น่ารักมั๊ย? ตอนเด็กๆแม่อุ้มผม วันนี้แม่แก่แล้วผมจะอุ้มแม่เอง

ลูกชาย​กตัญญู​อุ้มแม่ไปตลาด เพื่อให้แม่มีความสุข​ได้พูดคุยกับคนรู้จัก อุ้มอะไรก็ไม่เท่า อุ้มแม่​ ผู้​มี​พระ​คุณ​กับเรา​ อุ้มแม่ได้บุญมากที่สุด…น่ารักมั๊ย?

แม่แก่แล้วผมจะอุ้มแม่เอง

เป็นภาพความกตัญญูที่ใครได้เห็นต้องซึ้งไปตามๆกัน กับผู้ชายคนนี้ ที่อุ้มพาแม่เที่ยวตลาดเหมือนกับเราตอนเล็ก แม่อุ้มเราเที่ยวตลาด … สลับกัน

พุทธะ

มงคลชีวิตสูงสุดคือ การได้ปรนนิบัติบุพพารี

อานิสงส์การดูแลพ่อแม่ ก่อเกิดผลบุญมากมายมหาศาลเจริญก้าวหน้าตลอดชีวิต.. พระพุทธองค์ตรัสว่า ถ้าบุตรจะพึงวางบิดามารดาไว้บนบ่าสองข้างของตน ประคับประคองท่านให้อยู่บนบ่านั้น ป้อนข้าวป้อนน้ำให้ท่าน ถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่านั้นเสร็จ แม้บุตรจะมีอายุถึง ๑๐๐ ปี และปรนนิบัติท่านเช่นนั้นตลอดชีวิต ก็ยังนับว่าตอบแทนบุญคุณท่านยังไม่หมด…

ยังมีผู้อุปมาไว้ว่า หากเราใช้ท้องฟ้าแทนกระดาษ ยอดเขาพระสุเมรุ แทนปากกา น้ำในมหาสมุทรแทนหมึก เขียนบรรยายคุณของพ่อแม่ จนท้องฟ้าเต็มไปด้วยอักษร ภูเขาสึกกร่อนจนหมด น้ำในมหาสมุทรเหือดแห้ง ก็ยังบรรยายคุณของพ่อแม่ไม่หมด

จากที่กล่าวมาข้างต้น..พระพุทธองค์ตรัสเพื่ออะไร นั่นก็เพื่อจะได้ให้รู้ว่าสิ่งที่เราควรกระทำก่อนจะไปแสวงหานอกบ้านนั้นอยู่ใกล้เราเหลือเกิน แต่เราไม่เคยมองดูคุณค่าอันนี้เลย

บทความ ธรรมทาน ” เมื่อแม่แก่ตัวลง “

เมื่อฉันแก่ตัวลงไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น ขอโปรดเข้าใจฉัน มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกซักนิด ถ้าฉันทำน้ำแกงหกใส่เสื้อตัวเองหรือถ้าฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า ขอให้คิดถึงตอนเธอเด็กๆที่ฉันสอนเธอหัดทำทุกอย่าง

โชคดีที่ได้ดูแลพ่อแม่

ถ้าฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆ ที่เธอรู้สึกเบื่อ… ขอให้อดทนสักนิด อย่าเพิ่งขัดฉัน ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำ ๆ จนเธอหลับ

ถ้าฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลย ยังจำตอนที่เธอยังเล็ก ๆ ได้ไหมฉันยังทั้งกอดทั้งปลอบ เพื่อให้เธอยอมอาบน้ำ

พ่อแม่มีแต่จะแก่ตัวลง

ถ้าฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆโปรดอย่าหัวเราะเยะฉัน จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทน ตอบคำถาม “ทำไม ทำไม” ทุกครั้งที่เธอถามฉันได้ไหม

ถ้าฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหว ขอจงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน เหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดิน ตอนที่เธอยังเล็กๆ

หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่ โปรดให้เวลาฉันคิดสักนิด ที่จริงสำหรับฉัน กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญ ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน ฉันก็พอใจแล้ว

โชคดีที่ได้ดูแลพ่อแม่

ตอนนี้ถ้าเธอเห็นฉันแก่ตัวลง ไม่ต้องเสียใจ ขอให้เข้าใจฉันสนับสนุนฉันให้เหมือนกับที่ฉันสนับสนุนเธอ ตอนเธอเพิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตอนนั้น ฉันพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต

ตอนนี้ ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทางของชีวิตโปรดให้ความรักและความอดทนต่อฉัน ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ สายตาอันฝ้าฟางของฉัน มีแต่ความรักอันหาที่สุดมิได้ ให้เธอ

เราจะเหลือเวลาเท่าไร พ่อแม่มีแต่จะแก่ตัวลง

เมื่อตอนที่เราเป็นเด็ก พ่อแม่ดูแลและเลี้ยงดูอบรมสั่งสอน ตอนนี้พ่อแม่เริ่มแก่ตัวลง เวลาเดินหน้าไปเรื่อย ๆ ที่ผ่านแล้วมันก็จะผ่านเลยไป

 พ่อแม่มีแต่จะแก่ตัวลง

ดังนั้นจึงเป็นโอกาสทอง ที่ลูกๆในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ได้ดูพ่อแม่ เวลาที่พ่อแม่อยู่ข้างกายจึงเป็นเวลาที่มีค่ามากที่สุด ใช้เวลาเหล่านี้กับพ่อแม่ให้คุ้มค่าและมีประโยชน์ที่สุด เพื่อให้คุณได้มีความทรงจำดี ๆ เก็บเอาไว้ และอย่ารอให้มันผ่านไป เพื่อจะได้ไม่มาเสียดายทีหลัง.

ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่

ฟังให้มาก

ตั้งแต่เราเด็กๆ แม้เราจะยังพูดจาไม่เป็นภาษาคน แต่พ่อแม่ก็ยังพยายามฟังและคอยตอบทุกคำถาม โดยไม่แสดงท่าทีรำคาญ พ่อแม่ในวันนี้ก็ต้องการให้คุณทำแบบนั้นเช่นเดียวกัน แม้ท่านจะเล่าแต่เรื่องอดีตวนเวียนไปมา หรือคอยบอกเล่าเรื่องราวที่คุณเห็นว่าไม่ได้เกี่ยวกับตัวคุณสักนิด แต่จงฟัง แค่ตั้งใจฟังท่านเท่านั้น แค่นี้ก็ทำให้ท่านรู้สึกว่า ท่านไม่ได้เป็นคนแก่ที่น่ารำคาญสำหรับคุณแล้ว

กอด

กอดบ่อยๆ

คำพูดหนึ่งที่พ่อแม่มักพูดกันเมื่อลูกยังเป็นเด็กคือ ให้รีบกอดลูกเสียตั้งแต่ตอนนั้น เพราะเมื่อโตขึ้นแล้ว อาจจะไม่ได้มีโอกาสกอดลูกอีก นั่นเป็นเพราะเมื่อโตขึ้น คนส่วนใหญ่รู้สึกเขินอายที่จะแสดงความรักกับพ่อแม่

ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่ท่านต้องการมากที่สุด และเป็นสิ่งที่ลูกทำได้ง่ายที่สุด โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท นอกจากนี้ยังช่วยเยียวยาความเจ็บไข้ได้ป่วยทางใจให้พ่อแม่ได้เป็นอย่างดี เชื่อเถอะว่า ไม่ว่าคุณจะเติบโตไปมากเท่าไหร่ พ่อแม่ก็ยังต้องการอ้อมกอดจากลูกเสมอ

โชคดีที่ได้ดูแลพ่อแม่

เข้าใจธรรมชาติของพ่อแม่

เป็นความจริงที่ว่า ยิ่งพ่อแม่แก่มากขึ้นเท่าไหร่ ท่านก็จะยิ่งทำตัวเป็นเด็กมากเท่านั้น บางครั้งท่านจึงดูเหมือนคนเอาแต่ใจ พูดไม่ฟัง หรือขี้น้อยใจอยู่บ้าง แต่นั่นคือธรรมชาติของพ่อแม่ ก็เหมือนกับตอนคุณเป็นวัยรุ่น ที่มักจะทำตัวติดเพื่อน เรียกร้องความสนใจ หรือแสดงพฤติกรรมต่างๆ ที่ไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ แต่พ่อแม่ก็ยังพยายามทำความเข้าใจและปรับตัวเข้าหาคุณ

ตอนนี้ถึงตาคุณที่ต้องพยายามทำความเข้าใจท่านบ้างแล้ว คุณแค่ต้องควบคุมอารมณ์หงุดหงิด โมโห พยายามตั้งสติเมื่อเห็นท่านทำอะไรที่ไม่ถูกใจคุณ จำไว้ว่า อย่าเผลอใช้คำพูดทิ่มแทงหัวใจพ่อแม่อย่างเด็ดขาด

ล้างเท้าให้พ่อแม่

ขออโหสิกรรมเมื่อทำผิด

เมื่อไหร่ที่เราทำไม่ดีกับพ่อแม่ ไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ก็ตาม จิตใจของเราย่อมจะขุ่นมัว เศร้าหมอง ไม่สบายใจ คิดวกวนแต่เรื่องนั้นอยู่ในหัว ส่งผลให้การงานที่ทำด้อยประสิทธิภาพตามลงไป หากคุณพลั้งเผลอทำไม่ดีกับท่านแล้วรู้สึกเช่นนี้ ลองขอขมาคุณพ่อคุณแม่

โดยบอกกับท่านว่า สิ่งใดที่พลั้งพลาดทำไม่ดีกับพ่อแม่ ทั้งทางกาย วาจา ใจ ลูกขออโหสิกรรม เมื่อท่านยกโทษให้ ความรู้สึกภายในใจของคุณก็จะโล่ง เบา ผ่องใส และเบิกบานขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ

วันพิเศษ

สร้างวันพิเศษ

ในขณะที่คุณออกไปทำงาน พบปะเพื่อนฝูง เจอคนมากหน้าหลายตาทั้งวัน พ่อแม่ที่อยู่บ้าน ได้แต่เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่คุณจะกลับ วนเวียนแบบนี้ซ้ำๆ เป็นกิจวัตรทุกวัน ลองถามตัวเองว่า หากคุณต้องอยู่กับบ้านเฉยๆ และคอยเวลาลูกกลับอย่างนี้จะรู้สึกอย่างไร ดังนั้น เพื่อช่วยให้ท่านไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและเบื่อหน่ายกับชีวิตซ้ำๆ เช่นนี้จนเกินไป

ลองกำหนดวันพิเศษขึ้นมาอย่างน้อยสักหนึ่งวันในสัปดาห์ พาท่านไปกินของอร่อย หรือไปในที่ที่ท่านชอบและรู้สึกผ่อนคลาย เช่น วัด ทะเล น้ำตก หรือถ้าไม่มีเวลา ลองช่วยกันทำอาหาร หรือปลูกต้นไม้ในบ้าน เท่านี้ก็ช่วยเติมเต็มวันดีๆ ให้กับท่านได้ง่ายๆ แล้ว

พ่อแม่

อย่ายัดเยียดความสุข

ไม่ผิดเลยที่ลูกจะอยากให้พ่อแม่มีความสุข ได้กินอะไรดีๆ ได้อยู่ในที่ดีๆ และได้มีชีวิตดีๆ แต่คุณต้องไม่ลืมถามท่านก่อนทุกครั้ง ว่าท่านอยากจะมีชีวิตแบบที่คุณกำลังวาดไว้หรือไม่ เพราะบางครั้งพ่อแม่อาจไม่ได้มีความสุขกับชีวิตแบบนั้นก็ได้ เช่น คุณอยากให้พ่อแม่อยู่ในบ้านหลังใหญ่ ได้ไปเที่ยวเมืองนอก กินอาหารในภัตตาคารหรู

