ชาวพุทธสาธุ! หลวงตาเดินเท้าเปล่าพันกิโล จากเชียงรายกลับนครพนม ฉันมื้อเดียว รถไม่ขึ้น ปัจจัยไม่รับ

‘สมเป็นศิษย์พระตถาคต ชาวพุทธสาธุ! หลวงตาเดินเท้าเปล่าเป็นพันพันกิโลฯ กลับวัดที่จ.นครพนม ฉันมื้อเดียวรถไม่ขึ้น ปัจจัยไม่รับ

… พระภิกษุอายุ 71 ปี พระสายกรรมฐาน บวชมาแล้ว 10 พรรษา เดินเท้าเปล่า จากเหนือสุดแดนสยามจากจ.เชียงราย ไ ปจ.นครพนม ระยะทางเป็นพันกิโลเมตร พุทธศาสนิกชนมแวะถวายปัจจัย บอก อาตมาไม่รับปัจจัยโยม ไม่ยอมขึ้นรถ ไม่ฉันท์น้ำสีต่างๆ รับเฉพาะน้ำเปล่า

เดินเท้าเปล่าพันกิโล

โดยวันนี้ (29 ธ.ค.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบพระภิกษุรูปหนึ่งกำลังเดินอยู่ริมถนนหลวงสาย 22 อุดรธานี-สกลนคร ช่วงระหว่างบ้านหนองเม็ก อ.หนองหาน จะเข้าเขต อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร และมีประชาชนที่สัญจรบนถนนสายดังกล่าวได้จอดรถเพื่อสอบถามและถวายน้ำและปัจจัย แต่พระภิกษุรูปดังกล่าวปฏิเสธไม่รับปัจจัยรับแต่น้ำดื่มเท่านั้น

พระบุญชื่น ปญญาวุฑโฒ

ผู้สื่อข่าวจึงได้เข้าสอบถามทราบว่า หลวงพ่อมีนามว่า พระบุญชื่น ปญญาวุฑโฒ อายุ 71 ปี บวชมาแล้ว 10 พรรษา โดยหลวงพ่อบอกว่า หลังจากออกพรรษาวันที่ 13 ต.ค.62 ที่ผ่านมา ต่อมาวันที่ 19 ต.ค.ได้เดินทางด้วยเท้าไปเปล่าไปที่ จ.เชียงราย เพื่อปฏิบัติธรรม ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 วันอยู่ที่นั่นประมาณ 1 เดือน ก็จะเดินทางกลับมาที่วัดที่บ้านเกิดจ.นครพนม โดยจากการตรวจสอบระยะทางของผู้สื่อข่าวจากจ.เชียงรายถึงจ.นครพนมพบว่ามีระยะทางถึง 1,030 กม.เลยทีเดียว

พระบุญชื่น ปญญาวุฑโฒ

ส่วนการเดินเท้าเปล่าครั้งนี้หลวงพ่อท่านบอกว่าเพื่อกลับไปบ้านเกิดเพื่อไปจำวัดอยู่ที่วัดพระธาตุจำปา บ้านเสาเล้าใหญ่ ต.โพนสวรรค์ อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม โดยเดินทางมาจากจ.เชียงรายมาหลายวันแล้วและตลอดเส้นทางก็มีประชาชนจอดรถบอกว่าหลวงพ่อจะไปไหนนิมนต์ขึ้นรถ แต่อาตมาก็บอกโยมทั้งหลายว่าไม่เป็นไร

บางคนก็จะขอถวายปัจจัย แต่อาตมาบอกทุกคนว่า ไม่รับปัจจัยนะโยม และก็เดินมาตลอด ซึ่งอาตมาบอกโยมทุกคนว่ารองเท้าไม่ใส่ ปัจจัยไม่รับ ยานพาหนะไม่นั่ง ฉันท์อาสนะเดียว ฉันท์ครั้งเดียวแล้วก็จบ นอนไม่มีขดไม่มีมุ้ง ส่วนถวายรับแต่น้ำเปล่า จากนั้นหลวงพ่อก็เดินธุดงค์เท้าเปล่าไปยังจ.นครพนมต่อไป ค่ำไหนก็นอนนั่น อาจจะนอนทุ่งนาก็ได้ หากใกล้วัดก็ขอไปนอนที่วัด หรือศาลาก็เป็นได้ อาตมานอนได้ทุกที่

พระบุญชื่น ปญญาวุฑโฒ

สำหรับใครที่ใช้รถใช้ถนนหลวงหมายเลข 22 สายอุดรธานี-สกลนครเพื่อกลับบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ก็ขอให้ระมัดระวังพระภิกษุรูปนี้ที่เดินอยู่ริมถนน หลวงพ่อท่านจะเดินทางกลับไปยังวัดที่จ.นครพนมโปรดระมัดระวังกันด้วย/

ดูข่าวต้นฉบับ

เมื่อภูมิปัญญาชุมชนคีรีวง เจิดจรัสในระดับโลก

‘คิง เพาเวอร์’ ยกระดับสินค้าโอทอป ส่งคอลเลกชั่นผ้ามัดย้อม จากภูมิปัญญาหมู่บ้านคีรีวง ผ่าน From Leaves to Lively Thai Dye Collection ของที่ระลึกสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ปี’63

นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ และประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ได้จัดทำสินค้า Ready-to-wear รุ่น Limited Edition ของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ประจำปี 2563

ภูมิปัญญาชุมชนคีรีวง

ภายใต้ชื่อ From Leaves to Lively Thai Dye Collection ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความงดงามของธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ก่อเกิดเป็นสินค้าผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในคอลเลกชั่นพิเศษที่ผลิตโดยชุมชนหมู่บ้านคีรีวง ต. กำโลน อ. ลานสกา จ. นครศรีธรรมราช โดยวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว ณ เดอะ ซิตี้ แฟนสโตร์ แอท คิง เพาเวอร์ สเตเดียม เมืองเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ, คิง เพาเวอร์ สาขารางน้ำ, พัทยา, ศรีวารี, ภูเก็ต, คิง เพาเวอร์ มหานคร และภายในสนามบินดอนเมือง, สนามบินสุวรรณภูมิ, สนามบินภูเก็ต และสนามบินอู่ตะเภา

ภูมิปัญญาชุมชนคีรีวง

ทั้งนี้ From Leaves to Lively Thai Dye Collection ได้รับการออกแบบ และรังสรรค์งาน ภายใต้แนวคิด Enchanted Wonderland หรือมนต์เสน่ห์แห่งดินแดนมหัศจรรย์ เพื่อเชิดชูภูมิปัญญา และคุณค่าทางวัฒนธรรมของผ้ามัดย้อมธรรมชาติ ที่เลือกใช้วัสดุในการย้อมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของทางภาคใต้ที่เกิดจากฝีมือของชุมชนบ้านคีรีวง กลายเป็นคอลเลกชั่นเสื้อผ้า

