หนุ่มใหญ่วิ่งออกกำลังกาย หน้ามืดเป็นลมล้มหัวฟาดพื้นถนนดับอนาถ

จ.นครศรีธรรมราช – เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 30 พค.2563 พ.ต.ต.หญิงสุกฤตา ใจห้าว สว.(สอบสวน)สภ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งว่ามีเหตุคนวิ่งออกกำลังกายเป็นลมล้มหัวฟาดพื้นเสียชีวิต ริมถนนสายขนอม-เขาพลายดำ หมู่ 8 ต.ขนอม รับแจ้งแล้วจึงพร้อมด้วยแพทย์เวร รพ.ขนอม และจนท.หน่วยกู้ภัยสยามขนอม ไปที่เกิดเหตุ

หน้ามืดเป็นลม

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุบริเวณริมถนนพบร่างผู้เสียชีวิตชื่อนายศรีพัฒน์ หนูนาค อายุ 59ปีอยู่บ้านเลขที่ 55/2 หมู่ 8 ต.ขนอม สภาพศพนอนคว่ำหน้าในชุดเสื้อยืดกีฬาสีส้ม นุ่งกางเกงวอร์มสีดำ รองเท้าผ้าใบสีขาว สภาพศพมีบาดแผลแตกที่ศีรษะเล็กน้อย แต่ไม่พบบาดแผลตามลำตัวแต่อย่างใด แพทย์ระบุสาเหตุการเสียชีวิตมาจากสภาพหัวใจล้มเหลว

หนุ่มใหญ่วิ่งออกกำลังกาย

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่านายศรีพัฒน์ ผู้ตายมีอาชีพเป็นเกษตรกรทำสวน ซึ่งปกติทุกวันช่วงเช้านายศรีพัฒน์จะวิ่งออกกำลังกายบริเวณริมถนนสายดังกล่าวเป็นประจำทุกวัน ก่อนเกิดเหตุช่วงเช้าวันนี้นายศรีพัฒน์ ได้วิ่งและเดินออกกำลังกายตามปกติ หลังหลังจากเดินวิ่งออกกำลังกายไปได้ระยะทาง 3 กม.กำลังจะวิ่งกลับบ้านพักห่างประมาณ 3 กม. นายศรีพัฒน์เกิดหน้ามืดเป็นลมล้มหัวกระแทกพื้นริมถนนเสียชีวิตคาที่ทันที

หนุ่มใหญ่วิ่งออกกำลังกาย

จนกระทั่งมาพลเมืองดีขับรถผ่านมาเจอแจ้งตำรวจและแพทย์เวร มาทำการชันสูตรพลิกศพระบุสาเหตุหัวใจล้มเหลว ซึ่งญาติไม่ติดใจสาเหตุการตายก่อนมอบศพให้กับญาตินำศพไปจัดการตามประเพณีต่อไป.

หน้ามืดเป็นลม

ดูข่าวต้นฉบับ |

เตือน! ผู้โดยสารถึง ‘สถานีรถไฟทุ่งสง’ ต้องมีคนมาคอยรับ ไม่งั้นห้ามออกจากสถานี

จ.นครศรีธรรมราช เข้มผู้โดยสารรถไฟ เตือนผู้โดยสารรถไฟขบวนพิเศษ 9085 ปลายทาง “สถานีทุ่งสง” ไม่มีรถโดยสารวิ่งข้ามจังหวัด ต้องมีคนมารอรับ ไม่งั้นห้ามออกจากสถานี

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2563 เวลา 18.00 น. นาย ช โชคชัย คำแหง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วย ว่าที่ ร.ต. กิตติภพ รอดดอน นายอำเภอทุ่งสง นายวัชระ พรหมเพชร. รก.นายสถานีรถไฟชุมทางทุ่งสง ตรวจจุดคัดกรอง สถานีรถไฟชุมทางทุ่งสง

สถานีรถไฟทุ่งสง

การคัดกรองผู้โดยสารโดยขบวนรถไฟ ขบวน 9085 (กรุงเทพฯ – ทุ่งสง) มายังในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและต่างจังหวัด มีมาตรการป้องกัน การคัดแยกผู้โดยสารออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

ผู้โดยสารที่เดินทางภายในจังหวัด และกลุ่มผู้โดยสารที่เดินทางไปยังต่างจังหวัด

สถานีรถไฟทุ่งสง

สำหรับผู้โดยสารที่มีความประสงค์เดินทางต่อไปยังต่างจังหวัดจะต้องมีญาติมารับเท่านั้น และหากไม่มีญาติมารับจะต้องกักตัวไว้ 1 คืน โดยผู้โดยสารจะต้องพักที่พักที่ทางจังหวัดกำหนดไว้ และจะต้องเดินทางต่อในวันถัดไป พร้อมทั้งกำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามมาตรการ Social Distancing เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

ที่มา:สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช

กู้ระทึก!! ระดมช่วย 2 ชีวิตสลบก้นบ่อซีเมนต์ 8 เมตร สุดยื้อไม่ทันดับ 1

บ่อน้ำมรณะ ลงบ่อวัดขาดอากาศหายใจดับ เพื่อนลงช่วยสาหัสอีกราย
ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช – หนุ่มรับจ้างลงขุดบ่อให้วัดสระเภา อ.ทุ่งใหญ่ เมืองคอน ขาดอากาศหายใจฟุบจมน้ำ เสียชีวิต เพื่อนลงไปช่วยสลบอีกราย

2 ชีวิตสลบก้นบ่อซีเมนต์ 8 เมตร

วันที่ 19 พ.ค. ร.ต.อ.อนันต์ พานิชกุล รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช รับแจ้งเหตุชายขาดอากาศหายใจสลบอยู่ก้นบ่อน้ำ ภายในวัดควนสระเภา หมู่ 1 ต.ทุ่งสัง อ.ทุ่งใหญ่ จึงรุดไปตรวสอบพร้อม พ.ต.อ.โชคดี รักษ์วัฒนพงษ์ ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิต่างๆในพื้นที่ระดมกำลังพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตรีบเข้าช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุเป็นบ่อปูนซีเมนต์ซึ่งมีความลึกกว่า 8 เมตร มีอุปกรณ์ขุดลอกวางอยู่บนพื้นปากบ่อ ส่วนภายในบ่อมองเห็นร่างชาย 2 คนนอนแน่นิ่งหมดสติทับกันอยู่ ทีมหน่วยกู้ภัยต้องรีบใช้พัดลมไฟฟ้าเป่าลงในบ่อเพื่อให้อากาศถ่ายเท ก่อนใช้เชือกมัดตัวหย่อนตัวลงไปนำร่างของทั้ง 2 คนขึ้นมาอย่างทุลักทุเล

2 ชีวิตสลบก้นบ่อซีเมนต์ 8 เมตร

ท่ามกลางการเอาช่วยของชาวบ้านที่ขอให้ทั้งคู่รอดชีวิต จากนั้นรีบทำซีพีอาร์ปั๊มหัวใจ ทราบชื่อต่อมาคือ นายนพพร ยี่สุน อายุ50 ปี และ นายพนัส จันทร์เจริญ อายุ 45 ปี ก่อนรีบเคลื่อนย้ายส่งรพ.ทุ่งสง แต่ปรากฎว่านายนพพร เสียชีวิตไปก่อนแล้ว