แต่ความจริงแล้ว ท่านอาจจะไม่ชอบใช้ชีวิตแบบนั้นเพราะรู้สึกทำตัวไม่ถูกและไม่เป็นตัวเอง ท่านอาจจะแค่อยากใช้ชีวิตเรียบๆ ในบ้านเล็กๆ ที่อบอุ่น ได้กินอาหารที่ลูกแสดงฝีมือ ไปเที่ยวน้ำตก ชมดอกไม้ ถ่ายรูปภูเขา ในจังหวัดใกล้ๆ โดยมีลูกหลานอยู่กันพร้อมหน้า

ความสุขง่ายๆ ที่เรามองข้าม อาจเป็นความสุขยิ่งใหญ่ของพ่อแม่ก็ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา goodlifeupdate

โชคดีที่ได้ดูแลพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ “ไม่ใช่ภาระ” แต่เป็นหน้าที่ นั่นคือโชคดีของเราแล้ว…

โชคดีที่ได้ดูแล..เพราะพ่อแม่ ไม่ใช่ภาระ

แต่คือพระในบ้าน ผู้ให้กำเนิดชีวิตและเลี้ยงดูเรามาจนเติบใหญ่
หากเราได้รับหน้าที่ เป็นคนดูแลพ่อแม่ ในขณะที่พี่น้องคนอื่นๆ ไม่สนใจ ขอให้คิดไว้ว่า นั่นคือโชคดีของเราแล้ว…

โชคดีที่ได้ดูแลพ่อแม่

โชคดี…ที่ได้มีโอกาสตอบแทนท่านในวันที่ยังมีชีวิตอยู่
โชคดี…ที่ได้ทำหน้าที่ลูก อย่างเต็มที่ และเต็มใจ
โชคดี…ที่ได้มีโอกาส เป็นผู้ทำให้ พ่อแม่สุดที่รัก มีรอยยิ้มได้อีกครั้ง
เห็นมั้ยล่ะคะว่า เรานั้นคือคนโชคดีที่สุด อย่างแท้จริง

โชคดีที่ได้ดูแลพ่อแม่

คนเราทุกคนเมื่อเกิดมาแล้ว จะมีพระผู้ให้อยู่ ๒ ท่านคือ พระคุณพ่อ และ พระคุณแม่ ท่านทั้งสองจะเป็นผู้ให้เราตั้งแต่เกิดโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ เลยเพียงเพื่อให้ลูกนั้นเติบโตมีความสุข มีการศึกษา และเป็นพลเมืองดีดังคำกล่าวที่ว่า

– พ่อแม่เป็นพระพรหมของลูก กล่าวคือ มีความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา

– พ่อแม่เป็นครูคนแรกของลูก กล่าวคือ สอนให้พูด และอบรมความรู้เบื้องต้นให้เลือก – พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก กล่าวคือเป็นผู้มีอุปการะมากมีพระเดชพระคุณมากเป็นเนื้อนา

หวังของพ่อ แม่

เราจะเหลือเวลาเท่าไร พ่อแม่มีแต่จะแก่ตัวลง

“สีลัพพตปรามาส” คืออะไร? หากละไม่ได้ ก็เรียกไม่ได้ว่าเป็น “อริยะ”

“สีลัพพตปรามาส” ความโง่เขลา งมงาย ชั้นต่ำที่สุด หากละไม่ได้ ก็เรียกไม่ได้ว่าเป็น “อริยะ”

“คนส่วนมากเชื่อง่าย และเต็มไปด้วยความกลัว ไม่มีสติปัญญา หรือความรู้เพียงพอ ที่จะควบคุมความเชื่อและความกลัว จึงทำอะไรอย่างงมงาย หรือผลีผลามไปตามอำนาจของความเชื่อและความกลัวเหล่านั้น ในลักษณะง่ายๆ และสะดวกๆ หรือถึงกับใช้คนอื่นทำแทนให้ก็ยังมี เช่น บาปของตัวเองก็ให้คนอื่นช่วยล้างได้ หรือเชื่อว่าความตายเป็นสิ่งที่ผัดเพี้ยนกันไว้ก่อนได้ อายุเป็นสิ่งที่ต่อกันได้ด้วยการทำพิธี และถือว่าอะไรๆที่ตัวกลัวหรือเป็นทุกข์อยู่นั้น ย่อมแก้ได้หมดด้วยพิธีต่างๆในทางศาสนา นี่เป็นตัวอย่างความงมงายชั้นต่ำที่สุด ซึ่งมีอยู่มากมายเหลือที่จะนำมากล่าว

สีลัพพตปรามาส

ส่วนที่สูงขึ้นมาจากนั้น ก็หมายถึง ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายของ…“ข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ” โดยที่แท้แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ..“ขัดเกลากิเลส” เช่น โลภ โกรธ หลง งมงาย ขจัดความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็น“ตัวตน-ของตน” แต่ก็กลับไปประพฤติปฏิบัติไปในทางที่ส่งเสริมความรู้สึกเป็น“ตัวตน-ของตน” ให้เหนียวแน่น ประณีตลึกซึ้งยิ่งขึ้น จนกลายเป็นเรื่องของ “ความศักดิ์สิทธิ์ ความขลัง” ที่จะดลบันดาลให้ตนได้รับสิ่งที่ตนต้องการ…”

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยาย เรื่อง “วิธีลดอัตตา”

สีลัพพตปรามาส

“สีลัพพตปรามาส” คืออะไร? หากละไม่ได้ ก็เรียกไม่ได้ว่าเป็น “อริยะ”

“สีลัพพตปรามาส” คือ การลูบคลำศีลและวัตรให้กลายเป็นของผิดจากความหมายเดิม ข้อนี้หมายถึง การที่เข้าใจผิดในสิ่งหนึ่งจนถึงกับทำสิ่งนั้นซึ่งมีความมุ่งหมายเป็นอย่างหนึ่งให้กลายเป็นอย่างอื่นไป จนผิดความประสงค์เดิม ถึงกับทำสิ่งนั้นให้กลายเป็นของมีมลทินต่ำทรามไป ทั้งนี้ เนื่องมาจากความหลงใหลในสิ่งที่ลึกลับ อัศจรรย์ ที่เข้าใจไม่ได้ มากกว่าที่จะนิยมชมชอบสิ่งที่เปิดเผยชัดเจนเข้าใจได้ เช่น ศีลวัตรข้อปฏิบัติต่างๆในพระศาสนา ซึ่งที่แท้มีไว้เพื่อ..“การขูดเกลากิเลสนำไปสู่ความสงบสุข” กลับยึดถือไปว่า…“เป็นเครื่องมือที่จะทำให้ผู้นั้นกลายเป็นผู้วิเศษมีอำนาจกายสิทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่งเหนือคนธรรมดา” จนถึงกับปฏิบัติด้วยความลุ่มหลง ยังผลให้เกิดขึ้นคือการเสียจริตก็มี นั่นเป็นผลของการลูบคลำศีลวัตร ทำให้กลายเป็นของสกปรกไป.

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ…“ความรู้สึกอันต่ำ” ข้อนี้ ให้เป็น…“ความโง่เขลา”ชนิดหนึ่ง ในบรรดาความโง่เขลาชั้นต้นๆ ที่พระอริยบุคคลชั้นต้นที่สุด คือ พระโสดาบัน จะพึงละเสีย ทรงสอนให้ถือเอากุศลความดีที่ตนกระทำนั่นเองเป็นเครื่องรางสำหรับเป็นเครื่องอุ่นใจปลอบใจให้กล้าหาญ”

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : จากปาฐกถาธรรม เรื่อง “วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม

ตำนานพ่อแก่ “พระฤาษีเดินดง” บูชาดีมีแต่สิริมงคลเข้ามาในชีวิต!!

พ่อแก่ ฤาษี อิทธิฤทธิ์ มหิทธานุภาพ มุ้งเน้นไปในทางส่งเสริมให้บังเกิดความสำเร็จในกิจการงาน เมตตามหานิยม คุ้มครองภยันตราย หากบูชาให้ถูกวิธีคุณก็จะรวยได้อย่างปาฏิหาริย์

พระฤาษีเดินดง

ตำนานพ่อแก่ หรือพระฤาษี ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนในแวดวงศิลปะแขนงต่างๆ ล้วนนิยมเคารพนับถือบูชา เนื่องด้วยเกิดจากความเชื่อที่ว่า ในอดีต พ่อแก่หรือพระฤาษีได้เป็นผู้นำเอาศิลปะ แขนงต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นการร้องรำทำเพลง หรือแม้แต่การร่ายรำ นาฏศิลป์ต่างๆ มาถ่ายทอดให้แก่มนุษย์ได้รับรู้ความงาม ความอ่อนช้อยของศิลปะ รู้จักความอ่อนโยน รู้จักรัก รู้จักเมตตา และการให้อภัย ก่อให้เกิดความสุขแก่มวลมนุษยชาติ

พระฤาษีเดินดง

ดังนั้นศิลปิน หรือผู้เกี่ยวข้องในศิลปะทุกแขนง ในประเทศไทยจึงได้เคารพบูชาพ่อแก่ หรือครูฤาษีว่าเปรียบดังบรมครูแห่งศาสตร์ของการแสดง เมื่อได้บูชาแล้วจะก่อให้เกิดศิริมงคล มีความเจริญก้าวหน้าในด้านการงาน มีเสน่ห์ เมตตามหานิยมในตัว

ความเป็นมาของพ่อแก่,พระฤาษี หรือบางครั้งก็เรียกกันว่า ครูฤาษี ถือเป็นบรมครูแห่งศาสตร์ของการแสดง ตามตำนานกล่าวไว้ว่า พระฤาษีมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด ๑๐๘ องค์ ปางเสมอเถรถือว่าเป็นปางที่มีฤทธิ์มากที่สุดในบรรดาทั้ง ๑๐๘ องค์

คำว่า ฤาษี มาจากคำว่า ฤาษิ แปลว่า ผู้เห็นด้วยความรู้พิเศษอันเกิดจากฌาน ซึ่งสามารถแลเห็นอดีตปัจจุบัน และอนาคตได้ บางครั้งก็เรียกพ่อแก่หรือฤาษีว่า “ตฺริกาลชฺญ” แปลว่า ผู้รู้กาลทั้งสาม นอกจากนี้พระฤาษียังถือว่าเป็นผู้ประทานสรรพวิชาความรู้ ทั้งมวลแก่มนุษยชาติ เนื่องด้วยตำราทางโหราศาสตร์ และตำราทางเทววิทยา กล่าวไว้สอดคล้องกันว่า พระพฤหัสบดีถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นอาจารย์แห่งสรรพวิชาความรู้ทั้งมวล

พระฤาษี

ความเป็นมาของ “วันครู”

เนื่องด้วยพระอิศวรมหาเทพ ร่ายพระเวทให้ฤาษี ๑๙ ตน ป่นเป็นธุลี แล้วห่อด้วยผ้าสีแก้วไพฑูรย์ ประพรมด้วยน้ำอมฤต บังเกิดเป็นเทวราช มีสีกายดั่งแก้วไพฑูรย์ มีวิมานบุษราคัม ทรงกวางทองเป็นพาหนะ รักษาเขา พระสุเมรุด้านทิศตะวันตก มีร่างกายแสดงด้วยสัญลักษณ์ของฤาษีจึงมีปัญญาบริสุทธิ์ เฉลียวฉลาด พูดจาไพเราะเสนาะหู เป็นอาจารย์แห่งสรรพวิชาความรู้ทั้งมวลรวมถึงเป็นอาจารย์ของเหล่า เทพเทวดา จึงให้ถือว่าวันพฤหัสบดีอันแสดงด้วยสัญลักษณ์ของฤาษีเป็นวันครูจึงมีการไหว้ครูกัน ในวันนี้ ซึ่งมีสืบทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน

วิธีบูชาพ่อแก่

หมากพลู ๙ คำพวงมาลัยของมะลิใส่พานน๊ะตั้งบนหิ่งที่สูง เตรียมนํ้าเปล่าสะอาด ๑ แก้วด้วยแล้วใช้ธูปบูชา ๕ ดอก ใช้บูชาพ่อแก่ จุดธูปแล้วว่าคาถาบูชาพ่อแก่

พระฤาษีเดินดง

นะโม ตัสสะ พะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุท ตัสสะ ( ๓ จบ)
อุกาสะ อิมัง อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา อาจาริยัง สัพพะสัยยัง วินาสสันติ สิทธิการิยะ
อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม ทุติยัมปิ อิมัง อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา อาจาริยัง สัพพะสัยยัง
วินาสสันติ สิทธิการิยะ อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม ตะติยัมปิ อิมัง อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา
อาจาริยัง สัพพะสัยยัง วินาสสันติ สิทธิการิยะ อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม

แหล่งท่องเที่ยว อําเภอร่อนพิบูลย์ นครศรีธรรมราช

อุดมสินแร่ เมืองแม่เศรษฐี ผลไม้พันธุ์ดี
มีปศุสัตว์ เกจิหลวงพ่อ ใบพ้อสานพัด
ดุกย่างรสจัด ทิวทัศน์รามโรม

อำเภอร่อนพิบูลย์ ได้ชื่อมาจาก “บ้านร่อน” ด้วยเหตุที่ราษฎรส่วนใหญ่มีอาชีพร่อนแร่ขาย เมื่อมีการจัดตั้งแขวงขึ้น จึงได้ใช้ชื่อว่า “ร่อนพิบูลย์” และยังมีความหมายบ่งบอกถึงดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยสินแร่ สถานที่ที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจใน อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

หมู่บ้านทำพัดใบกะพ้อ

หมู่บ้านทําพัดใบกะพ้อ

ตั้งอยู่ที่ริมทางหลวงหมายเลข ๔๐๓ จาก อําเภอเมือง ระยะทาง ๔๐ กม. เป็นหมู่บ้านที่ ชาวบ้านใช้เวลาว่างจากงานประจํา ในอดีตพัดใบกะพ้อ ใช้ประโยชน์ในการพัดลมคลายความร้อนเพียงอย่างเดียว หลังจากสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ ได้จัดตั้งเป็นกลุ่มผู้ผลิตพัดใบกะพ้อ ก็ได้ส่งเสริมให้มีการทำผลิตภัณฑ์จากพัดใบกะพ้อ ย้อมเป็นสีต่างๆ สวยงาม ใช้เป็นของที่ระลึกในเทศกาลต่างๆ

พัดใบกะพ้อ

การนำพัดใบกะพ้อ มาตกแต่งเป็นดอกไม้ประดับแจกัน ตั้งโต๊ะรับแขก หรือกระเช้าของขวัญ
การนำพัดใบกะพ้อมาตกแต่งในเทศกาลต่างๆ เช่นตกแต่งกระทง ตกแต่งขบวนหรมฺบ
นอกจากนั้นวิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช ได้นำพัดใบกะพ้อมาใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบการแสดง และนำมาประยุกต์เป็นเครื่องประดับในการแต่งกายของนักแสดง “ ระบำพัดใบกะพ้อ ” ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมและอนุรักษ์ สืบทอดอาชีพทำพัดใบกะพ้อ ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

วัดร่อนนา

ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ตําบลร่อนพิบูลย์ วัดร่อนนาเคยเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองมาแล้วในอดีต สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุง ศรีอยุธยา มีพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรเป็น โบราณวัตถุที่สําคัญ จัดเป็นพระพุทธรูปที่ สวยงามมาก เป็นที่สักการะบูชากราบไหว้ ของชาวร่อนพิบูลย์ชาวนครศรีธรรมราช และ จังหวัดใกล้เคียง

 น้ําตกแม่เศรษฐี

น้ําตกแม่เศรษฐี

อยู่ในพื้นที่หมู่ที่ ๗ ตําบลร่อนพิบูลย์ ห่างจากถนนเอเชีย ตามทางหลวง หมายเลข ๔๐๓ ประมาณ ๑ กิโลเมตร เป็นน้ําตกขนาดเล็ก มีลานหินกว้าง แอ่งน้ําบริเวณชั้นล่างเหมาะสมที่จะ เล่นน้ํามากที่สุด บริเวณน้ําตกยังมีรีสอร์ทและร้านอาหารไว้บริการอีกด้วย

น้ําตกคูหาสวรรค์

น้ําตกคูหาสวรรค์

อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ําตกโยง น้ําตกมีทั้งหมด ๗ ชั้น มีน้ำไหลตลอดทั้งปี มองสภาพน้ำตกคล้ายหินก้อนใหญ่มาตั้งอยู่ตรงกลางน้ำตกน้ำไหลลงมาทั้งสองข้าง มีหน้าผาที่สูงชัน มองลงมาจะเห็นทิวทัศน์ที่สวยงาม ของอำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอ พระพรหม อำเภอเชียรใหญ่ การเดินทางจากตลาดอําเภอร่อนพิบูลย์ ใช้เส้นทางเดียวกันกับทางขึ้นเขา รามโรม ระยะทาง ประมาณ ๑๑ กิโลเมตร และเดินเท้าต่ออีกประมาณ ๔๐๐ เมตร

น้ำตกวังศิลารักษ์

น้ำตกวังศิลารักษ์ (วังอ้ายควาย)

จากตลาดร่อนพิบูลย์ เลี้ยวซ้ายที่บ้านเถกิงใช้ เส้นทางเดียวกับทางเข้าเขารามโรม น้ําตกมีด้วยกัน ทั้งหมด ๓ ชั้น แต่ละชั้นมีความสวยงามแตกต่างกัน ริมแอ่งน้ําบางช่วงมีลักษณะเป็นหาดทรายที่ร่มรื่นด้วย

ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ริมน้ําตกมีร้านอาหารและเครื่องดื่มไว้บริการนักท่อง เที่ยว นอกจากนี้ตรงทางเข้าน้ําตกยังมีร้านขายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มแม่บ้าน ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อเป็นของฝากอีกด้วย

ยอดเขารามโรม

เขารามโรม

เป็นเทือกเขาและมีพื้นที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติน้ําตกโยง ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อําเภอทุ่งสง อําเภอนาบอน อําเภอ ลานสกา อําเภอร่อนพิบูลย์ และอําเภอช้างกลาง เป็นเทือกเขาสูงสลับซับ ซ้อนทอดยาวตามแนวเหนือใต้ได้แก่ เขาเหมน เขาทง เขาวังหีบ เขาพระ เขาหลวง เขาโยง เขารามโรม เขาปากแพรก เขาปลายเปิก และเขาคูหา มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ประกอบด้วยทิวทัศน์และน้ําตกที่สวยงามหลายแห่ง ด้วยกัน เช่น ยอดเขาเหมน ยอดเขาคูหาสวรรค์ น้ําตกโยง น้ําตกปลิว น้ําตกคลองจัง น้ําตกหนานเตย น้ําตกหนานปลิว น้ําตกหนาวโจน น้ําตกคูหาสวรรค์

วัดเทพนมเชือด

วัดเทพนมเชือด

วัดเทพนมเชือด ชื่อเดิม “วัดป่าเทพนมเชือก” คณะศรัทธาสร้างไว้เมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา สร้างแล้วไม่นานก็เป็นวัดร้าง จนมีคนมาพบเมื่อปีพ.ศ.๒๓๑๐ ภายในวัดมีถ้ำพระราหู เป็นถ้ำหินปูนลักษณะเหมือนปากราหู มีหยดน้ำไหลออกมาจากผนังถ้ำ จึงมีการทำบ่อน้ำ เพื่อรองรับน้ำที่ไหลออกมาไปทำเป็นน้ำพระพุทธมนต์

วัดเทพนมเชือด

ถ้ำพระราหู มี ๒ ถ้ำ ถ้ำที่ ๑ มีขนาดใหญ่ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปะท้องถิ่น จำนวน ๑๒ องค์ ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างพร้อมกันในสมัยที่สร้างพระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ถ้ำที่ ๒ จะมีขนาดเล็กกว่าถ้ำที่ ๑ สันนิษฐานว่าถ้ำพระราหูจะเป็นที่พักแรมของคนสมัยก่อนตอนเดินทาง เพราะอยู่ในเส้นทางเดินโบราณและมีหลักฐานปรากฏอยู่

วัดเขาน้อย

วัดเขาน้อย

วัดเขาน้อยยังมีรอยพระพุทธบาทจำลอง เป็นรอยพระพุทธบาทโบราณที่ให้ชาวนครได้กราบไว้บูชา นอกจากนี้ยังมีหลวงพ่อองค์ดำ พระที่ศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐานอยู่ในศาลาเจ้าจอม
วัดนี้ยังมีประเพณีที่สำคัญที่ได้สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ประเพณีตักบาตรเทโว จัดขึ้นในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน๑๑ ของทุกปี และประเพณีแห่พระขึ้นธาตุในวันเพ็ญเดือน ๓ ของทุกปี

วัดเขาน้อย  ร่อนพิบูลย์

วัดเขาน้อยเป็นวัดที่มีความสำคัญโดดเด่นในด้านประวัติศาสตร์ และที่สำคัญเป็นวัดที่สร้างและบูรณะขึ้นมาใหม่ โดยเจ้าจอมสว่าง ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เจ้าจอมสว่าง เป็นเจ้าจอมในสมัยราชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นธิดาของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย ณ นคร หลานพระเจ้าตากสิน มหาราช มารดาคือ หม่อมราชวงศ์หญิง นรินทราวกุล)

ภายในวัดเขาน้อยมีพระธาตุเจดีย์ ที่บรรจุพระสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานให้เจ้าจอมสว่าง มาประดิษฐานที่วัดเขาน้อย เพื่อให้พุทธสาสนิกชนกราบไว้บูชา

วัดถลุงทอง

วัดถลุงทอง

ตั้งอยู่ที่ บ้านถลุงทอง ต.วัดถลุงทอง อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช เป็นวัดที่มีความเงียบสงบ ร่มเย็น เพราะตั้งอยู่ห่างจากถนสายหลักกว่า ๙ กิโลเมตร ระหว่างการเดินทางไปที่วัดถลุงทอง จึงเต็มไปด้วยสวนผลไม้ของชาวบ้าน ขณะเดียวกันชาวบ้านในละแวกนั้นจะให้ความเคารพนับถือพ่อท่านคลิ้งมาก เนื่องจากท่านเป็นพระที่มีเมตตาสูง และมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย

พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง

หลวงปู่คลิ้งเคร่งในพระธรรมวินัยมาตั้งแต่เริ่มบวช เป็นคนพูดจริง ทำจริง ดำรงชีวิตอย่างสมถะ มีจิตใจเมตตาและเอื้ออารีย์ต่อคนทั่วไป จึงได้รับความเคารพนับถือจากชาวบ้าน หลวงปู่คลิ้งมีอายุถึง ๑๐๔ ปี โดยเมื่อละสังขารแล้วสรีระของท่านไม่เปื่อยสลาย ทางวัดบรรจุภายในโลงแก้ว

