โหรฟันธง’ เตือน!! ราศี ที่ในช่วงนี้ ระวัง อุบัติเหตุ พร้อมแนะสิ่งเสริมมงคล

นักพยากรณ์ชื่อดัง โหรฟันธง “ลักษณ์ ราชสีห์” เตือนให้คนที่เกิดราศีต่อไปนี้ ระวัง เกิด อุบัติเหตุ พร้อมแนะนำให้เสริมมงคล

ราศีพฤษภ ผู้ที่เกิดวันที่ ๑๕ พ.ค.- ๑๕ มิ.ย.

‘หมอลักษณ์’นักพยากรณ์ชื่อดัง เตือนราศรีต่อไปนี้ ที่ต้องระวังอุบัติเหตุ ได้แก่ ชาวราศีพฤษภ (ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 14 พฤษภาคม – 13 มิถุนายน) อุบัติเหตุในทางโหราศาสตร์ดูถึงดาวอังคาร ดาวอังคารโคจรย้อน (ย้อนในทางโหราศาตร์เรียกว่าพัก) มาทับการโคจรของชาวราศีพฤษภ ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน ประกอบกับในขณะนี้ชาวราศีพฤษภมีดาวมฤตยูโคจรทับเรือนชะตาราศี มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และอยู่จนถึงวันที่ 1 ธันวาคม

ในช่วงที่ดาวอังคารโคจรย้อนมาทับราศีพฤษภ แล้เจอกับดาวมฤตยู แปลว่า ฉับพลัน น่าตกใจที่จะเกิดอุบัติเหตุ อาจจะเช่นลื่นหกล้มในที่ทำงาน ลงบันไดแล้วตกบันได แล้วมีเกณฑ์การเกิดอุบัติเหตุในการขับเคลื่อนยานพาหนะ

สักการะเทพพระราหูทรงครุฑ วัดนางพระยา จ.นครศรีธรรมราช

ซึ่งถ้ารู้แล้วว่าจะเกิด อุบัติเหตุ จะต้องไม่ประมาท แต่คนอื่นเขาอาจจะประมาท แล้วผลกระทบกับคุณเพราะฉะนั้นประกันอุบัติเหตุ ประกันอุบัติภัยเหมือนยันต์กันเคราะห์ หมดประกันเมื่อไหร่เกิดดอุบัติเหตุเลย มันแปลก ฉะนั้น “หมอลักษณ์” แนะให้รีบทำประกันเอาไว้ จะเป็นบริษัทอะไรก็ได้ตามที่คุณต้องการ และควรหาของ เสริมมงคล เช่น พระราหูทรงครุฑ ลูกนิมิตรพระราหู ฯลฯ มาติดรถ ติดตัว หรือจะไปบูชาสักการะเทพพระราหูทรงครุฑ เทพผู้เปลี่ยนแปลงดวงชะตาจากร้ายกลายเป็นดีได้ที่ ภาคเหนือวัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่วัดศาลาลาลอย จ.นครราชสีมา, ภาคใต้ที่วัดนางพระยา จ.นครศรีธรรมราช, ภาคกลาง วัดเจ้าอาม กรุงเทพฯ

ทั้งหมดนี้เป็นมหามงคลที่เปลี่ยนแปลงดวงชะตา คุ้มครองโทษ คุ้มครองภัย หรือคุณจะใช้พระรอดหลวง หริภุญชัย หรือพระที่คุณศรัทธาส่วนตัวก็ได้หมด

ดูข่าวต้นฉบับ

“หมอลักษณ์ ราชสีห์” ฟันธงราศีที่ช่วงนี้ รวย ล้น เหลือ มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น !!

นักพยากรณ์ชื่อดัง ว่าที่ร้อยตรี ลักษณ์ ราชสีห์ (หรือนามสกุลเดิม เรขานิเทศ) เผยว่า ราศี ที่ช่วงนี้ รวย ล้น เหลือ มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น จะเป็นราศีไหนไปดูกันเลย

ราศี ที่ในช่วงนี้ รวย ล้น เหลือ คือ ราศีกุมภ์ (ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 13 กุมภาพันธ์ – 13 มีนาคม) คนเกิดราศีเดียวกันไม่ใช่จะรวยทุกคน แต่ต้องขึ้นอยู่กับพื้น ดวงชะตา ตามวัน เดือน ปี เวลาเกิดต่างกัน ดังนั้นใครที่ผูกดวงแล้วดาวเจ้าเรือนการเงินเด่น

เมื่อถึงเวลาโอกาสจร คนมีพื้น ดวงชะตา เดิมดีตามการผูกดวงก็จะดีมาก ราศีกุมภ์ชีวิตจะพลิกฟื้นจากสภาพเบื่อ เซ็ง หมดแรง อับแสง ดับ มาหลายปี พลิกฟื้นเมื่อ 30 มีนาคมที่ผ่านมา และคุณฟื้นหรือยัง หายป่วยใจหรือยัง

คนที่เกิดราศีกุมภ์ เทพพระราหู เป็นดาวประจำตัว เคยไปไหว้ไหม เคยไปสักการะไหม ภาคเหนือ อยู่ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน, ภาคอีสาน อยู่ที่วัดศาลาลอย จ.นครราชสีมา, ภาตใต้ อยู่ที่วัดนางพระยา จ.นครศรีธรรมราช, ภาคกลาง อยู่ที่วัดเจ้าอาม กรุงเทพฯ ต้องไปไหว้ ไปสักการะเพราะท่านเป็นเทพประจำตัวของคนที่เกิด ราศี กุมภ์ และของคนวงการบันเทิงทั้งหมด และที่สำคัญใช้สีผึ้ง สีปาก ของสำนักใดก็ได้จะเป็นมหามงคล ช่วยเสริม ดวงชะตา ให้ รวย เจรจาพาทีให้เกิดโชคดี

จะเห็นได้ชัดหลังวันที่ 3 ธันวาคมไปแล้ว บวก ลบ 1 เดือน จะเป็นจังหวะที่ดวงดาวการเงินพลิก จากถอยหลังแล้วเดินหน้า จะเป็นพลังที่ขับเคลื่อนทำให้เกิดโอกาส ซื้อง่ายขายคล่อง งานเข้า ประสบความสำเร็จ โอกาสมา ดี รวย ล้น เหลือ

ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวงที่ว่ามานี้ “หมอลักษณ์” จึงนำมาเป็นบทสรุปในทางโหราศาสตร์แบบฟันธงที่ว่า ราศี ที่ในช่วงนี้ รวย ล้น เหลือ ได้แก่ ชาวราศีกุมภ์

ข้อมูลต้นฉบับ

กำเนิดนาม “พุทธทาส”

…เนื่องจากท่านพุทธทาสภิกขุ พบว่าตำราธรรมะภาษาไทยนั้นยังอธิบายไว้ไม่เพียงพอสำหรับผู้ที่ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นจริงๆ ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2475 ท่านพุทธทาสภิกขุจึงเริ่มเขียนหนังสือ ตามรอยพระอรหันต์ โดยมุ่งหวังเพื่อให้เป็นแผนที่สำหรับการเดินทางไปสู่ความเป็นพระอรหันต์ อันเป็นอุดมคติสูงสุดของพระพุทธศาสนา ซึ่งคำประณมพจน์และคำประกาศใช้นาม พุทธทาส ได้ปรากฏเป็นครั้งแรกในหนังสือตามรอยพระอรหันต์นี้ ว่า

พุทฺธสฺสาหํ นิยฺยาเทมิ สรีรญฺชีวิตญฺจิทํ พุทฺธสฺสาหสฺมิ ทาโส ว พุทฺโธ เม สามิกิสฺสโร – อิติ พุทฺธทาโส

