ประเพณีแห่ผ้าห่มเจดีย์วัดควนชะลิก อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช

เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมงานประเพณีแห่ผ้าห่มเจดีย์วัดควนชะลิก อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช เนื่องในเทศกาลมาฆบูชา ประจำปี ๒๕๖๓ ในวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

ประเพณีแห่ผ้าห่มเจดีย์วัดควนชะลิก

นายสุชีพ จันทร์แก้ว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนชะลิก เปิดเผยว่า ด้วยองค์การบริหารส่วนตำบลควนชะลิก อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ร่วมกับภาคีเครือข่าย กำหนดจัดงานประเพณีแห่ผ้าห่มเจดีย์วัดควนชะลิก เนื่องในเทศกาลมาฆบูชา ประจำปี ๒๕๖๓ ในวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๐๐ น. ริ้วขบวนแห่ผ้าเคลื่อนขบวนพร้อมกัน ๒ จุด จากโรงเรียนวัดควนชะลิก และหน้าที่ทำการกำนันตำบลควนชะลิก ไปยังลานวัดควนชะลิก จากนั้นริ้วขบวนแห่ผ้าเคลื่อนจากลานวัดควนชะลิกขึ้นไปยังยอดเขาควนชะลิกเพื่อนำผ้าห่มรอบเจดีย์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล และสืบสานประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวได้จัดต่อเนื่องนับสิบปีแล้ว

ประเพณีแห่ผ้าห่มเจดีย์วัดควนชะลิก

นายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนชะลิก กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมประเพณีแห่ผ้าห่มเจดีย์วัดควนชะลิก เป็นประเพณีท้องถิ่นที่แสดงออกถึงความสามัคคี เกิดจากความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนในท้องถิ่น ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล โรงเรียน วัด ชุมชน และพุทธศาสนิกชนในลักษณะลงขัน หรือลงแขกร่วมกันทำบุญ บอกต่อแบบปากต่อปากบ้าง ผ่านโซเชียลมีเดียบ้าง เริ่มแรกของการจัดงานไม่ใช้งบประมาณของทางราชการ แต่ทุกคนจะช่วยกัน มีการทำขนมจีน ข้าวแกง น้ำดื่มไว้รองรับแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนด้วย

ประเพณีแห่ผ้าห่มเจดีย์วัดควนชะลิก

ประเพณีแห่ผ้าห่มเจดีย์วัดควนชะลิก

การจัดกิจกรรมจัดขึ้นในวันขึ้น ๑๔ ค่ำเดือน ๓ ของทุกปี ซึ่งปีนี้ตรงกบวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ก่อนวันมาฆบูชาหนึ่งวัน พุทธศาสนิกชนทุกหมู่บ้านในตำบลควนชะลิก อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่ใกล้เคียง ทุกเพศ ทุกวัย นับพันคนร่วมแรงร่วมใจสืบสานประเพณีแห่ผ้าห่มเจดีย์วัดควนชะลิก ซึ่งได้สืบทอดกันมานับสิบปีแล้ว โดยขบวนแห่ผ้าหลากสีสันทั้งขาว เหลือง เขียว แดง ม่วง ฟ้า นำหน้าขบวนโดยวงดุริยางค์ และขบวนกลองยาวพร้อมขบวนรำวงอย่างสนุกสนานออกจากโรงเรียนวัดควนชะลิก เคลื่อนไปตามถนนในหมู่บ้านระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร ไปสิ้นสุดที่วัดควนชะลิก

เมื่อขบวนแห่ผ้าไปถึงวัดควนชะลิก มีการแห่วนรอบอุโบสถ ๓ รอบ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและเพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นมีการแห่ผ้าขึ้นไปยังบนยอดเขาควนชะลิกที่สูงชันด้วยระยะทางประมาณ ๕๐๐ เมตร

ประเพณีแห่ผ้าห่มเจดีย์วัดควนชะลิก

เมื่อขบวนผ้าขึ้นไปถึงมีการนำผ้าห่มองค์เจดีย์ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาควนชะลิก ต่อจากนั้น มีการรำแสดงสมโภชเฉลิมฉลองด้วย ขณะที่บางคนได้เดินเท้าขึ้นลงยอดเขาด้วยบันไดคอนกรีต จำนวน ๒๖๕ ขั้น ระยะทางอีกประมาณ ๓๐๐ เมตร แม้ทุกคนจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยที่ต้องเดินขึ้น-ลง เขาแต่ก็รู้สึกอิ่มใจอิ่มบุญที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

ประเพณีแห่ผ้าห่มเจดีย์วัดควนชะลิก

สำหรับวัดควนชะลิก ตำบลควนชะลิก อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามประวัติเป็นวัดแรก ๆ ของอำเภอหัวไทร ตั้งมาเมื่อปี พ.ศ.๒๐๒๓ ได้รับวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ.๒๐๔๓ มีโบสถ์โบราณสร้างด้วยไม้ใช้สลักยึดไม่ใช้ตะปู ภายในโบสถ์นอกจากมีพระประธานแล้ว ยังมีรูปเหมือนอดีตเจ้าอาวาสชื่อพ่อท่านดำ ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนในพื้นที่ไปกราบไว้บนบานขอพรทำให้สมหวังเสมอ ส่วนบนยอดเขาควนชะลิก เป็นที่ตั้งขององค์เจดีย์มีอายุกว่า ๑๐๐ ปี และมีรอยพระพุทธบาทจำลอง ให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะด้วย

ประเพณีแห่ผ้าห่มเจดีย์วัดควนชะลิก

นอกจากนี้ ยอดเขาควนชะลิก ยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงามสามารถมองได้รอบทิศทางแบบ ๓๖๐ องศา โดยทิศเหนือสามารถมองเห็นทุ่งนาสลับสวนปาล์ม ทิศใต้มองเห็นทะเลสาบสงขลา อำเภอระโนด ทิศตะวันออกมองเห็นทะเลอ่าวไทย ส่วนทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ สามารถมองเห็นป่าพรุควนเคร็ง อ.ชะอวด และทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุงด้วย .

~ ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช

เมนูอาหาร ที่คนไทยนิยมกินตอนเช้า ได้ประโยชน์มากที่สุด เมนูไหนเยี่ยมสุด

เรามาดูกันเลยค่ะว่า อาหารเช้าที่หลายท่านนิยมชมชอบ ด้วยเพราะคุ้นเคยดี แถมซื้อหาได้ง่าย (เพราะขายอยู่พรึ่บทุกปากซอย) แท้จริงแล้ว แต่ละเมนูมีประโยชน์แค่ไหน เหมาะจะเป็นมื้อเช้าที่ดีของคุณๆ หรือไม่ และคุณหมอท่านฟันธงมาว่าเมนูไหนเยี่ยมสุด

ต้มเลือดหมู

อันดับ 1 : ต้มเลือดหมู

เมนูอันดับหนึ่ง คุณหมอผู้ผู้เชี่ยวชาญด้าน Anti-Aging ยกนิ้วให้เป็นเมนูเพื่อสุขภาพสุดๆ ทว่าจะให้ทานแล้วดีต่อร่างกายอย่างแท้จริง…ก็ต้องมีเทคนิคในการทาน

ต้มเลือดหมูเป็นอาหารที่เรียกได้ว่าเป็น perfect combination หรือเป็นคู่ที่สมกันมากเลย เพราะในเลือดหมูมีธาตุเหล็ก และในผัก เช่น ใบตำลึง จะมีวิตามินซีเยอะ ธาตุเหล็กต้องมีวิตามินซี มันถึงจะดูดซึมได้ดี เช่นเดียวกับที่วิตามินซี ก็ต้องมีธาตุเหล็กมันถึงจะดูดซึมเข้าไปในร่างกายได้ดี ฉะนั้นมันเป็นคู่ที่เพอร์เฟคเลย

แต่สิ่งที่ควรระวังคือ หากใครเป็นเก๊าท์ ต้องระวังหน่อย เพราะน้ำซุปต้มเลือดหมูทำจากน้ำต้มกระดูก ซึ่งมีกรดยูริค (Uric Acid) เยอะ ส่วนเครื่องในก็มีกรดยูริคสูงเหมือนกัน อันนี้อาจต้องระวังสักนิด นอกจากนี้คนอีกกลุ่มที่ต้องระวัง คือ คนที่เป็นธาลัสซีเมีย (Thalassemia) เพราะคนที่เป็นธาลัสซีเมีย ไม่ควรกินธาตุเหล็กเยอะ แต่ต้มเลือดหมู มีทั้งเลือดหมู, เครื่องใน, ใบตำลึง เหล่านี้มีธาตุเหล็กทั้งนั้นเลย แต่ถ้าในคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นธาลัสซีเมีย ต้มเลือดหมูคือต้มที่ดี เป็นต้มที่เปี่ยม คอลลาเจน (Collagen) เพราะในเลือดหมูมีคอลลาเจน ในน้ำต้มกระดูกก็มีคอลลาเจน ทั้งยังมีผักเขียวที่มีวิตามินซี ก็ยิ่งทำให้คอลลาเจน ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีอีกด้วย

ดังนั้นต้มเลือดหมู ถือว่าเป็นซุปสวยได้เลย เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีชนิดหนึ่ง ผมว่าดีกว่าปาท่องโก๋จิ้มนมนะ แต่มันจะกลายเป็นอาหารที่ไม่สุขภาพไปได้ เช่น หากเราใส่กระเทียมเจียวเยอะๆ ใส่หมูติดมัน หรือบางเจ้าใส่หมูสามชั้น หรือหมูกรอบเข้าไป แล้วปรุงให้รสจัดเกินไป หรือหวานไป

ขนมปัง + ไข่ดาว

อันดับ 2 : ขนมปัง + ไข่ดาว

สำหรับอับดับสองเป็นเมนูอาหารเช้าทำง่าย…ทานง่าย อย่าง ขนมปัง-ไข่ดาว ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ยกให้เป็นอาหารเช้าเปี่ยมประโยชน์ที่เหมาะนักสำหรับหนุ่มสาววัยทำงาน และน้องๆ วัยเรียน จะต้องเป็นขนมปังโฮลวีท (whole wheat) และไข่ดาวน้ำ หรือไข่ต้ม (ที่ไร้น้ำมัน) นะคะ

ในช่วงเช้า สำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศ (office) ที่ต้องไปทำงาน หรือเด็กในวัยเรียน การเพิ่มอาหารจำพวกโปรตีนเข้าไปก็ถือว่าเหมาะมาก เพราะโปรตีนจะกระตุ้นให้รู้สึกกระฉับกระเฉง ดังนั้นการทานอาหารที่มีโปรตีนอย่าง ไข่ ก็เป็นอาหารเช้าที่ดีมาก ราคาไม่แพง และมีโปรตีนที่ช่วยกระตุ้นสมองด้วย สำหรับไข่ทอดอาจจะมีปัญหาเรื่องของน้ำมัน ดังนั้นหากทานเป็นไข่ต้มได้ก็ยิ่งดี โดยอาจทานไข่ต้ม, ไข่ลวก, ไข่ดาวน้ำ โรยซีอิ้วขาว โรยพริกไทยก็ยิ่งดี เพราะพริกไทยช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ และลดไขมันได้ด้วย

