เป็นพระ ลงนรกง่ายกว่าโยมมาก

พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “สามัญฺญํ ทุปฺปรามตฺถํ นิรยายูปกฑฺฒติ” แปลว่า “ชีวิตความเป็นพระนั้น ถ้าประพฤติไม่ดีแค่นิดเดียว ก็ลงนรกได้” พระนั้นลงนรกง่ายกว่าโยมมาก

..ท่านว่ายทวนน้ำเคยเล่าเรื่องการบวชให้ฟังนานแล้วว่า เป็นพระตกนรกง่ายกว่าเป็นโยม เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณบวชเปลี่ยนเครื่องแบบเป็นพระ นั่นเท่ากับเป็นการแสดงให้คนอื่นเห็นว่าคุณสมัครใจจะมาเป็นผู้ละกิเลส คนอื่นจึงได้มอบอาหาร มอบยา มอบเครื่องนุ่งห่ม มอบที่อยู่อาศัยให้ เพื่อที่ผู้ที่มาบวชจะได้ไม่ต้องวุ่นวายกับการทำมาหากิน เป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ที่มาบวชมุ่งทำหน้าที่ละกิเลสไปเพียงอย่างเดียว

ถ้ามาบวชแล้วไม่ทำหน้าที่ของพระ คือไม่ละกิเลส นั่นเท่ากับเป็นการหลอกลวงผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นการทำให้ให้ผู้อื่นหลงเข้าใจว่าเป็นผู้ละ แท้จริงแล้วเป็นเพียงคนโกนหัวห่มผ้าเหลืองที่ผ่านการบวชตามประเพณีเท่านั้น ดังนั้น อาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ที่ผู้อื่นสละให้จึงเป็นการสละแก่ผู้ที่ไม่ทำหน้าที่ละกิเลส แต่หลอกลวงว่าเป็นผู้ละกิเลส ไม่ต่างอะไรกับการโกหกหลอกลวงเขาเพื่อให้ได้ทรัพย์สินมา จึงเป็นกรรมที่จะพาไปสู่อบายภูมิ และผู้นั้นจะต้องมาใช้เขาคืนในภายหน้า แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่พระรูปนั้นบรรลุธรรมไม่ว่าขั้นหนึ่งขั้นใดแล้ว พระรูปนั้นจะเปลี่ยนเป็นเนื้อนาบุญให้เขาในทันที

บวช

การบวชพระนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่เมื่อบวชแล้วมาปฏิบัติให้ตัวเองเป็นพระที่แท้จริงนั้นยาก ท่านว่ายทวนน้ำจึงไม่แนะนำให้บวชเล่น ๆ บวชตามประเพณี หรือตามความเชื่อ ไม่อย่างนั้นขาข้างนึงก็ก้าวไปสู่ในอบายภูมิตั้งแต่มาบวชแล้ว ถ้าจะบวชขอให้ออกมาบวชอย่างจริงจัง ปล่อยวางภาระหน้าที่ทางโลก และปฏิบัติด้วยการย้อนดูตน จับผิดตน ดัดสันดานตน ละกิเลสให้เต็มที่ โดยไม่จำต้องศึกษาตำรา แต่ให้ศึกษาจิตตนเองนั่นคือ “ปริยัติ” ที่แท้จริง เมื่อผู้บวชทำการดัดสันดานตนเอง (ละกิเลส) นั่นคือการ “ปฏิบัติ” และเมื่อดัดสันดานตนเองไปเรื่อย ๆ ได้ถึงจุดหนึ่งจิตจะมีกำลังดันกิเลสออกไปเองโดยอัตโนมัติ อันเป็นผลของการปฏิบัติ คือ “ปฏิเวธ” ขึ้นมาในสักวัน

ถ้ามาบวชแล้วมากิน ๆ นอน ๆ บวชมาสะสมทรัพย์สิน บวชมาทำพิธีต่าง ๆ บวชมาทำให้ผู้อื่นงมงาย ไม่ได้บวชเพื่อเอาเวลามาย้อนดูตน จับผิดตน ไม่ดัดนิสัยตน (ไม่ละกิเลส) สู้อย่าบวชเสียจะปลอดภัยจากอบายภูมิมากกว่า

ติดตามอ่านคำสอนของพระอาจารย์ปราโมทย์ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/100000943355436/posts/2144154772292614?sfns=mo

พระพุทธองค์ ตรัสไว้ ๔ ประการ ที่ไม่ว่าใครก็ทำแทนไม่ได้ แม้แต่พระองค์ก็ทำแทนไม่ได้

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าเราแม้ใครจะมีอิทธิฤทธิ์มากมายเพียงใดแต่ก็มีสี่ประการที่ไม่สามารถทำได้

คนที่ไม่ได้สั่งสมบุญมาด้วยกันต่อให้พระมาโปรดก็ไม่ศรัทธาและไม่เข้าใจ

1. ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิบากกรรมได้ ใครสร้างกรรมเอาไว้ไม่มีใครรับแทนได้คนนั้นต้องรับเอง

2. ปัญญาให้กันไม่ได้ ต้องฝึกฝนเอาเองถึงจะเกิดปัญญาได้

3.ความศรีวิไลของธรรมะไม่สามารถสื่อทางภาษาได้ ความจริงแท้ในจักรวาลต้องใช้การปฏิบัติเพื่อพิสูจน์

4.คนที่ไม่มีวาสนาฝนแม้จะตกทั่วฟ้าก็ยังไม่เกิดประโยชน์กับหญ้าที่ไร้ราก พระธรรมแม้จะกว้างใหญ่ไพศาลก็ยากที่จะโปรดคนไร้วาสนา คนที่ไม่ได้สั่งสมบุญมาต่อให้พระมาโปรดก็ไม่ศรัทธาและไม่เข้าใจ

ผลงาน อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า..“เป็นการยากที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นการยากที่พบพระพุทธศาสนา เป็นการยากที่จะได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ เป็นการยากที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติมา”

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เราจึงควรเห็นคุณค่าของ การเกิดเป็นมนุษย์ อย่าให้เสี่ยโอกาส เสียเวลา ไปโดยเปล่าประโยชน์ เอาใจใส่รักษาความเป็นมนุษย์ไว้ให้มั่นคง ถึงจะเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วก็ตาม แต่จิตใจก็เป็นไปได้ใน ๒ ทางคือ

ใจต่ำ เป็นอกุศลจิต ใช้ชีวิตอย่างประมาท ขาดสติ เป็นทางของสัตว์เดรัจฉาน เปรต ยักษ์ สัตว์นรก

ใจสูง เป็นกุศลจิต ดำเนินชีวิตอย่างมีสติ ปัญญา ไม่ประมาท สร้างกุศลกรรมความดี สร้างบารมี เป็นทางของมนุษย์ เทวดา พรหม อริยมรรค อริยผล นิพพาน

ดังนั้นสำหรับการเกิดเป็นมนุษย์ในชาติหนึ่ง การเลือกทางดำเนินชีวิตของ….เราจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจากเพจคำคม ธรรมะ

วิธีบูชา “ศาลพระภูมิ” ที่ถูกต้องเพิ่มสิริมงคล ทำแล้วดีอยู่แล้วรวย

ศาลพระภูมิ คือที่อยู่ของพระชัยมงคล เทพที่ปกปักรักษาคนในบ้านให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขและเจริญก้าวหน้ารุ่งเรือง

วิธีการบูชาศาลพระภูมิ(พระชัยมงคล)

(ให้จุดธูป 9 ดอกกรณีถวายของไหว้ด้วย) (หรือธูป 7 ดอกในกรณีไหว้อย่างเดียวไม่ถวายของไหว้) แล้วตั้งนะโม 3 จบ แล้วต่อด้วยพระคาถาดังนี้

ภูมมัสมิง ทิสาภาเค สันติภูมมา มหิทธิกา เตปิตุมเห อนุรักขันตุ อาโรคเยนะ สุเขนะจะ
( 3 จบ )