ข้าพเจ้ามอบชีวิตและร่างกายนี้ ถวายแด่พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนายของข้าพเจ้า เพราะเหตุดังว่ามานี้ ข้าพเจ้าจึงชื่อว่า พุทธทาส
ท่านพุทธทาสภิกขุเล่าถึงที่มาของนามพุทธทาสไว้ดังนี้

พุทธทาสภิกขุ

เราเกิดความรู้สึกที่จะรับใช้พระพุทธศาสนาขึ้นมา โดยที่เราเริ่มเข้าใจพระพุทธเจ้าและเริ่มเข้าใจพุทธศาสนา ว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สูงสุดสำหรับมนุษย์ แต่แล้วมันก็ไม่ค่อยจะได้รู้จักกัน ฉะนั้นจึงอุทิศตั้งจิตว่า เราจะทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา อย่างกับว่ารับใช้พระพุทธองค็ให้สมกับหน้าที่ของพระสาวก ทีนี้ทุกเย็นไม่ว่าวัดไหนเขาก็สวดทำวัตรเย็น ในบททำวัตรเย็นมันก็มีคำชัดเลยว่า “ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นนายมีอิสระเหนือข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้แด่พระพุทธเจ้า” มันก็ยิ่งเข้ารูปกันกับ เราที่ตั้งใจอยู่ว่าจะรับใช้พระพุทธเจ้า ในฐานะที่เป็นทาส จึงสมกับที่เรียกตัวเองว่า “พุทธทาส”

นี่คือความหมายของคำว่า “พุทธทาส” เกิดขึ้นจากความรู้สึกว่าไม่มีอะไรดีกว่า ชีวิตของเราจะอยู่ต่อไปอีกกี่ปีก็ตามใจ ถ้าจะใช้ให้เป็นประโยชน์ที่สุด และสูงสุด ก็ควรจะทำงานนี้ คือรับใช้พระพุทธเจ้า ด้วยการทำให้พุทธศาสนาแพร่หลายไป มีประโยชน์แก่คนทุกคนในโลกก็แล้วกัน แล้วอาตมายังคิดด้วยความรู้สึกบริสุทธิ์ใจว่า พุทธบริษัททุกคนเป็นพุทธทาสอยู่แล้วในตัว ไม่ใช่แต่เรา แต่เขาทำงานอย่างพุทธทาสอยู่แล้วทุกคน ช่วยรักษาบำรุงเผยแผ่พระพุทธศาสนา ฉะนั้นเราก็ไม่ยกตัว ไม่อวดดี ไม่จองหองพองขนว่า เป็นพุทธทาสแต่เราคนเดียวเท่านั้น

นายธรรมทาสเขาตั้งชื่อของเขาก่อน ธรรมทาส ทีนี้เราเห็นว่ามันว่างอยู่ตำแหน่งหนึ่ง ก็เลยเห็นว่ามันน่าจะชื่อพุทธทาส แล้วเจ้าคุณวัดสามพระยาสมัยนั้น สมเด็จวัดสามพระยาตอนนี้แหละ ท่านเกิดชอบขึ้นมา ท่านก็เลยใช้ชื่อสังฆทาสอยู่พักหนึ่ง และท่านก็จัดการเรื่องของคณะสงฆ์เป็นการใหญ่ ปฏิรูป ปฏิวัติอะไรกัน ในเรื่องเกี่ยวกับคณะสงฆ์ ก็เลยใช้ชื่อตัวเองว่าสังฆทาสเลยได้มีครบชุด…

แหล่งข้อมูล

วันที่ ๖ พฤศจิกายน วันกอบกู้เอกราชไทย

วันศุกร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๑๐ วันกอบกู้เอกราชไทย ‘พระเจ้าตาก’ รบชนะพม่าเข้ายึดโพธิ์สามต้น ทรงกอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนมาได้ กู้เอกราชสำเร็จหลังเสียกรุงศรีอยุธยา ๗ เดือน

พระเจ้าตากสินมหาราชตีค่ายโพธิ์สามต้น ภาพจิตรกรรมในพระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน (ภาพจาก “จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก, สำนักพระราชวัง)
พระเจ้าตากสินมหาราชตีค่ายโพธิ์สามต้น ภาพจิตรกรรมในพระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน (ภาพจาก “จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก, สำนักพระราชวัง)

วันที่ ๖ พฤศจิกายน วันกอบกู้เอกราชไทย การสงครามกอบกู้เอกราชครั้งนั้น เริ่มต้นขึ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงยกกองทัพเรือจากจันทบุรีเข้ามาทางปากแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าโจมตีข้าศึกที่เมืองธนบุรี ทรงยึดเมืองธนบุรีคืนได้และประหารนายทองอินคนไทยที่เป็นไส้ศึก แล้วจึงเคลื่อนทัพต่อไปที่กรุงศรีอยุธยา

จากนั้น เมื่อวันศุกร์ เดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๒๙ ปีกุน นพศก เวลาบ่ายโมงเศษ ซึ่งตรงกับวันศุกร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๓๑๐ เวลาประมาณ ๑๓.๐๐ น. เจ้าตาก รบชนะพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้น โดยฆ่าสุกี้แม่ทัพพม่าตาย ซึ่งถือเป็นการกู้เอกราชคืนจากพม่าได้สำเร็จ โดยใช้เวลาเพียงแค่ ๗ เดือน นับจากตอนที่เสียกรุงศรีอยุธยาไป

ดังนั้นเพื่อน้อมรำลึก วันชนะศึกในวันนี้ ๖ พฤศจิกายน ๒๓๑๐ “วันกู้ชาติ” หรือ “วันประกาศอิสรภาพ” ราชอาณาจักรสยาม น้อมรำลึก ”พระเจ้าตากสินมหาราช” ทรงตีค่ายโพธิ์สามต้นแตก ทรงกู้อิสรภาพให้กับชาติไทยให้ลูกหลานเป็นปึกแผ่นมาจนถึงทุกวันนี้ รวมเป็นเวลา ๒๕๖ ปี

“คาถาค้าขายดี” หลวงพ่อฤาษีลิงดํา สวดเรียกลูกค้า เสริมกำลังใจ มีเท่าไรก็ขายหมด

สินค้าเด็ด บริการดี แค่นี้คงยังไม่พอ พ่อค้าแม่ค้า!! “คาถาค้าขายดี” หลวงพ่อฤาษีลิงดํา สวดเรียกลูกค้า เสริมกำลังใจ มีเท่าไรก็ขายหมด


พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “หลวงพ่อฤาษีลิงดํา” อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าซุง หรือวัดจันทาราม จ.อุทัยธานี ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในด้านการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานและวิชามโนมยิทธิ (ฤทธิ์ทางใจ) เนื่องจากการบำเพ็ญวิปัสนาและเมื่อหลังจากมรณภาพสรีรสังขารก็ไม่เน่าเปื่อย ซึ่งหนึ่งในคาถาของท่านที่ได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบันคือ คาถาค้าขายดี หลวงพ่อฤาษีลิงดํา

(ตั้งนะโม 3 จบ)

“สัมปะจิตฉามิ นาสังสิโม
พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ (คาถาปัดอุปสรรค)
พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม (คาถาเงินแสน )
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม (คาถาลาภไม่ขาดสาย)
มิเตภาหุหะติ (คาถาเงินล้าน)
พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา
วิระทาสี วิระทาสา วิระอิทถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)
สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น)
เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ”

เมื่อมีทรัพย์

คาถาค้าขายดี หลวงพ่อฤาษีลิงดําควรสวดแบบใด?

