อานิสงส์การสวดมนต์ ทำให้แคล้วคลาด,ดวงดี,บุญบารมีเพิ่มพูน ศัตรูกลายเป็นมิตร ผิวพรรณผ่องใส จิตใจอ่อนโยน

บทสวดมนต์ หากแปลความหมายโดยรวมแล้วก็จะพบว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นคำสวดบูชาเพื่อรำลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย อันได้แก่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แทบทั้งสิ้น จึงเป็นอุบายในการเจริญสติอย่างหนึ่ง ที่เรียก พุทธานุสติ ธรรมานุสติ และสังฆานุสติ นั่นเอง

การสวดมนต์ เกิดอานิสงส์ยิ่งใหญ่จากการสวดมนต์ ๑๕ ประการ

สวดมนต์

๑. ทำให้สุขภาพดี การสวดมนต์ออกเสียง ช่วยให้ปอดได้ทำงาน เมื่อปอดทำงาน เลือดลมก็เดินสะดวก เมื่อเลือดลมเดินสะดวก ร่างกายก็สดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกรฉับกระเฉง

๒. คลายความเครียด ขณะสวดมนต์จิตจดจ่ออยู่กับบทสวด สมองไม่ได้คิดในเรื่องที่ทำให้เครียด จึงทำให้อารมณ์ผ่อนคลาย

๓. เพิ่มพูนศรัทธาในพระรัตนตรัย บทสวดแต่ละบทเป็นการระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย เมื่อสวดบ่อย จิตก็จะยิ่งแนบแน่นอยู่กับพระรัตนตรัย

๔. ขันติบารมีย่อมเพิ่มพูน ขณะสวดต้องใช้ความอดทนเพื่อเอาชนะอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ตลอดถึงอารมณ์ฝ่ายต่ำทั้งหลายมีความเกียจคร้าน เป็นต้น ยิ่งสวดบ่อย ความอดทนก็จะมีมากยิ่งขึ้น

๕. จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ ขณะสวดจิตจดจ่ออยู่กับบทสวด ไม่วอกแวกฟุ้งซ่านไปที่อื่น จึงทำให้จิตสงบและเกิดสมาธิมั่นคง

สวดมนต์

๖. บุญบารมีเพิ่มพูน ในขณะสวดมนต์ จิตใจย่อมปราศจากกิเลส มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น จึงได้ชื่อว่าเกิดบุญบารมี บุญบารมีนี้ เมื่อสั่งสมมากเข้าก็จะเป็นทุนสนับสนุนให้บรรลุผลตามที่เราต้องการ

๗. จิตใจอ่อนโยนมีเมตตา การแผ่เมตตาหลังจากสวดมนต์ เป็นการส่งความปรารถนาดีไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ลดละความเห็นแก่ตัว เป็นอุบายกำจัดความโกรธในใจให้เบาบางและลดน้อยลง ทำให้จิตใจปราศจากความโกรธ และพบแต่ความสุข

๘. เกิดความเป็นสิริมงคล การสวดมนต์เป็นการทำความดีไปพร้อมกันทั้งทางกาย วาจา ใจ การทำดี พูดดี คิดดี ย่อมเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง

๙. เทวดารักษา ผู้ที่ประกอบกรรมดี ทางกาย วาจา ใจ ย่อมเป็นที่รักของเหล่าเทวดา และการที่เราได้แผ่เมตตาให้แก่เทวดานั้น ก็ยิ่งจะเป็นที่รักของเทวดามากขึ้น

๑๐. ปัญญาเกิด การสวดมนต์พร้อมคำแปล ทำให้ได้รู้และเข้าใจถึงความหมายของบทสวดนั้น

สวดมนต์

๑๑. ผิวพรรณผ่องใสและมีเสน่ห์ การสวดมนต์ทำให้จิตใจของผู้สวดสดชื่นเบิกบาน จิตที่สดชื่นเบิกบานย่อมส่งผลให้ผิวพรรณดี หน้าตายิ้มแย้ม แจ่มใส ทำให้ผู้ที่พบเห็นเกิดความรู้สึกเป็นมิตร รักใคร่เอ็นดู

๑๒. ศัตรูกลายเป็นมิตร ผู้เป็นมิตรยิ่งรักใคร่

๑๓. ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง

๑๔. ทำให้ดวงดี แก้ไขเคราะห์ร้าย ปัดเป่าเสนียดยิ้ม เพราะดวงชะตาของคนเราขึ้นอยู่กับการกระทำ ใครทำดี ดวงชะตาย่อมดี ใครทำชั่ว ดวงชะตาก็ตก การสวดมนต์เป็นการทำดีที่สามารถเปลี่ยนดวงชะตาให้ดีขึ้นได้

๑๕. ครอบครัวและสังคมสงบสุข ที่พ่อบ้าน แม่บ้าน สวดมนต์อยู่เป็นประจำ และสอนให้บุตรหลานได้สวดมนต์ จะไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง และการที่จะไปสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นก็ไม่มี มีแต่จะทำให้คนรอบข้างและสังคมอยู่เป็นสุข สงบ ร่มเย็น และยังเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่นอีกด้วย

สวดมนต์

การสวดมนต์ เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน ชีวิตจะเปลี่ยนไปดีขึ้นๆ เป็นคนมีความสุขจนอัศจรรย์ใจ! อานิสงส์มากมาย ทำให้แคล้วคลาดจากภยันอันตรายทั้งปวง,ดวงดี,บุญบารมีเพิ่มพูน ศัตรูกลายเป็นมิตร ผิวพรรณผ่องใส มีจิตใจอ่อนโยน ครอบครัวร่มเย็นเป็นสุข เทวดารักษา

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนที่สวดมนต์เป็นประจำ จะรู้ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีใครบอก เป็นปัจจังตัง

แรงบันดาลใจ.. จากพนักงานทำความสะอาดสนามบินที่สะอาดที่สุดในโลก

สนามบินฮาเนดะได้รับการขนานนามว่าเป็นสนามบินที่สะอาดที่สุดในโลก 4 ปีซ้อน Haruko Niitsu คนตัวเล็ก ๆ ผู้ทำความสะอาดมีบทบาทสำคัญในการคว้าตำแหน่ง…

แรงบันดาลใจ.

“นิสสึ ฮารุโกะ” Niitsu Haruko พนักงานทำความสะอาดที่สนามบินฮาเนดะ เธอเป็นลูกครึ่งจีน-ญี่ปุ่น ตอนอยู่จีน เพื่อนจะล้อเธอว่า “ไอ้เด็กญี่ปุ่น” เมื่อกลับมาอยู่ญี่ปุ่นตอนอายุ 17 ปี เพื่อนกลับล้อว่า “ไอ้เด็กจีน”

เธอพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ ดังนั้น งานแรกที่เธอต้องทำ ก็คือ งานที่ไม่ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นในการสื่อสาร งานทำความสะอาดที่สนามบิน เจ้านายของเธอชื่อ “ซูซูกิ” เขาสอนวิธีการทำความสะอาด และทำให้เธอสนุกกับงาน

วันหนึ่ง เจ้านายส่งเธอเข้าแข่งขันในงานทำความสะอาดอาคารระดับประเทศ “ฮารุโกะ” มั่นใจในฝีมือของเธอมากแต่ผลที่ออกมา เธอได้ที่ 2 “ฮารุโกะ” เสียใจมาก

“ซูซูกิ” เดินมาแล้วบอกสาเหตุที่เธอแพ้ “หากเอาจริงเอาจังเกินไป ไม่ผ่อนคลายเวลาทำงาน ก็ทำความสะอาดไม่ได้ดี”

แรงบันดาลใจ.

