“ความลับของชีวิต” ก็คือ…ไม่มีสิ่งใดที่เราควบคุมได้…

มีคนกล่าวไว้ว่า…

“ความลับของชีวิต” ก็คือ…ไม่มีสิ่งใดที่เราควบคุมได้…

ทุกคน ทุกเรื่องราวที่ผ่าน
ล้วนผ่านเข้ามาในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
เพื่อให้เราเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และยอมรับความจริง

จงหัดเรียนรู้ให้ไวและมีความสุขให้ได้ในทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะเจอกับอะไร

ทุกๆ อย่าง มันมีเหตุปัจจัย
#นามบุญ
#เห็นทุกข์เห็นธรรม

กระบี่-ตรัง เฮ!! Jurassic world 4 ยกกองมาถ่ายทำในไทย

กรมการท่องเที่ยว ยืนยัน Jurassic World 4 เตรียมยกกองมาถ่ายทำภาพยนตร์ในไทย เลือกโลเคชั่นถ่ายหนังที่ จ.กระบี่ และจ.ตรัง โดยมีระยะเวลาในการถ่ายทำราว 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 มิ.ย. – 16 ก.ค. 2567 ยังมีความสนใจที่จะเลือกถ่ายทำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จ.พังงา จ.ภูเก็ต และจ.เชียงใหม่เพิ่มเติมด้วย คาดใช้งบในไทยกว่า 650 ล้านบาท


 
ทั้งนี้การถ่ายทำภาพยนตร์ Jurassic World 4 ทางทีมงานได้เลือกโลเคชันถ่ายทำในพื้นที่เทือกเขาพนมเบญจา “น้ำตกห้วยโต้” ตำบลทับปริก อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาพนมเบญจา เบื้องต้นแจ้งกำหนดการถ่ายทำไว้อย่างน้อย 1 สัปดาห์ ซึ่งทางอุทยานฯ เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ไว้คอยดูแลอำนวยความสะดวก

ทั้งนี้ สำหรับ จ.กระบี่ ถือเป็นจังหวัดที่บรรดาค่ายหนังยักษ์ใหญ่ระดับโลก เลือกเป็นโลเคชั่นถ่ายทำภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จนกลายเป็นข่าวโด่งดังมาหลายครั้ง อาท The Beach ที่ออกฉายในปี 2000 สร้างชื่อเสียงให้ “อ่าวมาหยา” กลายเป็นหาดสวรรค์ที่ นทท.ทั่วโลกอยากมาเที่ยวชม หรือภาพยนตร์เรื่อง Fast 9 ที่ออกฉายเมื่อปี 2021 ก็เลือกโลเคชั่นใน จ.กระบี่ ประกอบฉากของหนัง

จนล่าสุดเป็นภาพยนตร์ Jurassic world 4 ปัจจัยหลักเนื่องจากกระบี่ มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามทั้งทางบกและทางทะเล รวมถึงสภาพภูมิประเทศที่มีภูเขาหินปูนสลับเรียงรายสวยงาม เหมาะจะใช้เป็นโลเคชั่นในการถ่ายทำภาพยนตร์ ซึ่งนอกจากหนังฟอร์มยักษ์เหล่านี้แล้ว ยังมีกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศอีกจำนวนมากที่ยกทีมมาถ่ายทำกันอย่างต่อเนื่องเกือบทุกปี

ภาพยนตร์ Jurassic World เป็นแฟรนไชส์ภาพยนตร์จากค่ายหนังยักษ์ใหญ่ Universal Pictures ภาคล่าสุดที่เข้าฉายทั่วโลกเมื่อปี 2022 เป็น Jurassic World Dominion เฉพาะภาคนี้ทำรายได้ไปทั่วโลกมากกว่า 615 ล้านดอลล่าห์สหรัฐฯ กลายเป็นภาพยนตร์ที่ครองรายได้มากเป็นอันดับ 3 นับตั้งแต่ช่วงโควิด 19 ที่ผ่านมา.

29 พ.ค. 2567 |

เปิดประวัติ พระพรหมพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร)

พระพรหมพัชรญาณมุนี มีนามเดิมว่า “ฌอน ไมเคิล ชิเวอร์ตัน” (Shaun Michael Chiverton) ฉายา ชยสาโร เป็นพระภิกษุชาวอังกฤษ ผู้ซึ่งถ่ายทอดความลึกซึ้งทางธรรมฉบับภาษาไทยได้อย่างสละสลวยและเป็นที่ประทับใจต่อพุทธศาสนิกชนทั่วโลก สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี จังหวัดนครราชสีมา

พระอาจารย์ชยสาโร

พระพรหมพัชรญาณมุนี เกิดวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2501 เกาะไอล์ออฟไวต์ ประเทศอังกฤษ เมื่อยังเล็กท่านมีสุขภาพไม่ดี มีอาการหอบหืด แม้จะต้องหยุดโรงเรียนบ่อย แต่ก็ได้ใช้เวลาในการศึกษาด้วยตนเอง ด้วยความเป็นคนที่ช่างคิด ช่างค้นคว้าจึงมีผลการเรียนที่ดีเยี่ยมจนบิดามีความหวังให้เข้าสอบชิงทุนเพื่อเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในประเทศอังกฤษ แต่สิ่งที่สนใจจริงแล้วก็คืออะไรคือสิ่งสูงสุดที่เราจะได้จากการเป็นมนุษย์ อะไรคือความจริงสากลที่ไม่ขึ้นอยู่กับสมมุติของแต่ละสังคม ทำไมคนเราอยากจะอยู่อย่างเป็นมิตรแต่กลับรบราฆ่าฟันกันอยู่เรื่อยไป
เมื่อไม่มีบุคคลใดสามารถให้คำตอบแก่ท่านได้ ท่านจึงเริ่มอ่านหนังสือต่างๆมากมายหลากหลาย จนกระทั่งพบคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาว่าเป็น “สัจธรรมความจริง” ที่กำลังแสวงหาอยู่ จึงสนใจการฝึกจิตและศึกษาหาความรู้ทางพุทธศาสนาตั้งแต่อยู่ในวัยรุ่น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญให้ท่านเริ่มทำงานเก็บเงินและออกเดินทางหาประสบการณ์ในประเทศต่าง ๆ อาทิ ประเทศอิหร่านซึ่งลำบากมาก ถึงขนาดที่ว่าเคยโดนซ้อม แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อจนมีคนชวนท่านไปอยู่ที่บ้านเพื่อให้สอนภาษาอังกฤษให้แลกกับการให้ที่พักและอาหาร หรือเมื่อครั้งท่านไปประพฤติตนเป็นฤๅษีที่อินเดีย แต่สุดท้ายก็มีเหตุจากปัจจัยภายนอกทำให้ท่านต้องเดินทางกลับ ท่านเดินทางไปทั่ว จนแน่ใจว่าการศึกษาและปฏิบัติธรรม อันเป็นหนทางที่ต้องการแทนการเรียนต่อในมหาวิทยาลัย โดยท่านใช้เวลาค้นหาสิ่งที่ท่านต้องการตั้งแต่อายุ 17 ปี ใช้เวลา 2 ปี จนเมื่อ พ.ศ. 2521 ท่านได้พบและเริ่มปฏิบัติกับพระอาจารย์สุเมโธ (พระชาวต่างชาติรูปแรกที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อชา สุภทฺโท) ที่วิหารแฮมสเตด ประเทศอังกฤษ และได้ถือเพศเป็นอนาคาริก (ปะขาว) อยู่กับท่านพระอาจารย์สุเมโธ ถือศีล 10 เป็นเวลา 1 พรรษา แล้วเดินทางมายังประเทศไทย

แม้ว่าท่านจะได้ปฏิบัติมาบ้างเมื่ออยู่กับพระอาจารย์สุเมโธมาแล้วก็ตาม แต่หลวงพ่อชาก็ยังไม่บวชให้ ท่านรับการฝึกฝนเคี่ยวเข็ญด้วยอุบายต่าง ๆ จากหลวงพ่อชา ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อหลวงพ่อชาถามว่า อยากบวชไหม หากบอกว่า อยาก ท่านก็จะตอบว่า ยังไม่ให้บวช จนกว่าจะตอบว่า “แล้วแต่หลวงพ่อ” ท่านจึงได้บวช เมื่อ พ.ศ. 2523 โดยอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดหนองป่าพง โดยมีพระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์

หลวงพ่อชา สุภัทโท

ก่อนเดินทางมาประเทศไทย ท่านได้ตั้งใจว่าจะอยู่ที่วัดหนองป่าพง ให้ครบ 5 ปี โดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อศึกษาปฏิบัติธรรม เมื่อมาพบหลวงพ่อชา ก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาและความเป็นครูที่มีทั้งเมตตา และปัญญาในการสอนอย่างลึกซึ้ง จึงสามารถทนต่อความยากลำบากในการปรับตัวให้เข้ากับการใช้ชีวิตแบบพระวัดป่า ที่เข้มงวดในวินัย และการฝึกปฏิบัติตามรอยพระพุทธเจ้า และการอยู่ร่วมกับคณะสงฆ์ชาวไทยจนเกิดความก้าวหน้าและเบิกบานในธรรม แนวการสอนของหลวงพ่อชาเน้นการปฏิบัติการรักษาศีล และข้อวัตรปฏิบัติ ความอดทน ความเพียร การใคร่ครวญหลักธรรม และน้อมมาสู่ใจให้เฝ้าสังเกตจนรู้ทันอารมณ์ของตนเอง และสามารถใช้สติปัญญาในการสร้างประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่นพร้อมกันไป ทำให้ท่านผูกพันกับหลวงพ่อชามาก

เหตุที่เลือกยึดหลักเถรวาท เพราะท่านมีความตั้งใจ ต้องการจะทุ่มเทกาย ถวายชีวิตให้กับพระพุทธศาสนา เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานและที่ชอบฝ่ายเถรวาท เพราะถูกจริต ตรงไปตรงมา ไม่มีพิธีรีตองมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เข้ามาเกี่ยวกับกาย กับใจ กับทุกข์ การที่จะอยู่กับป่ากับ ธรรมชาติ อย่างที่สาวกพระพุทธเจ้าเคยปฏิบัติในสมัยพุทธกาล

แม้ว่าท่านจะเป็นชาวต่างชาติแต่เรื่องภาษาไม่ใช่อุปสรรค เพราะท่านเชื่อว่าภาษาพื้นฐาน คือบาลีสันสกฤต ซึ่งทั้งคนไทยและต่างชาติก็ต้องเริ่มมาเรียนรู้เหมือนกัน ภาษามีความยากพอกัน แต่คนไทยอาจจะง่ายกว่าที่ศัพท์ไทยมีบาลีสันสกฤต ท่านจึงต้องพยายามและขยันมากหน่อย แต่ก็ไม่นาน โดยท่านใช้วิธีการท่องตัวอักษรจนกระทั่งอ่านได้ จากนั้นก็อยู่คนเดียว ค่อย ๆ อ่าน ดูศัพท์ในดิกชันนารี อีกทั้งอยู่กับครูบาอาจารย์ ไม่ได้เรียนทฤษฎีอะไรมากมาย ก็ปฏิบัติไปด้วย มีการพิสูจน์ไปด้วย ได้ปรึกษาหารือกับครูบาอาจารย์ ได้อ่านได้ฟัง พูดคุยกับพระด้วยกัน ทั้งหมดเป็นชีวิตของท่าน ท่านเองก็ต้องคลุกคลีกับสิ่งนี้อยู่แล้วจึงไม่ยากเท่าไร

