อย่าปล่อยให้เวลาเดินไปโดยเปล่าประโยชน์ ค้นพบความชื่นชอบของตัวเองให้เจอ แล้วทำสิ่งที่ใจรัก

การทำสิ่งที่ใจรัก จะช่วยเพิ่มความท้าทาย สีสันในชีวิตคุณให้ไม่ต้องน่าเบื่ออีกต่อไป หากค้นพบความชื่นชอบของตัวเองเจอ ดังนั้นอย่าปล่อยให้เวลาเดินไปโดยเปล่าประโยชน์

โดยไม่ตามหาสิ่งที่คุณรัก แต่หากใครไม่รู้ค้นหาอย่างไรมาดูกัน

 ผู้หญิง

ฟังเสียงหัวใจ

คนหลายคนใช้ชีวิตเพียงแค่ผ่านไปวันๆ เลือกทำสิ่งที่ทำให้ตัวเองไม่เจ็บตัว เหล่านี้คงเป็นชีวิตที่จืดชืดน่าดู ดังนั้น คุณควรค้นหาตัวเองให้เจอดีกว่าหรือไม่ บางทีคุณอาจจะมีความฝันที่อยากจะลงมือทำให้สำเร็จสักครั้งในชีวิต แต่ถ้าใครยังหาคำตอบไม่ได้ ลองตอบคำถามเหล่านี้ดู

หากคุณมีเงินจำนวนมหาศาล โดยไม่ต้องทำงานอีกเลย คุณจะเอาเวลาที่มีไปทำอะไร
อะไรคือสิ่งที่คุณรักที่สุด จนไม่สามารถเสียไปได้

 ผู้หญิง

ชอบทำงานอดิเรกอะไร แล้วทำไมถึงชอบทำ
คุณคิดว่าตัวเองมีพรสวรรค์ด้านใด
หากขอคำแนะนำจากคนรอบข้าง พวกเขาจะให้คำแนะนำในเรื่องอะไร
ในชีวิตคุณจริงจังกับเรื่องอะไรมากที่สุด
อะไรที่คุณคิดว่าทำแล้วออกมาดี

ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

ไม่มีใครค้นพบตัวเอง หรือพบในสิ่งที่รักภายในเวลาอันรวดเร็ว แต่ลองปล่อยเวลาผ่านไปเรื่อยๆ สักระยะ ลองออกจากแบบแผนที่เคยมีมา บางทีอาจทำให้คุณได้ริเริ่มความคิดใหม่ๆ และค้นพบทางที่ตัวเองรักในที่สุด

หัดเป็นคนเสียสละ

แน่นอนว่า “การทำสิ่งที่รัก” และ “การเสียสละ” เป็นของคู่กัน คุณย่อมต้องเสียบางสิ่งเพื่อตามหาสิ่งที่คุณรัก ดังนั้นจงหัดเป็นคนเสียสละ เพราะผลลัพธ์ที่ตามมาย่อมคุ้มค่าแน่นอน

ความสุข

พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

การได้ทำในสิ่งที่รัก แม้จะทำให้ตัวคุณเองมีแรงก้าวเดินไปข้างหน้า แต่หากไร้ซึ่งการพัฒนาก็เป็นอันจบ ดังนั้น คุณควรเป็นคนที่มีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ จนกลายเป็นทักษะชั้นเลิศที่ติดตัวคุณไปนานแสนนาน

 ผู้หญิง

นิยามความสำเร็จให้ตัวคุณเอง

คนที่ทำในสิ่งที่ตนเองรัก พวกเขามักจะคิดอยู่เสมอว่าจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน ดังนั้นคุณควรกำหนดมาตรฐานในชีวิตว่าต้องการให้เป็นอย่างไร ตามแบบฉบับในสิ่งที่คุณรัก

คาถาเงินล้าน  “หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ” ยิ่งศรัทธายิ่งมุ่งมั่นยิ่งสำเร็จผล

คาถาเงินล้าน ยิ่งศรัทธายิ่งมุ่งมั่นยิ่งสำเร็จผล ยิ่งสวดมากยิ่งโชคลาภบังเกิดเพิ่มพูนมากมี

คาถาเงินล้าน เป็นคาถาของ พระราชพรหมยาน หรือ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง ซึ่งหลวงพ่อได้คาถาบทเหล่านี้ โดยตรงจากองค์สมเด็จฯ (องค์ปฐม) ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ เป็นเวลา ๔ ปี จึงจะได้ครบถ้วน ท่านบอกว่าคาถาที่ได้จากกรรมฐาน เขาจะไม่บอกใคร

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๒๗ เวลา ๒๓.๕๙ น. องค์สมเด็จฯ ได้อนุญาตให้ลูกหลาน และพุทธบริษัทใช้ได้เป็นสาธารณะ เพื่อช่วยบรรเทาสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ อีกทั้งการก่อสร้างของวัดท่าซุง จะต้องเร่งรัดให้เสร็จทันฉลองวัดในปี ๒๕๓๒ จึงจำเป็นที่จะต้องใช้คาถาเหล่านี้ช่วย เพื่อพุทธบริษัท และลูกหลานของหลวงพ่อ มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น ในปัจจุบันพระคาถาเงินล้านของท่านได้แพร่หลายและเป็นที่รู้จักเป็นอย่างมาก มีความเชื่อกันว่ายิ่งสวดมากยิ่งได้ลาภมาก

ตามความศรัทธาของแต่ละคน สวดอย่างน้อยวันล่ะ ๙ จบ แต่จะให้ดี อย่างน้อย ๓๐ จบ และทำทานทุกวันสม่ำเสมอด้วยความเต็มใจอย่างแท้จริง ถ้าทำได้ว่างเมื่อไหร่ก็ให้สวดเมื่อนั้น ก่อนสวดพระคาถาให้ตั้งจิตให้นิ่ง

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

*** ถ้าติดขัดการเงินแบบหนักหนาสาหัสสากรรจ์เจียนจะตายเสียให้ได้ให้ตั้งใจท่อง พระคาถาวันละ ๑๐๘ จบ

วิธีสวดพระคาถาเงินล้าน (ตั้ง นะโม ๓ จบ )

สัมปะจิตฉามิ นาสังสิโม พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม มิเตภาหุหะติ พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิทถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม สัมปะติจฉามิ เพ็ง ๆ พา ๆ หา ๆ ฤา ๆ

( บูชา ๙ จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด)

พระราชพรหมยาน

สัมปจิตฉามิ คาถาสนองกลับ

นาสังสิโม คาถาพระพุทธกัสสป

บทแรก“พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ” อันนี้ตัดอุปสรรค ที่ลาภจะมา แต่เขามาบอกว่า มีผลแน่นอน คือว่าแกจะไม่ยอมให้ลูกแกจน พูดง่าย ๆ ก็แล้วกัน พระพุทธเจ้า ก็ทรงยืนยันบอกว่า ให้หมด

บทที่สอง“พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุเม” คาถาบทนี้เป็นคาถาเงินแสนของท่าน

บทที่สาม“มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม”  บทนี้เป็นคาถาปลุกพระวัดพนัญเชิง

บทที่สี่“มิเตพาหุหะติ”เป็นคาถาเงินล้าน

บทที่ห้า“พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม”  เป็นคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า

บทที่หก “สัมปติฉามิ”บทนี้เป็นบทเร่งรัดบทสุดท้าย

บทที่เจ็ด “เพ็ง ๆ พา ๆ หา ๆ ฤา ๆ”  พระปัจเจกพุทธเจ้ามาบอกหลวงพ่อ เมื่อ พ.ย. ๓๓ เป็นภาษาโบราณแต่เทียบกับภาษาไทย อ่านได้อย่างนี้ เป็นคาถามหาลาภมีผลยิ่งใหญ่มาก ทั้งหมดนี้ต้องสวด เป็นบทเดียวกัน

แชร์เป็นธรรมทาน

เคล็ดวิชานี้ใช้ได้ผลมามากมาย ทั้งคนที่ตกงานหางานทำไม่ได้ คนที่เป็นหนี้สิน สิ้นหวังในชีวิต หากท่านทำได้ครบถ้วนทุกประการที่ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำแล้ว รับรองว่าจะได้รู้ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตด้วยตัวเอง

ผ้ายกเมืองนคร คุณค่าควรเมืองนครศรีธรรมราช

“ผ้ายกเมืองนคร” หรือ ผ้ายกนคร ผ้าทอพื้นเมืองของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ทอสืบต่อกันมาแต่โบราณ เป็นผ้าที่ได้รับการยกย่องมาแต่โบราณว่าสวยงามแบบอย่างผ้าชั้นดี สันนิษฐานว่าในสมัยอาณาจักรตามพรลิงค์หรือตัมพะลิงค์ ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณที่มีมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธศตวรรษที่ ๗ และมีศูนย์กลางอยู่ที่นครศรีธรรมราชในปัจจุบัน