ฟังดูแปลกไหมครับ แพ้เพราะทำงานเอาจริงเอาจังเกินไป

แต่ถ้านึกภาพการทำความสะอาดสนามบินที่ผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาตลอด ถ้าเรามุ่งมั่นที่จะเช็ดถูพื้นให้สะอาด เราก็จะไม่ได้มองผู้โดยสารซึ่งเป็น “ลูกค้า” สนามบิน ลืมยิ้ม ลืมที่จะหลบผู้โดยสาร

“ฮารุโกะ” ตีความหมายของเจ้านายทะลุปรุโปร่ง นับจากวันนั้น “รอยยิ้ม” จะอยู่บนใบหน้าเธอเสมอตลอดเวลาที่เช็ดถูพื้น เธอสังเกตจังหวะการเดินของผู้โดยสาร

เช็ดพื้นตอนไหนที่ไม่รบกวนคน พยายามยืนไม่ให้เกะกะ ปีต่อมา เธอได้แชมป์ เป็นแชมป์ที่อายุน้อยที่สุด “ฮารุโกะ” รักในงานที่เธอทำ และพยายามพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

แรงบันดาลใจ.

ผมชอบวิธีคิดของ “ฮารุโกะ” มาก เธอจะจินตนาการถึง “ลูกค้า” ก่อนเริ่มงาน เช่น ก่อนถูพื้น เธอจะนึกถึงภาพเด็กที่คลานหรือนั่งเล่นบนพื้น ถ้าพื้นสกปรก มือเด็กที่คลานจะสกปรกและอาจไม่สบายได้

เธอจึงถูพื้นให้สะอาดที่สุด “ถ้าเราตั้งใจรักษาสนามบินให้สะอาดมากๆ ลูกค้าก็จะเกรงใจไม่กล้าทำสกปรก”

สุดท้าย ตัวเธอเองและพนักงานทำความสะอาดจะทำงานง่ายขึ้น ความรักในงาน ทำให้เธอพัฒนาอุปกรณ์ทำความสะอาดเอง ทำแปรงขนาดเล็กเพื่อทำความสะอาดรูท่อระบายน้ำเล็กๆ ตรงเครื่องเป่ามือ ไม่ให้รูท่อเป็นคราบ

เอากระจกทันตแพทย์มาขยายหาคราบสกปรกตามซอกชักโครก เธอมีน้ำยาทำความสะอาดกว่า 80 ชนิด ชนิดไหนเหมาะกับวัสดุอะไร

คิดละเอียดถึงขั้นว่า เช็ดที่เป่ามือให้สะอาด เพราะถ้ามีคราบเกาะจะเกิดกลิ่นอับในห้องน้ำ เมื่อไม่มีกลิ่นอับ ก็ไม่ต้องใช้น้ำยาดับกลิ่นแรงๆ ผู้โดยสารที่เข้าห้องน้ำจะได้ไม่ฉุนจมูกกับน้ำยาดับกลิ่น

แรงบันดาลใจ.

“ฮารุโกะ” คิดถึงคนอื่นตลอดเวลา และความสุขของเธอก็คือเมื่อเห็นคนอื่นมีความสุข ผมชอบเกมที่เธอเล่นกับตัวเอง

ไม่ต้องรอใครให้รางวัล แต่เธอให้รางวัลตัวเอง เกมนั้นก็คือ การทำให้ผู้โดยสารรู้สึกแปลกใจเวลาเปิดประตูห้องน้ำเข้ามา แปลกใจว่าทำไมห้องน้ำสะอาดจัง

สีหน้าแปลกใจของผู้ใช้ห้องน้ำ คือ รางวัลของ “ฮารุโกะ” เธอมีความสุขทุกครั้งที่เห็นภาพนี้

ปัจจุบัน “ฮารุโกะ” เป็นหัวหน้าพนักงานทำความสะอาดในสนามบินฮาเนดะ มีลูกน้อง 500 คน สนามบินแห่งนี้ได้รับรางวัล “สนามบินที่สะอาดที่สุดในโลก”

ในคอลัมน์ “ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ” ของ หนุ่มเมืองจันท์ ชื่อตอน สุขกับงาน ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 23 – 29 กันยายน 2559 ได้เขียนถึงหนังสือที่เขาชอบ ซึ่งมีชื่อว่า “Slow Success ยิ่งใหญ่ได้ด้วยก้าวเล็กๆ”

ชมความงามยามหน้าฝน “น้ำตกหนานสวรรค์” สวรรค์ในพงไพร พรรณไม้สีเขียวขจี

น้ำตกหนานสวรรค์ รอยต่อ ต.วังอ่าง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช กับ ต.ลานข่อย อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง น้ำตกแห่งนี้ถือเป็นน้ำตกอีกแห่งหนึ่งที่มีความสวยงามท่ามกลางธรรมชาติของผืนป่าในเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า พัทลุง

เหมาะสำหรับนั่งชมความงามเล่นน้ำสร้างความสดชื่น ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝนทำให้สายน้ำที่ไหลลงมาสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง

น้ำตกหนานสวรรค์

น้ำตกหนานสวรรค์ เป็นน้ำตกขนาดเล็กไหลผ่านหน้าผ่าหินปูนสีเหลืองลงสู่แอ่งน้ำใหญ่สีเขียวมรกต รอบด้านโอบล้อมไปด้วยพรรณไม้สีเขียวขจี ยามต้องแสงแดดน้ำสีมรกตในอ่างจึงดูกลมกลืนกับป่ารอบด้าน

มีหนานต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้เล่นน้ำคลายร้อนหลายจุด ซึ่งแต่ละจุดไม่สูงมากนัก ราวกับสวนหย่อมธรรมชาติได้แต่งแต้มขึ้นมา โดยแอ่งน้ำนี้เปรียบเสมือนเป็นสระว่ายน้ำธรรมชาติจึงสามารถเล่นน้ำกันได้ตลอดปี

น้ำตกหนานสวรรค์

สายน้ำสีครามใสๆ ที่ไหลลงมาตามลำธารหินปูน ที่สวยงาม ในแต่ละชั้น ของตัวน้ำตก ก่อนไหลลงอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง

สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ของอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า ยังมีให้ไปเที่ยวชมอีกมาก เช่น ผาผึ้ง ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า เพียง 300 เมตร ลักษณะเป็นผาหินปูนสีขาวที่มีรังผึ้งหลวงมาทำรังกันเป็นจำนวนมาก

น้ำตกหนานสวรรค์

นอกจากนี้ยังเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามด้วย ถ้ำมัจฉาปลาวน ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นถ้ำขนาดกลาง ภายในแบ่งออกเป็นห้องโถงใหญ่อีก 3 แห่ง แต่ละห้องมีหินงอกหินย้อยอัสวยงามให้ชมมากมาย

รวมถึงปลามัดที่มีให้ชมเป็นจำนวนมากในถ้ำ แต่หากชอบเที่ยวน้ำตกในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า ยังมีน้ำตกให้ไปเที่ยวชมอีก 3 แห่งได้แก่ น้ำตกเหรียงทอง น้ำตกเขาคราม และน้ำตกไพรวัลย์ ซึ่งทั้งสามแห่งล้วนเป็นน้ำตกชื่อดังของพัทลุงทั้งสิ้น

น้ำตกหนานสวรรค์

การเดินทาง จากอำเภอเมืองพัทลุง ใช้ทางหลวงหมายเลข 41 (พัทลุง-นครศรีธรรมราช) ระยะทาง 20 กิโลเมตร ถึงสี่แยกโพธิ์ทองเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4164 (ควนขนุน-เขาปู่) ไปประมาณ 17 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายต่ออีก 4 กิโลเมตร จะพบที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า

น้ำตกหนานสวรรค์

น้ำตกหนานสวรรค์ ยังคงเป็นน้ำตกธรรมชาติที่สดใส และน่าสัมผัสเป็นอย่างยิ่ง สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลวังอ่าง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช โทรศัพท์/โทรสาร 0-7535-4186

ขอบคุณภาพ – innnews

“กระเป๋าถือย่านลิเภา” สุดยอดของขวัญล้ำค่าที่ระลึก มอบคู่สมรสผู้นำอาเซียน ฝีมือครูช่าง หัตถศิลปนครศรีธรรมราช