พระอาจารย์ชยสาโร

พระพรหมพัชรญาณมุนี (สมณศักดิ์ ณ ขณะนั้นเป็น พระราชพัชรมานิต) ได้ยื่นเรื่องขอแปลงสัญชาติเป็นไทยต่อกระทรวงมหาดไทย กระทั่งวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้แปลงสัญชาติเป็นไทยเป็นกรณีพิเศษแก่พระธรรมพัชรญาณมุนีด้วยเหตุผลที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่า ได้เข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน เป็นพระภิกษุที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย แตกฉานในพระธรรมคำสอน มีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่ธรรมะทั้งในประเทศไทยและนานาชาติ กับเคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติมาก่อน ถือเป็นผู้ทำคุณประโยชน์เป็นพิเศษต่อประเทศไทยและพระพุทธศาสนา

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตโต) เมตตาตั้งนามสกุลภาษาไทยให้ว่า ‘โพธานุวัตน์’ และในปี 2564 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระธรรมพัชรญาณมุนี

ล่าสุด วันที่ 13 พ.ค. 2567 พระธรรมพัชรญาณมุนี ได้รับการโปรดสถปนาขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึก ในหิรัญบัฏว่า พระพรหมพัชรญาณมุนี ศรีวิปัสสนาธุราจารย์ ไพศาลวิเทศศาสนกิจ วิสิฐสีลาจารดิลก สาธกธรรมวิจิตร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ สถานพํานักสงฆ์บ้านไร่ทอสี จังหวัดนครราชสีมา มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 8 รูป


อนุโมทนา

เชิญร่วมสักการะ “พระบรมสารีริกธาตุ “พระอรหันตธาตุ ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล จ.กระบี่ 15–18 มี.ค.67

ขอเชิญพุทธศาสนิกชน เข้าสักการะ พระบรมสารีริกธาตุ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอรหันตธาตุของ พระสารีบุตร และโมคคัลนะ อัญเชิญประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล จังหวัดกระบี่ ระหว่างวันที่ 15 – 18 มีนาคม 2567 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระเกียรติพระชนมพรรษา ๗๒ พรรษา

พระบรมสารีริกธาตุ พระอรหันตธาตุ

พระบรมสารีริกธาตุ

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ที่รัฐบาลอินเดียได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงนิวเดลี ขุดค้นพบเมื่อปีพุทธศักราช 2441 ที่กรุงกบิลพัสดุ์ (Kapilavastu) บนผอบมีคำจารึกว่าเป็น“พระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” มีลักษณะเป็นพระบรมอัฐิขนาดค่อนข้างใหญ่ประมาณ 1 นิ้วครึ่ง ถึง 2 นิ้ว

พระบรมสารีริกธาตุ

ต่อมารัฐบาลไทยได้สร้างบุษบกไม้สัก แกะสลักปิดทอง ส่วนยอดบุษบกทำจากทองคำหนัก 109 กรัม ประดับด้วยอัญมณี เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และมอบให้เป็นของขวัญแก่รัฐบาลอินเดีย เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2540

พระบรมสารีริกธาตุ

ซึ่งในประเทศไทย พระบรมสารีริกธาตุที่ขุดพบจากแหล่งดังกล่าว รัฐบาลอินเดียได้น้อมถวาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญขึ้นไปประดิษฐาน ณ บรมบรรพต ภูเขาทอง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เพื่อให้ปวงชนชาวไทยได้สักการะจวบจนปัจจุบัน

4 สิ่งนี้ไม่ควรมีในห้องนอน ถ้าอยากหลับสบายฝันดีทุกคืน

ห้องนอน คือ ห้องที่มีความสำคัญกับเราเป็นอย่างมาก เพราะเป็นห้องที่เราใช้นอนหลับใช้พักผ่อน ซินแสเป็นหนึ่ง วงษ์ภูดร เผย 4 สิ่งที่ไม่ควรมีในห้องนอน จะมีอะไรกันบ้างไปดูกันเลย

ห้องนอน

1. ไม่ควรมีไฟส่องเตียง

เพราะตามหลักฮวงจุ้ยเชื่อว่า ดวงไฟเปรียบเสมือนความร้อน ถ้าดวงไฟส่องลงมาโดนตัวเราขณะที่กำลังนอนอยู่ จะทำให้มีปัญหาเรื่องสุขภาพ และเจ็บป่วยบ่อยได้นั่นเอง

2. ไม่ควรมีกระจกปลายเตียง

ไม่แนะนำให้ติดกระจกตรงบริเวณปลายเตียงที่ส่องเห็นตัวเอง เพราะจะทำให้เห็นเงาสะท้อนของตัวเองในตอนตื่นนอน แล้วอาจทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี

3. ไม่ควรมีรูปภาพคู่รักบนหัวเตียง

ไม่ควรมีภาพพรีเวดดิ้งบนหัวเตียง เพราะในภาพอาจมีการใส่กระโปง รองเท้า ซึ่งการอยู่บนหัวถือว่าไม่ดี ภาพพรีเวดดิ้งควรติดอยู่บริเวณทางขึ้นของบันได

4. ไม่ควรมีหิ้งพระ หรือพระ ในห้องนอน

ในทางฮวงจุ้ยถือว่าไม่ดีและไม่ควรมีรูปภาพแขวนบนหัวเตียงด้วย เพราะจะส่งผลให้นอนหลับไม่สนิท และอันตรายที่อาจเกิดจากการหล่นลงมาได้

• ขอบคุณข้อมูล : shui6909

สีรถถูกโฉลกตามวันเกิด เพื่อเสริมโชคลาภและความปังรับปีมะโรง 2567

การเลือกสีรถถูกโฉลกตามวันเกิดกับผู้ขับ เป็นความเชื่อว่าเพื่อช่วยเสริมดวงให้ปัง คนเมตตา หน้าที่การงานราบรื่น ไม่มีอุปสรรค ทั้งหมดนี้ถือเป็น “ความเชื่อ” ที่อยู่คู่กับคนไทยมาเป็นเวลานาน วันนี้ยังได้รวบรวมข้อมูล สีรถให้ถูกโฉลกกับผู้ขับ เป็นความเชื่อว่าจะช่วยเสริมดวง หนุนบารมี ให้ร่ำรวยตลอดปี แคล้วคลาด ปลอดภัย เสริมเสน่ห์ รวมถึงเสริมเงินในกระเป๋า ให้เฮงๆ กันถ้วนหน้ารับ ปีมะโรง 2567

วิธีขับรถประหยัดน้ำมัน

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

สีเหลืองเข้ม – เสริมความมั่นคงทางการเงิน
สีขาว สีชมพู สีน้ำเงิน – ผู้ใหญ่เมตตาเอ็นดู ช่วยอุปถัมภ์ค้ำชู
สีเขียว สีฟ้า – เสริมอำนาจ วาสนา มีแต่คนนับถือ การงานสำเร็จรุ่งเรือง
สีม่วงเปลือกมังคุด – ทำอะไรก็ราบรื่น ไร้อุปสรรค
สีส้ม สีทอง – เสริมสิริมงคลให้กับชีวิต
สีต้องห้ามผู้ที่เกิดวันจันทร์ – สีแดง และสีดำ

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

สีชมพู – ผู้ใหญ่เมตตาเอ็นดู ทั้งเรื่องการงานและการดำเนินชีวิต
สีเขียว – ขจัดอุปสรรคในการดำเนินชีวิต
สีม่วงเข้ม สีแดง สีน้ำตาล สีดำ – เสริมอำนาจ วาสนา บารมีและโชคลาภ ส่ง เสริมความเป็นผู้นำ
สีส้ม สีทอง – เสริมสิริมงคลในชีวิต
สีต้องห้ามผู้ที่เกิดวันอังคาร – สีขาว สีเหลือง สีฟ้า และสีน้ำเงิน

ผู้ที่เกิดพุธกลางวัน

สีเขียว สีขาว – เสริมเสน่ห์ ผู้ใหญ่เมตตา ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล
ส้สีม สีทอง สีม่วงเข้ม – เสริมสิริมงคล เสริมโชคลาภ วาสนา บารมี
สีดำ สีทอง สีเหลือง – ไร้อุปสรรค ไร้ศัตรู คู่แข่ง ชีวิตมีแต่ความราบรื่น
สีฟ้า – ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
สีน้ำเงิน – มีแต่คนเคารพนับถือ
ผู้ที่เกิดพุธกลางวันสีต้องห้าม – สีแดงแสด และสีชมพู

ผู้ที่เกิดพุธกลางคืน

สีดำ – ส่งเสริมหน้าที่การงาน
สีน้ำเงิน สีฟ้า สีทอง เสีหลือง – ขจัดอุปสรรค ทำอะไรก็ราบรื่น
สีแดง สีน้ำตาล – เสริมโชคลาภ วาสนา บารมี
สีขาว สีชมพู – มีแต่คนนับหน้าถือตา ให้ความไว้วางใจ
สีม่วงเข้ม – ผู้ใหญ่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน
สีต้องห้ามผู้ที่เกิดพุธกลางคืน – สีเขียว และสีส้ม

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

สีขาว สีน้ำเงิน – มีแต่คนนับหน้าถือตา ให้ความเคารพนับถือ
สีแดง – แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง
สีฟ้า สีดำ – เสริมโชคลาภ วาสนา บารมี หน้าที่การงาน
สีเขียว – ผู้ใหญ่เกื้อหนุน
สีส้ม – เสริมสิริมงคล
สีทอง สีเหลือง – ชีวิตมีแต่ความราบรื่น ไร้อุปสรรค
สีต้องห้ามผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี – สีม่วง และสีชมพู

สีรถ

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

สีฟ้า สีน้ำเงิน สีส้ม – เสริมสิริมงคล
สีแดง สีทอง – ส่งเสริมหน้าที่การงานดี ก้าวหน้า
สีเหลือง – ผู้ใหญ่เกื้อหนุน
สีขาว สีเขียว – มีแต่คนนับหน้าถือตา ให้ความไว้วางใจ
สีชมพู – แคล้วคลาดจากอันตราย
สีต้องห้ามผู้ที่เกิดวันศุกร์ – สีดำ และสีม่วง

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

สีม่วงเข้ม สีชมพู – ผู้ใหญ่เกื้อหนุน อุปถัมภ์ค้ำชู
สีส้ม สีดำ สีม่วงเข้ม สีฟ้า สีน้ำเงิน – เสริมสิริมงคลกับชีวิต
สีแดง สีเขียว – คนรอบข้างเชื่อถือ ไว้วางใจ
สีต้องห้ามผู้ที่เกิดวันเสาร์ – สีเหลือง และขาว

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

สีเหลือง สีชมพู – ผู้ใหญ่เกื้อหนุน
สีขาว สีครีม – แคล้วคลาด ปลอดภัย
สีดำ สีแดง สีแดงเลือดหมู – เสริมสง่าราศี อำนาจ วาสนา มีแต่คนเคารพนับถือ
สีม่วงเปลือกมังคุด สีเขียว – มีแต่คนไว้วางใจ เมตตา ช่วยอุปถัมภ์ค้ำชู
สีต้องห้ามผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ – สีฟ้า สีน้ำเงิน และสีส้ม