ผ้ายกเมืองนคร

ผ้ายกเมืองนคร คงจะมีการทอผ้าอย่างจริงจังแล้ว เพราะยุคนั้นตามพรลิงค์ เป็นเมืองท่าศูนย์กลางการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า และการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม จึงมีการแลกเปลี่ยนรับเอาศิลปวัฒนธรรมจาก จีน อินเดีย และอาหรับ ชาติต่างๆเหล่านี้คงจะนำเอาวิชาการทอผ้ามาถ่ายทอดไว้ ซึ่งทำให้ชาวพื้นเมืองรู้จักการทอผ้าทั้งผืนเรียบและผ้ายกดอก

ส่วนการทอผ้ายกที่ลวดลวดลายสีสันวิจิตรงดงาม คงเพิ่งจะเริ่มทำกันในสมัยอยุธยาตอนปลาย หรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น กล่าวกันว่า ชาวเมืองนครศรีธรรมราชได้แบบอย่างการทอผ้ามาจากแขกเมืองไทรบุรี

โดยในปีพ.ศ. ๒๓๕๔ เมื่อครั้งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ยกกองทัพไปปราบกบฏ ขากลับได้กวาดต้อนครอบครัวเชลย ได้นำพวกช่างฝีมือมาหลายพวกรวมทั้งช่างทอผ้ายก คงเป็นเหตุนี้เองที่เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมกับความรู้ดั้งเดิมโดยใช้กรรมวิธีการทอที่สลับซับซ้อนด้วยความพิถีพิถัน ประกอบกับวัสดุที่นำมาทอเป็นสิ่งที่สูงค่ามีราคา

ผ้ายกเมืองนคร

จึงถือได้ว่าผ้ายกเมืองนครเป็นงานประณีตศิลป์ชั้นเยี่ยมตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนเป็นเอกลักษณ์ของการทอผ้ายกเมืองนครที่ขึ้นชื่อในเวลาต่อมา

จนถึงรัชกาลพระจุลจอมเกล้า เป็นยุคสมัยที่การปกครองบ้านเมืองเป็นปึกแผ่น และสภาพเศรษฐกิจดี ส่งผลให้การทำนุบำรุงศิลปะในแขนงต่างๆ เจริญรุ่งเรือง ผ้ายกเมืองนครเป็นของที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้กับบุคคลสำคัญ เจ้านายและข้าราชบริพารชั้นสูง ใช้สวมใส่เวลาเข้าเฝ้าเป็นการแสดงสถานะของบุคคล

เครื่องมือเครื่องใช้ทอผ้ายกเรียกว่า ‘เครื่องทอหูก’ หรือ ‘เก’ เหมือนกับท้องถ่นอื่นโดยทั่วไป เกมี ๒ ชนิด คือ เกยก ชนิดหนึ่งหนึ่ง กับ เกฝัง อีกชนิดหนึ่ง ชาวบ้านที่มีอาชีพทอผ้ามักสร้าง เก ไว้ใต้ถุนบ้านแทบทั้งสิ้น

ผ้ายกเมืองนคร

ผ้ายกนคร ทอได้หลายชนิดแต่ละชนิดมีลายดอกงดงามเป็นแบบฉบับของตนเอง ที่รู้จักกันดีได้แก่ ผ้าราชวัตร ผ้าตาสมุก ผ้า ผ้าห่ม ผ้าหางกระรอก ผ้าพื้น ผ้าเก็บดอก ผ้าม่วง เป็นต้น

สำหรับผ้ายกดอกก็มีหลายชนิดเช่น ผ้าลายดอกพิกุล ผ้าลายก้านแย่ง ผ้าลายดอกมะลิร่วง ผ้าลายดอกมะลิใหญ่ ๆ อีกมากมาย ตัวอย่างผ้ายก รุ่นเก่าของนครศรีธรรมราช ในปัจจุบันนี้หาดูได้ยากที่พอจะหาดูได้ในเวลานี้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช

ใครทิ้งเพื่อนแบบนี้ ถือว่าพลาด อย่างแรง

การคบเพื่อนเป็นสิ่งสำคัญ มีผลต่อความเจริญก้าวหน้า และความเสื่อมของชีวิตอย่างมาก ในที่นี้จะแสดงเรื่องคนที่ควรคบ คนที่ไม่ควรคบ และลักษณะของเพื่อนที่น่าคบ ห้ามทิ้งคนแบบนี้เด็ดขาด หากแต่ควรพิจาณา อุปนิสัยใจคออย่างละเอียดดังนี้

๑. ให้คำแนะนำ ชักจูงไปในทางที่ถูกต้อง. หากเพื่อนของคุณแนะนำให้คุณเข้าสู่หนทางของ สิ่งไม่ดีแสดงว่าเขาไม่ได้ปราถนาดีต่อคุณเลยการที่คุณมองหาและเลือกคบเพื่อนที่ดีเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

เพื่อน

๒. รับฟังความคิดเห็น เพื่อนที่ดีย่อมรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันได้ แม้ว่าบางครั้งความเห็นอาจจะไม่ตรงกัน ก็สามารถที่จะแลกเปลี่ยนความคิดกันด้วยหลักเหตุและผล

๓. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ลักษณะประการหนึ่งของเพื่อนที่ดี คือ ต้องน่าคบหา อยู่ใกล้แล้วสบายใจ สามารถพูดคุยปรึกษาปัญหาได้

๔. รู้จักทำมาหากิน พึ่งพาตนเอง บุคคลที่ขยันขันแข็ง สู้การสู้งาน ทำมาหากิน เลี้ยงชีพด้วยการพึ่งพาตนเอง เป็นบุคคลที่น่ายกย่อง ไม่สำคัญว่างานที่เขาทำจะมีตำแหน่งใหญ่โตหรือไม่เพียง แค่เป็นงานสุจริต ก็น่าชื่นชมแล้ว

เพื่อน

๕. พัฒนาตนเองอยู่เสมอ คนที่รู้จักเพิ่มความสามารถให้ตนเอง เป็นบุคคลที่ควรคบหาสมาคมเพราะจะทำให้เราก้าวหน้าตามไปด้วย

๖. ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน คนที่มีนิสัยชอบทำให้คนอื่นเดือดร้อน คนเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มคนพาล ที่จะนำมาแต่ความเดือดเนื้อร้อนใจ

เพื่อน

๗. ช่วยเหลือในยามเดือดร้อน เพื่อนที่เป็นมิตรแท้สามารถพิสูจน์กันได้ในยามลำบาก แต่ทั้งนี้ต้องดูด้วยว่าสิ่งที่เราต้องการให้เพื่อนช่วยเหลือ เกินกำลังของเขาหรือไม่ บางคนไปยืมเงินเพื่อนสนิท พอเพื่อนไม่ให้ก็ไปกล่าวหาว่าเขาไม่ใช่เพื่อน โดยไม่พิจารณาเลยว่าเพื่อนคนนั้นมีภาระต้องรับผิดชอบอยู่มากมาย ในเวลาที่คุณลำบาก

เพื่อนแท้จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือโดนที่คุณไม่ต้องเอ่ยปากร้องขอ แต่สิ่งที่อยากแนะนำก็คือ คุณควรทำตัวให้เป็นเพื่อนที่ดีสำหรับคนอื่นเช่นกัน และเมื่อพบเจอเพื่อนแท้แล้ว จงรักษามิตรภาพที่ดีไว้ เพราะในชีวิตของคนแต่ละคน เพื่อนแท้ไม่ได้หาเจอกันง่าย ๆ เท่ากับเพื่อนกิน…

จงหัดเป็นคนใจเย็น เพราะนั่นคือวิถีคนฉลาด

เป็นอีกหนึ่งบทความที่ให้ข้อคิดดีๆ ถ้าอยากจะเป็นคนฉลาด ต้องจำ ๑๕ ข้อนี้ไว้ดีๆ

๑ ตื่นอย่างมีสติ แทนที่จะตื่นมาแล้วเช็คข่าวสาร จากโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งแรกของวัน ให้เวลาตัวเองซัก ๕ ถึง ๑๐ นาทีนั่งสมาธินิ่งๆ ก่อนจะรับข่าวสารอื่นๆ เพื่อช่วยให้การเริ่มต้นวันใหม่เป็นไปอย่างมั่นคงในอารมณ์

๒ กินอย่างมีสติ บางครั้งเราก็ทานไปด้วยคุยโทรศัพท์ไปด้วย บางครั้งก็ทานไปด้วยดูจอทีวี จอมือถือไปด้วยแล้วครั้งสุดท้ายที่ทานอาหารทีละคำ รับรสชาติแล้วขอบคุณอาหารในมื้อนั้น คือเมื่อไหร่กันหรือ