2 ชีวิตสลบก้นบ่อซีเมนต์ 8 เมตร

พ.ต.อ.โชคดี เปิดเผยว่า จากการสอบถามญาติทั้ง 2 คนระบุว่า วัดควนสระเภา ได้ว่าจ้างให้คู่ให้ขุดลอกบ่อน้ำในวัด ก่อนเกิดเหตุนายนพพร ลงไปในบ่อคนแรกเพื่อเตรียมอุปกรณ์ขุดลอก แต่พอลงไปได้ไม่นานก็เกิดสติอยู่ก้นบ่อ ทำให้นายพนัส รีบลงไปช่วยแต่ก็หมดสติไปอีกคนจนชาวบ้านมาเจอจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

| อ่านข่าวต้นฉบับ

ส่อคดีพลิก !! สาววัย 16 พูดแล้ว หลังถูกกล่าวหา ลวงเด็กชายวัย 13ไปค้างที่บ้าน (คลิปเปิดใจ)

นครศรีธรรมราช – วันที่ 12 พฤษภาคม 2563 จากนางน้อย นามสมมุติ อายุ 40 ปี ชาว อ.ทุ่งใหญ่ แจ้งความว่า เมื่อค่ำของวันที่ 10 ที่ผ่านมา ได้มีนางสาว วา นามสมมุติ อายุ 16 ปี มาขอนอนอาศัยที่บ้านของตนโดยจะนอนกับลูกชายชื่อ ด.ช.เอ นามสมมุติ อายุ 13 ปี ตนจึงว่ากล่าวตักเตือนไปว่าเป็นผู้หญิงมานอนบ้านผู้ชายมันไม่ดีไม่เหมาะสมและไม่ให้นอน หลังจากนั้นนางสาว วา ได้ชวนลูกชายของตนขึ้นซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ ที่ นางสาววา ยืมเพื่อนบ้านมาอีกที โดยอ้างว่าเดี๋ยวจะมาส่ง หลังจากนั้นได้ขับรถ จยย.พาลูกชายของตนออกไปอย่างรวดเร็ว

สุดบอบช้ำ

พ่อแม่ของลูกชายจึงขับรถมอเตอร์ไซค์ ออกตามหา แต่ใกล้เวลาเคอร์ฟิว และรถสภาพไม่ดี ลูกปืนล้อหน้าแตก จึงแค่นขับกลับบ้านมาก่อนติด พรก.ฉุกเฉิน ต่อมาได้มีเพื่อนบ้านอีกรายมาแจ้งตนว่า รถ จยย.ที่ นางสาว วา ขับพาไปนั้นเป็นรถของเพื่อนบ้านอีกที เจ้าของรถจึงได้ไปแจ้งความรถหาย ที่ สภ.ทุ่งใหญ่

ตลอดทั้งคืนผู้เป็นแม่ร้องให้ตลอดเวลาด้วยความเป็นห่วงลูกชาย และได้ติดต่อไปที่บ้านของนางสาววา ที่อยู่ในตำบลเดียวกัน พบว่านางสาว วา อาศัยอยู่กับยาย พ่อ แม่ แยกทางไปอยู่ทางภาคเหนือ นานแล้ว ยายของนางสาววา ช่วยได้เพียงว่าให้ไปแจ้งความ เพราะยายก็ไม่ทราบว่านางสาว วา ไปไหน ไม่ได้อยู่ที่บ้าน

รุ่งเช้าของวันนี้มีพลเมืองดีแจ้งมาว่าได้พบรถมอเตอร์ไซค์คันที่ นางสาววาขับไป ถูกจอดทิ้งไว้ข้างทางในหมู่บ้านอยู่ในสภาพน้ำมันหมด ตะกร้าหน้ารถพัง เจ้าของจึงเดินทางไปเอารถกลับ และมาถอนแจ้งความเพราะได้รถกลับแล้ว ถึงจะเสียหายบ้างก็ยังดีที่ได้รถคืน

สุดบอบช้ำ

ส่วนแม่ของเด็กชายเอ ได้ทราบข่าวจากเพื่อนของลูกว่า พบ ด.ช.เอ นั่งรอแม่อยู่ที่โรงเรียนบ้านไร่มุสลิม ด้วยอาการอิดโรย แม่จึงเดินทางไปรับและสอบถามพบว่าตามร่างกาย ลำคอ หน้าอก มีรอยช้ำเป็นจ้ำแดงหลายจุด ด.ช.เอ เปิดเผยว่า นางสาววาพาตนไปนอนที่บ้านเพื่อนของเขา และนางสาว วา ได้กระทำชำเราตนจนสำเร็จ โดยที่ตนไม่ยอมแต่สุดท้ายก็ไม่รอด แม่ของ ด.ช.เอ จึงพาลูกมาแจ้งความลงบันทึกประจำวันเอาไว้เป็นหลักฐาน ว่าลูกชายของตนถูกฝ่ายผู้หญิงพาตัวไปเอง โดยที่ฝ่ายชายถูกหลอกไป และจะนำใบแจ้งความไปพบแพทย์ เพื่อขอตรวจร่างกายเพราะช่วงนี้มีโรคร้ายหลายอย่างที่น่ากลัว

สอบถาม ด.ช.เอ ทราบว่า รู้จักกับ นางสาว วา ประมาณ 1 เดือน โดยนางสาววา ทักจีบตน มาทางเฟสบุ๊ค แต่ไม่คิดว่านางสาววา จะกล้ามาหลอกพาตนไปกระทำมิดีมิร้ายเช่นนี้

สุดบอบช้ำ

ล่าสุดผู้สื่อข่าวสยามนิวส์ รายงานว่า นางสาววา นามสมมุติ อายุ 16 ปี ที่ถูกแม่ของเด็กผู้ชายอายุ 13 ปี เข้าแจ้งความว่าตนพาลูกชายของเขาหนี ที่ สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช จึงขอชี้แจงดังนี้ เราคบกันไม่ถึง 1 เดือน และคนที่จีบ คือ น้องอายุ 13 เป็นคนจีบตนก่อน ในวันที่เกิดเหตุตนไปที่บ้านของเด็ก 13 ปี จริง แต่เมื่อแม่ของเด็ก 13 ปี ไม่ให้นอนที่บ้านตนก็กลับด้วยรถของเพื่อน แต่ไม่ได้ขโมยรถ จยย.แต่เพียงแต่ยืมมา แต่ส่งคืนไม่ทัน ในขณะที่ตนกำลังขับรถ จยย.กลับบ้าน เด็กชายอายุ 13 ปี ขอไปด้วย และใช้ให้ตนขับรถหนีให้เร็ว เนื่องจากกลัวพ่อจะไล่ทัน และอาจจะโดนลงโทษ นางสาววา จึงพาหนีไปนอนที่บ้านญาติ 1 คืน ในคืนนั้นทั้งสองคนมีใจให้กันในการหลับนอนไม่ได้บังคับเด็กอายุ 13 ปี และที่ลำคอของตนก็มีรอยถูกเด็ก 13 ปี ดูดเป็นรอยช้ำเหมือนกัน ต่อมาเด็กชาย 13 ปี จะขออยู่ต่ออีก 3 สัปดาห์ ตนเห็นว่าไม่เหมาะสม พ่อแม่คงเป็นห่วง จึงใช้ให้น้อง 13 ปี กลับบ้านไป จึงขอให้สังคมเข้าใจฝ่ายนางสาววาด้วย

เสียงจากฝ่ายหญิงเปิดใจ

เรียบเรียงโดย ไพรวัลย์ อุบลกาญจน์ ผู้สื่อข่าวสยามนิวส์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