*การเลือกสีรถถูกโฉลกตามวันเกิดกับผู้ขับถือว่าเป็นความเชื่อและวิจารณญาณส่วนบุคคล โปรดพิจารณาและไตร่ตรองอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจเลือก สีรถ ที่จะซื้อ การเลือกสีรถถูกโฉลกตามวันเกิดกับผู้ขับไม่ถือเป็นเรื่องที่ผิดแปลกอะไรนัก เพราะถือเป็นการ “สร้างขวัญกำลังใจ” ในการใช้รถให้มากขึ้น และการขับขี่ปลอดภัย ขับรถถูกกฎ ลดอุบัติเหตุ

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรมวันเด็ก ๒๕๖๗

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๗ สำหรับลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ปี ๒๕๖๗ ความว่า…

พระคติธรรมวันเด็ก 2567

“รถยนต์ที่วิ่งเป็นปรกติทั่วไปได้อย่างมั่นคงปลอดภัย มักถูกออกแบบให้มี ๔ ล้อเป็นอย่างน้อย ล้อนั้นเรียกอีกอย่างว่า “จักร” เป็นองค์ประกอบสำคัญซึ่งช่วยนำพาให้ผู้ขับขี่รถยนต์นั้นสามารถเดินทางไปสู่ที่หมายได้สำเร็จ ถ้าขาดล้อใดล้อหนึ่ง หรือยางล้อใดแบนหรือแตกไป ก็อาจไม่ถึงที่หมาย หรือกว่าจะไปถึงก็เนิ่นช้าเสียเวลา หรืออาจเป็นอันตรายไปกลางทางได้ การดำเนินชีวิตของผู้หวังความสำเร็จก็อุปมาดุจกัน ย่อมจำเป็นต้องมี “จักร ๔” เป็นหลักธรรมนำไปสู่ความเจริญ ประกอบด้วย

๑. ปฏิรูปเทสวาสะ หมายถึง การอยู่ในถิ่นอันเหมาะสม

๒. สัปปุริสูปสังเสวะ หมายถึง การเข้าไปคบหากับคนดี

๓. อัตสัมมาปณิธิ หมายถึง การตั้งตนไว้ชอบด้วยสุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจ และ

๔. ปุพเพกตปุญตา หมายถึง ความเป็นผู้สั่งสมความดีไว้ก่อนแล้ว

เด็กและเยาวชนเป็นกำลังสำคัญที่จะพาบ้านเมืองไทยให้รุ่งเรืองสืบไป จึงขอให้ผู้ใหญ่เร่งปลูกฝังและสร้างสรรค์ให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้หนักแน่นในจักร ๔ และขอให้เด็กๆ จงรักษาตนให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมอันสมควร ห่างไกลอบายมุข คบหาทำความสนิทสนมแต่เฉพาะมิตรที่ชักพาไปสู่ความเจริญก้าวหน้า ไม่ประพฤติชั่ว ไม่พูดชั่ว ไม่คิดชั่ว อีกทั้งหมั่นสั่งสมความดี ด้วยการตั้งใจพากเพียรศึกษาเล่าเรียนเป็นต้น เพื่อเป็นรากฐานแห่งความสำเร็จยิ่งๆ ขึ้นไปในอนาคต

ขออำนวยพรให้เด็กและเยาวชนทุกคน มีกำลังใจที่จะสร้างสรรค์จักร ๔ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอจงรักษาเพิ่มพูนคุณลักษณะความเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม เพื่ออนาคตของตน และสังคมไทยที่รักของเราทุกคน.”

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

วันไหว้ครู ๒๕๖๗

ครู คือ ผู้สั่งสอนศิษย์ ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ มาจากคำว่า ครุ (คะ-รุ) ซึ่งแปลว่าหนัก ที่ต้องค้นคว้าหาความรู้ที่จะถ่ายทอดแก่ศิษย์ ครูจึงเปรียบเสมือนพ่อและแม่คนที่ 2 ของศิษย์ ผู้ที่ประสบความสำเร็จได้เป็นเพราะมีแม่เป็นผู้ให้กำเนิด มีครูเป็นผู้ให้ความรู้ ความคิด สติปัญญา และชี้ทางสว่างให้กับชีวิต ประเพณีการไหว้ครูจึงยังสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน

วันไหว้ครู เป็นพิธีกรรมที่เป็นประเพณีของไทยที่นิยมปฏิบัติมาแต่สมัยโบราณ แสดงถึงความระลึกถึงบุญคุณของครู การไหว้ครูเป็นการแสดงตนว่าขอเป็นศิษย์ของท่านโดยตรง

วันไหว้ครูกำหนดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 2 ของเดือนมิถุนายนของทุกปี ในช่วงเปิดเทอมของภาคเรียนการศึกษาที่ 1 ของโรงเรียนในสังกัดการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ สำหรับวันไหว้ครู 2567 ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน 2567

สัญลักษณ์วันไหว้ครู (ดอกไม้พานไหว้ครู)

สัญลักษณ์สำคัญของวันไหว้ครูที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้น “พานไหว้ครู” ที่ประกอบไปด้วยดอกไม้ ธูป และเทียน โดยดอกไม้วันไหว้ครูได้แก่ ดอกมะเขือ หญ้าแพรก ข้าวตอก และดอกเข็ม

ดอกมะเขือ แสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนของศิษย์ต่อครูอาจารย์ พร้อมรับความรู้ต่าง ๆ จากผู้สอน เนื่องจากดอกมะเขือมีลักษณะโน้มต่ำลงมาเสมอ

หญ้าแพรก แสดงถึงความเจริญงอกงามของสติปัญญา เนื่องจากหญ้าแพรกแพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็ว

ข้าวตอก แทนสัญลักษณ์ของความมีระเบียบวินัย หากใครสามารถทำตามกฎระเบียบและมีความมุ่งมั่นก็จะเหมือนข้าวตอกสีขาวที่ถูกคั่วออกจากข้าวเปลือก

ดอกเข็ม เป็นสัญลักษณ์แทนสติปัญญาที่หลักแหลมดั่งลักษณะของดอกเข็ม

พิธีการไหว้ครู

สถาบันการศึกษา โรงเรียนต่างๆ จะจัดพิธีไหว้ครูในช่วงเดือนมิถุยายน ซึ่งเป็นวันเปิดภาคเรียนต้นปีการศึกษา สถานที่ที่ใช้มักเป็นอาคารอเนกประสงค์ และส่งตัวแทนเด็กนักเรียนมาถือพานไหว้ครู โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้

1. ประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และนมัสการพระพุทธรูปที่โต๊ะหมู่บูชา
2. ประธานเริ่มพิธีการสวดมนต์
3. ผู้นำสวดกล่าวคาถาไหว้ครู

(ผู้นำสวด) ปาเจราจริยาโหนติ คุณุตตรานุสาสกา
สวดทานองสรภัญญะ
สวดพร้อมกัน ข้าขอประณตน้อมสักการ บูรพาคณาจารย์

ผู้กอรปประโยชน์ศึกษา
ทั้งท่านผู้ประสาทวิชา อบรมจริยา
แก่ข้าในกาลปัจจุบัน
ข้าขอเคารพอภิวันท์ ระลึกคุณอนันต์
ด้วยใจนิยมบูชา
ขอเดชกตเวทิตา อีกวิริยะพา
ปัญญาให้เกิดแตกฉาน
ศึกษาสาเร็จทุกประการ อายุยืนนาน
อยู่ในศีลธรรมอันดี
ให้ได้เป็นเกียรติเป็นศรี ประโยชน์ทวี
แก่ชาติและประเทศไทยเทอญฯ

(ผู้นำสวด) ปัญญาวุฒิกเร เต เต ทินโนวาเท นมามิหัง

4. ตัวแทนนักเรียนกล่าวคำปฏิญาณตน ตัวแทนนักเรียนแต่ละห้องนำพานมอบให้ครู

ที่มาของสำนวน “กลัวดอกพิกุลจะร่วง”

ที่มาของสำนวน “กลัวดอกพิกุลจะร่วง” เดิมมีที่มาจากนิทานพื้นบ้านที่กล่าวถึง นางพิกุลทอง หญิงสาวที่มีจิตใจดี มีเมตตา เมื่อพูดสงสารใคร ก็จะมีดอกพิกุลร่วงออกมาจากปาก ต่อมากลายเป็นสำนวนเรียกอาการที่นิ่งไม่พูด มักเป็นการพูดอย่างประชดประชัน ต้องระวังเวลาพูด

 พิกุลทอง

นิทานพื้นบ้านไทย “พิกุลทอง”

นิทานเรื่องนางพิกุลทอง บทละครนอกที่ปรากฏในสมุดไทยแต่ครั้งสมัย กรุงศรีอยุธยา นั้นจับเรื่องตั้งแต่นางพิกุลทองสรงน้ำ จนถึงตอนนางพิกุลทองลุยไฟ ส่วนนิทานกลอนของนายบุศย์ โรงพิมพ์วัดเกาะจะแต่งเพิ่มต่อจนจบเรื่อง

“นางพิกุลทอง” เป็นธิดาของ “ท้าวสัณนุราช” กับพระมเหสี คือ “นางพิกุลจันทรา” ผู้ครองเมืองสรรพบุรี (ในสมุดไทยเขียนว่าเมือง สันทบุรี) เมื่อย่างเข้าวัยรุ่นสาว ความงามของนางเป็นที่เลื่องลือว่ายากที่จะหาผู้หญิงคนใดเสมอเหมือนได้ ซึ่งนอกจากเวลาพูดกับใครจะมีดอกพิกุลทองร่วงจากปาก แล้วยังมีเส้นผมที่หอมอีกด้วย วันหนึ่งนางพิกุลทองเกิดร้อนรุ่มกลุ้มอุรา จึงได้ลาท้าวสัณนุราชไปเล่นน้ำกับพระพี่เลี้ยงในลำธาร ท้าวสัณนุราชจึงให้วางตาข่ายและทุ่นไว้รอบท่าน้ำ เพราะโหรทำนายว่านางจะต้องพลัดพรากจากเมือง