– นครศรีธรรมราช นครแห่งอารยธรรม : “กระเป๋าถือย่านลิเภา” หัตถศิลป์พื้นบ้านนครศรีธรรมราช สู่ของขวัญคู่สมรสผู้นำอาเซียน

การจัดประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35

การจัดประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 ระหว่างวันที่ 2-4 พ.ย.2562 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ณ กรุงเทพฯ และ นนทบุรี ซึ่งรัฐบาลไทยได้จัดเตรียมของขวัญที่จะมอบเป็นที่ระลึกแก่ผู้นำอาเซียนและคู่สมรสหลายหลายผลิตภัณฑ์ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ

กระเป๋าถือย่านลิเภาถมเงิน กระเป๋าคลัช (กระเป๋าหนีบแบบไม่มีสาย) ที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ได้ทำการคัดสรรเพื่อมอบของขวัญเป๋นที่ระลึกแก่คู่สมรสของผู้นำอาเซียน

กระเป๋าถือย่านลิเภา

ซึ่งกระเป๋าย่านลิเภาถมเงินดังกล่าว ผลิตโดยช่างฝีมือจาก จ.นครศรีธรรมราช คือนางสุเจนจิต ทองเสภี ร่วมกับนางสาวนภารัตน์ ทองเสภี บุตรสาว และสมาชิกกลุ่มสตรีสหกรณ์การเกษตรเมืองนครศรีธรรมราช บ้านนาคียน ตำบลนาเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ถือเป็นความภาคภูมิใจของผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านไทย

กระเป๋าถือย่านลิเภา

นางสุเจนจิต ทองเสภี เล่าว่า ครอบครัวของตนได้ทำเครื่องจักสานย่านลิเภามาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ จนสืบทอดมาจนถึงรุ่นลูกและรุ่นหลาน ซึ่งขณะนั้นตนอายุเพียง 17 ปี ก็ได้สืบทอดงานฝีมือนี้มาจนปัจจุบัน ตนอายุ 65 ปีแล้ว ก็ได้มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาให้ลูกของตนอีกทอดหนึ่ง

รู้สึกมีความภาคภูมิใจที่กระเป๋าถือย่านลิเภาถมเงิน ได้รับการคัดเลือกเป็นของขวัญมอบเป็นที่ระลึกแก่คู่สมรสผู้นำอาเซียนในครั้งนี้ มีความภาคภูมิใจที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะกระเป๋าถือลิเภาถมเงินนี้ เป็นงานทำมือทุกขั้นตอน แต่ละใบต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 10 วัน ในการจักสานและตกแต่งให้สวยงามตามรูปแบบที่กำหนด

กระเป๋าถือย่านลิเภา

สำหรับรูปแบบของ กระเป๋าลิเภา จะเป็นประเป๋าแบบถือทรงสี่เหลี่ยม ขนาดกะทัดรัด พอดีมือ ซึ่งจักสานด้วยย่านลิเภาสีน้ำตาลและสีเขียวอ่อน ซึ่งเป็นสีธรรมชาติ มีลวดลาย “เมล็ดแตง” ซึ่งเป็นเป็นลายดั้งเดิม และตกแต่งด้วยเครื่องถมเงินรูปพวงมาลัย จึงถือได้ว่า กระเป๋าลิเภาชุดพวงมาลัย เป็นงานหัตถศิลป์พื้นบ้านของไทยที่ทรงคุณค่า

นอกจากกลุ่มสตรีสหกรณ์การเกษตรเมืองนครศรีธรรมราช บ้านนาเคียน ตำบลนาเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ยังมีกลุ่มผลิตภัณฑ์จักสานย่านลิเภาที่มีชื่อเสียงอีกหลายแห่ง อาทิกลุ่มผลิตภัณฑ์จักสานย่านลิเภา บ้านหมน ต.ท่าเรือ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช กลุ่มจักสานย่านลิเภาโพธิ์เสด็จ ต.โพธิ์เสด็จ เป็นต้น.

: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช

คำขอขมา “พระแม่คงคา” คำอธิษฐานสำหรับ “ลอยกระทง”

ประเพณีลอยกระทงนั้นมีมาแต่โบราณ โดยมีคติความเชื่อหลายอย่าง เช่น เชื่อว่าเป็นการบูชาและขอขมา
แม่พระคงคา เป็นการสะเดาะเคราะห์ เป็นการบูชาพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์ หรือเป็นการบูชารอยพระพุทธบาท เป็นต้น การลอยกระทงนิยมทำกันในวันเพ็ญ เดือน ๑๒ ของทุก ๆ ปี อันเป็นช่วงที่น้ำในแม่น้ำลำคลองขึ้นสูงและ

ลอยกระทง

คำอธิษฐานสำหรับลอยกระทง

มะยัง อิมินา ปะทีเปนะ อะสุกายะ นัมมะทายะ นะทิยา ปุลิเน ฐิตัง มุนิโน ปาทะวะลัญชัง อะภิปูเชมะ อะยัง ปะทีเปนะ มุนิโน ปาทะวะลัญชัสสะ ปูชา อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ สังวัตตะตุ

(คำแปล) ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอบูชา ซึ่งรอยพระพุทธบาท ที่ตั้งอยู่เหนือหาดทรายในแม่น้ำชื่อนัมมทานทีโน้น ด้วยประทีปนี้ กิริยาที่บูชารอยพระพุทธบาทด้วยประทีปนี้ ขอจงเป็นไปเพื่อประโยชน์ และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายสิ้นกาลนาน เทอญ ฯ (ผู้กล่าวคำถวายไม่ต้องกล่าวว่า “สาธุ”)

 วันลอยกระทง

คำอธิษฐานวันลอยกระทง โดย แม่ชีทศพร เทวาพิทักษ์ธรรม

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

อุกาสะ อุกาสะ ดอกไม้ ธูป เทียน ชวาลา รูปนาม และชีวิต พร้อมไปด้วยการปฏิบัติ ทั้งภายในและภายนอก ขอบูชาแด่พระโพธิญาณ พระพุทธัง พระธัมมัง พระสังฆัง ขอให้แม่พระธรณีจงมาเป็นทิพยญาณให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิดนะพระเจ้าข้า นิพพานะ ปัจจะโยโหตุ

ข้าพเจ้าได้อาศัย ดิน น้ำ ลม ไฟ มีแม่พระคงคาเป็นต้นที่มีชีวิตอยู่ได้ บุญกุศลใดที่ข้าพเจ้าได้สร้างเอาไว้ในภพนี้ ชาตินี้ จงส่งผลเป็นปฏิบัติบูชาแด่แม่พระคงคา ขอประทีปนี้สว่างไสวในสัมมาอาชีพและปัจจัย 4 เป็นปฏิบัติบูชา และอโหสิกรรม ถ้าข้าพเจ้าเคยล่วงเกินแม่พระคงคาด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ทำให้แม่พระคงคาเปื้อนศีล ๕ ประทีปนี้ถวายปฏิบัติบูชาและขอขมาต่อแม่พระคงคา

ขมาพระแม่คงคา

คำขอขมาพระแม่คงคา ตั้งนะโมฯ ( ๓ จบ )

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต

ข้าแต่พระแม่คงคา ลูกขอวันทา ด้วยประทีปกระทง พระแม่คงคามีความเมตตา ต่อลูกสูงส่ง คือน้ำในกาย สามส่วนมั่นคง กายจึงยืนยง ชุ่มชื่นยืนนาน พระแม่คงคา กำเนิดจากฟ้า โปรยปรายลงมา เป็นกระแสธาร เกิดเป็นแม่น้ำ หลายนามขนาน ปิง, วัง, ยม, น่าน คือเจ้าพระยา ท่าจีน, ตาปี นครชัยศรี โขง, ชี, มูล, ละหาร ห้วยหนองคลองบึง จนถึงแก่งกว๊าน น้ำใต้บาดาล อีกทั้งประปา