สุดบอบช้ำ!! เด็กชาย 13 ถูกสาว 16 ปี ลวงไปค้างที่บ้าน แม่ช็อกเจอลูกสภาพอิดโรย คอแดงเป็นจ้ำ

จ.นครศรีธรรมราช – แม่พาลูกชายวัย13 เข้าแจ้งความ สภ.ทุ่งใหญ่ สภาพลำคอมีรอยเขียวช้ำเป็นจ้ำๆ หลังถูกสาวรุ่นพี่ลลวงไปค้างที่บ้าน กระทำชำเรา

สุดบอบช้ำ

แม่ ของ ด.ช.เอ (นามสมมติ) เผยว่า ก่อนหน้านี้มี น.ส.วา (นามสมมติ) อายุ 16 ปี มาที่บ้านขอนอนที่บ้านด้วย แม่ก็ว่ากล่าวตักเตือนไป เป็นผู้หญิงทำแบบนี้ไม่ได้

น.ส.วา ขอพา ด.ช.เอ ออกไปข้างนอก ตอนแรกคิดว่าไม่มีอะไร เพราะลูกก็เป็นเด็กผู้ชาย สุดท้าย น.ส.วา บังคับลูกชายขืนใจ

ด้าน ด.ช.เอ เผยว่า เสียใจมาก โดยรู้จักจากการแชทกัน แล้ว น.ส.วา ก็มาหา แต่เมื่อค้างที่บ้าน ด.ช.เอ ไม่ได้ ก็รับ ด.ช.เอ ไปที่บ้านเพื่อนของ น.ส.วา แทน

สุดบอบช้ำ

โดย น.ส.วา พาเข้าห้องบังคับขืนใจ โดย ด.ช.เอ เสียใจมาก รู้จัก น.ส.วา มา 1 เดือน ฝ่ายหญิงเข้ามาจีบเฟซบุ๊ก ไม่คิดว่า จะพาไปกระทำแบบนี้ จากนี้จะไม่ยุ่งกับ น.ส.วา อีก

ขณะที่ แม่ ของ ด.ช.เอ บอกว่าลูกเป็นเด็กดี ความมาแตก หลัง น.ส.วา พาลูกหายไปทั้งคืน จนแม่นอนไม่ได้ นอนร้องไห้ เพราะลูกชายหาย

สุดบอบช้ำ

จนมีคนบอกเจอรถของ น.ส.วา จอดอยู่ เลยไปตามจนเจอลูกชาย บอกว่าถูกรุ่นพี่กระทำชำเรา สภาพอิดโรย ลำคอและหน้าอก มีรอยจ้ำแดง เหมือนรอยดูด จึงพาลูกมาแจ้งความ แม่กลัวจะติดโรค ซึ่งตำรวจจะพาไปตรวจร่างกาย

ขณะที่ น.ส.วา ไปเอารถ จยย. คนข้างบ้าน ซึ่งเจ้าของรถออกตามหา จนขึ้นโรงพัก และพบว่ารถถูกจอดทิ้งไว้ เพราะน้ำมันหมด

ไปตรวจสอบที่บ้าน น.ส.วา ไม่พบตัว เพื่อนบ้าน เผยว่า น.ส.วา อยู่กับยาย พ่อแม่แยกทางกัน ยาย ออกไปทำงานทำสวนกลับบ้านมืดค่ำเลี้ยงครอบครัว ขณะที่ หลาน ชอบออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆ


cr.อมรินทร์ทีวี ทุบโต๊ะข่าว
| อ่านข่าวต้นฉบับ

ไฟไหม้บ้านไม้เก่าแก่ 50 ปี วอดทั้งหลัง #พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช

พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช – ไฟไหม้บ้านวอดทั้งหลังตอนเช้า บ้านยายเก่าแก่กว่า 50 ปีไฟไหม้วัสดุไม้ กลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ช่วยไม่ทัน ตำรวจคาดไฟฟ้าลัดวงจร

ไฟไหม้บ้านไม้เก่าแก่ 50 ปี วอดทั้งหลัง

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 19กพ.2563 พ.ต.อ.ปิติพัณฑ์ อนัญลักษณ์ ผกก.สภ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งว่ามีเหตุเพลิงไหม้บ้านเลขที่ 29 หมู่ 5 ต.นาเรียง อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช รับแจ้งแล้วจึงพร้อมด้วยกำลังตำรวจ จนท.ที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยรถดับเพลิง อบต.นาเรียง อบต.อินคีรี และเทศบาลพรหมโลก ระดับเข้าไปทำการดับเพลิง

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ยกสูงชั้นเดียว พบเพลิงกำลังลุกไหม้บ้านไม้ดังกล่าววอดจนหมดทั้งหลังอย่างรวดเร็ว ซึ่งจนท.ได้เวลาดับเพลิงนานประมาณ30นาทีเพลิงจึงสงบลง พบว่าบ้านเพลิงไหม้วอดหมดทั้งหลัง มูลค่าความเสียหายประมาณ3ล้านบาท

ไฟไหม้บ้านไม้เก่าแก่ 50 ปี วอดทั้งหลัง

สอบสวนทราบเจ้าของบ้านชื่อนางทองใบ จันทร์สุวรรณ อายุ 72ปี ให้การว่าขณะเกิดเหตุไม่มีใครอยู่บ้าน จู่ๆก็เกิดเพลิงไหม้บ้านจนวอดหมดทั้งหลังอย่างรวดเร็ว โดยทางเจ้าหน้าที่ระบุสาเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้น่าจะเกิดจากไฟห้าลัดวงจร ซึ่งจะได้แจ้งจนท.ตำรวจพิสูจน์หลักฐานมาตรวจสอบสวนที่เกิดเหตุเพื่อหาสาเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ต่อไป.

ดูข่าวต้นฉบับ

หนุ่ม 55 ปีไม่ออกจากบ้าน 3 วัน เพื่อนบ้านได้กลิ่นเน่าโชย แจ้งญาติพังประตูเข้าไปพบเป็นศพขึ้นอืด

นาเคียน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช – หนุ่มใหญ่วัย 55 ปี อยู่บ้านคนเดียว หลังไม่ออกจากบ้าน 3 วัน เพื่อนบ้านพบเปิดไฟสว่างทิ้งไว้ตลอด แถมมีกลิ่นเน่าโชยไปทั่ว จึงแจ้งญาติแล้วให้หน่วยกู้ภัยพังประตูบ้านเข้าไปพิสูจน์ สุดท้ายพบกลายเป็นศพขึ้นอืดบนที่นอน

ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันนี้ (13 ก.พ.) ตำรวจ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยไต้เต๊กเซี่ยงตึ๊ง เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุที่มีผู้พบศพในบ้านเลขที่ 114/10 ม.3 ต.นาเคียน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช หลังจากรับแจ้งจากเพื่อนบ้านใกล้เคียงว่า มีกลิ่นเหม็นเน่าโชยออกมาจากบ้าน และมีการเปิดไฟฟ้าสว่างในบ้านโดยไม่ได้ปิดมาหลายวัน ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ได้พังประตูเข้าไปจึงพบว่า ผู้ที่อยู่ในบ้านได้เสียชีวิตอยู่ในห้องนอน