จะกล่าวถึงพญาแร้งชื่อว่า “ท้าวสุบรรณปักษา” บินมาเห็นซากสุนัขเน่าจึงโฉบนำกลับไปจิกกินลอยมาใกล้บริเวณที่นางพิกุลทองกับพี่เลี้ยงเล่นน้ำอยู่ นางพิกุลทองได้กลิ่นเหม็นเน่าจึงใช้ให้พี่เลี้ยงไปดูก็พบพญาแร้งกำลังกินซากนั้นอยู่จึงได้พากันด่าว่าแล้วขับไล่ด้วยคำหยาบช้าต่างๆ นานา ฝ่ายท้าวปักษาก็โกรธจัดกล่าวว่า สุนัขเน่านี้ คือ อาหารของตนอยู่แล้ว นางพิกุลทองเป็นลูกเจ้าท้าวพระยาไม่น่ามากล่าวเจรจาด่าว่าขับไล่ตนเช่นนี้ว่าแล้วก็บินหนีไป แต่ท้าวปักษีก็ยังคิดจะแก้แค้นนางพิกุลทองให้ได้จึงออกอุบายแปลงกายเป็นหนุ่มรูปงามไปขออาศัยอยู่ที่กระท่อมท้ายสวนขวัญของเมืองสรรพบุรี แล้วคอยเนรมิตทองคำให้ 2 ตายายใช้จนร่ำรวย โดยบอกว่าตนไปพบตอนขุดเผือกมัน อยู่มาวันหนึ่งจึงรบเร้าขอให้ 2 ตายายเข้าไปสู่ขอนางพิกุลทองมาเป็นภรรยา 2 ตายายฟังแล้วหัวใจแทบวายกล่าวว่าคิดเกินตัวอย่างนี้จะถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร ท้าวปักษาแปลงจึงแสร้งทำเป็นตรอมใจใกล้ตาย 2 ตายายจึงจำใจเข้าไปทูลสู่ขอนางพิกุลทองจากท้าวสัณนุราชได้ทราบความดังกล่าวก็กริ้วจัด กล่าวว่าถ้าคิดว่าหลานชายมีบุญวาสนาจะได้คู่กับนางจริงใกล้สร้างสะพานเงินสะพานทองจากท้ายสวนมาถึงพระราชวังภายใน 3 วันมิเช่นนั้นจะประหารทั้งโคตร 2 ตายายหลังจากกลับมาถึงบ้านแล้วก็นั่งซึม เอาแต่ร้องไห้แล้วต่อว่าท้าวปักษาที่หาเรื่องเดือดร้อนมาให้ตน ครั้นท้าวปักษาได้ทราบเรื่องต้องสร้างสะพานทองแล้วจึงกล่าวปลอบใจว่าถ้าตนทำไม่เสร็จจะยอมตายแทน 2 ตายายจึงค่อยโล่งใจบ้าง พอตกค่ำท้าวปักษาก็บอกว่าจะขอออกไปทำธุระข้างนอกจากนั้นก็แปลงเป็นพญาแร้งขนาดมหึมาบินกลับไปยังเขานินทะกาลา แล้วเกณฑ์ไพร่พลทั้งหลายให้มาช่วยสร้างสะพานจนแล้วเสร็จ

ครั้นรุ่งเช้า ท้าวสัณนุราชกับพระมเหสีมองออกไปเห็นสะพานเงินสะพานทองเป็นอัศจรรย์ เสร็จตามข้อตกลงดังกล่าวจึงคิดว่ามาณพผู้นี้คงจะมีบุญ แล้วจัดอภิเษกสมรสนางพิกุลทองให้กับท้าวปักษาและนางพิกุลทอง ซึ่งตลอดเวลาเมื่ออยู่ใกล้กันนางพิกุลทองก็ได้กลิ่นสาบแร้งจนเวียนหัวบ่นว่าต่างๆ นานา ส่วนท้าวปักษาก็มิอาจจะเข้าใกล้สมัครสังวาสได้ เพราะไม่ได้นึกรัก ประกอบกับเทวดาดลใจ คงมีแต่ความแค้นที่นางเคยด่าว่า

ครั้นอยู่มาได้ 3 วัน ท้าวปักษาจึงออกอุบายว่าจะชวนนางกลับไปกราบบิดามารดาของตน จากนั้นก็พากันลงเรือสำเภา 500 ลำล่องไปได้ 3 เดือน ก็มาถึงหาดแก้วพยัคฆีหน้าเมือง ท้าวปักษาจึงให้นางรออยู่ในเรือเพื่อจะขึ้นไปแจ้งให้บิดามารดาตนทราบก่อน แท้ที่จริงท้าวปักษากลับไปเกณฑ์บริเวณนกแร้งทั้งหลายให้มากินคนบนเรือเสียให้หายแค้น ส่วนนางพิกุลทองนั้นตนจะจัดการกินเองห้ามนกตัวไหนแตะต้องมีโทษถึงตาย ฝูงนกก็ดีใจพากันบินมาจับไพร่พลบนเรือกินเสียหมดทั้ง 500 ลำ

ส่วนนางพิกุลทองนั้นได้รับความช่วยเหลือจาก แม่ย่านาง วิญญาณประจำเรือ รู้ว่าพญาแร้งคิดไม่ซื่อ จึงเนรมิตห้องคูหาแล้วนำนางพิกุลทองไปซ่อนไว้ในปลายเสากระโดงเรือ พญาแร้งโกรธมากด่าว่าลูกน้องไม่เชื่อฟังหาว่ากินไม่ดูตามาตาเรือดันไปกินเอานางพิกุลทองไปด้วยแล้วก็พากันบินกลับไป แต่กระนั้นก็ยังไม่แน่ใจว่านางตายจริง ก็จึงให้บริวารบางส่วนคอยเฝ้าดูเรือไว้ ฝ่ายแม่ย่านางครั้นเห็นพญาแร้งกับบริวารบินกลับไปหมดแล้ว จึงได้พานางพิกุลทองออกมาจากที่ซ่อนเพื่อสรงน้ำ เส้นผมของนางที่ไม่เคยหลุดร่วงเลย ก็ร่วงลงมา นางสงสัยว่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น นางจึงเสี่ยงทายเสยเอาเส้นผม และดอกพิกุลทองใส่ผอบพร้อมจารึกชื่อ และเรื่องราวลงไปด้วยเพื่อหาผู้มีบุญมาช่วยเหลือ ผอบทองลอยไปจนถึง “เมืองพรหมกุฏปัญจาละ” ซึ่งมี “พระสังข์ศิลป์ชัย” และ “นางสุพรรณ” ปกครอง มีพระโอรสเก่งกล้าองค์หนึ่งชื่อ “พระพิชัยมงกุฏ” (ในฉบับตัวเขียนว่าชื่อ “พระพิไชยวงศ์กุฏ”)

ขณะนั้นทั้ง 3 กษัตริย์ได้มาสรงน้ำที่ท่าน้ำนอกเมือง เห็นผอบทองลอยทวนน้ำมา พระพิชัยมงกุฏจึงเสี่ยงพระสังข์วิเศษไปกล่าวว่าถ้ามาดีให้ช้อนขึ้นมา ถ้ามาร้ายให้สังข์วิเศษทำลายเสีย ปรากฏว่าสังข์ก็ไปช้อนผอบขึ้นมา เมื่อเปิดข้อความดูเห็นเส้นผม, ดอกพิกุล และจารึกเรื่องราวก็ถึงกับหลงไหลกินไม่ได้นอนไม่หลับ พระสังข์ศิลป์ชัยได้ทราบอาการก็ตกพระทัย พระพิชัยมงกุฏจึงขอลาไปตามหานางพิกุลทอง จึงโปรดให้สังข์ ศร และพระขรรค์วิเศษไปป้องกันตัวและให้จัดแต่งเรือสำเภาพร้อมไพร่พลไปตามประสงค์

กองเรือแล่นมาหลายวันจนกระทั่งถึงเกาะใหญ่กลางทะเล ซึ่งเป็นเขตของ “นางยักษ์กาขาว” ซึ่งลอบเข้ามาในเรือด้วยความสงสัย ครั้นเห็นพระพิชัยมงกุฏรูปร่างสง่างามก็หลงรัก จึงแอบอุ้มพาไปขณะหลับ แล้วเนรมิตเมืองขึ้นบนเกาะแล้วแปลงเป็นหญิงสาวอยู่ในเมืองนั้น ครั้นพระพิชัยมงกุฏตื่นมาเห็นบ้านเมืองกับหญิงงามก็เข้าใจว่าเป็นนางพิกุลทอง จึงเกี้ยวนางจนได้เป็นภรรยา แต่ยังสงสัยว่าได้กลิ่นสาปสาง, ผมไม่หอมของนางยักษ์กาขาว ตกดึกเทพารักษ์จึงได้มาบอกให้รีบหนีไปเพราะนางเป็นยักษ์แปลงมาแล้วบอกทางให้แล่นเรือไปทางตะวันออก 3 วันก็จะถึงหาดแก้วพยัคฆี

ครั้นพระพิชัยมงกุฏเดินทางมาถึงเห็นกองเรือร้างจอดอยู่ จึงให้ไปค้นเรือทุกลำก็พบแต่กระดูก ฝ่ายนางพิกุลทองได้ยินเสียงจึงลาแม่ย่านางออกมาจากเสากระโดงเรือและเข้าพบกับพระพิชัยมงกุฏด้วยความยินดี

(โอด) เมื่อนั้น พระไชยวงศ์กุฏเห็นนางเร่งหรรษา
เห็นนางทรงโศกโศกา หอมเส้นเกศาตระลบไป
พิกุลทองตกลงจากโอษฐ์ ให้โปรดพิศวงหลงใหล
ยอกรฟักฟูมเข้าอุ้มไว้ ฟังพี่อย่าได้โศกา
พี่ได้ผอบมาติดตาม ประสบสมดังความปรารถนา
ขอเชิญนงเยาเล่ากิจจา แรกเริ่มเดิมมาประการใด

ขณะนั้นบริวารของพญาแร้งเห็นผู้คนมาเอะอะวุ่นวายจึงรีบบินไปบอกแก่ท้าวปักษา กล่าวว่าชะรอยนางพิกุลทองจะยังไม่ตาย ท้าวปักษาจึงรีบพาบริวารมาทันที ครั้นเห็นนางพิกุลทองหลบอยู่กับพระพิชัยมงกุฏก็เจรจาตอบโต้อยู่พักหนึ่งแล้วทำการรบกัน พระพิชัยมงกุฏจึงแผลงศรวิเศษไปถูกอกท้าวปักษาตายกลางอากาศพร้อมกับบริวารทั้งหลาย ครั้นเสร็จศึกแล้ว จึงพานางพิกุลทองกลับไปยังบ้านเมืองของตนต่อไป ฝ่ายนางยักษ์กาขาว ครั้นตื่นขึ้นมาไม่เห็นพระพิชัยมงกุฏ จึงคว้ากระบองออกไล่ติดตามไปถึงเมืองพรหมกุฏปัญจาละ แต่เกรงอำนาจจึงเข้าเมืองไม่ได้ ก็ซ่อนตัวอยู่ที่ต้นไทรในสวน

หลังจากพิธีอภิเษกสมรสแล้ว ต่อมานางพิกุลทองก็ประสูติพระโอรส 2 พระองค์ คนพี่มีนามว่า “พระลักษณา” ส่วนโอรสองค์รองนามว่า “พระยมยศ” อยู่มาวันหนึ่งทั้ง 4 กษัตริย์ก็เสด็จประพาสที่บึงบัวเพื่อเก็บบัวมาบูชาพระปฏิมา ฝ่ายนางยักษ์กาขาว ครั้นรู้ว่าพระพิชัยมงกุฏได้อภิเษกกับนางพิกุลทองแล้ว ก็ให้เคียดแค้นเป็นยิ่งนักหมายจะทำร้ายนางพิกุลทองเสียให้หายแค้น จึงแปลงร่างเป็นดอกบัวทองอยู่ใต้น้ำ ครั้นเรือผ่านมานางพิกุลทองเห็นเข้าก็ประหลาดใจในความงามจึงเอื้อมมือลงไปเด็ด นางยักษ์กาขาวได้ทีจึงฉุดนางพิกุลทองลงไปใต้น้ำแล้วสาปให้กลายร่างเป็นนางชะนีพิกุลทอง จะพ้นสาปได้ก็ต่อเมื่อนำเลือดของนางยักษ์กาขาวมาชโลมตัว