คู่รัก

๓ เดินอย่างมีสติ เดินไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างขอบคุณร่างกายที่ยังมีกำลังมากพอให้สามารถเดินได้ ขอบคุณถนนหนทางที่สะดวกสบายมากพอจนเดินก้าวไปได้ และเดินด้วยใจกรุณาด้วยความรู้สึกว่าอยากสร้างแต่รอย ย่ำอันงดงามให้กับโลกใบนี้

๔ สนทนาอย่างมีสติ ฟังอย่างตั้งใจ ฟังโดยไม่คิดตัดสินคู่สนทนา เปลี่ยนสภาพตัวเองให้เป็นเหมือนภาชนะว่างเปล่า ที่พร้อมรับฟังบุคคลตรงหน้า ขณะที่เมื่อพูดก็ตระหนักถึงความงดงาม ของความสัมพันธ์ระหว่างคุณและคู่สนทนาสื่อสาร ด้วยความรัก ด้วยความหวังดีด้วยใจที่อยากจะสร้างสรรค์ความหมายดีๆ ระหว่างกัน

ทะเล

๕ ทำงานอย่างมีสติ ท่ามกลางมรสุมงาน และการติดต่อผู้คนมากมายตลอดวันเราก็สามารถฝึกสติรู้เนื้อรู้ตัวได้ง่ายๆ
เพียงหลับตาลง หายใจเข้าและออกลึกๆ สัก ๕ รอบลมหายใจ โดยให้สติตามลมหายใจโดยไม่คิดเรื่องอื่น แล้วค่อยกลับไป โฟกัสกับงานตรงหน้าใหม่อีกครั้ง

๖ ปล่อยวาง ไม่ยึดติดปัญหาที่เกิดขึ้นนทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคนเรามีอัตตามากเกินไปหากเราลองเปลี่ยนความคิด ไม่ยึดติดกับตัวตนแล้วลองคิดว่าสุดท้ายวันหนึ่งเราไม่อยู่แล้วและสลายไป วนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นนี้เรื่อยไป เพราะฉะนั้นถ้าเรายอมรับกับวัฏจักรแห่งการเกิด ดับนี้แล้วไม่ว่าเรื่องใดๆ ก็คงเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

คู่รัก

๗ นับหนึ่งให้ถึงสิบ เริ่มจากวิธีพื้นฐานอย่างนับเลขในใจเวลาที่เราโกรธใครให้ลองนับหนึ่งถึงสิบ หรือจะนับถึงร้อย ถึงพัน ก็คงไม่มีใครว่า เพราะการนับเลขจะส่งผลให้เรามีสมาธิและยังได้มีเวลาไตร่ตรองคิดถึง สิ่งที่ผู้อื่นทำกับเรา และสิ่งที่เรากำลังคิดจะทำด้วย

๘ ฝึกสมาธิ การฝึกสมาธิให้ใจสงบนั้นมีหลายรูปแบบ จะนั่งสมาธิหรือเดินสมาธิก็ได้อย่างที่ผมเคยเขียนในเล่มก่อนๆว่าเมื่อมีสมาธิก็มีสติ เมื่อมีสติก็เกิดปัญญาเวลาเกิดปัญหาก็จะมีทางแก้ไข

๙ เข้าหูซ้ายทะ ลุหุขวาอย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะครับ เพราะปกติแล้ว คำว่าฟังหูซ้ายทะ ลุหูขวา นั้นเขาใช้เปรียบเปรย
คนที่ฟังอะไรแล้วไม่สนใจ ไม่ใส่ใจไม่รับความคิดใหม่ๆ เข้ามาแต่ตอนนี้ผมกำลังหมายถึงถ้าเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องแล้ว
การฟังแบบเข้าหูซ้ายทะ ลุหูขวานั้นนับเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้เราไม่ใส่ใจกับสิ่งที่ใครกล่าวมา

หากใจคนงาม โลกก็งาม

๑๐ คิดมากไปหรือเปล่า อาการคิดมากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด โรคเครียดได้ยิ่งอากาศร้อนๆ ยิ่งเหตุการณ์อะไรๆ ก็ไม่เป็นใจด้วยแล้วยิ่งทำให้ร้อนรน เมื่อเกิดเรื่องก็จะยิ่งเก็บมาคิดจนไม่เป็นอันกินอันนอน ลองเปลี่ยนจากความคิดเรื่องแย่ ๆ เปลี่ยนเป็นคิดเรื่องดีๆ บ้างสิครับ เพราะความคิดนั้น เป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตของเราไม่เชื่อลองทำดู คิดดี ทำดี เท่านี้พอ

๑๑ ขอโทษ หากเราทำผิด การใช้คำว่าขอโทษนั้นถือเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด ไม่ใช่เรื่อง ย า กเลยถ้าเราจะต้องเอ่ยคำขอโทษ เพราะคำๆ นี้ไม่ได้ทำให้ศักดิ์ศรีของเราตกต่ำลงหากแต่เป็นการรู้จักยอมรับในสิ่งที่ตนเองผิดต่างหากอีกทั้งยังจะทำให้สถานการณ์ที่เลวร้ายคลี่คลายลงได้อย่างไรก็ตามเราไม่ควรใช้คำขอโทษอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะจะทำให้ติดเป็นนิสัยที่ไม่ดี ทำอะไรก็ไม่ระมัดระวัง

คู่รัก

๑๒ รู้เขารู้เรา บางครั้งแค่เราลองมองใส่ใจนิสัยของคนรอบข้างบ้างก็สามารถที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างไม่ยากเย็น แต่เราจะต้องรู้จัก ระงับสติอารมณ์ของเราด้วยเพราะเมื่อเราทราบแล้วว่าเขาเป็นคนแบบนี้ หากเรารับนิสัยเขาไม่ได้ ก็ให้อยู่ห่างๆ เข้าไว้เป็นดีที่สุด จะได้ไม่ต้องมีเรื่องมีราวกัน

๑๓ ไม่หนีแต่ไม่ประทะ หากเราไม่สามารถ จะทำอะไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้แต่จะเก็บเอาไว้ก็กลัวจะกลายเป็นคนเก็บกดจะเดินหนีก็จะกลายเป็นคนไม่ยอมรับความจริงหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้คงต้องใช้สติที่รอบคอบตัดสิใจในการแก้ปัญหารับฟังสิ่งที่ผู้อื่นว่ามา แล้วก็นำไปปรับปรุงในส่วนที่ไม่ดีหากแต่เป็นสิ่งที่เขาพูดพร่ำเพรื่อก็ไม่ต้องกังวลให้เสียเวลา เลิกคิดไปเลยไม่จำเป็นต้องไปต่อปากต่อคำด้วยเพราะการทำเช่นนั้น ไม่ได้ส่งผลดีอะไรขึ้นมาเลย

ธรรมโอสถ

๑๔ หายใจเข้าและออกลึกๆ การหายใจเข้าออกลึกๆ นานๆ จะทำให้เราได้มีสติยั้งคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นและทำให้ร่างกายเราได้รับการผ่อนคลายจากลมหายใจที่รับเข้าและส่งออก ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไปในช่วงเวลาที่มีอารมณ์โกรธ ลองหายใจลึกๆ เข้า ออก อย่างช้าๆ จะช่วยให้สถานการณ์รอบข้างดีขึ้น

๑๕ ยิ้มแห่งสยาม รอยยิ้มสร้างโลกนี้ให้สดใสได้ เหมือนดังคำที่บอกว่าถ้าคุณยิ้ม โลกก็จะยิ้มให้คุณ เพียงแค่คุณไปไหนแล้ว มีแต่รอยยิ้มให้คนรอบข้าง คนรอบข้างก็จะอารมณ์ดีขึ้นไปด้วย

จงให้เกียรติแฟนของคุณ ไม่ว่าต่อหน้า หรือ ลับหลัง

คนสองคนไม่มีทางอยู่ด้วยกันได้ตลอดเวลา
ไม่มีทางรู้เรื่องของกันได้ทุกเรื่อง
ไม่มีทางเป็นเจ้าของกันและกันได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์
และในเมื่อมันเป็นแบบนั้น
ให้เกียรติตอนอยู่ด้วยกันก็สำคั เิทท

คู่ชีวิต

แต่การให้เกียรติตอนเค้าไม่อยู่ด้วยนั้น
‘อาจจะสำคัญกว่า’
วันนึงคุณอาจออกไปหาเพื่อน
แล้วดันไปเจอใครสักคน
คนที่เข้ามาหา คนที่เข้ามาคุย

