บทสวดพาหุงมหากา คาถาแห่งชัยชนะ สวดทุกวัน เสริมความเป็นสิริมงคล เจริญรุ่งเรือง

“ชัยมงคลคาถา” (พาหุงมหากา) เป็นบทสรรเสริญชัยชนะของพระพุทธเจ้าที่มีเหนืออริพาลชนถึง 8 ครั้ง ได้แก่ ชนะพญามาร ชนะยักษ์ที่เหี้ยมหาญ ชนะช้างตกมัน ชนะองคุลิมาล ชนะหญิงที่ใส่ร้ายป้ายสี ชนะนักโต้วาทีฝีปากกล้า ชนะนาคอันธพาล และชนะพรหมที่มีความเห็นผิด เชื่อว่าถ้าหมั่นภาวนาอานิสงส์ บทสวดพาหุง พุทธชัยมงคลคาถา เป็นประจำจะมีอานิสงส์ให้มีชัยเหนือศัตรูและอุปสรรคทั้งปวง โดยจะสวดคู่กับบทชัยปริตร หรือบทสวดมหากาซึ่งเป็นบทฉลองชัย อานุภาพให้ความสุขและความสำเร็จ เรียกรวมกันว่า บทสวดพาหุงมหากา

 

ผู้ที่สวดบทพาหุงเป็นประจำทุกวัน จะมีชัยชนะ มีความเจริญรุ่งเรือง จะช่วยให้มีสติปัญญา และทำจิตให้สงบเป็นสมาธิ จิตใจเข้มแข็ง ชีวิตราบรื่น ประสบความสำเร็จ มีชัยชนะเหนืออุปสรรคและผู้ปองร้าย ทำให้บางครั้งมีผู้เรียกบทสวดดังกล่าวว่า “บทสวดพาหุงชนะมาร” ซึ่งเปรียบเสมือนคาถาแห่งชัยชนะ จากนั้นเริ่มสวด ดังนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ( 3 จบ )

บทสวดไตรสรณคมน์

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

พุทธคุณ

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติฯ

ธรรมคุณ

สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติฯ

สังฆคุณ

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติฯ

 

พุทธชัยมงคลคาถา คาถาพาหุง (ถวายพรพระ)

พาหุงสะหัส สะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลัง อุทิตะโฆ ระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

มาราติเร กะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง
โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

 

นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง
ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง
ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

กัตตะวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะยะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกาวาทะเกตุง
วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง
ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง
พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฉฐะคาถา โย
วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ
โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ

 

– แปลความหมายของบทสวดพาหุงมหากา

บทสวดพาหุง มีจำนวน 8 บท โดยแต่ละบทมีความหมายที่กล่าวถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้าในเรื่องต่างๆ ดังนี้

บทที่ 1 ชัยชนะเหนือศัตรูหมู่มาก (ทานบารมี)
บทที่ 2 ชัยชนะเหนือใจคนที่เป็นปฏิปักษ์ (ขันติธรรม)
บทที่ 3 ชัยชนะเหนือสัตว์ร้าย และคู่ต่อสู้ (เมตตาบารมี)
บทที่ 4 ชัยชนะเหนือโจร (อิทธิฤทธิ์)
บทที่ 5 ชัยชนะเหนือการใส่ร้ายป้ายสี (สันติธรรม)
บทที่ 6 ชัยชนะเหนือการโต้ตอบ (ปัญญา)
บทที่ 7 ชัยชนะเหนือเล่ห์เหลี่ยม กุศโลบาย (มิจฉาทิฐิ)
บทที่ 8 ชัยชนะเหนือทิฏฐิของมนุษย์ (ญาณ)

บทสวดชัยปริตร (มหาการุณิโก)

มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯ

ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะ พุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัมหมะจาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธีเต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เตฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต

การหมั่นสวดภาวนา บทสวดพาหุง อยู่เป็นประจำอย่างน้อยให้ได้วันละ 1 จบ จะทำให้เกิดสมาธิ และเสริมสิริมงคลให้กับชีวิต ใครที่มีหิ้งพระหรือโต๊ะหมู่บูชาก็สามารถจุดธูปเทียนบูชาหรือถวายดอกไม้ได้ตามปกติ ซึ่งสามารถซื้อออนไลน์ได้ที่ลาซาด้า มีโปรโมชันสุดคุ้มรออยู่ทุกวัน

3 จุดเที่ยวชมวิวชิลๆ @กระบี่ – เที่ยวใต้ by ททท.

3 จุดเที่ยวชมวิวชิลๆ @กระบี่ 🦀🏞️🛶

1. อนุสาวรีย์ปูดำ หรือลานปูดำ ตั้งอยู่ที่ท่าเรือขนาบน้ำ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ซึ่งจุดนี้ถือเป็นจุดชมวิวที่สวยอันดับต้นๆ ของเมืองกระบี่ก็ว่าได้ เพราะนอกจากจะมีอนุสาวรีย์ปูดำขนาดใหญ่แล้ว เราจะสามารถเห็นเขาขนาบน้ำ ภูเขาสองลูกที่ตั้งงามตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำกระบี่ท่ามกลางต้นโกงกาง เป็นวิวที่สวยงาม เหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจและถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก📸🦀

2. เที่ยวชมเขาขนาบน้ำ ตั้งอยู่ที่ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสัญลักษณ์ของเมืองกระบี่อย่างหนึ่ง เขาขนาบน้ำเกิดจากเขาหินปูนสองลูก ตั้งตระหง่านขนาบแม่น้ำกระบี่ด้านหน้าตัวเมือง ซึ่งบริเวณ 2 ฟากฝั่งรายล้อมไปด้วยป่าโกงกางอันอุดมสมบูณ์ ที่เขาขนาบน้ำนักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวชมภายในถ้ำได้ ตื่นตากับหินงอกหินย้อย และเที่ยวชมประวัติศาสตร์ซึ่งเคยมีการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณภายในถ้ำ 🏞️

3. ล่องเรือผจญภัยลอดอุโมงค์ป่าโกงกาง ป่าโกงเกงอันเขียวขจีตลอดสองฝั่งคลองปากน้ำกระบี่ นั่งเรือหัวโทงชมบรรยากาศป่าชายเลนอุดมสมบูรณ์เขียวชอุ่ม ซึ่งจะสามารถเที่ยวได้ในช่วงเวลาน้ำขึ้น โดยจะขับเรือลัดเลาะลอดไปตามคลองน้ำในอุโมงค์ป่าโกงกาง เป็นภาพบรรยากาศที่สวยงามแปลกตา โดยนักท่องเที่ยวสามารถจ้างเหมาเรือชาวบ้านที่บริเวณท่าเรือขนาบน้ำหรือท่าเรือเจ้าฟ้า 🛶

📍🛶โดยการเดินทางท่องเที่ยวทั้ง 3 สถานที่นี้ สามารถขึ้นเรือที่ท่าเรือเจ้าฟ้าตั้งอยู่บนถนนอุตรกิจ เป็นท่าเทียบเรือขนาบน้ำ โดยคิดค่าบริการสามารถติดต่อสอบถามชาวบ้านที่ให้บริการที่บริเวณท่าเรือได้เลย

ที่มา – เที่ยวใต้ by ททท.

“มหาวีระภควันต์” พระศาสดาแห่งศาสนาเชน

ศาสนาเชน, ไชนะ หรือ ชินะ (แปลว่า ผู้ชนะ) (อังกฤษ: Jainism) เป็นศาสนาเก่าแก่ของอินเดีย เป็นหนึ่งในลัทธิสำคัญทั้งหก ที่เกิดร่วมสมัยกับพระโคตมพุทธเจ้า (ก่อนพุทธกาลราว 53 ปี)

“มหาวีระภควันต์” พระศาสดาแห่งศาสนาเชน

“พระมหาวีระ” (Mahāvīra) ผู้เป็นศาสดาของศาสนาเชนนั้นมีนามเดิมว่า “วรรธมานะ” บ้างก็เรียก “วรรธมาน” (Vardhamāna, वर्धमान) แปลว่า ผู้เจริญ” หรือ ประสูติ ณ กรุงเวสาลี (Vaishali) แคว้นวัชชี (ดินแดนรัฐพิหารปัจจุบัน) ในภาคเหนือตอนหนึ่งของประเทศอินเดีย ราว 10 ปี หรือ 12 ปีก่อนการประสูติของพระพุทธโคตะมะ (พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) พระบรมศาสดาของศาสนาพุทธ หรือในราว 633-635 ปีก่อนคริสต์ศักราช จวบจนปัจจุบันก็กว่า 2,600 ปีมาแล้ว

สกุลกำเนิดและปฐมวัยของพระองค์ ทรงเป็นโอรสของพระเจ้า “สิทธารถะ” (Siddhartha-เศรยาม) และพระนาง “ตริศลา” หรือ “ตฤศลา” (Trishala) ในวรรณะกษัตริย์ (kshatriya) ซึ่งเป็นกษัตริย์ในกลุ่มลิจฉวี (ด้วยแคว้นวัชชีปกครองโดยตระกูลใหญ่แปดตระกูล โดยมีราชตระกูลใหญ่คือ ลิจฉวี เป็นตระกูลนำ) พระนางตริศลาเป็นกนิษฐภคินีของพระเจ้าเวฏกะแห่งแคว้นวิเทหะ (Kingdom of Videhas มีเมืองมิถิลาเป็นเมืองหลวง) เจ้าชายวรรธมานะทรงเป็นพระราชโอรสองค์สุดท้าย มีเชษฐภคินีหนึ่งพระองค์ และพระเชษฐภาดา (พระนาม “นันทิวรรธนะ” (Nandivardhana) อีกหนึ่งพระองค์

ในวันประสูติของเจ้าชายวรรธมานะ มีการจัดงานฉลองสมโภชที่กรุงเวสาลีอย่างอลังการ มีประชาราษฎรมาร่วมฉลองกันอย่างเนืองแน่น บรรยากาศคึกคัก มีกิจกรรม พิธีกรรมต่างๆ ถนนร้านรวงประดับธงทิวผืนผ้า โคมไฟ แสงสี วัดวาอาราม เทวสถาน มีพิธีกรรมเซ่นสรวงบูชามากมาย นักบวชบูชาต่อหน้าพระพรหม พระวิษณุ และเทพเจ้าต่างๆ พระเจ้ากรุงเวสาลีทรงบำเพ็ญทานบริจาคแก่ผู้ยากไร้ นิรโทษกรรมแก่นักโทษ บรรดานักพรตฤๅษีและเหล่าพราหมณ์จากลุ่มแม่น้ำคงคา และจากเทือกเขาหิมาลัย ต่างเดินทางเข้าสู่กรุงเวสาลี เพื่อชื่นชมพระบารมี พร้อมกันนั้นเมื่อได้ดูปุริสลักษณะแล้วต่างพยากรณ์ว่า เจ้าชายวรรธมานะจะทรงเป็นผู้มีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ โดยได้พยากรณ์มีคติเป็นสองอย่าง คือ

1. ถ้าอยู่ครองเพศฆราวาส จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
2. ถ้าทรงออกผนวช จักได้เป็นศาสดาเอกในโลก