ลูกลูกทั้งหลาย เดินทางขายค้า สำเร็จกิจจา คมนาคม นำมากินใช้ ได้ดั่งอารมณ์ ยามร้อนประพรม ชุ่มชื่นกายใจ ชำระมลทิน โสโครกทั้งสิ้น สะอาดสดใส ผุดผ่องพราวตา แลเลิศวิไล แม่น้ำรับไว้ สกปรกโสมม น้ำเสียเรือนชาน ซักผ้าล้างจาน เททิ้งทับถม ไหลลงคงคา ธาราระทม สารพิษสะสม เน่าคลุ้งฟุ้งไป วันนี้วันเพ็ญ พระจันทร์ลอยเด่น เป็นศุภสมัย

ลูกจัดกระทง ประสงค์จงใจ นำมากราบไหว้ พระแม่คงคา เทวาทรงฤทธิ์ ซึ่งสิงสถิต ทุกสายธารา ทั้งผีพรายน้ำ อย่าซ้ำโกรธา ลูกขอขมา อโหสิกรรม ทำกิจใดใด อุทกภัย อย่าได้เติมซ้ำ อย่าพบวิบัติ ข้องขัดระกำ อย่าให้ชอกช้ำ น้ำท่วมพสุธา อย่าให้สินทรัพย์ ต้องพลันย่อยยับ เพราะสายธารา อย่าให้ชีวิต ต้องปลิดชีวา พระแม่คงคา รับขมาลูก เทอญ

เวลาทำบุญ ควรอธิษฐานอย่างไร อธิษฐานแบบไหน…จะดีแก่ตัวเรา?

คนส่วนใหญ่เวลาทำบุญมักจะอธิษฐานว่า ขอให้รวย ขอให้สุขภาพแข็งแรง ขอให้ได้เลื่อนตำแหน่ง ฯลฯ แต่ที่จริงแล้วมีคำอธิษฐานที่ง่าย สั้น ครบวงจร และเป็นประโยชน์ครบถ้วนกว่ามาก

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

“หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ” เคยสอนเรื่องนี้ไว้ว่า เวลาทำบุญให้อธิษฐานสั้น ๆ ไปเลยว่า

“ขอให้พบแต่ความดี … ไม่มีความทุกข์”

เพราะคำว่า “ความดี” นั้นรวมครบหมด ทั้งรวย สุขภาพดี มียศตำแหน่ง มีคนรักและเมตตา ฯลฯ

ส่วน “ความทุกข์” นั้นก็หมายถึงตัดสิ่งไม่ดีออกหมดทุกอย่าง ไม่มีทุกข์ ไม่มีโรคภัย ไม่มีอุปสรรค ไม่มีศัตรู ฯลฯ
ที่สำคัญคือ การพบแต่ความดีนั้นสำคัญมาก

เพราะถึงแม้เราจะขอพรจนร่ำรวยได้จริง แต่ถ้าไม่มีความดี เงินนั้นเราอาจเอาไปเล่นพนัน ไปซื้อยาบ้า สุดท้ายก็พาไปนรก

แม้จะมียศตำแหน่ง แต่ถ้าปราศจากความดีก็อาจเอาตำแหน่งนี้ไปข่มเหงรังแกคนอื่น คดโกงประเทศชาติ ก็มีนรกเป็นที่ไป

หรือแม้จะมีแต่คนรัก คนเมตตา แต่ถ้าหากเราไม่ดี เราก็อาจกลายเป็นคนเจ้าชู้ หลอกคนนี้ให้รัก คนนั้นให้หลง สุดท้ายก็ทะเลาะตบตีกันและไปนรกกันทั้งหมู่

“การขอให้พบความดี” จึงถือเป็นพรอันสำคัญที่สุด เพราะผู้ที่จะทำความดีต้องมีปัญญาพอที่จะรู้ว่าความดีมีประโยชน์เช่นใด

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ดังนั้น เมื่อมีปัญญา แม้จะเกิดมาจนก็ใช้ปัญญาหาเงินจนรวยได้ แม้จะเกิดมาต่ำต้อยก็ใช้ปัญญาทำงานหายศตำแหน่งมาได้ไม่ยาก หรือแม้จะเกิดมาไม่มีใครรัก แต่หากมีปัญญารู้จักพูดจา ใคร ๆ ก็จะหันมารัก

ที่สำคัญคือ เมื่อมีปัญญาก็รู้ว่า ความชั่วไม่มีประโยชน์และไม่ควรทำ ความดีมีแต่ประโยชน์และควรทำ

ดังนั้นจึงเป็นผู้มีความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า มีแต่สุคติเป็นที่ไป ใครอยู่ใกล้ก็มีความสุข ดังนั้น เวลาทำบุญครั้งใด อธิษฐานง่าย ๆ ก็ได้เช่นกันว่า

“ขอให้พบแต่ความดี … ไม่มีความทุกข์”!!

ที่มา board.palungjit .org

ใครเคยทำเลิกซะ!! ของกินที่ตกพื้นไปแล้ว อย่าเก็บมากินอีกเด็ดขาด

***ความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณ… ของกินที่ตกพื้นไปแล้ว อย่าเก็บมากินอีกเด็ดขาด คนโบราณมักสอนว่าอาหารที่ตกแล้วห้ามหยิบขึ้นมาทาน แต่ก็ไม่เคยบอกตรงๆว่าเพราะเหตุใด

วันนี้เรามีเรื่องราวสุดสยองของการเก็บอาหารที่ตกพื้นมาแบ่งปัน โดยเรื่องราวนี้เกิดขึ้นจากประสบการณ์ตรงของ คุณรัช โดยได้เปิดเผยว่า “ตั้งแต่เราอายุ 12 ปี (เราเริ่มสัมปัสและมีเซ้นซ์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่อายุ 11 แล้ว)ตอนเดกๆ ที่บ้านเราจะสอนเสมอว่า “ของหล่นออกจากจาน จะหล่นที่ไหนก็แล้วแต่ ห้าม!! เก็บขึ้นมากินเด็ดขาด”

ผี

คำสอนนี้ เราจำได้ว่า ตั้งแต่จำความได้ ที่บ้านก็จะบอกแบบนี้มาโดยตลอด ซึ่งตอนเด็กๆเรายังไม่เข้าใจหรอก ว่าทำไม เค้าถึงห้ามกัน เรื่องมีอยู่ว่า วันนั้น เป็นช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง แม่ก็ทอดหมูสามชั้นหมักซีอิ๊ว ของโปรดเราตอนเด็กๆเลยแหละ (พูดแล้วหิว 555) ให้เรากินกับข้าวที่เหยาะด้วยซอสแม๊กกี้ ใส่กล่องข้าว เพื่อที่จะไปนอนบ้านเพื่อน ที่สนิทกันตั้งแต่สมัยอนุบาล

มันชื่อ “บอล” พอแม่เราทำกับข้าวเสร็จแล้ว พ่อของบอลก็ขับมอไซด์มารับพอดี พอเราไปถึงบ้านมัน มันก็ชวนเราต่อจิกซอร์ดราก้อนบอล (เด็กสมัยนี้อาจไม่รู้จัก แต่สมัยก่อนนิยมมว๊ากกกก) แม่ของบอลก็เลยบอกว่า “งั้นเล่นไปด้วย กินข้าวไปด้วยเลย ถ้าไม่กอน จะเก็บจิกซอร์ขึ้น ให้กินข้าวก่อน” เรา 2 คนก็ขานรับ “คร้าบบบ”

ในขณะที่นั่งย่องๆต่อจิกซอร์กันอย่างเมามันในห้อง ไอ้บอลก็จะลุกเปลี่ยนที่เพื่อจะมาต่ออีกฝั่งหนึ่ง แต่มันดันไปเตะโดนกล่องข้าวของเราหก กระจายเต็มไปหมด หมูสามชั้นทอดของฉัน เสียดายที่สุด ไอ้บอลเลยบอกให้เราไปดูต้นทาง เดี๋ยวมันจะเก็บข้าวให้ เราก็รีบวิ่งไปที่ประตูเพื่อดูว่า พ่อกับแม่ของมันจะเข้ามาเมื่อไหร่