ภูมิปัญญาชุมชนคีรีวง

และแอคเซสซอรี่ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติสไตล์โมเดิร์น สีสันสดใส สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์กับการแต่งกายในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว ทั้งเสื้อยืดแขนสั้น-แขนยาว เสื้อเชิ๊ต หมวก กระเป๋าสะพายหูรูด กระเป๋าสะพายไหล่ กระเป๋าใส่เอกสาร ลูกบอล และพวงกุญแจ รวม 17 แบบ

“เราตั้งใจผลิตคอลเลกชั่นพิเศษจากฝีมือคนไทยทุกปี หมุนเวียนเปลี่ยนชุมชนไปตามภาคต่างๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ดีไซน์ใหม่ๆ น่าสะสม โดยเข้ามาสนับสนุนชาวบ้านในเรื่องของการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ช่วยกันคิด ช่วยกันออกแบบ พัฒนาสินค้าให้ตรงใจผู้บริโภค และตอบโจทย์กับตลาดต่างประเทศ เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ในการช่วยเหลือชุมชนให้สามารถสร้างอาชีพได้อย่างยั่งยืนจากความถนัดของตัวเอง”

ภูมิปัญญาชุมชนคีรีวง

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเปิดตัวคอลเลกชั่นอย่างเป็นทางการ และประชาสัมพันธ์สินค้าฝีมือคนไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในสายตาคนทั่วโลก กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์

จึงได้ออกแบบเสื้อแจ็กเก็ตรุ่นพิเศษเพื่อให้นักเตะสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ใส่ลงสนามในช่วงพิธีเปิดการแข่งขันในวัน Boxing Day คือ วันที่ 26 ธันวาคม ในศึกดวลแข้งกับสโมสรลิเวอร์พูล โดยเสื้อแจ็กเก็ตนี้เป็นการ Collaborate เทคนิคการย้อมสีระหว่างทางใต้จากชุมชนคีรีวง นครศรีธรรมราช (สีเหลืองทองช่วงล่าง) และทางเหนือจากชุมชนตะเคียนปม ลำพูน (สีฟ้าครามช่วงบน) ปักโลโก้สโสสรเลสเตอร์ ซิตี้ที่อกซ้าย

ภูมิปัญญาชุมชนคีรีวง

พร้อมปักรูปธงชาติไทยที่แขนข้างซ้าย และธงชาติอังกฤษที่แขนข้างขวา นำพาความเป็นไทยไปสู่สากลตามเป้าหมายของกลุ่มบริษัทฯ ที่ต้องการให้ผลงานของคนไทยไปไกลถึงระดับโลกโดยแท้จริง

ดูต้นฉบับ

๙ บทสวดมนต์ข้ามปี รับพุทธศักราชใหม่ ช่วยเสริม-เป็นสิริมงคลในชีวิต

ในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ หลายคนอาจใช้เวลาท่องเที่ยวพักผ่อน แต่บางคนอาจใช้เวลาในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นี้ “สวดมนต์ข้ามปี” เพื่อเสริมสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ตลอดจนญาติสนิทมิตรสหาย เราจึงได้นำบทสวดนมต์ ทั้ง ๙ บท เพื่อเสริมสร้างดวงชีวิตให้ดีขึ้น

เทคนิคการจัดหิ้งพระ

บทที่ ๑ คำกล่าวบูชาพระรัตนตรัย

อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ

บทที่ ๒ บทกราบพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)

บทที่ ๓ นมัสการพระพุทธเจ้า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (๓จบ)

บทที่ ๔ สมาทานศีล ๕

ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

บทที่ ๕ บทสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย
(ให้อานิสงส์ในทุกๆ เรื่อง)

บทพระพุทธคุณ

อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชา จะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทูอนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถา เทวมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ

บทพระธรรมคุณ

สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติ

บทพระสังฆคุณ

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทังจัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

สวดมนต์

บทที่ ๖ บทมงคลสูตร
(ป้องกันอันตราย เพิ่มสิริมงคลรับปีใหม่)

เอวัมเม สุตัง ฯ
เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเม อะถะโข อัญญะตะรา เทวะตา อะภิกกันตายะ รัตติยา อภิกกันตะวัณณา เกวะละกัปปัง เชตะวะนัง โอภาเสตะวา เยนะ ภะคะวา เตนุปะสังกะมิ

อุปะสังกะมิตะวา ภะคะวันตัง อภิวาเทตะวา เอกะมันตัง อัฏฐาสิ เอกะมันตัง ฐิตา โข สา เทวะตา ภะคะวันตัง คาถายะ อัชฌะภาสิ พะหู เทวา มะนุสสา จะ มัคะลานิ อะจินตะยุง อากังขะมานา โสตถานัง พรูหิ มังคะละมุตตะมัง

อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ ปะฏิรูปะเทสะวาโส จะ ปุพเพ จะ กะตะปุญญะตา อัตตะสัมมาปะณิธิ จะ เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ พาหุสัจจัญจะ สิปปัญจะ วินะโย จะ สุสิกขิโต สุภาสิตา จะ ยา วาจา เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ มาตาปิตุอุปัฏฐานัง ปุตตะทารัสสะ สังคะโห อะนากุลา จะ กัมมันตา เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ ทานัญจะ ธัมมะจะริยา จะ ญาตะกานัญจะ สังคะโห อะนะวัชชานิ กัมมานิ เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ อาระตี วิระตี ปาปา มัชชะปานา จะ สัญญะโม อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ คาระโว จะ นิวาโต จะ สันตุฏฐี จะ กะตัญญุตา กาเลนะ ธัมมัสสะวะนัง เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ ขันตี จะ โสวะจัสสะตา สะมะณานัญจะ ทัสสะนัง กาเลนะ ธัมมะสากัจฉา เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ ตะโป จะ พรัหมะจะริยัญจะ อะริยะสัจจานะ ทัสสะนัง นิพพานะสัจฉิกิริยา จะ เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ ผุฏฐัสสะ โลกะธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ นะ กัมปะติ อะโสกัง วิระชัง เขมัง เอตัมมังคะละมุตตะมังฯ เอตาทิสานิ กัตวานะ สัพพัตถะมะปะราชิตา สัพพัตถะ โสตถิง คัจฉันติ ตันเตสัง มังคะละมุตตะมันติฯ

สวดมนต์ก่อนนอน

บทที่ ๗ บทโพชฌังคปริตร
(หายจากโรคภัย สุขภาพดีรับปีใหม่)

โพชฌังโค สะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา วิริยัมปีติปัสสัทธิ โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร สะมาธุเปกขะโพชฌังคา สัตเต เต สัพพะทัสสินา มุนินา สัมมะทักขาตา ภาวิตกา พะหุลีกะตา สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต สัพพะทาฯ เอกัสะมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสะวา โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ เต จะ ตัง อะภินันทิตะวา โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ เอะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต จุนทัตเถเรนะ ตัญเญนะ ภะนาเปตะวานะ สาทะรัง สัมโมทิตะวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหนตุ สัพพะทาฯ

ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทาฯ

ชัยมงคล

บทที่ ๘ บทพุทธชัยมงคลคาถา
(ชนะอุปสรรคทั้งปวง พบความสำเร็จในปีใหม่)

พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ กัตตะวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมังวิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญฯ

บทที่ ๙ บทแผ่เมตตา แผ่เมตตาให้แก่ตัวเราเอง

อะหัง สุขิโต โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข) อะหัง นิททุกโข โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์) อะหัง อะเวโร โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร) อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ (ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง) สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ (ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขกายสุขใจ รักษากายวาจาใจให้พันจากความทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด)

บทแผ่เมตตาทั่วไป

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวราโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชฌาโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆาโหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้น เถิดฯ

กรวดน้ำ

กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล

อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตา ปิตะโร
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่มารดาบิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้า จงมีความสุข
อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า จงมีความสุข
อิทัง เม คุรูปัชฌายาจะริยานังโหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจะริยา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า จงมีความสุข
อิทัง สัพพะ เทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข
อิทัง สัพพะ เปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข
อิทัง สัพพะ เวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรี
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข
อิทัง สัพพะ สัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จ แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข

อัปเดต! ปฏิทินวันหยุด 2567 มีวันใดบ้าง? รวบรวมไว้ให้ครบที่นี่

อัปเดต! ปฏิทินวันหยุด 2567

วันหยุด 2567 เพื่อเป็นการวางแผนล่วงหน้า เช็กชัดๆ วันหยุดราชการ วันหยุดธนาคาร วันหยุดนักขัตฤกษ์ วันหยุดต่อเนื่อง มีวันไหนบ้าง รวบรวมไว้ให้ครบที่นี่

ปฏิทินวันหยุด 2567

วันหยุดเดือน มกราคม 2567

วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 วันขึ้นปีใหม่
วันอังคารที่ 2 มกราคม 2567 หยุดชดเชยวันสิ้นปี

วันหยุดเดือน กุมภาพันธ์ 2567

วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 วันมาฆบูชา
วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 วันหยุดชดเชยวันมาฆบูชา

วันหยุดเดือน เมษายน 2567

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2567 วันจักรี
วันจันทร์ที่ 8 เมษายน 2567 วันหยุดชดเชยวันจักรี
วันเสาร์ที่ 13 เมษายน 2567 วันสงกรานต์
วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2567 วันสงกรานต์
วันจันทร์ที่ 15 เมษายน 2567 วันสงกรานต์
วันอังคารที่ 16 เมษายน 2567 วันหยุดชดเชยวันสงกรานต์

 

วันหยุดเดือน พฤษภาคม 2567

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม 2567 วันแรงงานแห่งชาติ
วันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 2567 วันฉัตรมงคล
วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม 2567 วันหยุดชดเชยวันฉัตรมงคล, วันพระราชพิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (สำนักพระราชวังจะกำหนดเป็นปี ๆ ไป)
วันพุธที่ 22 พฤษภาคม 2567 วันวิสาขบูชา

วันหยุดเดือน มิถุนายน 2567

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน 2567 วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

 

วันหยุดเดือน กรกฎาคม 2567

วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม 2567 วันอาสาฬหบูชา
วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม 2567 วันเข้าพรรษา
วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม 2567 วันหยุดชดเชยวันเข้าพรรษา
วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม 2567 วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10
วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม 2567 วันหยุดชดเชยวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

 

วันหยุดเดือน สิงหาคม 2567

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม 2567 วันแม่แห่งชาติ วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันหยุดเดือน ตุลาคม 2567

วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม 2567 วันนวมินทรมหาราช หรือ วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม 2567 วันหยุดชดเชย วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
วันพุธที่ 23 ตุลาคม 2567 วันปิยมหาราช

วันหยุดเดือน ธันวาคม 2567

วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม 2567 วันพ่อแห่งชาติ
วันอังคารที่ 10 ธันวาคม 2567 วันรัฐธรรมนูญ
วันอังคารที่ 31 ธันวาคม 2567 วันสิ้นปี

แลนด์มาร์คใหม่ ประติมากรรมวาฬใหญ่’สุราษฎร์ แห่เซลฟี่จุดเช็คอินใหม่

จุดเช็คอินแห่งใหม่ ริมเขื่อนแม่น้ำตาปี หน้าตลาดน้ำบ้านดอน อ.เมือง เป็นแลนด์มาร์คใหม่ รูปวาฬบรูด้าคู่แม่ลูก สูงเด่นบนลานกว้างซึ่งเดิมเรียกท่าปลาวาฬ

วาฬใหญ่'สุราษฎร์

มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคมที่ผ่านมา ถือเป็นจุดแลนด์มาร์คใหม่ที่สำคัญของสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วย รูปหล่อสำริด(ทองเหลืองผสมทอง แดง)วาฬบรูด้าคู่แม่ลูกสูงเด่นบนฐานประติมากรรมลานกว้าง

วาฬใหญ่'สุราษฎร์

พร้อมป้ายอธิบายประวัติความเป็นมา ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนโดยเฉพาะเด็กๆมีผู้ปกครองพาไปถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก

นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ประติมากรรมท่าปลาวาฬ เกิดจากเมื่อปี พ.ศ. 2507 มีชาวประมงจับวาฬตัวใหญ่มากได้และทำการลากมาขึ้นฝั่งริมแม่น้ำตาปีที่บริเวณโค้งถนนดังกล่าว

วาฬใหญ่'สุราษฎร์

โดยมีประชาชนทั้งเมืองแตกตื่นมาดูจำนวนมากเป็นประวัติศาสตร์ของเมือง จึงเรียกท่าปลาวาฬตลอดมา 55 ปี เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี จึงสร้างประติมากรรมเพื่อแสดงอัตลักษณ์วิถีชีวิตและแสดงประวัติศาสตร์ รวมทั้งเป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่ของจังหวัด

ดูข่าวต้นฉบับ

เมนู ‘กล้วยบวชชี’ ของหวาน ทำง่ายกว่าที่คิด!