คู่ชีวิต

แน่นอน ถ้าคุณไม่เล่าให้แฟนคุณฟัง
แฟนคุณก็ไม่มีทางรู้
เพราะเพื่อนที่ไปด้วยกันก็ไม่ได้รู้จักแฟนคุณอยู่แล้ว
คุณอาจจะคิดว่า ‘ถ้าคุยกับเขาสักหน่อยจะเป็นอะไรไป’
เพราะคุณไม่คิดอะไร และ แฟนคุณก็ไม่มีรู้ข่าวคราวอะไรแน่นอน

สมหวังในความรัก

แต่รู้ไหม
เรื่องราวบาดหมางในใจ
มักเริ่มมาจากที่อีกฝ่ายนึงพูดว่า ‘ไม่ได้คิดอะไร’ อยู่เสมอ
เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากให้เกียรติเค้าจริง
คุณจะไม่ทำแบบนั้น คุณจะไม่เริ่มต้นมัน

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีทางรู้ด้วยซ้ำก็ตาม
เราจะวัดความซื่อสัตย์จากอะไร?
เราไม่วัดการกระทำต่อหน้า
แต่เราวัดจากการกระทำที่คนคนนึงทำ
ถึงแม้ว่าไม่มีใครจะรู้เรื่องนั้นก็เถอะ

ทะเล

ไม่ต้องดูแลเธอเช่นนางฟ้า
ไม่ต้องรังสรรค์เรื่องราวงดงามเช่นเจ้าหญิง
ช่วยให้เกียรติกันทั้งต่อหน้าและลับหลังก็เพียงพอ

ชัยยะ – @chaiyarue

หลักการใช้คนแบบ เสือ-หมา-ควาย ที่ผู้บริหารต้องเข้าใจ

“หลักการ เสือ-หมา-ควาย” สัตว์ทั้งสามอย่างนี้แค่เฉพาะศักยภาพทางกายก็มีความแตกต่างกันอยู่พอประมาณแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสือที่มักจะมีนิสัยการออกล่าคนเดียว ควายที่มักจะเล็มกินหญ้าอย่างสงบและสุนัขที่มักจะประจบเลียหน้าเจ้านายอย่างสอพลอทุกครั้งที่มีโอกาส สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะบางอย่างของมนุษย์ทั้งสิ้น

หลักการใช้คนแบบ เสือ-หมา-ควาย ที่ผู้บริหารต้องเข้าใจ

ใช้เสือ ต้องให้เขามีพื้นที่ แล้วปล่อยไปล่าเหยื่อมาให้ ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องกำหนดวิธี เพราะพวกเขาคือนักล่า

ใช้หมา ต้องให้อาหาร ให้ความสนิทสนม ให้เห่าและเฝ้าบ้าน พวกเขา ภักดี ประจบ และ จับผิดเก่ง

ใช้ควาย ต้องให้หญ้ากินให้เขาอิ่มพอ ต้องบังคับแล้วใช้ไถนา พวกเขาอืด แต่ต้องมีแรงจูงใจ

เสือ

คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจจึง..จะใช้เสือเยี่ยงควาย จะใช้ควายเยี่ยงหมา จะใช้หมาเยี่ยงเสือ

เสือ ไม่เลียปากนาย ไม่ประจบ และไม่ไถนา

หมา

หมา ไม่ไถนา ไม่ล่าเหยื่อ แต่ชอบเลียปากนาย

ควาย ไม่เฝ้าบ้าน ไม่ล่าเหยื่อ และไม่ประจบ

เสือส่วนมากเมื่อเติบโต มักจะเป็นนายคน หรือ เจ้าของกิจการ เพราะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง

ควาย

ควายส่วนมากไม่เติบโต เพราะไม่คิดนอกกรอบ และ ไม่สร้างสรรค์ มักจะถูกหมาดูหมิ่น และ หลอกใช้

หมาส่วนมากเติบโตในองค์กร แต่ไม่สามารถสร้างอาณาจักรของตัวเองได้ ต้องพึ่งเสือและควายในการเติบโต

เสือที่ฉลาด และ มองการไกลจะเอาควายไปด้วย แต่ถ้าเป็นเสือบ้าอำนาจมักจะเอาหมาไปด้วยเพื่อฟังคำเยินยอตัวเอง

เสือ

หากคุณอยากเป็นเจ้าแห่งทุกสิ่ง ควรฝึกปรือให้ตนเองเป็นอย่างเสือ ที่โลดแล่นได้ในทุกจังหวะ และโอกาส ถึงแม้ตอนนี้ยังเป็นไม่ได้ หรือความสามารถยังไม่ถึง อย่าท้อแท้ แล้วยอมรับชะตาชีวิตตัวเองแต่โดยดี ว่าเป็นได้แค่ ควาย หรือสุนัข

ขอจงจำไว้..หากมีความพยายามอย่างแท้จริง คุณจะพัฒนาเป็นเสือ และคนฉลาดได้ในท้ายที่สุดอย่างแน่นอน

“พระพิฆเนศ” เทพแห่งสติปัญญาและความสำเร็จ

หากใครชีวิตมีแต่ปัญหา พบเจออุปสรรค ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ การสักการะบูชา “พระพิฆเนศ” หรือ “พระพิฆเนศวร” อาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยได้ เนื่องจากพระองค์เป็นเทพที่มีผู้คนเคารพนับถือมากที่สุดในไทย มีพลังในการปัดเป่าขวากหนาม ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ มีสติปัญญาล้ำลึก อีกทั้งมีความกตัญญูพร้อมด้วยความดีงาม จนได้รับการขนานนามว่า “เทพแห่งความสำเร็จ”

หากใครต้องการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ เช่น เปิดร้านค้า เริ่มทำงาน ขึ้นบ้านใหม่ ออกเดินทาง เป็นต้น การบูชาองค์พระพิฆเนศก่อนเป็นลำดับแรก จะช่วยเสริมความเป็นสิริมงคล และประสบความสำเร็จในเร็ววัน

พระพิฆเนศ

พระพิฆเนศ โอรสของพระศิวะและพระแม่อุมา มีกายเป็นมนุษย์ มีเศียรเป็นช้าง ตามตำนานเล่าว่า พระแม่อุมานำเหงื่อไคลมาปั้นเป็นโอรสโดยที่พระสวามีไม่รู้ เมื่อพระศิวะมาเจอโอรสองค์น้อยซึ่งยืนเฝ้าทวารอยู่นั้นจึงเกิดปากเสียงทะเลาะวิวาทกันแล้วตัดคออีกฝ่ายขาด เมื่อรู้ความจริงในภายหลัง พระศิวะจึงสั่งให้เทวดาหาศีรษะสิ่งมีชีวิตมาต่อให้ลูกตนเอง ปรากฏว่าได้เป็นเศียรของช้างซึ่งมีงาเพียงข้างเดียวมา เมื่อโอรสฟื้นขึ้นจึงตั้งชื่อให้ว่า “พระคเณศ” รวมถึงประทานพรและศาสตราวุธให้หลายอย่างให้มีพลังความรู้และอำนาจเหนือหมู่มาร

พระพิฆเนศ

ด้านการบูชาพระพิฆเนศนั้น ครั้งแรกควรเริ่มบูชาในวันอังคาร หรือวันพฤหัสบดี เพื่อถวายตัวเป็นผู้ศรัทธา หรือลูกศิษย์ของพระพิฆเนศ วันต่อไปให้สักการะตามปกติ จะเป็นฤกษ์ยามใดถือเป็นมงคลทั้งสิ้น

พระพิฆเนศ

ควรปูโต๊ะบูชาด้วยผ้าสีขาว สีแดง สีเงิน

ของที่ใช้บูชา เป็นดอกไม้ได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้สดดอกเดียวหรือร้อยเป็นพวง

เครื่องดื่ม ได้แก่ น้ำสะอาด นมวัว น้ำมะพร้าว น้ำอ้อย

พระพิฆเนศ

แต่ถ้ามีเครื่องสังเวยควรใช้ผลไม้สุกและขนมต่างๆ เช่น อ้อย กล้วยสุก มะพร้าว ขนมโมทกะ หรือขนมต้มแดง ขนมต้มขาวของไทย รวมถึงข้าวสาร เกลือ พืช ผัก งา สมุนไพร ธัญพืชและเครื่องเทศทุกชนิด ห้ามถวายอาหารคาวเด็ดขาด!