ผี

ตอนนั้นเราลุกลี้ลุกลนเพราะกลัวพ่อแม่ของมันจะเข้ามา ก็หันไปพูดกับไอ้บอลว่า “เมิงเก็บเร็วๆดิ” แต่สิ่งที่เราเห็นก็คือ คนตัวดำประมาณ 4 คน ไม่ใส่เสื้อผ้าอะไรเลย นั่งล้อมวงแล้วก็กำลังกินข้าวที่หกอยู่บนพื้น พร้อมกับมองไปที่ไอ้บอล ที่กำลังโกยหมูสามชั้นทอดของโปรดของเราอยู่

“ผีหลอกกกกก” ทั้งเราและไอ้บอล รีบวิ่งกันออกมาจากห้อง ซึ่งจริงๆ ไอ้บอลมันไม่เห็นหรอก แต่มันเห็นเราร้องแหกปาก มันก็เลยตกใจวิ่งตาม สรุปว่าคืนนั้น เราให้พ่อมันกลับมาส่งบ้านทันที แล้วก็ไม่กล้าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง แต่สิ่งที่สยองที่สุดก็คือ ตอนที่พ่อไอ้บอลกำลังขับรถมาส่งเรา เราก็ยังถือกล่องข้าว พร้อมกับหมูสามชั้นที่หล่นอยู่ในกล่องข้าวด้วย เราได้ยินเสียงคนพูดข้างๆหูเราว่า “นี่ของเรานะ” เพียงเท่านี้ เราก็โยนกล่องข้าวลายมิกกี้เม้าท์นั้นทิ้งทันที

ผี

รู้แบบนี้แล้วต่อไปหากอาหารตกพื้น อย่าได้เก็บมากินอีกเป็นอันขาด เพราะสิ่งที่เรามองไม่เห็นใช่ว่าจะไม่มีจริง…เพราะในโลกนี้ยังมีอีกหลายสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถพิสูนจ์ได้

เป็นความเชื่อส่วนบุคคลทางที่ดีอย่าเก็บของที่หล่นพื้นแล้วมากินดีที่สุดค่ะ เพราะที่เเน่ๆมันสกปรก กินเข้าไปอาจเป็นอันตรายได้

ขอบคุณ เรื่องหลอนสยองขวัญ

ย้อนตำนาน มีอยู่จริง! “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” ที่เกาะนุ้ย ขนอม นครศรีธรรมราช

เรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาร่วม ๔๐๐ ปี ว่ากันว่า เมื่อครั้งหลวงพ่อทวดเดินทางจากสงขลาไปยังกรุงศรีอยุธยาด้วยเรือสำเภา ระหว่างเดินทางเกิดคลื่นลมแรง ต้องลอยลำอยู่กลางทะเลจนน้ำจืดหมด หลวงพ่อทวดจึงได้แสดงอภินิหารเอาเท้าเหยียบน้ำทะเล กลายเป็นน้ำจืด ให้ลูกเรือใช้ดื่มกินในระหว่างการเดินทาง

เกาะหลวงปู่ทวด

บ่อน้ำจืดธรรมชาติในทะเลตั้งอยู่ที่เกาะนุ้ย เป็นเกาะเล็กๆไม่ห่างจากชายฝั่ง ตั้งอยู่ที่ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม นครศรีธรรมราช บ่อน้ำจืดนี้มีมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณ ๗๐ ซ.ม. มีลักษณะเป็นบ่อธรรมชาติขนาดเล็กซึ่งจะปรากฏให้เห็นต่อเมื่อเวลาน้ำทะเลลดระดับลง

มีความมหัศจรรย์คือแม้จะอยู่กลางทะเล แต่ก็เป็นบ่อกลายเป็นน้ำจืด ชิมแล้วมีรสชาติจืดถึงกร่อย เกิดจากรอยแตกของชั้นหินที่ต่อกับตาน้ำจืดใต้พื้นดิน เมื่อยามน้ำลดน้ำจืดจะดันตัวนำน้ำทะเลออกจนหมดเหลือแต่น้ำจืด ส่วนชาวบ้านแถบนี้เชื่อว่า บ่อน้ำจืดนี้คือบริเวณที่ “หลวงปู่ทวด”เคยมาเหยียบน้ำทะเล ให้กลายเป็นน้ำจืดตามตำรา

หลวงปู่ทวด เกาะนุ้ย ขนอม นครศรีธรรมราช

หลวงปู่ทวด หรือ สมเด็จเจ้าพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์ หรือ สมเด็จเจ้าพะโคะ นั้นเป็นที่รู้จักกันดีในประเทศไทยจากตำนานท้องถิ่นในฐานะพระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้าจนได้สมญาว่า“หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” โดยที่มาของสมญานามอันลือลั่นของท่าน มีที่มาดังนี้

ขณะที่สมเด็จเจ้าพะโคะกลับจากกรุงศรีอยุธยาได้ประจำพรรษาอยู่ ณ วัดพะโคะครั้งนี้คาดคะเนว่าท่านมีอายุกาลถึง ๘๐ ปีเศษ

อยู่มาวันหนึ่งท่านถือไม้เท้าศักดิ์ประจำตัวไม้เท้านี้มีลักษณะคดไปมาเป็น ๓ คด ชาวบ้านเรียกว่า “ไม้เท้า ๓ คด” ท่านออกจากวัดมุ่งหน้าเดินไปยังฝั่งทะเลจีน และขณะที่ท่านเดินเล่นรับอากาศทะเลอยู่นั้นได้มีเรือโจรสลัดจีนแล่นเลี่ยบชายฝั่งมาพวกโจรสลัดจีนเห็นสมเด็จเดินอยู่ คิดเห็นว่าเป็นคนประหลาดเพราะท่านครองสมณเพศ

หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

พวกโจรจึงแวะเรือเข้าขึ้นฝั่งนำเอาท่านลงเรือไปเมื่อเรือโจรจีนออกจากฝั่ง ไม่นานเหตุมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น คือเรือลำนั้นจะแล่นต่อไปไม่ได้ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่พวกโจรจีนได้พยายามแก้ไขจนหมดความสามารถเรือก็ยังไม่เคลื่อนจึงได้จอดเรือนิ่งอยู่ ณ ที่นั่นเป็นเวลาหลายวันหลายคืน

ที่สุดน้ำจืดที่ลำเลียงมาบริโภคในเรือก็ได้หมดสิ้น จึงขาดน้ำดื่มและหุงต้มอาหารพากันเดือดร้อนกระวนกระวายด้วยการกระหายน้ำเป็นอย่างยิ่ง สมเด็จท่านสังเกตเห็นเหตุการณ์ความเดือดร้อนของพวกเรือ ถึงขั้นที่สุดแล้วท่านจึงเหยียบกราบเรือให้ตะแคงต่ำลง แล้วยื่นเท้าเหยียบลงบนผิวน้ำทะเลทั้งนี้ย่อมไม่พ้นความสังเกตของพวกจีนไป

รอยเท้า หลวงปู่ทวด เกาะนุ้ย ขนอม นครศรีธรรมราช

เมื่อท่านยกเท้าขึ้นจากผิวน้ำทะเลแล้ว ก็สั่งให้พวกโจรจีนตักน้ำตรงนั้นขึ้นมาดื่มชิมดู พวกจีนแม้ไม่เชื่อก็จำเป็นต้องลอง เพราะไม่มีทางใดที่จะช่วยตัวเองได้แล้ว