กําแพงเมือง นครศรีธรรมราช ประวัติศาสตร์อันยาวนาน

กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช เป็นเครื่องแสดงถึงความเก่าแก่ ความแข็งแกร่ง ความเจริญรุ่งเรืองและประวัติศาสตร์อันยาวนาน

กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ริมถนนราชดําเนิน เดิมเป็นกําแพงที่ก่ออิฐถือปูนทั้งสี่ด้าน มีเชิงเทิน ใบเสมา มีป้อมมุมที่มุมกําแพงทั้งสี่ด้าน กําแพงทางด้านมีประตู เมืองทางทิศเหนือ คือ ประตูชัยเหนือ หรือ “ประตูชัยศักดิ์” และประตูเมืองทางทิศใต้ คือ ประตูชัยใต้ หรือ “ประตูชัยสิทธิ์” ขนาดของเมืองวัด ตามกําแพงเมืองยาว ๒,๒๓๘.๕๐ เมตร กว้าง ๔๕๖.๕๐ เมตร

กำแพงเมือง นคร ( กำแพงเมือง  มีหลักฐานตามตำนาน กำแพงชั้นแรกสุดเดิมของเมืองคอน คือ “กำแพงเมืองพระเวียงหรือเมืองกระหม่อมโคก” มีลักษณะทำเป็นแบบปักเสาพูนดิน สร้างในสมัยพระเจ้าศรีธรรมโศกราช โดยชาวอินเดียฝ่ายใต้และมอญในสมัยที่เรียกเมืองนครว่า “ตามพรลิงค์” เมื่อ พ.ศ. ๑๑๙๘ / ประทุม ชุ่มเพ็งพันธุ์ – ภาพโดย เมืองคอน.com )

การสร้างกำแพงเมืองนครศรีธรรมราช  ปรากฏหลักฐานจากตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ว่าสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช  เมื่อตั้งเมืองขึ้นที่หาดทรายแก้ว   แล้วจึงสร้างกำแพงเมืองเป็นกำแพงดิน  มีคูล้อมรอบ  สันนิษฐานว่ามีการบูรณะกำแพงเมืองส่วนต่าง ๆ กันมาหลายครั้ง  ทุกครั้งคงพยายามรักษาแนวกำแพงเดิมไว้ใน  พ.ศ.๑๙๕๐ สมเด็จพระราเมศวรแห่งกรุงศรีอยุธยาตีล้านนาไทยได้ ได้กวาดต้อนผู้คนมาไว้ที่เมืองนครศรีธรรมราช

กำแพงเมืองเมืองเก่า นครศรีธรรมราช

ชาวล้านนาไทยจึงนำเอาแบบอย่างการสร้างกำแพงเมืองมาจากเมืองเชียงใหม่ มาซ่อมกำแพงเมืองนครศรีธรรมราช โดยทำเป็นกำแพงแบบปักเสาพูนดินในราว  พ.ศ.๒๑๐๐ เมื่อชาวโปรตุเกสนำวิธีการสร้างแบบก่ออิฐและตั้งฐานปืนใหญ่เข้ามากำแพงเมืองนครศรีธรรมราชคงถูกดัดแปลงเป็นกำแพงก่ออิฐขึ้น เพื่อให้เป็นป้อมปราการที่แข็งแรง

กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช

..ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นายช่างวิศวกรและสถาปนิกของฝรั่งเศสเข้ามาเมืองไทย   จึงมีการสร้างกำแพงเมืองตามแบบชาโต  (Chateau) กำแพงเมืองนครศรีธรรมราชที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นกำแพงเมืองที่สร้างขึ้นสมัยพระนารายณ์มหาราช โดยวิศวกรชาวฝรั่งเศสนามว่า เดอ ลามาร์ มีลักษณะผังสี่เหลี่ยม รวม ๑๐ ประตูเมือง ได้แก่

๑.ประตูชัยใต้ (ชัยสิทธิ์)
๒.ประตูหลังพระ
๓.ประตูท่าชี
๔.ประตูท้ายวัง
๕.ประตูท่าม้า

กำแพงเมืองนครศรีธรรมราช

๖.ประตูชัยเหนือ (ชัยศักดิ์)
๗.ประตูโพธิ์ (๑)
๘.ประตูลอด
๙.ประตูยม และ
๑๐.ประตูลัก (โบราณเรียกประตูผี)​

กำแพงเมือง นคร

วิศวกรเดอ ลามาร์ เคยกล่าวถึงเมืองนครศรีธรรมราชไว้อย่างน่าสนใจว่า ”นครศรีธรรมราช คือ เมืองเก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งในตะวันออก เมื่อก่อนเคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรที่มีชื่อเดียวกัน เมืองนครศรีธรรมราชมีผังเมืองยาวและแคบมาก ตั้งอยู่บนสันทรายที่แยกตัวออกจากที่ลุ่ม ความยาวของสันทรายจากเหนือถึงใต้ และสภาพของสันทรายทำให้เมืองนครแข็งแรง” (จากบทความคุณค่าจากแผนที่เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งสำรวจและจัดทำโดย ม.เดอ ลามาร์ เมือ พ.ศ.๒๒๓๐ โดยคุณภูธร ภูมะธน)

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยซึ่งตรงกับสมัยที่พระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) ครองเมืองนครศรีธรรมราช ได้มีการซ่อมกำแพงอีกครั้งราวปี พ.ศ. ๒๓๒๗

เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)

เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ครั้งเป็นพระยาสุขุมนัยวินิต ข้าหลวงสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลนครศรีธรรมราช   สั่งให้รื้อกำแพงเมืองซึ่งชำรุด แต่ยังคงเห็นรูปทรงและใบเสมาชัดเจน เอาอิฐมาทำถนนที่เลียบริมกำแพงด้านในทุกด้าน

กำแพงเมืองเมืองเก่า นครศรีธรรมราช

ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ทำการซ่อมกำแพงเมือง ที่หลงเหลือ ปัจจุบันมีแนวกําแพง เมืองที่หลงเหลืออยู่เป็นแนวขนานไป กับคูเมืองตั้งแต่ประตูชัยเหนือหรือ ประตูชัยศักดิ์ ไปทางตะวันออก
ยาวประมาณ ๑๐๐ เมตร ใบเสมาและแนวป้อมจึงยังคงปรากฏให้เห็น ส่วนด้านอื่น ๆ นั้น พังทลายเห็นเพียงซากอิฐหรือดินเท่านั้น

ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ทำการซ่อมกำแพงด้านทิศเหนือเพียงบาง ส่วน ใบเสมาและแนว ป้อมจึงยังคงปรากฏให้เห็น ส่วนด้านอื่น ๆ นั้น พังทลายเห็นเพียงซากอิฐหรือดินเท่านั้นกำแพงเมืองนครศรีธรรมราช เป็นเครื่องแสดงถึงความเก่าแก่ ควนแข็งแกร่ง ความ เจริญรุ่งเรือง และประวัติศาสตร์อันยาวนาน
ความสำคัญต่อชุมชน

“เจดีย์ยักษ์” วัดพระเงิน วัดร้างเมืองนครศรีธรรมราช

เจดีย์ยักษ์ เป็นเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่  เจดีย์ประธานของวัดพระเงิน (วัดร้างเมืองนครศรีธรรมราช) เริ่มจากฐานเขียงซ้อนลดหลั่นกัน รองรับฐานบัวคว่ำบัวหงานซ้อนกัน

เจดีย์ยักษ์ เป็นเจดีย์ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า ๗๐๐ ปี เจดีย์สูงใหญ่เป็นอันดับ ๒ รองจากองค์พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช อยู่ข้างสํานักงาน เทศบาลนครนครศรีธรรมราช และ วิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช บริเวณวัด เจดีย์เดิมซึ่งร้างไปแล้ว สันนิษฐานว่า สร้างโดยโคทคีรี เศรษฐีชาวมอญ กับ บริวารที่อพยพหลบภัยมาอาศัยเมือง นครศรีธรรมราช เมื่อประมาณ ปี พ.ศ.๑๘๐๐-๑๙๐๐

เจดีย์ยักษ์

ตำนานยักษ์สร้างเจดีย์  ตามตำนานของพระเจดีย์ยักษ์ เล่าว่าสมัยที่พระเจ้าศรีธรรมโศกราช กำลังทรงสร้างพระบรมธาตุอยู่นั้น มียักษ์ตนหนึ่งมาท้าแข่งขันกับพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ว่าจะลองแข่งขันการสร้างเจดีย์กันว่าของใครจะสูงกว่ากัน

การก่อสร้างก็เสร็จสิ้นลงผลก็คือพระบรมธาตุสูงกว่าเจดีย์ของยักษ์ ทำให้ยักษ์โกธรมากจึงถีบยอดเจดีย์ที่ตนสร้างจนยอดหักกระเด็นไปตกอยู่ที่แห่งหนึ่ง เรียกว่า ทุ่งสยาม (ทุ่งหยาม) ดังนั้นพระเจดีย์นี้ยอดจึงหักมาจนปัจจุบัน

เคยเล่ากันมาว่า “แต่โบราณนั้นมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธ์มากอยู่หน้าพระเจดีย์ยักษ์ เมื่อถึงวันดีคืนดีจะมีเป็ดทองคู่หนึ่งว่ายน้ำเล่นวนไปวนมาอยู่ในบ่อน้ำ”

เจดีย์ยักษ์

เมื่อพิจารณาเหตุผลจากตำนาน อาจสันนิษฐานว่าเป็นเจดีย์ที่พวกลังกามาสร้างไว้ เพราะพวกลังกาและพวกทมิฬมีรูปร่างสูงใหญ่บึกบึน ผิวดำ ผมหยิกหน้าดุ ชาวนครอาจเปรียบเทียบเป็นพวกยักษ์ไป

ส่วนที่เอาเรื่องการสร้างเจดีย์มาผูกเป็นตำนานเทียบพระบรมธาตุเจดีย์นั้น คงเป็นเพราะเจดีย์ยักษ์และพระบรมธาตุต่างเป็นเจดีย์ที่สูงใหญ่ รูปทรงคล้ายคลึงกันและต่างก็เป็นศรีสง่าแก่ “เมืองนครศรีธรรมราช” ด้วยกัน

หลวงพ่อเงิน

ด้านหน้าพระเจดีย์มีวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปั้นนั่งองค์ใหญ่อยู่ในวิหาร เป็นฝีมือช่างสมัยอยุธยา เชื่อกันว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก เรียกพระเงิน หรือ หลวงพ่อเงิน (สมัยก่อนเป็นสีเงินทั้งองค์) เชื่อกันว่าเดิมหล่อด้วยเงิน

 

พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช มรดกที่มีชีวิต

“เมือง ๑๒ นักษัตร” นครศรีธรรมราช มีเมืองบริวารมากถึง ๑๒ เมือง เป็นเมือง เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ในอดีต

และยังเป็นเมืองศูนย์กลางการศาสนา โดยมีพระบรมธาตุเจดีย์ วัดมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ โดยเฉพาะพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า “พระเขี้ยวแก้วเบื้องซ้าย” เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นสง่าเป็นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนครฯ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั่วโลกมาอย่างยาวนานนับพันปี และมีการเรียกนครศรีธรรมราชว่า “เมืองพระ” มาจนถึงปัจจุบัน