ส่วนนางยักษ์กาขาวก็จดจำและแปลงร่างเป็นนางพิกุลทองแทน ครั้นพระพิชัยมงกุฏช่วยฉุดขึ้นมาครั้งแรกเป็นนางยักษ์กาขาวแปลง นางยักษ์กาขาวก็รีบเป่ามนต์สะกดใส่พระพิชัยมงกุฏให้หลงไหลและอยู่ภายใต้อำนาจ พระรักและพระยมก็ร้องไห้บอกว่าไม่ใช่คุณแม่ของตน แต่เมื่อเห็นนางชะนีพิกุลทองผุดขึ้นมาจากน้ำกลับร้องว่าเป็นคุณแม่และไม่ยอมกลับวัง พระพิชัยมงกุฏด้วยมนต์สะกดของนางยักษ์กาขาวจึงกริ้วขับไล่ให้ไปอยู่กับนางชะนีพิกุลทองในป่า แล้วพระองค์ก็พานางยักษ์กาขาวแปลงกลับเข้าวัง 2 พี่น้องร้องไห้หาคุณแม่จนหิว แต่นางชะนีพิกุลทองก็กำลังคลุ้มคลั่งด้วยมนต์ของนางยักษ์กาขาว คอยแต่จะหนีเข้าป่าท่าเดียว

(เพลง) เมื่อนั้น พระกุมารอุ้มน้องแล้วร้องไห้
ค่อยลอดลัดตัดเดินดำเนินไป ถึงที่ต้นไทรพระมารดา
จึงร้องเรียกอยู่แจ้วแจ้ว ลูกมาถึงแล้วพระแม่ขา
ลงมาส่งนมพระลูกยา น้องข้าอยากนมเป็นเหลือใจ
แม่เจ้าประคุณของลูกเอ๋ย กรรมสิ่งใดเลยมาซัดให้
ทูลหัวนั่งนิ่งบนกิ่งไม้ ไขหูเสียใยไม่นำพา
ร้องเรียกมารดาขึ้นไปเล่า แม่เจ้าประคุณลูกมาหา
น้องยมอยากนมพ้นปัญญา ส่งนมลูกเถิดราแม่ดวงใจ

พอมีสติขึ้นบ้างก็เล่าเรื่องให้ลูกฟังแล้วให้เก็บดอกพิกุลทองที่หล่นออกมาเอาไปขายเพื่อซื้อข้าวกิน ครั้นนางวิเสทชาววังออกมาเห็นก็พา 2 พระโอรสเข้าไปในเมืองแล้วกราบทูลให้พระสังข์ศิลป์ชัยทราบ 2 พี่น้องจึงเล่าเหตุการณ์นางยักษ์กาขาวแปลงให้พระอัยกาฟัง พระสังข์ศิลป์ชัยและพระมเหสีถึงกับกริ้วจัด ตรัสให้เรียกพระพิชัยมงกุฏเข้าเฝ้าแล้วสอบสวนเรื่องนางพิกุลทอง นางยักษ์กาขาวแปลงก็พูดตลบแตลงวกวนไปมา พระนางสุพรรณจึงกระซิบให้พระพิชัยมงกุฏดูอาการของนางยักษ์กาขาวที่ไม่มีแววตาและไม่มีดอกพิกุลทองร่วงจากปาก แล้วออกอุบายให้พระโอรสบอกกับนางยักษ์กาขาวแปลงว่าจะออกไปคล้องช้างเผือก

ครั้นพระพิชัยมงกุฏ พระลักษณา และพระยมยศเข้าไปทำจั่นจนดักได้ตัวนางชะนีพิกุลทอง เมื่อเห็นพระพิชัยมงกุฏก็ร้องเรียก “ผัวๆ” จนถามนางชะนีได้ความว่าต้องฆ่านางยักษ์กาขาวแล้วเอาเลือดมารดก็จะหายเป็นปกติ ฝ่ายนางยักษ์กาขาว ซึ่งลอบเห็นเหตุการณ์รู้ว่าความแตกจึงกลับคืนร่างเดิมออกอาละวาด แต่ถูกพระพิชัยมงกุฏสังหารนางยักษ์ แล้วรองเอาเลือดมารดนางพิกุลทองจนกลับร่างเป็นมนุษย์ตามเดิม

ต่อมานางพิกุลทองก็จะกลับไปเยี่ยมท้าวสัณนุราชที่เมืองสรรพบุรี จึงล่องเรือสำเภาไปในทะเลได้ 7 ราตรี “นางยักษ์กาสุวรรณ” ซึ่งเป็นน้องสาวของนางยักษ์กาขาว ทราบข่าวว่า พี่สาวตนถูกพระพิชัยมงกุฏฆ่าตายก็แค้นใจตามมาอาละวาดจนเรือแตกผู้คนตายหมด จน 4 กษัตริย์พลัดพรากจากกัน โดยที่เทวดาบังตาไว้ไม่ให้นางยักษ์กาสุวรรณเห็นกษัตริย์ทั้ง 4 องค์นางพิกุลทองถูกน้ำซัดไปอีกทางหนึ่ง “พระสมุทรเทวา” เกิดความสงสารจึงเนรมิตขอนไม้ใหญ่ให้นางเกาะมาจนกระทั่งชายหาด “เมืองเวฬุจักร” นางจึงถอดแหวนเสี่ยงทายว่าหากโอรสและภัสดาตายแล้วก็ให้แหวนจม ปรากฏว่าแหวนลอยขึ้นนางจึงค่อยโล่งใจขึ้นบ้าง

จึงฉีกชายผ้าสไบเขียนบอกเรื่องราวผูกไว้ที่พระไทรแล้วฝากกราบพระไทรให้ช่วยบอกทางหากสามีมาพบ นางพิกุลทองเดินซัดเซพเนจรไปในป่าจนเข้ามาในเขตเมืองเวรุจักร ซึ่งมี “พญายักษ์วิรุณจักร” ปกครองอยู่นางก็หลับอยู่ในศาลาหน้าเมือง ท้าววิรุณจักรมาพบเข้าก็เกี้ยวพาราสี นางพิกุลทองก็ว่าตนมีสามีและลูกแล้ว แต่พญายักษ์กลับไม่ฟังเสียงบังคับนางขึ้นรถพาเข้าไปในวัง ท้าววิรุณจักรก็เพียรพยายามเกี้ยวพาราสีนางพิกุลทอง แต่นางไม่ยอมซ้ำกลับต่อว่าเปรียบเปรยต่างๆ นานา ท้าววิรุณจักรโกรธมากจึงใช้พระขรรค์ฟันนาง แต่ด้วยสัจจบารมีที่นางซื่อสัตย์ต่อสามี ทำให้พระขรรค์หักเป็น 2 เสี่ยง เมื่อท้าววิรุณจักรไม่สามารถทำอันตรายแก่นางได้ จึงขับไล่ให้เป็นทาสรับใช้อยู่ในครัว

ฝ่าย 3 พ่อลูกครั้นเรือแตกแล้ว พระพิชัยมงกุฏจึงขว้างสังข์วิเศษไปสังหารนางยักษ์กาสุวรรณจนสิ้นชีพ แล้วเนรมิตขึ้นขี่สังข์ออกตามหานางพิกุลทอง จนพบชายผ้าสไบที่นางผูกไว้ พระไทรจึงปรากฏกายแล้วชี้ทางให้ไปทางทิศตะวันออก จึงพากันเดินไปตามทางพบอาศรมพระฤๅษี ก็ตรวจดวงชะตาว่าพระพิชัยมงกุฏนั้นจะได้ชายาอีก 1 คน ส่วนนางพิกุลทองนั้นพอครบ 1 เดือนจึงพ้นเคราะห์กรรม แล้วพระดาบสจึงสั่งสอนวิชาเหาะเหินเดินอากาศให้ พร้อมทั้งมอบแหวนเนาวรัตน์กายสิทธิ์และพระขรรค์แก้ว ให้กับพระพิชัยมงกุฏเพื่อนำไปต่อสู้กับยักษ์ ทั้ง 3 ก็กราบลาพระฤๅษี แล้วเดินทางต่อไปจนถึงเมืองวิรุณจักร จึงพากันแปลงกายเป็นนกขุนทองบินเข้าไปในสวนขวัญเพื่อสืบเรื่องราว

จะกล่าวถึงท้าววิรุณจักรมีธิดาโสภาอันเกิดแต่นางมนุษย์อยู่องค์หนึ่งชื่อว่า “นางอรุณวดี” อยู่มาคืนหนึ่งกลับฝันเห็นพญานาค 7 เศียรเลื้อยเวียนรอบปราสาทแล้วเข้ารัดนาง ครั้นตื่นขึ้นจึงปรึกษานางยักษ์พี่เลี้ยง ก็ทำนายว่าสงสัยจะได้คู่ ทำเอานางร้อนรุ่มกล้มอุราจึงพากันไปลงเที่ยวชมสวนพบกับนกสาริกา 3 พ่อลูกคุยกันอยู่ จึงใช้ให้พวกยักษ์จับเข้าไปเลี้ยงในวัง ครั้นตกดึก พระพิชัยมงกุฏจึงแปลงกลับเป็นคนดังเดิม แล้วลอบเข้าหานางอรุณวดีจนได้นางเป็นชายา

ความแตกเมื่อนางกำนัลมาพบเข้าในตอนรุ่งเช้า จึงรีบไปทูลบอกแก่ท้าววิรุณจักร กริ้วโกรธดั่งไฟบรรลัยกัลป์ ตรัสสั่งให้โอรสองค์รองชื่อ “กุมภัณฑสูร” ไปจับ แต่ก็ถูก 2 กุมารฆ่าตาย ท้าววิรุณจักรก็ยิ่งแค้นว่าต้องมาแพ้เด็กเมื่อวานซืน ครั้นจะสู้เองพระมเหสีก็ห้ามว่าท่าทางศัตรูจะมีฤทธิ์มากควรมีหนังสือไปบอกให้สหายคือ “ท้าวกัมพลนาค” ที่เมืองบาดาลกับ “ท้าวหัศจักร” มาช่วยรบดีกว่า ครั้นทั้ง 2 มาถึง ท้าววิรุณจักรก็ให้แต่งทัพออกสู้รบกับพระพิชัยมงกุฏ แต่ก็ถูกพระขรรค์ฟันเสียเป็นแผลหลายแห่งก็แค้นใจ จึงกลับร่างพญานาค 7 เศียรใหญ่พ่นพิษหมายจะให้ตาย พระพิชัยมงกุฏจึงถอดแหวนเนาวรัตน์ที่พระดาบสให้มาขว้างออกไปเป็นพญาครุฑไล่จิกตีท้าวกัมพลนาคจนต้องซมซานหนีลงไปบาดาล ต่อมาท้าวหัสจักรออกรบก็ถูก 2 กุมารฆ่าตายด้วยพระขรรค์แก้ว ฝ่ายท้าววิรุณจักรก็ถูกพระพิชัยมงกุฏยิงด้วยศรวิเศษเสียบอกตายกลางสนามรบ พวกยักษ์ที่เหลือก็พากันครั่นคร้ามไม่กล้าต่อกรด้วย แล้วทูลเชิญให้ขึ้นครองเมือง พระพิชัยมงกุฏจึงให้จัดการถวายพระเพลิงท้าววิรุณจักรตามราชประเพณี

