ปาฏิหาริย์ !! พระราชทานเพลิง’หลวงปู่สิงห์’ เกจิดังลุ่มน้ำสงคราม หัวใจไม่ไหม้ไฟ

ปาฏิหาริย์ !! พระราชทานเพลิงร่าง หลวงปู่สิงห์ เกจิดังลุ่มน้ำสงคราม หัวใจไม่ไหม้ไฟ ฮือฮาพบภาพกลางเมรุคล้ายยืนลาลูกศิษย์

เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากศิษยานุศิษย์วัดวิชัย บ้านหนองบาท้าว หมู่ 2 ต.ศรีสงคราม อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ว่า หลังจากพุทธศาสนิกชนและคณะสงฆ์ได้ร่วมกันประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่สิงห์ พรหมโชโต หรือ พระครูสุทธิพรหมโชติ อดีตรองเจ้าคณะตำบลศรีสงคราม อดีตเจ้าอาวาสวัดวิชัย พระเกจิแห่งลุ่มน้ำสงคราม เมื่อกลางดึกวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่ารุ่งเช้าสรีระสังขารทุกส่วนไหม้หมด ยกเว้นหัวใจไม่ไหม้ไฟ สร้างความฮือฮาและความประหลาดใจแก่คณะลูกศิษย์ยิ่งนัก

ด้านพระครูปลัดวันเฉลิม สาสโนภาโส อายุ 27 ปี ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดหลวงปู่สิงห์ กล่าวว่า หลังหลวงปู่สิงห์ได้ละสังขาร เมื่อเวลา 15.35 น. ของวันที่ 22 ก.ค.63 คณะศิษย์ได้ประกอบพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศล 50 วัน และ 100 วัน จนถึงวันพระราชทานเพลิงศพ เมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 29 ธ.ค. โดยมีพระวิสุทธิญาณเมธี(มหาไพบูลย์ กตปุญโญ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ส.ส.นครพนม เขต 1 พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

หลังพระสงฆ์สวดมาติกาบังสุกุลอุทิศถวายแด่พระสุทธิธรรมโชติ หรือ หลวงปู่สิงห์ โดยมีพิธีเผาหลอกเวลา 15.00 น. และมีพิธีเผาจริงเวลา 20.00 น. มีพระราชสิริวัฒน์ รองเจ้าคณะจังหวัดนครพนม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์และอัญเชิญไฟพระราชทานจุดที่สรีระสังขารหลวงปู่ มีคณะสงฆ์จากหลายอำเภอกว่า 70 รูป พร้อมพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีกว่า 1,000 คน

เมื่อการเผาร่างหลวงปู่สิงห์ผ่านไประยะหนึ่ง ลูกศิษย์พบเห็นสิ่งผิดปกติบนเมรุชั่วคราว จึงใช้ฟื้นจำนวนหนึ่งและถ่าน 4 กระสอบ สุมไฟให้ลุกโชนจนถึงเวลา 24.00 น. พบว่าสังขารหลวงปู่สิงห์ไม่ไหม้ไฟ จึงเพิ่มถ่านอีก 4 กระสอบ เชื้อฟืนจำนวนหนึ่งและยางรถยนต์ 2 เส้น สุมอีกรอบ พร้อมเฝ้าสังเกตที่เมรุชั่วคราวเพื่อดูว่าสรีระสังขารจะไหม้หมดหรือไม่

กระทั่งเวลา 04.00 น. ได้มีโยมคนหนึ่งได้วิ่งหน้าตื่นมาพบอาตมา บอกว่ายังเหลือชิ้นส่วนหนึ่งของหลวงปู่ คือ หัวใจ บนตะแกรงที่รองไว้ไม่ไหม้ไฟ มีขนาดใหญ่เท่า 2 กำปั้นมือ จึงเป็นที่ประหลาดใจว่าทำไมชิ้นส่วนหัวใจหลวงปู่สิงห์จึงไม่ไหม้ไฟ ทั้งที่สุมถ่านและเชื้อฟืน 2-3 รอบ จนเวลา 05.00 น. จึงประกอบพิธีเก็บอัฐิ และได้มีแพทย์จาก รพ.ศรีสงคราม เดินทางมาพิสูจน์ยืนยันแล้วว่า เป็นชิ้นส่วนของหัวใจไม่ไหม้ไฟ เป็นที่ประหลาดใจและอัศจรรย์แก่ผู้ที่พบเห็นยิ่งนัก