พระเขี้ยวแก้วเบื้องซ้าย

พระเขี้ยวแก้วเบื้องซ้าย (ความลับพระบมธาตุเจดีย์นครฯ “พระเขี้ยวแก้วเบื้องซ้าย” บนยอดสูงสุดภายในปลียอดพระธาตุ – ภาพโดย : ไพฑูรย์ อินทศิลา)

จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เสนอวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร (พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช) เพื่อขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลก ต่อองค์การยูเนสโกเพื่อเข้าสู่บัญชีเบื้องต้น และได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเบื้องต้น เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๖ ในฐานะแหล่งมรดกที่มีชีวิต

 พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช

เนื่องจากวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ถือเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมของชาวนครศรีธรรมราช มีประเพณีที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาต่อเนื่องตลอดทั้งปี และประชาชนทั่วประเทศ ที่ยังคงมีการสืบสานวัฒนธรรมประเพณี และมีการประกอบกิจกรรมร่วมกับประชาชนในชุมชนมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน อาทิ การจัดงานประเพณี มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ ,วิสาขบูชา , บุญสารทเดือนสิบ , ชักพระออกพรรษา , บุญให้ทานไฟ เป็นต้น

มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ

โดยเฉพาะประเพณี “มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ” เป็นประเพณีที่เก่าแก่ตามคติความเชื่อมแต่ครั้งโบราณที่ว่า “หากจะทำบุญหรือกราบไหว้บูชาให้ได้กุศลจริง ๆ จะต้องปฏิบัติหน้าพระพักตร์หรือใกล้ชิดพระพุทธองค์ให้มากที่สุด แต่เมื่อพระพุทธองค์เสด็จเข้าสู่ปรินิพพานแล้ว การได้ทำบุญกราบไหว้พระพุทธรูป พระเจดีย์ ยิ่งถ้าเป็นพระบรมธาตุเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าก็ เสมือนว่าได้ทำบุญหรือกราบไหว้บูชาอย่างใกล้ชิดกับพระพุทธองค์เช่นเดียวกัน”

พระเจ้าศรีธรรมโศกราช

เมืองนครศรีธรรมราช เมืองที่มีอดีตอันยาวนาน ผ่านวันเวลามีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แสดงถึงการดำรงอยู่ของชุมชน ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์สืบมาจนถึงปัจจุบัน ผ่านความเจริญรุ่งเรือง มาหลายยุคหลายสมัย มีศิลปวัฒนธรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม มีภูมิปัญญาท้องถิ่น และขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองนครศรีธรรมราช ที่สืบทอดรักษาไว้จนถึงกาลปัจจุบัน…

กำเนิด ความเชื่อ ประเพณีบุญสารทเดือนสิบ ประเพณีแห่งความกตัญญูกตเวที

ประเพณีสารทเดือนสิบ เป็นประเพณีสำคัญคู่บ้านคู่เมืองนครศรีธรรมราช มาช้านาน เมื่อกล่าถึง “งานเดือนสิบ” แล้วใคร ๆ ก็นึกถึงเมืองนคร ลูกหลานชาวนครศรีธรรมราช ที่จากภูมิลำเนาไปอยู่ไกลบ้าน ไกลเมือง เมื่อถึงช่วง “เดือนสิบ” ก็จะเริ่มกลับบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อร่วมงานประเพณีสารทเดือนสิบโดยทั่วหน้ากัน

ประเพณีสารทในพระพุทธศาสนา พบว่า มีกำเนิดจากความเชื่อเรื่องการทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตาย คัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท บันทึกไว้ว่า

ผีเปรต

ครั้งหนึ่ง.. เปรตผู้เป็นญาติทั้งหลายจึงแสดงเสียงเสียงโอดครวญน่าสะพรึงกลัวก่อกวนพระเจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งแคว้นมคธ จึงได้กราบทูลอาราธนาสมเด็จพระศาสดา และนิมนต์คณะสงฆ์ไปรับมหาทาน ที่พระราชนิเวศน์เพื่อทำพิธีอุทิศส่วนกุศลแก่หมู่ญาติของพระองค์ เมื่อเสร็จภัตกิจแล้ว พระเจ้าพิมพิสาร ทรงถวายผ้าและไทยธรรมต่างๆ และทรงอุทิศพระราชกุศลแก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ

ในครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบันดาลให้พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยบริวาร เห็นว่าหมู่ญาติที่ล่วงลับไปแล้วนั้น อันได้ไปเกิดเป็นเปรต มีสภาพเช่นไร และหลังจากได้รับผลบุญที่อุทิศไปให้แล้วนั้นมีสภาพเป็นเช่นไร

พระเจ้าพิมพิสาร ได้ทำบุญอุทิศให้กับเปรต

และในขณะที่พระเจ้าพิมพิสารทรงหลั่งน้ำทักษิโณทกนั้น มีสระโบกขรณีที่เต็มไปด้วยดอกปทุมอันสวยงามได้บังเกิดขึ้น ทันใดเมื่อบรรดาเปรตเหล่านั้นได้ดื่มกินน้ำ ก็สามารถบรรเทาความกระหาย

ครั้นเมื่อได้อาบน้ำนั้น พลันให้ได้มีผิวพรรณเหลืองอร่ามดุจทองคำเนื้องาม ร่างกายที่ผิดปรกติพิกลพิการไม่สมประกอบ กลับคืนดังคนปกติ ครั้นเมื่อได้รับอาหาร คาว-หวานอันเป็นทิพย์ ก็ทำให้ร่างกายที่ผ่ายผอมนั้นกลับสมบูรณ์มีน้ำมีนวลขึ้น

จึงเป็นที่มาของการอุทิศส่วนบุญโดยมีน้ำกรวด

แต่ว่า เปรตเหล่านั้นก็ยังมิได้มีเครื่องห่อหุ้มร่างกายพระเจ้าพิมพิสารจึงได้กราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ควรจะทำประการใด

ผีเปรต

พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบว่า ให้ถวายผ้าสบง จีวร และผ้านิสีทนะแด่พระภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าพิมพิสารเมื่อได้ฟังดังนั้นแล้ว ทรงรีบรับสั่งให้บริวารจัดหาผ้านุ่ง ผ้าห่ม ผ้ารองนั่ง มาถวายแด่คณะพระภิกษุซึ่งมีพระบรมศาสดาเป็นประมุข จากนั้นแล้ว พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงอุทิศผลบุญนี้แก่หมู่เปรต

ครั้นเมื่อเปรตทั้งหลายได้รับผลบุญแล้วเปล่งสาธุการออกมา จึงได้พากันเข้าไปอยู่ในวิมาน และเมื่อพระเจ้าพิมพิสารได้เห็นอานิสงส์ของการทำทานและอุทิศส่วนกุศลผลบุญแก่หมู่ญาตินี้แล้วทรงมีความอิ่มเอม ยินดี เลื่อมใสและศรัทธาในการทำทานนี้มากยิ่งนัก

พระเจ้าพิมพิสาร

ในครั้งนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงอนุโมทนาด้วยพระคาถาอันปรากฏใน “ติโรกุฑฑสูตร” ตอนหนึ่งว่า ..

อทาสิ เม อกาสิ เม ญาติมิตฺตา สขา จ เม เปตานํ ทกฺขิณํ ทชฺชา ปุพฺเพ กตมนุสฺสรํ ฯ

” บุคคลมาระลึกถึงอุปการะที่ท่านผู้นี้ได้ทำให้แก่ตน ในกาลก่อนว่า ได้ให้สิ่งนี้แก่เรา ผู้นี้ได้ทำกิจของเรา ผู้นี้เป็นญาติ เป็นมิตร เป็นเพื่อนของเรา ควรให้ทักษิณาทานเพื่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว”

โดยความหมายนั้นคือ.. “เราควรระลึกถึงบุญคุณผู้ที่เคยมีอุปการคุณ อันได้แก่ บิดา มารดา หรือญาติมิตรผู้ล่วงลับ และควรได้อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลแก่หมู่ญาติมิตรนั้นๆ โดยการให้ทักษิณาทาน”

 นรก

เชื่อกันว่า เหล่าสัตว์นรกที่ได้เห็นพี่น้องลูกหลานของตน ทำบุญให้ทานรักษาศีลห้า ศีลแปด ตลอดจนได้บวชลูกหลานไว้ในบวรพระพุทธศาสนาแล้ว ต่างก็พากันยินดีชื่นชมโสมนัส ครั้นแล้วต่างพากันแซ่ซ้องสาธุการและประสาทพรแก่ลูกหลาน ขอให้มีความสุขความเจริญทั้งโลกนี้และโลกหน้า

ตัวอย่างอื่น ๆ ในสมัยพุทธกาลได้แก่

พระสารีบุตรเถระ ได้สร้างกุฎี ๔ หลัง ถวายแก่สงฆ์พร้อมทั้งข้าวและนํ้า แล้วอุทิศส่วนบุญไปให้แก่เปรตที่เคยเป็นมารดา

นางติสสาอุบาสิกา ได้ถวายภัตตาหารและผ้าไตรจีวรแก่พระภิกษุ ๘ รูปแล้วอุทิศส่วนบุญไปให้แก่นางเปรต เป็นผลให้ผู้ที่ได้รับส่วนบุญพ้นจากความเป็นเปรตได้

โดยความเชื่อเรื่องบุญสารทเดือนสิบ เป็นประเพณีที่วิวัฒนาการมาจาก ประเพณี “เปตพลี” ของศาสนาพราหมณ์ อันเป็นประเพณีที่จัดทำขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย ปฏิบัติต่อเนื่องมาในอินเดียก่อนสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์เห็นว่าเป็นประเพณีที่ดีงามจึงอนุญาตให้พุทธบริษัทปฏิบัติสืบเนื่อง

เดือนสิบ

ต่อกันมา จึงก่อเกิดประเพณีและพิธีกรรม เพื่อให้มีพิธีการปฏิบัติเป็นแบบ ยึดถือตามวัฒนธรรมของท้องถิ่น ความเชื่อเรื่องบุญสารทเดือนสิบจึงเป็นสื่อให้เกิดการปฏิบัติสืบทอดต่อกันมา

จนกลายเป็นประเพณีบุญสารทเดือนสิบ ทำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ ผู้ล่วงลับไปแล้ว ด้วยความเชื่อเกี่ยวกับจิตวิญญาณ หลังจากที่ตายไป เชื่อว่าผู้ทำกรรมใดย่อมได้รับกรรมนั้น ทำดีได้ขึ้นสวรรค์ ทำชั่วตกนรก เป็นเปรต

ต้องทนทุกข์ทรมานเพราะผลแห่งบาปที่ทำไว้และ ดำรงชีพอยู่ด้วยการอาศัยส่วนบุญจากการ การอุปการะของญาติพี่น้องหรือผู้อื่น ที่ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ส่วนเดียว จึงจะมีความเป็นอยู่พออยู่ได้ ถ้าไม่มีใครอุทิศไปให้ก็ไม่ได้รับบุญ

ที่มาของ “เปรตเดือนสิบ” ลูกหลานชาวเมืองคอน สะท้อนภูมิปัญญาบรรพบุรุษ

ทำบุญเหอทำบุญวันสารท       ยกหฺมฺรับดับถาดไปร้องไปฮา
พองลาหนมแห้งตุ้งแตงตุ๊กตา ไปร้องไปฮา….สาเสดเวทนาเปรต….เหอ….