หรือไข่ต้มอย่างเดียวอาจไม่อิ่ม การทานคู่กับขนมปังโฮลวีท ก็เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะขนมปังโฮลวีท เป็นแป้งที่มีคุณภาพ คือ แป้งมีกาก มีธัญพืชทั้งหลาย โดยอาจนำขนมปังขนมปังโฮลวีท มาทำเป็นแซนวิช (sandwich) ไข่ เพิ่มผักอีกสักหน่อย ก็ยิ่งทำให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น ทานกับนมอีกนิดเพอร์เฟค (perfect) เลย เพราะนมก็มีโปรตีน และกรดอะมิโน (Amino acid) ที่ช่วยกระตุ้นสมอง ถ้าผู้ใหญ่บางท่านแพ้นมวัว ทานแล้วท้องเสีย ก็สามารถทานโยเกิร์ต (Yoghurt) แทนได้ เพราะโยเกิร์ตคือ นมที่ย่อยแล้ว และไม่ทำให้ห้องเสีย ถือว่าเป็นอาหารชูกำลัง แทนที่เราจะกระตุ้นด้วยกาแฟ เรากระตุ้นด้วยอาหารชูกำลังอย่าง นม หรือโยเกิร์ตดีกว่า

ขนมครก + กาแฟ

อันดับ 3 : ขนมครก + กาแฟ

ขนมครกนั้น จะมีปัญหาตรงที่มันมีแป้ง ถ้าเจ้าไหนใส่แป้งเยอะ ก็ไม่ต่างจากปาท่องโก๋เท่าไหร่ ดีกว่านิดหน่อยตรงที่มันใช้การปิ้ง เป็นการทำให้สุกด้วยความร้อนแทนการทอด แต่ข้อดีของมันคือ มีกะทิ ซึ่งกะทิเป็นไขมันดี เป็นกลุ่มของไขมัน มีเดียม-เชน ไตรกลีเซอไรด์ (Medium-chain triglycerides) เป็นไขมันที่ร่างกายขับออกได้ดี ก็เลยไม่ค่อยถูกเก็บสะสมในร่างกาย ซึ่งเรามักเข้าใจว่ากะทิก่อให้เกิดอันตราย

แต่จริงๆ แล้ว กะทิถือเป็นของดีเลย อันนี้เป็นอีกหน้าฉากหนึ่งและในมะพร้าวก็ยังมีวิตามินอี ที่ช่วยบำรุงผิวด้วย และส่วนใหญ่แล้ว หน้าของขนมครก ก็จะเป็นหน้าเพื่อสุขภาพ คือโรยด้วยเผือก, ต้นหอม, ข้าวโพด, ก็จะมีวิตามินเอ ซึ่งวิตามินเอ ต้องอาศัยไขมันจากกะทิ ในการดูดซึมดังนั้นก็เข้ากันพอดี

ยิ่งทานขนมครกกับชา หรือกาแฟ ก็ถือว่าเหมาะสม เพราะในกาแฟจะมีคาเฟอีน (Caffeine) เยอะ ซึ่งถ้าเราได้ อาหารอย่างขนมครกเข้าไปรองท้องก็จะดี เพราะร่างกายจะได้ไม่ต้องดูดซึมคาเฟอีนเข้าไปแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งมันอาจจะมากเกินไปสำหรับร่างกาย ดังนั้นขนมครกก็ไม่ถึงกับเป็นอาหารเช้าที่เลวร้ายนัก แต่ก็ต้องระวังไว้นิด เพราะบางเจ้าอาจมีการใส่น้ำตาลเยอะ รสหวานเกินไป อันนี้ก็ต้องระวังไว้หน่อย ไม่อย่างนั้นก็จะได้รับน้ำตาลมากเกินไปเหมือนกัน

โจ๊กหมู

อันดับ 4 : โจ๊กหมู

ตัวโจ๊กหมู จะมีปลายข้าว รำข้าว ถ้าเยอะไปก็ทำให้หิวเร็วได้เช่นกัน เพราะมันคือ แป้งที่ทำให้เราหิวเร็วได้ ส่วนสิ่งที่ควรจะทานคู่กับโจ๊กหมูคือ ขิง และต้นหอม เพราะขิงจะช่วยระบบเผาผลาญในร่างกาย และทำให้ไม่รู้สึกเลี่ยน ต้นหอม ช่วยในเรื่องลดไขมัน และควบคุมน้ำตาล

ส่วนประโยชน์นั้น หากเราเลือกโจ๊กที่ทำจาก ปลายข้าวแท้ๆ แล้วผสมจมูกข้าวลงไปด้วย มันจะทำให้เราได้วิตามินอี (Vitamin E) และ แกมมา ออริซานอล (Gamma-Orizanal) ซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่มีในข้าว หรือรำข้าว และถ้ายิ่งได้โจ๊กที่ทำจากข้าวกล้องงอกจะยิ่งดีมาก เพราะมันจะมี กาบา (Gaba) ที่ทำให้สมองร่าเริง ดังนั้นถ้าเลือกได้ก็ควรเลือกซื้อโจ๊กที่ใช้ข้าวที่มีประโยชน์เหล่านี้ แต่ถ้าหาซื้อลำบาก หาได้เป็นโจ๊กข้าวขาวธรรมดา ก็ไม่ต้องซีเรียส ลองพยายามลดความเสี่ยงจากการได้แป้ง กับน้ำตาลเยอะ โดยเน้นทานผักเยอะๆ และไม่ต้องปรุงรสให้หวานขึ้น หรือเค็มขึ้น

ข้อควรระวังคือ อย่ากินโจ๊ก คู่กับปาท่องโก๋ เพราะนั่นคือการนำแป้งมาจิ้มแป้ง และหากโจ๊กนั้นใส่หมูสับแล้ว ก็ไม่ต้องใส่เครื่องในหมูเข้าไปอีก เพราะเครื่องในเป็นแหล่งของกรดยูริค ที่ทำให้เกิดเก๊าท์ และในตัวโจ๊กก็ทำจากน้ำต้มกระดูก ซึ่งมีกรดยูริคมากอยู่แล้ว หากเราใส่เครื่องในเข้าไปอีกมันก็จะได้กรดยูริคมากเกินไป แถมยังได้คอเลสเตอรอล (Cholesterol) มากเกินไปด้วย เพราะหมูสับก็มีคอเลสเตอรอลอยู่แล้ว หากใส่เครื่องในอีกก็อาจจะทำให้เราได้คอเลสเตอรอลในมื้อนั้นมากเกินไป

ข้าวเหนียว + หมูปิ้ง

อันดับ 5 : ข้าวเหนียว + หมูปิ้ง

เมนูอับดับห้านี้ คุณหมอเตือนมานิดว่า แม้จะอร่อย ทานง่าย แถมพกพาสะดวก ทว่าก็ต้องระมัดระวังเลือกร้านที่ไว้ใจได้ และเลี่ยงทานส่วนที่ “มัน”

ในเรื่องของพลังงานที่ได้จากการเผาผลาญอาหาร เราอาจได้รับแคลอรี่ (Calorie) เยอะอยู่ แต่ถ้าเทียบกับโจ๊กแล้ว ข้าวเหนียวหมูปิ้งก็เป็นตัวที่สลับกันทานกับโจ๊กได้ เพราะอย่างน้อยในข้าวเหนียว ก็จะมีกลูเตน (Gluten) หรือไฟเบอร์เยอะกว่าข้าวขัด จะดีขึ้นมาระดับหนึ่ง และถ้ายิ่งได้ทานหมูปิ้งกับข้าวเหนียวดำ มันก็จะมี โอพีซี (OPC) สารสีม่วงซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่อยู่ในข้าวเหนียวดำด้วย

ส่วนหมูปิ้งมีเทคนิคการทานคือ ให้เลือกหมูปิ้งในส่วนที่มีมันค่อนข้างน้อย เพราะเมื่อไหร่ไขมัน ไปสัมผัสกับความร้อน มันจะเพิ่มอัตราเสี่ยงของการเกิดสารก่อมะเร็งขึ้น ดังนั้นให้เลือกมันน้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นมันที่แทรกอยู่ในเนื้อหมู หรือมันที่ติดอยู่โคนไม้เหล่านี้ก็ต้องเลี่ยง นอกจากนี้เรื่องถ่านที่ปิ้งหมู ก็ต้องระวังเรื่องของสารปนเปื้อนที่มาจากถ่านที่ไม่ได้คุณภาพด้วย เพราะพวกนี้อาจจะมียาฆ่าแมลงที่ติดมากับไม้ที่นำมาทำเป็นถ่าน หรือหากเขาใช้ไม้เฟอร์นิเจอร์ (Furniture) มาทำเป็นถ่านก็ยิ่งต้องระวัง เพราะไม้พวกนี้เขามีการพ่นปลวก พ่นสารเคมีเอาไว้ อาจจะทำให้เราได้รับสารเคมีได้

น้ำเต้าหู้ + ปาท่องโก๋

อันดับ 6 : น้ำเต้าหู้ + ปาท่องโก๋

สำหรับเมนูสุดท้ายอย่าง น้ำเต้าหู้ และปาท่องโก๋นี้ คุณหมอหนุ่มระบุว่า ปาท่องโก๋นั้น ถือเป็นอาหารที่สุ่มเสี่ยงจะทำให้คุณอ้วนได้ง่าย เพราะทานแล้วหิวเร็ว ส่วนน้ำเต้าหู้นั้น ถือเป็น “อาหารล้างบาป” ให้กับปาท่องโก๋ที่คุณทานเข้าไป

ปาท่องโก๋เนี้ย ตัวทำให้อ้วนเลยครับ ถ้าคนเราทานปาท่องโก๋ วันละ 1 คู่ ทุกวัน ภายในเวลา 1 ปี น้ำหนักจะขึ้นเป็นกิโลกรัมเลย เพราะ ปาท่องโก๋เป็นอาหารที่มีแป้ง แต่น้ำเต้าหู้ เป็นตัวล้างบาปที่ดี นี่คือภูมิปัญญาของคนไทย เพราะน้ำเต้าหู้ มันมีสารอาหารที่ช่วยเรื่องสุขภาพ ทั้งโปรตีน (Protein), แอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidant), เปปไทด์ (Peptide) หรือถ้ายิ่งเป็นน้ำเต้าหู้ใส่ธัญพืช ก็จะมีไฟเบอร์ (Fiber) ที่ช่วยไล่ไขมันในปาท่องโก๋ได้

อีกสิ่งที่ต้องระวังจากตัวปาท่องโก๋คือ มันอาจจะมีสารตัวหนึ่งที่ก่อมะเร็งได้ นั่นคือกลุ่มของอะคริลาไมด์ (Acrylamide) ตัวนี้จะเกิดในพวกของทอด อาหารที่ต้องทอดด้วยน้ำมันชุ่มๆ และอาหารทอดซ้ำ ดังนั้นถ้าเราจะทานปาท่องโก๋ ก็ต้องพยายามเว้นวันบ้าง อย่า ทานทุกวัน หรือถ้าจะทานปาท่องโก๋เมื่อไหร่ ควรจะทานน้ำเต้าหู้ที่มีธัญพืชเยอะๆ ร่วมด้วย เช่น น้ำเต้าหู้ใส่ถั่วแดง, เม็ดแมงลัก, ข้าวบาร์เล่ย์ (Barley) ใส่ธัญพืชเหล่านี้เข้าไปสักหน่อย มันจะได้ช่วยไม่ให้แป้งในปาท่องโก๋ ดูดซึมเร็วเกินไป จนทำให้หิวง่าย

ส่วนผู้ที่นิยมทานปาท่องโก๋จิ้มนมข้น อันนั้นเรียกว่า คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) จิ้มคาร์โบไฮเดรต หรืออ้วนจิ้มอ้วนเลย เพราะนมข้นหวานทำจากหางนม แล้วปรุงรสด้วยน้ำตาล, น้ำเชื่อม เพราะฉะนั้นถ้าทานปาท่องโก๋ กับนมข้น ข้อเสียคือ ทำให้เราติดหวาน หากมื้อเช้ามื้อนั้นเราทานปาท่องโก๋ จิ้มนมข้น มันอาจจะทำให้คุณรู้สึกมีความสุข เพราะได้น้ำตาล แต่มันจะทำให้หิวเร็ว” คุณหมอกฤษดา อธิบายปิดท้ายเมนูสุดท้ายแบบครบถ้วนกระบวนความ

Credit: สสส.