เมื่อเจริญวัยขึ้น เจ้าชายวรรธมานะก็ได้รับการศึกษาศาสตร์ต่างๆ อาทิ เพทางคศาสตร์หรือเวทางคศาสตร์ ไตรเพท ยิงธนู ฝึกม้าป่า ควบช้าง วันหนึ่งขณะที่เจ้าชายวรรธมานะ เสด็จประพาสอุทยานหลวง ได้เล่นเพลิดเพลินกับพระสหาย ก็มีช้างพลายตกมันหลุดออกมาจากโรงช้าง อาละวาดบ้าคลั่ง พระสหายหนีกระเจิง เจ้าชายวรรธมานะทอดพระเนตรแล้ว กลับยืนนิ่งสงบ กระโดดจับงวงช้างไว้ ตามที่ครูเคยสอน แล้วไต่ขึ้นไปประทับบนคอช้าง และขี่บังคับกลับสู่โรงช้าง มอบแก่ควาญช้างเพื่อนำไปผูกขังไว้ที่เดิม แล้วทรงเสด็จกลับวัง โดยมิได้กล่าวแจ้งแก่ผู้ใด แม้แต่พระราชบิดาและพระมารดา แต่ควาญช้างที่พบเห็นเหตุการณ์ได้แจ้งแก่ผู้เกี่ยวข้อง ประชาชนทั่วไปทราบ ได้รู้ถึงความกล้าหาญของเจ้าชาย และความก็เข้าถึงพระกรรณของพระราชบิดา จากนั้นต่างก็พร้อมใจกันถวายเนมิตกนาม พระองค์ใหม่ว่า “มหาวีระ” แปลว่า บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ด้วยความกล้าหาญ

ครั้นเมื่อเจ้าชายมหาวีระ มีพระชนม์ได้ 12 พรรษา ก็เข้าพิธียัชโญปวีต โดยมีพราหมณ์ทำพิธีคล้องด้ายสายสิญจน์ศักดิ์สิทธิ์ พระองค์ได้รับการศึกษาด้านศาสนาพราหมณ์-ฮินดูอยู่หลายปี เจ้าชายมหาวีระให้ความสนใจต่อการศึกษาเล่าเรียนมาก แต่ทรงขัดพระทัยต่อทิฏฐิมานะของพราหมณ์ผู้เป็นครู ด้วยทะนงตนว่าเป็นพราหมณ์ที่มีวรรณะสูงกว่าวรรณะกษัตริย์

ครั้นเมื่อเจ้าชายมหาวีระมีพระชนมายุได้ 19 พรรษา ก็จบการศึกษาด้านพราหมณ์-ฮินดู ความรู้สึกขัดพระทัยเกี่ยวกับทิฏฐิมานะของพรหมณ์ก็จางหายไป พระองค์ได้พบรักกับเจ้าหญิง “ยโสธรา” และเข้าพิธีอภิเษกสมรส ทรงเสวยสุขในชีวิตสมรสในพระราชวังเกือบสิบปี จนพระชนมายุได้ 28 พรรษา ทรงมีพระธิดาหนึ่งพระองค์ พระนามว่าเจ้าหญิง “อโนชา” (Anosha)

เมื่อพระมหาวีระมีพระชนม์ได้ 28 พรรษา ด้วยมีเหตุการณ์อันเศร้าสลดเกิดขึ้น พระราชบิดาและพระราชมารดาต่างสิ้นพระชนม์ในระยะใกล้ๆ กัน ด้วยเพราะทรงตั้งพระทัยอย่างเด็ดเดี่ยว ด้วยการทรงบำเพ็ญ “ทุกรกิริยา” (Self-mortification /mortification of the flesh) เป็นการกระทำกิจที่ทำได้โดยยาก ด้วยการค่อยๆ ลดอาหาร จนถึงกับอดอาหารและสิ้นพระชนม์ในที่สุด (ซึ่งคนอินเดียฮินดูโบราณนั้น เชื่อว่าการตายด้วยวิธีการที่เคร่งครัดนั้นเป็นการตายที่ศักดิ์สิทธิ์ และบุญลาภอันประเสริฐยิ่ง

พระเชษฐภาดาของพระมหาวีระได้ขึ้นเสวยราชย์สืบต่อมา ทรงพระนามว่า พระเจ้าโมคทะ การสูญเสียครั้งนี้ทำให้พระมหาวีระเศร้าโศกมาก จึงดำริที่จะออกผนวชเป็นการไว้อาลัยแด่พระบุพการีทั้งสอง และจะขอถือปฏิญาณ 12 ปี ที่จะบำเพ็ญพรต งดพูดจา และไม่นำพาเกี่ยวกับการแต่งกาย แต่ก็ถูกพระเชษฐภาดานันทิวรรธนะทรงห้ามไว้ โดยให้เหตุผลว่าการที่พระราชบิดาและพระราชมารดาได้จากไปนั้นก็ทุกข์โศกมากพอแล้ว หากพระมหาวีระเสด็จไปบำเพ็ญพรตอีก ก็ยิ่งเพิ่มความโทมนัสมากยิ่งขึ้น และพระมหาวีระทรงเชื่อฟังพระเจ้าโมคทะ

แต่แล้วเมื่อพระชนมายุได้ 30 พรรษา พระมหาวีระจึงตัดสินพระทัยอย่างเด็ดเดี่ยวได้ออกจากกรุงเวสาลีไป พอพ้นเขตเมืองก็เปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มเป็นนักบวชผู้ขอทาน ทรงปฏิญาณในความเป็นผู้วางเฉย พร้อมอธิษฐานว่า “ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปเป็นเวลา 12 ปี จะไม่ยอมพูดจาอะไรกับใครแม้แต่คำเดียว” จากนั้นพระองค์ก็เที่ยวธุดงค์เฉกเช่นนักบวชจำนวนนับพันท่านอื่นๆ ในชมพูทวีป เมื่อพระองค์จาริกผ่านหมู่บ้าน ชนบทและนครต่างๆ ก็จะยื่นภาชนะขอรับอาหารจากประชาชนผู้ใจบุญ เมื่ออยู่ในป่าก็หาผลไม้ ทานเท่าที่มีเท่าที่หาได้ ส่วนมากพระองค์จะใช้เวลาอยู่ตามเทือกเขาผาป่าโดยลำพัง เพื่อครุ่นคิด ตริตรอง ทบทวน สอบทาน คำสอนของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และค้นหาหลักคำสอนใหม่ของพระองค์ต่อไป ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระมหาวีระมิได้ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว ได้คิดพิจารณาก็เล็งเห็นข้อผิดพลาดของคำสอนในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมากมาย จึงคิดเปลี่ยนแปลงปฏิญาณให้ถูกต้องยิ่งขึ้น

ตลอดระยะเวลา 12 ปีนั้น พระมหาวีระทรงรักษาปฏิญาณอย่างเคร่งครัดมาก แม้จะเผชิญกับความทุกข์ทรมานหรือปัญหาอุปสรรคอย่างไรเท่าใดก็ตาม ทรงมิได้ละทิ้งปฏิญาณหรือเผลอตัวพูดเลย ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่พระองค์พานพบในช่วง 12 ปี อาทิ คราหนึ่ง ระหว่างที่พระองค์ได้ธุดงค์ท่องไป พระมหาวีระก็มาถึงทุ่งหญ้าใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีคนเลี้ยงแกะกำลังเฝ้าแกะอยู่ ชายผู้นั้นกล่าวกับพระองค์ว่า “ถ้าท่านเฝ้าฝูงแกะให้เรา เราจะเข้าไปหมู่บ้านเอาอาหารมา และจะแบ่งปันให้ท่านบ้าง” พระมหาวีระน้อมศีรษะรับคำ คนเลี้ยงแกะก็จากไป

มิช้ามินาน สุนัขป่าตัวหนึ่งออกมาจากป่า และคว้างับเอาแกะไปตัวหนึ่งแล้วหนีไป เมื่อคนเลี้ยงแกะกลับมาเห็นแกะขาดหายไปตัวหนึ่ง จึงสอบถามพระมหาวีระ แต่พระองค์นิ่งเฉยตามปฏิญญาณว่าจะไม่พูด คนเลี้ยงแกะก็โกรธ ด้วยเพราะพระองค์มิได้กล่าวอธิบายใดๆ พาลนึกว่าพระองค์เป็นโจรป่า จึงเอาไม้พลองตีเข้าที่ศีรษะพระมหาวีระ

อนึ่งพระมหาวีระก็มีพละกำลังแข็งแกร่งกว่าชายผู้เลี้ยงแกะ ถ้าต่อสู้ก็สามารถป้องกันตนได้ แต่พระมหาวีระได้ถือปฏิญญาณอีกข้อหนึ่งว่าจะไม่ป้องกันตัวจากทุกข์ภัยที่มาแพ้วพานใดๆ

คนเลี้ยงแกะระดมตีจนพระมหาวีระมีโลหิตไหลอาบตัว ครั้นแล้วก็หยุดชะงัก และมองพระองค์ด้วยความหวั่นเกรง พูดเสียงสั่นว่า “ท่านผู้นี้เป็นคนแรกที่เราพบเห็นมาว่า ไม่ต่อสู้ป้องกันตัวหรือวิ่งหนี ท่านเป็นฤๅษีหรือเปล่า”

พระมหาวีระไม่ตอบ แต่ลุกเดินหลีกไป คนเลี้ยงแกะวิ่งตามมาขออภัย พระองค์ทรงก้มศีรษะพยักให้ แสดงอาการว่าได้ยกโทษให้แล้ว และเดินทางจาริกธุดงค์ต่อไป

ชายผู้เลี้ยงแกะมองตามพระองค์จนลับสายตา พร้อมรำพึงกับตนเองว่า นักบวชผู้นี้สอนบทเรียนแก่เราว่า ความนิ่งมีอำนาจเหนือคำพูด

พระมหาวีระ ก็ครุ่นคิดว่า เรื่องนี้ได้สอนเรา ความอ่อนน้อมดีกว่าความทะนงตัว สันติมีอำนาจเหนือความโกรธ

พระองค์ได้บรรลุความรู้ขั้นสูงสุดเรียกว่า “เกวลญาณ หรือ ไกวัลย์ (Kevala jñāna) ถือเป็นผู้หลุดพ้นกิเลสทั้งปวง และเป็นผู้ชนะโดยสิ้นเชิง

พรองค์ทรงประกาศศาสนา เมื่อทรงถือปฏิญญาณครบ 12 ปี พระมหาวีระได้ตรึกตรองและมั่นพระทัยว่าพระองค์ทรงพบคำตอบต่อปัญหาชีวิตครบถ้วนแล้ว จึงเสด็จออกไปเผยแผ่ความคิดคำสอนใหม่ ซึ่งได้ตรึกตรองค้นพบได้ในระหว่างปฏิญญาณแห่งความเป็นผู้ที่นิ่ง ทุกที่ทุกแห่งผ่านไป ก็ได้สั่งสอน ไปเรื่อย ๆ โดยมิได้เสด็จกลับกรุงเวสาลีอีก ผู้คนทั้งหลาย ที่ได้ฟังพระองค์ในกาลต่อมากล่าวว่า “พระองค์เป็นนักพูดที่ยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงพูดความจริง” เนิ่นนานจากมีสาวกเพิ่มมากขึ้น

พระมหาวีระทรงตั้งศาสนาใหม่ เรียกว่า “ศาสนาเชน” แปลว่า “หนทางแห่งผู้ชนะ อันเป็นวิถีทางของศาสนาใหม่ ซึ่งไม่ต้องการที่เอาชนะผู้อื่น เพียงแต่ต้องการเอาชนะตนเอง ศาสดาได้สอนเหล่าสาวกว่า ความหลุดพ้นมีอยู่ภายในตัวท่านเอง

เช่นเดียวกับ พระบรมศาสดาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระมหาวีระเริ่มต้นด้วยการยอมรับกฎแห่งกรรม ความดีต้องมาจากกรรมดี ความชั่วต้องมาจากกรรมชั่ว และทรงยอมรับความเชื่อในสังสารวัฏ และความหลุดพ้นขั้นสูงสุดคือ “โมกษะ” (Moksha)

ในความเหมือน ทั้งพระบรมศาสดาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระมหาวีระ ต่างมีทัศนะที่ขัดแย้งกับ “ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู” ทั้งสองพระองค์ทรงปฏิเสธความเชื่อความศักดิ์สิทธิ์ของระบบวรรณะ การหลุดพ้นด้วยการอ้อนวอน และความจริงอันสูงสุดของพระเวท