ตามตำนานชาวเมืองนครศรีธรรมราช มีความเชื่อตามหลักศาสนาว่าว่าบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว หากทำความชั่วจะตกนรกกลายเป็นเปรต และเมื่อถึงวันแรม ๑ ค่ำเดือนสิบ คนบาปทั้งหลายที่เรียกว่า “เปรต”

ตามความเชื่อจะถูกปล่อยตัวกลับมายังโลกมนุษย์เพื่อมาขอส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่น้องที่อยู่บนโลกมนุษย์ และจะเดินทางกลับไปนรกในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ หากไม่มีใครทำบุญให้ “เปรต” เหล่านั้นก็จะสาปแช่งลูกหลานในตระกูลไม่ให้อยู่เย็นเป็นสุข ไม่มีความเจริญรุ่งเรือง

เนื่องจากถือว่าลูกหลานอกตัญญู ลูกหลานชาวเมืองนครศรีธรรมราชทุกคน จะถูกปลูกฝังและสั่งสอนให้ระลึกถึงงานบุญเดือนสิบ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่ม คนแก่และเด็กเล็ก ก็ต่างมีใจผูกพันระลึกถึงงานบุญเดือนสิบหรือ “ประเพณีชิงเปรต”

ชิงเปรต

ไม่ว่าลูกหลานชาวเมืองนครจะพลัดถิ่นจากบ้านไปทำมาหากินอยู่แดนไกลแห่งหนใด เมืองใดก็ตามแต่ เมื่อใกล้จะถึงเทศกาลเดือนสิบก็จะเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนครแทบทุกคนก็ว่าได้ เพื่อมาร่วมในเทศกาลงานบุญเดือนสิบด้วยความสำนึกที่ถูกปลูกฝังมาแต่เล็กแต่น้อย จนเป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา เป็นมรดกทางวัฒนธรรม คู่บ้านคู่เมืองนครจนถึงปัจจุบัน

ประเพณีเทศกาลงานเดือนสิบถือเป็นกุศโลบายและภูมิปัญญาที่ชาญฉลาดของบรรพบุรุษ ที่จะสั่งสอนลูกหลานในสิ่งที่ควรยึดถือปฏิบัติ รวมทั้งปลูกฝังให้อนุชนรุ่นหลังได้ปฏิบัติสืบทอดต่อๆไป ได้สำนึกถึงบาปบุญคุณโทษ รวมทั้งการแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวที ที่เป็นหัวใจสำคัญ ในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุขแยกประเด็นดังนี้

ชิงเปรต

๑. เพื่อให้ลูกหลานให้รู้สำนึกพระคุณบรรพบุรุษ ที่ได้อบรมเลี้ยงดูลูกหลานมาจนเติบใหญ่ เพื่อมีความกตัญญูกตเวทีและตอบแทนบุญคุณผู้มีพระคุณเป็นคุณสมบัติที่มนุษย์ทุกคนควรมี

๒. ถือเป็นโอกาสได้รวมญาติครั้งใหญ่ ใครที่เดินทางไปอยู่ในที่ห่างไกล ก็จะได้กลับมาพบปะทำบุญร่วมกันสร้างความรักใคร่สนิทสนมสามัคคีกันในหมู่ญาติพี่น้อง

๓. เป็นการนำผลผลิตทางการเกษตรที่ได้รับในปีนี้ไปร่วมทำบุญ เพราะเชื่อกันว่าการนำผลผลิตที่เริ่มออกผลไปทำบุญก่อนกินหรือขายเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

การตั้งเปรต

๔. ฤดูฝนในภาคใต้จะเริ่มขึ้นในปลายเดือนสิบ พระสงฆ์บิณฑบาตลำบากการยกหฺมฺรับ จึงเป็นการจัดอาหารแห้งถวายพระทางวัดได้เก็บรักษาเป็นเสบียงสำหรับพระในฤดูฝน

๕. การจัดงานเฉลิมฉลองและสังสรรค์ รื่นเริงหลังเสร็จฤดูการผลิต ให้ทุกคนได้พักผ่อนหย่อนใจ และมีพลังในการทำงานและดำเนินชีวิตต่อไป

งานเดือนสิบ นครศรีธรรมราช

ดังนั้นในฐานะที่เราทุกคนเป็นอนุชนรุ่นหลัง มีหน้าที่ปฏิบัติสืบทอดประเพณีบุญสารทเดือนสิบอันดีงานนี้ให้คงอยู่ พร้อมทั้งถ่ายทอดขนมธรรมเนียมประเพณีให้กับคนรุ่นต่อไปเฉกเช่นที่บรรพบุรุษเราได้ยึดถือปฏิบัติปลูกฝังอย่างน้อยหากมนุษย์ระลึกถึงเรื่องเปรต ก็จะสำนึกถึงบาปบุญคุณโทษ รวมทั้งการแสดงออก ซึ่งความกตัญญูกตเวที ที่เป็นหัวใจสำคัญ ในการอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างสงบสุขตลอดไป

/ ญาดา พัชระ

ประวัติความเป็นมา งานเดือนสิบ นครศรีธรรมราช

ประเพณีสารทเดือนสิบ เป็นงานบุญประเพณีของคนภาคใต้ ของประเทศไทย โดยเฉพาะ ชาวนครศรีธรรมราช ที่ได้รับอิทธิพลด้านความเชื่อ ซึ่งมาจากทางศาสนาพราหมณ์ โดยมีการผสมผสานกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเข้ามาในภายหลัง

โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญ เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศล ให้แก่ดวงวิญญาณของบรรพชนและญาติที่ล่วงลับ ซึ่งได้รับการปล่อยตัวมาจากนรก ที่ตนต้องจองจำอยู่ เนื่องจากผลกรรมที่ตนได้เคยทำไว้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยจะเริ่มปล่อยตัวจากนรกในทุกวันแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๐ เพื่อมายังโลกมนุษย์ โดยมีจุดประสงค์ในการมาขอส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่น้อง ที่ได้เตรียมการอุทิศไว้ให้เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ล่วงลับ หลังจากนั้นก็จะกลับไปยังนรก ในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐

ช่วงระยะเวลาในการประกอบพิธีกรรม ของประเพณีสารทเดือนสิบ จะมีขึ้นในวันแรม ๑ ค่ำ ถึงแรม ๑๕ ค่ำเดือนสิบของทุกปี แต่สำหรับวันที่ชาวใต้มักจะนิยมทำบุญกันมากคือ วันแรม ๑๓-๑๕ ค่ำ ประเพณีวันสารทเดือนสิบโดยในส่วนใหญ่แล้ว จะตรงกับเดือนกันยายน

งานเดือนสิบ นครศรีธรรมราช

“งานเทศกาลเดือนสิบ” นครศรีธรรมราช จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ ที่สนามหน้าเมือง นครศรีธรรมราช โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อหาเงินสร้างสโมสรข้าราชการซึ่งชำรุดมากแล้ว โดยในช่วงนั้น พระภัทรนาวิก จำรูญ (เอื้อน ภัทรนาวิก) ซึ่งเป็นนายกศรีธรรมราชสโมสร และพระยารัษฎานุประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ร่วมกันจัดงานประจำปีขึ้น พร้อมทั้งมีการออกร้าน และมหรสพต่างๆ โดยมีระยะเวลาในการจัดงาน ๓ วัน ๓ คืน จนกระทั่ง ถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ทางจังหวัดได้ย้ายสถานที่จัดงาน จากสนามหน้าเมืิอง ไปยังสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ๘๔ (ทุ่งท่าลาด) ซึ่งมีบริเวณกว้าง และได้มีการจัดตกแต่งสถานที่ ไว้อย่างสวยงาม

การจัดเทศการงานเดือนสิบ ถือเป็นความพยายามของมนุษย์ ที่มุ่งทดแทน พระคุณบรรพบุรุษ แม้ว่าจะล่วงลับไปแล้วก็ตาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวไทยทุกคน ควรต้องยึดถือปฏิบัติ รวมทั้งปลูกฝังให้อนุชนรุ่นหลัง ได้ปฏิบัติสืบทอดต่อๆไป อย่างน้อย หากมนุษย์ระลึกถึงเรื่องเปรต ก็จะสำนึกถึง บาปบุญคุณโทษ รวมทั้งการแสดงออก ซึ่งความกตัญญูกตเวที ที่เป็นหัวใจสำคัญ ในการอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างสงบสุข ตลอดไป

ความเชื่อของพุทธศาสนิกชน ชาวนครศรีธรรมราช เชื่อว่าบรรพบุรุษ อันได้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย และ ญาติพี่น้อง ที่ล่วงลับไปแล้ว หากทำความดีไว้ เมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ จะได้ไปเกิดในสรวงสวรรค์ แต่หากทำความชั่ว จะตกนรก กลายเป็นเปรต ต้องทนทุกข์ทรมานในอเวจี ต้องอาศัยผลบุญ ที่ลูกหลานอุทิศส่วนกุศลให้ในแต่ละปี มายังชีพ ดังนั้น ในวันแรม ๑ ค่ำเดือนสิบ คนบาปทั้งหลาย ที่เรียกว่า เปรต จึงถูกปล่อยตัว กลับมายังโลกมนุษย์ เพื่อมาขอส่วนบุญ จากลูกหลาน ญาติพี่น้อง และจะกลับไปนรกดังเดิม ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ในวันแรม ๑๕ ค่ำเดือนสิบ โอกาสนี้เองลูกหลาน และผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงนำอาหารไปทำบุญที่วัด เพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที

วันสารท เป็นวันที่ถือเป็นคติ และเชื่อสืบกันมาว่า ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว จะมีโอกาส ได้กลับมารับส่วนบุญ จากญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น จึงมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ไปให้ญาติในวันนี้ และเชื่อว่า หากทำบุญในวันนี้ไปให้ญาติแล้ว ญาติจะได้รับส่วนบุญได้เต็มที่ และมีโอกาสหมดหนี้กรรม และได้ไปเกิดหรือมีความสุข

อีกประการหนึ่ง สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม ทำนาเป็นอาชีพหลัก ในช่วงเดือนสิบนี้ ได้ปักดำข้าวกล้าลงในนาหมดแล้ว กำลังงอกงาม และรอเก็บเกี่ยวเมื่อสุก จึงมีเวลาว่างพอที่จะทำบุญ เพื่อเลี้ยงตอบแทน และขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือแม่พระโพสพ หรือ ผีไร่ ผีนา ที่ช่วยรักษาข้าวกล้าในนาให้เจริญงอกงามดี และออกรวงจนสุกให้เก็บเกี่ยวได้ผลผลิตมาก

ผีเปรต

การทำบุญสารทเดือนสิบ เป็นประเพณีที่ชาวเมืองนครศรีธรรมราช ได้ถือปฏิบัติด้วยศรัทธาแต่ดึกดำบรรพ์ โดยถือเป็นคติว่า ปลายเดือนสิบของแต่ละปี เป็นระยะที่พืชพันธุ์ธัญญาหารในท้องถิ่นออกผล เป็นช่วงที่ชาวเมืองซึ่งส่วนใหญ่ ยังชีพด้วยการเกษตร ชื่นชมยินดีในพืชของตน ประกอบด้วยเชื่อกันว่า ในระยะเดียวกันนี้เปรตที่มีชื่อว่า “ปรทัตตูปชีวีเปรต” จะถูกปล่อยใหัขึ้นมาจากนรก เพื่อมาร้องขอส่วนบุญต่อลูกหลาน ญาติพี่น้อง เหตุนี้ ณ โลกมนุษย์ จึงได้มีการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ไปไห้ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย พี่น้อง ลูกหลาน ที่ล่วงลับไป โดยการจัดอาหารคาวหวาน วางไว้ที่บริเวณวัด เรียกว่า “ตั้งเปรต” ตามพิธีไสยเวทอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้พัฒนามาเป็น “การชิงเปรต” ในเวลาต่อมา