สำหรับใครที่กราบไหว้ในกรณีเร่งด้วยไม่มีของถวาย หรือไม่ได้แวะเป็นเวลานาน เช่น การขับรถผ่านเทวรูป, การเดินผ่านหน้าศาล รวมถึง การไหว้ในระยะไกล ให้สวดคาถา
โอม ศรี คเณศายะ นะมะฮา 1 จบ ตามด้วยการขอพร จะช่วยในเรื่องของการประสบความสำเร็จในชีวิต ขอโชคขอลาภ เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินเงินทอง

ที่มา – ch3thailand.com

วัดแดง ต.เขาพระบาท อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช

พ่อท่านหนูจันทร์ วัดแดง ท่านเป็นลูกศิษย์พ่อท่านชูเฒ่า วัดพัทธสีมา ท่านมีเมตตามาก สิงสาราสัตว์มาอยู่ด้วยเต็มวัด พระของท่านทุกรุ่นเป็นที่นิยมของคนในท้องถิ่นมาก

โดยเฉพาะสายคาดเอว ลุงผมเป็นหลานของท่านคาดเอวแล้วโดนโจรปล้นบ้าน โจรยิง แกปัดลูกกระสุนทิ้งเหมือนปัดลูกประทัด ไม่เข้าสักเม็ด เป็นแต่รอยแดง ๆ ไม่น่าเชื่อ สุดยอดจริง ๆ

พ่อท่านหนูจันทร์ วัดแดง

พ่อท่านมีนามเดิมว่า หนูจันทร์ จันทร์ปาน เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือนหก ปีมะเมีย ๒๔๓๖ ที่บ้านเกาะขลบ ม.๗ ต.เขาพระบาท อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช บิดาชื่อนายศักดิ์ มารดาชื่อนางจันทร์คง จันทร์ปาน

วัดแดง ต.เขาพระบาท อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช วัดแดงตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกริมภูเขาพระบาทเหตุที่มีชื่อเรียกว่าวัดแดง ผู้เฒ่าหลายคนเล่าว่าเดิมที ที่ตั้งวัดเป็นของนางแดงวันหนึ่งมีพระภิกษุธุดงค์มาปักกรดที่ดินแห่งนี้

นางแดงไปถวายภัตตาหารและมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระธุดงค์รูปนั้น จึงยกที่ดินแปลงนี้ถวายแด่ภิกษุสงฆ์รูปนั้นเพื่อสร้างวัดขึ้นมา ชาวบ้านจึงเรียกกันว่าวัดป้าแดงหรือวัดยายแดง

วัดแดง ต.เขาพระบาท

ต่อมาคำว่าป้าหรือยายเพี้ยนหายไปจนเหลือเพียงคำว่าแดง และเรียกกันว่าวัดแดงสืบกันมานับจากนั้น อีกเรื่องเล่าหนึ่งผู้เฒ่าผู้แก่ในพื้นที่ละแวกวัดหลายคนเล่าว่า

ในอดีตที่ผ่านมาพื้นที่บริเวณวัดแดงมีต้นยางแดงขนาดใหญ่ มากมายผู้คนในพื้นที่ต่างเรียกกันว่าวัดยางแดง และเพี้ยนไปจนเหลือเพียงวัดแดง ซึ่งไม่สามารถหาข้อยุติได้ว่าวัดแดง มาจากชื่อยายแดงหรือว่าเพราะมีต้นยางแดงกันแน่

วัดแดง ตั้งขึ้นมาในยุคสมัยใด ปีไหน ยังค้นคว้าและหาข้อสรุปยิติไม่ได้ พ่อท่านหนูจันทร์ เคยเล่าให้พ่อท่านเคล้า ฟังว่า ท่านเคยอ่านในเพราวัดพะโคะ พบข้อความว่าสมเด็จเจ้าพะโคะได้เดินทางผ่านวัดแดงและได้บันทึกไว้ในเพราว่า”วัดท่าลิพง วัดพัทธสีมา วัดแดง วัดพระพุทธบาท”สร้างในสมัยเดียวกัน

วัดแดง ต.เขาพระบาท

จากคำบอกเล่าของพ่อท่านหนูจันทร์ ที่ถ่ายทอดผ่านมายังพ่อท่านเคล้านั้น จึงสันนิษฐานได้ว่าวัดแดงสร้างในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นอย่างน้อย เพราวัดพะโคะบันทึกในสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกาทศรถ พ่อท่านโคะ ตามที่ชาวบ้านเรียกนั้นได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระราชสามีรามคุณูปมาจารย์จากพระมหากษัตริย์พระองค์นี้

เมื่อสมเด็จเจ้าพะโคะเคยเดินทางผ่านวัดแดง แสดงว่าวัดแดงมีมาก่อนหน้านั้นแล้ว อาจจะสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นหรือยุคสุโขทัยก็สุดคาดเดา หลักฐานที่เก่าแก่และน่าสนใจที่สุดในวัดแดงคือพระพุทธรูปปูนปั้นซึ่งหักพังตั้งอยู่หลังพระประธานในอุโบสถวัดแดง

วัดแดงเป็นศูนย์รวมใจของพุทธศาสนิกชนมาอย่างต่อเนื่องยาวนานเปลี่ยนผ่านการปกครองจากพระเถราจารย์ผู้ทรงคุณมาหลายยุคหลายสมัยทำเนียบอดีตเจ้าอาวาสประกอบไปด้วย

๑.พ่อท่านทองอินทร์(เฒ่า) ๒.พ่อท่านอินทร์ ๓.พ่อท่านจันทร์ ๔.พ่อท่านหนู ๕.พ่อท่านแดง ๖.พ่อท่านม่อย พันธ์เทพ ๗.พ่อท่านผลี้ ๘.พ่อท่านสุข ๙.พระปลอด รักษ์รงค์ ๑๐.พ่อท่านคง ๑๑.พระชุ่ม จงใจ ๑๒.พระอ้วน อนุกูล ๑๓.พระอธิการเปลี่ยน ไทรแก้ว(๒๔๗๙-๒๔๘๕) ๑๔.พระอธิการกลับ จงใจ(๒๔๘๕-๒๔๙๐) ๑๕.พระอิธาการประดับ จิตญาโณ(๒๔๙๑) ๑๖.พระสมุห์นวล โชติปญฺโญ ๑๗.พระครูปัญญาธรานุวัตร(พระมหาเคล้า ปญฺญาธโร ๒๕๑๔ – )

พ่อท่านเคล้า ปญฺญาธโร

พระครูปัญญาธรานุวัตร หรือที่ศิษยานุศิษย์ตลอดถึงผู้เคารพศรัทธาเรียกกันว่า “พ่อท่านเคล้า ปญฺญาธโร”

นามเดิมเคล้า ทองใสพร เกิดวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๔๗๕ ที่บ้านเลขที่ ๑๒๒ ม.๗ ต.เขาพระบาท อ.เชียรใหญ่จ.นครศรีธรรมราช บิดาชื่อนายขุก มารดาชื่อนางหม้อ ทองใสพร ในวัยเด็กได้เรียนหนังสือที่วัดแดง จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ซึ่งเป็นระดับการศึกษาที่สูงที่สุดในสมัยนั้น และเมื่อพ.ศ ๒๔๙๕ ท่านได้ทำการบรรพชาอุปสมบทที่วัดแดง โดยมีท่านพระครูนันทกรวรสาร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการประดับ จิตญาโณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระนิ่ม ผลณาโณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

วัดแดง ต.เขาพระบาท

หลังจากอุปสมบทเข้ามาในบวรพระพุทธศาสนาแล้วได้อยู่จำพรรษาที่วัดแดง ๑๐ พรรษา ได้หมั่นศึกษาค้นคว้าพระธรรมวินัยอย่างมุ่งมั่นและด้วยใจที่คิดอยากจะศึกษาเล่าเรียนหาความรู้ในหลักของพระพุทธศาสนาให้รู้แจ้งเห็นชัดเพื่อที่จะนำความรู้มาเผยแผ่สอนพระเณรภายในวัดแดง ท่านจึงได้เดินทางไปศึกษานักธรรมบาลีที่สำนักเรียนวัดคูหาสวรรค์ ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดพัทลุงซึ่งเป็นสำนักเรียนที่มีชื่อเสียงมากในขณะนั้น โดยได้ไปพักอาศัยอยู่จำพรรษาที่วัดโคกเนียน ท่านได้ทุ่มเทกับการเรียนอย่างหนักด้วยความมุ่งหวังที่จะนำความรู้กลับมาพัฒนาวัดแดงและอบรมสั่งสอนพระเณรที่วัดให้ได้รับและมีความรู้เหมือนดังสำนักเรียนต่างๆ