ไม่ออกจากบ้าน 3 วัน

จากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่า ผู้เสียชีวิตคือ นายดรุณ ประดิษฐ์ อายุ 55 ปี เจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ สภาพศพนอนอยู่บนที่นอน เสียชีวิตมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 วัน สภาพในห้องไม่มีร่องรอยการต่อสู้หรือความผิดปกติใดๆ และจากการรวบรวมข้อมูลได้ความว่า นายดรุณ อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้เพียงคนเดียว โดยก่อนที่จะมาพบศพนั้นญาติและเพื่อนบ้านสังเกตเห็นว่า บริเวณรอบบ้านถูกเปิดไฟฟ้าส่งสว่างทิ้งไว้หลายวัน และมีรถจักรยานยนต์ของผู้ตายจอดอยู่หน้าบ้าน รวมทั้งมีกลิ่นเหม็นเน่าอย่างรุนแรงออกจากบ้าน จึงแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าพังประตูบ้านเข้าไป

ไม่ออกจากบ้าน 3 วัน

สำหรับศพนายดรุณ ขณะพบเริ่มเน่าแล้ว หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้ทำการชันสูตร แล้วญาติไม่ติดใจสาเหตุการตาย จึงให้นำศพไปประกอบพิธีทางศาสนาอิสลาม แล้วนำศพไปฝังตามประเพณีต่อไปแล้ว

อ่านต้นฉบับ

ชาวพุทธร่วม แห่ผ้าห่มโพธิ์ ‘วัดโพธิ์เสด็จ’ สืบสานต่อยอดแห่ผ้าขึ้นธาตุเมืองนคร

แห่ผ้าห่มต้นโพธิ์ยักษ์!!ชาวพุทธร่วมแห่ผ้าห่มโพธิ์ยักษ์กลางวัดโพธิ์เสด็จ สืบสานต่อยอดแห่ผ้าขึ้นธาตุเมืองนคร-ร่วมเวียนเทียนมาฆบูชาอย่างเนืองแน่น

 แห่ผ้าห่มโพธิ์ 'วัดโพธิ์เสด็จ’

( 9 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงานประเพณีวันมาฆบูชา ประจำปี 2563 ในวันสุดท้ายเมื่อคืนวันที่ 8 ก.พ.2563ที่ผ่านมา โดยมีประชาชนนับแสนคนร่วมกิจกรรมต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ.2563 โดยเมื่อคืนที่ผ่านมาพุทธศาสนิกชนได้ทยอยร่วมกันเวียนเทียนรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารอย่างต่อเนื่อง จนถึงเที่ยงคืนก็คงยังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ยังเดินทางมาเวียนเทียนมาฆบูชาอย่างไม่ขาดสาย

 แห่ผ้าห่มโพธิ์ 'วัดโพธิ์เสด็จ’

ในขณะที่วัดโพธิ์เสด็จ หมู่ 8 อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีกิจกรรม “แห่ผ้าห่มโพธิ์”ซึ่งเป็นกิจกรรมเสริมประเพณี “มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ” โดยมีชาวพุทธกว่า 400 คนเดินทางมาร่วมพิธีจนแน่นวัด โดยพระภิกษุสงฆ์ทุกรูปในวัดได้ประกอบพิธีทางศาสนาเนื่องในวันมาฆบูชา และนำประชาชนสวดมนต์ไห้พระ ก่อนเทศนา 1 กัณฑ์ จากนั้นพระภิกษุ สามเณรและประชาชนได้ร่วมกันแห่ผ้าสี 3 สีประกอบด้วย สีขาว สีเหลือและสีน้ำเงิน เพื่อใช้ในการโอบห่มต้นโพธิ์ยักษ์ อายุนับพันปีกลางวัด โดยแห่เวียนรอบต้นโพธิ์และมณฑปหลวงพ่อสมภาร 3 รอบ ก่อนนำขึ้นไปโอบห่มต้นโพธิ์จากนั้นทั้งพระภิกษุ สามเณรและพุทธศาสนิกชนร่วมกันเวียนเทียนวันมาฆบูชารอบต้นโพธิ์และมณฑปหลวงพ่อสมภาร

 แห่ผ้าห่มโพธิ์ 'วัดโพธิ์เสด็จ’

หลังเสร็จพิธีแห่ผ้าห่มโพธิ์และเวียนเทียนมาฆบูชา ทางวัดได้นำข้าวมธุปายาสและน้ำมันที่ได้จากการกวนข้าวมธุปายาสมาแจกจ่ายผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมดนำไปบริโภคเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ซึ่งน้ำมันที่ได้จากการกวนข่าวมธุปายาสเชื่อว่าเป็นน้ำทันวิเศษที่สามารถนำไปใช้รักษาอาการปวดเมื่อยตามร่างกา เคล็ดขัดยอก รวมทั้งใช้ทาผิวจะทำไห้ผิวพรรณผ่องใส นอกจากนี้ประชาชนยังเขากราบนมัสการสรีระสังขารของพระครูโพธิสารประสาธน์ “พ่อท่านชม”อดีตเจ้าอาวาสมรณภาพละสังขารเมื่อวันวิสาขบูชา พ.ศ. 2561 และทางวัดได้บรรจุไว้ในโลงแก้วเพื่อกำหนดพระราชทานเพลิงศพต่อไป

 แห่ผ้าห่มโพธิ์ 'วัดโพธิ์เสด็จ’

นายสมบัติ สัตย์ชัย หัวหน้าคณะชาวบ้านที่เป็นประสานงานการจัดกิจกรรมวันมาฆบูชาวัดโพธิ์เสด็จทั้งหมด กล่าวว่า ในปีนี้เป็นปีแรกที่ทางวัดจะประกอบพิธีแห่ผ้าห่มต้นโพธิ์พันปีควบคู่ไปกับการแห่ผ้าขึ้นธาตุ เนื่องจากต้นโพธิ์ถือเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าพระศาสดาแห่งพุทธศาสนา และจะมีการสืบสวนประเพณีมาฆบูชาแห่ผ่าขึ้นธาตุ-แห่ผ้าห่มโพธิ์ วัดโพธิ์เสด็จต่อเนื่องไปทุก ๆ ปี ที่สำคัญในปีนี้ได้จัดเตรียมข้าวมธุปายาส หรือข้าวยาคู ,ยาโค ซึ่งเชื่อว่าเป็นข้าววิเศษ พร้อมน้ำมันที่ได้จากกระบวนการกวนข้าวมธุปายาส ซึ่งเชื่อว่าเป็นน้ำทันวิเศษเช่นกันไว้แจกจ่ายให้กับพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมพิธีจำนวน 500 ชุด โดยเป็นการแจกฟรีไม่มีการจำหน่ายแต่อย่างใด

 แห่ผ้าห่มโพธิ์ 'วัดโพธิ์เสด็จ’

“สำหรับวัดโพธิ์เสด็จ เป็นวัดเก่าแก่ที่ก่อสร้างช่วงเดียวกับการก่อสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ โดยในครั้งนั้นมีเจ้ากษัตริย์จากต่างเมืองหลายเมืองเสด็จมาร่วมสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร และมาพำนักในหมู่บ้านบริเวณวัดโพธิ์เสด็จในปัจจุบัน ห่างจากจุดที่ก่อสร้างพระบรมธาตุวรมหาวิหารประมาณ 2-3 กม. และได้นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์มาปลุกเป็นที่ระลึกภายในวัดรอบองค์พระบรมธาตุ และได้ปลุกไว้ในหมู่ที่พำนัก 1 ต้น เมื่อกษัตริย์ต่างเมืองเสด็จกลับชาวบ้านได้ตั้งชื่อตนโพธิ์ต้นดังกล่าวว่า “โพธิ์เสด็จ”ก่อสร้างวัดขึ้นชื่อ“โพธิ์เสด็จ”เช่นกัน หมู่บ้านแห่งนี้จึงถูกเรียกว่า “บ้านโพธิ์เสด็จ” ในปัจจุบันหมู่บ้านโพธิ์เสด็จกลายเป็นตำบลหนึ่งของ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

