรมสำคัญที่ควรนำมาปฏิบัติ

    ความสำคัญในวันวิสาขบูชา : วันวิสาขบูชาเป็นวันที่ระลึกถึงวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ซึ่งตรงกับวันเพ็ญ เดือนวิสาขมาส (เดือน 6) ตรงกันทั้ง 3 คราว คือ • เช้าวันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี เจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติ ที่พระราชอุทยานลุมพินีวันระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ • เช้ามืดวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี เจ้าชายสิทธัตถะ ตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม หลังจากออกผนวชได้ 6 ปี ปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา…

  • วันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก

    วันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก

    “วิสาขบูชา” ย่อมาจาก “วิสาขปุรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ” วิสาขบูชา มีอีกชื่อว่า พุทธชยันตี, วันพระพุทธเจ้า นั้นได้รับการยกย่องจากพุทธศาสนิกชนทั่วโลกให้เป็นวันสำคัญสากลทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นวันที่บังเกิดเหตุการณ์สำคัญ ๓ เหตุการณ์ ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าและจุดเริ่มต้นของศาสนาพุทธ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดได้เกิดขึ้นเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีก่อน ณ ดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล เนื่องจากเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ซึ่งเกิดขึ้นตรงกันทั้ง ๓ คราวคือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ชาวพุทธจึงเรียกการบูชาในวันนี้ว่า “วันวิสาขบูชา” ซึ่งแปลว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือนหก บางแห่งเรียกว่า วันพระพุทธเจ้า หรือ พุทธชยันตี (Buddha Jayanti) โดยเหตุการณ์แรก เมื่อ ๘๐ ปี ก่อนพุทธศักราช คือ ๑. เจ้าชายสิทธัตถะประสูติที่พระราชอุทยานลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ เมื่อเช้าวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ…

  • พระมหาโมคคัลลานะเถระหลงทวีป พบพระพุทธเจ้า ในจักรวาลอื่น

    พระมหาโมคคัลลานะเถระหลงทวีป พบพระพุทธเจ้า ในจักรวาลอื่น

    ความเป็นมา เล่าถึงตั้งแต่… เหตุการณ์เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล เมื่อพระมหาปชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระน้านางแห่งองค์สมเด็จศรีศากยะมุนึสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระทัยชื่นชมโสมนัสยินดี ได้จัดทำผ้าเนื้อละเอียดมีค่ามาก ด้วยวิริยะอุตสาหะอันยิ่งใหญ่ ด้วยน้ำพระทัยเจาะจงถวายแด่องค์สมเด็จพระศาสดา แต่เมื่อได้ นำผ้านั้นมาน้อมถวาย พระองค์ไม่ยอมรับ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ผันผายหันไปจะถวายแด่องค์อรรคสาวกทั้งสอง แต่ก็ไม่รับเช่นกัน แล้วพระนางก็น้อมถวายแด่พระเถรานุเถระพระสงฆ์องค์อรหันต์ทั้งหลาย แต่ก็ไม่มีท่านผู้ใดรับผ้านั้น จวบจนกระทั่งถึงภิกษุใหม่รูปหนึ่ง นามว่า “อชิตะ” นั่งอยู่ข้างท้ายปลายแถว ในที่สุด ท่านก็รับผ้านั้น สร้างความเสียพระทัยให้แก่พระนางเป็นอันมาก หากแม้ว่า พระพุทธองค์ไม่ทรงรับ แต่องค์อรรคสาวกทั้งสองท่านใดท่านหนึ่งรับ ก็คงจะสมพระทัยอยู่ไม่น้อย แต่นี่กระไร พระภิกษุบวชใหม่ ไม่ได้สำเร็จมรรคผลใด ๆ เป็นผู้รับ พระบรมศาสดา เพื่อจะเปลื้องความกังขาสงสัยในน้ำพระทัยของสมเด็จพระน้านางแห่งพระองค์ที่ได้เคยฟูมฟักรักษาเลี้ยงดูมาตั้งแต่เยาว์วัย จึงได้ทรงอธิษฐานบาตรของพระองค์ให้อัตรธานหายไป แล้วได้ตรัสถามพระภิกษุทั้งหลายว่าท่านผุ้ใดสามารถหาบาตรของตถาคตเจอบ้าง ก็เห็นแต่ พระมหาโมคคัลลานะเถระ องค์เดียวที่มีฤทธิ์มาก จึงห่มผ้าเฉลียงบ่าประคองอัญเชิญทูลพระชินศรีบรมศาสตา เพื่อออกแสวงหาบาตรใบนั้น การหาบาตรของพระมหาโมคคัลลานะเถระ การออกไปหาบาตรของพระเถระนั้น ได้ใช้มหาฤทธานุภาพเป็นอันมาก หลวงปู่ตื้อ อาจารธมฺโม ได้เล่าในการแสดงพระธรรมเทศนาที่วัดอโศการามว่า พระมหาโมคคัลลานะเถระนั้น ต้องใช้ฤทธิ์ของท่านระเบิดวงล้อมแห่งจักรวาลออกไป อาจารย์ นายแพทย์ ตันม่อเซี้ยง ได้เล่าเรื่องนี้ ไว้ในการบรรยาย…