พระครูปลัดวันเฉลิม เล่าเพิ่มเติมว่า หลวงปู่สิงห์ก่อนท่านจะละสังขารในวัย 97 ปี พรรษา 70 ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ญาคูสุ หรือ พระครูพิทักษ์อุดมพร อดีตเจ้าอาวาสเจ้าคณะตำบลนาเดื่อ และอดีตเจ้าอาวาสวัดวิชัยรูปแรก ซึ่งหลวงปู่ญาคูสุยังเป็นศิษย์สืบสายธรรมพระอาจารย์สีทัตถ์ ญาณสัมปันโน พระเกจิผู้สร้างพระธาตุท่าอุเทน ศิษย์ของสำเร็จลุน บรมครูผู้วิเศษแห่งนครจำปาศักดิ์ ฝั่ง สปป.ลาว

“ย้อนหลังไปเมื่อ 50 ปีที่แล้วในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ญาคูสุ ซึ่งเป็นพระอาจารย์หลวงปู่สิงห์ ญาติโยมและชาวบ้านที่มาร่วมงานในขณะนั้น ต่างก็ตกตะลึงเมื่อพบหัวใจหลวงปู่ญาคูสุก็ไม่ไหม้ไฟเช่นกัน มีเรื่องเล่าลือว่าที่กระหม่อมหลวงปู่สิงห์และหลวงปู่ญาคูสุ สักยันต์อิติปิโส 8 ทิศ ที่กะโหลก เท่าที่เคยพบเห็นมาเนื้อหนังมังสาสรีระ เมื่อถูกไฟสุมจะต้องไหม้ไฟ อาตมาจึงประหลาดใจยิ่งนัก อีกทั้งยังพบว่าหลังมีญาติโยมคนหนึ่งได้ถ่ายภาพขณะเผาร่างหลวงปู่ พบภาพคล้ายหลวงปู่ยืนโบกมือลาลูกศิษย์ สร้างความฮือฮายิ่งนัก”

ขณะที่ พระใบฏีกายงยุทธ อินทรปัญโญ อายุ 24 ปี เลขานุการวัดวิชัย กล่าวว่า หลังมีพิธีเก็บอัฐิสามหาบ เวลา 13.09 น. ได้นำอัฐิหลวงปู่สิงห์ไปลอยอังคารที่บริเวณกลางแม่น้ำโขงตรงรอยพระพุทธบาทเวินปลา วัดพระบาทเวินปลา ต.เวินพระบาท อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม ขากลับมาตรวจดูที่เมรุชั่วคราว แล้วยังพบว่าฟืนยังไม่มอดดับสนิทแต่อย่างใด จึงปรึกษาหารือกับลูกศิษย์เพื่อนำชิ้นส่วนหัวใจที่ไม่ไหม้ไฟบรรจุในโถแก้วปิดทองคำและเก็บไว้ที่กุฎหลวงปู่เพื่อให้พุทธศาสนิกชนมากราบไหว้บูชาเป็นสิริมงคลในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

พระใบฎีกายงยุทธ ยังกล่าวด้วยว่า ขณะหลวงปู่มีชีวิตได้ให้ธรรมะกับลูกศิษย์ว่า “ตายไปไฟกะไหม้เมิ่ด บ่เหลือหยั่ง คันสิเหลือ กะมีแต่บุญ คือเรื่องราวดีๆ ตอนที่เฮามีชีวิต มีลมหายใจในโลกกะเท่านั้น (อ้างอิง) จากสามเณรเฮง สุภรอินทร์ (มหากิตติ) ศิษย์ผู้อุปัฏฐากหลวงปู่สิงห์

「 บทความต้นฉบับ 」
พระราชทานเพลิง’หลวงปู่สิงห์’ ปาฏิหาริย์หัวใจไม่ไหม้ไฟ

สหประชาชาติให้ ”วันวิสาขบูชา” เป็นวันสำคัญของโลก! เป็นผลให้คนยุโรปตื่นพุทธศาสนา!!