 แห่ผ้าห่มโพธิ์ 'วัดโพธิ์เสด็จ’

ทางด้านพระราชวิสุทธิกวี เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช (ธรรมยุติ) รักษาการเจ้าอาวาสวัดโพธิ์เสด็จ กล่าวว่า ต้นโพธิ์ถือเป็นต้นไม้ในพุทธประวัติ เพราะพระพุทธเจ้าเสด็จตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ เรียกว่า “ต้นพระศรีมหาโพธิ์” โดยต้นโพธิ์ยักษ์กลางวัดโพธิ์เสด็จสันนิษฐานว่าปลูกเมื่อครั้งการก่อสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ โดยกษัตริย์ต่างเมืองที่มาร่วมสร้างพระบรมธาตุ ฯได้เสด็จมาพักนักในหมู่บ้านแห่งนี้ และนำหน่อพระศรีมหาโพธิ์ มาปลูกที่วัดพระมหาธาตุ ฯ และปลูกเป็นที่ระลึกไว้ในจุดที่มาพำนัก จนชาวบ้านเรียกว่าบ้านโพธิ์เสด็จ และมีการสร้างวัดขึ้นในเวลาต่อมา เรียกชื่อว่า “วัดโพธิ์เสด็จ”มาจนถึงทุกวันนี้

 แห่ผ้าห่มโพธิ์ 'วัดโพธิ์เสด็จ’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากพระครูโพธิสารประสาธน์ หรือ “พ่อท่านชม” เกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคใต้ มรณภาพหรือละสังขารเมื่อวันวิสาขบูชาปี 2561 ทางวัดได้บรรจุสรีระสังขารของท่านไว้ในโลงแก้วเพื่อกำหนดพระราชทานเพลิงศพ และทางวัดอยู่ระหว่างการพัฒนาปรับปรุงภายในวัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของพ่อท่านชมอดีตเจ้าอาวาส ที่ได้สร้างศาลาการเปรียญขนาดใหญ่รวมทั้ง ซุ้มทางเข้าวัดวัด 2 ด้าน ที่ค้างคาเอาไว้ โดยใช้งบประมาณไม้น้อยกว่า 10 ล้านบาท การก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณอีกนับล้านบาทจึงแล้วเสร็จทั้งหมด

จึงอยากจะบอกบุญเชิญชวนผู้ที่มีจิตศรัทธาทั้งหลายร่วมอนุโมทนาทำบุญสมทบทุนการก่อสร้างศาลาการเปรียญและซุ้มประตูให้แล้วเสร็จ โดยติดต่อขอร่มบริจาคสมทบทุนได้ที่พระราชวิสุทธิกวี โทร. 089-9737079 หลังก่อสร้างศาลาการเปรียญโดยซุ้มประตูวัดโพธิ์เสด็จแล้วเสร็จทางคณะสงฆ์จังหวัดนครศรีธรรมราช จะประชุมกำหนดวันพระราชทานเพลิงศพพระครูโพธิสารประสาธน์ “พ่อท่านชม” อดีตเจ้าอาวาสต่อไป”

อ่านต้นฉบับ

‘มาฆบูชา’เมืองคอนคึกคัก! ปชช.ร่วมแห่ผ้าขึ้นธาตุ คับคั่ง!!

จ.นครศรีธรรมราช – พุทธศาสนิกชน จากทั่วสารทิศ หลายหมื่นคน เข้าร่วมพิธีมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุนครศรีธรรมราช อย่างคับคั่ง!! ในวันมาฆบูชา.

มาฆบูชา จ.นครศรีธรรมราช

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อำเภอเมือง นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พุทธศาสนิกชนจำนวนนับหมื่นคนเข้าประกอบพิธีมาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ ซึ่งเป็นประเพณีเพียงหนึ่งเดียวของโลก ในบริเวณปูชนียสถานแห่งนี้ที่สืบทอดมายาวนานกว่า ๘๐๐ ปี โดยพุทธศาสนิกต่างนำผ้าสีเหลืองยกขึ้นเหนือศีรษะ ทำทักษิณาวัตรรอบเขตพุทธาวาส ๓ รอบ เพื่อบูชาที่ประดิษฐานอยู่ในองค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช

พระเขี้ยวแก้วเบื้องซ้าย

โดยวันมาฆบูชา มีการประเมินว่าพุทธศาสนิกชนจากทั่วสารทิศต่างเดินทางมาร่วมพิธีตั้งแต่เมื่อวานนี้ และพุทธศาสนิกชนจะเริ่มเพิ่มจำนวนมากหลังเที่ยงคืนที่ผ่านมา ประกอบพิธีแห่ผ้าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน และในช่วงบ่ายข จะมีริ้วขบวนแห่ผ้าพระบฏ พระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ขบวนเกียรติยศ ขบวนผ้าพระบฏของหน่วยงาน สถานศึกษา องค์กร กลุ่มพลังมวลชน และผ้าพระบฏหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เคลื่อนจากบริเวณศาลาประดู่หก สนามหน้าเมืองนครศรีธรรมราช ไปตามถนนราชดำเนินไปยังวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหารเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา

มาฆบูชา จ.นครศรีธรรมราช

มาฆบูชา จ.นครศรีธรรมราช

เพื่ออัญเชิญผ้าพระบฏพระราชทานขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุเจดีย์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือเป็นสิริมงคลแก่ชาวนครศรีธรรมราชอย่างยิ่ง

มาฆบูชา จ.นครศรีธรรมราช

มาฆบูชา จ.นครศรีธรรมราช

สำหรับริ้วขบวนผ้าพระบฏของหน่วยงานภาครัฐ สถานศึกษา ภาคเอกชน และภาคประชาชน มีผู้ร่วมในริ้วขบวนแห่นับหมื่นคน โดยริ้วขบวนผ้าพระบฏเคลื่อนตามถนนราชดำเนินไปยังวัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร ระยะทางประมาณเกือบ ๒ กิโลเมตร เมื่อริ้วขบวนผ้าพระบฏพระราชทานถึงมณฑลพิธีบริเวณลานโพธิ์ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร

“พระพุทธสิหิงค์” วัดอินทคีรี (วัดบ้านนา) พรหมคีรี นครศรีธรรมราช

“พระพุทธสิหิงค์” วัดบ้านนา หรือ วัดอินทคีรี ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช

#พระพุทธสิหิงค์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนครศรีธรรมราช วัดอินทคีรี ตั้งอยู่ที่ บ้านนา ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช จากรูปแบบทางศิลปะของแหล่งศิลปกรรมที่ปรากฏ น่าจะอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ –๑๔ และต่อเนื่องมาในสมัยทางอยุธยา จากการพบพระพุทธรูปศิลปะภาคใต้ ภายในวัดอินทคีรี สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในราวพุทธศตวรรษ ที่ ๑๒ –๑๔

พระพุทธสิหิงค์ วัดบ้านนา

พระพุทธรูปประทับนั่ง ทำด้วยสำริด เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชร บนฐานทรงสูง เป็นศิลปภาคใต้ในสกุลช่างนครศรีธรรมราช เรียกว่า พระพุทธสิหิงค์ หรือ พระขนมต้ม มีพระพักต์ ค่อนข้างกลม เป็นพระคู่วัดมาช้านาน ตั้งแต่สมัยโบราณ ทาง วัดอินทคีรี เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี..