  • วันพระ แรม 15 ค่ำ เดือนยี่ (2) คู่พระอัครสาวกออกบวช

    วันพระ แรม 15 ค่ำ เดือนยี่ (2) คู่พระอัครสาวกออกบวช

    วันพระ วันแรม 15 ค่ำ เดือนยี่ (2) ในสมัยพุทธกาลคือวันที่คู่พระอัครสาวกออกบวช พระอัครสาวกทั้งสองในพระพุทธศาสนาคือพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวา ผู้เป็นเลิศด้านปัญญา และพระมหาโมคคัลลานะ พระอัครสาวกเบื้องซ้ายผู้เปี่ยมฤทธิ์ แต่ก่อนท่านทั้งสองจะออกบวชนั้นก็ได้เป็นสหายสนิทกันตั้งแต่เด็ก พระสารีบุตรมีนามว่าอุปติสสะ ส่วนพระมหาโมคคัลลานะมีนามว่าโกลิตะ วันหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองคนไปเที่ยวงานมหรสพก็บังเกิดความสังเวชใจ เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สาระของชีวิต จึงพร้อมใจกันออกเดินทางหาโมกขธรรม อุปติสสะและโกลิตะจึงออกบวชในสำนักของอาจารย์สัญชัย เวลัฏฐบุตร พร้อมสหายมาณพอีก 250 คน บวชได้ไม่นานก็มีความรู้ทัดเทียมอาจารย์ เมื่อเห็นว่าความรู้ในสำนักนี้มีเท่านี้ ทั้งสองคนจึงออกเดินทางแยกย้ายกันไปหาโมกขธรรม โดยสัญญาว่าหากใครพบก่อนให้รีบมาบอกอีกฝ่าย ครั้นอุปติสสะเข้าไปใน นครราชคฤห์ ก็ได้พบกับพระอัสสชิ หรือ พระอัสสชิเถระ เป็นพระภิกษุสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นหนึ่งในปัญจวัคคีย์องค์ที่ห้า ที่เพิ่งบวชได้ไม่นาน ก็เกิดความชื่นชม ท่วงท่า อากัปกิริยา สงบเสงี่ยม หมดจดงดงาม…น่าเลื่อมใส หลังจากเข้าไปถามธรรมของพระศาสดาจากพระอัสสชิ “อาจารย์ท่านเป็นใคร อาจารย์ท่านสอนอะไร” “เย ธัมมา เหตุปัปพวา เตสัง เหตุ ตถาคโต เตสัญจ โย นิโรโธ จ เอวัง…