สิโรเม ขอเดชะพระภูมิเทวารักษาที่ รับพระพรจากเจ้ากรุงพาลี ให้วัฒนาถาวรสิ่งสุขแด่ข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้า (……….แล้วแต่จะอธิษฐาน……)มั่งมีเงินทองและทรัพย์พัสดุข้าวของเนืองนอง โสตถิ ชัยยะ ภะวันตุ เม

ควรไหว้สักการะศาลพระภูมิ(พระชัยมงคล) ทุกวันพระ วันอังคาร วันเสาร์ หรือวันสำคัญต่างๆ,วันเกิดของตน และวันนักขัตฤกษ์

ของบูชาที่ตั้งได้เช่น ถวายดอกไม้ พวงมาลัย ข้าวปากหม้อ(ข้าวที่หุงใหม่ก่อนมนุษย์บริโภคเท่านั้น) แกง แกงจืด

ขนมต่างๆ เช่น ขนมสามทอง(ทองหยิบ,ทองหยอด,ฝอยทอง)ขนมเม็ดขนุน ขนมสีขาว-สีแดง กล้วย มะพร้าวน้ำหอมอ่อน ขนม นม เนย,ผลไม้ต่างๆ ยกเว้นผลไม้ชื่อไม่เป็นมงคล เช่น มังคุด ละมุด พุทรา น้อยหน่า ระกำ สละ กระท้อน ทุเรียน ลังสาด เป็นต้น

อนึ่งของคาวต่างๆ มี หัวหมู เป็ด ไก่ กุ้ง ปู ปลามีหัว-หาง สามารถตั้งไหว้ได้เนื่องในเทศกาลต่างๆ เช่น วันเกิด ปีใหม่ ตรุษจีน หรือการแก้บน เป็นต้น

เรียบเรียง – วิธีการบูชาที่ถูกต้อง จากเว็บพราหมณ์ดอทเน็ต

สาธุล้น! ชาวพุทธไทย-ลาว นับหมื่นร่วมพิธีแห่พระอุปคุต งานนมัสการองค์พระธาตุพนม ประจำปี 2566

นครพนม – งานนมัสการองค์พระธาตุพนมเป็นงานบุญประเพณียิ่งใหญ่ของภาคอีสาน และเป็นประเพณีความเชื่อ ที่ชาวพุทธ จากทั่วสารทิศจะเดินทางมากราบไหว้ทำบุญตามประเพณี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พุทธศาสนิกชนในการบำเพ็ญกุศล เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของชาวพุทธ และเผยแพร่เกียรติคุณของพระรัตนตรัย

วันที่ 29 มกราคม 2566 ที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง หน้าวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม บรรยากาศเติมไปด้วยแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวไทย ชาวลาว ตลอดจนนักท่องเที่ยวกว่าแสนชีวิตที่เดินทางมารอร่วมประกอบพิธีอัญเชิญพระอุปคุตขึ้นจากแม่น้ำโขง เพื่อมาประดิษฐาน ณ พระวิหารหอพระแก้ว วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เนื่องในงานนมัสการองค์พระธาตุพนม ประจำปี 2566

หลังก่อนหน้านี้ 2 ปีมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด การจัดงานต้องอยู่ภายใต้มาตรการสาธารณสุข ทำให้หลายคนพลาดโอกาสที่จะมาร่วมงาน ดังนั้นในปีนี้แต่ละคนจึงมีการเตรียม ดอกไม้ ธูป เทียน ตลอดจนเครื่องสักการะต่างๆ มาร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

เพื่อขอพรให้พระอุปคุตคุ้มครอง ปกปักรักษา ป้องกันภยันตรายต่างๆ ให้กับตนเองและครอบครัว เพราะเชื่อว่าท่านมีอิทธิฤทธิ์มาก เป็นพระอรหันต์ที่ปฏิบัติธรรมอยู่ที่หอแก้ววิหารใต้สะดือทะเล เมื่อมีเหตุเภทภัยเกิดขึ้นในพระศาสนา หรือมีพิธีกรรมใหญ่ๆ ทางพระพุทธศาสนา ท่านจะขึ้นมาช่วยเหลือคอยปกป้องคุ้มครองด้วยความเต็มใจเสมอ

เวลา 8.00 น. นายวันชัย จันทร์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ประธานฝ่ายฆราวาส และพระเทพวรมุนี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ประธานฝ่ายสงฆ์ ก็ได้นำพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมงาน สวดมนต์ไหว้พระและประกอบพิธีอัญเชิญพระอุปคุตขึ้นจากแม่น้ำโขง

โดยหลังพิธีสวดอัญเชิญพระอุปคุต นายปรัตถกร บุสาวรรณกร นายอำเภอธาตุพนม พร้อมด้วย พลเรือตรี สมาน ขันธพงษ์ ผู้บัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบตามลำแม่น้ำโขง พันเอก สมหมาย บุษบา รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 210 พันตำรวจเอก จุลฤทธิ์ จุลกะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม และนายสรรชัย ธ.น.ตื้อ นายกเทศมนตรีตำบลธาตุพนม ได้เป็นผู้แทนพุทธศาสนิกชนดำน้ำลงไปอัญเชิญพระอุปคุตขึ้นมาจากใต้ลำแม่น้ำโขง ก่อนที่จะส่งต่อให้กับประธานในพิธีอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระวิหารหอพระแก้ว

ซึ่งตลอดระยะทางที่อัญเชิญพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทย ชาวลาว ตลอดจนนักท่องเที่ยวจะมีการโปรยดอกไม้และโปรยทาน ตลอดจนการร่ายรำบวงสรวง การแห่ต้นกัลปพฤกษ์ ต้นผึ้ง ต้นเทียน ขันหมากเบ็ง บายศรีหลวง การแสดงของแต่ละชนเผ่าและคณะนักแสดง เต๋า ภูศิลป์ ที่มาร่วมขบวนแห่ โดยในภาคบ่ายจะมีพิธีเปิดงานนมัสการองค์พระธาตุพนม โดยพลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่เป็นลูกพระธาตุพนมและข้าโอกาส

สำหรับงานนมัสการองค์พระธาตุพนมนั้น ถือเป็นประเพณีที่สำคัญยิ่งของพุทธศาสนิกชนทั้งสองฝั่งโขง ที่ถือปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาแต่โบราณ เพราะเชื่อว่าถ้าใครมีโอกาสได้กราบไหว้พระธาตุพนม ที่เป็น 1 ในพระสถูปมหาเจดีย์อันศักดิ์สิทธิ์ บรรจุพระอุรังคธาตุหรือกระดูกส่วนหน้าอกขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมกับถวายเครื่องสักการบูชาหน้าองค์พระธาตุพนม จะทำให้มีจิตใจสงบเยือกเย็น และถ้ายังไม่บรรลุนิพพานในชาตินี้ เมื่อตายไปวิญญาณจะได้ไปสู่สรวงสวรรค์ ทำให้เมื่อครบรอบวันนมัสการองค์พระธาตุพนมในแต่ละปีจะมีพุทธศาสนิกชนจากทั่วทุกสารทิศ หลั่งไหลกันมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

โดยในปีนี้งานจะมีไปจนถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งในแต่ละวันจะมีกิจกรรมปฏิบัติบูชาให้ทุกคนได้ร่วมประกอบพิธีทั้งการกราบนมัสการองค์พระธาตุพนม การห่มผ้าพระธาตุพนม การแห่กองบุญ การตักบาตรคู่อายุ การถวายข้าวพีชภาค การฟังพระธรรมเทศนา และการเวียนเทียนรอบองค์พระธาตุพนม นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายสินค้าพื้นบ้าน สินค้า OTOP ให้ผู้ที่มาร่วมงานได้เลือกหาไปฝากคนทางบ้านด้วย

ข้อมูลต้นฉบับ

เชื่อว่า…หลายคนสงสัย !?! พระ เกจิ ครูบา ต่างกันอย่างไร !!!