‘โอวาทปาฏิโมกข์’ คำสอนหัวใจหลักพระพุทธศาสนา อัศจรรย์วันมาฆบูชา

วันมาฆบูชา เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ มีเหตุการณ์อัศจรรย์ที่ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าจำนวน ๑,๒๕๐ รูปมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยมิได้นัดหมายกันพระสงฆ์ ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา ๖ และเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบท โดยตรงจากพระพุทธเจ้า ในวันนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง โอวาทปาติโมกข์ ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น ซึ่งเป็นทั้งหลักการอุดมการณ์ และวิธีการปฏิบัติที่ นำไปใช้ได้ทุกสังคม มีเนื้อหาคือ

วันมาฆบูชา

สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง : การไม่ทำบาปทั้งปวง
กุสะลัสสูปะสัมปะทา : การทำกุศลให้ถึงพร้อม
สะจิตตะปะริโยทะปะนัง : การชำระจิตของตนให้ผ่องใส
เอตัง พุทธานะสาสะนัง : ธรรม ๓ อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

สรุปคำสอนเรื่อง โอวาทปาฏิโมกข์ เป็นหลักคำสอนสำคัญที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาที่พระพุทธองค์ได้ประทานแก่ที่ประชุมพระภิกษุสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูปในวันมาฆบูชา เพื่อวางจุดหมาย หลักการ และวิธีการ ในการเผยแผ่เพื่อเข้าถึงพระพุทธศาสนาแก่พุทธบริษัททั้งหลาย

หลักการ ๓ ได้แก่
๑. สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง : การไม่ทำบาปทั้งปวง ได้แก่การงดเว้น การลดละเลิก ได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ทางแห่งความชั่วมี ๑๐ ประการ อันความชั่วทางกาย ทางวาจา และทางใจ

๒. กุสะลัสสูปะสัมปะทา : การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การทำความดีทุกอย่างซึ่งได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นแบบของการทำฝ่ายดีมี ๑๐ ประกาศอันเป็นความดีทางกาย ทางวาจาและทางใจ

๓. สะจิตตะปะริโยทะปะนัง : การชำระจิตของตนให้ผ่องใส ได้แก่ การทำจิตของตนให้ผ่องใส ปราศจากนิวรณ์ซึ่งเป็นเครื่องขัดขวางจิตไม่ให้เข้าถึงความสงบมี ๕ ประการ ได้แก่

วันมาฆบูชา

๑. กามฉันทะ คือความพอใจในกาม
๒. พยาบาท คือความอาฆาตพยาบาท
๓. ถีนะมิทธะ คือความหดหู่ท้อแท้ ง่วงเหงาหาวนอน ขี้เกียจ
๔. อุทธัจจะ กุกกุจจะ คือความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ
๕. วิจิกิจฉา คือความสงสัย

อุดมการณ์ คือ เป้าหมายสูงสุดในการดำเนินชีวิต มี ๔ ประการ ได้แก่
๑. ความอดทน ได้แก่ ความอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ
๒. ความไม่เบียดเบียน ได้แก่ การงดเว้นจากการทำร้ายรบกวน หรือ เบียดเบียนผู้อื่น
๓. ความสงบ ได้แก่ ปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ
๔. นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้จากการดำเนินชีวิตตามมรรคมีองค์ ๘

วันมาฆบูชา

วิธีการ ๖
๑.ไม่ว่าร้าย ได้แก่ ไม่กล่าวให้ร้ายหรือ กล่าวโจมตีใคร
๒. ไม่ทำร้าย ได้แก่ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
๓. สำรวมในปาติโมกข์ ได้แก่ ความเคารพระเบียบวินัย กฎ กติกา กฎหมาย รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีของสังคม
๔. รู้จักประมาณ ได้แก่ รู้จักความพอดีในการบริโภคอาหารหรือการใช้สอยสิ่งต่าง ๆ
๕. อยู่ในสถานที่ที่สงัด ได้แก่ อยู่ในสถานที่สงบมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
๖. ฝึกหัดจิตใจให้สงบ ได้แก่ ฝึกหัดชำระจิตให้สงบมีสุขภาพคุณภาพ และประสิทธิภาพที่ดี

สูตร’แกงปูม้าใส่ใบชะพลู’เข้มข้นแบบชาวใต้

ภาคใต้ของประเทษไทย เป็นพื้นที่มีภูมิประเทศติดทะเล โดยอาหารของชาวใต้ มักจะมีส่วนผสมของกะปิเคย รสชาติจะจัดจ้าน และมีความเผ็ดร้อน วันนี้ขอนำเสนอสูตร ‘แกงปูม้าใส่ใบชะพลู’ มาแนะนำทำกันรสชาดหรอยตามแบบชาวใต้

ส่วนผสม

หางกะทิ และหัวกะทิ
เครื่องแกงกะทิ แกงคนใต้
กะปิเคยแท้
ปูม้า
ใบชะพลู หั่นฝอย

แกงปูม้าใส่ใบชะพลู

วิธีทำ

เทน้ำหางกะทิลงไปในหม้อ ตามด้วยเครื่องแกงกะทิใต้ กะปิเคย ละลาย จนกะทิแตกมัน
ใส่ปูม้า ลงไปในหม้อ ต้มจนปูม้าสุก ใส่ใบชะพลูลงไป ปรุงรสตามชอบ ใส่หัวกะทิต้มต่ออีกสักครู่ แล้วปิดไฟยกลงจากเตาทันที

ภาพโดย – เรวดี จันทร์แก้ว

“พระพุทธสิหิงค์” วัดอินทคีรี (วัดบ้านนา) พรหมคีรี นครศรีธรรมราช

“พระพุทธสิหิงค์” วัดบ้านนา หรือ วัดอินทคีรี ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช

#พระพุทธสิหิงค์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนครศรีธรรมราช วัดอินทคีรี ตั้งอยู่ที่ บ้านนา ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช จากรูปแบบทางศิลปะของแหล่งศิลปกรรมที่ปรากฏ น่าจะอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ –๑๔ และต่อเนื่องมาในสมัยทางอยุธยา จากการพบพระพุทธรูปศิลปะภาคใต้ ภายในวัดอินทคีรี สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในราวพุทธศตวรรษ ที่ ๑๒ –๑๔

พระพุทธสิหิงค์ วัดบ้านนา

พระพุทธรูปประทับนั่ง ทำด้วยสำริด เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิเพชร บนฐานทรงสูง เป็นศิลปภาคใต้ในสกุลช่างนครศรีธรรมราช เรียกว่า พระพุทธสิหิงค์ หรือ พระขนมต้ม มีพระพักต์ ค่อนข้างกลม เป็นพระคู่วัดมาช้านาน ตั้งแต่สมัยโบราณ ทาง วัดอินทคีรี เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี..

พระพุทธสิหิงค์ วัดอินทคีรี

พระพุทธสิหิงค์ วัดอินทคีรี

เครดิตแหล่งข้อมูล : วัดยางใหญ่ นครศรีธรรมราช

5 ข้อเกี่ยวกับ ‘ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์’ ที่หลายๆคนมักเข้าใจผิด

ไอ้ไข่เด็ก ‘วัดเจดีย์’ (ขอได้ ไหว้รับ) อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ความเชื่อและความศรัทธาในแต่ละพื้นที่ แต่ละภูมิภาคในประเทศไทยนั้นมีมากมายหลายแบบแตกต่างกันไป ซึ่งความเชื่อและความศรัทธาล้วนแล้ว แต่มีประวัติความเป็นมาแทบทั้งสิ้น ดังเช่น วัดเจดีย์ไอ้ไข่ อำเภอ สิชล จังหวัด นครศรีธรรมราช

ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์

จากเรื่องราวเสียงที่ร่ำลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ ขออะไรก็ได้สมหวังทุกอย่าง รูปไม้แกะสลักของเด็กชายอายุประมาณ 9 -10 ขวบ ตั้งอยู่ในศาลาในวัดเจดีย์ ที่เชื่อกันว่าเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตย์อยู่ ณ วัดแห่งนี้เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านตั้งแต่ในละแวกใกล้วัดไปจนถึงต่างจังหวัดในแถบภาคใต้จากศรัทธาที่เชื่อกันว่า “ขอได้ไหว้รับ” โดยเฉพาะโชคลาภ และการค้าขาย

ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์

5 ข้อเกี่ยวกับ ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ ที่หลายๆคนมักเข้าใจผิด

ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์

1. ต้องเรียกไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์

การเรียก ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ นั้นไม่ควรเรียกอย่างอื่นเช่น ตาไข่ พี่ไข่ น้องไข่ นั้นไม่ใช่เลย เนื่องจาก คำว่าไอ้ไข่เพิ่งมาเรียกเอาตอนพ่อเที่ยงแกะสลักรูปไม้แล้ว เหตุผลว่า อาจารย์เที่ยงหรือผู้ใหญ่เที่ยงนิมิตว่ามีเด็กไปบอกให้สร้างรูปเมื่อประมาณปี พ.ศ.2523-2524 ในนิมิตเมื่อเห็นเด็กแก้ผ้า เปลือยกายกับพระจีวรสีคล้ำไปยืนให้เห็นในนิมิต และเอ่ยปากว่าแกะรูปเราให้ที เราจะได้มีที่อาศัยอยู่เป็นหลักแหล่ง ตาเที่ยงถามว่าใครหรือนี้ เด็กในนิมิตจึงบอกว่า “เราไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์” ตั้งแต่นั้นมาจึงได้รู้ว่าเด็กวัดนี้ชื่อ ไอ้ไข่

ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์

2.การกราบไหว้พระประทาน เป็นความปรารถนาของไอ้ไข่

พระพุทธรูปที่อยู่ ณ วัดเจดีย์ ตอนที่มีการบูรณะนั้น ได้พบอัฐิพระสงฆ์ ให้ประชาชนเข้าไปกราบไหว้บูชาพระพุทธรูปได้ อย่าเฝ้าแต่บูชา ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ เป็นสิ่งที่ไอ่ไข่เด็กวัดเจดีย์นั้นปราถนาให้ผู้คนไป สักการะ บูชา พระประทานองค์นั้น

ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์

3.การขอพร ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์

ทุกคนขอสามารถขอได้ทั้งหมดที่ใจต้องการ แต่มีสิ่งเดียวที่ไม่สามารถขอพรได้คือ ขอให้ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ช่วย เด็กจมน้ำ นั้นไม่สามารถขอได้ เพราะไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ ได้จมน้ำเสียชีวิต ไม่สามารถช่วยเหลือสิ่งนี้ได้

4.สิ่งของที่แก้บนไม่จำเป็นน้ำแดง ไข่ต้ม หรือชุดทหาร สามารถถวายอะไรก็ได้ที่ใจเราอยากถวาย

เนื่องจากการที่จะไปแก้บน หรือการไหว้ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ หลายคนคงเข้าใจกันว่า ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ นั้นชอบ ขนมเปี๊ยะ น้ำแดง ชุดทหาร ตำรวจ ไก่ปูนปั้น หนังสติ๊ก ประทัด แต่ของที่ต้องการแก้บนนั้นไม่จำเป็นที่จะเป็นของเหล่านี้ แต่สามารถนำของเล่นที่เด็กปัจจุบันเล่นได้เช่น โมเดล ต่างๆ ขนมต่างๆที่เด็กปัจจุบันชอบๆกัน เพราะ ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ (เบื่อแล้ว)

ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์

5.เวลาไปกราบไหว้ขอพร ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ อยากจะให้ประสบความสำเร็จ ดั้งที่ขอนั้นต้องมีเคล็ดลับ