ในความต่าง พระบรมศาสดาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปฏิบัติตาม “มัชฌิมาปฏิปทา” (Majjhima Patipada) หรือ ทางสายกลาง แต่พระมหาวีระ ทรงมุ่งเน้นในแนวทางการปฏิบัติ อัตตกิลมถานุโยค (Attakilathanuyoga) การบำเพ็ญตบะและทรมานตน อย่างจริงจัง

แม้การประกาศศาสนาของพระมหาวีระจะมีบางอย่างที่ไม่ใช่ของใหม่ เพราะมีอยู่แล้วในศาสนาพราหมณ์ หรือมีผู้สอนมาก่อนหน้าพระมหาวีระก็ตาม แต่ก็ยังมีหลายอย่างที่ใหม่และรัดกุมกว่าเดิม อีกทั้งความเป็นนักเทศน์นักปาฐกถาที่สามารถยิ่ง ทำให้ผู้ฟังทั้งหลาย เห็นจริงและเกิดศรัทธาได้ จึงมีคนเชื่อฟังยอมเป็นสาวกมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด พระมหาวีระสามารถจัดระบบคณะภิกษุ คณะภิกษุณี ขึ้นเป็นศาสนาได้ สาวกทั้งหลายมีศรัทธาเชื่อว่าพระมหาวีระเป็นพระชินะผู้ชนะ และเป็นผู้บรรลุโมกษะความหลุดพ้นจากพันธนาการ ละกิเกส เป็นต้น ทั้งเป็นผู้เปี่ยมด้วยเมตตากรุณาละปาณาติบาตได้ในสรรพสัตว์ รุกขชาติ (ต้นไม้) และติณชาติ (หญ้า พืชจำพวกหญ้า) ทั้งปวง ยิ่งกว่านั้นสาวกทั้งหลายยอมรับว่าพระมหาวีระเป็นศาสดาองค์สุดท้ายและเป็นศาสดาที่สำคัญที่สุดในศาสนาเชน เพราะศาสนิกชนเชื่อว่ามีศาสดาก่อนพระมหาวีระ 23 พระองค์ คือ

1. พระฤษภเทพ (อาทินาถ) (Rishabhanatha หรือ Ṛṣabhadeva – Adinatha)
2. พระอชิตนาถ (Ajitanatha)
3. พระสัมภวนาถ (Sambhavanatha)
4. พระอภินันทนนาถ (Abhinandananatha)
5. พระสุมตินาถ (Sumatinatha)
6. พระปัทมประภะ (Padmaprabha)
7. พระสุปารศวนาถ (Suparshvanatha)
8. พระจันทรประภะ (Chandraprabha)
9. พระปุษปทันตะ (สุวิธินาถ) (Pushpadanta – Suvidhinath)
10. พระศีตลนาถ (Shitalanatha)
11. พระเศรยางสนาถ (Shreyanasanatha)
12. พระวาสุปุชยะ (Vasupujya)
13. พระวิมลนาถ (Vimalanatha)
14. พระอนันตนาถ (Anantanatha)
15. พระธรรมนาถ (Dharmanatha)
16. พระศานตินาถ (Shantinatha)
17. พระกุนฤนาถ (Kunthunatha)
18. พระอรนาถ (Aranatha)
19. พระมัลลินาถ (Māllīnātha)
20. พระมุนิสุวรตะ (Munisuvrata)
21. พระนมินาถ (Naminatha)
22. พระเนมินาถ (Neminatha)
23. พระปารศวนาถ (Parshvanatha หรือ Pārśvanātha)
24. พระมหาวีระ (Mahavira) ได้สั่งสอน อยู่ 30 ปี จึง “นิรวาน” หรือนิพพาน (Nirvana) อย่างไรก็ตาม มีสาวกของมหาวีระ หรือ นิครนถ์นาฏบุตร เป็นจำนวนมากที่เปลี่ยนใจมานับถือศาสนาพุทธ

ในช่วงปลายพระชนม์และสิ้นพระชนม์ชีพพระมหาวีระ ใช้เวลาในการสั่งสอนเหล่าสาวก ประกาศศาสนาเชนตามคามนิคมชนบทน้อยใหญ่ และเมืองต่างๆ และประสบผลสำเร็จตลอดมาเป็นเวลา 30 ปีเศษ เมื่อพระชนมายุได้ 72 พรรษา ก็ได้เสด็จมายังเมืองปาวาหรือปาวาบุรี (ปัจจุบันเป็นเมืองเล็กๆ ในเขตปัตนะ) พระองค์ประชวรหนักไม่สามารถเสด็จต่อไปได้อีก ทรงทราบถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตจะมาถึง จึงเรียกประชุมบรรดาสาวกทั้งหลาย และแสดงปัจฉิมเทศนา

สาวกท่านหนึ่งถามท่านว่า “ในบรรดาคำสอนทั้งหมดของอาจารย์ ข้อไหนสำคัญที่สุด”

พระมหาวีระ ตอบว่า “ในบรรดาคำสอนของเราทั้งหมด ปฏิญญาณ 5 ข้อต้นสำคัญที่สุดคือ อย่าฆ่าสัตว์ที่มีชีวิต อย่าทำอันตรายแก่สิ่งมีชีวิต จะเป็นด้วยวาจาก็ดี ความคิดก็ดี หรือการกระทำก็ดี อย่าฆ่าสัตว์เป็นอาหาร อย่าทำการล่าสัตว์หรือจับปลา ไม่ว่าในเวลาใด อย่าฆ่าสัตว์แม้ตัวเล็กที่สุด อย่าฆ่ายุงที่กัดเรา หรือผึ้งที่ต่อยเรา อย่าไปทำสงคราม อย่าสู้โต้ตอบผู้ทำร้าย อย่าเหยียบย่ำตัวหนอนริมทาง เพราะตัวหนอนก็มีวิญญาณ”

ศีลหรือปฏิญาณข้อแรกของพระมหาวีระนี้ บรรดาสาวกรู้ว่า คือ คำสอนอหิงสา ซึ่งหมายความว่า การไม่ทำร้ายต่อสิ่งซึ่งมีวิญญาณ

พระมหาวีระดับขันธ์ในเช้าวันต่อมา สรีระของพระองค์ได้กระทำการประชุมเพลิงที่เมืองปาวา ซึ่งปัจจุบันเมืองปาวา (Pawapuri หรือ Pawa) อยู่ในเขตปัตนะ รัฐพิหาร ซึ่งเป็นสังเวชนียสถาน เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับศาสนิกชนเชนที่ควรไปชม และสักการะสักครั้งหนึ่งในชีวิต

////::

ลงทะเบียนออนไลน์ รับ 6 เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน “วันพืชมงคล” 4 แสนซองตั้งแต่วันนี้–3 พ.ค.นี้

รัฐบาลเตรียมแจก 6 พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน วันพืชมงคล ประชาชนลงทะเบียนออนไลน์รับพันธุ์ข้าวได้แล้วตั้งแต่วันนี้–3 พ.ค.นี้ และเริ่มรับตามจุดต่างๆทั้งกทม. กรมการข้าวตั้งแต่ 18 พ.ค.-16 มิ.ย.นี้

วันนี้ (28 เม.ย.2566) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐ มนตรี กล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งหมด 6 พันธุ์ จำนวน 2,244 กิโลกรัม นำเข้าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 16-17 พ.ค.นี้ และนำไปบรรจุซองพลาสติก จำนวน 400,000 ซอง เพื่อแจกจ่ายให้ผู้สนใจและชาวนาทั่วประเทศ เพื่อเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคล

ผู้ที่สนใจรับพันธุ์ข้าวพระราชทาน สามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://rice.moac.go.th ตั้งแต่วันนี้-3 พ.ค.นี้ โดยเริ่มรับพันธุ์ข้าวได้ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค. -16 มิ.ย.นี้ จุดที่ลงทะเบียนไว้ โดย กทม.รับเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานที่ อาคารที่ทำการกรมการข้าว ชั้น 1

ส่วนต่างจังหวัด รับเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดทั่วประเทศ หรือกรมการข้าว กองเมล็ดพันธุ์ข้าว 02-561-3794 และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั้ง 29 แห่ง ศูนย์วิจัยข้าวทั้ง 27 แห่ง และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี

สำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน 6 พันธุ์

  • ขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวเจ้าที่ทนแล้งได้ดีพอสมควร ทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็ม จำนวน 80,000 ซอง
  • ปทุมธานี 1 เป็นข้าวเจ้าผลผลิตสูง ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว ต้านทานโรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง จำนวน 60,700 ซอง
  • กข43 เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ค่อนข้างต้านทานต่อโรคไหม้และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จำนวน 72,500 ซอง
  • กข85 เป็นข้าวเจ้าพื้นแข็ง ปลูกได้ทั้งนาปี และนาปรัง ทนต่อสภาพอากาศเย็น ให้ผลผลิตสูง จำนวน 98,600 ซอง
  • กข87 เป็นพันธุ์ข้าวประเภทพื้นนุ่ม เมล็ดทางกายภาพดี คุณภาพการสีดีมาก เหมาะปลูกในพื้นที่นาชลประทานภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง จำนวน 75,300 ซอง
  • กข6 เป็นข้าวเหนียวให้ผลผลิตสูงและทนแล้งดีกว่าพันธุ์เหนียวสันป่าตอง ต้านทานโรคใบจุดสีน้ำตาล 12,900 ซอง

บทความต้นฉบับ

นับถือตัวเองให้มาก ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบคนอื่น

ทุกคนควรจะเป็นตัวเอง ในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด ไม่ใช่เป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่”คนอื่น”มองว่าดีที่สุด นับถือตัวเองให้มาก ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบคนอื่น เป็นเธอในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด คือการที่เราจะเป็นตัวเองอย่างแท้จริง ‘การยอมรับตัวเอง’ โดยไม่ต้องประดิษฐ์ตัวเราให้เป็นบางอย่างที่ไม่เป็นจริง และเราสามารถพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้นได้เสมอ ด้วยการเรียนรู้จากประสบการณ์และความผิดพลาดของเรา เราสามารถทำให้ชีวิตของเราและผู้อื่นดีขึ้นได้ โดยการเป็นผู้ที่เต็มเปี่ยมด้วยความสุข ความเข้าใจและความเมตตา การเป็นเธอในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดคือการใช้ชีวิตของเราให้เต็มที่และมีความสุขในทุก ๆ วัน และเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริงที่ว่า…

1. “เวลาชีวิตลดลง” เลิกเสียดายอดีตที่แก้ไขไม่ได้ และทำข้างหน้าให้ดีที่สุด

2. “ความสุข” ไม่ได้วัดจากการมีมากหรือน้อย แต่อยู่ที่เราพอใจในจุดไหนและเมื่อไหร่

3. “พบ พราก จาก ลา” มันคือเรื่องธรรมดา และวันหนึ่งมันก็จะวนมาเพราะมันคือ วัฏจักร ต้องทำตัวให้ชินเสมอ

4. “สิ่งที่ควบคุมไม่ได้” เราก็ควรปล่อยวาง ไม่ใช่ดันทุรังทำมัน

5. “พอใจในสิ่งที่เรามี” อย่าอิจฉาคนขี้อวด นอกจากเขาจะไม่หยุดและเขาก็ยังทำต่อไปไม่สิ้นสุด

6. “ไม่มีใครเก่งทุกเรื่อง” และไม่มีใครไม่เก่งเลย ต่างคนต่างมีข้อดีและข้อเสียของตัวเอง