“กล้วยบวชชี” วัตถุดิบหลักคือกล้วยกับกะทิ ขนมหวานที่รู้จักเป็นอย่างดี มีกล้วยน้ำว้าเป็นวัตถุดิบหลัก หรือจะใช้กล้วยไข่ก็ได้ การทำกล้วยบวชชีให้อร่อย กล้วยจะต้องเป็นกล้วยสวน ไม่ฝาด ไม่มีเมล็ด กะทิไม่ควรเคี่ยวจนแตกมัน เมื่อเวลากินจะติดลิ้น ปาก ไม่อร่อยชวนกิน

กล้วยน้ำว้าสุก

สูตร “กล้วยบวชชี” ขนมไทยที่ทุกคนคุ้นเคย กับกล้วยห่าม ๆ แข็งนิด ๆ รสชาติหวานหอมโดนใจทุกเพศทุกวัย วิธีทำก็กล้วย ๆ มาดูวิธีทำกันเลย

ส่วนผสม : กล้วยน้ำว้าสุก 12 ผล (เลือกห่ามๆ ไม่สุกมาก)ขนาดกลาง, กะทิธัญพืช 6 ถ้วยตวง, น้ำตาลทราย 200 กรัม, เกลือ 5 กรัม

วิธีทำ กล้วยบวชชี รสหวานทานง่าย

กล้วย

1. ปอกเปลือกกล้วยให้สะอาด และหั่นกล้วยเป็นชิ้นเล็ก ๆพอดีคำ

2. นำกล้วยไปต้มในน้ำเดือดให้พอสุกเพื่อเอายางออก ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ

3. นำกะทิตั้งไฟปานกลางให้เดือดใส่กล้วยลงไป หรี่ไฟอ่อน เพื่อให้ความหวานของกล้วยออกมา

4. ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย ตามด้วยเกลือ ชิมรสให้ออกมัน หวาน เค็มเล็กน้อย รสกลมกล่อม

หนึ่งเดียวในโลก!! ความงานใต้พิภพ “ทะเลสองห้อง” ตำนานวังพญานาค “ลึกไม่มีสิ้นสุด” ปล่องภูเขาไฟหลายล้านปีที่เมืองคอน

ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช – ท้าพิสูจน์ “ทะเลสองห้อง” หนึ่งเดียวในโลก!! ความงานใต้พิภพ ปล่องภูเขาไฟล้านปี-ตำนานวังพญานาคลึกไม่มีที่สิ้นสุด

ทะเลสองห้อง

ทะเลสองห้อง เป็นบึงหรือหนองน้ำ 2 บ่อติดต่อกัน เป็นเหมือนทะเลสาบน้ำจืด ตั้งอยู่ในท้องที่ หมู่ 6 ต.กรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช บรรดานักธรณีวิทยาและนักดำน้ำชาว่างชาติระบุว่า ทะเลสองห้องเป็นปล่องภูเขาไฟเมื่อหลายล้านปี

ดำน้ำลึก ณ ทะเลสองห้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงฤดูร้อนของทุกปีจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวเล่นน้ำคลายร้อนและต้องการพิสูจน์ความเร้นลับของ ทะเลสองห้อง ในท้องที่หมู่ 6 ต.กรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช

ทะเลสองห้อง

ซึ่งเป็นเหมือนหนองน้ำขนาดใหญ่ 2 บ่อ เชื่อมต่อกัน และมีถ้ำใต้น้ำ โดยปากบ่อหรือปากถ้ำบนพื้นดินเต็มไปด้วยหินแข็งคล้ายลาวาจากภูเขาไฟ 2 ปล่อง

ซึ่งสามารถมองเห็นเด่นชัดเนื่องจากน้ำใสมาก ส่วนนักดำน้ำชาวต่างชาติจะดำลงไปชมความสวยงาม วิจิตรตระการตาภายในถ้ำใต้น้ำตลอดทั้งปี สำหรับบึงหรือปากปล่องแรกกว้างประมาณ 20ไร่ อีกห้องกว้างประมาณ 10 ไร่ จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกว่าทะเลสองห้อง

ทะเลสองห้อง

ในช่วงหน้าฝนน้ำจะคลุมทั้ง 2 ส่วนจะดูเป็นหนองเดียวหรือห้องเดียวกว้างขวาง แต่ในช่วงหน้าแล้งน้ำลดจะมีแนวหินหรือปล่องภูเขาไฟกั้นกลางมองเห็นเป็น 2 ส่วนหรือ 2 ห้องอย่างชัดเจน

ทะเลสองห้อง

บรรดานักธรณีวิทยาและนักดำน้ำชาวต่างชาติระบุว่า ทะเลสองห้องเป็นปล่องภูเขาไฟที่ระเบิดมาแล้วเมื่อหลายล้านปี มีความลึกไม่มีสิ้นสุด

ท้าทายและท้าพิสูจน์ให้นักดำน้ำจากทั่วโลกแห่เดินทางมาดำน้ำชมถ้ำใต้น้ำตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้งของทุกปี

โดยน้ำในทะเลสองห้องจะใสเย็น สะอาดเหมาะแก่การเล่นน้ำ แต่ต้องระมัดระวังเด็ก ๆ จะให้เล่นได้เฉพาะบริเวณริมตลิ่งหรือขอบปล่องภูเขาไฟเท่านั้น หากพลาดท่าพลัดตกลงไปในจุดที่ลึกจะยากมากในการช่วยเหลือและจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้

ทะเลสองห้อง

เว็บไซต์ Scubaverse คาดว่าทะเลสองห้องมีความลึกมากกว่า 200 เมตร (จุดลึกสุดของอ่าวไทยอยู่ที่ 85 เมตรเท่านั้น) ในขณะที่จุดลึกสุดที่มีผู้ดำไปได้อยู่ที่ 177 เมตร และใช้เวลาดำน้ำถึง 3ชั่วโมง 36นาที

ดำน้ำลึก ณ ทะเลสองห้อง

ทะเลสองห้อง

ตำนานเรื่องเมืองบาดาล

ชาวบ้านในพื้นที่เชื่อกันว่าตามตำนานนั้น ทะเลสองห้องคือเมืองบาดาลที่ลึกไม่มีที่สิ้นสุด และมีพระราชวังของเจ้าเมืองพญานาคอยู่ใต้นั้น ผู้ใดที่ลงไปถึงที่อยู่ของพยานาค จะไม่มีวันได้กลับขึ้นมาผิวน้ำอีก

นอกจากนี้ ในอดีตก็ยังเคยมีผู้ทำพิธีทางไสยศาสตร์ ให้ชาวบ้านเคารพสักการะ และเพื่อต้องการให้พญานาค (หรือที่รู้จักของชาวบ้านว่า ‘ทวดเลสองห้อง’) ปกปักคุ้มครอง ให้โชคลาภมั่งคั่งร่ำรวย

ภาพ การดำน้ำลึก ณ ทะเลสองห้อง (น้ำจืด) / อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช
ภาพใต้น้ำ ณ ‪‎ทะเลสองห้อง‬ – Talay Songhong
อ.ทุ่งใหญ่ ‪‎นครศรีธรรมราช‬ ‪ระดับความลึก เกิน 100 เมตร
ภาพเพจ Blue Label Diving

กรมอุทยานฯ ปิด “อ่าวมาหยา หมู่เกาะพีพี” ฟื้นฟูต่ออีก 2 ปี พร้อมจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว

กรมอุทยานฯ “อ่าวมาหยา” หนึ่งในสวรรค์แห่งอันดามัน แต่ด้วยความสวยงามและชื่อเสียงอันโด่งดัง ทำให้อ่าวมาหยาต้องประสบกับชะตากรรมจากการท่องเที่ยวที่เข้าถาโถมรุมเร้าเข้ามาแบบไม่บันยะบันยัง จนอ่าวมาหยาเสื่อมโทรมบอบช้ำหนัก