ฝ่ายนางพิกุลทองครั้นทราบว่าผู้ปราบท้าววิรุณจักรได้คือสวามีและพระโอรสก็ยินดี ครั้นเวลานำอาหารถวายนางก็รับอาสาเพราะยักษ์ทำอาหารมนุษย์ไม่เป็น แล้วใส่พิกุลทองลงไปในเครื่องเสวยด้วย 3 พ่อลูกเห็นดอกพิกุลทองก็จำได้จึงให้ไปเรียกคนครัวขึ้นมา เมื่อพบหน้ากันแล้วทั้ง 4 ก็ร้องไห้กันจนสลบ ครั้นฟื้นขึ้นแล้วจึงให้นางพิกุลทองไปทรงเครื่องอย่างนางกษัตริย์ แล้วเรียกนางอรุณวดีมาทำความรู้จัก ฝ่ายนางอรุณวดีนั้นถือตนว่าเป็นลูกเจ้าท้าวกษัตริย์บวกกับความหึงหวงจึงค่อนแคะนางพิกุลทองในทำนองว่า เป็นเมียน้อยบิดาตนมาแล้วกลายเป็นคนครัว คิดจะเป็นนางกษัตริย์เสมอตนมิรู้จักเจียมตัวบ้าง

ฝ่ายนางพิกุลทองครั้นได้ยินดังนี้ก็ให้เจ็บใจ จึงเล่าเรื่องราวให้ฟังแล้วขอพิสูจน์ด้วยการลุยไฟแสดงความบริสุทธิ์ พระอินทร์จึงเอาน้ำอมฤตมาพรมดับไฟ ส่วนนางอรุณวดีลุยไฟแล้วทนร้อนไม่ได้ จึงถูกพระพิชัยมงกุฏลงโทษและให้ขอโทษนางพิกุลทอง นางอรุณวดีเสียใจมากจะผูกคอตาย แต่ก็ได้รับการช่วยเหลือ ในที่สุดก็ยอมยกมือไหว้นางพิกุลทองในฐานะเมียหลวง และทั้งหมดก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขที่เมืองเวฬุจักรนับตั้งแต่บัดนั้น

ข้อมูล – พิกุลทอง

อโศกมหาราชผู้ทรงธรรม พุทธศาสนูปถัมภกผู้ยิ่งใหญ่

ส.สีมา เขียนถึง “อโศกมหาราช” ผู้มีพระชนมชีพในห้วง พ.ศ. 218-260 ไว้ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมว่า… เรารู้จักอโศกมหาราชในอีกพระนามหนึ่งว่า ธรรมาโศก (อโศก ผู้ทรงธรรม) หรือศรีธรรมาโศกราช

พระองค์เป็นพระราชาองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์โมริยะ (Maurya) ครองราชสมบัติ ณ นครปาฏลีบุตร ในห้วงปี พ.ศ. 218-260 ทรงเป็นพระราชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชมพูทวีป และทรงเป็นองค์เอก อัครศาสนูปถัมภกที่สําคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา

อโศกมหาราช

พระประวัติของอโศกมหาราชโดยพิสดารนั้นชวนให้เข้าใจว่าทรงมีเชื้อสายสืบต่อมาจากศากยวงศ์ คือ วงศ์ของพระพุทธเจ้าที่ถูกทําลายด้วยความแค้นของพระราชาวิฑูฑะภะแห่งแคว้นโกศล ทําให้พระญาติที่หลุดรอดจากการทําลายแตกหนีไปจํานวนมากนั้น มีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่เฉลียวฉลาดนามว่าจันทรคุปต์ ได้รวบรวมผู้คนเข้าด้วยกับกองทัพอเล็กซานเดอร์มหาราช แต่ต่อมาเกิดผิดใจกันและจันทรคุปต์ถูกจับ แต่ก็หนีมาตั้งกองทัพใหม่เป็นอิสระได้ ให้พอดีอเล็กซานเดอร์มหาราชยกทัพกลับกรีก แต่ไม่ถึงกรีกด้วยสวรรคตเสียก่อนที่เมืองบาบิโลน จึงเป็นโอกาสดีของจันทรคุปต์ ได้รวบรวมผู้คนมากพอและสถาปนาราชวงศ์โมริยะขึ้น และจัดทัพเข้ายึดนครราชคฤห์แห่งแคว้นมคธได้ แต่ได้ย้ายราชธานีใหม่ไปอยู่เมืองปาฏลีบุตร

กว่าจะยึดราชคฤห์ได้และสถาปนาปาฏลีบุตรเป็นราชธานีนั้น มีเกร็ดประวัติศาสตร์เล็กๆ เชิงยุทธศาสตร์ที่แยบยลอย่างหนึ่งในการขยายอาณาจักรของราชวงศ์โมริยะให้กว้างขวางขึ้นอย่างชาญฉลาด เรื่องมีอยู่ว่าขณะที่พระราชาจันทรคุปต์ยังมีกองทัพไม่เข้มแข็งมากนัก และซ่องสุมผู้คนหลบซ่อนกองทัพใหญ่ของข้าศึกที่แข็งแรงกว่านั้น วันหนึ่งทรงได้ยินแม่ผู้หนึ่งสอนลูกกินขนมเบื้องว่าให้กัดกินจากริมไปทีละเล็กละน้อยก่อนจะเข้าไปกินตรงกลาง เพราะถ้ากัดตรงกลางทันทีก็ย่อมจะร้อนต้องคายทิ้ง

“มึงมันลูกโจร จันทรคุปต์ ยังมีกองกําลังไม่แก่กล้าก็โหมเข้าตีเมืองใหญ่ ย่อมต้องพ่ายแพ้แน่นอน ก็เหมือนถึงโลกกล้ากัดขนมเบื้องตรงกลางที่กําลังร้อน แทนที่จะค่อยๆ เต็มตีเมืองเล็กไปก่อน”

จันทรคุปต์ได้ยินแม่ผู้นั้นด่าลูกและพาดพิงถึงตนก็ได้คิด แต่ไม่ได้โกรธเคืองอะไร โดยปรับปรุงการรบเสียใหม่ จนชนะคู่ต่อสู้และยึดราชคฤห์ได้ และคู่ศึกต่อมาก็คือพระราชาเซลอยโกส ขุนพลดั้งเดิมของอเล็กซานเดอร์มหาราช เชื้อสายกรีกผู้ครองแคว้นคันธารราฐ ที่ยอมหย่าทัพและยอมยกราชธิดาให้พระราชาจันทรคุปต์ด้วย

พระราชาจันทรคุปต์องค์นี้ คือต้นราชวงศ์โมริยะ และเป็นสมเด็จปู่ของอโศกมหาราช เมื่อพระราชาจันทรคุปต์สวรรคต พระราชาพินทุสาร พระโอรสได้ครองราชย์ต่อมา ทรงขยายราชอาณาจักรกว้างขวางมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

อโศกมหาราชเป็นโอรสที่พระบิดาโปรดปราน ได้เป็นอุปราชและได้ครองเมืองอุชเชนี แห่งแคว้นอวันตี (อุชเชนีอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของนครราชคฤห์ แคว้นมคธ เป็นเมืองที่คาร์ล เจลเลอรุพ สมมุติให้เป็นเมืองของกามนิตในวรรณกรรมเรื่องวาสิฏฐี)

เมื่อพระบิดาคือพระราชาพินทุสารสวรรคต อโศกมหาราชทรงได้ราชสมบัติเมื่อปี พ.ศ. 270 ทรงพระนามว่า พระราชาอโศกปิยทัสสี (ครองราชสมบัติ 41 ปี สวรรคตเมื่อ ปี พ.ศ. 311)

เมื่อครองราชสมบัติก็ทรงเจริญรอยตามพระบิดาคือขยายพระราชอาณาจักร โจมตีแคว้นต่างๆ ให้มายอมอยู่ในพระอํานาจ แคว้นสําคัญคือกะลิงคะซึ่งอยู่ตอนใต้แคว้นมคธ สงครามที่นี่สู้รบกันดุเดือดที่สุดและโหดร้ายที่สุด แม้อโศกมหาราชจะเป็นผู้ชนะ แต่ก็สูญเสียไพร่พลมหาศาล สําหรับกะลิงคะแล้วไม่ต้องพูดถึง ไพร่พลล้มตาย สูญหายและถูกจับเป็นเชลยมากกว่ามาก

วิบัติแห่งสงครามครั้งนี้ ทําให้อโศกมหาราชทรงเศร้าพระทัยเป็นอย่างยิ่ง และหันมานับถือพระพุทธศาสนาโดยทันที ทรงเจริญศีล ละเว้นปาณาติบาตอย่างเคร่งครัด กับอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง โดยจัดสร้างวัดหรือวิหารถึง 84,000 แห่ง ซึ่งปรากฏอยู่ทุกแคว้นทุกเมืองในชมพูทวีป ประหนึ่งว่าจะลบพระนามอโศกผู้โหดเหี้ยม (จัณฑาโศก) ให้เลือนหายไปด้วย เคยกระทําการฆ่าพี่น้องไม่น้อยกว่าร้อยองค์เพื่อขึ้นครองราชสมบัติแต่ผู้เดียว

อโศกมหาราช

ต่อเมื่อพลิกกลับพระทัยมานับถือพุทธศาสนา จึงได้พระนามใหม่ว่า ธรรมาโศกหรืออโศกผู้ทรงธรรม และรู้จักกันทั่วไปอีกพระนามหนึ่งว่า “ศรีธรรมาโศกราช” ทรงเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริงด้วยธรรมพิชัย (ชัยชนะโดยธรรม) ทรงประกาศพุทธศาสนาขึ้นเป็นประธานสําหรับประเทศ ยอมอุทิศพระองค์เป็นอุบาสกและทรงผนวชเป็นพระภิกษุอยู่ครั้งหนึ่งและเคยเสด็จไปนมัสการถึงสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่งด้วย

อนึ่ง มีเรื่องเล่าว่าทรงได้พระสติเกิดแรงจูงใจจากการได้สนทนากับสามเณรน้อยองค์หนึ่งนามว่านิโครธะ ผู้มีท่าที่อันสงบ สมบูรณ์ด้วยอิริยาบถสมณสารูป สามเณรน้อยองค์นี้แท้จริงเป็นพระญาติสนิทที่รอดพ้นจากการถูกเข่นฆ่าครั้งเมื่อแย่งชิงราชสมบัติ

ภารกิจหลักที่ทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนา มี 3 อย่าง คือ การสร้างพุทธเจดียสถาน การสังคายนาพระธรรมวินัยและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังนานาประเทศ

อย่างแรกคือให้สร้างสถูปบรรจุพระสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ในที่ต่างๆ ทั้งในอินเดียและลังกาทวีป อย่างที่ 2 ทรงให้ทําตติสังคายนาที่นครปาฏลีบุตรอีกครั้งหนึ่งเพื่อกลั่นกรองพระธรรมวินัยให้ตรงตามวาทะของพระอริยสาวก ครั้งเมื่อทําปฐมสังคายนา ส่วนประการสุดท้ายคือการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังนานาประเทศ เช่น คันธาระประเทศ (อัฟกานิสถาน) เปอร์เซีย ลังกาทวีป (ศรีลังกา) สุวรรณภูมิประเทศ เป็นต้น

กล่าวสําหรับหลักศิลาเสาอโศก (จารึกธรรมโองการ) อันเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นเสาหินสูง ประดับยอดเสาด้วยรูปสิงห์ 4 ตัวทูนธรรมจักรปรากฏทั่วราชอาณาจักรที่ขุดค้นได้มี 12 แห่ง โดยเฉพาะที่สารนาถปฐมเทศนา เป็นเสาศิลาที่สง่างาม สําคัญและรู้จักกันมากที่สุด

สิงห์ทั้งสี่ดังกล่าว ท่านอาจารย์พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) อธิบายว่าหมายถึงพระราชอํานาจของอโศกมหาราชที่แผ่ไปทั่ว ทั้ง 4 ทิศ