เคล็ดลับการขอพร ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ ให้พรนั้นสำเร็จสมประสงค์ ดั่งใจต้องการนั้น ให้ช่วงเวลาที่ไปกราบไหว้ของพร ให้ทำหน้าตามยิ้มแย้มแจ่มใส พูดหวาน มองดี ห้ามมองตาฆ้อน มองดุ มองจิกกัด เพราะไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์ ไม่ชอบ ให้มองดีๆ พร้อมยิ้มอ่อนๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก : เจ้าอาวาส วัดเจดีย์ , https://www.youtube.com/watch?v=D_zU_hBnVGM&feature=youtu.be

#เมืองคอน จัดกิจกรรมครบรอบ 150 ปีชาตกาล “อาจารย์มั่น ภูริทัตโต”

จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 150 ปีชาตกาล และได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ ของอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

150ปีชาตกาล’หลวงปู่มั่น‘

วันนี้ (20 ม.ค.63) ที่ศาลา 100 ปี วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร นายถาวรวัฒน์ คงแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานเปิดโครงการเฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 150 ปีชาตกาล และได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ ของอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ในวาระปี พ.ศ. 2563 -2564 จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งกำหนดจัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศในวันนี้ (20 ม.ค.63) โดยจัดให้มีพิธีทำบุญตักบาตร สวดมนต์ไหว้พระ เจริญจิตตภาวนา ฟังเทศน์ฟังธรรม

150ปีชาตกาล’หลวงปู่มั่น‘

ทั้งนี้ ในปี 2562 กระทรวงวัฒนธรรม ได้เสนอชื่อพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เพื่อให้องค์การยูเนสโก ประกาศยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพและร่วมเฉลิมฉลอง เนื่องในวาระครบรอบ 150 ปีชาตกาล และได้รับการประกาศเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของท่านที่มีคุณูปการต่อชนชาวไทยที่ได้ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของท่านจนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

150ปีชาตกาล’หลวงปู่มั่น‘

150ปีชาตกาล’หลวงปู่มั่น‘

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้รับการยกย่องเทิดทูนว่า เป็นพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระกรรมฐาน โดยท่านได้รับสมญานามว่า “บูรพจารย์แห่งกองทัพธรรม” เนื่องจากท่านได้บำเพ็ญข้อวัตรปฏิปทาธุดงควัตร และปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด เป็นกำลังสำคัญยิ่งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศไทย ..

– ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช

แม่ชุม – พ่อสุวรรณ ตำนานรักพระลากเมืองนคร

นครศรีธรรมราช – ช่วงเวลายุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ยุคที่โกลาหลวุ่นวายจากความอ่อนแอภายใน และ ภัยสงครามจากภายนอก ที่บ้านนาพรุ ห่างจากตัวเมืองนครศรีธรรมราชไปในทางหรดีทิศ กลับเป็นดินแดนที่มีความสงบสุข ไม่มีความวุ่นวายมากล้ำกราย ที่บ้านนาพรุแห่งนี้ มีเศรษฐีผู้มั่งคั่งด้วยผืนนาและทรัพย์สินผู้หนึ่ง ถูกขนานนามกันว่า “ เศรษฐีนาพรุ ” ท่านเศรษฐีมีธิดาผู้สวยสดงดงามคนเดียว ที่รักปานดวงใจ เธอมีชื่อว่า “ แม่ชุม ” แม่ชุมเป็นบุตรีที่ประเสริฐของบิดามารดา ขยันขันแข็งในการงาน มีความกตัญญูต่อครอบครัว น้ำใจโอบอ้อมอารี จนเป็นที่รักของผู้คนในละแวกบ้านนาพรุ

แม่ชุม

ด้วยความที่แม่ชุมเป็นสาวสวย จึงมีชายหนุ่มมากมายมาปฎิพัทธ์ ซึ่งหนึ่งในหนุ่มที่มาหมายปองก็ได้มี “ พ่อสุวรรณ ” บุตรชายของเศรษฐีบ้านท้ายสำเภาเข้ามาหลงรักด้วย แต่เพราะแม่ชุมเป็นผู้ที่ขยันขันแข็งในการงาน จึงทำให้หนุ่มๆ ที่เที่ยวจีบเที่ยวเกี้ยวมีอันต้องถอยห่างไป เว้นเสียแต่ หนุ่มสุวรรณ ที่มาคอยเฝ้าแวะเวียนหาแม่ชุมเป็นประจำ จนทำให้เศรษฐีบ้านนาพรุได้สอบถามชายหนุ่ม จึงทราบว่าเป็นบุตรเศรษฐีบ้านท้ายสำ เภาที่ไม่ห่างไกลกันนัก เศรษฐีบ้านนาพรุกับภรรยาที่เป็นมารดาของแม่ชุม จึงยินยอมให้พ่อสุวรรณชายหนุ่มเข้ามาสานสัมพันธ์กับแม่ชุมบุตรสาวของตน

พ่อสุวรรณได้ใช้ความจริงใจในการพิสูจน์ความรักแก่แม่ชุมอย่างสม่ำเสมอ นอก จากแสดงความรัก ความในใจที่มีให้แม่ชุมเห็นแล้ว ยังแสดงความรู้ความชำนาญ ความขยันขันแข็งในการงานค้าขาย และ น้ำใจไมตรีที่ดีงามแก่ผู้คน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับแก่ครอบครัวของแม่ชุม จนในที่สุด แม่ชุมก็ตอบรับรักของพ่อสุวรรณชายหนุ่มด้วยความเต็มใจ ทางด้านพ่อสุวรรณก็ได้ร้องขอให้เศรษฐีบ้านท้ายสำเภาผู้เป็นพ่อนำเถ้าแก่มาหมั้นหมาย เพื่อจะแต่งงานครองคู่กันในเร็ววัน เศรษฐีท้ายสำเภากับญาติผู้ใหญ่ฝ่ายพ่อสุวรรณจึงเดินทางมาสู่ขอแม่ชุมจากเศรษฐีบ้านนาพรุ จนทั้งสองได้หมั้นกันสมดั่งความปรารถนา ผู้คนจากสองหมู่บ้าน ตลอดจนพรรคพวกของสองเศรษฐี ต่างมาแสดงความยินดี เฉลิมฉลองให้กับแม่ชุมและพ่อสุวรรณกันอย่างเต็มที่

พระแม่ชุม วัดท่าช้าง ต.นาพรุ อ.พระพรหม จ.นคร ฯ

ชีวิตที่หวานชื่นของแม่ชุมและพ่อสุวรรณที่มีอนาคตสดใส มีปลายทางคือการแต่งงานและชีวิตคู่ แต่ไม่นานที่หมู่บ้านนาพรุก็เกิด โรคภัยไข้น้ำ หรือ โรคห่าขึ้น ผู้คนที่แข็งแรง ต่างอพยพหลบหนีโรคไปยังป่าดง แม่ชุมยังคงขยันขันแข็งในการงานเช่นเดิม แม้ว่าหนุ่มสุวรรณจะทัดทานให้ระวังโรคก็ตาม แต่ในที่สุดแล้ว #แม่ชุมก็ล้มป่วยลงด้วยโรคระบาด ทำให้เศรษฐีนาพรุต้องสร้างเรือนหลังน้อยให้ลูกสาวได้ใช้รักษาตัว ไข้น้ำในยุคโบราณนั้นเป็นโรคที่น่ากลัวมาก หากหมอไม่ชำนาญ หรือ หาตัวยาแก้ได้ไม่ครบแล้ว ภายในไม่กี่วันก็จะเสียชีวิตลงในทันที

พ่อสุวรรณเมื่อทราบว่าคนรักล้มป่วยลง ก็พยายามหาหมอมารักษาอย่างเต็มที่ แต่เพราะ ผู้ที่พอจะมีความรู้เรื่องยาก็มีน้อย จะรู้รักษาเฉพาะก็แค่โรคสามัญ จึงทำให้อาการของแม่ชุมทรุดลง ร่างกายและใบหน้าที่เคยงดงามก็เต็มไปด้วยแผลที่เกิดจากการพุพองของโรค น้ำเสียงที่เคยไพเราะกลับแหบแห้งลงเพราะโรคเบียดเบียน เรี่ยวแรงที่เคยมี ตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคนชราเลย ถึงแม้ว่าแม่ชุมจะป่วยร้ายแรงแค่ไหน พ่อสุวรรณก็ไม่เคยรังเกียจ คอยปรนนิบัติดูแลไม่ยอมห่างกาย จนวาระสุดท้าย ในยามที่แม่ชุมจะสิ้นลม ก็มีเพียงพ่อสุวรรณ ที่เฝ้าจนลมหายใจสุดท้ายของคนรักดับสูญไป

พระแม่ชุมและพ่อศรีสุวรรณ

การจากไปของแม่ชุมสร้างความเสียใจแก่พ่อสุวรรณเกินที่หัวใจจะรับได้ คนที่เคยรักกัน กำลังจะแต่งงานแล้ว แต่กลับมาจากไปด้วยโรคภัยที่ยากจะรักษา ทำให้หนุ่มสุวรรณเปลี่ยนไป จากชายหนุ่มอารมณ์ดี ขยันขันแข็งการงาน กลับกลายเป็นคนเงียบขรึม และจองจมอยู่กับความโศกเศร้า ไม่ยอมกิน ไม่ยอมนอน ตรอมใจคิดถึงวันเวลาเก่าๆ ที่มีแม่ชุมอยู่ใกล้ๆให้ได้หยอกล้อพบหน้าค่าตากัน และไม่นานหลังจากแม่ชุมสิ้นชีพ พ่อสุวรรณ ก็ได้ล้มป่วยลงด้วยโรคตรอมใจ สุดวิสัยที่หมอใดๆ จะมารักษาได้ ทำให้พ่อสุวรรณสิ้นชีพไปอีกคน สร้างความเสียใจแก่เศรษฐีท้ายสำเภาอย่างมาก ที่ได้สูญเสียลูกชายผู้ของครอบครัวไป

พ่อศรีสุวรรณ วัดท้ายสำเภา อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช
พ่อสุวรรณ วัดท้ายสำเภา อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช

ทางด้านเศรษฐีบ้านนาพรุเอง ด้วยความคิดถึงลูกสาว ที่ป่วยตายไปด้วยความทรมาน จึงได้จ้างให้ช่างหล่อพระฝีมือดี สร้างพระพุทธรูปแทนตัว อุทิศให้ถึงดวงวิญญาณของแม่ชุม แล้วยกที่ดินที่อาศัย พร้อมบ้านเรือนเป็นวัด หวังผลานิสงส์ในการอุทิศบ้านและที่ดิน ตลอดจนสร้างพระต่างตัว จะทำให้แม่ชุมมีความสุขในสัมปรายภพ เมื่อเศรษฐีบ้านท้ายสำเภาทราบข่าวว่าคู่ดองของตนสร้างพระอุทิศให้กับลูกสะใภ้ของตนที่จากไป เศรษฐีท้ายสำเภาจึงคิดจะสร้างพระอุทิศให้แก่บุตรชายบ้าง

พ่อเศรษฐีสำเภาทอง
พ่อเศรษฐีสำเภาทอง

โดยให้ช่างฝีมือดีอีกคณะหนึ่ง หล่อพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อย พ่อศรีสุวรรณ หรือ”พ่อเศรษฐีสำเภาทอง” พร้อมกับยกที่ดินและบ้านสร้างวัดป่ายาง อุทิศผลบุญให้แก่พ่อสุวรรณเช่นเดียวกัน