  • นางวิสาขา หญิงงามแห่งพุทธสมัย ทุกลมหายใจเพื่อรับใช้พระพุทธศาสนา

    นางวิสาขา หญิงงามแห่งพุทธสมัย ทุกลมหายใจเพื่อรับใช้พระพุทธศาสนา

    นางวิสาขา หญิงงามแห่งพุทธสมัย วิสาขา เป็นสาวิกาของพระโคตมพุทธเจ้า ได้บรรลุโสดาบันตั้งแต่อายุได้ 7 ขวบ เป็นผู้สร้างวัดบุพพาราม เป็นผู้ริเริ่มถวายผ้าอาบน้ำฝน พระพุทธองค์ทรงยกย่องนางวิสาขาเป็นเลิศในด้านการถวายทานฝ่ายหญิง (เอตทัคคะฝ่ายทายิกา) ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนก็ดูเหมือนว่าเรื่องความสวยความงามจะอยู่คู่โลกมาตลอด ยิ่งเดี๋ยวนี้มีผลิตภัณฑ์เสริมความงามออกมาเพื่อประทินโฉมตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า กว่าจะสวยได้ครบถ้วนกระบวนความ จึงต้องหมดค่าเครื่องสำอางไปมาก อันที่จริงแล้วมีน้อยคนนักที่จะรู้ว่า การจะสวยให้ครบเครื่องนั้นมีเคล็ดลับอยู่เพียงนิดเดียว เคล็ดลับที่ว่านั้นผู้คนสมัยพุทธกาลเขารู้กันดี แต่คนที่รู้ดีที่สุดเห็นจะได้แก่ หญิงงามแห่งพุทธสมัยที่ชื่อ“ วิสาขา ” มาตรฐานความงามพร้อม ครูอาจารย์มักจะอ้างถึงนางวิสาขาทุกครั้งเมื่อลูกศิษย์ถามว่า”เบญจกัลยาณี”มีความหมายว่าอย่างไร นางเป็นต้นแบบของหญิงที่มีความงามครบทั้งห้าประการ อันประกอบด้วย 1.ผมงามเหมือนกำหางนกยูง 2.ริมฝีปากงามเหมือนสีผลตำลึงสุก เรียบสม่ำเสมอและปิดมิดชิด 3.กระดูกงาม ฟันขาวเหมือนไข่มุก เรียงเป็นระเบียบ 4.ผิวงาม เกลี้ยงเกลา ถ้าขาวก็ขาวเหมือนดอกกรรณิการ์ ถ้าดำก็นวลเหมือนดอกอุบลเขียว 5.วัยงามเป็นสาวสวยพริ้งอยู่เสมอ เคล็ดลับความงามของนางวิสาขา คือ การมีศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย รักษาศีลและเจริญภาวนา อีกทั้งยังทำบุญบริจาคทานอยู่เป็นนิตย์ ถึงขนาดพระพุทธเจ้าทรงยกย่องให้นางเป็นผู้เลิศในการถวายทาน ไม่ว่าในแต่ละชาติภพ วิถีชีวิตของนางจะเป็นเช่นไร นางก็ยังคงมุ่งอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนา กุศลผลบุญเหล่านั้นส่งผลให้นางเกิดมารูปสวย รวยทรัพย์ กลายเป็นมาตรฐานความงามพร้อมของผู้หญิงทุกยุคทุกสมัย ทุกลมหายใจเพื่อรับใช้พระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงยกย่องนางวิสาขาให้เป็นผู้เลิศด้านการถวายทาน เพราะนางมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ถึงขนาดอุทิศทุกลมหายใจเพื่อแบ่งเบาภาระของพระพุทธเจ้าเลยก็ว่าได้ แม้ต้องขัดแย้งกับครอบครัวของสามีที่นับถือลัทธิชีเปลือย นางก็ยังยืนกรานจะอยู่ใต้ร่มพระบารมีของพระพุทธองค์…