วัน “วิสาขบูชา” เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และนิพพาน ในวันตรงกันคือในวันเพ็ญ เดือน ๖ ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งมักจะตรงกับเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายน แต่ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหน ก็เลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ กลางเดือน ๗ หรือราวเดือนมิถุนายน

คำว่า “วิสาขบูชา” มีความหมายว่า การบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖ ย่อมาจากคำว่า “วิสาขปุรณมี” ซึ่งแปลว่าการบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ จึงเป็นวันสำคัญของพุทธศาสนา

แต่เมื่อวันทื่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ที่ประชุมสมัชชาแห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญ ได้พิจารณาระเบียบวาระที่มีชื่อว่า “International recognition of the Day of Visak” กำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก

ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่ผู้แทนของประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาพุทธ คือ บังคลาเทศ จีน ลาว เกาหลีใต้ เวียดนาม ภูฎาน อินโดนีเซีย เนปาล กัมพูชา อินเดีย ปากีสถาน และไทย ได้มีการประชุมพุทธศาสนาระหว่างประเทศ ณ กรุงโคลัมโบ เมืองหลวงของศรีลังกา เมื่อวันที่ ๙-๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ได้มีมติร่วมกันที่จะเสนอให้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติประกาศว่าวันวิสาขบูชาเป็น “วันสำคัญสากล” โดยมอบให้ผู้แทนศรีลังกาเป็นผู้เสนอ โดยมีคณะผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติจำนวน ๑๖ ประเทศ คือ ศรีลังกา บังคลาเทศ ภูฎาน กัมพูชา ลาว มัลดีฟส์ มองโกเลีย พม่า เนปาล ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ สเปน อินเดีย ไทย และยูเครน ให้ร่วมลงนามในการพิจารณา ประธานสมัชชาฯได้เชิญผู้แทนศรีลังกาขึ้นกล่าวนำเสนอ และเชิญผู้แทนไทย สิงคโปร์ บังคลาเทศ ภูฐาน สเปน พม่า เนปาล ปากีสถาน และอินเดีย ขึ้นกล่าวแถลง สรุปความว่า

วันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้มวลมนุษย์มีเมตตาธรรมและขันติธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อให้เกิดสันติสุขในสังคม อันเป็นแนวทางของสหประชาชาติ จึงขอให้ที่ประชุมรับรองข้อมตินี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการรับรองความสำคัญของพุทธศาสนาในองค์การสหประชาชาติ โดยถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติและที่ทำการสมัชชาจะจัดให้มีการระลึกถึงตามความเหมาะสม”

อุปทูตคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ได้ให้เหตุผลในถ้อยแถลงมีใจความตอนหนึ่งว่า

“องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นมหาบุรุษผู้ให้ความเมตตาต่อหมู่มวลมนุษย์ เปิดโอกาสให้ทุกศาสนาสามารถเข้ามาศึกษาพุทธศาสนา เพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ และทรงสั่งสอนทุกคนโดยใช้ปัญญาธิคุณ โดยไม่คิดค่าตอบแทน”

คณะกรรมาธิการขององค์การสหประชาชาติ ได้พิจารณาและมีมติเห็นพ้องต้องกัน จึงให้ประกาศว่าวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของโลก ตามข้อเสนอ

ปัจจุบัน วันวิสาขบูชาถูกกำหนดให้เป็นวันสำคัญทางศาสนาและเป็นวันหยุดราชการในหลายประเทศ เช่น อินเดีย ศรีลังกา สิงคโปร์ ไทย พม่า บังคลาเทศ อินโดเนเซีย มาเลเซีย ส่วน เนปาล เกาหลีใต้ กัมพูชา ภูฐาน ถือเป็นวันสำคัญแต่ยังไม่เป็นวันหยุดราชการ