ในปัจจุบันบ้านของเศรษฐีนาพรุนั้น คือ วัดท่าช้าง (พระแม่ชุม) และ บ้านของเศรษฐีท้ายสำเภา ก็คือวัดท้ายสำเภา ในเมื่อถึงเทศกาลลากพระเดือน ๑๑ ชาวบ้านทั้งสองบ้าน จะลากพระพุทธรูปแทนตัวของพ่อสุวรรณและแม่ชุมมาเจอกันปีละครั้ง เพื่อรำลึกถึงตำนานรักของหนุ่มสาวที่มีต่อกัน เป็นความรักที่แม้แต่ความตาย ก็ไม่อาจมีชัยชนะเหนือจิตปฎิพัทธ์ของทั้งคู่ได้ จนเป็นที่เล่าขานมาจนถึงปัจจุบัน

ข้อมูล : คุณ ภูมิ จิระเดชวงศ์

ผลิตภัณฑ์ กระจูดบ้านทอน OTOP Premium @นราธิวาส

หัตถกรรม “กระจูด” สินค้าไทยพื้นบ้านภาคใต้ของบ้านเรา ที่ภาคภูมิใจทั้งคนใช้และคนทำ กระจูดบ้านทอน @นราธิวาส กระจูดบ้านทอนอามาน ผลิตภัณฑ์ OTOP พรีเมียมของจังหวัดนราธิวาส

กระจูดบ้านทอน

ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมกระจูดหลากหลาย เช่น ลวดลายบาติก ลวดลายปาเต๊ะ ที่ยังคงอัตลักษณ์ชายแดนใต้ ล้วนเป็นฝีมือของสมาชิกกลุ่มกระจูดบ้านทอนอามานจังหวัดนราธิวาส 1 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ OTOP พรีเมียมของจังหวัดนราธิวาส ที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนราธิวาส ได้คัดเลือกนำไปจัดแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์ชุมชน OTOP ชายแดนใต้ ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีและ ครม.สัญจร นอกสถานที่จังหวัดนราธิวาส ในวันที่ 20-21 มกราคม 2563 นี้

นางพัชรินทร์ บินเจ๊ะมิง ประธานกลุ่มกระจูดบ้านทอนอามาน บอกว่า อาชีพสานกระจูดสืบสานมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ บวกกับความชื่นชอบและหลงไหลในงานหัตถกรรม จึงได้ก่อร่างสร้างกลุ่มมาตั้งแต่ 2543 ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมโครงการศิลปาชีพฯ จำนวน 20 คน นอกจากนี้ยังมีแม่บ้านที่อาศัยในพื้นที่ใกล้เคียง เข้ามาเรียนรู้และร่วมผลิตชิ้นงานกระจูด ทำให้มีรายได้เสริมจุนเจือในครอบครัว

กระจูดบ้านทอน

นายไกรวุฒิ ช่วยสถิตย์ พัฒนาการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า จังหวัดนราธิวาส ดำเนินการส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP มาตลอด โดยการบูรณาการกับส่วนราชการทุกภาคส่วน ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาและหน่วยงานอื่นๆ

ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานรับรอง ด้านการตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ด้านการส่งเสริมความเข็มแข็งและพัฒนากลุ่มผู้ผลิต /ผู้ประกอบการ รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินเครือข่าย OTOP ระดับอำเภอและจังหวัด

กระจูดบ้านทอน

จังหวัดนราธิวาส มีผู้ประกอบการลงทะเบียนประจำปี 2559-2561 จำนวน 129 ราย 134 ผลิตภัณฑ์ โดยกรมการพัฒนาชุมชนดำเนินการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ปี 2562 เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์ OTOP ของแต่ละชุมชนได้รับโอกาสในการพัฒนาคุณภาพให้ได้มาตรฐานจนสามารถเชื่อมโยงสู่ตลาดทั้งภายในและต่างประเทศได้

โดยมีผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP สมัครเข้ารับการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ปี 2562 จำนวน 132 ราย แบ่งเป็น 5 ประเภท ได้แก่อาหาร, เครื่องดื่ม, ผ้า เครื่องแต่งกาย, ของใช้ตกแต่ง และของที่ระลึก และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร ซึ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP

เพื่อสร้างโอกาสและซ่องทางการตลาด การประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดนสู่ระดับภูมิภาคอาเซียนและภูมิภาคอื่นๆ เพื่อพัฒนาการตลาดและการประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานระดับสากล และเพื่อพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวทั้งที่มีอยู่เดิมและเพิ่มช่องทางใหม่ให้มีศักยภาพในการแข่งขันในระดับสากลต่อไป

กระจูดบ้านทอน

กระจูดบ้านทอน

ทั้ง 8 กลุ่ม ผลิตภัณฑ์ OTOP พรีเมียมของจังหวัดนราธิวาส ที่จะนำไปจัดแสดงในกิจกรรมต้อนรับคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 20-21 มกราคมนี้ อาทิ กลุ่มกระจูดบ้านทอนอามาน กลุ่มกระจูดรายา กลุ่มญาดาบาติก กลุ่มผ้าทอบ้านตอหลัง กลุ่มชันโรง กลุ่มโรตีกึ่งสำเร็จรูปตราอาสฮา กลุ่มน้ำพริกฮานาซามา และกลุ่มผ้าปาเต๊ะ ถือเป็นกลุ่ม OTOP ที่ปัจจุบัน มีการพัฒนาคุณภาพและต่อยอดจนประสบความสำเร็จ จนสามารถเชื่อมโยงทั้งตลาดภายในและต่างประเทศได้

ผลิตภัณฑ์ และกระเป๋ากระจูดสวย ๆ งดงาม #สินค้าไทย ที่ภาคภูมิใจทั้งคนใช้และคนทำ #กระจูดบ้านทอน @นราธิวาส กระจูดบ้านทอนอามาน ผลิตภัณฑ์ OTOP พรีเมียมของจังหวัดนราธิวาส เตรียมจัดแสดงใน ครม.สัญจร

ภาพ – มนัส พรหมชาด

ผลดา ชูสิงห์ – ทีมข่าว สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนราธิวาส / รายงาน

‘กลับ คำทอง’ เสือกลับ ๓๐๐ เสือ เมืองตรัง หนึ่งเดียว ที่ขุนพันธ์ ปราบไม่ได้

วัยชรา ลุงกลับหรือเสือกลับ คำทอง อยู่ที่บ้านทุ่งจันทน์หอม ตำบล บ้านโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง

ลุงเสือกลับ เกิดที่ตำบลเขาวิเศษ อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง วันหนึ่งนายกลับ คำทอง กำลังตำข้าวอยู่กับพี่สาวของแก และเกิดมีปากเสียงกับพี่เขย พี่เขยเดินเข้ามาด่าแม่และตบหน้าแก ๑ ที ลูกผู้ชายโดนตบหน้าด่าใส่แม่ของตนอย่างนั้นเกิดความโกธสุดขีด สากตำข้าวที่กำอยู่ในมือนั้นหนักพอดูแต่เมื่อความโกรธขึ้นหน้า สากก็กลายเป็นอาวุธฟาดโครมเข้าที่ตัวพี่เขย ตายคาก้นครกตำข้าว เมื่อได้สติคืนมา กลับ คำทอง ก็รู้ว่าเขาฆ่าพี่เขยตายจะต้องถูกจับกุมไปดำเนินคดีรับอาญาแผ่นดิน จึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านไป

เสือกลับ

นายกลับ คำทอง ไปอยู่เป็นศิษย์สำนักเขาอ้อ จังหวัดพัทลุง ได้ศึกษาวิชาดีทางไสยศาสตร์กับพระอาจารย์ปาล เจ้าสำนักวัดเขาอ้อจนมีความเชี่ยวชาญ เมื่อพระอาจารย์ปาล ปาลธัมโม มรณภาพแล้วจึงย้ายมาศึกษาต่อกับพระอาจารย์เอียด ปทุมสโร ที่วัดดอนศาลา ซึ่งเป็นสาขาของวัดเขาอ้อ (เขาเอาะ) วิชา ที่นายกับเสือกลับ ได้รับการถ่ายทอดมาจากสำนักเขาอ้อ และวัดดอนศาลานั้น นับว่าสุดยอดทีเดียว โดยเฉพาะสามสี่วิชาหลักที่เรียนมาจนชำนิชำนาญก็คือ ๑ วิชาเมตามหานิยม ๒ วิชาอยู่ยงคงกระพัน ชาตรี ๓ วิชากำบังตาแบบหายตัวได้ ๔ วิชาหมอยาเขาอ้อ

ลุงเสือกลับนั้น ลักษณะร่างกายล่ำสันแข็งแรง ถึงแม้ว่าตอนที่อายุมากแล้วก็ตาม เนื้อตัวค่อนข้างดำ นัยน์ตาดุ คล้ายๆ ตาของขุนพันธรักษ์ หรือตาของหลวงอดุลย์เดชจรัส อดีตอธิบดีกรมตำรวจของขุนพันธรักษ์ราชเดช ลุงกลับเป็นศิษย์เขาอ้อแล้วมาเรียนต่อที่วัดดอนศาลา เป็นศิษย์วัดดอนศาลารุ่นพี่ของขุนพันธ์ การเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกันนี้เอง จึงทำให้ทั้งสองต้องรักษาสัจจะที่อาจารย์เจ้าสำนักสั่งสอนไว้ หลวงพ่อเอียดวัดดอนศาลา หรือหลวงพ่อปาล ปาลธัมโม ไม่แน่ชัด เคยสั่งขุนพันธไว้ว่า“ฝากไอ้กลับมันด้วย อย่าทำร้ายมัน เพียงตักเตือนก็พอ” ชะรอยหลวงพ่อผู้เป็นอาจารย์จะล่วงรู้ว่าศิษย์คนหนึ่งเป็นตำรวจมือปราบ ส่วนอีกคนเป็นนักเลง เป็นเสืออาจจะต้องฆ่าแกงกันเข้ามิวันใดก็วันหนึ่งก็เป็นได้

ลุงเสือกลับมีภรรยาอยู่ที่พัทลุงชื่อนางหมิก บ้านอยู่กลางทุ่งนา และมีลูกอยู่ที่นั่น มีอาชีพทำนาเลี้ยงชีพ บ้านเรือนอยู่ห่างกัน บางครอบครัวก็ยากจนมีแต่บ้านพักอาศัย แต่ไม่มีที่ดินทำนาเป็นของตัวเองต้องทำนาแบ่งข้าวกับเจ้าของนาคนละครึ่ง บางปีฝนแล้งไม่ตกตามฤดูกาลก็ไม่ได้ทำนา ครอบครับของลุงเสือกลับ คำทอง ก็เช่นเดียวกัน วันหนึ่งมีคนรวยริมชานเมืองพาเจ้าหน้าที่ไปยึดที่ของชาวบ้านแถบนั้น จะขอผ่อนผันอย่างไรเขาก็ไม่ยอมลดราวาศอกให้

เสือกลับ

ลุงเสือกลับพกเอาความคับแค้นใจนั้นไว้คนเดียวนาน ๑ เดือน ในที่สุดวิชาที่ติดตัวมาก็ถูกนำมาใช้ เมื่อตัดสินใจไปบ้านคนรวยที่มายึดที่ดินชาวบ้านก่อนนั้นในยามดึกสงัดของ ราตรีนั้น ลุงเสือกลับเล่าว่าแกใช้การรมยาสลบเจ้าบ้าน แล้วงัดประตูบ้านเข้าไปข้างในขนเอาของมีค่า รวมทั้งเอกสารหลักฐานการกู้เงินของชาวบ้านไปจนหมด เงินทองและเอกสารการกู้เงินเหล่านั้นลุงเสือกลับก็นำไปคืนให้กับคนที่เดือด ร้อนจนทั่ว ทำให้ชาวบ้านรักและนับถือลุงกลับเป็นอันมาก นั่นคือจุดเริ่มต้นการเป็นเสือของ กลับคำทอง