เพื่อความยั่งยืน! กรมอุทยานแห่งชาติฯ สั่งปิดอ่าวมาหยา หมู่เกาะพีพี ต่ออีก 2 ปี เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติและระบบนิเวศ พร้อมปรับระบบการจัดการท่องเที่ยวและติดตามสภาพสิ่งแวดล้อมทุก 3 เดือน พร้อมจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวบนฝั่ง ไม่ให้เรือเข้าในอ่าว

อ่าวมาหยา หมู่เกาะพีพี

นางศุภพร เปรมปรีดิ์ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 จังหวัดตรัง พร้อมเจ้าหน้าที่ ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาตินพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ และอาสาสมัครลงพื้นที่ปลูกปะการัง และติดตามการฟื้นตัวของระบบนิเวศ ทั้งบนบกและใต้น้ำ ที่อ่าวหยา หมู่เกาะพีพี ตำบลอ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ อย่างต่อเนื่อง หลังจากประกาศปิดห้ามนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่มากว่า 1 ปี พบว่า ธรรมชาติเริ่มฟื้นตัว พบฝูงฉลามหูดำจำนวนมากเข้ามาหากินในอ่าวมาหยา ผักบุ้งทะเลเจริญเติบโต ปูลมกลับมาหากินบริเวณชายหาดจำนวนมาก

อ่าวมาหยา หมู่เกาะพีพี

โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ประกาศปิดอ่าวมาหยาต่ออีกระยะเวลา 2 ปี เพื่อรอให้สภาพระบบนิเวศ ระบบจัดการดูแลท่องเที่ยวดีขึ้น ลดผลกระทบพร้อมจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวบนฝั่ง ไม่ให้เรือเข้าในอ่าวเหมือนสมัยก่อน

การฟื้นฟูอ่าวมาหยาเป็นส่วนหนึ่งของพีพีโมเดล เมื่อครบกำหนด ก่อนจะเปิดให้คณะกรรมการเข้าไปตรวจสอบความพร้อมของระบบนิเวศที่จะให้บริการแก่นักท่องเที่ยว และจะต้องไม่เกิดความเสียหายอีก โดยมีการสร้างมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันความเสียหายของระบบนิเวศทั้งในน้ำและบนบก

อ่าวมาหยา หมู่เกาะพีพี

ทั้งนี้ภายหลังการเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวแล้วจะต้องมีการติดตามตรวจสอบสถานภาพของทรัพยากรทุกๆ 3 เดือน เพื่อใช้เป็นตัวกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวที่เหมาะสมในแต่ละวัน หรือในแต่ละรอบของการเข้าชม เพื่อรักษาทรัพยากรที่มีให้คงอยู่

ข่าวต้นฉบับ

#สวยงาม สองพ่อลูกจอดรถถ่ายภาพข้างทาง เห็นรอยยิ้มทั้งคู่รู้เลยว่ามีความสุขแค่ไหน

สองพ่อลูกจอดรถถ่ายภาพข้างทาง เห็นรอยยิ้มทั้งคู่รู้เลยว่ามีความสุขแค่ไหน

สองพ่อลูกจอดรถถ่ายภาพข้างทาง เห็นรอยยิ้มทั้งคู่รู้เลยว่ามีความสุขแค่ไหน

สองพ่อลูกจอดรถถ่ายภาพข้างทาง เห็นรอยยิ้มทั้งคู่รู้เลยว่ามีความสุขแค่ไหน

สองพ่อลูกจอดรถถ่ายภาพข้างทาง เห็นรอยยิ้มทั้งคู่รู้เลยว่ามีความสุขแค่ไหน

กลายเป็นเรื่องราวสุดประทับใจ เห็นแล้วมีความสุขมาก เพราะเราไม่สามารถหาความสุขนี้จากที่ไหน เมื่อโลกออนไลน์แชร์ภาพ สองพ่อลูก ได้จอดรถมอเตอร์ไซต์มาจอดข้างทาง

หลังจากนั้นพ่อก้หยิบมือถือมาถ่ายภาพลูกน้อย เป็นภาพที่หาดูได้ยาก เรียกได้ว่าเห็นรอยยิ้มของทั้งคู่แล้วรู้เลยว่ามีความสุขมากขนาดไหน

สองพ่อลูกจอดรถถ่ายภาพข้างทาง เห็นรอยยิ้มทั้งคู่รู้เลยว่ามีความสุขแค่ไหน

ทั้งนี้ ภาพนี้สะท้อนให้เห็นความรักที่มีพ่อมีต่อลูก รู้เลยว่าความสุขของพ่อก็คือได้อยู่กับลูก ไม่ต้องการอะไรมากมาย ขอแค่ให้พ่อมีความสุข แค่นี้ก็สุขใจแล้ว ทำเอาชาวเน็ตหลายคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก

ดูต้นฉบับ

เปิด 5 อันดับ น้ำพริก อาหารยอดนิยมคู่ครัวไทย

“น้ำพริก” เป็นเมนูคู่สำรับอาหารไทยมายาวนาน คนไทยจึงคุ้นเคยกับอาหารประเภทนี้เป็นอย่างดี จนถึงปัจจุบันครอบครัวส่วนใหญ่ ยังคงนิยมรับประทานน้ำพริกเป็น “อาหารหลัก” ที่ต้องมีในแต่ละมื้อ จากการรวบรวมประเภทน้ำพริกที่ปรากฏในตำราอาหารไทย พบน้ำพริกมากกว่าร้อยชนิด และมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นสัญลักษณ์อาหารประจำท้องถิ่น ซึ่งแต่ละชนิดล้วนมีสูตรความอร่อยเฉพาะตัวที่ต่างกัน

มาดูกันว่าในบรรดาน้ำพริกมากมายหลายสูตร มีน้ำพริกอะไรบ้างที่ได้รับความนิยมมาทุกยุคทุกสมัยไม่มีเปลี่ยนจนกลายเป็น 5 น้ำพริกยอดนิยม

น้ำพริกกะปิ

1. น้ำพริกกะปิ

น้ำพริกกะปิ คือ น้ำพริกที่นำกะปิมาตำรวมกับพริก กระเทียม กุ้งแห้ง แล้วรับประทานคู่กับผักสด ผักทอด และปลาทู ซึ่งน้ำพริกกะปิพร้อมเครื่องเคียงให้คุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน เริ่มตั้งแต่กะปิและกุ้งแห้งที่มีแคลเซียมสูง พริกที่มีสารเคปซินช่วยกระตุ้นความอยากอาหารและมีเบต้าแคโรทีนและวิตามินซี กระเทียมที่มีเซเลเนียมซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ส่วนปลาทูนับเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีและยังมีโอเมก้า 3 ที่ช่วยบำรุงสมองและร่างกาย รวมทั้งผักสดและผักต้มทั้งหลายที่ให้วิตามินและเกลือแร่แก่ร่างกาย