พ่อท่านเคล้า ปญฺญาธโร

ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนที่สำนักวัดคูหาสวรรค์ประมาณ ๑๑ พรรษา สามารถสอบได้นักธรรมตรี โท เอกและเป็นพระมหาเปรียญ ๕ ประโยค ท่านจึงเดินทางกลับวัดแดง เพื่อนำความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาเพื่อพัฒนาวัด พระเณรให้มีความรู้ อย่างที่ท่านตั้งใจ เมื่อกลับมาอยู่วัดแดงท่านได้ช่วยสนองงานของอดีตเจ้าอาวาสอย่างสุดความสามารถทั้งทางด้านพัฒนาวัด พัฒนาพระเถร มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัด จวบจนกระทั่งปี พ.ศ ๒๕๑๔ ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดแดงและพร้อมกันนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลเขาพระบาทอีกด้วย

ด้วยความรู้ความสามารถและความเป็นนักปกครอง ปี พ.ศ.๒๕๑๖ ท่านได้รับตำแหน่งรองเจ้าคณะอำเภอเชียรใหญ่และได้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอเชียรใหญ่ ในปี พ.ศ.๒๕๔๗ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาท่านทุ่มเทกำลังกาย กำลังทรัพย์และกำลังสติปัญญาบริหารงานคณะสงฆ์ได้อย่างเรียบร้อยเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางเป็นพระผู้ใหญ่ที่คณะสงฆ์ในพื้นที่อำเภอเชียรใหญ่และอำเภอหัวไทรให้ความเคารพยกย่องอย่างที่สุด

จริงรึเปล่า?? คนใต้“…พูดจาโต้ตอบตรงไปตรงมา โผงผาง ไม่ถนอมน้ำใจ

เราไปอ่านเจอบทความนี้มาแล้วรู้สึกว่า คนเขียนว่าคนใต้แบบเสียๆหายๆ เลยอยากให้คนอื่นๆได้ลองอ่านดูคะ ว่ามันใช่ดั่งที่เขาได้เขียนรึเปล่า?……

คนใต้

ลักษณะนิสัยและบุคลิกที่เด่นๆ ของคนใต้ ได้แก่ “…พูดจาโต้ตอบตรงไปตรงมา โผงผาง ไม่ถนอมน้ำใจหรือรักษามารยาทในการพูดกับคู่สนทนา เจรจาโต้ตอบเฉียบแหลม ไม่ยอมรับอะไรง่ายๆ…ชอบแสดงตนว่าเป็นคนกว้างขวาง…กล้าได้กล้าเสีย…รัก ศักดิ์ศรีและพิทักษ์พวกพ้องเครือญาติ…ไม่กระตือรือร้น…ชอบทำตัวเป็นหัวเรือ ใหญ่หรือเป็นนักเลง คำนึงประโยชน์เฉพาะหน้าและเอาตัวรอด รักสนุก เกียจคร้าน ชอบจับกลุ่ม…ผูกพันกับตัวบุคคล…รักและผูกพันกับถิ่นกำเนิด (ชวน เพชรแก้ว. 2534 : 103)

ไปวัด

คนใต้มีคตินิยมดั้งเดิมเป็นคนนักเลง ศรัทธาในศาสนา ต่อต้านอำนาจรัฐ เชื่อในไสยศาสตร์และเครื่องรางของขลังและเคร่งครัดในจารีตทางเพศ ความเป็นคนนักเลงแสดงออกโดยการเป็นคนมือใหญ่ใจกว้าง กล้าได้กล้าเสีย ยอมฉิบหายขายนาเพื่อไม่ให้เสียหน้าเสียชื่อ นำเอาคำสอนทางศาสนามาเป็นแนวประพฤติปฎิบัติในชีวิตประจำวัน นิยมให้บุตรหลานบวชเรียนเป็นคนสุกก่อนจะมีครอบครัว มีคตินิยมต่อต้านอำนาจรัฐ ไม่เชื่อมั่นว่ารัฐหรือระบบราชการจะช่วยเหลือตนเองได้ ชอบพึ่งพากันเอง ดังจะเห็นได้จากคำกล่าวที่ว่า “นายรักเหมือน-อด หนีนายรอดเหมือนเสือหา” หรือ “ไม่รบนายไม่หายจน” และกระบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยตลอดจน “วัฒนธรรมโจร” ในยุคก่อน

ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เครื่องรางของขลัง ดังจะเห็นได้จากการนับถือทวด ผีบรรพบุรุษ ตายาย ครูหมอโนรา ตลอดจนพระเครื่อง เกจิอาจารย์ดังๆ อาทิ พ่อท่านคล้ายวัดสวนขัน หลวงพ่อทวดวัดช้างให้ พ่อท่านปลอดวัดหัวป่า พ่อท่านสงวัดปากบางภูมี พ่อท่านคงวัดธรรมโฆษ พ่อท่านแช่มวัดฉลอง เป็นต้น

คนใต้

ในส่วนของคตินิยมความเคร่งครัดในจารีตทางเพศ จะเห็นได้จากตำนานโนราที่ถูกลอยแพเพราะท้องไม่มีพ่อ ซึ่งคนใต้ถือว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ แม้แต่การแสดงหนังตะลุงที่คู่พระนางจะได้เสียกันในป่าใน เขาก็จะบันดาลให้มีขนำร้างกลางป่าเพื่อไม่ให้คู่พระคู่นางอันเป็นวีรบุรุษ วีรสตรีของผู้ชมโดยเฉพาะกุลบุตรกุลธิดาได้เสียกันบนพื้นดินพื้นหญ้า ซึ่งเชื่อว่าเป็นการกระทำเยี่ยงเดรัจฉานและลูกที่เกิดมาก็จะมีวิญญาณของ เดรัจฉานโดยปริยาย

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาคงเป็นคนใต้ในอดีต คนใต้ในยุคที่ยังไม่เปิดรับวัฒนธรรมพลัดถิ่นที่หลั่งทะลักเข้ามาพร้อมระบบ การจัดการศึกษาแบบสมัยใหม่ ระบบราชการสมัยหลังการปฏิรูปของรัชกาลที่ 5 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตามนโยบายการทำให้ทันสมัย (modernization) หรือการทำให้เป็นสมัยใหม่หรือการทำให้เป็นประเทศตะวันตก (westernization)

คนใต้

ปัจจุบันคนใต้ก็คงเหมือนกับคนในประเทศด้อยพัฒนาหรือประเทศกำลังพัฒนา ทั่วโลก ไม่ว่าจะในเอเชีย อาฟริกา อเมริกาใต้และหมู่เกาะต่างๆ คือถูกกลืนกลายด้วยวัฒนธรรมบริโภคนิยมแบบตะวันตก สูญเสียฐานที่มั่นทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม โดยเฉพาะคตินิยมความเคร่งครัดในทางเพศ ดังจะเห็นได้จากการปรับทุกข์ของแม่ที่มีลูกสาว 3 คน กับแม่ที่มีลูกสาวคนเดียว โดยแม่ที่มีลูกสาว 3 คนเปรยกับแม่ที่มีลูกสาวคนเดียวว่า “กลุ้มใจจัง มีลูกสาว 3 คนแต่ยังไม่ได้ลูกเขยแม้แต่คนเดียว” แม่ที่มีลูกสาวคนเดียวสวนกลับทันควันว่า “ผิดกับเรามีลูกสาวคนเดียวแต่ได้ลูกเขย 3 คนแล้ว”

เรียบเรียงที่มา – https://www.dek-d.com/board/view/3028073/

Slow Life @บ้านปากนคร จิบกาแคว แลพระอาทิตย์ยามเช้า นั่งเรือยาว.. ชมหนำยอ

หมู่บ้านปากนคร ต.ปากนคร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่อยากให้ทุกท่านมาเยี่ยมชมกันให้ได้ ด้วยวิถีชีวิตของชาวบ้านปากนครซึ่งล้วนแล้วแต่ประกอบอาชีพชาวประมงกันทั้งนั้น ดูพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า ดูธรรมชาติ ที่อยากชวนให้มาสัมผัสก็คือการเป็นลูกชาวเลกัน

บ้านปากนคร

โดยต้องบอกก่อนว่าบ้านปากนครเป็นหมู่บ้านที่เก่าแก่มีประวัติที่ยาวนานไม่แพ้ที่ไหนในนครศรีธรรมราชเลยทีเดียว อีกทั้งยังมีคลองปากนครเป็นแม่น้ำสายสำคัญของที่นี่อีกด้วย

บ้านปากนคร

ใครที่อยากมาใช้ชีวิต Slow Life แบบชาวเล ซึ่งมีทั้งการนั่งเรือชมแหล่งหาปลาของชาวประมงอย่าง หนำยอ ที่เป็นกระท่อมกลางน้ำเอาไว้ยกยอจับสัตว์น้ำ นอกจากนี้การเก็บหอยนางรมแบบสด ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนปรารถนาอยากลองกันสักครั้ง