วันหนึ่ง ลุงเสือกลับแกได้ไปที่จังหวัดตรัง ตำบลเขาวิเศษ เพื่อเยี่ยมพี่สาว ซึ่งพี่สาวแต่งงานใหม่แล้ว
ลุงเสือกลับจึงได้รู้จักกับพี่เขยคนใหม่ คุยกันถูกคอดี ลุงเสือกลับก็ได้มีภรรยาใหม่อีกคนที่จังหวัดตรัง อยู่กินมาหลายปีจนมีลูกชาย อีกคน ต่อมา ลุงเสือกลับไปอยู่ที่ตำบลน้ำผุด อ.เมืองตรัง ก็มีเมียที่นั่นอีกคน
แต่คดีเก่าที่ฆ่าพี่เขยคนแรกยังไม่หมดอายุความ

ลุงเสือกลับก็รู้ตัวว่าเจ้าหน้าที่กำลังตามจับอยู่ แกจึงตัดสินใจปล้นอีกครั้งที่จังหวัดตรัง นำเอาเงินที่ปล้นได้ไปให้ครอบครัวทั้งสองและเพื่อนบ้านที่เดือดร้อน จากนั้นแกก็หนีย้อนกลับไปอยู่กับภรรยาที่พัทลุง

เมื่อตอนที่กลับไปอยู่พัทลุงนั่นเอง วันหนึ่งขณะที่แกทำรั้วคอกวัวอยู่นั้นก็มีคนไปถามหาคนชื่อกลับอยู่ไหน แกก็ชี้มือไปที่บ้านของตัวเอง คนผู้นั้นก็ย้อนถามอีกว่า นายกลับอยู่หรือไม่? ลุงเสือกลับบอกว่าแกไม่ตอบ ได้แต่พยักหน้า คนผู้นั้นก็เดินเข้าไปที่บ้านมารู้ภายหลังว่าเขาผู้นั้นคือ ขุนพันธ์ตำรวจมือ ปราบพัทลุงนั่นเอง เมื่อขุนพันธ์สอบถามที่บ้านรู้ความว่านายกลับ คำทองกำลังตอกเสาทำรั้วคอกควายอยู่ รู้อย่างนั้นขุนพันธ์ก็รีบถอยกลับกลับไปหาตัว เสือกลับ คำทอง ทันที ขุนพันธ์วิ่งไปหาเสือกลับ หมายจะจับตัวให้ได้ จนในที่สุดเกิดประชิดตัวต่อสู้ฟัดเหวี่ยงกันนาน ท่านขุนพันธ์เก่งมวยและยูโด แต่ตัวเล็กกว่าลุงกลับ ลุงกลับใช้ความได้เปรียบในเรื่องร่างกายวิ่งหนีการจับกุมของขุนพันธ์ไปได้ ช่วง ๑ คันนาเดียวก็มองไม่เห็นตัวลุงกลับเลย ทั้งๆที่บริเวณนั้นเตียนโล่งแท้ๆแล้วลุงกลับก็หนีรอดไปได้อย่างหวุดหวิด

เสือกลับ

ลุง เสือกลับหนีขุนพันธ์กลับจังหวัดตรังอีกครั้ง โดยไปนั่งรถยนต์โดยสาร สายพัทลุง-ตรัง ซึ่งลุงเสือกลับเล่าว่าสมัยนั้นมีเพียงคันเดียว คือไปเช้า-กลับเย็น ครั้นรถมาถึงหน้าวัดโคกพิกุล(วัดโคกยาง ) ลุงเสือกลับบอกให้รถหยุด แกลงจากรถจ่ายค่าโดยสาร ๒ บาทเรียบร้อยแล้ว

ในรถคันที่ลุงเสือกลับนั่งมานั้น มีตำรวจนอกเครื่องแบบคนหนึ่งนั่งมาด้วย เขาคือ ร.ต.อ.ยุทธ์ ประภาวัฒน์ นั่นเอง(ชาวบ้านเรียกท่านว่า นายร้อยสายหยุด) ท่านผู้กำกับตำรวจเมืองตรัง จำหน้าลุงเสือกลับได้ จึงตะโกนเรียกให้หยุด ลุงเสือกลับเดินไปเรื่อยๆโดยไม่ยอมทำตามเสียงเรียกร้องของผู้กำกับยุทธ์แก เดินไปเรื่อยๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นผู้กำกับจึงรีบวิ่งลงจากรถไล่ตามไป ทันทีแต่ก็มองไม่เห็นตัวเสือกลับเสียเลย ลุงเสือกลับหนีไปหาเพื่อนเกลอที่บ้านยางน้อยก่อนที่จะเลยไปอยุ่กับภรรยาที่ ตำบลน้ำผุด

ในช่วงระยะเวลาที่ลุงเสือกลับมาอยู่จังหวัดตรัง ตำบลน้ำผุดนั้น เข้าใจว่าน่าจะหมดอายุความในคดีที่ฆ่าพี่เขยแล้ว ก็ปรากฏว่ามีผู้ที่เคารพนับถือในวิชาความรู้ที่ลุงเสือกลับได้รับมาจากเขาอ้อและดอนศาลา จึงมีผู้เข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์หลายคน เช่น เสือริม ส.ต.ท.สว่าง และปลัดละม่อม หรือปลัดณรงค์ ณ ถลาง โดยเฉพาะศิษย์ที่มีชื่อว่า สิบตำรวจโทสว่าง นั้นลุงเสือกลับเป็นผู้ลงเลขยันต์ให้กินและทาน้ำมันมนตร์จนเนื้อหนังแน่น เหนียว อยุ่ยงคงกระพัน ยิงฟันไม่เข้า ลุงเสือกลับได้รับการยกย่องนับถือในบรรดาศิษย์เป็นอันมาก เสือริมซึ่งเป็นศิษย์สำคัญของลุงกลับนั้น เป็นผู้ที่ได้รับการลงอาคมให้พร้อมทั้งได้มอบลูกไข่(อัณฑะ )คนเป็นเหล็กให้อีกด้วย ตอนที่มอบให้เสือริมยังเป็นตำรวจเกณฑ์ไม่ได้เป็นเสือ ต่อมาภายหลังจึงมีเหตุให้เขากลายเป็นเสือริม

สิบตำรวจตรีริม ถูกผู้ร่วมงานที่ สภ.อ.เมืองกลั่นแกล้ง ใส่ความจนถูกทางผู้บังคับบัญชาเรียกสอบสวน ทำให้สิบตำรวจริมมีความโกรธแค้นผู้ใส่ร้ายและได้ฆ่าผู้นั้นตาย และก็หนีเตลิดเข้าป่าไปกลายเป็นเสือในที่สุด
วันหนึ่งขณะที่ นายเจิม ชำนาญ นอนเฝ้าควายอยู่กลางทุ่งนา ตอนดึกคืนนั้นได้ยินเสียงเรียกว่า ไอ้ไข่ลุกขึ้นเร็วๆ รีบสุมไฟเร็วๆ เมื่อนายเจิมสุมไฟลุกโพลง เสือริมกับเสือกลับขึ้นไปนอนอยู่บนแคร่สูงประมาณ ๑ เมตร ร่างกายมีรอยตะปุ่มตะป่ำเต็มหลังไปหมด นายเจิมถามว่าเป็นอะไร

กลับ คำทอง

เสือริมตอบว่าถูกต้อไช(หมายถึงถูกตัวต่อต่อย) แล้วแกก็เล่าให้ฟังว่า ถูกหักหลัง คือสายเสือให้ไปปล้นคนชื่อ พุ่ม ที่บ้านโคกพลา ตำบลโคกหลอ อ.เมืองตรัง แล้วมันไปแจ้งตำรวจ คนที่เข้าปล้นมีอยุ่ ๕ คนนายพุ่มเจ้าทรัพย์ไม่ยอม จึงเอาดาบฟันลุงเสือกลับ คำทองแต่ไม่เข้า เสือริมจึงเตะล้มลง

เสือกลับ ห้ามเสือริมไว้ว่าอย่าทำ แต่ลูกน้องคนอื่นๆเอาดาบแทงนายพุ่มก็ไม่เข้าเช่นกัน ลูกน้องอีกคนหนึ่งเอาหอกแทงเข้าช่องทวารหนักจนล้มลงขาดใจตาย เมื่อกวาดทรัพย์ไปได้แล้ว ลูกน้อง ๓ คนที่ทำร้ายเจ้าทรัพย์ก็รีบหอบเอาทรัพย์ที่ปล้นได้ไปก่อน ส่วนเสือริมวิ่งตามลุงเสือกลับไปภายหลัง ก็ถูกตำรวจยิงด้วยปืนกลเบาบ้าง ปืนพระราม บ้างสามคนนั้นตายหมดพร้อมกับนอนกอดทรัพย์ที่ปล้นมาได้

ส่วนเสือริมและลุงเสือกลับหนีรอดไปได้ และก็มานอนย่างกระสุนดังกล่าวแล้วข้างต้น ตอนใกล้สว่างทั้งสองเสือจากไปพร้อมกับสั่งว่า ห้ามบอกใครเป็นอันขาด

ปี พ.ศ.๒๔๙๙ ต้นปี นายเจิม ซึ่งทำงานรับราชการในหน่วยงานหนึ่ง สังกัดกระทรวงการคลัง พอขึ้นบนศาลากลางจังหวัดตรัง ตำรวจยามได้บอกว่า เมื่อคืนตำรวจได้ทำการจับกุมเสือกลับได้ และคุมขังอยู่ที่โรงพัก พอตอนเที่ยงวันไปดูที่ห้องขังส.ภ.อ.เมือง เห็นนอนอยู่จริง นายเจิมจึงไปซื้อของที่ตลาดคือ ข้าวมันไก่ ๑ ห่อและกาแฟเย็นขึ้นไปเยี่ยมที่ห้องขัง เมื่อตำรวจตรวจห่ออาหารเรียบร้อยแล้วจึงอนุญาตนำเข้าเยี่ยม แกกำลังหิวพอดี แต่ก็นั่งดูอยู่พักหนึ่งจึงได้กินเสร็จแล้วแกเล่าให้ฟัง ดังนี้

ขุนพันธ์

ศิษย์รักของแกที่ชื่อนายละม่อมหรือปลัดณรงค์ ได้เคยให้แกทำนายวัวชนะว่าวัวสีอะไรชนะ แกเคยบอกให้ชนะมาตลอด ในวันหนึ่งก็นัดแนะกับแกอีกครั้งให้ไปที่บ้านพักของคุณบุญนาค แกขึ้นบันไดบ้าน เมื่อขึ้นสุดขั้นบันไดก็มีคนผลักแกตกบันไดแล้วมีผู้โยนผ้านุ่งผู้หญิงที่ติด เลือดประจำเดือนครอบลงบนหัวแก แกร้องสุดเสียงว่า ทำไมทำกันอย่างนี้ ก็พอดีตำรวจที่คอยทีอยู่แล้ว ยศ ร.ต.ต.(อย่าออกชื่อเลย เพราะเป็นพี่ชายของเพื่อน) เอาไม้ที่รองขั้นบันไดทุบหัวแกแล้ว แกล้มลง เลือดเต็มหัว แกนั่งนิ่งไม่ไหวติง คล้ายกับนั่งทำสมาธิและถูกใส่กุญแจมือแกเล่าพลางน้ำตาไหลซึมเต็มเบ้าตา แกถูกขังอยู่บนโรงพักจนหมดเวลาที่จะคุมขังจึงทางอัยการของผลัดฝากขังต่อที่ เรือนจำ ระหว่างที่อยู่ เรือนจำนั้นก็ได้พบกับเสือริมซึ่งต้องคดีปล้นฆ่าคนจีนซึ่ง เป็นคนของเสี่ยกิ้ม แซ่โค้ว(นายพลกิ้ม )ลุงเสือกลับพยายามที่จะหาโอกาสที่หนีออกจากคุก แต่อาคมต่างๆเสื่อมหมดแล้ว