การยอมรับขององค์การสหประชาชาติให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก เป็นการกระตุ้นให้ประชาชนชาวยุโรปหลายประเทศได้หันมาสนใจศาสนาพุทธกันมากขึ้น นอกจากมีวัดพุทธเกิดขึ้นทั่วไปแล้ว ยังมีสมาคมองค์กรที่เผยแพร่พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นหลายแห่ง ชาวยุโรปหันมายอมรับในหลักธรรมของพุทธศาสนากันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นปรัชญาชีวิตที่สามารถไตร่ตรองด้วยเหตุผลก่อนยอมรับนับถือ ให้อิสระในความคิด ไม่ใช่โองการของพระเจ้าที่ไม่มีทางโต้เถียง ที่สำคัญชาวพุทธเป็นผู้รักสงบไม่ใช้ความรุนแรง จึงขยายวงกว้างจนเป็นที่ยอมรับกันว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่จะเติบโตเร็วที่สุดในสมัยศตวรรษที่ ๒๑ ทั้งในทวีปยุโรป ไม่ว่า อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน ออสเตรีย รัสเซีย ฯลฯ รวมถึงอเมริกา คานาดา และออสเตเลีย

มีนักวิชาการ นักธุรกิจ และดาราดังของโลก หันมานับถิอศาสนาพุทธกันหลายคน ต่างยอมรับว่าเขามีชีวิตดียิ่งขึ้นจากหลักธรรมของพระพุทธศาสนา อย่างเช่น

ริชาร์ด เกียร์ ดาราดังแห่งฮอลลีวูด ซึ่งหันมานับถือศาสนาพุทธกว่า ๓๐ แล้ว และนั่งทำสมาธิทุกวัน กล่าวว่า
“เพื่อที่เราจะได้มีความสุขมากขึ้น คือช่วยทำให้สภาพทางอารมณ์และจิตใจดีขึ้น มันเป็นแนวทางปฏิบัติที่จะพาพวกเราผ่านพ้นความทุกข์ มุ่งหน้าสู่ความสุข แต่เป็นเพราะเราไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร ชีวิตจึงดูวุ่นวายสับสนทุกครั้งไป การอ่านใจตนเอง ก็คือ มองที่ตัวเราเองและเข้าใจจิตวิญญาณ ความเกลียดจะกลายเป็นความรักและนั่นเป็นหนทางที่ผมกำลังปฏิบัติอยู่”

“ผมเคยเลิกนั่งสมาธิ ผมเลิกเป็นชาวพุทธ แล้วชีวิตผมก็แย่ลง”
ไทเกอร์ วูดส์

“ในฐานะเป็นนักศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สมบูรณ์มากที่สุดที่โลกเคยพบเห็นมา ปรัญญาของพระพุทธเจ้า ทฤษฎีวิวัฒนาการและกฎแห่งกรรม (ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว) ยิ่งใหญ่เหนือลัทธิอื่นอย่างไกล”
ศ.คาร์ล กุสตาฟ จุง นักจิตรวิทยาชาวสวิส

“ศาสนาในอนาคต จะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือพระเจ้าที่ไม่มีตัวตน และควรจะละเว้นคำสอนแบบลัทธิธันต์ (คือแบบสำเร็จรูปที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว) และแบบเทววิทยา (คืออ้างเทวดาเป็นหลักใหญ่) ศาสนานั้นเมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนความสำนึกทางศาสนาที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้ ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา”
อัลเบิร์ต ไอนสไตน์

“มีคำคำหนึ่งในพระพุทธศาสนา คือ จิต เป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างยิ่ง จิตที่มองเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง ซึ่งค่อยๆ ทำให้เราตระหนักถึงแก่นแท้ของสิ่งเหล่านั้น”
สตีฟ จอบส์