ตามความเชื่อ คาถานี้สามารถสวดช่วงเวลาใดก็ได้ โดยควรสวดอย่างน้อยวันละ 9 จบ ถ้าหากมีเวลามากก็สวด 30 จบ หรือถ้าใครกำลังเผชิญปัญหา เชื่อว่าสวดคาถาค้าขายดีวันละ 108 จบก็จะช่วยได้

ครม.มีมติให้ ‘นาค’ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน ต่อยอดเป็น Soft Power

ครม. ไฟเขียวกำหนดให้ “นาค” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน เพื่อสร้างให้เกิดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาติ ทั้งยังเป็นการต่อยอดเป็น Soft Power ในการนำทุนวัฒนธรรมมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมเปิดภาพต้นแบบนาค ที่กรมศิลปากร ช่างสิบหมู่ออกแบบไว้

(1 พ.ย. 65) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้นาคเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน ซึ่งเป็นการประกาศในเชิงสัญลักษณ์ เพื่อสร้างให้เกิดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาติ อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดเป็น Soft Power ในการนำทุนวัฒนธรรมมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและนำรายได้เข้าประเทศ

สำหรับ “นาค” มีคติความเชื่อที่ปรากฏในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน มีความเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตคนไทย สะท้อนถึงตำนานและความเชื่อมาแต่อดีต สื่อออกมาผ่านทางขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม พิธีกรรมต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน เช่น เป็นผู้พิทักษ์ศาสนา เป็นบันไดเชื่อมระหว่างโลกและสวรรค์ บั้งไฟพญานาคในวันออกพรรษา และประเพณีไหลเรือไฟ เรือที่ตกแต่งขึ้นก็แทนพญานาคเพื่อลอยไปบูชารอยพระพุทธบาท เป็นต้น ดังนั้น นาคจึงถือเป็นสัญลักษณ์สะท้อนวัฒนธรรมของประชาชนคนไทยอย่างแนบแน่น

นาค เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทย

รู้จัก “นาค” ต้นแบบความเชื่อสัตว์ในตำนาน

สำหรับภาพต้นแบบของนาค เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนานนั้น ทางคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้มอบหมายกรมศิลปากร สำนักช่างสิบหมู่ ดำเนินการร่างภาพต้นแบบนาค ซึ่งภาพต้นแบบนี้ สื่อให้เห็นภาพรวมคติความเชื่อเกี่ยวกับนาค เป็นรูปพญานาคสี่ตระกูล คือ ตระกูลวิรูปักษ์ (สีทอง) ตระกูลเอราปถ (สีเขียว) ตระกูลฉัพพยาปุตตะ (สีรุ้ง) และตระกูลกัณหาโคตรมะ (สีดำ) และมีนาคตัวใหญ่สุด คือ นาควาสุกรี ที่มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนาและพระมหากษัตริย์

ส่วนรายละเอียดประกอบภาพ เช่น คลื่นน้ำ และศาสนสถาน สื่อให้เห็นว่านาคเป็นสัญลักษณ์แห่งน้ำและความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงบทบาทการเป็นผู้พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา

จากข้อมูลกระทรวงวัฒนธรรม พบว่าปัจจุบันประเทศที่มีสัตว์ประจำชาติ ประเภทตำนานเทพนิยายและความเชื่อ มีจำนวน 157 ประเทศทั้งสิ้น 229 รายการ มีบางประเทศที่มีสัตว์ประจำชาติมากกว่า 1 รายการ ซึ่งสัตว์ประจำชาติของประเทศต่างๆ มีสัตว์ที่ปรากฏอยู่จริง เช่น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์สี่เท้า สัตว์ปีก

ที่ไหนบ้างมีสัตว์ในตำนาน

ส่วนสัตว์ในตำนานเทพนิยายและความเชื่อ แม้ว่าจะไม่มีผู้พบเห็นแต่คนในชาตินั้นๆ มีความเชื่อและศรัทธาจนมีการสร้างสรรค์เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ สำหรับสัตว์ในตำนานประจำชาติจะมีการประกาศในประเทศต่างๆ

จีน หมีแพนด้าเป็นสัตว์ประจำชาติ และมังกรเป็นสัตว์ประจำชาติประเภทตำนาน
อินโดนีเชีย มังกรโคโมโดเป็นสัตว์ประจำชาติ และครุทเป็นสัตว์ประจำชาติประเภทตำนาน
กรีซ ปลาโลมาเป็นสัตว์ประจำชาติ และนกฟีนิกซ์เป็นสัตว์ประจำชาติประเกทตำนาน

ทั้งนี้ สัตว์ในตำนานเหล่านั้น มักจะนำมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศเป็นตราแผ่นดิน โล่และอาร์ม หรือปรากฏในธงต่างๆ และมีความเกี่ยวข้องกับสถาบันเป็นส่วนใหญ่

บทความต้นฉบับ

จุฬามณีเจดีย์ ที่บรรจุพระจุฬา พระโมลี และพระเขี้ยวแก้ว ของพระโคตมพุทธเจ้า

ความเชื่อของพุทธศาสนิกชนเถรวาท ในจักรวาลวิทยาของศาสนาพุทธ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ยังมี “ปูชนียสถาน” อีกแห่งหนึ่งอยู่นอกเมืองออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ คือ “พระจุฬามณีเจดีย์” หรือจุฬามณีเจดีย์สถาน ที่บรรจุพระจุฬาพระโมลีและพระเขี้ยวแก้วของพระโคตมพุทธเจ้า

ออกบวช

จุฬามณีเป็นชื่อพระเจดีย์ที่บรรจุพระเกศธาตุ คือมวยพระเกศาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตัดเมื่อครั้งเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ คือออกบวช และพระทาฒธาตุ คือพระเขี้ยวแก้วเบื้องบนด้านขวาของพระพุทธเจ้า.

จุฬามณีเจดีย์อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หนังสือไตรภูมิโลกวินิจฉัย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้พระธรรมปรีชา (แก้ว) เจ้ากรมอาลักษณ์เรียบเรียงขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๔๕ กล่าวว่า พระจุฬามณีเจดีย์นี้ พระอินทร์เป็นผู้สร้าง มีความสูงโยชน์หนึ่ง บรรจุพระจุฬามณีและพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้า.

พระเขี้ยวแก้วนี้ เดิมโทณพราหมณ์ ผู้ทำหน้าที่แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ ซ่อนไว้ในผ้าโพกศีรษะของตน พระอินทร์ทรงเห็นว่าควรนำพระเขี้ยวแก้วนี้ไปไว้ในที่เหมาะสม เพื่อให้เหล่าเทวดาได้สักการบูชา จึงนำไปประดิษฐานไว้ในพระจุฬามณีเจดีย์.