7. “อย่าคิดเยอะ” ทำวันนี้ให้ได้ดีสุด เรื่องของวันพรุ่งนี้ปล่อยให้เป็นของวันพรุ่งนี้ แค่นี้ก็สุขใจ

8. “ช่างมัน ช่างแม่ง ไม่เป็นไร” หัดใช้มันบ้างในบางเรื่อง บางเวลา บางสิ่งอาจจะพอดีในความไม่สมบูรณ์

9. “เสียใจ” ใครๆก็เป็น แต่อย่าเสียดาย อย่างน้อยมันคือประสบการณ์ชีวิต

10. “ชัดเจน” กับตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ มันดีกว่าปล่อยให้ดำเนินไปอย่างครึ่งๆกลางๆ

11. “คาดหวัง” = “ผิดหวัง” ควรมีเท่าๆกัน แล้วจะเจ็บน้อยลง

12. อะไรไม่ใช่ของๆเรา พยายามแค่ไหนมันก็ไม่ใช่ ถ้ามันใช่มันจะเข้ามาในช่วงเวลาที่ถูกที่ควร

13. “เลิกยึดติด” ทุกสิ่งเปลี่ยนไปตามวันและเวลา รวมถึงจิตใจคน

14. “อย่าเก็บความรู้สึกแย่ๆ” ไว้คนเดียว ควรปล่อยมันออกมาบ้าง และเลือกวิธีที่ทำแล้วไม่ให้ใครเดือดร้อน

15. “อย่าดูถูกผู้อื่น” ในวันที่เราทำได้ดี บางครั้งมันอาจจะเกิดขึ้นกับเราในวันที่เราล้ม

16. “ความผิดหวัง” มองให้เป็นประสบการณ์ เพื่อนำไปแก้ไขและพัฒนาให้ดีขึ้น

17. “อดีต” เป็นตัวกำหนดปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้เป็นตัวกำหนดอนาคตดีกว่า จงอย่ารื้อฟื้นอดีตถ้ามันไม่สวยงาม เก็บไว้เป็นเพียงความทรงจำ

18. “คนที่เรารัก” ควรนึกถึงเขาบ้างในวันที่เขาสามารถโต้ตอบเราได้ ไม่ใช่ในวันลา

19. “บั้นปลายชีวิต” ไม่รู้จะเป็นยังไงหรือมันอาจจะไม่มีจริง จงอยู่กับปัจจุบัน บางครั้งปลายทางชีวิตมันอาจจะสั้นกว่าที่เราคิด

20. การมีชีวิตและลมหายใจในตอนนี้เป็นสิ่งดี ดังนั้นก็ควรทำสิ่งดีๆ นอกจากจะดีกับตัวเองและยังดีกับผู้อื่น ให้โลกคิดถึงเราในความดีตอนไม่มีชีวิตและลมหายใจ


.
จากหนังสือ “จงเป็นเธอในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด”
ขอบคุณเจ้าของบทความ/เจ้าของภาพ

เปิด 10 ข้อคิด “ถ้าคิดได้อย่างนี้ เธอก็จะมีความสุข”

“พศิน อินทรวงค์” ปลดวางองค์แห่งนักแต่งเพลงป็อป ก้าวสู่ความเห็นชอบในธรรมะ ปฏิบัติด้วยตน ก่อนถ่ายโอนประสบการณ์เหล่านั้นสู่งานเขียนหลายสิบเล่ม เป็นวิทยากรผู้ชี้แสงแห่งความสุขในโลกที่คนทุกข์ล้นหล้า

ถ้าคิดได้อย่างนี้ เธอก็จะมีความสุข – พศิน อินทรวงค์

1. ความสุขไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป ความทุกข์ก็เหมือนกัน คนเราเวลาสุขก็ลืมไปว่า ความสุขไม่จีรัง เวลาทุกข์ก็ลืมไปว่า ความทุกข์ก็ไม่จีรัง มองทุกสิ่งให้เป็นของชั่วคราว ทั้งสุขทุกข์ ให้มองมันเป็นของกลางๆ ให้รักษาความสมดุลของใจไว้ อย่าให้ขึ้นลงตามสุขและทุกข์

2. สุขทุกข์ แท้จริงเกิดจากความคิด มิได้มีอยู่ด้วยตัวของมันเอง สังเกตให้ดีเราจะเห็นได้ว่า ความคิดของเรามักไหลไปตามสถานการณ์ ถ้าสถานการณ์ชีวิตไปในทิศทางที่ดี เราก็สุข ถ้าสถานการณ์ชีวิต ไปในทิศทางที่ไม่ดีเราก็ทุกข์ แม้เราฝึกใจให้เป็นผู้ดู ไม่ลงไปเป็นผู้เล่นกับสถานการณ์ ใจของเรายอมอยู่ตรงกลาง ไม่ขึ้น ไม่ลง ไม่เรียกว่าดีใจ หรือเสียใจ แต่จะเรียกใหม่ว่า เป็นความเบิกบานแท้จริง

3. ความโลภ คือความอยากได้ ถ้ามีนิด ๆ ช่วยให้ขยัน ถ้ามีมากไป จะสร้างความทุกข์ได้ ความโกรธ คือใจที่ร้อน สิ่งนี้ไม่มีอะไรดี มีแต่ข้อเสีย ความหลง คือเรื่องลึกซึ้งเพราะความหลงมีหลายระดับ หลงในลาภ ยศ สรรเสริญว่าร้ายแล้ว หลงในตัวตนยิ่งร้ายกว่า ที่สุดของที่สุด คือหลงในสมมุติ อันที่จริงแล้ว เราสมมุติกันไปเองทั้งนั้นว่ามีเรา มีเขา แท้จริงไม่มีอะไร ทุกสรรพสิ่งคือภาวะชั่วคราว จบเรื่องนี้ ประกอบเป็นเรื่องใหม่ ซ้ำ ๆ วนเวียนเช่นนี้ เรื่อยไปจนกว่าจะรู้ความจริง

4. ถ้าเป็นไปได้ ชีวิตนี้ควรเห็นแก่ตัวให้น้อย คิดถึงผู้อื่นให้มาก เรื่องนี้พูดง่าย แต่ทำยาก จำเป็นต้องใช้ความเข้าใจชีวิตในหลายแง่มุม อาจต้องผ่านอะไรมามาก จนคิดได้ว่า เห็นแก่ตัวไปก็เท่านั้น ตายแล้ว ก็เอาอะไรไปไม่ได้ น่าแปลกที่สิ่งนี้กว่าจะเข้าใจได้ คนส่วนใหญ่ก็ใช้เวลานานพอดู หากทุกคนเข้าใจได้เร็ว ก็จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ตนเอง และผู้อื่น หากยอมรับความจริง ตั้งสติ และคิดให้นานพอ เราจะเห็นเลยว่า ความเห็นแก่ตัวของเรานั่นเองที่เป็นตัวตนของความทุกข์ ทุกข์ไม่ได้เกิดจากใครทำ เราทำตัวเองทั้งนั้น กิเลสของเรานั่นเอง ที่ลงมือทำร้ายตัวของเราเอง

5. หากเราไม่สังเกต เราจะไม่เห็นความจริงของชีวิตเลย ความจริงของชีวิตเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้เรามาก ที่จริงมันเป็นเลือดเนื้อตัวตนของเรา ใกล้มากเกินไปอย่างนี้เราจึงเห็นแต่สิ่งไกลตัว เรื่องใกล้ตัวที่สุดกลับกลายเป็นเรื่องไกลตัวที่สุด คนส่วนใหญ่ มักศึกษาใจตัวเองตอนแก่ เวลามีน้อย ก็ศึกษาไม่ทัน คงจะดีมากหากเราตั้งคำถามกับตนเองซ้ำ ๆ ว่า ทำไมเราจึงมีความทุกข์ แล้วความทุกข์มาจากไหน ลองไล่หาคำตอบดู ทวนกระแสนอกตัวเข้ามาในตัวให้ได้ ถ้าเรามองเข้ามาภายในได้ เราจะเห็นกระแสความทุกข์ที่เกิดจากตัวตนของเรา สิ่งนี้ต้องอาศัยการสังเกตอย่างเป็นกลาง มันไม่ใช่ความคิดนึก แต่คือการเห็นไปตามความเป็นจริง ซึ่งต้องมีการเร้าสติให้ตื่นตัว คำว่าตื่นตัว หมายความว่า ตื่นจากตัวตน

6. ปัญญา กับเมตตาคือปีกสองข้าง สำคัญเท่าเทียมกัน สนับสนุนซึ่งกันและกัน ปัญญาคือสติเห็นความจริงของกายใจ เห็นว่า กายใจคือสิ่งไม่เที่ยงโดยวงรอบทั้งสี่ คือเกิด ตั้งอยู่ เสื่อม และดับ เช่นนี้วนเวียนไม่รู้จบ เป็นการทำลายตัวตนจากในสู่นอก ส่วนเมตตานั้นต่างออกไป เมตตาคือเห็นว่า ไม่มีเรา ไม่มีเขา ทว่ามีแต่เพื่อนพ้องน้องพี่ ความสุขของเขาคือความสุขของเรา และความทุกข์ของเขาก็คือความทุกข์ของเราเช่นกัน คิดเช่นนี้ ตัวเราจึงมิได้อยู่เพื่อตนเองเท่านั้น แต่ตัวเรายังมีหน้าที่เพื่อทำให้ผู้อื่นมีความสุขอีกด้วย นี่คือการทำลายตัวตนจากภายนอกสู่ภายใน ปัญญาและเมตตาจึงต้องมีคู่กันเสมอ ดังวิปัสสนาเคียงคู่พรหมวิหารธรรม โบยบินสู่ดินแดนแห่งสันติ เมื่อพบความสันติแล้ว เราก็ถึงบ้าน การเดินทางทั้งหมดสิ้นสุดลงที่ตรงนั้น

7. ความสุขอยู่กับเราเสมอ ไม่เคยจากไปไหน แต่เราถูกกิเลสบังตา กิเลสผลักเราสู่อนาคต และอดีต มันโหยหาบางสิ่งที่ผ่านพ้น สร้างความเจ็บปวดให้ตนเองจากร่องรอยความทรงจำ นอกจากอดีตแล้ว หลายครั้งมันยังผลักเราสู่อนาคตด้วย มันทำให้เรารุมเร้าตนเองด้วยความกลัวซึ่งถูกจินตนาการสร้างขึ้น หากเป็นไปได้จงอยู่กับปัจจุบัน ทำสิ่งใดก็อยู่กับสิ่งนั้น อยู่กับลมหายใจ อยู่กับต้นไม้ใบหญ้า ลองฝึกฝนดู ฝึกให้ตนเองอยู่กับปัจจุบันขณะ กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง เห็นสิ่งที่มอง จดจ่ออยู่กับวัตถุ บุคคล การงานที่อยู่ตรงหน้า สร้างสภาวะรู้ตัวทั่วพร้อมให้เกิดขึ้นเสมอ ๆ ในแต่ละวัน

8. ชีวิตนี้เราไม่ควรใช้ความรุนแรง ไม่ว่าแง่มุมใด เพราะความรุนแรง ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น แต่พูดเช่นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ความอ่อนนุ่มจะดีเสมอไป จำเป็นต้องรู้รักษาสมดุล พอเหมาะคือพอดี พอดีแปลว่า พอแล้วดี จะพอดีได้ ก็ต้องมีดีให้พอเสียก่อน ดีมิใช่ทำดี เพื่อเป็นคนดี แต่เพราะ รู้ว่า ทำดี แล้วจะดี จึงเต็มใจทำ แม้ทำดียังต้องค่อย ๆ ทำ ไม่ใช้ความรุนแรง อย่าตั้งใจทำดีมากเกินไป ไม่เช่นนั้น ยิ่งทำดี จะยิ่งติดดี กลายเป็นความลำบากของชีวิตในรูปแบบใหม่