เชื่อว่า…หลายคนสงสัย !?! พระ เกจิ ครูบา ความหมายต่างกันอย่างไร !!! จากข้อมูลจาก หนังสือพจนานุกรมพุทธศาสน์ ของ รศ.ดนัย ไชยโยธา ได้อธิบายศัพท์ในการเรียกสงฆ์

อย่างเช่น ภิกษุ เป็นคำภาษาสันสกฤต ส่วนภิกขุ เป็นคำภาษาบาลี เป็นนักบวชชายในพระพุทธศาสนา แปลตามคำศัพท์ว่า ผู้ขอ คือ สละโลก สละเคหสถาน และสละทรัพย์สมบัติ เพื่ออุทิศตนศึกษาปฏิบัติและเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ดำรงชีวิตอยู่ด้วยปัจจัยที่ผู้อื่นให้คนจำนวนมากในสมัยพุทธกาลได้ออกบวชถือเพศบรรพชิต มิได้ประกอบอาชีพ อยู่ได้ด้วยปัจจัยที่ผู้เลื่อมใสนำมาให้ ก็ถือว่าเป็นผู้ขอเหมือนกัน แต่ไม่เรียกว่าภิกษุ เรียกว่า ดาบส บ้าง มุนี บ้าง ฤาษี บ้าง ส่วนไทยใช้คำเรียกนักบวชชายในพระพุทธศาสนา เช่น พระภิกษุ พระสงฆ์ พระภิกษุสงฆ์

พระ ตามการให้ความหมายของ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา มีหลายความหมาย ความหมายแรก หมายถึงภิกษุสงฆ์ เช่น วัดโพธิ์มีพระและสามเณรอยู่จำพรรษากว่า 200 รูป คุณยายนิมนต์พระมาฉันภัตตาหารเพล คำว่า พระ หากไม่มีคำนำหน้าหรือตามหลัง หมายถึง พระภิกษุในพระพุทธศาสนา มาจากคำบาลีว่า วร แปลว่า ประเสริฐ

อริยสงฆ์ แปลว่า พระสงฆ์ที่เป็นพระอริยบุคคล หมายถึง ผู้บรรลุธรรมตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์เป็นที่สุด พระอริยสงฆ์นี้กำหนดเอาคุณธรรมเป็นตัวกำหนดคฤหัสถ์ผู้บรรลุธรรมตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปก็นับเป็นพระอริยสงฆ์ได้ แต่เดิมเรียกว่าสาวกสงฆ์

ส่วนคำว่า เกจิ ความหมายพจนานุกรม ของ เปลื้อง ณ นคร ให้ความหมายว่า พวกหนึ่ง, บางพวก, บางเหล่า ภิกษุผู้มีชื่อเสียงด้านคาถาอาคม เช่น ปลุกเสกโดยเกจิดังๆ ทั้งนั้น
เรียกผู้ชำนาญในวงการมวย เช่น บรรดาเกจิพากันยกนิ้วให้มวยคู่นี้

นอกจากนี้ ยังมีคำเรียกว่า เกจิอาจารย์ แปลว่า อาจารย์บางพวก โดยหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว สาวกของพระองค์ได้รวบรวมคำสอนของพระองค์ไว้เป็นหมวดหมู่ เรียกว่าพระไตรปิฎก ต่อมามีภิกษุผู้เป็นนักปราชญ์ได้แต่งอรรถกถาและฎีกาเพื่ออธิบายข้อความในพระไตรปิฎกให้เข้าใจง่ายขึ้น เรียกภิกษุผู้แต่งหนังสือนั้นว่า พระอรรถกถาจารย์ และ พระฎีกาจารย์ และในหนังสือที่แต่งนั้นมักจะมีอ้างถึงความคิดเห็นของอาจารย์พวกอื่น ๆ ที่เห็นด้วยหรือเห็นแย้งกับผู้แต่ง จึงเรียกอาจารย์ที่ถูกอ้างถึงนั้นว่า เกจิอาจารย์

เกจิอาจารย์ ในปัจจุบันถูกใช้ในความหมายที่ผิดไปจากเดิม คือใช้เรียกภิกษุที่เชื่อกันว่ามีความรู้ความสามารถในด้านคาถาอาคมและการปลุกเสกเครื่องรางของขลัง หรือเรียกสั้นๆ ว่า พระเกจิ

ส่วน ครูบานั้น มาจากภาษาบาลีว่า ครุปิ อาจาริโย หรือ ครุปา แล้วก็เพี้ยนเป็น ครูบา

สำหรับภาคเหนือ เป็นตำแหน่งทางสังคมของสงฆ์ล้านนาเพื่อยกย่องพระสงฆ์ผู้ได้รับ ท่านจะต้องมีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัด ได้รับการเคารพนับถือศรัทธาจากประชาชน หรือ มีผลงานปรากฎแก่ชุมชน ครูบาจึงถือเป็นศูนย์กลางรวมพลังศรัทธาของประชาชนอย่างแท้จริง

ในภาคอีสาน ครูบา แปลว่า ผู้สอน ผู้อบรม ผู้สอนทั้งความรู้และอบรมให้มีอาจาระมารยาทที่ดีงาม
และจะใช้เรียกพระสงฆ์ที่บวชมาไม่เกิน 10 พรรษา

บทความต้นฉบับ

วันตรุษจีน 2566 ปีเถาะ วันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว วันที่เท่าไร

Happy chinese new year 2023 year of the rabbit ที่มาของวันตรุษจีน เกิดจากการจัดขึ้น เพื่อตั้งใจที่จะฉลองฤดูใบไม้ผลิ เนื่องจากช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีนนั้น ประเทศจีนปกคลุมไปด้วยหิมะ จึงไม่สามารถทำการเกษตรได้ เมื่อเข้าถึงฤดูใบไม้ผลิ จึงจะสามารถเพาะปลูกพืนผักได้ตามปกติ ชาวจีนจึงกำหนดให้วันแรกของฤดูใบไม้ผลิตในแต่ละปีเป็นวันสำคัญที่เรียกว่า “วันตรุษจีน”

ตรุษจีนหรือวันปีใหม่ของจีน เป็นหนึ่งในเทศกาลที่สำคัญที่สุดของชาวจีน ตรงกับวันที่ 1 เดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติจีน (คล้ายกับวันสงกรานต์ของไทย) ซึ่งตรุษจีน 2566 ตรงกับวันที่ 22 มกราคม ซึ่งเป็น “วันเที่ยว” ในวันนี้ชาวไทยเชื้อสายจีนจะสวมใส่เสื้อผ้าใหม่ โดยเฉพาะเสื้อผ้าสีแดงเพื่อสื่อถึงความเป็นมงคล

ทั้งนี้ กำหนดการ วันตรุษจีน จะตรงกับวันที่ในปฏิทินจีนคือ วันที่ 30 เดือน 12 ตามปฏิทินจีน ถือเป็นวันส่งท้ายปีเก่า ส่วนวันที่ 1 เดือน 1 ตามปฏิทินจีน เป็นวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ หรือ วันตรุษจีน ซึ่งในการไหว้ตรุษจีนและการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนนั้น ชาวไทยเชื้อสายจีนจะถือประเพณีปฏิบัติอยู่ 3 วันได้แก่

● วันจ่าย ไปซื้อของมาไหว้ ทั้งคาวหวาน ผลไม้
● วันไหว้ ไหว้บรรพบุรุษ ช่วงกลางวัน วันนี้ถือว่าเป็นวันสิ้นปีเก่า ช่วงกลางคืนก่อนเข้าวันปีใหม่จีน ไหว้ไฉ่เส่งเอี๊ย
● วันเที่ยว คือวันที่ 1 หรือชิวอิก วันปีใหม่ของจีน