องค์เจดีย์เป็นแก้วอินทนิล ส่วนตั้งแต่กลางองค์เจดีย์ขึ้นไปถึงยอดเป็นทองคำประดับด้วยแก้วเจ็ดประการ พระเจดีย์ล้อมรอบด้วยกำแพงทอง ปักธงและฉัตรสีต่างๆ เป็นเงินเป็นทองก็มี หรือสีดำ แดง เหลือง ขาว เขียว ตามแต่สีของแก้วที่ผูกไว้

บรรดาเทวดาทั้งหลายจะนำเอาเครื่องดนตรีดีดสีตีเป่ามาบรรเลงบูชาถวายพระเจดีย์ไม่เว้นวัน รวมถึงพระอินทร์พร้อมด้วยเหล่าเทพยดานางฟ้าบริวาร ก็จะเสด็จไปนมัสการพระเจดีย์ทุกวัน และนำข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องหอม ประทีป ไปบูชา รวมถึงกระทำประทักษิณรอบพระเจดีย์เสมอ

จุฬามณีเจดีย์

คนไทยโบราณนับถือกันว่าพระจุฬามณีเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุอันแท้จริง จึงมีคติกันว่าให้คนเจ็บหนักใกล้ตาย ตลอดจนเมื่อแต่งตัวศพ ให้พนมมือถือกรวยดอกไม้ธูปเทียนติดตัวไว้ เพื่อจะได้ไปนมัสการพระจุฬามณีบนสวรรค์ดาวดึงส์ยามเมื่อล่วงลับ

สายมู‘เนื้อเต้น!! 1 ปีมีเพียง 1 สุดยอดฤกษ์มงคลขลังที่สุด!! “อาบน้ำเพ็ญ” คืนวันลอยกระทง

วันลอยกระทง จะ “ขลังที่สุด!!” บรรดา “สายมู” คงจะไม่ยอมพลาด!! อาบน้ำเพ็ญ คืนวันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2566 “ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12” อันเป็นวันพระจันทร์เต็มดวงเป็นมหาฤกษ์เรียกว่า “จันทร์ซ้อนจันทร์” และเป็นช่วงที่น้ำหลากเต็มตลิ่ง โดยมีคติความเชื่อว่า อาบน้ำใต้แสงจันทร์ โดยรับพลังงานจากดวงจันทร์ จะดีเป็นมหาเสน่ห์ต่อผู้พบเห็น จะโชคดีมีลาภ เกิดความเป็นศิริมงคล เสริมสง่าราศีให้ผุดผ่องดังพระจันทร์คืนเพ็ญ ขจัดอำนาจมนต์ดำ คุณไสย ทำให้ชะตาชีวิตรุ่งโรจน์ ประสบความสำเร็จ คนที่ป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บ หน้าตาเศร้าหมอง เมื่อได้อาบน้ำเพ็ญไปแล้วก็จะหายจากอาการเจ็บป่วย

“โบราณมีคติความเชื่อว่า… การอาบน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ในเวลาเที่ยงคืนวันเพ็ญเดือน 12 วันลอยกระทง จะเป็นมงคลอันสมบูรณ์ยิ่ง… หนึ่งปีจันทรคติจะมีเพียงวันเดียวเท่านั้น วันเพ็ญเดือน 12 นี้ดวงจันทร์จะได้มาตรฐานเป็นมหาอุจ ในราศีพฤษภ เพ็ญสว่างดวงโตสุกใสมากที่สุดในรอบปี

การอาบน้ำจันทร์เพ็ญนี้ คนโบราณเชื่อว่าเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นการชำระสิ่งที่ไม่ดี ขจัดสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายไปจากร่างกายและจิตใจ เชื่อว่าเป็นการสร้างเสริมบารมีและสิริมงคลแก่ชีวิต ชะตาชีวิตจะรุ่งโรจน์ หน้าที่การงานจะประสบความสำเร็จ มีโชคดีมีลาภ มีเสน่ห์เมตตามหานิยม คนที่หน้าตาเศร้าหมองเมื่ออาบน้ำเพ็ญแล้วก็จะหาย เทพช่วยคุ้มครองป้องกัน เสริมสง่าราศีให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ขจัดอำนาจมนต์ดำคุณไสย ขับไล่ภูตผีปิศาจที่แฝงอยู่ในร่างกาย คนที่ป่วยเป็นโรคภัยไข้เจ็บ หน้าตาเศร้าหมอง เมื่อได้อาบน้ำเพ็ญไปแล้วก็จะหายจากอาการเจ็บป่วย

การอาบน้ำแสงจันทร์เป็นพิธีที่ช่วยเสริมพลังอำนาจ บารมี เสริมเสน่ห์ เมตตามหานิยม เรียกงาน เรียกสามี และช่วยในเรื่องของการเงิน ตลอดจนเรื่องความงาม นอกจากนี้ผู้ที่เป็นหมอดู นักพยากรณ์ หรือแพทย์โบราณ เชื่อว่าจะสามารถเสริมให้คำพยากรณ์แม่นยำและรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ดีขึ้น โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการประกอบพิธีอาบน้ำแสงจันทร์ 2566 “คืนเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12” ตรงกับคืนวันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2566 ถือเป็นฤกษ์ขอพรพระจันทร์ที่ดีที่สุด (ทำได้ทุกราศี) โดยมีขั้นตอน ดังนี้

อยู่ในสถานที่กลางแจ้ง ไม่อยู่ใต้ชายคาบ้าน หรือบริเวณคานบ้านที่มีเงามากีดขวาง
เตรียมภาชนะใส่น้ำมนต์ หรือถังสำหรับใส่น้ำมนต์ไว้อาบ จากนั้นนำไปวางตากแสงจันทร์ ซึ่งปริมาณน้ำต้องมากพอที่จะโดนแสงจันทร์หรือเห็นแสงเงาจันทร์ในภาชนะ

เตรียมสิ่งของเพื่อเสริมพลังให้กับตัวเอง เช่น พระพุทธรูป เทพพรหม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เครื่องรางของขลัง ตำราเรียน เครื่องทำมาหากิน และวางพร้อมกับน้ำเพื่อขอรับแสงจันทร์

เตรียมเทียนสำหรับหยดในน้ำตอนท่องคาถา ทำจิตใจให้สงบก่อนเริ่มสวดมนต์ตามคาถา โดยให้สวดนะโม 3 จบ แล้วว่าพระคาถา

“ปุญณะจันโท วิชานันเต วิสุทธิ สาวะโก วะโร พุทโธ สัทธัมมะรังสี มุนิโน มัตถะเกสุภัง” (สวด 15 จบ) อธิษฐานและขอพรสิ่งที่ต้องการ (เป็นการขอพรในสิ่งที่ดี ๆ เท่านั้น)

หลังจากสวดมนต์เสร็จแล้ว ให้นำน้ำมาอาบชำระล้างร่างกาย เสร็จสิ้นพิธีอาบน้ำแสงจันทร์
อีกทั้งความเชื่อของการอาบน้ำแสงจันทร์ เชื่อกันว่าดวงจันทร์จะต้องตรงกับศีรษะแบบ 90 องศา จากนั้นสามารถเริ่มอาบแสงจันทร์ได้ นอกจากนี้การรับพลังงานจากพระจันทร์ด้วยการอาบน้ำแสงจันทร์ ยังว่ากันว่าสามารถทำได้ทุกเดือนตามฤกษ์ความสะดวกของแต่ละคน

ใครเป็นสายมู และต้องการเพิ่มเสน่ห์มหานิยม เพิ่มโชคลาภ เงินทอง และเสริมความสิริมงคลให้กับตัวเองต้องห้ามพลาด

*เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความ*

๑๐ ตำนานและความเชื่อโบราณ “วันลอยกระทง”

วันลอยกระทง (Loy Krathong Festival)เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของไทย ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย วันลอยกระทงเป็นการบูชาพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์ แต่ในอีกความหมายก็หมายถึงการบูชารอยพระพุทธบาทได้อีกเช่นกัน แต่โดยส่วนมากแล้วเราจะได้ยินกันว่าเป็นการขอขมาจากพระแม่คงคา แสดงความรู้สำนึกบุญคุณของแหล่งน้ำที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต มีความเชื่อมาตั้งแต่ไหนแต่ไรด้วยกระทงที่มีการปักดอกไม้ ธูป เทียน ลงไปนั่นเอง