9. ใกล้ชิดธรรมชาติ อยู่กับความเรียบง่าย คิดถึงตนเองให้น้อยหน่อย คิดถึงผู้อื่นให้มากหน่อย ทำตัวให้เล็ก ๆ เพื่อกลมกลืนกับธรรมชาติ เชื่อเถะว่า ความสุขเป็นของหาง่าย มิใช่ของหายาก แม้จริงใจซื่อสัตย์ต่อกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ความทุกข์ย่อมมาเยี่ยมเรือนใจน้อยลงไปมาก

10. ขอบคุณตนเอง ขอบคุณผู้ที่เคยปกป้องดูแล ขอบคุณต้นไม้ ทะเล ภูเขา สายลม และแสงแดด ที่จริงเราเป็นหนี้บุญคุณธรรมชาติมากมาย อ่อนน้อมถ่อมตนกับธรรมชาติ ใส่ใจสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว เห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม เคยถามตนเองบ้างไหม ว่าจะมีความทุกข์ไปทำไม เมื่อตัวเราเล็กแค่นี้ เมื่อชีวิตคือสิ่งชั่วคราวเช่นนี้ เคยถามตนเองบ้างไหมว่า เราจะโกรธ เกลียด เห็นแก่ตัวเพื่อะไร ทั้งที่สิ่งเหล่านี้คือกองไฟเผาใจ คือของอันตรายทั้งนั้น อะไร ๆ เราก็ยึดไปหมด อะไร ๆ เราก็ท้อไปหมด เคยถามตนเองบ้างไหม ทำไมเราจึงทำร้ายตนเองเช่นนั้น ความสุขไม่เคยไปไหนเลย ยังอยู่กับเราเสมอ เหมือนเสียงความเงียบ

ความเงียบมีอยู่ทุกที
หากไม่พบพาน ลองหยุดนิ่ง แล้วฟัง
ความเงียบแท้จริง ไม่ได้มาจากภายนอก
ความเงียบจากภายนอก ยังมิใช่ความเงียบแท้
ความเงียบที่แท้ ดังก้องจากใจส่วนลึก
เธอเห็นไหม ความสุขแท้จริงอยู่ตรงนั้น…

***ติดต่อ พศิน อินทรวงค์***
วิทยากร/บรรยาย/หนังสือ/บทความ
https://www.facebook.com/talktopasin2013
***ติดตามช่องยูทูป***
พศิน อินทรวงค์ – Pasin Intarawong
https://www.youtube.com/channel/UCccGJ9suemcJiF6WQqxUuGQ

ที่มาเพจ พศิน อินทรวงค์ (https://www.facebook.com/talktopasin2013)

สายมูห้ามพลาด!! ‘วันอมาวสี’ เดือนละครั้ง!! ขอเงินพระจันทร์เรียกทรัพย์เข้ากระเป๋า ทำได้ง่ายๆ

วันอมาวสี หรือ วันขอเงินพระจันทร์ (New Moon) ตรงขึ้น 1 ค่ำของทุกเดือน เป็นช่วงเวลาที่พระจันทร์กำลังก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่ เป็นวันที่พลังงานของพระจันทร์ (จันทราเทพ) มีพลังมากที่สุด และสามารถส่งพลังได้ดีที่สุดนั่นเอง หากเราคิดหวังสิ่งใด สวดขอพรอธิษฐานได้อย่างเต็มที่

หลายคนมีความเชื่อเรื่องวันอมาวสี ขอเงินพระจันทร์ ว่าหากเรามีเงินเต็มกระเป๋า และมีความสุขในวันเริ่มต้นนี้ ก็จะทำให้เราพบเจอสิ่งดีๆ ไปจนอีก 30 วันที่พระจันทร์ใหม่จะมีขึ้นอีกครั้ง

วันขอเงินพระจันทร์ ขอโชคลาภ ในปี 2567 โดยได้วันดังต่อไปนี้ที่สามารถสวดขอพรขอโชคลาภได้ ตามวันเวลาดังกล่าว

  • วันที่ 11 มกราคม 2567 เวลา 18.57 น.
  • วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 05.59 น.
  • วันที่ 10 มีนาคม 2567 เวลา 16.00 น.
  • วันที่ 9 เมษายน 2567 เวลา 01.21 น.
  • วันที่ 8 พฤษภาคม 2567 เวลา 10.22 น.
  • วันที่ 6 มิถุนายน 2567 เวลา 19.38 น.
  • วันที่ 6 กรกฎาคม 2567 เวลา 05.57 น.
  • วันที่ 4 สิงหาคม 2567 เวลา 18.13 น.
  • วันที่ 3 กันยายน 2567 เวลา 08.56 น.
  • วันที่ 3 ตุลาคม 2567 เวลา 01.49 น.
  • วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567เวลา 19.47 น.
  • วันที่ 1 ธันวาคม 2567 เวลา 13.21 น.

เคล็ดลับการขอเงินพระจันทร์

  1. สถานที่ ไหว้ในบ้าน ที่เป็นกลางแจ้ง มองเห็นทองฟ้า และหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
  2. เตรียมกระเป๋าสตางค์(ใส่เงินไว้ตามกำลัง) สมุดบัญชี กระเป๋าสะพาย/เป้ ตั้งไว้ตรงหน้า
  3. เตรียมกระถางธูป และจุดธูป 21 ดอก (ไหว้พระจันทร์ 15 ดอก พระอาทิตย์ 6 ดอก)
  4. จากนั้นสวดคาถาขอพรพระจันทร์

คาถาขอพรพระจันทร์

ตั้งนะโม 3 จบ

โอมจันทร์โสมา เทวา นะมะฮา (15 จบ)

คาถามหาลาภ

นะมามีมา มะหาลาภา อิติพุทธัสสะ สุวัณณังวา ระชะตังวา มะณีวา ธะนังวา พีชังวา อัตถังวา ปัตถังวา เอหิ เอหิ อาคัจเฉยยะ อิติมีมา นะมามิหัง (สวด 3 จบ)

5. จากนั้นให้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก แบมือออก แล้วนึกถึงเงินและความสำเร็จที่ต้องการว่าอยู่ในมือแล้ว และกำมือ นำใส่กระเป๋าสตางค์ สมุดบัญชี และกระเป๋าสะพาย เป็นอันเสร็จพิธี

***ห้ามใช้เงินที่ใส่ไว้ในการทำพิธีตลอดคืน ไม่จำเป็นต้อง 24 ชั่วโมง แต่ให้ข้ามคืนไปจนถึงเช้า**

การขอเงินพระจันทร์นั้นมีในทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง โดยเราสามารถทำได้ในทุกเดือน เพื่อเสริมพลังการเงินของเราให้แข็งแกร่งขึ้น

  • เคล็ดลับวิธี เปิดทรัพย์ รับโชควันนี้
    เราต้องนำกระเป๋าตังค์ใบเดิม หรือใบใหม่ และไม่ขาด ไม่ชำรุด ไม่รั่ว อันนี้สำคัญมาก ทำความสะอาดกระเป๋า จัดเรียงธนบัตรให้ดี จำนวนเงินใส่เลขที่เป็นมงคล จัดเรียงเอกสาร ให้เรียบร้อย บัตรเครดิต ธนบัตรต่างๆ ให้ดี

21 เมษายน วันสถาปนา ‘กรุงเทพมหานคร’

ย้อนกลับไปในสมัยที่เกิดเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. 2310 หลังจากนั้นมีการกอบกู้อิสรภาพจากพม่า โดยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ครั้นสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ต่อมาสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ขึ้นเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่1) ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2325 ต่อมาในวันที่ วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 เป็นวันเริ่มก่อตั้งศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร

พร้อมทั้งพระราชทานนามพระนครใหม่ว่า “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์” เป็นชื่อเมืองที่ยาวที่สุดในโลก มีความหมายว่า “พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร อันเป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นนครที่ไม่มีใครสามารถรบชนะ มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้ว 9 ประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง มีพระราชนิเวศน์ใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้”

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทรงเปลี่ยนจาก ‘บวรรัตนโกสินทร์’ เป็น ‘อมรรัตนโกสินทร์’ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2514 รัฐบาลได้รวม จังหวัดพระนคร และ จังหวัดธนบุรี เข้าด้วยกัน เป็นนครหลวงกรุงเทพธนบุรี และในปี 2515 เปลี่ยนชื่อเป็น กรุงเทพมหานคร

ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร เป็นศาลที่สร้างขึ้นมาพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ตามธรรมเนียมพิธีพราหมณ์ว่า ก่อนที่จะสร้างเมืองจะต้องทำพิธียกเสาหลักเมืองในที่อันเป็นชัยภูมิสำคัญ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองที่จะสร้างขึ้น ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครตั้งอยู่บริเวณมุมด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของท้องสนามหลวง ตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง ถนนหลักเมือง แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

จุดสำคัญของศาลหลักเมืองคือ เสาหลักเมือง ซึ่งได้กระทำพิธียกเสาขึ้นเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 เดิมทีเสาหลักเมือง มีเพียงศาลาปลูกไว้กลางแดดกันฝนเท่านั้น จนชำรุดลงอย่างมากในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงโปรดเกล้าฯให้ทำขึ้นใหม่อีกเสาหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานครมีเสาหลักเมือง 2 ต้น นับจากนั้นเป็นต้นมา

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ได้โปรดเกล้าให้กระทำพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 เวลา 6.54 นาฬิกา การฝังเสาหลักเมืองมีพิธีรีตองตามพระตำราที่เรียกว่า พระราชพิธีนครฐาน ใช้ไม้ชัยพฤกษ์ทำเป็นเสาหลักเมือง ประกับด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ที่มี เส้นผ่าศูนย์กลางวัดที่โคนเสา 29 เซนติเมตร สูง 187 นิ้ว กำหนดให้ความสูงของเสาหลักเมืองอยู่พ้นดิน 108 นิ้ว ฝังลงในดินลึก 79 นิ้ว มีเม็ดยอดรูปบัวตูม สวมลงบนเสาหลัก ลงรักปิดทอง ล้วงภายในไว้เป็นช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาเมือง

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าให้ขุดเสาหลักเมืองเดิม และจัดสร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่ชำรุด เป็นแกนไม้สัก ประกับนอกด้วยไม้ชัยพฤกษ์ 6 แผ่น สูง 108 นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง 70 นิ้ว บรรจุดวงเมืองในยอดเสาทรงมัณฑ์ที่มีความสูงกว่า 5 เมตร และอัญเชิญหลักเมืองเดิม และหลักเมืองใหม่ ประดิษฐานในอาคารศาลหลักเมืองที่สร้างใหม่ มียอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาว ได้แบบอย่างจากศาลหลักเมืองกรุงศรีอยุธยา เมื่อปีพุทธศักราช 2395

ศาลหลักเมืองได้รับการปฏิสังขรณ์อีกหลายครั้ง ในปี พ.ศ. 2523 มีการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมการเฉลิมฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ 200 ปี พ.ศ. 2525 ศาลหลักเมืองได้รับการบูรณะอย่างสวยงาม ด้านทิศเหนือจัดสร้างซุ้มสำหรับประดิษฐานเทพารักษ์ทั้ง 5 คือเจ้าพ่อหอกลอง เจ้าพ่อเจตคุปต์ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และพระกาฬไชยศรี มีการจัดละครรำ ละครชาตรี ให้ผู้ต้องการบูชา ว่าจ้างรำบูชาศาลหลักเมืองอยู่ด้านข้าง