แต่ได้ปรากฏว่าน้ำทะเลเค็มจัดที่ตรงนั้นแปรสภาพเป็นน้ำจืด เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก พวกโจรสลัดจีนได้เห็นประจักษ์ในคุณอภินิหารของท่านเช่นนั้น ก็พากันหวาดเกรงภัยที่จะเกิดแก่พวกเขาต่อไป จึงได้พากันกราบไหว้ขอขมาโทษแล้วพาท่านล่องเรือส่งกลับขึ้นฝั่งต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือ “สืบสายพระโพธิญาณ สานปณิธานพระโพธิสัตว์”

ตำนานเรื่องเล่าของ “สมเด็จพระนางเรือล่ม” อัครมเหสีในรัชกาลที่ 5

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 กรณีสิ้นพระชนม์ของ “สมเด็จพระนางเรือล่ม” หรือ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี อัครมเหสีในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ พระราชธิดา

สมเด็จพระนางเรือล่ม

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี พระอัครมเหสีในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ณ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา วัดกู้ ซึ่งตั้งอยู่ใน ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ในอดีตสถานที่นี้คือ จุดเกิดโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ยุคแผ่นดินพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 เหตุครั้งนั้นทำให้พระนางอันเป็นที่รักยิ่งของเจ้าแผ่นดินต้องมาสังเวยชีวิตสิ้นพระชนม์ลง ณ กลางแม่น้ำนั้น

สมเด็จพระนางเรือล่ม

เหตุการณ์คราวนั้นถึงกับทำให้เจ้าเหนือหัว ของคนไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงกับทรงพระกรรณแสง เพราะเป็นที่รู้กันตามประวัติศาสตร์ว่า ในบรรดาพระมเหสีและเจ้าจอมทั้งหลายนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี หรือที่เราคนไทยคุ้นกับพระนามของพระองค์ว่า พระนางเรือล่ม นั้นทรงเป็นที่รักและโปรดปรานยิ่งของพระพุทธเจ้าหลวง

สมเด็จพระนางเรือล่ม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักในพระราชหฤทัยว่า สมเด็จพระปิยมเหสีโปรดความรื่นรมย์ของพระราชวังบางปะอิน เมื่อเสด็จไปประทับครั้งใด ก็ทรงมีความชื่นบานสำราญพระราชหฤทัยยิ่ง ฉะนั้น จึงมีพระราชดำริที่จะเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับแรม ณ พระราชวังบางปะอิน ช่วงระยะหนึ่ง โดยกำหนดวันที่ 31 พฤษภาคม 2423 เป็นวันเสด็จพระราชดำเนิน

สมเด็จพระนางเรือล่ม

เหมือนหนึ่งจะทรงมีลางสังหรณ์ พอใกล้วันเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงพระสุบินว่า พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ได้เสด็จไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ขณะทรงพระดำเนินข้ามสะพาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ บังเอิญพลาดพลัดตกลงไปในน้ำ ทรงคว้าพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ไว้ได้ครั้งหนึ่ง

แต่แล้วก็ลื่นหลุดพระหัตถ์ไปอีก ทรงไขว่คว้าจนพระองค์เองตกน้ำไปด้วย ทรงหวั่นอยู่ในพระราชหฤทัยอยู่เหมือนกันว่า พระสุบินจะเป็นลางร้าย ทรงใคร่ที่จะระงับการโดยเสด็จไปบางปะอินอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อทรงพระดำริว่า การที่พระองค์ไม่เสด็จ จะทำให้สมเด็จพระบรมราชสวามีเกิดความกังวลพระราชหฤทัย จึงตกลงพระราชหฤทัยโดยเสด็จพระราชดำเนิน ทั้งๆ ทรงหวั่นพระราชหฤทัยในพระสุบินนั้นอยู่

สมเด็จพระนางเรือล่ม

เหตุสลดในวันนั้นเล่ากันว่า สาเหตุที่ทำให้เรือของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ ล่ม เนื่องเพราะเรือพระพันปีหลวง หรือสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถบรมราชชนนี พันปีหลวงแล่นแซง ประกอบกับนายท้ายเรือของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทาฯ เมาเหล้า ขาดสติในการควบคุมเรือ เรือจึงล่ม และทั้งที่พระองค์ก็ทรงว่ายน้ำได้

แต่เพราะความที่ทรงห่วงพระราชธิดา จึงต้องสิ้นพระชนม์ไปพร้อมๆ กัน รวมทั้งพระพี่เลี้ยง รวมทั้งสิ้น 4 ศพ ที่จมอยู่ใต้ท้องเรือโดยที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย เพราะติดอยู่ที่กฎมณเฑียรบาลว่า ห้ามผู้ใดแตะต้องพระวรกายพระมเหสีมิฉะนั้นจะถูกประหารทั้งโคตร โศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นนี้ถึงแม้จะมีลางสังหรณ์ก่อนเกิดเหตุ แต่ก็ยังหลีกเลี่ยงชะตากรรมไม่ได้จนพบจุดจบในที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก : th.wikipedia.org

วิธีสักการะบูชา “พระปิยมหาราช” เสด็จพ่อร.๕ อย่างถูกวิธี

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สักการะบูชาเสริมชีวิต เจริญก้าวหน้า

พระปิยมหาราช

วันปิยมหาราช ตรงกับวันที่ ๒๓ ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช”ซึ่งมีความหมายว่า “พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน”

วิธีการสักการะบูชา

สำหรับผู้ที่บูชาพระองค์ท่านครั้งแรกให้จุดธูป ๑๖ ดอก ส่วนครั้งต่อไปให้จุด ๙ ดอก โดยว่าคาถาดังนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

พระสะยามะมินโท วะโร อิติ พุทธะสังมิ อิติ อะระหัง สะหัสสะกายัง วะรัง พุทโธ นะโม พุทธายะ ปิยะ

ปิยมหาราช

มะมะ นะโม พุทธายะ” (กล่าว ๓ ครั้ง)

พระคาถาบูชาพระพุทธเจ้าหลวง

พระสะยามะมินโท วะโร อิติ พุทธะสังมิ อิติ อะระหัง สะหัสสะกายัง วะรัง พุทโธ นะโม พุทธายะ”

หรือแบบเต็ม “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

อิติปิโส วิเสเสอิอิเสเส พุทธะนาเมอิอิเมนา พุทธะตังโสอิอิโสตัง พุทธะปิติอิ พระสะยามะมินโท วะโร อิติ พุทธะสังมิ อิติ อะระหัง สะหัสสะกายัง วะรัง พุทโธ นะโม พุทธายะ มาสีสะมานัง

ปิยมหาราช

พระคาถาอธิษฐานขอพร โดยห้ามบนบานเด็ดขาด

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

พระสยามะมินโท วะโร อัตตัง พุทธะสังมิ อิติ อะระหัง วะรัง พุทโธ นะโม พุทธายะ ปิโย เทวามนุสสานังจงเป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ปิโย นาคะสัมปันนานัง จงบังเกิดความรักที่มีอนุภาคสูงสุด

ปิโย พรหมานะมุตตะโม จงบังเกิดความรักกับผู้มีอำนาจท่านท้าวมหาพรหม เจ้าจอม อินทรา นาค ครุฑ และคนธรรพ์ ปินันทิยัง นะมามินัง ความรัก ความยินดี ความเมตตาจงบังเกิดในเรือนร่างข้าพเจ้าทุกส่วนแม้ปลายเส้นผม

ปิยมหาราช

ปิยะ มะมะ นะโม พุทธายะ (๕ จบ)

ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท ข้าพระพุทธเจ้า (นาย นาง นางสาว) ชื่อ…นามสกุล… ต้องการให้พระองค์ท่านช่วยเรื่อง… อิติปิโส วิเสเสอิอิเสเส พุทธะ นาเมอิอิเมนา พุทธะตังโสอิอิโสตัง พุทธะปิติอิปิยะ มะมะ นะโม พุทธายะ (๓ จบ)