▪️ วันจ่าย วันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2566

“วันจ่าย” ถือเป็นวันแรกของการเริ่มต้นวันตรุษจีน โดยวันดังกล่าวสมาชิกในบ้านที่รับหน้าที่ดูแลอาหารในครัว ต้องออกไปจับจ่ายใช้สอยเลือกซื้อวัตถุดิบต่างๆ เพื่อนำมาปรุงอาหารสำหรับการไหว้บรรพบุรุษ และให้คนในครอบครัวรับประทาน ซึ่งอาหารที่นำมาเป็นของไหว้วันตรุษจีน นอกจากมีเมนูโปรดของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว ยังเน้นการเลือกเมนูที่แฝงไปด้วยความมงคล มีครบทั้งเมนูของคาว ของหวาน และผลไม้

▪️ วันไหว้ วันเสาร์ที่ 21 มกราคม 2566

“วันไหว้” เป็นวันที่ผู้คนจะไหว้เทพเจ้าเพื่อขอพรให้ชีวิตรุ่งเรือง รวมถึงไหว้บรรพบุรุษผู้มีพระคุณเพื่อแสดงถึงความกตัญญู โดยการไหว้รับเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ยในปีนี้ฤกษ์คือคืนวันเสาร์ที่ 21 มกราคม 2566 ตั้งแต่เวลา 23.00-01.00 น. ตั้งโต๊ะบูชาหันหาทิศใต้ ซึ่งเป็นทิศที่องค์ไฉ่ซิงเอี้ยจะเสด็จลงจากสวรรค์ จัดของไหว้เทียนแดง 1 คู่ ชุดกระดาษเงินกระดาษทอง น้ำชา 5 ที่ ผลไม้ 3-5 อย่าง ขนมอี๋และเจฉ่าย 5 ชนิด หรือผัก 5 ชนิด มีข้อกำหนดว่าไม่ควรให้ผู้ที่เกิด ปีชง คือ ปีเถาะ ไหว้เป็นคนแรก ควรให้ผู้ที่ไม่ได้เกิดปีชงเป็นผู้ไหว้ก่อน

▪️ วันเที่ยว วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม 2566

“วันเที่ยว” เป็นวันที่ทุกคนพากันออกไปท่องเที่ยวและแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สวยงาม สีสันสดใส ไปไหว้ขอพรญาติผู้ใหญ่ และพากันออกเที่ยว ในวันนี้ผู้คนจะหยุดทำงาน พร้อมทั้งถือเคล็ดต่างๆ ตามธรรมเนียมตรุษจีน

“ภิกษุณีปลาย” ทำนายดวง เดือนมกราคม 2566

คำทำนายดวงชะตาของ “ภิกษุณีปลาย” หมอปลาย พรายกระซิบ หรือ ณวรชา พินิจโภคากร หลังก่อนหน้ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงกับที่ทำนายไว้หลายครั้ง ล่าสุด ได้เผยคำทำนายดวงชะตาประจำเดือนมกราคม 2566 เตือน 3 เดือนเกิด จะมีอันตราย ต้องระวังตัวให้ดี

ทำนายคนดวงดีในเดือนมกราคม ปี 2566

– คนที่เกิดเดือนมีนาคม และ เมษายน : เหมาะกับการเริ่มต้นเปิดความรู้ ความสามารถของตัวเองและหาวิธีในการหาเงินเพิ่ม จะมีโอกาสดี ๆ เข้ามาในชีวิต เจ้านายรักเมตตา เอ็นดูและได้มีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศด้วย

วิธีเสริมดวง

– ไหว้พระธาตุประจำราศีเกิดของตัวเอง

– ให้อาหารปลา เน้นปลาดุกกับปลาหมอ หรือปล่อยปลาดุกกับปลาหมออย่างละ 9 ตัว หรือรวมกันให้ได้ 9 ตัว มอบบุญให้องค์เทพประจำตัวและเจ้ากรรมนายเวรของตัวเอง

ทำนายคนดวงสะดุด-ระวังตัวเองในเดือนมกราคม ปี 2566

พฤษภาคม , กรกฎาคม , สิงหาคม : เมื่อเห็นช่องทางการทำเงินทำให้เกิดความโลภ เรื่องการลงทุนอาจจะโดนคนไม่ดีเข้ามาหลอกลวง หรือเสียเวลาไปกับการทุ่มกับสิ่งที่มันไม่ถูกต้อง เสียเปล่าประโยชน์

– คนเกิดเดือนสิงหาคม ให้ระวังเรื่องของการเดินทางไกล ให้ระวังการขึ้นเขา-ลงเขาอาจเกิดอันตรายได้ เช็กเรื่องของพาหนะให้ดี

– คนเกิดเดือนกรกฎาคม ให้ระวังงดเดินทางทางน้ำ และเรื่องเกี่ยวกับคำพูด อาจทำให้มีปัญหาเยอะ

– คนเกิดเดือนพฤษภาคม จะเสียเงินกับการโดนหลอกค่อนข้างเยอะ เสียเงินกับเรื่องเละเทะโดยเปล่าประโยชน์

วิธีแก้ไข

– สวดมนต์ ชัยมงคลคาถาบทสวดมนต์ ชัยมงคลคาถา (พาหุงมหากา)

– ใช้สติในการคิดวิเคราะห์ก่อนทำกิจการทุกครั้ง

ข้อมูลต้นฉบับ ► Tnews

กิจกรรมวันขึ้นปีใหม่ ที่ยึดถือปฏิบัติเพื่อความเป็นสิริมงคล

วันขึ้นปีใหม่ในประเทศไทยได้ถูกปรับเปลี่ยนมาแล้วทั้งหมด 4 ครั้ง ตามปฏิทินการเปลี่ยนแปลงนักษัตร และเดือนตามจันทรคติ ได้แก่

– วันขึ้น 1 ค่ำ เดือนอ้าย
– วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์
– 1 เมษายน พ.ศ. 2432
– 1 มกราคม พ.ศ. 2484

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) นิยมใช้วันขึ้นปีใหม่ในช่วงวันสงกรานต์ ดังนั้นจึงมีชาวไทยส่วนหนึ่งที่ยังยึดถือวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ไทยอยู่

เทศกาลวันปีใหม่ได้จัดเป็นวันเฉลิมฉลองในรูปแบบงานรื่นเริงครั้งแรกในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2477 เรียกว่าวันตรุษสงกรานต์ เหตุผลที่ราชการเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็น 1 มกราคม ตามหลักสากล เพื่อยกเลิกการนับปีใหม่ของลัทธิพราหมณ์กับพระพุทธศาสนา โดยใช้วันขึ้นปีใหม่ตามหลักสากลทั่วโลกไม่ให้ขัดต่อหลักพระพุทธศาสนาด้านการนับวัน รวมถึงการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย

กิจกรรมวันขึ้นปีใหม่ที่ยึดถือปฏิบัติ

ทำบุญตักบาตร

● การทำบุญตักบาตร

การทำบุญตักบาตรซึ่งอาจจะตักบาตรที่บ้าน ที่วัดหรือตามสถานที่ต่างๆที่ทางราชการได้มีการประกาศเชิญชวนให้ไปร่วมทำบุญทำบุญตักบาตรโดยอาจนิมนต์มาพระมาจากหลายๆ ที่จำนวนมาก เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสทำบุญ หรือทำกุศลอื่นๆ กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ญาติและผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว หรือการไปวัดเพื่อทำบุญ ถือศีล ปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา ฯลฯ เพื่อให้จิตใจสดชื่น นอกจากนี้อาจทำทานด้วยการปล่อยนก ปล่อยปลา ก็ได้เช่นกัน

● ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด

ก่อนวันขึ้นเทศกาลปีใหม่ ชาวบ้านส่วนใหญ่จะทำการปัดกวาดบ้านเรือนของตัวเองให้สะอาด เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นการส่งท้ายปีเก่าที่ปัดเป่าสิ่งเก่า ๆ ออกไปจากบ้านเราด้วย เพื่อความเป็นสิริมงคล รวมถึงการประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนอีกด้วย

● จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ รับประทานอาหารกับเพื่อนฝูง และครอบครัว

● กราบขอพรจากผู้ใหญ่ในครอบครัว หรือผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ

● สวดมนต์ข้ามปี

เอาใจสายบุญกันหน่อย กิจกรรมส่งท่ายปีเก่าที่ได้บุญ อิ่มอกอิ่มใจเลยนั่นก็คือการสวดมนต์ข้ามปี ไม่ว่าจะไปสวดที่วัดหรือที่บ้านก็ได้บุญเช่นเดียวกัน เตรียมตัวรับแต่สิ่งดี ๆ ที่เข้ามาในชีวิตในปีถัดไปด้วยการสวดมนต์ข้ามปีกันหน่อย ตามสถานที่ศาสนาอื่นๆ ที่มักจะจัดพิธีสวดมนต์ข้ามปี โดยจะนุ่งขาวห่มขาว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ พิธีสวดมนต์ข้ามปีกลายเป็นวิวัฒนาการของประเพณีไทยในสมัยหนึ่ง ถือว่าเป็นการส่งเสริมประเทศชาติให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข

ความไม่ประมาท เป็นหลักธรรมสำคัญประการหนึ่งของพระพุทธศาสนา

เมื่อพระพุทธองค์ใกล้จะเสด็จปรินิพพานแล้ว ได้รับสั่งเป็นปัจฉิมวาจา ซึ่งเป็นพระวาจาสุดท้ายก่อนปรินิพาน ความว่า :
“หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว, วยธมฺมา สงฺขารา, อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ”
แปลความว่า :
“ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอพูดกับเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม”
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวในหนังสือเรื่อง จาริกบุญ จาริกธรรม (หน้า 265) ไว้ว่า :
“พระพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดาของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย พระองค์ตรัสปัจฉิมวาจานี้ไว้ เราจะต้องให้ความสำคัญเหมือนกับเป็นวาจาสั่งเสียของพ่อแม่ เพราะทรงเป็นพระบิดาของพระศาสนาทั้งหมด วาจาที่ตรัสเตือนให้ไม่ประมาทนี้ จะต้องนำมาประพฤติปฏิบัติกันอย่างจริงจัง”
อันที่จริงปัจฉิมวาจาของพระพุทธองค์นั้น ทรงเตือนในหลักธรรมสองประการ ประการแรกคือความว่า “สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา” ซึ่งหมายถึงหลักอนิจตา คือความเป็นของไม่เที่ยง หรือภาวะที่สังขารทั้งปวงเป็นสิ่งไม่เที่ยงไม่คงที่
ส่วนหลักธรรมประการที่สอง คือความไม่ประมาท