ที่มาต้นฉบับ – voicetv, MuseumThailand

นางสงกรานต์ประจำปี 2566 มีนาม “กิมิทาเทวี” ขี่ควาย เกณฑ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ประกาศ ‘นางสงกรานต์ ปี 2566’ นาม ‘กิมิทาเทวี’ ทรงพาหุรัดทัดดอกจงกลนี อาภรณ์แก้วบุษราคัม พระหัตถ์ขวาทรงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายทรงพิณ ขี่ควายเป็นพาหนะ เกณฑ์ธัญญาหาร บริบูรณ์ อุดมสมบูรณ์

นางสงกรานต์ กิมิทาเทวี

ตำนานของสงกรานต์ มีปรากฏในศิลาจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) โดยเล่าถึงความเป็นมาของประเพณีสงกรานต์ เป็นอุบายเพื่อให้คนโบราณได้รู้ว่าวันมหาสงกรานต์ คือวันที่พระอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามสุริยคติว่าตรงกับวันใด โดยสมมุติผ่านนางสงกรานต์ทั้ง 7 โดยเทียบกับแต่ละวันในสัปดาห์ โดยจะมีนาม อาหาร อาวุธ และสัตว์ที่เป็นพาหนะที่แตกต่างกัน

สำหรับนางสงกรานต์ทั้ง 7 นั้น เป็นธิดาของท้าวกบิลพรหม หรือท้าวมหาสงกรานต์ มีหน้าที่อัญเชิญพระเศียรของท้าวกบิลพรหมเวียนรอบเขาพระสุเมรุ และอัญเชิญไปประดิษฐานถ้ำคันธุลี ในเขาไกรลาศ เมื่อครบ 1 ปี หรือวันที่เวียนมาถึงวันมหาสงกรานต์ ธิดาทั้ง 7 ก็จะผลัดกันมาอัญเชิญพระเศียรของท้าวกบิลพรหม หรือผู้เป็นบิดาออกแห่

ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะว่า ก่อนที่ท้าวกบิลพรหมจะตัดพระเศียรตัวเองเพื่อบูชาธรรมบาลกุมาร ได้บอกว่า พระเศียรของตนนั้น หากตั้งไว้ในแผ่นดินไฟก็จะไหม้ทั่วโลก หากทิ้งในอากาศฝนก็จะแล้ง และถ้าทิ้งในมหาสมุทรน้ำก็จะแห้ง จึงได้ให้ธิดาทั้ง 7 นำพานมารองรับพระเศียรที่ถูกตัด และให้นำไปแห่รอบเขาพระสุเมรุ และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเรื่อย ๆ นั่นเอง

โดยธิดาทั้ง 7 องค์ ได้แก่

  1. นางสงกรานต์ทุงษเทวี นางสงกรานต์ประจำวันอาทิตย์
  2. นางสงกรานต์โคราดเทวี นางสงกรานต์ประจำวันจันทร์
  3. นางสงกรานต์รากษสเทวี นางสงกรานต์ประจำวันอังคาร
  4. นางสงกรานต์มัณฑาเทวี นางสงกรานต์ประจำวันพุธ
  5. นางสงกรานต์กิริณีเทวี นางสงกรานต์ประจำวันพฤหัสบดี
  6. นางสงกรานต์กิมิทาเทวี นางสงกรานต์ประจำวันศุกร์
  7. นางสงกรานต์มโหทรเทวี นางสงกรานต์ประจำวันเสาร์

ซึ่งนางสงกรานต์ ในปี 2566 นี้ ได้แก่ นางสงกรานต์กิมิทาเทวี มีลักษณะคือ ทัดดอกจงกลนี มีบุษราคัมเป็นเครื่องประดับ ภักษาหาร คือกล้วย และน้ำ อาวุธคู่กาย พระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายถือพิณ เสด็จประทับยืนเหนือมหิงสา (ควาย)

คำทำนายนางสงกรานต์ ปี 2566

  • ปีเถาะ (มนุษย์ผู้หญิง ธาตุไม้) เบญจศก จุลศักราช 1385 ทางจันทรคติ เป็น อธิกมาส ทางสุริยคติ เป็น ปกติสุรทิน
  • วันที่ 14 เมษายน เป็น ‘วันมหาสงกรานต์’ ทางจันทรคติตรงกับวันศุกร์ แรม 9 ค่ำ เดือน 5 เวลา 16 นาฬิกา 01 นาที 02 วินาที
  • วันที่ 16 เมษายน เวลา 20 นาฬิกา 12 นาที 24 วินาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่เป็น 1385 ปีนี้ วันเสาร์ เป็น ธงชัย วันพุธ เป็น อธิบดี วันศุกร์ เป็น อุบาทว์ วันศุกร์ เป็น โลกาวินาศ
  • ปีนี้ วันจันทร์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 500 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 50 ห่า ตกในมหาสมุทร 100 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 150 ห่า ตกในเขาจักรวาล 200 ห่า นาคให้น้ำ 2 ตัว
  • เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ 6 ชื่อ ลาภะ ข้าวกล้าในภูมินาจะได้ 9 ส่วน เสีย 1 ส่วน ธัญญาหาร พลาหาร มัจฉมังษาหาร จะบริบูรณ์ อุดมสมบูรณ์ เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีปัถวี ( ดิน ) น้ำงามพอดี

ต้อนรับสงกรานต์ 2566 “พิ้งกี้ สาวิกา” แต่งองค์ทรงเครื่องจัดเต็ม แปลงโฉมเป็นนางสงกรานต์ “กิมิทาเทวี ราชินีแพรวา ค้ำคูณ” สวยสะดุดตา งดงามราวกับนางในวรรณคดี

พิ้งกี้ สาวิกา จัดเต็ม แปลงโฉมเป็นนางสงกรานต์ กิมิทาเทวี เรียกได้ว่าลุคนี้ของ พิ้งค์กี้ สาวิกา สวยงามเลอค่า อลังการแบบจัดเต็มกันเลยทีเดียว

ภาพจาก Instagram pinkysavika

มัดรวม “คาถาขุนแผน” สุดยอดคาถาแห่งเสน่ห์ เมตตามหานิยม ให้คนรักคนหลง คนไร้คู่ต้องไม่พลาด!!

มัดรวม “คาถาขุนแผน” คาถาขุนแผน เสริมมหาเสน่ห์ ให้คนรักคนหลง คนไร้คู่ต้องรีบท่อง : ความเชื่อเกี่ยวกับเวทมนตร์คาถานั้นอยู่กับคนไทยมาอย่างช้านาน ซึ่งสมัยก่อนเชื่ออย่างมากว่าการท่องคาถาและปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัดสามารถทำให้คาถาเหล่านั้นสัมฤทธิ์ผลขึ้นมาจริงๆ ทำให้มีเกจิและสุดยอดนักไสยศาสตร์ชื่อดังในไทยเกิดขึ้นจนเป็นที่เคารพนับถืออย่างมาก ทว่าในสมัยนี้การนำคาถาเหล่านั้นก็อาจจะมีผลอยู่บ้างแต่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่างครัดเพื่อความขลัง

มัดรวม “คาถาขุนแผน” ท่องก่อนออกจากบ้าน เสริมมหาเสน่ห์ ให้คนรักคนหลง

คาถาหัวใจขุนแผนมหาเสน่ห์

อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วสำหรับ ขุนแผน นักรบหนุ่มแห่งเมืองสุพรรณ นอกจากจะมีฝีมือในการเป็นทหารแล้ว เขายังเป็นตัวพ่อในเรื่องความรักอีกด้วย ว่ากันว่า ขุนแผนที่มีวิชาอาคมมีคาถาทำให้สาวรักสาวหลง ที่ขาดไม่ได้คือ คาถาหัวใจขุนแผนมหาเสน่ห์ ให้ท่องภาวนาคาถานี้ 3 จบ ก่อนจะออกไปพบเจอคน ว่ากันว่าได้ผลดีนักแล

บทสวดคาถาหัวใจขุนแผนมหาเสน่ห์

จันโทอะภกันตะโรปิติ ปิโย
เทวะมนุสสานังอิตภิโยปุริ
โสมะ อะ อุ อุ มะ อะ อิสวาสุ อิกะวิติ

▪︎ หมายเหตุ ให้ภาวนาคาถานี้ 3 จบก่อนออกไปพบคน จะทำให้คนที่ต้องไปพบเกิดความรักใคร่เอ็นดู

๛ คาถาหัวใจขุนแผนมัดใจ

ไม่ได้เล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ งั้นต้องลอง คาถาหัวใจขุนแผนมัดใจ เหมาะสำหรับ สาว ๆ ที่แอบชอบใครอยู่ ลองมาแล้วหลายวิธีก็นกอยู่ อยากมัดใจชายหนุ่มให้อยู่หมัด แต่จะดีที่สุดหากใช้กับคนที่ไม่มีเจ้าของจะได้ไม่มีปัญหาตามมา ซึ่งวิธีท่องคาถาก็ง่ายสุดๆ ใช้สวดภาวนาก่อนนอน เคล็ดลับเวลาสวดให้นึกถึงหน้าหนุ่มที่เราหมายปองเอาไว้ จะช่วยให้เขาคิดถึงเราด้วยนะ แต่อยากได้ผลเร็วสวดเช้าสวดเย็นไปเลย

บทสวดคาถาหัวใจขุนแผนมัดใจ

พุทธัง รัตตะนัง ธัมมัง รัตตะนัง
สังฆัง รัตตะนัง นะผูก โมมัด พุทรัด ธารึง ยะกรึงคะเร โอมสวาหะ

▪︎ หมายเหตุ ใช้สวดภาวนาก่อนนอน ทำให้คนรักคิดถึง

คาถาขุนแผน เสริมมหาเสน่ห์ ให้คนรักคนหลง คนไร้คู่ต้องรีบท่องคาถาขุนแผน เสริมมหาเสน่ห์ ให้คนรักคนหลง คนไร้คู่ต้องรีบท่อง

๛ คาถาหัวใจขุนแผนผูกใจคน

อยากเดินไปไหนก็มีแต่คนหลงรัก ให้ใช้ คาถาขุนแผนผูกใจคน จะเหมาะสมที่สุด จะนำไปใช้กับแฟน เพื่อนที่ทำงาน หรือใช้กับเจ้านาย บอกเลยว่าผูกใจผูกมิตรได้แน่นอน เคล็ดลับคือสวดก่อนนอนวนไปจ้ะ พร้อมทั้งพูดชื่อคนที่เราอยากให้เขารักใคร่เอ็นดูด้วย เวลาเจอหน้าเขาก็แอบทักทายบ้าง ทักทุกวัน ได้ผลชัวร์แน่นอน

บทสวดคาถาหัวใจขุนแผนผูกใจคน

โอมนะโมพุทธะ นะ มะ อะ อุ เอหิชัยยะ เอหิสัพเพชะนา พะหูชะนา เอหิ

▪︎ หมายเหตุ ใช้สวดเมื่อต้องการให้คนทั่วไปรักใคร่ยินดี

๛ คาถาหัวใจขุนแผนสาริกาลิ้นทอง

นิยมสุดๆ กับการท่องเพื่อเสริมเสน่ห์ช่วยเรื่องการพูดจา อยากให้คนรักคนหลงก็ต้องพูดจาอ่อนหวาน พูดเพราะเข้าไว้ แถมท่องคาถานี้ไปอีก เจอใครรับรองว่ามีแต่คนรักใคร่เอ็นดูแน่นอน สายงานใครที่ต้องใช้คำพูดในการเจรจา แอบกระซิบหน่อยว่าถ้าอยากได้ผลชัวร์ให้ท่องคาถานี้พร้อมกับทาลิปสติกไปด้วย

บทสวดคาถาหัวใจขุนแผนสาริกาลิ้นทอง
พุทธา อะเนนา มะลิยา สุสังคะเยมิ
พุทธา อิริมะลิยา สุสังคะเยมิ
พุทธา อิรปะโย เคมะคุณนะ ปักเขสะเมมะมิ
อุนาโลมา ปันนะ วิชายะเต