พระพุทธสิหิงค์ วัดอินทคีรี

พระพุทธสิหิงค์ วัดอินทคีรี

เครดิตแหล่งข้อมูล : วัดยางใหญ่ นครศรีธรรมราช

แม่ชุม – พ่อสุวรรณ ตำนานรักพระลากเมืองนคร

นครศรีธรรมราช – ช่วงเวลายุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ยุคที่โกลาหลวุ่นวายจากความอ่อนแอภายใน และ ภัยสงครามจากภายนอก ที่บ้านนาพรุ ห่างจากตัวเมืองนครศรีธรรมราชไปในทางหรดีทิศ กลับเป็นดินแดนที่มีความสงบสุข ไม่มีความวุ่นวายมากล้ำกราย ที่บ้านนาพรุแห่งนี้ มีเศรษฐีผู้มั่งคั่งด้วยผืนนาและทรัพย์สินผู้หนึ่ง ถูกขนานนามกันว่า “ เศรษฐีนาพรุ ” ท่านเศรษฐีมีธิดาผู้สวยสดงดงามคนเดียว ที่รักปานดวงใจ เธอมีชื่อว่า “ แม่ชุม ” แม่ชุมเป็นบุตรีที่ประเสริฐของบิดามารดา ขยันขันแข็งในการงาน มีความกตัญญูต่อครอบครัว น้ำใจโอบอ้อมอารี จนเป็นที่รักของผู้คนในละแวกบ้านนาพรุ

แม่ชุม

ด้วยความที่แม่ชุมเป็นสาวสวย จึงมีชายหนุ่มมากมายมาปฎิพัทธ์ ซึ่งหนึ่งในหนุ่มที่มาหมายปองก็ได้มี “ พ่อสุวรรณ ” บุตรชายของเศรษฐีบ้านท้ายสำเภาเข้ามาหลงรักด้วย แต่เพราะแม่ชุมเป็นผู้ที่ขยันขันแข็งในการงาน จึงทำให้หนุ่มๆ ที่เที่ยวจีบเที่ยวเกี้ยวมีอันต้องถอยห่างไป เว้นเสียแต่ หนุ่มสุวรรณ ที่มาคอยเฝ้าแวะเวียนหาแม่ชุมเป็นประจำ จนทำให้เศรษฐีบ้านนาพรุได้สอบถามชายหนุ่ม จึงทราบว่าเป็นบุตรเศรษฐีบ้านท้ายสำ เภาที่ไม่ห่างไกลกันนัก เศรษฐีบ้านนาพรุกับภรรยาที่เป็นมารดาของแม่ชุม จึงยินยอมให้พ่อสุวรรณชายหนุ่มเข้ามาสานสัมพันธ์กับแม่ชุมบุตรสาวของตน

พ่อสุวรรณได้ใช้ความจริงใจในการพิสูจน์ความรักแก่แม่ชุมอย่างสม่ำเสมอ นอก จากแสดงความรัก ความในใจที่มีให้แม่ชุมเห็นแล้ว ยังแสดงความรู้ความชำนาญ ความขยันขันแข็งในการงานค้าขาย และ น้ำใจไมตรีที่ดีงามแก่ผู้คน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับแก่ครอบครัวของแม่ชุม จนในที่สุด แม่ชุมก็ตอบรับรักของพ่อสุวรรณชายหนุ่มด้วยความเต็มใจ ทางด้านพ่อสุวรรณก็ได้ร้องขอให้เศรษฐีบ้านท้ายสำเภาผู้เป็นพ่อนำเถ้าแก่มาหมั้นหมาย เพื่อจะแต่งงานครองคู่กันในเร็ววัน เศรษฐีท้ายสำเภากับญาติผู้ใหญ่ฝ่ายพ่อสุวรรณจึงเดินทางมาสู่ขอแม่ชุมจากเศรษฐีบ้านนาพรุ จนทั้งสองได้หมั้นกันสมดั่งความปรารถนา ผู้คนจากสองหมู่บ้าน ตลอดจนพรรคพวกของสองเศรษฐี ต่างมาแสดงความยินดี เฉลิมฉลองให้กับแม่ชุมและพ่อสุวรรณกันอย่างเต็มที่

พระแม่ชุม วัดท่าช้าง ต.นาพรุ อ.พระพรหม จ.นคร ฯ

ชีวิตที่หวานชื่นของแม่ชุมและพ่อสุวรรณที่มีอนาคตสดใส มีปลายทางคือการแต่งงานและชีวิตคู่ แต่ไม่นานที่หมู่บ้านนาพรุก็เกิด โรคภัยไข้น้ำ หรือ โรคห่าขึ้น ผู้คนที่แข็งแรง ต่างอพยพหลบหนีโรคไปยังป่าดง แม่ชุมยังคงขยันขันแข็งในการงานเช่นเดิม แม้ว่าหนุ่มสุวรรณจะทัดทานให้ระวังโรคก็ตาม แต่ในที่สุดแล้ว #แม่ชุมก็ล้มป่วยลงด้วยโรคระบาด ทำให้เศรษฐีนาพรุต้องสร้างเรือนหลังน้อยให้ลูกสาวได้ใช้รักษาตัว ไข้น้ำในยุคโบราณนั้นเป็นโรคที่น่ากลัวมาก หากหมอไม่ชำนาญ หรือ หาตัวยาแก้ได้ไม่ครบแล้ว ภายในไม่กี่วันก็จะเสียชีวิตลงในทันที

พ่อสุวรรณเมื่อทราบว่าคนรักล้มป่วยลง ก็พยายามหาหมอมารักษาอย่างเต็มที่ แต่เพราะ ผู้ที่พอจะมีความรู้เรื่องยาก็มีน้อย จะรู้รักษาเฉพาะก็แค่โรคสามัญ จึงทำให้อาการของแม่ชุมทรุดลง ร่างกายและใบหน้าที่เคยงดงามก็เต็มไปด้วยแผลที่เกิดจากการพุพองของโรค น้ำเสียงที่เคยไพเราะกลับแหบแห้งลงเพราะโรคเบียดเบียน เรี่ยวแรงที่เคยมี ตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคนชราเลย ถึงแม้ว่าแม่ชุมจะป่วยร้ายแรงแค่ไหน พ่อสุวรรณก็ไม่เคยรังเกียจ คอยปรนนิบัติดูแลไม่ยอมห่างกาย จนวาระสุดท้าย ในยามที่แม่ชุมจะสิ้นลม ก็มีเพียงพ่อสุวรรณ ที่เฝ้าจนลมหายใจสุดท้ายของคนรักดับสูญไป

พระแม่ชุมและพ่อศรีสุวรรณ

การจากไปของแม่ชุมสร้างความเสียใจแก่พ่อสุวรรณเกินที่หัวใจจะรับได้ คนที่เคยรักกัน กำลังจะแต่งงานแล้ว แต่กลับมาจากไปด้วยโรคภัยที่ยากจะรักษา ทำให้หนุ่มสุวรรณเปลี่ยนไป จากชายหนุ่มอารมณ์ดี ขยันขันแข็งการงาน กลับกลายเป็นคนเงียบขรึม และจองจมอยู่กับความโศกเศร้า ไม่ยอมกิน ไม่ยอมนอน ตรอมใจคิดถึงวันเวลาเก่าๆ ที่มีแม่ชุมอยู่ใกล้ๆให้ได้หยอกล้อพบหน้าค่าตากัน และไม่นานหลังจากแม่ชุมสิ้นชีพ พ่อสุวรรณ ก็ได้ล้มป่วยลงด้วยโรคตรอมใจ สุดวิสัยที่หมอใดๆ จะมารักษาได้ ทำให้พ่อสุวรรณสิ้นชีพไปอีกคน สร้างความเสียใจแก่เศรษฐีท้ายสำเภาอย่างมาก ที่ได้สูญเสียลูกชายผู้ของครอบครัวไป