อันที่จริงเมื่อพิจารณาให้ดี จะเห็นได้ว่า หลักธรรมทั้งสองประการนี้มีความเกี่ยวพันกันอยู่ กล่าวคือ เมื่อเรารำลึกอยู่เสมอว่า สรรพสิ่งและสภาวะต่างๆ ล้วนไม่เที่ยง ล้วนไม่คงที่
ฉะนั้นเราอย่าตั้งอยู่ในความประมาท เพราะความประมาททำให้ยึดติดมั่นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมั่นคงแน่นอนทั้งนั้น ซึ่งความจริงไม่ใช่เช่นนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องเปลี่ยนแปลงและดับสูญไปในที่สุด
แท้แต่พระพุทธองค์ก็ต้องทรงอยู่ภายใต้หลักของสังสารวัฏ ต้องทรงชรา ทรงอาพาธ และต้องปรินิพพานในที่สุด
ความประมาท จึงเป็นความยึดถือติด ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง คิดเสียว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมคงที่
พระพุทธองค์จึงทรงเตือนก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานว่า อย่าตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อจะได้เห็นถึงลักษณะของความเป็นอนิจจัง คือความไม่คงที่ของสังขารทั้งหลาย
พระพุทธศาสนา เน้นเป็นอย่างยิ่งถึงเรื่อง ความไม่ประมาท วิธีให้เกิดความไม่ประมาทนั้นก็คือการมีสติ
คำว่า “สติ” หมายถึงความรำลึกได้ นึกได้ การคุมจิตไว้ในกิจที่เรากำลังกระทำ ถ้าเรามีสติเสียแล้วก็ย่อมไม่เผลอตัว หลงผิดยึดมั่นถือมั่นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งมั่นคงแน่นอน
ท่านติช นัท ฮันห์ พระเวียดนามในนิกายเซ็น จึงเรียกสติว่า เป็นการตื่นอยู่เสมอ
ท่านบอกว่า แม้เวลากินส้มหรือล้างจาน ก็ให้กำหนดจิตให้อยู่ที่การปอกเปลือก การแกะกลีบส้ม การเอาส้มเข้าปาก การเคี้ยว และการกลืนส้มในที่สุด หรือในการล้างจานก็ให้กำหนดจิตอยู่ตามขั้นตอนต่างๆ ของการทำความสะอาดจานชาม
ท่านเรียกการมีสติ คือการตื่นอยู่เสมอ กล่าวคือให้มีสติในทุกกิริยาของชีวิตทีเดียว
เมื่อคนเรามีสติในการกระทำต่างๆ เสียแล้ว เราสามารถดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาทได้
เราสามารถมองเห็นบทบาทของสติและความไม่ประมาทในการข้ามถนน
ทุกวันนี้คนเดินข้ามถนนในกรุงเทพฯ ต้องเสี่ยงอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้นอกจากการจราจรจะคับคั่งแล้ว การขับรถบนถนนในกรุงเทพฯนั้น ผู้ขับขี่มักไม่มีความระมัดระวังหรือคำนึงถึงความปลอดภัยของคนเดินข้ามเลย ฉะนั้นคนข้ามถนนต้องไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ด้วยการมีสติในการเดินข้าม จึงรอดพ้นการถูกรถชนไปได้
คนข้ามถนน ต้องมีสติ หรือตื่นอยู่เสมอ ดูซ้ายดูขวาให้ดี เห็นพอมีช่องว่างและมีระยะพอข้ามไปได้ จึงเดินข้าม อย่างนี้เรียกว่า ไม่ตั้งอยู่ในความประมาทในการเดินข้ามถนน
ตรงกันข้าม ถ้าเดินข้ามหรือวิ่งข้าม ไม่มองตาม้าตาเรือ ก็มีหวังถูกรถชนต้องบาดเจ็บล้มตายแน่นอน เพราะขาดสติ เรียกว่าเป็นการตั้งอยู่ในความประมาทในการเดินข้ามถนน
การฝึกจิตให้มีสมาธิ หรือเป็นจิตที่ตื่นอยู่เสมอ เรียกว่าสมาธิ หรือ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Concentration
เวลาฝึกสมาธิในบ้านเรา นิยมให้กำหนดจิตตามลมหายใจเข้าตามลมหายใจออกตลอดเวลา หรือจะฝึกสมาธิด้วยการเดินก็ได้ ก้าวเท้าซ้าย ก็ให้รู้ว่าได้ก้าวเท้าซ้าย ก้าวเท้าขวา ก็ให้รู้ว่าได้ก้าวเท้าขวา นี่ก็คือการฝึกเดินจงกรม เป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่งเหมือนกัน
ท่านติช นัท ฮันห์ ให้กำหนดจิตให้รู้ตัวทุกขั้นตอนของทุกกิริยาบทก็ว่าได้ เป็นการกำหนดจิตให้ตื่นรู้ตัวอยู่เสมอ ก็เช่นเดียวกันนั่นเอง
การฝึกจิตให้ตื่นอยู่เสมอ เป็นการฝึกให้จิตได้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ใช้ได้กับการดำรงชีวิตทั่วๆ ไปได้ด้วย
ไหนๆ ได้พูดมาถึงแค่นี้แล้ว ขอออกนอกเรื่อง แต่เกี่ยวข้องกัน เรียกว่าออกไปอีกสักหน่อยก็คงได้!
คู่กับคำว่า สมาธิ มีคำว่า วิปัสสนา คำนี้ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Meditation
วิปัสสนาเป็นเรื่องที่เกิดหลังจากมีสมาธิแล้ว จึงมักใช้ต่อเนื่องกันเป็นสมาธิวิปัสสนา
วิปัสสนาเป็นการฝึกอบรมทางปัญญา ให้เกิดความรู้แจ้งชัดของสภาวะความเป็นจริงของสรรพสิ่งทั้งหลาย เป็นการพิจารณาด้วยปัญญา ถึงลักษณะไตรลักษณ์ของเบญจขันธ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
การฝึกสมาธิ มีประโยชน์ แม้แต่การดำรงชีวิตของมนุษย์ปุถุชนธรรมดา เป็นการผึกให้ตัวเองตื่นอยู่เสมอ ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท
แต่เมื่อก้าวถึงขั้นวิปัสสนาแล้ว หมายถึงการแสวงหาทางปัญญา ให้เกิดความเข้าใจถึงพื้นฐานสำคัญของชีวิต ว่าไม่มีความมั่นคงแน่นอน มีแต่ความเปลี่ยนแปลงและปวดร้าว และไม่มีตัวตนให้ยึดถือเป็นจริงจัง เป็นการพิจารณาด้วยปัญญาเพื่อความหลุดพ้นทีเดียว
ออกนอกเรื่องไปมากแล้ว ขอวกกลับมาเรื่องความไม่ประมาท
พระพุทธศาสนา ให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่การไม่ตั้งอยู่ในความประมาท
ในเรื่องเบญจศีล หรือศีลห้านั้น ท่านบัญญัติไว้ในศีลข้อที่ห้า ห้ามไม่ให้ดื่มน้ำเมา เพราะท่านเห็นว่าการดื่มสุรา ย่อมทำให้เกิดอาการมึนเมา ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ตั้งอยู่ในความประมาท
คนเราเมื่อเมาแล้วย่อมขาดความยั้งคิด สามารถประพฤติปฏิบัติในสิ่งนอกลู่นอกทางได้ เพราะขาดสติ พอสร่างเมาแล้ว บางทีก็ได้คิด เกิดความเสียใจในสิ่งที่ได้กระทำไปในเวลามึนเมา
สมัยนี้มีการรณรงค์เพื่อรักษาความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินในการจราจร มีคำขวัญว่า “เมาแล้วไม่ขับ!”
ก็เป็นเรื่องตรงกับหลักของพระพุทธศาสนา อันที่จริงการรณรงค์เรื่อง “เมาแล้วไม่ขับ” จึงเป็นเรื่องความไม่ตั้งอยู่ในความประมาทนั่นเอง
มีพุทธภาษิตบทหนึ่ง ความว่า “ปมาโท มจฺจุโน ปทํ” แปลความว่า “ความประมาทเป็นหนหางแห่งความตาย”
การตั้งอยู่ในความประมาท ปรากฏในรูปแบบต่างๆ กันมากมาย
การหลงตน คือการคิดว่าตนเก่งหรือวิเศษกว่าคนอื่น ก็เป็นการตั้งอยู่ในความประมาทประการหนึ่งเหมือนกัน
เป็นการคิดว่าไม่มีใครหรือฝ่ายอื่น มีความสามารถเท่าเทียมตนได้! เห็นคนอื่นโง่หรือมีความสามารถสู้ตนไม่ได้ เหล่านี้ล้วนเป็นอาการของคนหลงตัวเอง เป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในความประมาททั้งนั้น
อาการอีกอย่างหนึ่งของคนตั้งอยู่ในความประมาท มักเป็นคนพูดมาก พูดโดยไม่ยั้งคิด ไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อนจึงพูด รู้อะไรได้ คิดอะไรได้ ก็โพล่งออกมา
คนอย่างนี้ไม่ใช่คนตรงไปตรงมา ใจคิดอะไร ปากก็พูดไปอย่างนั้น!
แท้ที่จริงคนเช่นนี้ เป็นคนตั้งอยู่ในความประมาท ไม่รู้จักยั้งคิด พิจารณาเสียก่อนว่า อะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด ต่างหาก!
ครั้งหนึ่ง ผมไปหาท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่บ้านท่าน มีฝรั่งคนหนึ่ง คงรู้จักท่านมาก่อนมาหา ได้คุยกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ถึงเรื่องศาสนาและปรัชญา ผมก็นั่งฟัง
ตอนหนึ่งฝรั่งคนนั้นบอกว่า คนเป็นคริสต์ศาสนิกชนก็คือคนที่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า เขาตั้งคำถามว่า จะพรรณนาอย่างไรสั้นๆ ให้ได้เห็นลักษณะสำคัญของพุทธมามกะ?
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ หยุดคิดสักครู่หนึ่งแล้ว ท่านตอบฝรั่งคนนั้นเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งผมได้เขียนจดเอาไว้ ท่านบอกว่า “A Buddhist is a man who hopes for the best and prepares for the worst.”
แปลว่า “พุทธมามกะคือ ผู้ที่หวังผลเลิศทุกประการ แต่ก็เตรียมรับผลร้ายที่สุดทุกประการเหมือนกัน”
คำพูดของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ดังกล่าวนี้ ก็คือคำสอนของพระพุทธศาสนา ที่สอนให้คนไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ต้องเตรียมรับเหตุการณ์ทั้งดีทั้งร้าย
บทความนี้เป็นเรื่องแรกของพุทธศักราช 2548
จึงขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัยและมวลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ได้โปรดดลบันดาลให้ท่านผู้อ่านทุกท่านประสบความสุขเจริญทุกประการตลอดปีใหม่นี้

ธรรมะ สอนใจ ภาพ – ผลงานอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

สมเด็จพระสังฆราชฯ ประทานไฟพระฤกษ์ ในพิธีสวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคลทั่วไทยส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับศักราชใหม่ 2566

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชฯ ประทานไฟพระฤกษ์ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อมอบให้วัฒนธรรมจังหวัด เชิญไปถวายเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศ สำหรับจุดในพิธีสวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคลทั่วไทย ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับศักราชใหม่ 2566 ทรงพระเจริญ ปีใหม่2566

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2565 เวลา 14.00 น. ณ พระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานไฟพระฤกษ์ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรม โดยมี นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เป็นผู้เข้ารับการประทานไฟพระฤกษ์ เพื่อมอบให้วัฒนธรรมจังหวัดทุกจังหวัดเชิญไปถวายเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ สำหรับจุดในพิธีสวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคลทั่วไทย ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับศักราชใหม่ 2566

นายอิทธิพล กล่าวว่า วธ.ได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประทานไฟพระฤกษ์ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเชิญไปถวายเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัด และมีพิธีมอบไฟพระฤกษ์ประทานหน้าพระรูปสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ ศูนย์ประชุมกระทรวงวัฒนธรรม ชั้น 8 โดยวัฒนธรรมจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด รับไฟพระฤกษ์ประทานเพื่อเชิญไปถวายแด่เจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศ นำไปมอบแก่เจ้าอาวาสวัดที่จัดพิธีสวดมนต์ข้ามปี ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2566 เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เสริมสร้างความสามัคคี พร้อมทั้งสร้างขวัญกำลังใจแก่พุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมในพิธี และเป็นสิริมงคลในการเข้าสู่ศักราชใหม่

รัฐมนตรีว่าการวธ. กล่าวต่อว่า กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี เสริมสิริมงคลทั่วไทย ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับศักราชใหม่ 2566 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2566 เพื่อถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ รวมทั้งเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชน ลด ละ เลิกอบายมุข ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ พุทธศักราช 2566

การจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีในปีนี้จะเป็นกิจกรรมสำคัญที่ประชาชนจะได้ร่วมก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคล ลดความเสี่ยงจากอบายมุขและอุบัติเหตุในเทศกาลปีใหม่ ถือเป็นการทำบุญใหญ่ให้กับชีวิตทั้งทางกาย ทางจิตและทางปัญญา ส่งท้ายปีเก่าด้วยธรรมะ ต้อนรับปีใหม่ด้วยศีล เริ่มต้นชีวิตด้วยสิ่งที่เป็นสิริมงคลอันจะส่งผลให้ได้พบสิ่งที่เป็นมงคลตลอดทั้งปี รวมทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่เป็นเมืองพระพุทธศาสนาและมีประเพณีวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาที่ควรค่าแก่การสืบทอดอย่างต่อเนื่องให้เกิดความเข้มแข็งอย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป

ข้อมูลต้นฉบับ

สุราษฎร์ฯ ชวนชมงาน “ไชยา มหานครศรีวิชัย” จัดเต็มการแสดงแสงสีเสียง พลุดอกไม้ไฟตระการตา

จังหวัดสุราษฎร์ธานี จับมือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงข่าวจัดงาน “ไชยา มหานครศรีวิชัย”เพื่อฟื้นฟูตลาดกาารท่องเที่ยวให้มีความคึกคักภายหลังสถานการณ์ รวมถึงเผยแพร่อัตลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้รับรู้แพร่หลายไปในวงกว้าง โดยกำหนดจัดงานขึ้นในระหว่างวันที่ 16 – 18 ธันวาคม 2565 เวลา 16.00-22.00 น. ณ วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร อำเภอไขยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี

กิจกรรมดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ถึงอัตลักษณ์ทางการท่องเที่ยวในมิติเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของจังหวัดสุราษฎร์ธานีและเป็นการแสดงถึงความพร้อมของภาคประชาชนและการท่องเที่ยวของจังหวัดสุราษฎร์ธานีในการรองรับนักท่องเที่ยวตอกย้ำภาพลักษณ์เมืองแห่งการท่องเที่ยวกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวนำไปสู่การเสริมสร้างเศรษฐกิจและกระจายรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่เพื่อพัฒนาสู่การท่องเที่ยวที่มั่นคงและยั่งยืน

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย พิธีห่มผ้าพระบรมธาตุไชยา เพื่อฉลองศรัทธาของพุทธศาสนิกชน เสริมสร้างความเป็นสิริมงคล ซึ่งกำหนดจัดในช่วงเย็นวันที่ 17 ธันวาคม 2565 รวมถึง การจำลองอัตลักษณ์ ที่ทรงคุณค่าของอำเภอไชยา ด้วยการนำเสนอพระบรมธาตุไชยาและมวยไชยา และไฮไลท์การแสดงแสงสีเสียง “ไชยา มหานครศรีวิชัย” ซึ่งเป็นการนำเสนอประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของอำเภอไชยา ที่เป็นศูนย์กลางของอารยธรรมศรีวิชัยในอดีต ในรูปแบบ Multi- Dimension ใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์ผสมผสานศิลปะการแสดงพร้อมเทคนิคพิเศษพลุดอกไม้ไฟและไพโรเทคนิค อย่างตระการตา

นอกจากนี้ ยังมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าอาหารและบริการนักท่องเที่ยวที่โดดเด่น ทั้งของอำเภอไชยาและจากอำเภอต่างๆ ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ควบคู่กับ การแสดงศิลปะวัฒนะธรรมประเพณี วิถีท้องถิ่นและการแสดงจากศิลปินดัง ซึ่งนักท่องเที่ยวและประชาชนที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานฟรี ตลอดการจัดงานทั้ง 3 วัน

เช็กปีชง 2566 เตรียมเข้า “ปีเถาะ” นักษัตรปีไหนชงบ้าง พร้อมวิธีแก้ปีชง

ใกล้เข้าสู่ปีใหม่ พุทธศักราช 2566 ซึ่งตรงกับปีนักษัตรเถาะ หรือ “ปีกระต่าย” แน่นอนว่าเรื่องของ “ปีชง” เป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะเชื่อกันว่าถ้าถึงปีชงของเรา เราจะได้รับผลกระทบต่างๆ ในเรื่องที่ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะเบาะแว้งกับผู้อื่น หรืออาการเจ็บป่วยตามมา

ปีเถาะ

สำหรับ ปีชง เป็นเรื่องความเชื่อทางโหราศาสตร์จีน คำว่า “ชง” ในภาษาจีนหมายถึง “การปะทะ” ดังนั้นคำว่า “ปีชง” คือ ปีที่อาจต้องมีการปะทะเกิดขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงเข้ามามากขึ้น

หรือทำความเข้าใจแบบง่ายๆ ตามความเชื่อก็คือ หากปีนั้นเป็นปีชงของนักษัตรไหน ไม่ว่าจะทำอะไรก็เกิดอุปสรรค ทำอะไรก็เกิดปัญหาติดขัด ไม่ราบรื่น

โดยความเชื่อเรื่องปีชง จะเกี่ยวข้องกับ “องค์เทพไท้ส่วย” หรือ “เทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา” แต่ปีชงในแต่ละปีจะมีนักษัตรที่ “ชงตรง” และ “ชงร่วม”

ทำให้หลายคนมองหาวิธีการแก้ชง ซึ่งเป็นการไหว้ขอพรให้เทพเจ้าช่วยปัดเป่าความทุกข์ และบรรเทาเคราะห์กรรม

สำหรับปี 2566 ตามปีนักษัตรคือกระต่าย จะมี ปีระกา เป็นเจ้าภาพ ชง 100% และชงร่วม คือ ปีเถาะ ปีมะเมีย และ ปีชวด ซึ่งจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า

ปีระกา

ปีชง

🐓 ปีระกา ชงเต็มๆ 100% หรือก็คือ ใครที่เกิดในปีนักษัตรนี้ จะต้องระมัดระวังมากที่สุด จะมีการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยคนที่เกิดปีนักษัตรระกา ได้แก่ คนที่เกิดตรงกับปี 2476, 2488, 2500, 2512, 2524, 2536, 2548 และ 2560

ปีชงร่วม

🐇 ปีเถาะ ปีคัก (剋) คือ ปีนักษัตรที่ชงกับตัวเอง อาจมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ มีอุปสรรคต่างๆ เข้ามา ได้แก่ คนที่เกิดตรงกับปี 2482, 2494, 2506, 2518, 2530, 2542 และ 2554

🐎 ปีมะเมีย ปีผั่ว (破) คือ ปีที่ได้รับผลกระทบเรื่องสุขภาพ ได้แก่ คนที่เกิดตรงกับปี 2485, 2497, 2509, 2521, 2533, 2545 และ 2557

🐀 ปีชวด ปีเฮ้ง (刑) คือ ปีที่ได้รับผลกระทบในเรื่องเคราะห์กรรม ได้แก่ คนที่เกิดตรงกับปี 2479, 2491, 2503, 2515, 2527, 2539 และ 2551

ปีชวด

ข้อห้ามปีชง

ข้อห้ามของปีชง คือ ไม่ควรไปร่วมในงานศพ แต่ถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ให้นำกิ่งใบทับทิมติดตัวไปด้วย และก่อนเข้าบ้านให้ใช้น้ำสะอาดใส่กิ่งใบทับทิมปัดให้ทั่วตัว

สำคัญที่สุดคือ ละเว้นการไปส่งศพ การอยู่ในพิธีฝังศพ หรือนำหีบศพลงหลุม เพราะเชื่อว่าดวงชะตาของผู้นั้นจะได้รับผลกระทบ ทำให้ร่างกายเกิดการเจ็บป่วย หรือกิจการค้าประสบปัญหาต่าง ๆ