นั่งเรือยาว.. ชมหนำยอ

ประชากรส่วนใหญ่ในอดีตนั้นประกอบอาชีพประมง เช่น ยอปีก วางอวน ดักซั่ง ราวเบ็ด เป็นต้น สาเหตุที่เรียกว่าบ้านทับเคยนั้น ก็คือมีการนำเอาลูกกุ้งตัวเล็กที่จับมาผสมกับเกลือ คนให้เข้ากันนำมาตากแดดให้แห้งแล้วนำมาบด ซึ่งตามภาษาในสมัยโบราณจะเรียกว่า “เชเคย”

สะพานตัวที ปากนคร

โดยการใช้ครกที่ทำด้วยไม้ขนาดใหญ่แล้วมีสาก ลักษณะคล้ายกับกระบอกใช้ตำหรือเชกุ้งตัวเล็กๆ ที่ผสมไว้นั้นให้ละเอียด จึงเรียกว่าการ “เชเคย”

ในสมัยต่อมาใช้เครื่องบด จึงเปลี่ยนมารียกว่า “บดเคย” เมื่อมีประชากรเข้ามาอาศัยอยู่เพิ่มมากขึ้น จึงตั้งเป็นหมู่บ้าน และใช้ชื่อว่า “บ้านปากน้ำปากนคร” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหมู่ที่ ๑ ต.ปากนคร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

บ้านปากนคร

บ้านทับเคยหรือบ้านปากนครนั้น มีแม่น้ำที่สำคัญคือ “แม่น้ำปากนคร” ที่ใช้สัญจรไปมาในการขนส่งในสมัยโบราณและบ้านเรือนส่วนใหญ่ก็อยู่ตามริมแม่น้ำทั้งสองฝั่งคลอง อย่างที่มีให้เห็นในปัจจุบัน

สะพานตัวที ปากนคร

ตามประวัติศาสตร์ในอดีตได้มีพระมหากษัตริย์ไทย ที่ได้ใช้สายน้ำแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่าน คือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ยกกองทัพเรือเข้ามาทางสายแม่น้ำปากนครากนคร เมื่อมาตีเมืองนครศรีธรรมราชในขณะนั้น

โดยกองทัพเรือของพระองค์ได้นำเรือไปตามสายน้ำปากนคร แล้วเข้าทางคลองโคกข่อย ปัจจุบันเป็น”บ้านสถิน” หมู่ที่ ๔ ต.ปากนคร ซึ่งคลองเส้นนี้จะยาวไปจดกับประตูเมืองทิศตะวันออกของเมืองนครศรีธรรมราช หรือปัจจุบันเรียกว่า “หูนบบน”

บ้านปากนคร

ส่งผลให้พรเจ้าตากสินมหาราชทรงตีเมืองนี้ได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังมีพระมหากษัตริย์อีกพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จประพาสต้นผ่านเข้าทางคลองปากนคร แล้วผ่านไปทางคลองขุด (ปัจจุบันเป็นหมู่มี่ ๖ ต.ปากนคร) เพื่อไปออกทางคลองปากพญาหรือคลองท่าซักแล้วเสด็จขึ้นไปประทับ ณ วัดท่าโพธิ์

บ้านปากนคร

จากเหตุการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าลุ่มน้ำปากนครสายนี้ตลอดจนบ้านทับเคยหรือบ้านปากนคร มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน ที่พวกเราควรศึกษาเรียนรู้ถึงความเป็นมา และต่อมาได้มีการปกครองแบบสภาท้องถิ่น เรียกว่า “สุขาภิบาลปากนคร”

ต่อมาได้ยกฐานะเป็น “เทศบาลตำบลปากนคร” เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ตามพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงฐานะสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒

พ่อท่านคงวัดมุขธารา

แวะกราบไหว้พ่อท่านคง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ บนรับ ณ วัดมุขธารา ปากนคร นครศรีธรรมราช

พ่อท่านคง เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ตามตำนาน ถูกเรือชน ตอนถูกประสบเหตุมหาวาตภัย แหลมตะลุมพุก วันที่ ๒๕ ต.ค ปี ๒๕๐๕ วัดมุขธารา เรือประมงขนาดใหญ่ของนายพ้าง สุจิพงศ์ หน้าโรงสีข้าว ต้านกระแสคลื่นลมไม่ไหวได้ลอยหลุดมาแทกพระพุทธรูป (หลวงพ่อคง) วัดมุขธารา จนทำให้เศียรพระหัก

พ่อท่านรุ่น

พ่อท่านรุ่นซึ่งได้ดูแลวัดในตอนนั้น ได้ทำพิธีต่อเศียรพระ และอธิษฐานว่าถ้าจะได้อยู่วัดแห่งนี้จนสิ้นอายุไขขอให้เศียรพระติดในสภาพเดิม เมื่อชาวบ้านช่วยกันยกเศียรพระวางขึ้นบนคอ ก็ต่อติดดังเดิม โดยไม่มีการหล่อปูนแต่อย่างใด ปรากฎว่า คำอธิฐานเป็นจริง (เป็นตำนานของชาวปากนคร)

กราบสรีรสังขาร พระครูวิเศษศาสนกิจ (พ่อท่านรุ่น) เกจิแห่งลุ่มน้ำปากนคร ละสังขารสรีรไม่เน่าเปื่อยเหมือนคนนอนปกติ มรณภาพ เมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ ๒๕๕๐

กุญแจ 3 ดอก พาชีวิตคนเราให้ไปต่อ เรื่องราวจะยากแค่ไหนก็มีผ่านไปได้

ชีวิตของมนุษย์เราสั้นนัก หลายๆคนยังไม่รู้ตัวก็ถูกความตายพรากเอาชีวิตไปแล้ว จริงๆแล้วแทนที่จะบ่น ร้องไห้ไม่พอใจ เราควรกำกุญแจ ๓ ดอกของชีวิตไว้ให้แน่น มันเป็นของขวัญที่มีค่าที่สุดที่ฟ้าให้เรามา ซึ่งก็คือ “ยอมรับ, แก้ไข, ออกห่าง”

เชื่อว่าในชีวิตคนต่างมีเรื่องราวหลากหลายมากมาย เข้ามาในชีวิต ล้วนทั้งเป็นเรื่องดี และไม่ดี ขึ้นอยู่กัชีวิตของแต่ละคนประปนกันไป เรื่องราวเกี่ยวกับ กุญแจ ๓ ดอกของชีวิต มาให้ทุกคนได้อ่านกัน คงเป็นประโยชน์ เป็นกำลังใจในการสู้กับปัญหา

ทางออก..ของชีวิต

กุญแจ ๓ ดอกของชีวิต

ดอกที่ ๑ คือ “ยอมรับ”
ดอกที่ ๒ คือ “แก้ไข”
ดอกที่ ๓ คือ “ออกห่าง”

หากยอมรับไม่ได้ ก็ต้องลงมือ “แก้ไข” หากแก้ไขไม่ได้ ก็จง “ออกห่าง”

ใกล้สว่าง

คนที่มองโลกในแง่ดี คิดแต่จะหัวเราะ จนลืมความอาฆาต

คนที่มองโลกในแง่ร้าย คิดแต่จะอาฆาต จนลืมหัวเราะ

อย่าถามคนอื่นว่า “เพราะอะไร” แต่จงถามตนเองว่า “มีสิทธิ์อะไร”

ความห่างเหินเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็กลัว ที่กลัวก็เพราะว่าไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่ง “ยังคิดถึงคุณ” หรือ “ลืมคุณไปแล้ว”

อิสระ

คนบางคนดีต่อคุณ ก็เพราะคุณดีต่อเขา คนบางคนดีต่อคุณ ก็เพราะรู้ในความดีของคุณ

ไม่ว่าจะเป็น “ความรัก” หรือ “มิตรภาพ” จุดหมายสูงสุด อาจมิใช่การได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แต่เป็นความเข้าใจที่มีให้กันและกันต่างหาก

ศรัทธาอันแรงกล้า! “ตำนานพญานาค” แปลงกายเป็นมนุษย์มาขอบวช

พญานาค หรือ งูใหญ่ นั้นมีความเป็นมาและถิ่นที่อยู่เป็นสัดส่วนในภพหนึ่งต่างหาก จะมีเป็นบางครั้งที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ พญานาค เป็นทั้งเอกลักษณ์ของความดี และความไม่ดี นาคที่มีปรากฎในพระไตรปิฏก ในพุทธศาสนา

เรื่องนาคแปลงกายเป็นมนุษย์มาขอบวช

อ้างอิง : พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑

นาค

[๑๒๗] ก็โดยสมัยนั้นแล นาคตัวหนึ่งอึดอัด ระอา เกลียดกำเนิดนาค จึงนาคนั้นได้มีความดำริว่า ด้วยวิธีอะไรหนอ เราจึงจะพ้นจากกำเนิดนาค และกลับได้อัตภาพเป็นมนุษย์เร็วพลัน.