สิงห์ทูนธรรมจักรนั้น มีความ หมายว่าอํานาจรัฐถือเป็นธรรมใหญ่ เชิดชูบูชาธรรมและหนุนการแผ่ขยายธรรมไปทั่วทิศทั้งสี่

สิงห์ทูนธรรมจักรยอดเสาศิลานี้ รัฐบาลอินเดียครั้งได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2490 ได้ใช้เป็นตราสัญลักษณ์ตรงกลางผืนธงชาติเป็นตราแผ่นดินตราบจนปัจจุบันนี้

ที่มาข้อมูล – ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมิถุนายน 2555

เรื่องราวของ “พระเจ้าอโศกมหาราช” จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเมารยะ

เรื่องราวของ “พระเจ้าอโศกมหาราช” จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเมารยะ

…เรื่องราวการเดินทางชีวิตของ “อโศก” เด็กหนุ่มผู้ไม่รู้ถึงชาติกำเนิดและสายเลือดขัตติยาที่ตัวเองมี สู่เส้นทางของมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในชมพูทวีป เส้นทางที่ต้องก้าวข้ามอุปสรรค ขวากหนาม แม้จะต้องแลกด้วยการทำลายล้างชีวิตเรือนแสนเพื่อความยิ่งใหญ่บนบัลลังก์ราชา

“อโศกมหาราช” บุคคลผู้เป็นตำนานกว่า 2,000 ปี “ทรราช” สู่ “มหาราช” แห่งชมพูทวีปผู้รวมผืนแผ่นดินอินเดียให้กลายเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ ผู้ละทิ้งซากศพแห่งสงครามมุ่งสู่ทางธรรม บุคคลผู้ส่งพระสมณทูต 9 สายไปทั่วโลกและทำให้พระพุทธศาสนาเผยแผ่และดำรงอยู่ในประเทศไทยขจรไกลและเจริญรุ่งเรืองตราบเช่นทุกวันนี้

พระเจ้าอโศกมหาราช

เรื่องย่อซีรี่ส์อินเดียฟอร์มยักษ์ อโศกมหาราช – เรื่องราวความเป็นมาของชีวิตและความรักระหว่างพระเจ้าพินทุสาร และนางธรรมา ผู้เป็นพระบิดาและพระมารดาของพระเจ้าอโศก พระเจ้าพินทุสารทรงเป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบันของแคว้นมคธ และพระองค์ทรงถูกเกลียดชังจาก พระนางเฮเลน่า ผู้เป็นพระชายาอีกคนหนึ่งของพระเจ้าจัทรคุปต์ พระบิดาของพระเจ้าพินทุสารและปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เมารยะ พระเจ้าพินทุสารทรงถูกบริวารของพระนางเฮเลน่าทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส แต่มีหญิงสาวชาวบ้านมาพบและช่วยเหลือพระองค์ไว้ หญิงสาวผู้มีรูปโฉมงดงามและเฉลียวฉลาดมีนามว่า ศุภัทรางคี หรือธรรมา พระเจ้าพินทุสารทรงรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณและความสามารถของนาง พระองค์ทรงตกหลุมรักนางและสมรสกัน นางธรรมาตั้งครรภ์โดยไม่ทราบเรื่องราวที่แท้จริงว่า พระเจ้าพินทุสารทรงเป็นกษัตริย์ ความจริงปรากฏเมื่อมีราชบริวารมารับตัวพระเจ้าพินทุสารกลับไป ซึ่งนางก็ยอมให้พระองค์ไปและไม่ได้ทูลบอกเรื่องที่นางตั้งครรภ์ให้ทรงทราบ นางธรรมาได้ให้กำเนิดทารกเพศชายและตั้งชื่อเขาว่า “อโศก” (ปราศจากทุกข์โศก)

พระเจ้าอโศกมหาราช

14 ปีต่อมา
เรื่องราวชีวิตวัยเด็กของพระเจ้าอโศก พระองค์ได้รับการช่วยเหลือจากจาณักยะ เพื่อผ่านอุปสรรคต่างๆ นางธรรมาไม่ได้บอกเรื่องของพ่อให้เจ้าชายอโศกได้รับรู้ นางต้องการให้เขาได้ใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชน แต่ต่อมา เจ้าชายอโศกก็ได้รับรู้จากหลักฐานหลายๆ อย่าง และพยายามให้พระเจ้าพินทุสารและนางธรรมากลับมาอยู่ด้วยกัน จาณักยะเชื่อว่า เจ้าชายอโศกจะเป็นผู้ปกครองที่ดีของแคว้นมคธ เพราะความไม่เห็นแก่ตัวและคำปฏิญาณที่จะรับใช้มาตุภูมิจนกว่าลมหายใจสุดท้ายของชีวิต แต่เจ้าชายอโศกไม่เคยคิดหวังจะขึ้นครองราชย์ และเชื่อว่าน้องชายต่างมารดาอย่าง เจ้าชายสยามัค จะเป็นกษัตริย์ที่เพียบพร้อมของแคว้นมคธได้

จาณักยะกับราธาคุปต์และเหล่าบริวาร ต้องวุ่นวายกับการปกป้องราชบัลลังก์ของแคว้นมคธจากความชั่วร้ายของพระนางเฮเลน่าและศัตรูของแคว้น จาณักยะได้ปฏิญาณว่าจะปกป้องมาตุภูมิ และขัดขวางพระนางเฮเลน่าอย่างสุดความสามารถ ซึ่งพระนางเฮเลน่าก็ได้วางแผนสังหารเขาในภายหลัง พระนางจารุมิตราฝึกฝนมนต์ดำ เพื่อทำร้ายนางธรรมา เจ้าชายสุศิมทรงเกลียดชังจาณักยะ เพราะเขามักจะช่วยเหลือเจ้าชายอโศกเสมอ ขณะที่ขัลลาตักมักจะอิจฉาจาณักยะ เพราะพระเจ้าพินทุสารทรงชื่นชมจาณักยะมากกว่าตน ดังนั้น พระนางเฮเลน่าจึงทรงร่วมมือกับพระนางจารุมิตรา เจ้าชายสุศิม ขัลลาตัก และเจ้าชายสยามัคที่เข้าร่วมแผนการนี้ด้วย พวกเขาสังหารจาณักยะ ซึ่งก่อนตาย จาณักยะได้บอกกับเจ้าชายอโศกว่า หนทางเดียวที่จะช่วยมาตุภูมิได้คือ เจ้าชายอโศกต้องขึ้นเป็นจักรพรรดิ์ของแคว้นมคธ เจ้าชายอโศกเชื่อว่า จาณักยะถูกสังหารโดยศัตรูของแคว้นมคธ จึงตั้งใจว่า จะหาตัวคนผิดมาลงโทษ และทำให้ความต้องการสุดท้ายของจาณักยะเป็นจริง โดยการเป็นจักรพรรดิ์ของแคว้นมคธ

เพื่อการกำจัดทรราชอย่างกีจักให้สิ้นซาก เจ้าชายอโศกจึงเดินทางไปเมืองตักสิลา พระองค์ได้พบกับเจ้าหญิงกรกี เกิดเป็นความสัมพันธ์อันดีต่อกัน สร้างความไม่พอใจแก่พระเจ้าชคันนาถ พระบิดาของนาง ต่อมา เจ้าชายอโศกได้กลับมาที่เมืองปาฏลีบุตร และทราบถึงตัวคนร้ายที่สังหารจาณักยะ จึงต้องการจับคนร้ายมาลงโทษ สถานการณ์บีบบังคับให้เจ้าชายอโศกต้องโจมตีพระเจ้าพินทุสารและทำให้เจ้าชายสุศิมบาดเจ็บ ด้วยความโกรธเกรี้ยว พระเจ้าพินทุสารจึงขับไล่เจ้าชายอโศกออกจากเมือง นางธรรมาจึงออกจากเมืองไปกับเจ้าชายอโศก ทั้งคู่ย้ายไปอยู่ที่เมือง อุชเชน

10 ปีต่อมา
เจ้าชายอโศก นางธรรมา และน้องชายของเจ้าชายอโศกนามว่า วิท อาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านของพ่อค้าที่เมืองอุชเชน เจ้าชายอโศกได้สนิทสนมกับลูกสาวของพ่อค้านามว่า เทวี และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ฝั่งแคว้นมคธ เจ้าชายสุศิมแข็งแกร่งขึ้นมากจากมนต์ดำของพระนางจารุมิตรา เจ้าชายอโศกได้พบกับเจ้าชายสุศิมอีกครั้ง พวกเขาต่อสู้กันจนนางธรรมาและวิทต้องเข้ามาห้าม ทำให้ทุกคนจำพวกเขาได้ พระเจ้าพินทุสารทรงยกโทษให้แก่เจ้าชายอโศกและชักชวนให้กลับเมืองปาฏลีบุตร นางธรรมาและวิทจึงกลับไป แต่เจ้าชายอโศกปฏิเสธคำเชิญนั้น พระองค์มุ่งหน้าเข้าป่าและพบกับเจ้าหญิงกรกีอีกครั้ง

การเตรียมงานอภิเษกสมรสของเจ้าชายอโศกกับเจ้าหญิงกรกีได้เริ่มต้นขึ้น นางธรรมาและนางเทวีได้ไปหานักทำนาย และทราบว่า งานสมรสครั้งนี้จะเต็มไปด้วยอุปสรรคและประชาชนบริสุทธิ์จำนวนมากจะถูกสังหารในสงครามกาลิงคะ ด้วยความหวาดกลัว นางธรรมาจึงตัดสินใจให้เจ้าชายอโศกสมรสกับนางเทวีแทนพระเจ้าชคันนาถ กล่าวกับพระเจ้าพินทุสารว่า เจ้าชายอโศกจะสามารถสมรสกับเจ้าหญิงกรกีได้ ก็ต่อเมื่อพระเจ้าพินทุสารทรงให้เจ้าชายอโศกสืบทอดบัลลังก์ต่อเท่านั้น ซึ่งพระเจ้าพินทุสารก็ทรงตกลง เมื่อถึงงานเสกสมรส เจ้าชายอโศกทรงรับรู้คำทำนายแห่งความโชคร้ายนั้น จึงทรงปฏิเสธการสมรสกับเจ้าหญิงกรกี แล้วสมรสกับนางเทวีแทน สร้างความไม่พอพระทัยแก่พระเจ้าชคันนาถเป็นอย่างมาก จึงเกิดเหตุวิวาทกัน

หลังจากการสวรรคตของพระเจ้าพินทุสาร เจ้าชายสุศิมและเจ้าชายอโศกได้ต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์กัน เป็นเหตุให้เจ้าชายสุศิมสวรรคต เจ้าชายอโศกได้สถาปนาตนขึ้นเป็น “จักรพรรดิ์อโศกแห่งเมารยะ” เรื่องราวจบลงที่สงครามกาลิงคะ สงครามนองเลือดครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายที่กลายเป็นตราบาปในชีวิตของพระเจ้าอโศก และทำให้พระองค์หันเข้าหาทางธรรมเป็นที่พึ่งในการปกครอง เป็นที่มาของตำนาน “อโศกผู้ทรงธรรม”

ที่มาข้อมูล – MGR

อโศกมหาราชผู้ทรงธรรม พุทธศาสนูปถัมภกผู้ยิ่งใหญ่

อาถรรพ์เบญจเพส 2567 “ดวงดีสุดขั้ว ดวงชั่วสุดขีด”