พระพุทธเจ้าขอรับด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะขอให้บุญบารมีขององค์เสด็จพ่อ ร.๕ สูงยิ่งๆ ขึ้น และแกร่งกล้ายิ่งๆ ขึ้น

โดยเครื่องสักการะ คือ ดอกกุหลาบสีชมพู เพราะ ดอกกุหลาบนั้นมีหนามที่แหลมคมและความงดงาม เปรียบดั่งพระปรีชาสามารถและอำนาจในการปกครองประเทศของพระองค์ และยังมีความเมตตากรุณายิ่งอันเป็นความงดงามแก่แผ่นดินไทย

พระปิยมหาราช

ส่วนสีชมพูนั้นเป็นสีประจำวันอังคารอันเป็นสีของวันพระราชสมภพของพระองค์ท่าน นอกจากนี้ยังนิยม บายศรี หมากพลู บุหรี่ สุรา บรั่นดี หรือไวน์ มาสักการะ รวมถึงนำหญ้าสดใหม่มาให้แก่ม้าพระที่นั่งอีกด้วย

วันที่ควรบูชาคือวันที่ ๒๓ ตุลาคม และยังเลือกบูชาประจำทุกสัปดาห์ได้ในทุกวันอังคารอันเป็นวันพระราชสมภพ หรือวันพฤหัสบดีอันเป็นวันครู หรือบูชาในวันพระก็ได้เช่นกันแต่ต้องยกเว้นเครื่องสักการะที่เป็นอบายมุข จำพวก บุหรี่ และเหล้า

คุณไม่จำเป็นต้อง….”เก่งทุกเรื่อง” แค่หาจุดที่เด่นของคุณให้ได้ แล้วพัฒนามัน!

ยุคนี้แค่คุณเก่งเรื่องเดียวแบบสุดๆ คุณก็เลี้ยงตัวเองได้แล้ว ดังที่เห็นกันทั่วๆไปว่า…คนเก่งๆหรือเศรษฐียุคใหม่ๆ ที่เห็นตามสื่อในยุคนี แค่เขามีดีมีเด่น 1เรื่องชีวิตเขาก็เปลี่ยน หรือ…..

หาจุดที่เด่นของคุณ

ตัวอย่างพื้นๆ เพื่อนผมเรียนนิเทศมาด้วยกันเรียนกลางๆ แต่ชอบเรื่องออกแบบ มันก็เอาเวลาจากเรื่องเรียนที่ไม่เก่ง ไปพัฒนาในสิ่งที่ถนัดจนได้ดี แม้เกรดไม่ดี

แต่จบออกมากลายเป็นดีไซเนอร์ดัง ออกแบบเสื้อผ้าให้งานดังๆหลายงาน รุ่นพี่อีกคนก็ได้ Dเกือบทุกวิชา แต่ได้Aวิชาแต่งหน้าซึ่งเป็นวิชารอง ที่หลายคนไม่สนใจ

พอจบออกมาวิ่งแต่งหน้าให้นักแสดงคนดัง วันละหลายคนรายได้บางเดือนเฉียดล้านต่อเดือน ยุคนี้แค่มีจุดเด่นจุดเดียวที่ตอบตลาด แต่พัฒนามันให้สุด “ก็เลี้ยงตัวเองได้สบายๆ”

เก่งทุกเรื่อง

เพื่อนที่เป็นดีไซเนอร์ไม่จำเป็นต้องเก่งเลข ก็ไประดับแถวหน้าประเทศในทางของเขาได้ รุ่นพี่ที่เป็นช่างแต่งหน้าก็ไม่จำเป็นต้องเก่งวิชาเขียนบทความก็สำเร็จได้ หรือนักขายอย่างผมก็สามารถพีคได้โดย

ไม่จำเป็นต้องพยายาม ไปเรียนวิชาฟิสิกส์ให้ได้ A เพราะฉะนั้น สิ่งนึงค่อนข้างเสียเวลาคือ…

การมัวแต่เอาเวลาไปนั่งแก้ไขปมด้อย หรือแก้ไขจุดอ่อนที่เราไม่ถนัด สู้เอาเวลาที่เสียไปจากการนั่งพัฒนาจุดด้อย ที่ต้องมานั่งทนฝืนทำ เอาไปพัฒนาสิ่งที่ตัวเองถนัด ให้ดีขึ้นอีกกว่า

ชายหาด

เพราะเมื่อเราชอบเราถนัด เราจะยิ่งทำได้ดีใช้เวลาน้อยได้ผลมาก และยิ่งอยากจะใช้เวลามากขึ้นอีก

“อย่าเสียเวลาทำสิ่งที่ไม่ถนัด!”

A10 (เอเท็น)

“ตำข้าวเม่า” ชาวบ้านคลองชะมวง คลองท่อม สร้างรายได้เสริม..หลังจากราคายางพาราตกต่ำ

ชาวสวนยางสร้างรายได้เสริมหลังจากราคายางพาราตกต่ำใช้เวลายามฝนตกตำข้าวเม่าสร้างรายได้งาม

ตำข้าวเม่า

วันที่ 22ตค.62 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านคลองชะมวง ม.8 ต.พรุดินนา อ.คลองท่อม จ.กระบี่ หลังจากได้ทราบข่าวว่าชาวบ้านตำข้าวเม่าหารายได้เสริมในยามฝนตกและราคายางตกต่ำ

เมื่อไปถึงที่บ้านดังกล่าวพบชาวบ้านกำลังช่วยกันตำข้าวเม่ากันอย่างสนุกสนาน โดยมีลูกค้ามารออยู่เพื่อรับชื้อข้าวเม่า

ตำข้าวเม่า

นางเอียด สมหวัง อายุ 62ปี บ้านเลขที่ 80 ม.8 ต.พรุดินนา อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ได้เล่าว่า ตนเองได้ทำไร่ปลูกข้าวเหนียวไว้จำนวน 5ไร่ ซึ่งตอนนี้ข้าวเหนียวกำลังเริ่มสุกเหมาะกับทำข้าวเม่า ซึ่งข้าวเหนียวที่นิยมมีหลายสายพันธ์ สำหรับข้าวเหนียวของต้น คือ สายพันธ์ แก้มอ้น บางคนก็นิยม สายพันธ์ เหนียวกล้วย ชึ้งสองสายพันธ์นี้ คนในพื้นที่จะนิยมกันมาก

ตำข้าวเม่า

นางเอียด สมหวัง ได้บอกว่า ช่วงนี้ ฝนตกไม่มีรายได้เลย จากยางพารา ฝนก็ตก ราคาแค่ 32 บาท ลำบากมาก ถ้าไม่ดิ้นรนหารายได้เสริม ลำบากแน่

ตำข้าวเม่า

สำหรับข้าวเหนียว ถ้าขายไปเลย จะขายถังละ 600 บาท แต่ถ้ามาแปลรูปเป็นข้าวเหมา จะได้ถังละ 1000 บาททีเดียว โดยจะขาย ขีดละ 25 บาท หรือ กก.ละ 250 บาท หรือ กระป๋องละ 40 บาท ชึ้งการตำข้าวม้าว จะตำด้วยมือ และจะคั่วด้วยไม้ฟืน รสชาติจะหอม กรมกล่อมน่ารับประทาน ชึ้งสินค้า จะขายในชุมชนจะมาชื้อถึงที่บ้านเลยที่เดียว

ตำข้าวเม่า

โกเมศ มากผล – ทันข่าวกระบี่ / รายงาน

น้อมเกล้ารำลึก! พระพุทธเจ้าหลวง “ปิยมหาราช”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์

ปิยมหาราช

เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับพระนางเธอพระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์ (ในเวลาต่อมาทรงได้รับการสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศเป็น สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี และสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ พระบรมราชชนนี ตามลำดับ)

เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๓๙๖ เสด็จสวรรคต ๒๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๕๓

ปิยมหาราช

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศให้เจริญก้าวหน้าในทุกด้าน อาทิ ทรงยกเลิกระบบไพร่ ระบบทาส