  • จอมโจรองคุลิมาล สัญลักษณ์คนหลงผิดกลับใจ

    จอมโจรองคุลิมาล สัญลักษณ์คนหลงผิดกลับใจ

    องคุลิมาล หรือ พระองคุลิมาลเถระ เป็นบุคคลสำคัญในยุคต้นแห่งพุทธศาสนา โดยเฉพาะตามพุทธประวัติพุทธฝ่ายเถรวาท เดิมนั้นเป็นโจรปล้นฆ่าคน แต่ภายหลังมีศรัทธาในพุทธศาสนา ได้กลับใจบวชเป็นพระภิกษุ และบรรลุเป็นพระอรหันต์ อีกทั้งมียังบทสวดของท่านอีกด้วย ชื่อ อังคุลิมาลปริตร คำว่า องคุลิมาล นั้นมาจากคำว่า อังคุลี (นิ้วมือ) + มาลา (มาลัย สร้อยคอ สาย แถว) แปลว่า ผู้มีนิ้วมือเป็นมาลัย. …“องคุลิมาล”ถือกำเนิดในคืนเดือนมืด โหรทุกทิศต่างทำนายว่าเด็กที่ลืมตาดูโลกในค่ำคืนเช่นนี้ย่อมมีอนาคตไม่สดใสนัก บิดามารดาของเขาจึงระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ และตั้งชื่อทารกน้อยว่า“อหิงสกะ”แปลว่า ผู้ไม่เบียดเบียนใคร เจ้าหนูอหิงสกะเติบโตเหมือนชาวเมืองคนอื่นๆเมื่อเจริญวัยเขาร่ำเรียนศิลปวิทยาการจนเจนจัด จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังสำนักทิศาปาโมกข์เพื่อร่ำเรียนวิชาการต่อสู้ ซึ่งเป็นศาสตร์แห่งความนิยมในสมัยนั้น อหิงสกะตั้งใจฝึกฝนวิชาจนกลายเป็นศิษย์รักของอาจารย์ เมื่อมีคนรักย่อมมีคนชัง ความดีเด่นของอหิงสกะกลับสร้างศัตรูให้เขาโดยไม่รู้ตัว ศิษย์ร่วมสำนักคิดกำจัดเขา ลงมือใส่ไคล้โดยบอกเจ้าสำนักว่าอหิงสกะคิดจะโค่นบัลลังก์ครู อาจารย์ผู้หูเบาจึงวางแผนดึงอหิงสกะลงสู่หุบเหวแห่งความชั่วร้าย เขาหลอกให้อดีตศิษย์รักออกเดินทางสังหารคนให้ครบพันชีวิต เพื่อจะได้บรรลุพิธีวิษณุมนตร์(มนตร์สรรเสริญพระนารายณ์)ซึ่งเป็นวิชาขั้นสูงที่จะทำให้อหิงสกะนำชื่อเสียงกลับบ้านเกิดได้อย่างเต็มภาคภูมิ เพราะแบกความหวังของบิดามารดามาหนักอึ้ง อหิงสกะจึงจำยอมให้มือตนเองเปื้อนเลือดในที่สุด ชายหนุ่มเลือกจะตัดนิ้วมือของทุกคนที่เขาฆ่า เพื่อให้ตนเองจดจำได้ว่า เขาเข่นฆ่าคนไปแล้วกี่คนนิ้วมือทุกนิ้วถูกอหิงสกะร้อยรวมกันเป็นพวงแล้วสวมคล้องคอตนเองไว้ การสวมพวงมาลัยที่ทำด้วยนิ้วมือคนเช่นนี้จึงเป็นที่มาของฉายา “องคุลิมาล”มหาโจรที่คนทั้งบางได้ยินชื่อแล้วต้องกลัวลนลาน วันสุดท้ายของการใช้ชีวิตเป็นมหาโจรองคุลิมาลมีนิ้วมือห้อยอยู่บนคอทั้งสิ้นเก้าร้อยเก้าสิบเก้านิ้ว จิตใจที่มืดมิดเพราะความหลงทำให้ดวงตาขององคุลิมาลมืดบอดไปด้วย เมื่อเขาพบสตรีร่างบางเดินผ่านมา เขาจึงมุ่งมาดจะลงดาบสังหาร โดยหารู้ไม่ว่าสตรีนางนั้นคือมารดาผู้ให้กำเนิดตนเอง เดชะบุญที่พระพุทธเจ้าทรงนั่งสมาธิหยั่งรู้ว่าองคุลิมาลกำลังจะกระทำมาตุฆาตซึ่งเป็นบาปมหันต์ พระพุทธองค์จึงปรากฏพระองค์ขึ้นเพื่อให้จอมโจรหันเหความสนใจมาเอาชีวิตของพระองค์แทน…