ความเชื่อเรื่อง “เบญจเพส” คนไทยโบราณเชื่อว่า หากอายุถึงรอยต่อ 25, 35, 45, 55, 65 จะเป็นช่วงที่เกิดเคราะห์กรรมที่ต้องไปทำบุญ อุทิศส่วนกุศล กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร ต่อชะตาชีวิต

เศร้า

ความเชื่อ “เบญจเพสอายุ 25 ปี” คือช่วงที่หนักสุดในชีวิต

ความเชื่อเรื่องเบญจเพส อายุ 25 ปี มีมากกว่าช่วงอายุอื่น เพราะว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต พร้อมที่จะเรียนรู้และก้าวออกไปปฏิบัติตามกฎระเบียบของโลก และการจะผ่านช่วงอายุเบญจเพส 25 ปีนี้ไปได้ตามหลักธรรมะ คือต้องเป็นผู้ที่รักษาศีล ทำมาหากินด้วยความสุจริต ขยันขันแข็ง และถวายกุศลแก่เทวดา เพื่อให้เทวดาผู้คุ้มครองเราเมตตา อนุเคราะห์ ช่วยระงับนายเวร เหตุภัยที่จะเข้ามาแทรก

เบญจเพสถือเป็นวิกฤติชีวิตที่ต้องก้าวข้าม และผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปให้จงได้ จากคำกล่าว คำเล่าต่อๆ กันมา ปัญหาและเคราะห์กรรมที่มักเกิดขึ้นกับวัยเบญจเพส ได้แก่

  • เจ็บไข้ได้ป่วย มีปัญหาด้านสุขภาพ
  • ประสบอุบัติเหตุขณะเดินทาง
  • ไม่ประสบความสำเร็จในการเรียน
  • ไม่ประสบความสำเร็จในการงาน
  • มีปัญหาครอบครัว ชีวิตคู่มีปัญหา
  • มีปากเสียงกับเพื่อน ญาติพี่น้อง
  • กิจการค้าขาย ไม่ราบรื่น
  • การเงินมีปัญหา ต้องเอาเงินเก็บออกมาใช้

จากความเชื่อเรื่องเบญจเพส เมื่ออายุ 25 ปี ถือเป็นช่วงที่หนักสุด เชื่อว่าผู้ที่อายุเข้าเกณฑ์ ควรไปทำบุญต่อชะตาชีวิต ด้วยการบริจาคเงินซื้อโลงศพให้แก่ศพไร้ญาติ รวมถึงการทำบุญบริจาคเงินให้แก่โรงพยาบาล บริจาคเลือดที่สภากาชาด เพื่อต่อชะตาชีวิตผู้อื่น นอกจากนี้ก็มีผู้ที่เดินทางไปไหว้พระขอพรตามสถานที่ต่างๆ เพื่อเสริมดวงชะตาในวันเกิด มีความเชื่อว่าการหมั่นทำบุญทำทาน จะช่วยให้เจ้าของชะตา ได้มองเห็นทางออกของปัญหา และมีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น

อาถรรพ์เบญจเพส ปี 2567

… หนึ่งในตำราโบราณฉบับชาวบ้าน เกี่ยวกับอาถรรพ์เบญจเพสที่ตรวจดวงชะตาตนเองได้ง่ายๆ แต่แม่นยำขั้นเทพ คือ การตรวจดูปีเกิด..

“ผู้ที่ปี พ.ศ.เกิด ลงท้ายด้วยเลข 2 และ 8 ต้องอาถรรพ์”

(ปี 2567 ดาวจันทร์ ๒ เป็นอุบาทว์ และดาวราหู ๘ เป็นกาลกิณี)

ปีเกิด 2562, 2552, 2542, 2532, 2522, 2512, 2502, 2492, 2482, 2472

ปีเกิด 2558, 2548, 2538, 2528, 2518, 2508, 2498, 2488, 2478, 2468

วัยเบญจเพสทั้งหมดนี้ คือผู้ที่มีอายุ 5, 9, 15, 19, 25, 29, 35, 39, 45, 49, 55, 59, 65, 69, 75, 79, 85, 89, 95, 99 ปี

ช่วงอายุดังกล่าว “ดวงดีสุดขั้ว ชั่วสุดขีด” ชีวิตเกิดเรื่องราวสารพัด คนทำดีมีบุญมาก พลิกอนาคตให้เจริญรุ่งโรจน์ได้ แต่ส่วนใหญ่มักปล่อยตัวไปตามยถากรรม ใครเตือนไม่ฟัง จึงเกิดเรื่องเลวร้าย!!

เคล็ดลับแก้อาถรรพ์

สะเดาะเคราะห์ต่ออายุด้วยการทำบุญโลงศพ บริจาคโลหิต ช่วยเหลือหมาแมวพิการ ให้ทานคนยากไร้..

อัญเชิญเทวดามาคุ้มครอง โดยการสวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำ คิดดี ทำดี พูดดี คนมีแต้มบุญดี จะอยู่รอดปลอดภัย..

Tips สายเทพ : กราบไหว้ขอพร “พระพรหม” ในวันอังคารหรือพฤหัสบดี..

มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่หนึ่งในสามตรีมูรติ พระเจ้าผู้สร้างและกำหนดชะตาชีวิตมนุษย์ ทรงรับฟังคำอธิษฐานของผู้ศรัทธาเสมอ..

ผู้บูชาพระพรหม ดูแลพ่อแม่ผู้มีพระคุณและทำความดี จะได้รับพรให้ประสบความสําเร็จในชีวิต สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา..

ขอบคุณข้อมูล – thairath / โหรรัตนโกสินทร์ – The Rattanakosin

“สมเด็จพระสังฆราช” ประทานพระคติธรรม-พรปีใหม่ ๒๕๖๗

เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๗ สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระคติธรรม “จิตที่ฝึกแล้ว นำความสุขมาให้” พร้อมด้วยพรประทานว่า “จงหมั่นฝึกจิตให้มั่นคงดี”

"สมเด็จพระสังฆราช" ประทานพระคติธรรมปีใหม่ 2567

เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๗ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดประทานพระรูป และลายพระหัตถ์เชิญพุทธศาสนสุภาษิต ว่า “จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ” แปลความว่า “จิตที่ฝึกแล้ว นำความสุขมาให้“ เป็นพระคติธรรมสำหรับความสุขปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๗

พร้อมด้วยพรประทานว่า “เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๗ ขอท่านจงหมั่นฝึกจิตให้มั่นคงดี เพื่อความสุขความเจริญทุกเมื่อเทอญ.”

ที่มา – เฟซบุ๊กสำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช

วันขอขมากรรม จุดธูป 19 ดอก ถอนคำสาบาน ทั้งอดีตถึงปัจจุบัน

วันขอขมากรรม ถอนคำสาบาน ทั้งอดีตถึงปัจจุบัน แก้ไขชะตาชีวิต ช่วยเปิดทางให้พบแต่สิ่งดีๆ ใครที่รู้สึกทำอะไรชีวิตก็ติดขัดตลอด ไม่ว่าท่านจะไปกล่าวคำสาบาน คำบนบานศาลกล่าว คำสัญญา หรือ ด่าสาปแช่ง จะจริงจะเล่น กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือ ตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง สิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ซึ่งบางครั้งเราไม่รู้เลยว่า สัจจะวาจาที่เราได้กล่าวออกไปนั้น มันจะผูกมัดผูกพัน ทำให้ดวงชาตาชีวิตเราต้อง เผชิญกับสิ่งที่ติดๆขัดๆ ทั้งในชีวิต ทั้งในจิตใจเรามาตลอดเวลา

แก้ไขดวงด้วยตนเอง วิธี ขอขมากรรม ถอนคำสาบาน คำบนบานศาลกล่าว คำสัญญา มาให้ท่านทำแบบง่าย ๆ เพื่อแก้ดวงเสริมดวง ด้วยตนเอง ดังนี้

เตรียมจุดธูป จุดธูป 19 ดอก หันหน้าไปทางทิศตะวันออก กลางแจ้งหรือในร่มก็ได้ ควรประกอบพิธีตั้งแต่ 07.09 – 17.59 น. ถอดถอนทุกคำสาบาน พร้อมขอพรเรื่องงาน เงิน ค้าขายให้รุ่งยิ่งขึ้น

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุท ธัสสะ (3 จบ)

อิมัง มิฉา อธิษฐานัง ปันจุทัดธาราปิ ทุติยัมปิ อิมัง มิจฉา อธิษฐานัง ปันจุทัดธาราปิ ตะติยัมปิ อิมัง มิจฉา อธิษฐานัง ปันจุทัดธาราปิ

ข้าพเจ้า (เอ่ยชื่อ-นามสกุล ปัจจุบันของท่าน) ขอถอดถอนคำอธิษฐาน ขอถอดถอนคำสาบาน ขอถอดถอนคำสาปคำแช่ง ขอถอดถอนคำบนบานศาลกล่าว ขอถอดถอนคำสัญญาที่ข้าพเจ้าได้ตั้งขึ้น พร้อมแล้วด้วยกิเลส ด้วยตัณหา ด้วยอุปทาน ด้วยโทสะ ด้วยโมหะ ด้วยมานะ ด้วยมิจฉาทิฐิ ที่ข้าพเจ้าได้อธิษฐานไว้ สาปแช่งไว้ บนบานศาลกล่าวไว้ สาบานไว้ สัญญาไว้ ในอดีตชาติก็ดี ปัจจุบันชาติก็ดี

ข้าพเจ้า น้อมขออำนาจพระบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระรัตนตรัย และเทพพรหมทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน แม่พระธรณี ได้โปรดเป็นทิพพยานในการที่ข้าพเจ้าขอถอดถอนคำอธิษฐานเหล่านั้น ถอนคำแช่ง คำสาบาน คำบนบานศาลกล่าว คำสัญญา ร้อยหน พันหน ณ กาล บัดนี้เทอญ

นะถอน โมถอน พุทธถอน ธาถอน ยะถอน นะคลอน โมคลอน พุทคลอน ธาคลอน ยะคลอน ถอนด้วย นะโมพุทธายะ นะมามิหัง

ข้าพเจ้า (เอ่ยชื่อ-นามสกุล ปัจจุบันของท่าน) ขอขมากรรมในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไป ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ต่อท่านทั้งหลาย ไม่ว่าจะรู้ก็ดี ไม่รู้ก็ดี ระลึกได้ หรือไม่ได้ก็ดี

ขอท่านผู้มีฤทธิ์ มีอำนาจ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้ากรรมนายเวร เจ้าบุญนายคุณ เจ้ากรรมนายเวร เจ้าเกณฑ์ดวงชะตาของข้าพเจ้าทั้งหลาย
โปรดอโหสิกรรมให้กับข้าพเจ้าด้วยเถิด อย่าได้โกรธเคือง อย่าได้จองเวรต่อข้าพเจ้าอีกต่อไป และโปรดถอดถอนคำสาปแช่งที่ให้แก่ข้าพเจ้า หรือคำสาปใดๆ อันเกิดจากข้าพเจ้าได้เป็นผู้กระทำ หรือถูกกระทำจากท่านทั้งหลายก็ดี ขอจงดับหมดสิ้นไป

ขอบคุณข้อมูลจาก : ดูดวงโหราศาสตร์ไทยระบบรังสีดาว