ทรงยกเลิกธรรมเนียมประเพณีที่ล้าสมัย ส่งเสริมการศึกษา โดยจัดระบบการศึกษาแผนใหม่ให้ราษฎรได้รับการศึกษาเท่าเทียมกัน

ปิยมหาราช

ทั้งทรงปฏิรูปการปกครองการบริหารแบบใหม่ แบ่งงานต่างๆ ออกเป็นกระทรวง จัดการปกครองหัวเมืองให้มีประสิทธิภาพ ทรงปฏิรูปเศรษฐกิจ ส่งเสริมการเกษตร การอนามัย การสาธารณูปโภค มีการสร้างถนน ทางรถไฟ การใช้โทรเลข โทรศัพท์ ไฟฟ้า ประปา

ตลอดรัชสมัยได้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อบ้านเมืองและอาณาประชาราษฎร ทรงปกครองด้วยทศพิธราชธรรม พระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีแก่ประเทศและประชาชนชาวไทย ทำให้ทรงเป็นที่รักเคารพและเทิดทูนยิ่ง

ในวโรกาสที่ทรงครองราชย์ครบ ๔๐ พรรษา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑ ประชาชนจึงร่วมกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ถวายในขณะที่ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ และถวายพระราชสมัญญานามว่า

ปิยมหาราช

“พระปิยมหาราช” หรือ พระมหากษัตริย์ยิ่งใหญ่อันเป็นที่รักของทวยราษฎร์

เมื่อเสด็จสวรรคตไปแล้ว ประชาชนยังคงน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ โดยในวันที่ ๒๓ ตุลาคม ของทุกปี รัฐบาลและประชาชนได้พร้อมใจกันให้เป็น “วันปิยมหาราช” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระองค์

ข้อมูลจาก: หนังสือ พระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

บุญกฐิน ถือเป็นสุดยอด อภิมหาบุญใหญ่ที่มีอานิสงส์มากแบบสุด ๆ

การทอดกฐินเป็นกาลทาน บุญจากการทอดกฐินถือเป็นสุดยอด อภิมหาบุญใหญ่ที่มีอานิสงส์มากแบบสุด ๆ เพราะเป็นบุญที่ทำได้ยาก และมีข้อจำกัดบางประการ อีกทั้งการทำบุญทอดกฐินจะมีเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น

ทอดกฐิน

กฐิน แปลว่า กรอบหรือไม้สะดึงสำหรับขึงเย็บจีวรของภิกษุ เป็นทานที่พระพุทธเจ้าได้ทรงอนุญาตให้พุทธบริษัทถวายแด่ภิกษุที่จำพรรษาครบไตรมาสสามเดือน ณ อาวาสแห่งนั้นๆ

การทำบุญทอดกฐินนับได้ว่าเป็นการทำบุญที่มีอานิสงส์มากทั้งผู้ถวายคือญาติโยมพุทธบริษัท และพระสงฆ์ที่รับกฐิน พระจะได้รับอานิสงส์ 5 ประการคือ

ทอดกฐิน

1. เข้าบ้านได้โดยมิต้องบอกลาพระภิกษุด้วยกัน

2. เอาไตรจีวรไปโดยไม่ครบสำรับได้

3. ฉันอาหารเป็นคณะโภชน์ได้

4. เก็บจีวรไว้ได้ตามปราถนา

5. ลาภที่เกิดขึ้นเป็นของเธอผู้จำพรรษาในวัดนั้น

ทอดกฐิน

อานิสงส์ 5 ประการสำหรับผู้ทอดกฐิน

1. ทำให้มีอายุยืนยาว

2. ทำให้บริบูรณ์ด้วยทรัพย์

3. จะไม่ถูกวางยาพิษให้เป็นอันตรายถึงชีวิต

4. ทรัพย์สมบัติจะไม่เป็นอันตรายด้วยโจรภัยหรืออัคคีภัย และ 5. จะได้เป็นเอหิภิกขุในอนาคต

กฐิน

มีเรื่องเล่าว่า ในครั้งศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า มีชายยาจกคนหนึ่งอาศัยท่านศิริธรรมเศรษฐี เลี้ยงชีพโดยการเฝ้าไร่หญ้า จึงมีชื่อว่าติณบาล ได้อาหารเป็นค่าจ้างวันละหม้อ เขาคิดว่าเรายากจนต้องมาทนรับใช้คนอื่นเช่นนี้ ก็เพราะไม่ได้ทำทานไว้ เขาจึงแบ่งอาหารเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งถวายแด่ภิกษุที่มาบิณฑบาต ส่วนหนึ่งตนบริโภค ทำอยู่เป็นเวลานาน ท่านเศรษฐีสงสารจึงเพิ่มอาหารให้อีก 1 ส่วน เขาเอาส่วนที่ได้เพิ่มมาให้แก่พวกยากจนเอาไปกิน

ต่อมาเป็นวันออกพรรษา ท่านเศรษฐีจะทอดกฐินจึงประกาศให้คนในบ้านได้มีส่วนร่วมกุศลด้วย นายติณบาลได้ฟังมาว่า การทอดกฐินได้บุญมากอยากจะร่วมกุศลด้วย แต่หาของร่วมไม่ได้ จนใกล้วันทอด จึงตัดสินใจเอาผ้านุ่งของตนออกมาพับแล้วกลัดใบไม้นุ่งแทน เที่ยวเดินขายตามตลาด

ประชาชนเห็นเข้าก็พากันเยาะเย้ยต่างๆนานา เขาตอบว่า พวกท่านอย่าเยาะเย้ยเราเลยเรายากจน เราจะนุ่งใบไม้เฉพาะชาตินี้เท่านั้น ชาติต่อๆไปเราจะนุ่งห่มผ้าทิพย์ ในที่สุดเขาก็ขายได้ราคา 5 มาสก 1 บาท จึงเอาเงินไปให้เศรษฐี ท่านเศรษฐีเอาเงินนั้นซื้อด้ายสำหรับเย็บจีวร กิตติศัพท์ เกียรติคุณที่เขาทำบุญได้ลือกระฉ่อนจนทราบถึงพระเจ้าแผ่นดิน จึงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า

ติณบาล

เขาบอกว่าไม่มีผ้านุ่ง พระราชาจึงสั่งพระราชทานผ้านุ่งราคาหนึ่งแสนไปให้เขาแล้วพระราชทานบ้าน ทรัพย์ ช้าง ม้า วัว ควาย ทาส ทาสีแก่เขาเป็นจำนวนมาก เขานึกถึงบุญคุณของบุญกุศลจึงได้ทำบุญเป็นการใหญ่ และพยายามสร้างฐานะจนได้เป็นเศรษฐี

ในกาลต่อมาเมื่อเขาตายแล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีความสุขอันเป็นทิพย์ทุกอย่าง มีนางเทพอัปสรเป็นบริวารหนึ่งหมื่นคน แม้ท่านเศรษฐีเมื่อตายแล้ว ก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดเยวกัน มีความสุขอันเป็นทิพย์เช่นกัน

การทอกกฐินเป็นกาลทาน ปีหนึ่งทำได้ครั้งเดียว วันหนึ่งทำได้ครั้งเดียว ในปีหนึ่งๆต้องทำภายในกำหนดเวลา และผู้ทอดก็ต้องตระเตรียมจัดทำเป็นงานใหญ่ ต้องมีผู้ช่วยเหลือหลายคน จึงนิยมกันว่าเป็นพิธีบุญที่อานิสงส์แรง น่าคิดอีกทางหนึ่งว่า

ทอดกฐิน

พิธีเช่นนี้ได้ทั้งโภคสมบัติเพราะเราเองบริจาค ได้ทั้งบริวารสมบัติเพราะได้บอกบุญแก่ญาติมิตรให้มาร่วมการกุศลกาลทานเช่นนี้ เรียกว่า ทานทางพระวินัย

ขอให้ผู้อ่านจงถึงพร้อมด้วยความดี..