ลอยกระทง

โดยส่วนมากแล้วในวันลอยกระทงก็จะเป็นวันที่เรานำกระทงที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติมาลอยในแม่น้ำ ลำคลอง หรือแหล่งน้ำต่าง ๆ เพื่อเป็นการบูชาและขอขมาพระแม่คงคา ในสิ่งที่เราทำไม่ดีต่อแม่น้ำลงไป แต่เพื่อน ๆ เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า วันลอยกระทงนั้นมีความเชื่อและความสำคัญอย่างไรบ้างต่อมนุษย์

1. เพื่อบูชาและขอขมาพระแม่คงคา

เนื่องจากมนุษย์เรานั้นได้มีการนำน้ำมาใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะใช้ในการอาบ ดื่ม และยังรวมถึงการทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงไปในแม่น้ำด้วย ดังนั้นจึงได้กำหนดให้วันลอยกระทงเป็นวันที่มนุษย์ทุกคนจะได้บูชาและขอขมาพระแม่คงคาที่ได้นำน้ำมาใช้ประโยชน์ และยังเป็นการสอนให้รู้ถึงคุณค่าของการใช้น้ำอย่างประหยัดอีกด้วย

วันลอยกระทง

2. ตัดผม เล็บ ลงไปในกระทงด้วย

อีกหนึ่งความเชื่อในวันลอยกระทงที่มีมาอย่างยาวนานก็คือ การตัดเล็บ ตัดเส้นผม หรือใส่เงิน (ใช้เป็นเงินเหรียญ) ลงไปในกระทงด้วยตอนลอย เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ ลอยความทุกข์ออกไปจากตัวเรา ลอยความโศกเศร้าออกไป ให้มีแต่สิ่งดี ๆ เข้ามา และยังรวมถึงการลอยเอาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ออกไปด้วย เพื่อเป็นการเริ่มต้นใหม่ในปีต่อไป

4. เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าตามคติพราหมณ์

มนุษย์ทุกคนเชื่อว่าเรามีเทวดาประจำตัว ที่คอยปกปักรักษาให้รอดพ้นจากอันตรายต่าง ๆ เมื่อถึงวันลอยกระทงจึงได้ทำการขอขมาและขอบคุณที่ท่านคอยดูแลเรามาตลอด เพื่อเป็นการรับพลังดี ๆ เข้ามา ทิ้งเอาความไม่ดีออกไปให้หมด

5. เพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาท

พระพุทธเจ้าทรงได้ประทับรอยพระบาทไว้หาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ในประเทศอินเดีย โดยมีประวัติความเป็นมาของรอยพระพุทธบาทนี้ว่า ครั้งหนึ่งพญานาคทูลอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ เมื่อพระองค์จะเสด็จกลับพญานาคทูลขออนุสาวรีย์ไว้กราบไหว้บูชา พระพุทธเจ้าจึงทรงประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไว้ที่หาดทราย ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานที เพื่อให้บรรดานาคทั้งหลายได้สักการะบูชา

พระอุปคุต

6. การลอยกระทงเป็นการบูชาพระอุปคุต

สำหรับความเชื่อนี้ เป็นความเชื่อของชาวไทยทางภาคเหนือที่มีความเชื่อว่า การลอยกระทงเป็นการบูชาพระอุปคุต ซึ่งตามตำนานได้เล่าว่า พระอุปคุตทรงสามารถปราบพระยามารได้สำเร็จ

วันพระพุทธเจ้าเปิดโลก

7. เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้า เสด็จกลับจากเทวโลก

ในวันลอยกระทงยังมีความเชื่ออีกด้วยว่า เพื่อเป็นการต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันที่เสด็จกลับจากเทวโลก เมื่อครั้งเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา และความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณว่าการเสด็จลงสู่โลกมนุษย์ครั้งนี้ เหล่าทวยเทพและประชาชนทั้งหลายได้พร้อมใจกันทำการสักการบูชาด้วยทิพย์บุปผามาลัย จึงเป็นการรับเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากดาวดึงส์พิภพ (เป็นตำนานเดียวกับประเพณีการตักบาตรเทโวรับเสด็จพระพุทธองค์ลงจากดาวดึงส์)

8. เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์

ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า พระจุฬามณีตามปกติมีเทวดาเหาะมาบูชาเป็นประจำ และยังรวมถึงพระศรีอริยเมตไตรยเทวโพธิสัตว์ ที่ในอนาคตจะลงมาจุติยังโลกมนุษย์และตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งก็ได้เสด็จมาไหว้ด้วย ดังนั้นการลอยกระทงจึงเป็นการบูชาพระจุฬามณีและพระศรีอริยไตรยเทวโพธิสัตว์ด้วย

9. พิธีการอาบน้ำเพ็ญ เวลากลางคืน

ในคืนวันเพ็ญเดือน 12 หรือในคืนวันลอยกระทง จะมีพิธีที่เรียกว่าการอาบน้ำเพ็ญในช่วงเวลาเที่ยงคืน ซึ่งเป็นช่งที่พระจะนทร์อยู่กึ่งกลางพอดี และเชื่อว่าถ้าผู้ใดได้อาบน้ำเพ็ญในคืนนี้จะได้รับความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ทำให้มีความสุขในการดำเนินชีวิต

10. เป็นการระลึกถึงบรรพบุรุณ

นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกว่า การลอยกระทงเป็นการระลึกถึงและส่งของให้กับบรรพบุรุณที่ได้ล่วงลับไปแล้วอีกด้วย ผ่านการลอยกระทงและสิ่งของต่าง ๆ ที่ถูกใส่ลงไปในกระทงนั่นเอง

ข้อมูลจาก : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, https://archive.clib.psu.ac.th

อานิสงส์ 10 ประการ ของการทำบุญโรงทาน-สร้างโรงครัว

อานิสงส์ทำบุญโรงทาน-สร้างโรงครัว ถือว่าร่วมสร้างบุญสร้างกุศลกับพระสงฆ์องค์เจ้า เป็นการสร้างบารมีด้วยตัวเอง บุญหนุนนำชีวิตมากกว่าที่คิด

เมื่อเราไปตั้งโรงทานไปทำบุญทำทาน เราเห็นคนมารับของโรงทานของเราเราก็ให้ไป ใจของเราก็มีความสุขในการให้ ผู้รับก็ยิ้มแย้มแจ่มใสในการรับไป บุญนี้มองไม่เห็นตัวเป็นรูปธรรม แต่เป็นนามธรรม เป็นพลังถ้าผู้ใดได้ทำผู้นั้นจะรู้สึกดี อานิสงส์ของผู้ที่ทำโรงทานถือว่าร่วมสร้างบุญสร้างกุศลกับพระสงฆ์องค์เจ้า

อานิสงส์ของการทำโรงทานในสมัยพุทธกาล

คนยากคนจนมีเยอะดังนั้นการตั้งโรงทานในสมัยพุทธกาลนั้น เจตนาเพื่อจะเลี้ยงคนยากคนจนเท่านั้น คนรวยไม่มีโอกาสกิน เป็นการเลี้ยงเพียงวรรณะเดียวเป็นการสร้างบารมีด้วยตัวเองซึ่งเกิดมาชาติใดก็จะไม่อดไม่อยาก ในสมัยปัจจุบันการตั้งโรงทานในวัดเนื่องในโอกาสต่างๆนั้น จุดประสงค์ก็คือต้องการแบ่งเบาภาระเรื่องอาหารของทางวัด เพราะหากไม่มีโรงทานทางวัดก็ต้องสิ้นเปลืองเงินทองจัดหาอาหารมาเลี้ยงคนที่มาที่วัด ยิ่งโดยเฉพาะช่วงที่มีงานใหญ่ๆโตๆคนมางานกันเยอะ ถ้าไม่มีโรงทานภาระหนักก็จะตกอยู่กับทางวัดซึ่งการตั้งโรงทานในวัดนั้น