น้ำพริกปลาร้า

2. น้ำพริกปลาร้า

น้ำพริกปลาร้า เป็นน้ำพริกหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้น้ำพริกอื่นๆ เครื่องปรุงสำคัญของน้ำพริกปลาร้า คือ ปลาร้า ซึ่งน้ำพริกปลาร้าจะอร่อยต้องได้ปลาร้าดี รสอร่อย นำมาสับ ห่อใบตอง และหมกไฟให้มีกลิ่นหอมทั้งปลาร้าและใบตอง ส่วนเครื่องตำน้ำพริกก็ไม่ต่างจากน้ำพริกหนุ่มมากนัก แต่บางตำรับอาจจะเพิ่มสีสันและรสเผ็ดจัดจ้านด้วยพริกขี้หนูหรือพริกชี้ฟ้าสีแดง รสชาติของน้ำพริกปลาร้าจะออกเค็มนำ และมีกลิ่นหอมของเครื่องปรุงที่นำไปหมกหรือเผาก่อนนั่นเอง

น้ำพริกหนุ่ม

3. น้ำพริกหนุ่ม

น้ำพริกหนุ่ม คือ น้ำพริกพื้นบ้านล้านนาที่ทุกคนรู้จักกันดีที่นอกจากจะซื้อหารับประทานกันในครอบครัวแล้ว ยังนิยมซื้อเป็นของฝากด้วย น้ำพริกหนุ่มทำจากพริกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “พริกหนุ่ม” อาจใช้พริกหนุ่มที่แก่จัดหรือยังไม่แก่จัดก็ได้แต่ส่วนมากใช้พริกหนุ่มที่ยังไม่แก่จัด ส่วนหอม และกระเทียมจะต้องนำมาย่างก่อนโขลกกับส่วนผสมและเกลือ มักนิยมรับประทานคู่กับแคบหมู ผัก ข้าวเหนียว

น้ำพริกตาแดง

4. น้ำพริกตาแดง

น้ำพริกตาแดง เป็นอาหารคู่ครัวของชาวล้านนาอีกเช่นกัน เป็นน้ำพริกที่ปรุงง่าย รสชาติเข้มข้นอร่อย แถมยังเก็บไว้ได้นาน โดยส่วนประกอบหลักๆ ได้แก่ เกลือ กระเทียม หัวหอม พริก ซึ่งล้วนแต่เป็นเครื่องปรุงที่มีอยู่แล้วในครัว คนในสมัยก่อนนิยมนำน้ำพริกตาแดงติดตัวไว้สำหรับเดินทาง เนื่องจากน้ำพริกตาแดงใช้ส่วนประกอบจากเครื่องเทศและสมุนไพรสดหลายชนิดจึงให้สารอาหารที่ประโยชน์แก่ร่างกาย ยิ่งเมื่อรับประทานคู่กับผักทั้งผักสดและผักลวกก็ยิ่งเป็นน้ำพริกที่ถูกใจสายรักสุขภาพได้อย่างแน่นอน

น้ำพริกนรก

5. น้ำพริกนรก

น้ำพริกนรก เป็นน้ำพริกผงที่ทำจากเนื้อปลาช่อน ซึ่งเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของน้ำพริกนรกคือ มีรสชาติเผ็ดจัดจ้านเหมาะสำหรับ คนที่ชอบอาหารรสจัด แถมยังมีประโยชน์ และให้คุณค่าทางโภชนาการอย่างมาก เพราะมีส่วนประกอบของสมุนไพรหลายชนิด เช่น พริก หอม กระเทียม เป็นต้น

จากการสำรวจน้ำพริกที่คนไทยรับประทานเป็นประจำและสม่ำเสมอมากที่สุดคือ “น้ำพริกกะปิ” มีผู้นิยมบริโภคเกินกว่าครึ่ง ตามมาด้วย “น้ำพริกปลาร้า” มาเป็นอันดับสอง อันดับต่อมาคือ น้ำพริกตาแดง น้ำพริกหนุ่ม และน้ำพริกนรก มีสัดส่วนเท่ากันกับน้ำพริกมะขาม แต่น้ำพริกมะขามมีสัดส่วนของผู้รับประทานนานๆ ครั้งมากที่สุด

แต่ไม่ว่าน้ำพริกสูตรไหนจะขึ้นโต๊ะ หากพิจารณาคุณค่าทางโภชนาการ น้ำพริกเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพราะในน้ำพริกแต่ละถ้วยอุดมด้วยวัตถุดิบที่มีประโยชน์ อาทิ กุ้งแห้ง กะปิ และปลาร้า รวมถึงเครื่องเทศต่างๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นพริก กระเทียม หอมแดง ฯลฯ ล้วนแต่เป็นสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพและหากรับประทานควบคู่กับผักจิ้มนานาชนิด จะช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่อาหารมื้อนั้นได้อย่างดี เพราะประโยชน์มากมายที่ได้จากผัก ทั้งสารอาหาร เกลือแร่ วิตามิน เส้นใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ และบางชนิดเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคด้วย

บวชแล้วอยากพัฒนาวัด ‘เศรษฐีหมื่นล้าน’ ลงขันทาสีริมท่าน้ำวัดนาทวี เพื่อสร้างสีสัน

ดนาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา – พระชาวมาเลเซีย 9 รูป ลงมือเริ่มพัฒนาวัดนาทวี ด้วยการทาสีริมท่าน้ำวัดเพื่อสร้างสีสันให้ดูสวยงามและสะอาด

วัดนาทวี

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ที่วัดนาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา หลังจากที่ เศรษฐีหมื่นล้าน ชาวมาเลเซีย ที่ไม่ขอเอ่ยนาม ได้พาคณะชาวมาเลเซียที่ศรัทธาในพุทธศาสนามาอุปสมบทที่วัดนาทวี โดยมี พระครูสุวัฒนาภรณ์ หรือ พระอาจารย์ภัตรอริโย เจ้าคณะอำเภอสะเดาและเจ้าอาวาสวัดนาทวี ซึ่งเป็นเกจิดังของภาคใต้เป็นพระอุปัชฌาย์

วัดนาทวี

โดย เศรษฐีหมื่นล้านชาวมาเลเซีย พร้อมคณะชาวมาเลเซียเป็นเจ้าของธุรกิจโรงแรม บ้านจัดสรร คอนโด ที่ดิน และเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ใน 10 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย ได้เข้าบวชตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค.มีกำหนดสึกวันที่ 15 ธ.ค.รู้สึกศรัทธาและต้องการจะพัฒนาวัดจึงช่วยกันซื้อสีมาทาบริเวณริมคลอง เพื่อสร้างสีสันให้ดูสวยงามดูสะอาดสะอ้านอีกด้วย

วัดนาทวี

พระอาจารย์ภัตรอริโย กล่าวว่า ชาวมาเลเซียที่มาบวชเป็นพระสงฆ์ทั้ง 9 รูปนี้ได้ทำกิจวัตรหน้าที่ของพระสงฆ์ทุกประการ ตั้งแต่ตอนเช้าออกเดินบิณฑบาต กลับมาก็ทำวัตรสวดมนต์ ฝึกนั่งสมาธิ และก็หลังจากนั้นก็จะช่วยในการปรับปรุงทัศนียภาพของวัดนาทวี ทำให้เป็นวัดในเชิงท่องเที่ยว ช่วยกันลงขันซื้อสีเพื่อที่จะมาทาริมคลอง.