ประเพณีสารทเดือนสิบ มีความมุ่งหมายสำคัญอยู่ที่ การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ กับ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และญาติพี่น้อง ผู้ล่วงลับไปแล้ว แต่ด้วยเหตุที่วิถีชีวิตของชาวนครศรีธรรมราช เป็นวิถีชีวิตแห่งพระพุทธศาสนา ในสังคมเกษตรกรรม จึงมีความมุ่งหมายอื่นร่วมอยู่ด้วย

๑) เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ให้กับ พ่อ แม่ ปู่า ตา ยาย ญาติพี่น้อง หรือบุคคลอื่นผู้ล่วงลับไปแล้ว

๒) เป็นการทำบุญ ด้วยการเอาผลผลิตทางการเกษตร แปรรูปเป็นอาหารถวายพระสงฆ์ รวมถึง การจัดหฺมรับ ถวายพระ ในลักษณะของ “สลากภัต” นอกจากนี้ ยังถวายพระ ในรูปของผลผลิตที่ยังไม่แปรสภาพ เพื่อเป็นเสบียงแก่พระสงฆ์ ในช่วงเข้าพรรษาในฤดูฝน ทั้งนี้เพื่อความเป็นสิริมงคล แก่ตนเอง ครอบครัว และเพื่อผลในการประกอบอาชีต่อไป

๓) เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความสนุกสนานรื่นเริงประจำปี เป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกประเพณี ของชาวนคร แต่ประเพณีนี้มีชื่อเสียงมากที่สุด ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทุกๆ ปี เรียกว่า “งานเดือนสิบ” ซึ่งงานเดือนสิบนี้ ได้จัดควบคู่กับประเพณีสารทเดือนสิบ มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๖ จนถึงปัจจุบัน

วันชิงเปรต

การทำบุญวันสารทเดือนสิบ หรือภาษาท้องถิ่นเรียกว่า วันชิงเปรต นั้น ในเดือนสิบ มีการทำบุญที่วัด ๒ ครั้ง
ครั้งแรก วันแรม ๑ ค่ำ เดือนสิบเรียกว่า วันรับเปรต
ครั้งที่สอง วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบเรียกว่า วันส่งเปรต

การทำบุญทั้งสองครั้ง เป็นการทำบุญที่แสดงถึง ความกตัญญูต่อบุพการีผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยอุทิศส่วนกุศล ไปให้วิญญาณของบรรพบุรุษที่ตกอยู่ในเปรตภูมิ เป็นคติของศาสนาพราหมณ์ ที่ผสมในประเพณีของพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชน นิยมไปทำบุญ ณ วัดที่เป็นภูมิลำเนาของตน เพื่อร่วมพิธีตั้งเปรต และชิงเปรตอาจสับเปลี่ยนกันไปทำบุญ ณ ภูมิลำเนาของฝ่ายบิดาครั้งหนึ่ง ฝ่ายมารดาครั้งหนึ่ง จึงทำให้ผู้ที่ไปประกอบ อาชีพจากถิ่นห่างไกลจากบ้านเกิด ได้มีโอกาสได้กลับมาพบปะสังสรรค์ และรู้จักวงศาคณาญาติเพิ่มขึ้น

ประเพณีปฏิบัติ โดยก่อนวันงาน ชาวบ้านจะทำขนมที่เรียกว่า กระยาสารท และขนมอื่นๆ แล้วแต่ความนิยมของแต่ละท้องถิ่น ในวันงานชาวบ้านจัดแจงนำข้าวปลาอาหารและข้าวกระยาสารทไปทำบุญตักบาตรที่วัดประจำหมู่บ้าน ทายก ทายิกาไปถือศีล เข้าวัด ฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีล นำข้าวกระยาสารท หรือขนมอื่น ไปฝากซึ่งกันและกัน ยังบ้านใกล้เรือนเคียง หรือหมู่ญาติมิตรที่อยู่บ้านไกล หรือถามข่าวคราวเยี่ยมเยือนกัน บางท้องถิ่นทำขนม สำหรับบูชา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม่พระโพสพ ผีนา ผีไร่ด้วย เมื่อถวายพระสงฆ์เสร็จแล้ว ก็นำไปบูชาตามไร่นา โดยวางตามกิ่งไม้ต้นไม้ หรือที่จัดไว้เพื่อการนั้นโดยเฉพาะ

ประเพณีสารทเดือนสิบ

ระยะเวลาของการประกอบพิธีประเพณีสารทเดือนสิบ มีขึ้นในวันแรม ๑ ค่ำ เดือนสิบ แต่วันที่ชาวนครนิยมทำบุญคือ วันแรม ๑๓-๑๕ ค่ำ

การปฏิบัติพิธีกรรมการทำบุญสารทเดือนสอบ มี ๓ ขั้นตอน คือ
๑) การจัดหมฺรับและยกหมฺรับ
๒) การฉลองหมฺรับและการบังสุกุล
๓) การตั้งเปรตและการชิงเปรต

หฺมฺรับ

การจัดหฺมฺรับและยกหฺมฺรับ การจัดเตรียมสิ่งของที่ใช้จัดหมฺรับ เริ่มขึ้นในวันแรม ๑๓ ค่ำ วันนี้เรียกกันว่า “วันจ่าย” ตลาดต่างๆ จึงคึกคักและคลาคล่ำไปด้วยฝูงชนชาวบ้าน จะซื้ออาหารแห้ง พืชผักที่เก็บไว้ได้นาน ข้าวของเครื่องใช้ ในชีวิตประจำวัน และขนมที่เป็นสัญลักษณ์ของสารทเดือนสิบ จัดเตรียมไว้สำหรับใส่หมฺรับ และ สำหรับนำไปมอบใ้ห้ผู้ใหญ่ ที่ตนเคารพนับถือ

การจัดหฺมฺรับ (อ่านว่า หมับ) มักจะจัดเฉพาะครอบครัว หรือจัดรวมกันในหมู่ญาติ และจัดเป็นกลุ่ม ภาชนะที่ใช้จัดหฺมฺรับ ใช้กระบุง หรือ เข่งสานด้วยด้วยตอกไม้ไผ่ ขนาดเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของเจ้าของหฺมฺรับ ปัจจุบันใช้ภาชนะที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ การจัดหฺมฺรับ คือการบรรจุและประดับด้วยสิ่งของ อาหาร ขนมเดือนสิบ ฯลฯ ลงภายในภาชนะที่เตรียมไว้

การจัดหฺมฺรับ

ลักษณะของการจัดหฺมฺรับ
๑) ชั้นล่างสุด จัดบรรจุสิ่งของประเภทอาหารแห้ง ลงไว้ที่ก้นภาชนะ ได้แก่ ข้าวสาร แล้วใส่พริก เกลือ หอม กระเทียม กะปิ น้ำปลา น้ำตาล มะขามเีปียก รวมทั้งบรรดาปลาเค็ม เนื้อเค็ม หมูเค็ม กุ้งแห้ง เครื่องปรุงอาหารที่จำเป็น
๒) ขั้นที่สอง จัดบรรจุอาหารประเภทพืชผักที่เก็บไว้ได้นาน ใส่ขึ้นมาจากชั้นแรก ได้แก่ มะพร้าว ขี้พร้า หัวมันทุกชนิด กล้วยแก่ ข้าวโพด อ้อย ตะไคร้ ลูกเนียง สะตอ รวมทั้งพืชผักอื่นที่มีในเวลานั้น
๓) ขั้นที่่สาม จัดบรรจุสิ่งของประเภทของใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ น้ำมันพืช น้ำมันมะพร้าวน้ำมันก๊าด ไต้ ไม้ีขีดไฟ หม้อ กระทะ ถ้วย ชาม เข็ม ด้าย หมาก พลู กานพลู การบูน พิมเสน สีเสียด ปูน ยาเส้น บุหรี่ ยาสามัญประจำบ้าน ธูป เทียน
๔) ขั้นบนสุด ใช้บรรจุและประดับประดาด้วยขนมอันเป็นสัญลักษณ์ของสารทเดือนสิบ เป็นสิ่งสำคัญของหมฺรับ ได้แก่ ขนมพอง ขนมลา ขนมกง (ขนมไข่ปลา) ขนมบ้า ขนมดีซำ ขนมที่บรรพบุรุษและญาติที่ล่วงลับได้นำไปใช้ประโยชน์

ขนมเดือนสิบ

ขนมเดือนสิบ ขนมพอง เป็นสัญลักษณ์แทน เรือ แพ ที่บรรพบุรุษใช้ข้ามห้วงมหรรณพ เหตุเพราะขนมพองนั้น แผ่ดังแพ มีน้ำหนักเบา ย่อมลอยน้ำ และขี่ข้ามได้
ขนมลา เป็นสัญลักษณ์แทน แพรพรรณ เครื่องนุ่งห่ม เหตุเพราะขนมลา มีรูปทรงดังผ้าถักทอ พับ แผ่ เป็นผืนได้
ขนมบ้า เป็นสัญลักษณ์แทน ลูกสะบ้า สำหรับใช้เล่น ต้อนรับสงกรานต์ เหตุเพราะขนมบ้า มีรูปทรงคล้ายลูกสะบ้า การละเล่นที่นิยมในสมัยก่อน
ขนมดีซำ เป็นสัญลักษณ์แทน เงิน เบี้ย สำหรับใชัสอย เหตุเพราะรูปทรงของขนม คล้ายเบี้ยหอย
ขนมกง (ไข่ปลา) เป็นสัญลักษณ์แทน เครื่องประดับ เหตุเพราะรูปทรงมีลักษณะ คล้ายกำไล แหวน

เดือนสิบ

เหตุผลของการจัดหฺมฺรับ ปลายเดือนสิบ อันเป็นระยะเริ่มฤดูฝน “การอิงศาสภิกษุ” ด้วยพืชผล ที่ยังไม่ได้ปรุงเป็นอาหารคาวหวาน สำหรับขบฉันในทันทีที่ขับประเคนนั้น ชาวเมืองมุ่งหมาย จะให้เสบียงเลี้ยงสงฆ์ในฤดูกาล อันยากต่อการบิณฑบาต และเพื่อมิให้ฉันทาคติบังเกิดแก่ทั้งสองฝ่าย คือสงฆ์ และศรัทธาถวายพืชผักสดแก่สงฆ์ จึงใช้วิธี “สลากภัต” คือจัดใส่ภาชนะตกแต่ง เรียกว่า “สำรับ” หรือ “หฺมฺรับ”

“หฺมฺรับ”(หมับ) หัวใจของการทำบุญเดือนสิบ การจัดหฺมฺรับ เป็นการเตรียมเสบียงอาหารบรรจุในภาชนะ เพื่อนำไปถวายพระสงฆ์ ในช่วงเทศกาลเดือนสิบ เป็นการอุทิศส่วนกุศล ให้แก่บรรพชน หรือญาติพี่น้อง ที่ล่วงลับไปแล้ว ได้นำกลับไปใช้สอยในนรกภูมิ หลังจากถูกปล่อยตัวมาอยู่ในเมืองมนุษย์ช่วงเวลาหนึ่ง และต้องถึงเวลา กลับไปใช้กรรมตามเดิม ฉะนั้น บรรดาลูกหลาน ก็จะต้องจัดเตรียม สิ่งของเครื่องใช้ อาหาร ฯลฯ มิให้ขาดตกบกพร่อง แล้วบรรจงจัดลงภาชนะ ตกแต่งประดับประดา ด้วยดอกไม้ให้สวยงาม เพื่อทำในสิ่งที่ดีที่สุด ให้บรรพบุรุษ ด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความผูกพัน และความกตัญญู