บังเอิญมีหมอตำแยคนหนึ่งติดคุกในคดีทำแท้งจนคนท้องตาย ลุงเสือแกขอร้องให้ช่วยทำพิธีเกิดใหม่ให้ทีให้แกที ผู้คุมคนหนึ่งสงสารแกเปิดโอกาสให้กระทำพิธีได้ มีการใช้หุ่นทำคลอดตามแบบฉบับพวกนักโทษก็ช่วยกันอุ้มแกอาบน้ำอุ่น และแกก็ท่องอาคมไปตลอด และร้องอุแว้ๆ เหมือนเด็กจริงๆ แล้วก็ช่วยหามแกขึ้นเปลเห่ช้า ซึ่งหมอคลอดเขาร้องเพลงกล่อมเอง

เมื่อ ลุงเสือกลับทำพิธีเกิดใหม่แล้ว ก็ได้ชวนพวกนักโทษเด็ดขาดว่าใครจะออกไปบ้างแกจะพาหนี
แต่ผู้ที่อยู่ในระหว่างสู้คดีแกจะไม่ชวน ปรากฏว่าอยากหนีมี 5คน รวมทั้งแกเอง เสือริมไม่ยอมหนีเพราะแกมีทางสู้คดี ในจำนวน ๕ คนนั้นมีเสือน้ำ เรียบร้อย พร้อมพรรคพวกอีก ๓ คนซึ่งต้องคดีเป็นโจรสลัดถูกพิพากษาโทษเด็ดขาดแล้ว พอได้ฤกษ์ยามดี ลุงเสือกลับจึงทายาที่ประตูชั้นในบริกรรมอาคมเสร็จก็สะเดาะกุญแจคุกทั้งสอง ประตูออกมาโดยไม่มีใครเห็น พอขึ้นถึงควนหลังจวนผู้ว่าฯ ก็เดินเข้าป่าสวนยางพาราแล้วก็ตัวใครตัวมัน ลุงเสือกลับนั้นหนีไปอยู่ บ้าน ต.น้ำผุด และอยู่จน ถึงอายุขัยที่นั่น

ข้อมูล :: นายเจิม ชำนาญ

‘พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช’ ณ พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช

พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช พระประธานในพระอุโบสถ (วิหารหลวง) วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช พระพุทธปฏิมาที่ศักดิ์สิทธิ์ คู่เมืองนครศรีธรรมราช

#พระวิหารหลวง ได้เรียกกันเช่นนี้ก็เพราะถือว่าวิหารนี้เป็นของกลางที่พุทธศาสนิกชนทุกหนทุกแห่งมีสิทธิ์ใช้ร่วมกัน ในสมัยแรกพระสงฆ์ไม่ได้จำพรรษาที่วัดพระมหาธาตุ แต่จำพรรษาที่วัดอื่น ๆ ซึ่งอยู่รอบวัดพระมหาธาตุ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะต้องการให้วัดพระมหาธาตุเป็นของส่วนกลางจริง ๆ

พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช ณ พระวิหารหลวง

ดังนั้นวิหารซึ่งมีมาแต่เดิมและใช้ประกอบพิธีสักการบูชาพระบรมธาตุร่วมกันนี้จึงเรียกกันว่าพระวิหารหลวง ต่อมาได้มีการดัดแปลงพระวิหารหลวงเป็นอุโบสถ แต่ผู้คนก็ยังเรียกพระวิหารหลวงอยู่เช่นเดิม หาได้เรียกพระอุโบสถไม่ พระวิหารหลวงอยู่ทางด้านใต้ของพระบรมธาตุเจดีย์ อยู่ภายนอกเขตของพระระเบียงคด ถือเป็นพระอุโบสถของวัดพระมหาธาตุ เชื่อกันว่าสร้างในสมัยสุโขทัยพร้อมกับพระบรมธาตุ ชาวลังกาเป็นผู้ก่อสร้างและดูแลรักษา

พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช

พระวิหารหลวงเป็นอาคารที่มีความใหญ่โตและงดงามมาก นับเป็นพระอุโบสถที่กว้างขวางที่สุดในปักษ์ใต้การวางเสายึดแบบที่นิยมกันในสมัยอยุธยา คือให้ปลายเสาเอนรวบเข้าหากัน ทำให้ดูสวยงามอ่อนช้อย หน้าบันไดด้านหน้าของพระวิหารหลวงแกะสลักไม้เป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ

เป็นภาพแกะสลักที่มีความวิจิตรงดงามเป็นอย่างยิ่ง ส่วนหน้าบันด้านหลังแกะสลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ เพดานวิหารนั้นเขียนลายไทยปิดทอง มีลายดารกาเป็นแฉกงดงามมาก

พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช ณ พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช

พระพุทธรูปซึ่งเป็นพระประธานในวิหารนี้ชื่อว่า พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราชเป็นปางมารวิชัย ก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทองเป็นพระพุทธรูปที่สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น แย้มพระโอษฐ์พร้อมพระเนตรที่มองลงมาอย่างเมตตาปราณีและสุขสงบยิ่ง

หน้าพระประธานมีพระพุทธรูปสาวกขวาและซ้าย คือ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลาน นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปยืนอีกหลายองค์ หลังคาพระวิหารหลวงมีช่อฟ้าและใบระกาอย่างอุโบสถโดยทั่วไป

พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช ณ พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

พระวิหารหลวงนับเป็นพระวิหารที่งดงามมาก ฝีมือในการสร้างแสดงออกถึงความเจริญทางศิลปะและเชิงช่างเป็นอย่างดี

หากจะหาสิ่งก่อสร้างประเภทโบสถ์หรือวิหารสมัยใหม่มาเทียบกับพระวิหารหลวงในแง่ความประณีตสวยงามและมีศิลปะกันแล้ว คงจะหาที่ไหนมาเทียบได้อีกแล้ว โดยเฉพาะการวางเสาซึ่งอาศัยศิลปะแบบอยุธยาตอนต้นนั้นหาดูได้ยากยิ่ง พระวิหารที่มีความเก่าแก่ควบคู่มากับพระบรมธาตุเจดีย์แห่งนี้จึงเป็นโบราณสถานที่ควรแก่การหวงแหนและบำรุงรักษาเป็นอย่างยิ่ง

พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช ณ พระวิหารหลวง

‘มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ’ งานบุญใหญ่เดือนสามที่เมืองนคร

ครั้งหนึ่งในชีวิต ..มาฆบูชาแห่ผ้าขึ้นธาตุ นานาชาติ เมืองนคร…การบูชาพระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิด ปี 2568 เริ่มวันที่ 6 – 12 กุมภาพันธ์ 2568

– นครซรีธรรมราช “นครแห่งอารยธรรม” เมืองนคร เป็นอาณาจักรโบราณ ที่มีประวัติศาสตร์ความรุ่งเรืองมาอย่างยาวนาน ในฐานะเมืองศูนย์กลางและเมืองท่าสำคัญแห่งแหลมมลายู อีกทั้งเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาก่อน ร่องรอยที่ยังสามารถเห็นได้ชัดเจนก็คือพระธาตุองค์ใหญ่ “พระบรมธาตุเมืองนคร” อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวพุทธจากทั่วทุกสารทิศ

พระบรมธาตุเมืองนคร “พระบรมธาตุเจดีย์” หรือ “พระมหาธาตุเมืองนคร” ประดิษฐานอยู่ที่ “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” ถ.ราชดำเนิน ต.ในเมือง อ.เมือง เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวนครศรีธรรมราช และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญของพุทธศาสนิกชน ซึ่งผู้มาเยือนเมืองนครศรีไม่ควรพลาดการไปกราบสักการะด้วยประการทั้งปวง

พระบรมธาตุเมืองนคร
พระบรมธาตุเมืองนคร ได้รับการเรียกขานว่าเป็น “พระธาตุทองคำ” เนื่องจากปลียอดหุ้มด้วยทองคำเหลืองอร่าม

ตามตำนานเล่าว่า สร้างขึ้นครั้งแรกประมาณ ปี พ.ศ. 854 ด้วยศิลปะแบบศรีวิชัย (มีลักษณะคล้ายพระบรมธาตุไชยา จ.สุราษฎร์ธานี) ภายในบรรจุพระทันตธาตุ (ส่วนฟันของพระพุทธเจ้า)

ต่อมาในปี พ.ศ.1093 พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชได้สร้างเมืองนครศรีธรรมราชขึ้น พร้อมกับสร้างเจดีย์องค์ใหม่ทรงศาญจิครอบพระบรมธาตุองค์เดิม จากนั้น พ.ศ.1770 มีพระภิกษุจากลังกามาบูรณะองค์พระบรมธาตุให้เป็นแบบทรงลังกาหรือทรงโอคว่ำดังที่เห็นในปัจจุบัน มีความสูง 55.78 เมตร องค์ระฆังสูง 9.80 เมตร มีปล้องไฉน 52 ปล้อง

พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช

พระบรมธาตุเมืองนคร ได้รับการเรียกขานว่าเป็น “พระธาตุทองคำ” เนื่องจากปลียอดหุ้มด้วยทองคำเหลืองอร่าม

พระบรมธาตุเมืองนคร ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวนครศรีธรรมราช เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญของภาคใต้ และของพุทธศาสนิกชนทั่วไป ซึ่งไม่เฉพาะแค่ชาวไทยเท่านั้น หากแต่เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวจีน มาเลเซีย สิงคโปร์ ที่นิยมเดินทางมาสักการะบูชากันอย่างต่อเนื่อง

มาฆบูชา แห่ผ้าขึ้นธาตุ

ทุกๆ ปีที่พระบรมธาตุเมืองนครจะมีการจัดงานประเพณีสำคัญนั่นก็คือ งาน “แห่ผ้าขึ้นธาตุ” ขึ้น ปีละ 2 ครั้ง ช่วงวันมาฆบูชา (15 ค่ำ เดือน 3) และช่วงวันวิสาขบูชา (15 ค่ำ เดือน 6) โดยจะมีการนำผ้า “พระบฏ” ผ้าผืนยาว (นิยมใช้สีขาว เหลือง แดง)ไปห่มรอบองค์พระธาตุ พร้อมจัดขบวนแห่แหนกันอย่างยิ่งใหญ่

โดยในวันมาฆบูชา ปี 2568 นี้ ก็จะมีการจัดงาน “มาฆบูชาแห่งผ้าขึ้นธาตุ” และสมโภชองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ประจำปี 2568 ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ซึ่งถือกันว่าเป็นหนึ่งกิจกรรม มหากุศลที่ชาวพุทธพึงได้บำเพ็ญครั้งหนึ่งในชีวิต เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและเป็นการสักการะองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิด

ผ้าพระบฏไปห่มรอบองค์พระธาตุ

 

พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช ณ พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช

เดิมการแห่ผ้าขึ้นธาตุกระทำกันโดยพร้อมเพรียงเป็นขบวนที่เอิกเกริกเพียงขบวนเดียว ต่อมา ประชาชนมาจากหลายทิศหลายทาง แต่ละคนต่างเตรียมผ้ามาเองทำให้การแห่ผ้าขึ้นธาตุไม่พร้อมเพรียงเป็นขบวนเดียวกัน เพราะใครจะแห่ผ้าขึ้นธาตุในเวลาใดก็ได้ตามสะดวกตลอดทั้งวัน เมื่อขบวนแห่มาถึงวัดพระบรมธาตุวรมหาวิหาร ก็แห่ทักษิณาวัตรรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ 3 รอบ แล้วนำผ้าเข้าสู่วิหารม้า ซึ่งมีบันไดขึ้นสู่ลานภายในกำแพงแก้วล้อมฐานพระบรมธาตุเจดีย์ เพื่อนำผ้าขึ้นห่มโอบฐานพระบรมธาตุเจดีย์ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ถือว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิด

สถานปฏิบัติธรรม ‘ ที่พักสงฆ์ถ้ำขนมโค’ อ.ลำทับ จ.กระบี่

“ถ้ำขนมโค “ สถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งใหม่ของจังหวัดกระบี่ มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติตลอดจนผู้มีจิตศรัทธาเดินทางมาปฏิบัติธรรมอย่างไม่ขาดสาย

ที่พักสงฆ์ถ้ำขนมโค

วันที่ 13 ม.ค.63 ผู้สื่อข่าวเข้ารายงานว่า มีสถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งใหม่ในพื้นที่ อ.ลำทับ จ.กระบี่ เป็นที่สงบร่มเย็น อยู่กลางป่าเขาห้อมล้อมด้วยภูเขาหินปูนกลางป่า มีผู้ที่มีจิตรศรัทธาทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางมาปฏิบัติธรรมอย่างไม่ขาดสาย จึงเดินทางเข้าตรวจสอบพบ พระครูสังฆรักษ์ ภูรินัท จิตตธัมโม หรือพระอาจารย์ขวัญ หัวหน้าที่พักสงฆ์ถ้ำขนมโค ได้รับการเปิดเผยถึงความเป็นมาของที่พักสงฆ์ถ้ำขนมโคว่า ที่พักสงฆ์ถ้ำขนมโคตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 ตำบลดินแดง อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ มีพื้นที่ประมาณ 30 ไร่

ที่พักสงฆ์ถ้ำขนมโค

พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาหินปูน ที่สวยงาม สงบ ร่มเย็น เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม สำหรับชื่อถ้ำขนมโคเกิดจากการเข้าไปพบก้อนหินปูนมีลักษณะเท่าลูกขนมโคที่เกิดจากหินที่ย้อยลงมาแล้วกลิ้งไปมาในแอ่งคล้ายกระทะจนเป็นก้อนกลมเหมือนขนมโคจึงได้ตั้งชื่อว่าถ้ำขนมโค สถานที่แห่งนี้มีถ้ำอยู่จำนวน 11 ถ้ำ ถ้ำที่ใหญ่ๆได้แก่ถ้ำขนมโค และถ้ำกระดูก ได้เริ่มเข้ามาพัฒนาพื้นที่แห่งนี้เมื่อปี ปี พ.ศ 2555 รวมระยะเวลาในการพัฒนาสถานที่แห่งนี้ประมาณ 8 ปี ก็ได้รับความสนใจ ความนิยมจากผู้ปฏิบัติธรรมและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้แก่ นักท่องเที่ยวจากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ลาว เวียดนามและยุโรป

พระอาจารย์ขวัญ

สำหรับประวัติความเป็นมาของพระครูสังฆรักษ์ ภูรินัท จิตตธัมโม หรือพระอาจารย์ขวัญ ปัจจุบันอายุ 49 ปี เป็นคนพื้นที่อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ แรงบัลดาลใจที่ได้บวชและได้เดินทางมาพัฒนาถ้ำขนมโคก็เนื่องมาจากพระอาจารย์ได้มีความศรัทธาในหลวงรัชการที่ 9 เป็นอย่างมาก โดยในปี พ.ศ. 2553 ได้ร่วมกิจกรรมการบวช เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่วัดบางโทง หรือวัดพระอาจารย์ชัย และได้รู้สึกถึงความสงบในการนั่งสมาธิ ได้อะไรหลายๆอย่างจึงได้ตั้งปฏิญาณกับตัวเองว่าจะบวชตลอดชีวิต เพราะว่าก่อนหน้านี้ก็ได้เคยทำธุรกิจอยู่ที่กรุงเทพฯมาประมาณ 20 ปี แต่พอได้เริ่มนั่งสมาธิแล้วทำให้เกิดความสงบ หลังจากบวชแล้วจึงได้เดินออกเดินทางมาพบสถานที่แห่งนี้ ซึ่งเมื่อก่อนจะมีความรกมาก

ถ้ำขนมโค

เพราะยังเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ ตอนแรกก็ยังไม่ทราบมาก่อนว่าสถานที่แห่งนี้มีถ้ำ แต่รู้สึกมีความประทับใจ เพราะเป็นสถานที่ที่สงบ ร่มเย็น มีความสวยงาม สดชื่น จึงได้พักอยู่ที่ถ้ำแห่งนี้ระยะหนึ่งและได้แจ้งกับชาวบ้านว่าจะขออยู่ที่นี่ หลังจากนั้นประมาณ 2 เดือน ก็ได้มีชาวบ้านมารวมกันพัฒนาและนิมนต์ ให้มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2555หลังจากนั้นก็ได้มีชาวบ้านได้มาร่วมพัฒนาและหลั่งไหลเข้ามาสถานที่แห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย อาจเป็นเพราะสถานที่แห่งนี้มีความสวยงามด้วย

ที่พักสงฆ์ถ้ำขนมโค

ที่ผ่านมาในการพัฒนาสถานที่แห่งนี้จะเน้นให้มีความกลมกลืนกับธรรมชาติ เพราะส่วนหนึ่งพระอาจารย์ได้เคยศึกษาด้านการออกแบบมาก่อนและก็ได้มีการจัดภูมิทัศน์ที่กลมกลืนกับธรรมชาติ มีการตกแต่งให้เป็นสวนมีต้นไม้ มีน้ำตก มีความเขียวขจี มีความร่มรื่น แต่จะมีการเสริมเครื่องเสียงนิดหน่อยเป็นลักษณะเป็นเสียงตามสายเพื่อสะดวกในการปฏิบัติธรรมจนได้รับความศรัทธาจากผู้มีจิตรศรัทธา ญาติโยม เพิ่มขึ้นเรื่อยๆตลอดจนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ลาวเวียดนามและยุโรป

ที่พักสงฆ์ถ้ำขนมโค

ส่วนใหญ่จะมีอาชีพค้าขายมีการติดต่อผ่านล่าม บางรายมาขอคำแนะนำแล้วไปปฏิบัติต่อที่ประเทศของตนเองจนทำให้การค้าขายดีขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีสมาธิในการคิดมากขึ้น

การปฏิบัติธรรมที่วัดถ้ำขนมโคแห่งนี้จะมีการปฏิบัติธรรมวันละ 3 เวลา ตั้งแต่เช้าเวลาตี 04.30 น จะมีการ ไหว้พระสวดมนต์ปฏิบัติธรรม เวลา 15.00 น. และ 18.00 น ถึง 21.00 น. วันละ 3 ซึ่งถ้าใครสนใจที่จะร่วมปฏิบัติธรรมก็ขอเชิญมาได้จะมีการแยกพื้นที่ในปฏิบัติธรรมระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงโดยมีการแยกฝั่งกันคนละถ้ำ ส่วนการสวดมนต์จะมีการสวดมนต์ทุกๆวันเสาร์ เวลา 18:00 น ถึง 21:00 น

ที่พักสงฆ์ถ้ำขนมโค

ที่ผ่านมามีผู้มาร่วมสวดมนต์กว่า 300 คน สำหรับผู้ที่สนใจที่จะมาบวชเรียนเลยก็ให้เตรียมเอกสารมาให้ครบทางพระอาจารย์ก็จะทำการบวชให้แต่ต้องเตรียมเอกสารมาให้พร้อมได้แก่บัตรประชาชน ใบตรวจโรค ใบไม่ต้องคดี มีที่อยู่ที่ชัดเจนสามารถติดต่อได้ก็สามารถที่จะบวชได้ถ้าใครที่สนใจที่จะบวชแต่ต้องบวชเกิน 32 วันเพื่อจะได้รู้ว่าบวชแล้วได้อะไรบ้าง

ข่าว โกเมธร มากผล

‘หลวงปู่สรวง’ ท่านแนะไว้ใครเจ็บป่วย รักษาไม่หาย สวด ‘คาถาต่ออายุ’ แล้วจะพบว่าปาฎิหาริย์มีจริง

พระคาถาต่ออายุ (ฉบับหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน) เรื่องราวของหลวงปู่สรวงเต็มไปด้วยเรื่องราวหลากฤทธิ์พิสดาร มีอภินิหารต่างเล่าขานกันมาจากปากต่อปากสื่อสิ่งพิมพ์ตีแผ่เรื่องราวของหลวงปู่สรวงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นที่กล่าวขานมาจนทุกวันนี้

หลวงปู่สรวง

“หลวงปู่สรวง” เป็นชาวกัมพูชา ท่านได้เดินทางมาอยู่บริเวณอำเภอขุนหาญและอำเภอขุขันธ์ แถบชายแดนตามเชิงเขาพนมดังรัก (พนมดองเร็ก) ซึ่งเป็นเขตกั้นกลางระหว่างประเทศกัมพูชา ได้พักอาศัยอยู่ตามกระท่อมในไร่นาของชาวบ้านโคก และเวียนไปในที่ต่างๆ นานๆ ก็จะกลับมาให้เห็น ณ ที่เดิมอีก

ในสายตาและความเข้าใจของชาวบ้านในสมัยนั้นมองท่านว่าเป็นผู้มีคุณวิเศษแตกต่างจากบุคคลทั่วไป และเรียกขานท่านว่า “ลูกเอ็อวเบ๊าะ” หรือ “ลูกตาเบ๊าะ” (เป็นภาษาเขมร หมายถึงพระดาบสที่เป็นผู้รักษาศีลอยู่ตามถ้ำตามป่าเขา)

พระคาถาต่ออายุ

พระคาถาต่ออายุ

หลวงปู่สรวง

พระคาถาต่ออายุฉบับดังกล่าว ข้าพเจ้ามิได้เขียนขึ้นมาเอง แต่คัดลอกมาจากหนังสือสวดมนต์ที่หลวงปู่ได้มอบไว้ให้ เมื่อประมาณเดือน กรกฎาคม ๒๕๔๓ ที่บ้านตะเคียนราม

บ้านเลขที่ ๕๒ หมู่ ๑๔ ต. ตะเคียนราม อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ และประกอบกับหลวงปู่ได้ขอที่จะมาอยู่ด้วยที่บ้านหลังนี้ เพื่อให้หายจากอาการป่วยของหลวงปู่ ตัวข้าพเจ้าเองไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคาถาดังกล่าวหมายถึงอะไร หลวงปู่ให้ไว้ทำไม เมื่อวันที่กล่าวเวลาประมาณตีหนึ่งเศษๆ หลวงปู่ก็ได้พูดว่า มาให้หายก็คงไม่หายและก็ได้ออกจากบ้านหลังนี้

รวมระยะเวลาแล้วก็คงจะประมาณ ๑๕ ชั่วโมง ก็มีข่าวว่าหลวงปู่ได้ละสังขาร คงจะเป็นผู้โง่เขลาเบาปัญญาของข้าพเจ้าเองที่ขาดความพิจารณา ที่ไม่มีความคิดและไม่ได้ท่องคาถาดังกล่าว เพื่อถวายหลวงปู่จนกระทั่งวันนี้เมื่อข้าพเจ้าเห็นหนังสือเล่มดังกล่าวแล้ว รู้สึกเวทนาตัวเองเป็นยิ่งนัก

พิมพ์คัดลอกมาจากหนังสือ“หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน” หน้า ๕๗-๕๘