▪︎ หมายเหตุ ใช้สวดภาวนาหากต้องการให้คนรักใคร่ พูดจาเป็นเสน่ห์

คาถาขุนแผน เสริมมหาเสน่ห์ ให้คนรักคนหลง คนไร้คู่ต้องรีบท่องคาถาขุนแผน เสริมมหาเสน่ห์ ให้คนรักคนหลง คนไร้คู่ต้องรีบท่อง

๛ คาถาขุนแผนเสกขี้ผึ้ง

เป็นคาถาที่ได้รับความนิยมในเรื่องของการเจรจาไม่แพ้กัน ซึ่ง คาถาขุนแผนเสกขี้ผึ้ง เป็นคาถามหาเสน่ห์มากๆ อีกหนึ่งบท จะออกไปพบเจอใคร่ก็มีแต่คนรักใคร่เอ็นดู จะใช้กับคนรักก็ดีเข้าไปใหญ่ ลองท่องวนไปพร้อมกับใช้ขี้ผึ้งหรือลิปสติกทาไปด้วย รับรองว่าแฟนรักแฟนหลง ใครไม่เชื่อต้องลองดูนะ

บทสวดคาถาขุนแผนเสกขี้ผึ้ง

มทุจิตตัง สุวามุปขังทิตสวานิมามัง ปิยังมะมะเมตตา
ชิวหายะมะ ทุรังทะตวาจาจัง สุตทังสุตตะวา
สัพเพชะนาพะ หุชะนาอิตถีชะนาสัมมะนุนะ
พรามมะนา นุนะปะสังสันติ

▪︎ หมายเหตุ ใช้ภาวนากับขี้ผึ้งหรือลิปสติก จะทำให้คนรักเชื่อฟัง เจรจาค้าคล่อง

ภาพจิตรกรรม ขุนแผนกับนางวันทอง

๛ คาถาหัวใจขุนแผนใจอ่อน

ถ้าใครทที่กำลังจีบคนใจแข็งอยู่ละก็ คาถาหัวใจขุนแผนใจอ่อน เหมาะมาก ลองท่องคาถาพร้อมปฏิบัติให้ตรงเป๊ะๆ ตามที่ตำราเขาว่าไว้รับรองว่าเป็นใครก็ต้องใจอ่อนแน่ๆ ใช้ท่องก่อนที่เจอเจ้าหนี้หรือเจ้านาย จะช่วยให้เขาใจอ่อนลงได้ อีกทั้งบทสวดก็ง่ายมากๆ ถ้าอยากลองของว่าจริงไม่จริง ก็ลองท่องดูได้เลย

บทสวดคาถาหัวใจขุนแผนใจอ่อน

ปัญจะมังสิระสังชาตัง นะอตใจ นะกาโร
โหติ สัมภะโวตรีนิกัตวานะ นะ การัง ปัญจะสัมภะวัง

▪︎ หมายเหตุ ใช้ท่องก่อนที่จะพบหรือเจรจากับคนที่เป็นเจ้าหนี้หรือใครก็ตาม จะทำให้ใจอ่อนได้ทุกที

เป็นความเชื่อส่วนบุคคล คาถาเป็นส่วนหนี่ง แต่ให้ดีที่สุดอยากให้คนชอบต้องมาจากการกระทำ กระทำด้วยความจริงใจ ให้เกียรติผู้อื่น จะช่วยเสริมเสน่ห์ให้เราแน่นอน

ยูเนสโก เตรียมยก ‘ประเพณีสงกรานต์ไทย’ เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ชิ้นที่ 4 ของไทย

องค์การยูเนสโก (UNESCO) เตรียมยก ‘ประเพณีสงกรานต์ไทย’ (Songkran in Thailand, traditional Thai New Year festival) เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น เพื่อพิจารณาในที่ประชุม ให้เป็น “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ”ภายในเดือนธันวาคม 2566 นี้

UNESCO Enlists Songkran in Thailand To Consider As the World’s Intangible Cultural Heritage คุณค่าแห่งวัฒนธรรมไทยระบือไกลไปทั่วโลก “ประเพณีสงกรานต์” จ่อขึ้นเป็นมรดกโลก : ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ชิ้นที่ 4 ของไทย
ต่อจาก โขน (ขึ้นทะเบียนในปี 2561)
นวดไทย (ขึ้นทะเบียนในปี 2562)
และโนรา (ขึ้นทะเบียนในปี 2564)

โดย องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้นำ “ประเพณีสงกรานต์” (Songkran in Thailand, Traditional Thai New Year Festival) เข้าสู่บัญชีรายชื่อเบื้องต้น เพื่อการพิจารณาในที่ประชุมในช่วงปลายปี 2566 ให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (Intangible Cultural Heritage – ICH) รอติดตามกันต่อไป

สำหรับประเพณีสงกรานต์ของไทย เป็นวันขึ้นปีใหม่ไทยที่สืบเนื่องมาแต่โบราณ งดงาม และมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม จนเป็นที่รู้จักของชาวโลก ประกอบด้วย

สรงน้ำพระ

1. การสรงน้ำพระ ทั้งที่บ้าน และที่วัด เพื่อความเป็นสิริมงคล รวมถึงการทำบุญตักบาตรไหว้พระ
2. การรดน้ำให้กันและกัน เป็นการอวยพรปีใหม่
3. การรดน้ำผู้ใหญ่ เป็นการไปอวยพรให้ผู้ใหญ่ ที่เคารพ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์
4. การดำหัว เป็นพิธีสงกรานต์ทางภาคเหนือ โดยจะคล้ายกับการรดน้ำผู้ใหญ่ในภาคกลาง เป็นการขอขมาในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไปแล้ว หรือ การขอพรปีใหม่จากผู้ใหญ่
5. การขนทรายเข้าวัด มีความเชื่อว่า เพื่อความเป็นมงคล ให้มีความสุขความเจริญ
6. การละเล่นกีฬาพื้นบ้าน รวมไปถึงวัฒนธรรมในเรื่องของอาหารการกิน

ทั้งนี้ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (Intangible Cultural Heritage – ICH) ไม่ใช่มรดกโลก (World Heritage site) แต่เทียบเท่า “มรดกโลก” เนื่องจากองค์การ UNESCO ได้ระบุไว้ว่า “มรดกโลก” ใช้เรียกเฉพาะสถานที่เท่านั้น เช่น แหล่งโบราณคดี, อุทยานแห่งชาติ เป็นต้น

ขณะที่ ‘มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม’ ใช้เรียกเฉพาะหมวดหมู่ในวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ การปฏิบัติ การเป็นตัวแทน การแสดงออก ความรู้ ทักษะ ตลอดจนเครื่องมือ วัตถุ สิ่งประดิษฐ์ และพื้นที่ทางวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น ซึ่งชุมชน กลุ่มชน และในบางกรณีปัจเจกบุคคลยอมรับว่า เป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของตน

ทั้งนี้ ‘มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม’ ของประเทศไทย ยังมีอีกหลายรายการเตรียมพิจารณาลงทะเบียนกับองค์การ UNESCO ได้แก่ มวยไทย, ผีตาโขน, กัญญาไทย, อาหารไทย (ข้าวแกง) และข้าวเหนียวมะม่วง เป็นต้น

ศึกถลาง

เชิดชูวีรสตรี ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร

จิตรกรรมศึกถลาง พ.ศ.๒๓๒๘
"อธิษฐาน"
จิตรกรรมศึกถลาง พ.ศ.๒๓๒๘
“อธิษฐาน”

พ.ศ.๒๓๒๘ ขณะที่กรุงรัตนโกสินทร์เพิ่งตั้งมาได้ ๓ ปี พม่าได้กรีธามาถึง ๙ กองทัพ นอกจากทัพหลวงพร้อมด้วยทัพหน้าทัพหนุนมุ่งเข้าบดขยี้กรุงเทพฯแล้ว ยังส่งกองทัพตีตัดกำลังตั้งแต่หัวเมืองฝ่ายเหนือจนจดฝ่ายใต้ ไม่ให้ยกกำลังมาช่วยกรุงเทพฯได้

ทัพที่ตีภาคใต้ลงไปนั้น มีทั้งทัพบกและทัพเรือ เข้ายึดเมืองมะริดที่เป็นเมืองท่าสำคัญของไทยได้เป็นแห่งแรก จากนั้นกองทัพบกเข้าตีเมืองระนอง ชุมพร ไชยา ลงไป ส่วนทัพเรือตีหัวเมืองชายฝั่งลงใต้เช่นกัน

แม้จะมีหลายเมือง อย่าง ชุมพร นครศรีธรรมราช และพัทลุง เจ้าเมืองต่างทิ้งเมืองพาครอบครัวหนีไปซ่อนในป่า พม่าเผาเมืองชุมพรจนราบ เมืองไชยาก็โดนทำลายเช่นเดียวกัน ส่วนนครศรีธรรมราชราษฎรถูกฆ่าตายเกลื่อนกราดโดยเฉพาะผู้ชาย ที่พัทลุงเจ้าเมืองพาครอบครัวหนีเข้าป่าเหมือนกัน แม้พม่าจะไม่ได้ผ่านมาทางนั้น

จิตรกรรมศึกถลาง พ.ศ.๒๓๒๘
"ระดมพล"
จิตรกรรมศึกถลาง พ.ศ.๒๓๒๘ “ระดมพล”

ส่วนที่เมืองถลาง บนเกาะภูเก็ต พระยาพิมลขันธ์ เจ้าเมืองเพิ่งถึงแก่กรรมไม่นาน ทั้งยังติดค้างค่าภาษีอากรที่ทางส่วนกลางให้เจ้าเมืองรับเหมาไปเก็บ กรุงเทพฯได้ส่งพระยาธรรมไตรโลก ผู้สำเร็จราชการหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก ลงไปเร่งรัดหนี้ เมื่อเจ้าเมืองถลางถึงแก่กรรมยังไม่มีเจ้าเมืองใหม่ ผู้สำเร็จราชการจึงเร่งรัดเอาจากคุณจันท์ ผู้เป็นภรรยา และเมื่อคุณจันท์ไม่มีจ่าย พระยาธรรมไตรโลกก็ควบคุมตัวไปกักขังไว้ที่เมืองตะกั่วทุ่ง ตรงข้ามช่องแคบของเกาะภูเก็ตกับแผ่นดินใหญ่ พอพม่ายกมาถึงเมืองตะกั่วทุ่ง คุณจันท์จึงอาศัยช่วงชุลมุนที่พระยาธรรมไตรโลกออกไปสู้ข้าศึกจนตัวตาย หนีกลับไปเมืองถลาง

ขณะกลับไปถึง ชาวเมืองทั้งกรมการเมืองกำลังแตกตื่นเสียขวัญเมื่อรู้ว่าพม่าจะยกมาตี เตรียมพากันหลบหนีเข้าป่า แต่เมื่อเห็นคุณจันท์กลับมา ก็ทำให้ทุกคนมีกำลังใจขึ้น เพราะทุกคนต่างรักใคร่และศรัทธาในตัวนาง
พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ กล่าวว่า