วิธีเสริมดวงแก้ชง

● ไหว้เทพเจ้าไท้ส่วย ให้ช่วยคุ้มครองดวงชะตา บรรเทาเคราะห์กรรม
● ทำบุญไถ่ชีวิตสัตว์ เช่น โค กระบือ ปล่อยนก ปล่อยปลา
● ทำบุญช่วยเหลือผู้ป่วย บริจาคโลหิต ทำบุญโลงศพ
● ไหว้พระ 9 วัด สวดมนต์ ปฏิบัติธรรม เจริญสติ คิดดี ทำดี

สายบุญห้ามพลาด! ประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง ‘เขาคิชฌกูฏ’ 2568

สายบุญเตรียมตัว! เทศกาลที่พิสูจน์ความศรัทธาของชาวพุทธอย่างมาก กับประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ประเพณีขึ้นเขาคิชฌกูฎ จ.จันทบุรี กำหนดจัด วันที่ 29 มกราคม – 29 มีนาคม 2568 โดย 1 ปีจะเปิดเพียง 1 ครั้งเท่านั้น

นมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง 'เขาคิชฌกูฏ' 2568

ยอดเขาคิชฌกูฏมีรอยพระพุทธบาทซึ่งเป็นที่เรียกกันทั่วไปว่า พระบาทเขาคิชฌกูฏ หรือ พระบาทพลวง ตั้งอยู่ที่ตำบลพลวง ตั้งอยู่ที่ตำบลพลวง กิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ ห่างจากตัวจังหวัดทางทิศเหนือประมาณ 40 กิโลเมตร เป็นที่ประดิษฐานของรอยพระพุทธบาทที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย สูงกว่า 1,050 เมตร จากระดับน้ำทะเล ถือว่าสูงที่สุดในเขตอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ

“รอยพระพุทธบาท” มีลักษณะเป็นรอยบนหินแผ่นใหญ่ มีรอยลึกประมาณ 2 เมตรเศษ กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร ค้นพบที่ยอดเขาพระบาทจากที่ทำการอุทยานเขาคิชฌกูฏราว 4 กิโลเมตร

สำหรับประเพณี นมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี นั้นเป็นประเพณีศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวไทยให้การเคารพนับถืออย่างมาก การนมัสการรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏหรือพระบาทพลวง เป็นเทศกาลเดือน 3 ที่ปฏิบัติกันมาช้านาน แต่เดิมเริ่มขึ้นไปนมัสการในวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี

โดยในปี 2568 อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ ได้แจ้งกำหนดการประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี 2568 ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม – 29 มีนาคม 2568 โดย 1 ปีจะเปิดเพียง 1 ครั้งเท่านั้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก เขาคิชฌกูฎ-พระบาทพลวง จันทบุรี โทรศัพท์ 08 3034 8835 หรือเฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี KhaoKhitchakut National Park โทรศัพท์ 0 3960 9672

“ถ้ำฝ่ามือแดง” แหล่งภาพเขียนสีพบใหม่ อุบลราชธานี อายุ 1,500–3,000 ปี

“ถ้ำฝ่ามือแดง” แหล่งภาพเขียนสีพบใหม่ ในตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี

วันนี้ (29 พ.ย.2565) เพจเฟซบุ๊ก สำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี กระทรวงวัฒนธรรม เผยข่าวองค์ความรู้ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี “ถ้ำฝ่ามือแดง” แหล่งภาพเขียนสีพบใหม่ ในตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี

แหล่งภาพเขียนสีที่พบใหม่ชาวบ้านเรียกกันในชื่อ “ถ้ำฝ่ามือแดง” ตั้งอยู่บริเวณบ้านห้วยเหว่อ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ห่างจากชายแดนไทย-ลาวประมาณ ๑๐๐-๒๐๐ เมตร สภาพพื้นที่เป็นลานหินทรายสลับสูงต่ำ บริเวณที่พบภาพเขียนสีมีลักษณะเป็นหินทรายขนาดใหญ่ วางซ้อนทับกัน ขนาดเพิงหินยาว ๑๐.๓๐ เมตร สูง ๒.๔๑ เมตร วางตัวยาวในแนวแกนทิศตะวันออก-ตะวันตก หันหน้าไปทางทิศใต้ บริเวณด้านทิศใต้ของเพิงหินเป็นจุดที่พบภาพเขียนสี

ภาพเขียนสีที่พบนั้นแบ่งออกได้เป็น ๓ กลุ่มตามตำแหน่งที่พบ

กลุ่มที่ ๑ บริเวณผนังเพิงหินด้านนอก พบภาพเขียนสีจำนวน ๖ ภาพ ประกอบด้วยภาพสัตว์และภาพมือ เขียนด้วยสีแดงน้ำหมาก มีการใช้เทคนิคการเขียนสีหลายรูปแบบ เช่น การระบายทึบ การเขียนเฉพาะเส้นกรอบ การเขียนเส้นกรอบแล้วระบายทึบ และการทาสีลงบนฝ่ามือแล้ววางทาบลงไปบนแผ่นหิน

กลุ่มที่ ๒ บริเวณผนังเพิงหินด้านใน ทิศตะวันตก พบภาพเขียนสีจำนวน ๔ ภาพ เป็นภาพสัตว์ ภาพมือ และบางภาพยังไม่สามารถจัดจำแนกได้ว่าเป็นภาพอะไร เขียนด้วยสีแดงน้ำหมาก ใช้เทคนิคแบบระบายทึบและการทาสีลงบนฝ่ามือแล้วทาบลงบนแผ่นหิน

กลุ่มที่ ๓ บริเวณผนังหินด้านใน ทิศตะวันออก พบภาพเขียนสีจำนวน ๔ ภาพ วาดเป็นรูปสัตว์ บางภาพไม่สามารถจัดจำแนกได้ เขียนสีด้วยสีแดงน้ำหมาก ใช้เทคนิคการระบายทึบ การเขียนเส้นกรอบแล้วระบายทึบ

จากการศึกษาพบว่าการเขียน “ภาพสัตว์” เป็นภาพที่พบมากที่สุด โดยพบถึง ๙ ภาพจากทั้งหมด ๑๔ ภาพ ส่วนภาพมือนั้นพบเป็นจำนวน ๒ ภาพ อีก ๓ ภาพ ไม่สามารถจัดจำแนกได้ว่าเป็นภาพอะไร

โดยทั่วไปรูปแบบภาพเขียนสีสามารถจัดจำแนกได้ออกได้หลายรูปแบบ เช่น ภาพเสมือนจริงเลียนแบบธรรมชาติ (the naturalistically imitative form expression) ภาพนามธรรม (abstract) ภาพคตินิยม (idealism) และภาพสัญลักษณ์ (symbol)สำหรับภาพเขียนสีที่พบที่แหล่งโบราณคดีนี้จัดเป็นกลุ่มภาพเสมือนจริง วาดภาพเลียนแบบธรรมชาติ เช่น ภาพสัตว์ และภาพสัญลักษณ์ เช่น ภาพมือ สำหรับการแปลความภาพเขียนสีนั้นยังไม่สรุปความหมายได้อย่างแน่ชัด แต่อาจกล่าวได้ว่าการพบภาพสัตว์อาจสะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมในอดีตของพื้นที่บริเวณนี้ ที่จะพบสัตว์เหล่านี้ได้ ส่วนภาพมือนั้นน่าจะเป็นสัญลักษณ์แทนตัวคนในอดีต

ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่าตำแหน่งที่พบภาพมือนั้นจะประทับใกล้กับภาพสัตว์ ซึ่งคล้ายกับภาพมือที่พบที่ผาแต้ม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ที่จะประทับไว้กับภาพสัตว์ขนาดเล็กและใหญ่ ซึ่งอาจมีความหมายสื่อถึงพิธีกรรมการล่าสัตว์หรือจับสัตว์

จากลักษณะภาพเขียนสี อาจกำหนดอายุเชิงเทียบในเบื้องต้นได้ว่าอยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ราว ๓,๐๐๐ – ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว

สำนักศิลปากรที่ 9 อุบลราชธานี