อานิสงส์ที่ผู้สร้างบุญได้รับ คือเป็นผู้ที่ไม่ประมาทมีสติดี

เมื่อละโลกนี้ไปแล้วจะเกิดในเทวโลกแวดล้อมด้วยเหล่าบริวารคอยบำรุงบำเรออยู่ตลอดกาล จะได้เสวยสมบัติเป็นทิพย์ ครั้นเมื่อจุติจากเทวโลกแล้วมาปฏิสนธิในมนุษยโลกจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิครอบครองทวีปทั้ง 4 คือ ชมพูทวีป อุตตกุรุทวีป อมรโคยานทวีปและปุพพวิเทหทวีป

มีรัตนะทั้ง 7 (สัญลักษณ์ของจักรพรรดิราช) คือจักรแก้ว นางแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว และมณีแก้วแม้ในอนาคตชาติก็จะได้เกิดอยู่แต่ในสุคติภูมิเป็นมนุษย์บ้างเทวดาบ้าง และเป็นที่เคารพบูชาของมหาชน แม้เหล่าเทวดาก็ชื่นชมยินดียกย่องสรรเสริญ

มีรูปกายงดงามสมส่วนเป็นสง่าน่าเกรงขามมียศมากอำนาจมากมีจิตตั้งมั่นไม่ฟุ้งซ่านไม่มีความสะดุ้งหวั่นไหวและจะได้บรรลุคุณวิเศษทั้งปวง

อานิสงค์ปัจจุบัน

1. ไม่อดหรือขาดเเคลนอาหารการกินตลอดชีวิตในปัจจุบันเเละภพหน้า (สร้างเหตุใดย่อมได้เหตุนั้น)
2. มีผู้อุปถัมภ์เรื่องอาหารเสมอ (สร้างเหตุใดย่อมได้เหตุนั้น)
3. เป็นผู้ไม่ตระหนีในทรัพย์อันเป็นบ่อเกิดให้ความโลภเบาบาง (จิตโลภเบาบางยิ่งให้ก็ยิ่งไม่อยาก)
4. เป็นผู้บริบูรณ์สมบูรณ์ไปด้วยโภคทรัพย์คือทรัพย์ที่ต้องใช้สอยในปัจจุบัน
5.ไม่เป็นคนยากเเคลนยากจนในชีวิต (ผู้ให้ทานย่อมได้โภคทรัพย์)
6. เป็นผู้เจริญรุ่งเรืองในการประอาชีพ (บุญคือความสำเร็จ)
7. มีความสุขเกิดขึ้นจากการเสียสละ (บุญจากการชนะใจตัวเอง)
8. สำเร็จได้ตามปรารถนา (บุญย่อมส่งผลตามที่เราต้องการจริง)
9. สามารถส่งผลให้เป็นเศรษฐีได้ในชาตินี้หรือชาติหน้า (จากอานิสงส์ของทานบารมี)
10. เป็นเหตุปัจจัยในการสร้างทานบารมีซึ่งจะเป็นเหตุให้เราเข้าถึงธรรมในอนาคต
….
เครดิตแหล่งข้อมูล : เพจธ.ธรรมรักษ์

หลวงพ่อเคลือบ วัดหนองกระดี่นอก เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง อุทัยธานี

“หลวงพ่อเคลือบ สาวรธัมโม” วัดหนองกระดี่นอก ต.หนองยายดา อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี เป็นนามพระเกจิที่รู้จักกันดีในหมู่ศรัทธาสาธุชนชาวเมืองอุทัยธานีได้รับการขนานนามว่า “หลวงพ่อเคลือบ วาจาสิทธิ์ พูดอย่างไร เป็นอย่างนั้น” ทั้งยังได้รับการยกย่องว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง”

หลวงพ่อเคลือบ เกิดเมื่อปีพ.ศ.2432 ที่บ้านคลองชะโด ต.ทุ่งใหญ่ อ.เมือง จ.อุทัยธานี อุปสมบทเมื่อปีพ.ศ.2453 ณ พัทธสีมาวัดหนองเต่า อ.เมืองอุทัยธานี โดยมีพระครูอุทัยธรรมวินิฐ (หลวงพ่อสิน) เจ้าอาวาสวัดหนองเต่าเป็นพระอุปัชฌาย์ ผู้มีวิทยาคมเข้มขลังในยุคนั้น

หลวงพ่อเคลือบ วัดหนองกระดี ได้ร่ำเรียนวิทยาคมกับหลวงพ่อสินเป็นเวลานาน 3 พรรษา หลังจากนั้นได้ไปเรียนเพ่งกสิณกับหลวงพ่อกบ วัดเขาสาลิกา จ.ลพบุรี ก่อนออกท่องธุดงค์ไปทางภาคเหนือและย้อนกลับมาที่เมืองอุทัยธานี

นอกจากนี้ ยังเรียนวิทยาคมกับหลวงพ่อแสง วัดป่าช้า ตลอดจนพระอาจารย์ผู้เรืองวิทยาคมอีกหลายท่าน

หลวงพ่อเคลือบ มรณภาพเมื่อปี พ.ศ.2497 สิริอายุ 65 ปี พรรษา 45

พ.ศ.2555 พระใบฎีกาเจริญ วุฑฒิโก และคณะกรรมการวัด มีมติให้ดำเนินการก่อสร้างเมรุถาวรแทนของเก่าที่ใช้เชิงตะกอนเผาศพ ด้วยงบประมาณ 2 ล้านบาทเศษ พร้อมให้จัดสร้าง วัตถุมงคล หลวงพ่อเคลือบ รุ่น “สร้างเมรุ 555” เพื่อหารายได้สมทบทุนการก่อสร้างเมรุดังกล่าว
วันที่ 31 ธันวาคม 2555 ประกอบพิธีพุทธาภิเษก มีพระเกจิอาจารย์ร่วมนั่งปรกอธิษฐานจิต อาทิ หลวงพ่อประชุม วัดทุ่งแก้ว, หลวงพ่อวิชา วัดชอนทุเรียน, หลวงพ่อเสน่ห์ วัดพันสี, หลวงพ่อเร่ง วัดดงแขวน, หลวงพ่อโฉม วัดเขาปฐวี, หลวงพ่อเจริญ วัดหลุมเข้า, หลวงพ่อประทวน วัดท่ามะขามป้อม, พระอาจารย์สมคิด วัดเนินสาธารณ์, พระอาจารย์คัมภีร์ (แห้ง) วัดป่าเลไลยก์ เป็นต้น

พระเครื่อง วัตถุมงคล และ เครื่องรางของขลัง หลวงพ่อเคลือบ รุ่นสร้างเมรุ 555 มีรูปหล่อเหมือน, ภาพถ่าย, เหรียญต่างๆ ล็อกเกต, เต่าเรือน และมีดหมอ เป็นต้น

อภินิหารหลวงพ่อเคลือบ ขออะไรได้ตามนั้น!

” การแก้บน ” จุดธูป 3 ดอกหรือ 9 ดอก แล้วบอกกล่าวว่า

“ข้าพเจ้า.(ชื่อ)…………. ได้บนบานศาลกล่าว กับหลวงพ่อเคลือบไว้ว่า.. (เรื่องที่จะขอ)…………. ถ้าประสบผลสำเร็จก็จะขอแก้บน ด้วยการถวาย…. (ของที่บน)…………………..