พ่อศรีสุวรรณ วัดท้ายสำเภา อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช
พ่อสุวรรณ วัดท้ายสำเภา อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช

ทางด้านเศรษฐีบ้านนาพรุเอง ด้วยความคิดถึงลูกสาว ที่ป่วยตายไปด้วยความทรมาน จึงได้จ้างให้ช่างหล่อพระฝีมือดี สร้างพระพุทธรูปแทนตัว อุทิศให้ถึงดวงวิญญาณของแม่ชุม แล้วยกที่ดินที่อาศัย พร้อมบ้านเรือนเป็นวัด หวังผลานิสงส์ในการอุทิศบ้านและที่ดิน ตลอดจนสร้างพระต่างตัว จะทำให้แม่ชุมมีความสุขในสัมปรายภพ เมื่อเศรษฐีบ้านท้ายสำเภาทราบข่าวว่าคู่ดองของตนสร้างพระอุทิศให้กับลูกสะใภ้ของตนที่จากไป เศรษฐีท้ายสำเภาจึงคิดจะสร้างพระอุทิศให้แก่บุตรชายบ้าง

พ่อเศรษฐีสำเภาทอง
พ่อเศรษฐีสำเภาทอง

โดยให้ช่างฝีมือดีอีกคณะหนึ่ง หล่อพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อย พ่อศรีสุวรรณ หรือ”พ่อเศรษฐีสำเภาทอง” พร้อมกับยกที่ดินและบ้านสร้างวัดป่ายาง อุทิศผลบุญให้แก่พ่อสุวรรณเช่นเดียวกัน

ในปัจจุบันบ้านของเศรษฐีนาพรุนั้น คือ วัดท่าช้าง (พระแม่ชุม) และ บ้านของเศรษฐีท้ายสำเภา ก็คือวัดท้ายสำเภา ในเมื่อถึงเทศกาลลากพระเดือน ๑๑ ชาวบ้านทั้งสองบ้าน จะลากพระพุทธรูปแทนตัวของพ่อสุวรรณและแม่ชุมมาเจอกันปีละครั้ง เพื่อรำลึกถึงตำนานรักของหนุ่มสาวที่มีต่อกัน เป็นความรักที่แม้แต่ความตาย ก็ไม่อาจมีชัยชนะเหนือจิตปฎิพัทธ์ของทั้งคู่ได้ จนเป็นที่เล่าขานมาจนถึงปัจจุบัน

ข้อมูล : คุณ ภูมิ จิระเดชวงศ์

‘พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช’ ณ พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช

พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช พระประธานในพระอุโบสถ (วิหารหลวง) วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช พระพุทธปฏิมาที่ศักดิ์สิทธิ์ คู่เมืองนครศรีธรรมราช

#พระวิหารหลวง ได้เรียกกันเช่นนี้ก็เพราะถือว่าวิหารนี้เป็นของกลางที่พุทธศาสนิกชนทุกหนทุกแห่งมีสิทธิ์ใช้ร่วมกัน ในสมัยแรกพระสงฆ์ไม่ได้จำพรรษาที่วัดพระมหาธาตุ แต่จำพรรษาที่วัดอื่น ๆ ซึ่งอยู่รอบวัดพระมหาธาตุ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะต้องการให้วัดพระมหาธาตุเป็นของส่วนกลางจริง ๆ

พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช ณ พระวิหารหลวง

ดังนั้นวิหารซึ่งมีมาแต่เดิมและใช้ประกอบพิธีสักการบูชาพระบรมธาตุร่วมกันนี้จึงเรียกกันว่าพระวิหารหลวง ต่อมาได้มีการดัดแปลงพระวิหารหลวงเป็นอุโบสถ แต่ผู้คนก็ยังเรียกพระวิหารหลวงอยู่เช่นเดิม หาได้เรียกพระอุโบสถไม่ พระวิหารหลวงอยู่ทางด้านใต้ของพระบรมธาตุเจดีย์ อยู่ภายนอกเขตของพระระเบียงคด ถือเป็นพระอุโบสถของวัดพระมหาธาตุ เชื่อกันว่าสร้างในสมัยสุโขทัยพร้อมกับพระบรมธาตุ ชาวลังกาเป็นผู้ก่อสร้างและดูแลรักษา

พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช

พระวิหารหลวงเป็นอาคารที่มีความใหญ่โตและงดงามมาก นับเป็นพระอุโบสถที่กว้างขวางที่สุดในปักษ์ใต้การวางเสายึดแบบที่นิยมกันในสมัยอยุธยา คือให้ปลายเสาเอนรวบเข้าหากัน ทำให้ดูสวยงามอ่อนช้อย หน้าบันไดด้านหน้าของพระวิหารหลวงแกะสลักไม้เป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ

เป็นภาพแกะสลักที่มีความวิจิตรงดงามเป็นอย่างยิ่ง ส่วนหน้าบันด้านหลังแกะสลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ เพดานวิหารนั้นเขียนลายไทยปิดทอง มีลายดารกาเป็นแฉกงดงามมาก

พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช ณ พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช

พระพุทธรูปซึ่งเป็นพระประธานในวิหารนี้ชื่อว่า พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราชเป็นปางมารวิชัย ก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทองเป็นพระพุทธรูปที่สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น แย้มพระโอษฐ์พร้อมพระเนตรที่มองลงมาอย่างเมตตาปราณีและสุขสงบยิ่ง

หน้าพระประธานมีพระพุทธรูปสาวกขวาและซ้าย คือ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลาน นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปยืนอีกหลายองค์ หลังคาพระวิหารหลวงมีช่อฟ้าและใบระกาอย่างอุโบสถโดยทั่วไป

พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช ณ พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

พระวิหารหลวงนับเป็นพระวิหารที่งดงามมาก ฝีมือในการสร้างแสดงออกถึงความเจริญทางศิลปะและเชิงช่างเป็นอย่างดี

หากจะหาสิ่งก่อสร้างประเภทโบสถ์หรือวิหารสมัยใหม่มาเทียบกับพระวิหารหลวงในแง่ความประณีตสวยงามและมีศิลปะกันแล้ว คงจะหาที่ไหนมาเทียบได้อีกแล้ว โดยเฉพาะการวางเสาซึ่งอาศัยศิลปะแบบอยุธยาตอนต้นนั้นหาดูได้ยากยิ่ง พระวิหารที่มีความเก่าแก่ควบคู่มากับพระบรมธาตุเจดีย์แห่งนี้จึงเป็นโบราณสถานที่ควรแก่การหวงแหนและบำรุงรักษาเป็นอย่างยิ่ง

พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช ณ พระวิหารหลวง

ฮือฮา!! ขบวนขันหมากหนุ่มรถไถ สู่ขอแต่งงานเจ้าสาวเจ้าของสวนยาง เชื่อรถไถคือกามเทพ

นครศรีธรรมราช – วันที่ 5 ม.ค.63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ที่ผ่านมาตรงกับวันมงคล หลายพื้นที่ใน จ.นครศรีธรรมราช มีการจัดงานมงคลสมรส และงานขึ้นบ้านใหม่ เพื่อความสิริมงคล โดยเฉพาะ อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช มีเจ้าบ่าวและเจ้าสาวคู่หนึ่งทราบชื่อเจ้าบ่าวว่านายศรายุทธ แก้วกอง อายุ 26 ปี อาชีพขับรถไถรับจ้างไถหญ้าในสวนยาง และเจ้าสาวชื่อ น.ส.ธิดารัตน์ เดชรักษา อายุ 24 ปี อาชีพเจ้าของสวนยางพาราในพื้นที่