“ฝ่ายยี่หวุ่นแม่ทัพเรือพม่าลงไปตีเมืองตะกั่วป่าตะกั่วทุ่งแตกแล้ว ยกไปถึงเกาะถลางให้พลทหารขึ้นบกแล้วตั้งค่ายล้อมเมืองถลางไว้เป็นหลายค่าย และเมื่อกองทัพพม่าไปถึงเมืองถลางนั้น พระยาถลางถึงแก่กรรมเสียก่อนแล้ว ยังหาได้ตั้งเจ้าเมืองใหม่ไม่ และจันท์ภรรยาพระยาถลางกับน้องหญิงคนหนึ่งชื่อมุก คิดอ่านกับกรมการทั้งปวงเกณฑ์ไพร่พลตั้งค่ายใหญ่สองค่าย ป้องกันรักษาเมืองเป็นสามารถ และตัวภรรยาพระยาถลางกับน้องผู้หญิงนั้น องอาจกล้าหาญมิได้เกรงกลัวย่อท้อต่อข้าศึก เกณฑ์กรมการกับพลทหารทั้งชายหญิงออกระดมยิงปืนใหญ่น้อยนอกค่ายสู้รบกับพม่าทุกวัน ทัพพม่าจะหักเอาเมืองมิได้ แต่สู้รบกันอยู่ประมาณเดือนเศษ พม่าขัดเสบียงอาหารลง จะหักเอาเมืองมิได้ ก็เลิกทัพลงเรือกลับไป”

จิตรกรรมศึกถลาง พ.ศ.๒๓๒๘
"รับพระบรมราชโองการ"
จิตรกรรมศึกถลาง พ.ศ.๒๓๒๘
“รับพระบรมราชโองการ”

“…พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชโองการโปรดให้มีตราออกไปยังเมืองถลาง ตั้งกรมการผู้มีความชอบในการสงครามเป็นพระยาถลางขึ้นใหม่ แล้วโปรดตั้งจันท์ภรรยาถลางเก่าซึ่งออกต่อรบพม่านั้นเป็นท้าวเทพสตรี โปรดตั้งมุกน้องสาวนั้นเป็นท้าวศรีสุนทร พระราชทานเครื่องยศโดยควรแก่อิสตรีทั้ง ๒ คน ตามสมควรแก่ความชอบในการสงครามนั้น…”

ด้วยความสำนึกในคุณงามความดีต่อแผ่นดินของท้าวเทพกษัตรีและท้าวศรีสุนทร นายอ้วน สุระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต จึงได้ชักชวนชาวภูเก็ตพร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ท้าวเทพกษัตรีและท้าวศรีสุนทรขึ้นที่สี่แยกท่าเรือ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๐ ตรงกับวันชัยชนะของชาวถลางเมื่อ พ.ศ.๒๓๒๘ ซึ่งเป็นวันที่พม่าต้องถอยทัพไปจากเมืองถลาง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้เสด็จพระราชดำเนินเปิดอนุสาวรีย์นี้เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๑๐

ต้นฉบับ ► เกร็ดประวัติศาสตร์ v 2

เปิดตราสัญลักษณ์งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ “สมเด็จพระสังฆราช”

เปิดตราสัญญลักษณ์ ฉลองพระชนมายุ ๘ รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก

วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๖ สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้เปิดเผยภาพ ตราสัญลักษณ์ในงานฉลองพระชนมายุ ๘ รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๖

ตราสัญลักษณ์งานฉลองพระชนมายุ 8 รอบ “สมเด็จพระสังฆราช”

คำอธิบายตราสัญลักษณ์งานฉลองพระชนมายุ ๘ รอบ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๖

อักษรพระนาม ออป ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ภายใต้เศวตฉัตรสามชั้นห้อยอุบะจำปาทองตามพระอิสริยยศ ประดิษฐานในกรอบ ลักษณะอย่างเสาศิลาหลักมหาสีมา สื่อความหมายว่าทรงเป็นหลักชัยแห่งพุทธจักรไทย และทรงเป็นเจ้าอาวาส วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

พื้นสีแดงหมายถึงวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันประสูติ มีเลข ๙๖ แสดงพระชนมายุ ผูกผสานเป็นลวดลายแวดล้อมด้วยดอกปทุมขาว ๘ ดอกหมายถึงพระจริยวัตรอันงามบริสุทธิ์ตลอด ๘ รอบพระนักษัตร รองรับด้วยแพรแถบสีชมพูซึ่งเป็นสีเดชแห่งพระชนมวาร และแสดงถึงพระฐานะเจ้าอาวาสพระอาราม ประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังผืนแพรเป็นสีเหลืองหมายถึงตำแหน่ง สกลมหาสังฆปริณายก และเป็นสีอายุแห่งพระชนมวาร บรรจุข้อความบอกงานว่า “ฉลองพระชนมายุ ๘ รอบ ๒๖ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๖”

The Official Design of the Emblem for the Celebrations on the Occasion of His Holiness Somdet Phra Ariyavongsagatayana the Supreme Patriarch of Thailand’s 96th Birthday Anniversary 26th June 2023

The emblem features the Supreme Patriarch’s monogram beneath a royal three-tiered umbrella with golden magnolia and floral tassel decorations. The outer frame is shaped like a sacred temple boundary stone, befitting his service as the lord abbot of Wat Rajabopit, and symbolizing his benevolence and prominence within the Thai Sangha and Buddhist community.

The crimson background of his Sunday birth, and the Thai numeral 96 of his age are presented to mark the milestone of this auspicious occasion. Adorned on both sides of the emblem are 8 white lotuses representing purity as well as his unwavering adherence to Buddhist teachings and conduct throughout his 8 birthday cycles.

The entire design is displayed on an elegant pink silk band that not only commemorates the anniversary but also depicts the temple’s historic association with King Chulalongkorn’s reign. The regal yellow background denotes his prestigious position as Supreme Patriarch. The inscription reads, “Celebrations of His Holiness’s 8 Birthday Cycles 26th June 2023.”

‘ยามอุบากอง’ เช็กฤกษ์ดี วันดีก่อนออกจากบ้าน

….คำว่า “อุบากอง” เดิมทีเป็นชื่อนายทหารเอกของพม่า ซึ่งเข้ามาตีไทยในสมัยต้นรัชกาล กรุงรัตน โกสินทร์นี้เองมีประวัติที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ดังนี้

อุบากอง เป็นนายทหารยศขุนพล ได้คุมกำลังเข้าโจมตี เมืองเชียงใหม่ เมื่อแรม 1 ค่ำ เดือน 5 ปีมะเมีย พ.ศ.2350 คราวที่พระเจ้าปะดุง ยก 9 ทัพมาตีไทยนั่นเอง แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ปรากฏ อุบากองถูกฝ่ายไทยจับกุมตัวได้ คราวนั้นพ่อเมืองเชียงใหม่ ได้คุมตัวอุบากองส่งลงมายังกรุงเทพฯ

เมื่อขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเมีย พ.ศ.2350 สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตน โกสินทร์ จึงสั่งให้สอบสวนอุบากองทันที ปรากฏว่า อุบากองเป็นคนไทย เกิดในเมืองไทย เพราะมีพ่อ เป็นเชื้อสายพม่า แต่แม่เป็นเชื้อสายคนไทยแถบเมืองธนบุรี พระองค์จึงทรงพระเมตตา พระราชทาน เสื้อผ้า และให้นำไปจำขังไว้ที่คุกวัดโพธาราม (วัดพระเชตุพนฯ ในปัจจุบัน)

ระหว่างที่อุบากองกับพวกถูกจองจำ คุมขังที่คุกวัดโพธิ์ เขาได้สอนตำรายันต์ยามยาตรา ให้กับ พรรคพวก ซึ่งยามนี้ สามารถแหกคุกที่คุมขังได้ เมื่อพรรคพวกสามารถเรียนยามยาตราได้ ตามที่ตนบอกแล้ว อุบากองก็ทำพิธีตามหลักโหราศาสตร์ พอได้ฤกษ์งามยามดี จึงสามารถพากัน แหกคุกวัดโพธิ์ หลบหนีไปได้อย่างปลอดภัย โดยอุบากองกับพรรคพวก พากันหลบหนีไปยังเมือง พม่าได้

แต่ยามที่อุบากองบอกกับพรรคพวกนี้นั้น บังเอิญมีนักโทษพม่า ที่เป็นเชื้อสายไทยบางคน ไม่ได้หลบหนีไปด้วย จึงบอกเล่ากับผู้คุมนักโทษ จึงมีการนำมาเล่าเรียนกัน และให้ชื่อยามยาตรานี้ตามผู้ที่สอนวิธีดูให้ว่า “ยามอุบากอง” อนึ่ง ยามดังกล่าว ปรากฏว่า มีผู้นับถือว่า แม่นยำ ได้ผลจริงๆ ด้วย จึงศึกษาเล่าเรียนสืบๆ กัน มาตราบเท่าทุกวันนี้

จากหนังสือ “ประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ – รัชกาลที่ ๓ (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๙๔)” พิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๓ โดยคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย

ยามอุบากอง หรือ ยามพม่าแหกคุก เป็นศาสตร์ที่คนโบราณต่างก็รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มีไว้เพื่อดูว่าวันดี เวลาดีในการทำสิ่งต่างๆ นั้นควรเป็นตอนไหน วันใดจะมีเคราะห์ วันใดจะมีลาภ ล้วนใช้ยามอุบากองบอกเหตุกันทั้งสิ้น

ภาพ – uamulet.com

ยามอุบากอง

ยามอุบากอง ไม่ได้ใช้เป็นเพียงแค่ฤกษ์ยามในการออกเดินทางดั่งเช่นในอดีตเท่านั้น หากยังถูกประยุกต์ กับฤกษ์ยามของการซื้อรถ ฤกษ์ออกรถ หรือเริ่มใช้รถวันแรก ฤกษ์เข้าพบลูกค้า ฤกษ์ออกเดินทาง ทั้งนี้เพราะวันเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับการเดินทางด้วยเช่นเดียวกัน ลักษณะยามอุบากอง ยามอุบากอง ฤกษ์ดี วันดี

ศูนย์หนึ่ง อย่าพึงจร แม้ราญรอน จะอัปรา
สองศูนย์ เร่งยาตรา จะมีลาภ สวัสดี
ปลอดศูนย์ พูลสวัสดิ์ ภัยพิบัติ ลาภบ่มี
กากบาท ตัวอัปรีย์ แม้จรลี จะอัปรา
สี่ศูนย์ จะพูนผล แม้จรดล ดีหนักหนา
มีลาภ ล้นคณนา เร่งยาตรา จะมีชัย

โดยความหมายของกลอน สามารถตีความจากสัญลักษณ์บนตารางได้ดังนี้

ศูนย์หนึ่ง หมายความว่า อย่าเพิ่งเดินทางตอนนี้ อาจจะมีเคราะห์ได้
สองศูนย์ หมายความว่า เป็นฤกษ์ดี ให้รีบเดินทาง แล้วจะมีลาภเข้ามา
ปลอดศูนย์ หมายความว่า จะไม่มีทั้งโชคทั้งเคราะห์
กากบาท หมายความว่า ห้ามเดินทาง เพราะจะประสบกับเคราะห์ร้าย
สี่ศูนย์ หมายความว่า เป็นฤกษ์ดี ให้รีบเดินทาง แล้วจะมีลาภ ประสบความสำเร็จ

● ตัวอย่างที่ 1.
หากเราต้องการเดินทางไปสมัครงานในวันศุกร์ เวลากลางวัน 8:00
เวลาจากตารางยามอุบากอง เท่ากับว่า ได้สี่ศูนย์ คำทำนายคือ จะพูนผล จรดล ลาภมากมี

● ตัวอย่างที่ 2.
หากเราต้องการเดินทางไกลในวันเสาร์ เวลากลางคืน 19:00
เวลาจากตารางยามอุบากอง เท่ากับว่า ได้ศูนย์หนึ่ง คำทำนายคือ อย่าพึงจร แม้ราญรอน จะอัปรา

● ตัวอย่างที่ 3.
หากเราต้องการเดินทางไปหาลูกค้า วันพฤหัสบดี เวลากลางวัน 11:00
เวลาจากตารางยามอุบากอง เท่ากับว่า ได้สองศูนย์ คำทำนายคือ เร่งยาตรา จะมีลาภ สวัสดี ฯลฯ