ดูข่าวต้นฉบับ

ชาวพุทธแห่ตักบาตรเพ็ญพุธ ‘พระอุปคุต’ เที่ยงคืน ริมทะเลอ่าวประจวบ แห่งเดียวในไทย

ประจวบคีรีขันธ์ – “10 ธันวาคม”เป็งปุ๊ด” ตักบาตรเที่ยงคืน เมื่อเวลา 00.01 น.วันที่ 10 ธ.ค.ที่สะพานสราญวิถี ถนนเลียบชายทะเลอ่าวประจวบ หน้าวิหารพระอุปคุต อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายนรินทร์ ทรงนิพิฐกุล ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานในพิธีตักบาตรเที่ยงคืนพระอุปคุต

ตักบาตรเพ็ญพุธ

โดยมีพุทธศาสนิกชนจากหลายจังหวัด กว่า 2,000 คนร่วมงานบุญใหญ่ โอกาสนี้มีชาวไทยเชื้อสายมอญกว่า 200 คน จากชุมชนชาวมอญ บ้าน กม.14 ต.อ่าวน้อย พร้อมใจกันตักบาตรเพ็ญพุธ หรือวันเป็งปุ๊ด เนื่องในวันเพ็ญพุธ หรือวันขึ้น 15 ค่ำที่ตรงกับวันพุธ ซึ่งครั้งนี้คือคืนวันอังคารที่ 10 ย่างเข้าสู่วันพุธที่ 11

ตักบาตรเพ็ญพุธ

ทั้งนี้ พุทธศาสนิกชนนำข้าวสารอาหารแห้งตั้งแถวรับขบวนพระสงฆ์บิณฑบาต จากปลายสะพานสราญวิถีที่ยื่นออกไปในทะเล ผ่านด้านหน้าวิหารพระอุปคุต ถนนเลียบชายทะเลถึงหน้า อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 1 กิโลเมตร

เป็นการจำลองเหตุการณ์พระอุปคุตขึ้นจากสะดือทะเล เพื่อมารับบิณฑบาตจากมนุษย์ โดยก่อนเริ่มขบวนพระอุปคุต หรือ พระบัวเข็ม ผู้ปราบพญามาร มีกิจกรรมสวดมนต์อุปปาตะสันติคาถา เจริญสมาธิ แผ่เมตตา การเทศนาเรื่องพระอุปคุต

ตักบาตรเพ็ญพุธ

สำหรับ การตักบาตรเที่ยงคืนหน้าอ่าวประจวบเป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่มีวิหารพระอุปคุตหันหน้าสู่ทะเลทางทิศตะวันออก และพุทธศาสนิกชนตักบาตรหน้าทะเลเสมือนรับพระอุปคุตขึ้นจากสะดือทะเล ตามความเชื่อของพุทธศาสนิกชน

ตักบาตรเพ็ญพุธ

จากนั้น ขบวนพระภิกษุจำนวน 59 รูป รับบิณฑบาตข้าวสารอาหารแห้งจากพุทธศาสนิกชน เริ่มจากปลายสะพานสราญวิถี มีขบวนชาวไทยเชื้อสายมอญแบกเสรียง ด้านบนมีรูปหล่อพระอุปคุตโบราณ เป็นการจำลองการเดินทางของพระอุปคุตจากสะดือทะเล เพื่อออกมาบิณฑบาตในโลกมนุษย์

และมีความเชื่อว่าถ้าใครได้ใส่บาตรในวันเพ็ญพุธจะได้รับอานิสงค์แรงกล้า สำหรับพุทธศาสนิกชนที่ร่วมตักบาตรในเวลาเที่ยงคืน ถือเป็นชั่วโมงแรกของวันหรือเช้าแรก เชื่อว่าพระอุปคุตจะมาโปรดบุญมีพุทธคุณในเรื่องการปราบมาร และการค้ารุ่งเรือง

ต้นฉบับ

28 ธันวาคม วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตามรอยสมเด็จพระเจ้าตาก วัดเขาขุนพนม นครศรีธรรมราช

๒๘ ธันวาคม วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นวันคล้ายวันปราบดาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระมหากษัตริย์พระองค์แรกและพระองค์เดียวแห่งกรุงธนบุรี พระองค์ทรงกอบกู้เอกราชจากพม่าได้สำเร็จภายในเวลา ๗ เดือน นับตั้งแต่เสียกรุงเมื่อปี ๒๓๑๐

วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

พระเจ้าตากสิน วัดเขาขุนพนม พระสิน และ พระด้วง สองภิกษุหนุ่ม ออกบิณฑบาตด้วยกันทุกเช้า วันหนึ่งมีเจ๊กผูกหางเปีย เดินผ่านภิกษุทั้งสองรูป แล้วหัวเราะเสียงดังลั่น ภิกษุสองรูปจึงหันมาถามว่า “อาเจ็กลื้อหัวเราะทำไม” เจ๊กตอบทันทีว่า “อั๊วเห็นน่อไก๊ไต่อ้วง (กษัตริย์สององค์) เดินบิณฑบาตด้วยกัน” ต่อมาภิกษุทั้งสองคือ เจ้าพระยาตากสิน และ เจ้าพระยาจักรี

วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

พระเจ้าตากสิน และพระยาจักรี ช่วยกันกอบกู้ชาติ จนตั้งกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง พระเจ้าตากสินทรงเหน็ดเหนื่อยกับการรบ จึงหันมาศึกษาพระธรรม ฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ แล้วสละราชบัลลังก์ เสด็จฯ มาทรงพระผนวชอยู่ที่วัดเขาขุนพนม อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช เป็นตำนานเล่าขาน เป็นความภาคภูมิใจของชาวนครศรีธรรมราช มานานกว่า ๒๐๐ ปี

วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

พระครูปิยะคุณาธาร เจ้าอาวาสวัดเขาขุนพนม เล่าให้ผมฟังว่า มีเครื่องทรงกษัตริย์ตกค้างอยู่ในวัดและบนถ้ำ ซึ่งเป็นโพรงใหญ่ เดินทะลุทั่วกันจนถึงยอดเขา เป็นยุทธภูมิที่มองไกลไปถึงชายทะเลอ่าวไทย หากมีกองกำลังบุกรุกมาที่วัดนี้ คนในวัดจะรู้ก่อนป้องกันตัวได้ พระเจ้าตากสินจึงตัดสินพระราชหฤทัยทรงพระผนวชที่วัดเขาขุนพนม ทรงใช้ชีวิตอย่างสงบสุข จนถึงวันสวรรคต