ขบวนขันหมากหนุ่มรถไถ

ซึ่งงานมงคลสมรสของบ่าวสาวคู่นี้แปลกตาไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน และสร้างความฮือฮาให้กับชาวบ้าน รวมทั้งแขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดี เนื่องจากนายศรายุทธ เจ้าบ่าว และทางญาติ รวมทั้งเพื่อนเจ้าบ่าว มีการนำรถไถจำนวน 3 คัน มาประดับตกแต่งด้วยผ้าแพร ดอกไม้ ลูกโป่งที่สีสันสดใส รวมทั้งประดับเก้าอี้ให้เจ้าบ่าวนั่ง และเพื่อนเจ้าบ่าวที่ถือหัวขันหมากนั่งบริเวณหัวรถไถ

ขบวนขันหมากหนุ่มรถไถ

เคลื่อนขบวนออกจากบ้านเจ้าบ่าวมุ่งหน้าไปสู่ขอ น.ส.ธิดารัตน์ เจ้าสาว ที่บ้านเลขที่ 54/3 หมู่ 4 บ้านควนนกหิน ต.ท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช อย่างไรก็ตามหน้าขบวนขันหมากรถไถของเจ้าบ่าว มีการนำรถกระบะที่ตกแต่งด้วยเครื่องเสียงพร้อมเปิดเพลงเพื่อสร้างความบันเทิง และความสนุกสนานให้กับขบวนขันหมากได้ร้องรำเต้นตลอดเส้นทางที่ไปสู่ขอเจ้าสาว

ขบวนขันหมากหนุ่มรถไถ

ซึ่งสร้างความสนใจให้กับชาวบ้าที่อาศัยอยู่สองข้างทางที่ขบวนขันหมากเคลื่อนผ่าน ต่างออกมาร้องรำเต้นด้วยความสนุกสนาน ก่อนที่ขบวนขันหมากของเจ้าบ่าว เดินทางถึงบ้านเจ้าสาว และเข้าพิธีมงคลสมรสตามประเพณี
จากการสอบถามทราบว่าเจ้าสาว และเจ้าบ่าวคูนี้พบรักกันเมื่อครั้งที่เจ้าบ่าว ขับรถไถมารับจ้างไถหญ้าในสวนยางของเจ้าสาว หลังจากนั้นได้คบหาดูใจกันมานานหลายปี มาถึงวันนี้จึงตกลงปลงใจแต่งงานกัน

ขบวนขันหมากหนุ่มรถไถ

ขบวนขันหมากหนุ่มรถไถ

ขบวนขันหมากจึงเป็นไปตามความตั้งใจด้วยการนำรถไถมาตกแต่ง ขับผ่านสวนยางที่เคยพบรักกัน และเดินทางด้วยรถไถคันที่เคยที่นำให้เจ้าบ่าวไปพบเจ้าสาวในวันแรก และในวันแต่งงาน และทั้งคู่เชื่อว่า รถไถคือกามเทพที่นำให้ทั้งสองได้มาพบกัน และรักกันจนได้แต่งงานกันดังกล่าว

เจ้าอาวาสวัดดังเมืองคอน มรณภาพ คาดเป็นลมล้ม ญาติไม่ติดใจป่วยด้วยโรคประจำตัวอยู่แล้ว

ขอน้อมถวายความอาลัย พระครูปัญญาธนาภรณ์ (เทียบ ป.ธ.๕) อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลปากพูน อดีตเจ้าอาวาสวัดวังตะวันออก สิริอายุ ๗๔ปี ๕๓ พรรษา

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 22 ธันวาคม ร.ต.อ.พิเชษฐ์ เรียบร้อย รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งว่ามีเหตุเจ้าอาวาสมรณภาพคากุฏิ ที่กุฏิวัดวังตะวันออก ต.คลัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช รับแจ้งแล้วจึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.อภิชาติ คชเวช รอง ผกก.(สอบสวน),พ.ต.ต.วิทยา จงไกรจักร สว.สส.พร้อมกำลังตำรวจชุดสืบสวน, แพทย์เวร และเจ้าหน้าที่มูลนิธิประชาร่วมใจ ไปที่เกิดเหตุ เพื่อร่วมกันสอบสวนและชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุ

พระครูปัญญา ธนาภรณ์

เมื่อไปถึงบริเวณชั้น 2 บนพื้นหน้าห้องน้ำ พบร่างผู้เสียชีวิตนอนหงายมรณภาพมีผ้าสบงวางทับร่างอยู่ท่อนล่าง สอบสวนทราบผู้เสียชีวิตชื่อ พระครูปัญญา ธนาภรณ์ อายุ 74 ปี หรือ (พระเทียบธนะปัญโญ )เจ้าอาวาสวัดวังตะวันออก มีฟันปลอมหล่นอยู่ข้างศพ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจชันสูตรพลิกศพไม่พบบาดแผลแต่อย่างใด โดยเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 6-8 ชั่วโมง

จากการสอบสวนปากคำนายอภิชัย สายทองแท้ อายุ 40 ปี หลานชายของผู้ตายให้การว่าก่อนเกิดเหตุช่วงเช้าได้เดินทางมาหาผู้ตายเพื่อจะรับไปทำกิจนิมนต์ฉลองพัดยศให้กับพระครูรูปหนึ่งที่วัดโคกกฐิน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช แต่ประตูกุฏิไม่เปิดทั้งๆที่ตะโกนเรียกอยู่นาน จึงผิดสังเกตุ ได้โทรศัพท์ถึงผู้ตายก็ไม่รับสาย ทั้งตนและพระลูกวัดจึงตัดสินใจงัดหน้าต่างหลังกุฏิเข้าไปดู พบร่างพระครูปัญญาฯนอนหงายมรณภาพหน้าห้องน้ำชั้น 2 ของกุฏิ

พระครูปัญญา ธนาภรณ์

สำหรับสาเหตุการมรณภาพในครั้งนี้ จากการสอบสวนของตำรวจทราบว่าพระครูปัญญา ธนาภรณ์ ได้จำวัดที่กุฏิดังกล่าวเพียงคนเดียวและป่วยเป็นโรคประจำตัวมานานแล้ว ทั้งโรคความดัน ไขมัน และโรคหัวใจ โดยได้รักษาตัวในโรงพยาบาลมาโดยตลอด

เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าก่อนเกิดเหตุน่าจะเป็นช่วงเวลาประมาณ 21.00 น.เศษ ช่วงที่พระครูปัญญาฯเข้าห้องน้ำและกำลังเดินออกจากห้องน้ำแล้วเกิดอาการวูบหน้ามืดเป็นลมกะทันหัน ล้มลงหงายกองกับพื้นหน้าห้องน้ำจนมรณภาพดังกล่าว จนกระทั่งรุ่งเช้ามีญาติและพระลูกวัดมาพบ ทั้งนี้ญาติไม่ติดใจสาเหตุการมรณภาพ จึงมอบศพให้กับญาตินำไปจัดการตามประเพณีต่อไป

ข่าวต้นฉบับ