  • กามนิต ผู้ที่หวังจะได้เข้าพบสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    กามนิต ผู้ที่หวังจะได้เข้าพบสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    กามนิต (เยอรมัน: Der Pilger Kamanita) เป็นวรรณกรรมประเภทนวนิยายอิงพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงมาก ประพันธ์ใน ค.ศ. 1906 โดยคาร์ล แอดอล์ฟ เกลเลอโรป นักประพันธ์ชาวเดนมาร์ก ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมใน ค.ศ. 1917 หนังสือกามนิตได้รับการยกย่องให้เป็นหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน ฉบับภาษาไทยแปลโดยเสฐียรโกเศศ–นาคะประทีป ในปี พ.ศ. 2473 มีรูปประกอบโดยอาจารย์ช่วง มูลพินิจ โดยแปลจากฉบับภาษาอังกฤษ (The Pilgrim Kamanita) ซึ่งแปลมาจากต้นฉบับภาษาเยอรมัน (Der Pilger Kamanita) อีกทอดหนึ่ง เนื้อเรื่องย่อ ในเรื่องกามนิต กล่าวถึงบุรุษผู้หนึ่งผู้ซึ่งมีนามว่า กามนิต ผู้ที่หวังจะได้เข้าพบสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อจะได้ขจัดความทุกข์ต่าง ๆ ที่ตนได้เผชิญมา และเพื่อจะได้พบกับความสุขอันเป็นนิรันดร์ ในระหว่างการเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้านั้น กามนิตได้เข้าขอพักที่บ้านของช่างปั้นหม้อท่านหนึ่งเป็นการชั่วคราว และในวันเดียวกันนั้นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้เสด็จมาขอพักอาศัยที่บ้านหลังนั้นด้วยพอดี กามนิตจึงได้มีโอกาสเล่าเรื่องของตนเองและสนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้าโดยที่ไม่รู้เลยว่า สมณะที่สนทนาอยู่นั้นคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง เรื่องราวดำเนินส่วนแรกเป็นภาคพื้นดิน และต่อในส่วนหลังเป็นภาคสวรรค์ กามนิตได้เสียชีวิตระหว่างเดินทางเพื่อจะได้พบสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ไปเกิดเป็นเทวดาและพบกับวาสิฏฐี ทั้งสองได้เล่าเรื่องราวชีวิตหลังความรักในโลกมนุษย์ ประสบการณ์แห่งการไขว่คว้าหากันจนได้มาพบเจอพุทธศาสนา ตลอดจนการเห็น การเกิดดับของสรรพสิ่งที่แม้แต่สวรรค์และพรหมก็หลีกหนีไม่พ้นความเปลี่ยนแปลง มีแต่บรมสุขแห่งพระนิพพานที่เป็นทางออกแห่งการเดินทางอันยาวนานนี้…

  • วันอาสาฬหบูชา  : ปฐมเทศนา-ปฐมสาวก-ปฐมแสงธรรม

    วันอาสาฬหบูชา : ปฐมเทศนา-ปฐมสาวก-ปฐมแสงธรรม

    วันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำคัญทางศาสนาพุทธ ตรงกับวันเพ็ญ เดือน ๘ ตามปฏิทินจันทรคติของไทย มีความสำคัญคือ เป็นวันแรกที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนา โดยแสดงปฐมเทศนา คือ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” หลังจากพระพุทธองค์ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ และทรงเสด็จประทับเสวยวิมุตติสุข (สุขอันเกิดแต่ความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง) โดยแต่ละแห่งเป็นสถานที่รอบๆ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นเวลาแห่งละ ๑ สัปดาห์ รวม ๗ สัปดาห์ หรือ ๔๙ วันแล้ว ในสัปดาห์ที่ ๘ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสมาธิแล้วเสด็จจากโคนต้นราชายตนะ (ต้นเกด) เข้าไปประทับอยู่ ณ โคนต้นไทรอชปาลนิโครธ ก็ทรงดำริว่าพระธรรมที่ได้ตรัสรู้นั้นลึกซึ้ง ยากแก่การที่จะสัตว์ผู้มีธุลีคือกิเลสในดวงตามากๆ จะเข้าใจตามได้ ในขั้นแรกทรงน้อมไปในอาการที่จะไม่แสดงธรรม แต่เพราะอาศัยพระมหากรุณาของพระองค์เอง ว่าที่พระองค์บำเพ็ญบารมีมาตลอดระยะเวลาสี่อสงไขยแสนกัปป์ ก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะพาหมู่สัตว์ข้ามห้วงโอฆะกันดารจากทุกข์ในสังสารวัฏเป็นหลัก ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม ผู้เป็นใหญ่ในมหาพรหม ก็ทราบพระปริวิตกของพระศาสดา จึงได้เสด็จลงมาเข้าเฝ้าเพื่อทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรม เมื่อท้าวสหัมบดีพรหมทูลอาราธนาดังนี้แล้ว ทรงพิจารณาสรรพสัตว์ทั้งหลายดุจดอกบัวสามเหล่า (ความตอนนี้ ไม่ปรากฏว่าทรงพิจารณาถึง ๔…