บัดนี้ หลวงพ่อเคลือบได้เมตตาทำให้เกิดผลสำเร็จ ตามที่ได้บนบานศาลกล่าวเข้าไว้แล้ว ข้าพเจ้า… (ชื่อ)…………. จึงขอถวาย…(ของทีบน)… …เพื่อเป็นการแก้บนตามสัญญา สัจจะที่ให้ไว้กับหลวงพ่อเคลือบ ขอท่านจงโปรดรับของที่ข้าพเจ้า นำมาแก้บนนี้ด้วยเทอญ.”

เมื่อบอกกล่าวท่านแล้วก็ทิ้งไว้สักครู่ ประมาณธูปหมดดอกก็บอกลาท่าน ก่อนลาท่านก็ให้ขออนุญาตท่านก่อนว่าขอนำอาหารที่เหลือนนี้ไปเป็นทานแก่ข้าพเจ้าและครอบครัว

**ถ้าบนเหล้า มะขามเปียก เกลือ จะแก้ตอนไหนก็ได้ แต่ถ้ามี หมู ไก่ ต้ม ควรจะกระทำให้เสร็จก่อนเที่ยง**

หลวงพ่อเคลือบ วัดหนองกระดี่นอก

คาถาบูชาเสด็จพ่อ ร.๕ บูชาเป็นประจำเสริมชะตา เมตตามหานิยม ค้าขายดี ปลดหนี้ได้

วันปิยมหาราช ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่อย่างล้นเหลือของพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ พระองค์จึงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช” ซึ่งมีความหมายว่า “พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน” ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ 23 ตุลาคม เป็น “วันปิยมหาราช”

วิธีการสักการะองค์เสด็จพ่อ ร.5 ควรบูชาในวันอังคารและวันพฤหัสบดี และหลายคนมีความเชื่อเรื่องหากบูชาเสด็จพ่อ ร.5 แล้วนั้น จะส่งผลทำให้ทำมาค้าคล่อง มีความสุขความเจริญ ตำแหน่งหน้าที่การงานก้าวไกล ให้มีโชคลาภในการประกอบอาชีพ ปลดหนี้ได้ และมีเมตตามหานิยม

พระคาถาบูชารัชกาลที่ 5 (แบบย่อ)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)

พระสะยามะมินโท วะโร อิติ พุทธะสังมิ อิติ อะระหัง สะหัสสะกายัง วะรัง พุทโธ นะโม พุทธายะ”

พระคาถาบูชารัชกาลที่ 5 (แบบเต็ม)

“นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)

อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ อิเมนา พุทธะตังโสอิ อิโสตัง พุทธะปิติอิ พระสะยามะมินโท วะโร อิติ พุทธะสังมิ อิติ อะระหัง สะหัสสะกายัง วะรัง พุทโธ นะโม พุทธายะ มาสีสะมานัง

เครื่องสักการะ เสด็จพ่อ ร.5

สิ่งที่พระองค์โปรด คือ น้ำมะพร้าวอ่อน, กล้วยน้ำว้า, ทองหยิบ, ทองหยอด, บรั่นดี, ซิการ์, ข้าวคลุกกะปิ และดอกกุหลาบ หรือดอกไม้สีชมพู เพราะถือว่าเป็นสีที่ตรงกับวันพระราชสมภพ นอกเหนือจากสิ่งของที่นำมาสักการะแล้ว ของที่นิยมอีกอย่าง ก็คือ หญ้าสดใหม่ เพื่อนำมาถวายแก่ม้าพระที่นั่ง

วันที่ควรบูชา คือวันที่ 23 ตุลาคม (วันปิยมหาราช – วันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) หรือวันอังคารซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระองค์ และวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันครูหรือในวันพระ แต่ในวันพระให้ยกเว้นเครื่องสักการะที่เป็นอบายมุข จำพวก บุหรี่ เหล้า

ความรู้สึก “ตอนใกล้ตาย” จะเป็นอย่างไร จะเจ็บปวดทรมานมากน้อยแค่ไหน?

ความรู้สึกเวลาใกล้ตายจะเป็นอย่างไร จะเจ็บปวดทรมานมากน้อยแค่ไหน ใครยังไม่เคยตายก็คงตอบไม่ได้ แต่เมื่อตายแล้วจะกลับมาตอบได้อย่างไร

ตอนใกล้ตาย” มันมีความรู้สึกอย่างไร?
คุณหัชชา ณ บางช้าง เคยค้นคว้าเรื่องนี้มาเขียนใน “ภาวะหลังตาย” และเล่าว่า “กระบวนการตาย” ในระยะต่าง ๆ นั้นเป็นเช่นไร
ท่านบอกว่ามันมี 4 ขั้นตอนอย่างนี้

๑. ระยะแรก เป็นระยะที่ธาตุดินเริ่มสลายตัว
กลายเป็นน้ำ ผู้ตายจะรู้สึกอ่อนระโหย
ไม่มีแรง การมองเห็นต่าง ๆ เริ่มเสื่อม
มองอะไร ๆ ก็ไม่ชัด ทุกอย่างดูมัว ไปหมด
ทุกอย่างที่เห็น เหมือนมองไปกลางถนน
ขณะแดดจัดๆภาพต่างๆจะเต้นระยิบระยับ
เต็มไปหมด

๒. ระยะที่น้ำจะกลายเป็นไฟ ช่วงนั้น
น้ำในร่างกายเริ่มแห้งลง จะรู้สึก ชา ๆ ตื้อ ๆ
เริ่มหมดความรู้สึก ไล่จากปลายเท้าขึ้นมา
ประสาทหูเริ่มไม่รับรู้คือเริ่มไม่ได้ยินเสียง
อะไร มองไปทางไหนก็เห็นแต่ควัน

๓. ระยะนี้ไฟเปลี่ยนเป็นลม
หูจะไม่ได้ยินอะไรอีกเลย รู้สึกหนาว
จับใจ ความรู้สึกนึกคิดต่าง ๆ หยุดหมด
ลมหายใจอ่อนลงเรื่อย ๆ
จมูกเริ่มไม่รับความรู้สึกเรื่องกลิ่น

๔. ระยะนี้ ธาตุลมจะเปลี่ยนเป็นอากาศธาตุ
ตอนนี้ เจตสิกทุกอย่าง รวมทั้งการหายใจ
จะหยุดหมดพลังงานทั้งหลายที่เคย
ไหลเวียนอยู่ในร่างกายจะไหลกลับคืนไปสู่
ระบบประสาทส่วนกลางหมด ลิ้นแข็ง
ไม่รับรู้เรื่องรสชาติใดๆความรู้สึกสัมผัส
หมดไป ความรู้สึกอยากโน่น อยากนี่ต่าง ๆ
ที่เคยมีก็หมดไป มีความรู้สึกเหมือน
อยู่กับแสงเทียนที่กำลังลุกโพลงอยู่เท่านั้น
ท่านบอกว่าตอนนี้แหละที่แพทย์จะประกาศว่า
ผู้ป่วยในความดูแล “ถึงแก่กรรม” แล้ว (clinical death)
นั่นก็คือจุดที่ “เวทนา” ทั้งหมดดับไป สมองและระบบไหลเวียนต่าง ๆ ของร่างกายหยุดทำงานหมด แปลว่ารูปและนาม หรือเบญจขันธ์ ตายไปแล้ว

ก็ต้องถกกันต่อไปว่า ถ้าเราเชื่อว่า วิญญาณยังอยู่ต่อเมื่อร่างกายสลายไป จะไปอยู่ที่ไหนอย่างไรต่อไป