ครั้นแล้วได้ดำริต่อไปว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้แล เป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติสงบ ประพฤติพรหมจรรย์ กล่าวแต่คำสัตย์ มีศีล มีกัลยาณธรรม หากเรา จะพึงบวชในสำนักพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ด้วยวิธีเช่นนี้ เราก็จะพ้นจากกำเนิดนาคและกลับได้อัตภาพเป็นมนุษย์เร็วพลัน

ครั้นแล้วนาคนั้นจึงแปลงกายเป็นชายหนุ่ม แล้วเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายขอบรรพชา. ภิกษุทั้งหลายจึงให้เขาบรรพชาอุปสมบท. สมัยต่อมา พระนาคนั้นอาศัยอยู่ในวิหารสุดเขตกับภิกษุรูปหนึ่ง. ครั้นปัจจุสสมัยแห่งราตรี ภิกษุรูปนั้น ตื่นนอนแล้วออกไปเดินจงกรมอยู่ในที่แจ้ง. ครั้นภิกษุรูปนั้นออกไปแล้ว. พระนาคนั้นก็วางใจจำวัด.

วิหารทั้งหลังเต็มไปด้วยงู. ขนดยื่นออกไปทางหน้าต่าง. ครั้นภิกษุรูปนั้นผลักบานประตูด้วยตั้งใจจักเข้าวิหาร ได้เห็นวิหารทั้งหลังเต็มไปด้วยงู เห็นขนดยื่นออกไปทางหน้าต่าง ก็ตกใจ จึงร้องเอะอะขึ้น.

ภิกษุทั้งหลายพากันวิ่งเข้าไปแล้วได้ถามภิกษุรูปนั้นว่า อาวุโส ท่านร้องเอะอะไปทำไม?
ภิกษุรูปนั้นบอกว่า อาวุโสทั้งหลาย วิหารนี้ทั้งหลังเต็มไปด้วยงู ขนดยื่นออกไปทางหน้าต่าง.

นาค

ขณะนั้น พระนาคนั้น ได้ตื่นขึ้นเพราะเสียงนั้น แล้วนั่งอยู่บนอาสนะของตน.
ภิกษุทั้งหลายถามว่า อาวุโส ท่านเป็นใคร?
พระนาค ผมเป็นนาค ขอรับ.
ภิกษุอาวุโส ท่านได้ทำเช่นนี้เพื่อประสงค์อะไร?

นาค

พระนาคนั้นจึงแจ้งเนื้อความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วได้ทรงประทานพระพุทธโธวาทนี้แก่นาคนั้นว่า พวกเจ้าเป็นนาคมีความไม่งอกงามในธรรมวินัยนี้เป็นธรรมดา ไปเถิดเจ้านาค จงไปรักษาอุโบสถในวันที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และที่ ๘ แห่งปักษ์นั้นแหละ ด้วยวิธีนี้เจ้าจักพ้นจากกำเนิดนาค และจักกลับได้อัตภาพ เป็นมนุษย์เร็วพลัน.

ครั้นนาคนั้นได้ทราบว่า ตนมีความไม่งอกงามในพระธรรมวินัยนี้เป็นธรรมดาก็เสียใจหลั่งน้ำตา ส่งเสียงดังแล้วหลีกไป.

พระอานนท์

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุแห่งความปรากฏตามสภาพของนาค มีสองประการนี้ คือ เวลาเสพเมถุนธรรมกับนางนาค ผู้มีชาติเสมอกัน ๑ เวลาวางใจนอนหลับ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุแห่งความปรากฏตามสภาพของนาค ๒ ประการนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนุปสัมบัน คือ สัตว์ดิรัจฉาน ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้ว ต้องให้สึกเสีย.

วันที่แม่จะหมดหน้าที่คือวันที่… “แม่ไม่อยู่แล้ว”

อยากให้ลูกคนนั้นได้อ่านค่ะ “แม่” คำสั้นๆ ที่ลึกซึ้งใจลูกๆ อยากจะให้สละเวลาอ่านสักนิด เป็นข้อคิดที่ดีอยากให้ลูกทุกคนได้อ่านด้วยกัน สำหรับคนที่เป็นแม่นั้นอะไรจะสำคัญที่สุดนอกจาก “ลูก”

แม่ไม่อยู่แล้ว

แม่จะหมดหน้าที่คือวันที่… “แม่ไม่อยู่แล้ว” อยากให้ลูกๆทุกคนได้อ่าน เพื่อเตือนสติ จะตัดพ้อ ต่อคำ ย้ำลมปากจะเถียงคำ ไม่ตกฟาก ไปถึงไหน พ่อกับแม่ คือหนึ่ง ในดวงใจ ถูกหรือผิด ก็ไม่ สมควรทำ

ลูกชายวัยมัธยมปลายถูกแม่บ่น เรื่อง ไม่ยอมเก็บห้องนอน , กินข้าวไม่เป็นเวลา , ชอบเล่นเกมส์ถึงดึก , ตื่นสาย , ออกไปไหนไม่บอกก่อนล่วงหน้า

หนุ่มน้อยทนไม่ได้ เพราะคิดว่าแม่ชอบจู้จี้จุกจิกเรื่องส่วนตัวของเขาก็เลยเถียงแม่ออกไป ทำให้คุณแม่ยิ่งโมโหที่ลูกชายไม่เชื่อฟัง

แม่

คุณพ่อเห็นท่าจะไม่ดีก็เลยกันลูกชายออกมา และ พาไปเดินเล่นนอกบ้าน ระหว่างเดินเล่นไปนั้นคุณพ่อก็พูดกับลูกชายว่า… “ ลูกคิดว่าสิ่งที่ลูกทำอยู่นั้นไม่ผิดใช่ไหม งั้นพ่อจะให้ลูกเถียงแม่ได้ แต่มีข้อแม้นะ หากลูกทำได้ใน ๑๐ ข้อนี้ ลูกจึงมีคุณสมบัติที่จะเถียงแม่ได้…!! ”

“ อะไรเหรอครับ..? ” ลูกชายถามคุณพ่อและตั้งใจฟัง ก่อนจะเถียงแม่คิดก่อนว่าคุณมีคุณสมบัติใน ๑๐ ข้อนี้หรือเปล่า…!!

แม่

๑. อาเจียน หลังกินข้าวทุกมื้อเป็นเวลาสามเดือน ( แพ้ท้อง )
๒. หัวนมถูกกัด แต่ต้องยอมอดทน ( ช่วงที่ฟันของลูกขึ้นใหม่ๆ )
๓. เอาลูกบอลใส่ท้อง และ เพิ่มให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทุกเดือนเป็นเวลาสิบเดือน ( ตั้งท้อง)
๔. กว่าจะคลอดเจ้าออกมาได้ ( ช่วงคลอดลูก )
๕. งดน้ำแข็ง ชา กาแฟ และ ของชอบ ที่จะส่งผลต่อลูกในครรภ์เป็นเวลาสิบเดือน

แม่

๖. ห้ามนอนพลิกตัวเป็นเวลาห้าเดือน
๗. งดเที่ยว งดกระโดดโลดเต้น เป็นเวลาสิบเดือน
๘. ห้ามป่วย เป็นเวลาสิบเดือน
๙. เปลี่ยนผ้าอ้อมซักผ้าอ้อม เป็นปีๆ
๑๐. กลางคืนต้องตื่นทุกๆ สองชั่วโมง

แม่

ลูกชายตอบกลับว่า… “โห..!! ลำบากขนาดนี้ผมทำไม่ได้หรอกครับ”
พ่อลูกเดินคุยกันจนมาถึงหน้าบ้านคุณพ่อตบบ่าลูกชายแล้วพูดว่า… “เดี๋ยวเข้าบ้านไป ให้เกียรติกับผู้หญิงของฉันด้วยนะ”

“ฮ่าๆ ครับๆ ต่อไปผมจะให้เกียรติผู้หญิงของพ่อให้มากกว่านี้ครับ” …เมื่อลูกชายเข้าบ้านก็ตรงไปกอด และ ขอโทษคุณแม่

พ่อแม่คือบุคคลสำคัญ เป็นต้นแบบของการสอนลูกทุกคนให้เติบโตมาเป็นคนดีที่สุด ไม่ว่าเราจะทำผิด เคยเถียง เคยโกหกพ่อแม่กันมา แต่คนที่พร้อมจะให้อภัยลูกและเข้าใจลูกดีที่สุดก็คือพ่อแม่ บุญคุณพ่อแม่ท่วมท้น ใช้หนี้พ่อแม่อย่างไรก็หมด

ขอบคุณบทความดีๆจาก : ข่าวโซเชียล