พระเจ้าตากสินมหาราช

ขณะที่พระเจ้าตากสินทรงพระผนวช มีข้าราชบริพาร ทหารเอกคู่พระทัย พาครอบครัวย้ายจากกรุงธนบุรี มาถวายอารักขา และตั้งรกรากอยู่รอบวัดเขาขุนพนม ชาวบ้านรอบวัดจึงสืบเชื้อสายมาจากคนในวัง กิริยามารยาทสุภาพ เรียบร้อย แตกต่างจากคนท้องถิ่น ภาษาที่พูดแม้จะติดสำเนียงใต้ ยังมีคำราชาศัพท์แทรกอยู่หลายคำ

(พระเจ้าตากสิน วัดเขาขุนพนม : คอลัมน์ตำนานแผ่นดิน – komchadluek.net)

8 ธันวาคม วันวีรไทย “พ่อจ่าดำ“ ตำนานนักรบผู้กล้าแห่งนครศรีธรรมราช

“ถ้าแม้จะปราชัยแก่ไพรี ก็ให้ได้แต่ปฐพีไม่มีคน” สมรภูมิเดียวที่ญี่ปุ่นต้องถอย! ใจไม่ถึงที่จะยอมเสียบกันตายคู่ เป็นที่มาของ “อนุสาวรีย์จ่าดำ”

วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 เรียกวันนี้ว่า “วันญี่ปุ่นขึ้น” มาจากคำว่า “วันญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก” อนุสาวรีย์วีรไทย หรือ อนุสาวรีย์พ่อจ่าดำ เป็นอนุสาวรีย์สร้างขึ้น เพื่อรำลึกความกล้าหาญของทหารไทย ใน สงครามโลกครั้งที่สอง ตั้งอยู่บริเวณภายในค่ายวชิราวุธ กองทัพภาคที่4 ต.ปากพูน อ.เมือง นครศรีธรรมราช

อนุสาวรีย์พ่อจ่าดำ

อนุสาวรีย์ “พ่อจ่าดำ” หล่อด้วยทองแดงรมดำ เป็นรูปทหารยืนจับปืนติดดาบ เตรียมแทง ขนาดสามเท่าของคนจริง หันหน้าไปทางทิศเหนือ

อนุสาวรีย์วีรไทย หรือที่ชาวเมืองนครฯ เรียกกันว่า พ่อจ่าดำ หรือ เจ้าพ่อดำ ตั้งอยู่ภายในใจกลางของค่ายวชิราวุธ กองทัพภาคที่ 4 นครศรีธรรมราช ห่างจากตัวเมืองนครศรีธรรมราช ไปตามถนนสายนครศรีธรรมราช-ท่าแพ ทางทิศเหนือประมาณ 6 กิโลเมตร เป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ใน สงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484

อนุสาวรีย์พ่อจ่าดำ

เพื่อเป็นการรำลึกถึงวีรกรรมของเหล่าบรรดาทหารหาญที่พลีชีพ ต่อสู้ข้าศึก เพื่อปกป้องมาตุภูมิ เหตุการณ์การสู้รบในวันนั้น กองทัพไทยต้องสูญเสียกำลังทหาร และยุวชนทหาร ช่วยรบในจังหวัดปัตตานี สงขลา สุราษฎร์ธานี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และนครศรีธรรมราช รวมกว่า 100 นาย ดังปรากฏนามจารึกไว้ที่ฐานอนุสาวรีย์ ทั้ง 6 ด้านอนุสาวรีย์จ่าดำ หรือ อนุสาวรีย์วีรไทย ยังคงยืนตระหง่านบนจุด ที่ได้สู้รบปกป้องปฐพีไทยสืบมา

อนุสาวรีย์พ่อจ่าดำ

เรื่องราวการต่อสู้ดังกล่าวนั้น มีดังนี้ คือ ใน พ.ศ. 2482 ได้เกิดวิกฤตการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ในทวีปยุโรป โดยมีเยอรมนี และอิตาลีซึ่งเรียกว่าฝ่ายอักษะฝ่ายหนึ่ง กับสัมพันธมิตรซึ่งประกอบด้วยสหราชอาณาจักร และฝรั่งเศสอีกฝ่ายหนึ่ง การสงครามได้ขยายตัวกว้างขวาง ครั้นถึง พ.ศ. 2484 ญี่ปุ่นเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ

สงครามได้ลุกลามเข้าสู่ทวีปเอเชีย โดยญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกพร้อมกันในประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย มลายู และไทย เมื่อเช้าตรู่วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่โจมตี ฐานทัพเรือเพิร์ลฮาเบอร์ ของ สหรัฐอเมริกา ในประเทศไทย ญี่ปุ่น ยกพลขึ้นบกพร้อมกันที่ สมุทรปราการ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี สงขลา ปัตตานี นครศรีธรรมราช และ ปราจีนบุรี โดยที่ฝ่ายไทยไม่คาดคิด

อนุสาวรีย์พ่อจ่าดำ

ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช มีความศรัทธาต่อพ่อจ่าดำมาก กล่าวคือ หากว่าต้องการบนบานสิ่งใด ชาวนครศรีธรรมราชไม่ว่าจากอำเภอใกล้หรือไกล มักมาบนบานด้วยของต่างๆ จะเห็นได้ว่า ทุกๆวันอังคารและวันเสาร์ จะมีผู้คนมาทำพิธีแก้บนอยู่เสมอ หรือวันปกติ ก็จะมีประชาชนมาสักการะ กราบไหว้ ขอพร เพื่อเป็นศิริมงคล อยู่มิได้ขาดสาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็น ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร ก็จะยิ่งมีความศรัทธาต่อ “พ่อจ่าดำ” สูงมาก ต่างเชื่อกันว่า จะให้คุณต่อหน้าที่ การงาน ความเจริญรุ่งเรือง และ แคล้วคลาดปลอดภัย จากการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ที่มีอันตราย เสี่ยงต่อชีวิต

อนุสาวรีย์พ่อจ่าดำ
ทุกวันที่ 8 ธันวาคมของทุกปี กองทัพภาคที่ 4 จะจัดงานวางพวงมาลาและทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิต ณ อนุสาวรีย์แห่งนี้

จะเห็นได้ว่ามีผู้ที่มีศรัทธาต่อ “พ่อจ่าดำ” ได้จัดสร้างเป็นวัตถุมงคล ออกมามากมายหลายรุ่น หลายแบบ และแต่ล่ะรุ่น ต่างก็มีประสบการณ์ที่ดีต่อผู้ที่ศรัทธา พกพานำท่านติดตัว ให้แคล้วคลาดปลอดภัย จากอุบัติเหตุและการต่อสู้ ดังที่ได้ยินได้ฟังจากข่าวสาร อยู่บ่อยๆ