อ่านเจออีกแหล่งหนึ่งเรื่อง “ลักษณะการตาย” ตามแนวคิดแบบ “เซน” ที่คุณ “โชติช่วง นาดอน” เคยรวบรวมไว้ในหนังสือ “จิตคือพุทธะ” เมื่อนานมาแล้ว
ท่านบอกว่าคนเราตายได้สองลักษณะ คือ “ตายอย่างปราศจากที่พึ่ง” และ
“ตายอย่างสมบูรณ์ด้วยที่พึ่ง”
คนที่ตายย่างแรกนั้นเวลาใกล้จะสิ้นลม มีอารมณ์ผิดไปจากปกติ จิตใจกลัดกลุ้มยุ่งเหยิง เรียกว่า “จิตวิการ” ซึ่งหมายถึงจิตเกิดความปวดร้าวทรมานเพราะ
ยัง “ยึดติด” กับหลายเรื่อง
หรือที่เรียกว่า “ไม่ยอมตายทั้ง ๆ ที่ต้องตาย” นั่นคือจิตใจยังติดข้องกับอุปาทาน ๔ ประการคือ

๑. ติดอยู่กับทรัพย์สินเงินทอง
๒. ห่วงใยอาลัยในสิ่งที่เป็นรูป และอรูป
โดยเห็นว่าเป็นของเที่ยง
๓. มีนิวรณ์ความวุ่นวาย ฟุ้งซ่าน
มาห้ามจิตมิให้บรรลุความดี
๔. มีความดูแคลนเมินเฉยในคุณพระรัตนตรัย

เขาบอกว่าคนส่วนใหญ่ตายลักษณะอาการ
อย่างนี้ เรียกว่าตายอย่างอนาถา
ส่วนการตายอย่างสมบูรณ์ด้วยที่พึ่งนั้น
แปลว่าคนใกล้ตายมีสติอารมณ์ผ่องใส
ไม่หวั่นไหว และซาบซึ้งในวิธีของมรณกรรม และยึดหลัก ๔ ประการคือ

๑. มีอารมณ์เฉย ๆ
ซาบซึ้งถึงกฎธรรมดาแห่งความตาย
๒. ซาบซึ้งถึงสภาพการณ์สิ่งในโลกของ
ความไม่เที่ยง ไม่เป็นแก่นสาร
๓. รำลึกถึงกุศลกรรมที่ได้ผ่านมาในชีวิต
และเกิดปิติปลาบปลื้ม
๔. ยึดมั่นเอาคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง
อยู่ตลอดเวลาจนสิ้นลมหายใจ
ด้วยเหตุนี้แหละ, จึงเห็นว่าการ
“ฝึกตายก่อนตาย”ดั่งที่ท่านพุทธทาส หรือ.. หลวงพ่อ หลวงปู่ ครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะ..
หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี ท่านเคยสอนเรานั้น
เป็นเรื่องที่ประเสริฐสุดแล้ว
แต่คนส่วนใหญ่กลัวตาย แม้จะเอ่ยถึงคำว่าตายก็รับไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นการ “แช่ง” ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครหนีความตายได้แม้แต่คนเดียว

การเรียนรู้ “มรณาอุปายะ” หรือ “ฝึกตายก่อนตาย” นั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ
ทำให้มันสนุกเสีย ให้มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นน่ายินดี ก็จะทำให้ความทุกข์ระหว่างมีชีวิตอยู่นั้น
ลดน้อยถอยลง และเมื่อถึงเวลาที่ต้องจากโลกนี้ไปก็ไม่ตกใจ
ไมตื่นเต้น ไม่รันทดและทรมานเพราะ..

ความกลัวและความไม่ต้องการที่จะจากไป
ชาวพุทธที่ฝึกปฏิบัติธรรมในสาระจริง ๆ (ไม่ใช่แค่ทำบุญแล้วนึกว่าจะต้องไปสวรรค์
โดยไม่ต้องปฏิบัติธรรม) ก็จะเข้าใจว่า.. “ขันธ์ทั้งห้า” ล้วนไม่เที่ยง ไม่มีความแน่นอน เปลี่ยนแปลงและทรุดโทรม และท้ายสุดก็แตกดับไป และระหว่างที่มรณกาลมาถึงนั้น ขันธ์ห้าก็ย่อมจะแปรปรวน จึงควรจะเตรียมตัวและเตรียมใจไว้
เมื่อความตายมาถึง, เราก็จะได้ไม่ทุรนทุราย และตายอย่างมีสติ และ “รู้เท่าทันความตาย” ซึ่งเป็นสุดยอดของการมีชีวิตอยู่นั่นเอง..

อ่านบทความต้นฉบับ
#ธรรมะ #อมตะธรรม #ธรรมะสอนใจ

สาธุ‘หลวงตาบุญชื่น’เดินธุดงค์เท้าเปล่าวันแรก ระยะทาง 3,415 กม.สาธุชนนมัสการตลอดเส้นทาง

19 ต.ค.2565 – หลวงตาบุญชื่น ออกธุดงค์อีกครั้งรอบนี้เดินจากสงขลาขึ้นเหนือสุดที่ จ.เชียงราย ก่อนจะเดินย้อนกลับภูมิลำเนา จ.นครพนมปลายทางบ้านเกิด ระยะทางเกือบ 4 พันกิโลเมตร ภายใน 5 เดือน ผ่าน 24 จังหวัดระหว่างทางขอรับถวายเพียงน้ำเปล่าเท่านั้น แต่หากมีจิตศรัทธาถวายปัจจัยให้ร่วมบริจาคเพื่อจัดซื้อที่ดิน-เครื่องมือแพทย์อาคารโรงพยาบาลโพนสวรรค์

เมื่อเวลา 07.15 น.วันที่ 19 ต.ค.2565 – ที่วัดมหัตตมังคลาราม หรือวัดหาดใหญ่ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หลวงตาบุญชื่น ปัญญาวุฑโฒ อายุ 73 ปี 13 พรรษา พระนักจากริกธุดงค์ ชาว อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม ออกธุดงค์เท้าเปล่าเส้นทางสงขลา-เชียงราย-นครพนม ระยะทาง 3,415 กม. รับถวายเพียงน้ำเปล่าตั้งกองทุนสมทบทุนซื้อที่ดิน เครื่องมือแพทย์ ช่วยโรงพยาบาลขาดแคลน

ก่อนหน้านี้ หลวงตาบุญชื่น ลงจากถ้ำที่ท่านได้ขึ้นไปปลีกวิเวกปฏิบัติธรรม จ.สกลนคร ในช่วงเข้าพรรษา และได้รับนิมนต์ลงไปประกอบศาสนกิจยังภาคใต้ และในวันนี้หลวงตาบุญชื่นจะเริ่มเดินเท้ากลับ จ.นครพนม โดยใช้เส้นทางจาก จ.สงขลา ขึ้นไปยัง จ.เชียงราย แล้วเดินธุดงค์ต่อมายัง อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม

หลวงตาบุญชื่น พระธุดงค์สายป่าชื่อดัง มีความมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียร ตามรอยพระเกจิชื่อดัง หลวงปู่มั่น โดยได้บำเพ็ญเพียร ด้วยการ จาริกธุดงค์เท้าเปล่า มาตั้งแต่ปี 2559 หลังสละทางโลกเข้าสู่เส้นทางธรรม จาริกธุดงค์ จากบ้านเกิด อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม ไปยังภาคเหนือและภาคใต้ทุกปี ในช่วงหลังออกพรรษา

ดูข่าวต้นฉบับ