การปฎิบัติตามประเพณีสารทเดือนสิบ ช่องของการทำบุญเดือนสิบ จะมีวันที่ถูกกำหนดเพื่อดำเนินการเรื่อง “หฺมฺรับ” อยู่หลายวัน และจะมีชื่อเรียกแตกต่างกัน กล่าวคือ วันหฺมฺรับเล็ก ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำเดือนสิบ เชื่อกันว่าเป็นวันแรกที่วิญญาณของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ได้รับอนุญาต ให้กลับมาเยี่ยมลูกหลาน ซึ่งลูกหลานจะจัดสำรับ อาหารคาวหวาน ไปทำบุญที่วัด เป็นการต้อนรับ บางท้องถิ่นเรียกวันนี้ว่า “วันรับตายาย”

วันจ่าย

วันจ่าย ตรงกับวันแรม ๑๓ ค่ำเดือนสิบ เป็นวันที่คนนคร ต้องตระเตรียมข้าวของสำหรับจัดหฺมฺรับ โดยไปตลาดเพื่อจัดจ่ายข้าวของเป็นการพิเศษกว่าวันอื่นๆ

วันยกหฺมฺรับ ตรงกับวันแรม ๑๔ ค่ำเดือนสิบ เป็นวันที่ลูกหลานร่วมกันแบกหาม หรือ ทูนหฺมฺรับที่จัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว ไปถวายพระที่วัด อาจจะรวมกลุ่มคน บ้านไกล้เรือนเคียง ไปเป็นกลุ่มตามธรรมชาติ หรือบางทีอาจจะจัดเป็นขบวนแห่เพื่อความคึกคักสนุกสนานก็ได้

วันหฺมฺรับใหญ่ หรือวันหลองหฺมฺรับ. ตรงกับวันแรม ๑๕ ค่ำเดือนสิบ เป็นวันที่นำอาหารคาวหวานไปทำบุญเลี้ยงพระที่วัดครั้งใหญ่ ทำพิธีบังสุกุล อุทิศส่วนกุศลให้บรรพชน และตั้งเปรตเพื่ออุทิศส่วนกุศล ให้วิญญาณที่ไม่มีลูกหลานมาทำบุญให้ ขณะเดียวกัน ก็ทำพิธีฉลองสมโภชหฺมฺรับที่ยกมา

การยกหฺมฺรับ. วันแรม ๑๔ ค่ำ ชาวบ้านจะจำหมฺรับที่จัดเตรียมไว้ ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลที่วัด โดยเลือกวัดที่อยู่ใกล้บ้าน หรือวัดที่บรรพบุรุษของตนนิยม วันนี้เรียกว่า “วันยกหฺมฺรับ” การยกหฺมฺรับไปวัดเป็นขบวนแห่ หรือไม่มีขบวนแห่ก็ได้ โดยนำหฺมฺรับและภัตตาหารไปถวายพระด้วย

การฉลองหฺมฺรับและการบังสุกุล. วันแรม ๑๕ ค่ำ ซึ่งเป็นวันสารทเรียกว่า “วันหลองหฺมฺรับ” มีการทำบุญเลี้ยงพระและบังสุุกุล การทำบุญวันนี้เป็นการส่งบรรพบุรุษและญาติพี่น้องให้กลับไปยังเมืองนรก นับเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง ซึ่งเชื่อกันว่าหากไม่ได้กระทำพิธีกรรมในวันนี้่ บรรพบุรุษพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วจะไม่ได้รับส่วนกุศล ทำให้เิกิดทุขเวทนาด้วยความอดอยาก ลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะกลายเป็นคนอกตัญญูไป

การตั้งเปรต

การตั้งเปรตและการชิงเปรต เสร็จจากการฉลองหมฺรับและถวายภัตตาหารแล้วกก็นิยมนำขนมอีกส่วนหนึ่งไปวางไว้ ตามบริเวณวัด โคนไม้ใหญ่ หรือกำแพงวัด เรียกว่า “ตั้งเปรต” เป็นการแผ่ส่วนกุศล ใ้ห้เป็นสาธารณะทาน แก่ผู้ล่วงลับที่ไม่มีญาติหรือญาติไม่ได้มาร่วมทำบุญได้่ บางวัดนิยมสร้างร้านขึ้น เพื่อสะดวกแก่ตั้งเปรต เรียกว่า “หลาเปรต” (ศาลาเปรต) เมื่อตั้งขนม ผลไม้ และและเงินทำบุญเสร็จแล้ว ก็จะนำสายสิญจน์ที่ได้บังสุกุลแล้ว มาผูกเพื่อแผ่ส่วนกุศลด้วย เมื่อเสร็จพิธีสงฆ์ ก็จะเก็บสายสิญจน์ การชิงเปรตจะเริ่มหลังจากตั้งเปรตเสร็จแล้ว ช่วงนี้เป็นช่วงที่เรียกว่า “ชิงเปรต” ทั้งผู้ใหญ่และเด็กจะวิ่งกันเข้าไปแย่งขนมกันอย่างคึกคักช

หลาเปรต

เพราะความเชื่อว่า ของที่เหลือจากการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ถ้าใครได้ไปกินก็จะได้กุศลแรง เป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และครอบครัว วัดบางแห่งสร้างหลาเปรตไว้สูง โดยมีเสาเพียงเสาเดียว เสานี้เกลาจนลื่นและชะโลมด้วยน้ำมัน เมื่อถึงเวลาชิงเปรต เด็กๆ แย่งกันปีนขึ้นไป หลายคนตกลงมาเพราะเสาลื่น และอาจถูกคนอื่นดึงขาพลัดตกลงมา กว่าจะมีผู้ชนะการปีนไปถึงหลาเปรต ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก จึงมีทั้งความสนุกสนาน และความและความตื่นเต้น ในการทำบุญสารทเดือนสิบ ลูกหลานจะทำขนม หรืออาหารนำไปวางในที่ต่างๆของวัด ตั้งที่ศาลาซึ่งเป็นศาลาสำหรับเปรตทั่วไป และริมกำแพงวัด หรือใต้ต้นไม้

สำหรับเปรตที่ปราศจากญาติ หรือญาติไม่ได้ทำบุญอุทิศให้ หรือมีกรรมไม่สามารถเข้าในวัดได้ พิธีกรรมทำบุญอุทิศส่วนกุศลทำได้โดยการแผ่ส่วนกุศล และกรวดน้ำอุทิศให้ เมื่อเสร็จลูกหลานจะมีการแย่งชิงขนม และอาหารกันที่เรียกว่า “ชิงเปรต” การชิงเปรต เป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้น หลังจากการอุทิศส่วนกุศลแก่เปรต โดยมีพระสงฆ์สวดบังสุกุล พอพระชักสายสิญจน์ที่พาดโยงไปยังอาหารที่ตั้งเปรต ลูกหลานก็จะเข้าไปแย่งเอามากิน ซึ่งของที่แย่งมาได้ถือเป็นของเดนชาน การได้กินเดนชานจากวิญญาณบรรพบุรุษ เป็นความเชื่อที่ถือกันว่าเป็นการแสดงความรัก เป็นสิริมงคล และเป็นกุศลสำหรับลูกหลาน

อย่าล้อเล่นกับวันพระ “ผีเปรต คืนวันพระ” มักออกมาขอส่วนบุญ แต่บางคนอยากเจอ อยากเห็น!! ยังโชคดี แค่”สลบ” แต่ก็บ้ามามากแล้ว อย่าลองเด็ดขาด

อาถรรพ์ วันพระ!! ตัวสูง ปากแหลม มือยาว ตาสีแดง!! เจอแน่ๆ!! หลังเที่ยงคืนวันพระ “ผีเปรต”ใจไม่แข็งพออย่าท้าทาย..ไม่ตาย..ก็บ้า!! #วันพระ”ผีเปรต คืนวันพระ”

“คืนวันพระเริ่ม”

เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ หนูได้ไปทำงานที่จังหวัดสมุทรปราการเป็นงานเย็บผ้า และช่วงกลางคืนจะมีโอทีให้ทำและเป็นธรรมดาที่หนูชอบให้คนเล่าเรื่องผีให้ฟัง ซึ่งหนูก็ถามพี่เอกว่า เคยเห็นผีไหมถ้าเคยเห็นก็ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม

พี่เอก ก็เล่าให้ฟังแต่พวกเราไม่ค่อยเชื่อว่าผีมีจริงหรือไม่ พี่เอกก็แนะนำว่าถ้าอยากเจอ เปรตให้ไปที่วัดชมนิมิตในคืนวันพระเริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงตี ๓ ซึ่งคนที่ฟังพี่เอก เล่ามี ๓ คน มี จันทร์ ต้อย และหนู พี่เอกบอกว่าถ้าไปถึงวัดแล้วให้ก้มลงมองลอด ใต้ขาตัวเองแล้วจะเห็นเปรต

ผีเปรต

“นอนแน่นิ่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์”

พอถึงวันพระหนูกับเพื่อนก็ได้ไปที่วัดชมนิมิต พอไปถึงรู้สึกว่ามันเงียบ อากาศเย็น ลืมบอกไปว่า ต้องอยู่คนเดียว หนูก็พูดกับจันทร์และต้อยว่าเรามาด้วย กัน ๓ คน แต่จันทร์ เป็นผู้ชายให้จันทร์เป็นคนลงมือดีกว่านะ เรามารอจันทร์อยู่ข้าง วินมอเตอร์ไซค์ประมาณสัก ๑๐ นาทีได้ ก็ได้ยินเสียงคนร้องขึ้นมา ซึ่งเราก็จำได้ว่า เป็นเสียงของจันทร์นั่นเอง

จันทร์คงจะเจอดีเข้าแล้วจะเข้าไปหาก็ไม่กล้าเลยตัดสินใจบอก วินมอเตอร์ไซค์ช่วยไปเป็นเพื่อน เมื่อช่วยกันหาก็เห็นจันทร์นอนอยู่ใต้ต้นโพธิ์ เรา ช่วยกันพยุงออกมาแล้วช่วยเรียกแท็กซี่กลับบ้านเราช่วยปฐมพยาบาลจันทร์จนฟื้น

ผีเปรต

“ปากแหลม ตาสีแดง ยื่นมือ”

พอฟื้นแล้วอาการของจันทร์ก็ยังสั่นอยู่ พูดจาไม่รู้เรื่อง หนูกับเพื่อนก็ได้พักที่บ้าน ของจันทร์ เพราะว่ากลัวจนไม่กล้ากลับห้องพักตอนเช้าแม่ของจันทร์ก็พาเขาไป อาบน้ำมนตร์ที่วัดเดิม และก็ได้เล่าให้พระท่านฟังพระท่านก็พูดว่าทีหลังอย่าทำอีก ดีนะที่ไม่เป็นบ้า กว่าอาการของจันทร์จะหายได้ก็ประมาณ ๒ สองอาทิตย์

ผีเปรต

เขาเล่า ให้ฟังว่าพอก้มลงมองลอดใต้ขาตัวเองเขาก็เห็นเปรต ตัวมันสูงมาก ปากแหลม มือยาว ตาสีแดง พอเตรียมตัวจะวิ่งหนีก็วิ่งไม่ออก เพราะเปรตยื่นมือมาจับขาเอา ไว้เขาร้องออกมาเพราะความกลัว จากนั้นก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย

ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ เจ้าของบทความ และที่มาเนื้อหาข้อมูลมา ณ ที่นี้

บอร์ดรวมเรื่องสยองขวัญ ที่มา – AppGeji