และสตีฟ จอบส์ ผู้ทำเงินได้อย่างมหาศาลจากการเป็นอัจฉริยะทางคอมพิวเตอร์ของเขา แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อโรคมะเร็ง ได้เจริญมรณานุสติในวาระสุดท้ายของเขาตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า

“ชีวิตของมนุษย์เปรียบเหมือนน้ำค้างบนยอดหญ้า ที่ไม่นานก็ร่วงหล่นหายไป”

น่าสนใจอีกข้อหนึ่งของ ดร.คาโลร่า แอนดูโจ ชาวเม็กซิกัน ที่หันมาถือพุทธและมีชื่อไทยว่า “สติมา” ซึ่งให้ข้อสังเกคเมื่อมาใช้ชีวิตในเมืองไทยว่า

“คนไทยมีบุญที่ได้เกิดอยู่ในเมืองพุทธ เมืองที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมากที่สุด แต่คนไทยไม่มีวาสนาที่จะเข้าถึงหลักธรรมหลักการปฏิบัติที่แท้จริง คนไทยส่วนใหญ่จะติดในพิธีกรรมทางศาสนามากเกินไป จนลืมแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา คนไทยไม่ค่อยเข้าถึงหลักธรรมเท่าไรนัก แต่จะเน้นเรื่องประเพณีและพิธีกรรมมากกว่า แต่ตัวเองเริ่มต้นจากการเรียนรู้คำสอนก่อน ส่วนประเพณีและพิธีกรรมมาเรียนรู้ทีหลัง ถึงไม่ได้เกิดในเมืองพุทธแต่ก็มีวาสนาที่ได้เข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา”

เมืองไทยเรายังมีสิ่งดีที่ให้คนชาติอื่นอิจฉาอีกมาก

「 บทความต้นฉบับ 」
องค์การสหประชาชาติให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก! เป็นผลให้คนยุโรปตื่นพุทธศาสนา!!

สมเด็จเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ทรงสืบสานงานอนุรักษ์ผ้าไทย

สมเด็จเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ทรงสืบสานงานอนุรักษ์ผ้าไทย นับเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม ราชินีนาถ พระบรม ราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาหัตถกรรมพื้นบ้านไทย

นับเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม ราชินีนาถ พระบรม ราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาหัตถกรรมพื้นบ้านไทย ที่สืบทอดงานศิลปะเป็นเอกลักษณ์ของไทย ที่ทรงมีพระราชดำริจะอนุรักษ์ และฟื้นฟูงานศิลปะเหล่านั้นให้ดำรงอยู่ยั่งยืนตลอดไป สมเด็จ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน ราชกัญญา ได้เสด็จไปทอดพระเนตรผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ในงานสืบสานอนุรักษ์ศิลป์ ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติฯ และประธานชมรมแม่บ้านกรมการพัฒนาชุมชน รวมทั้งผู้ที่นำผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด เฝ้าฯรับเสด็จ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏ สกลนคร จ.สกลนคร

โอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า สิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงชุด ฉลองพระองค์ด้วยผ้าไทย ตัดเย็บด้วยผ้าไหมแพรวา ได้ทอดพระเนตรและทรงให้การแนะนำในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อนำไปต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป ทั้งนี้ ดร.วันดี ประธานสภาสตรีแห่งชาติฯเปิดเผยว่า สมเด็จ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาทรงมีความใส่พระทัย และทรงมีความเชี่ยวชาญในเรื่องผ้าและเรื่องศิลปะในการสร้างงานให้มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังทรงเน้นย้ำให้มีการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติจากเปลือกไม้ ใบไม้ ทรงไม่สนับสนุนให้ชาวบ้านใช้สารเคมี เพราะเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยตลอดระยะเวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง ได้ทอดพระเนตรผ้าไทยของจังหวัดต่างๆด้วยความใส่พระทัย.

「 บทความต้นฉบับ 」

สมเด็จเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ทรงสืบสานงานอนุรักษ์ผ้าไทย

แหล่งท่องเที่ยวทรงคุณค่าใต้ผืนทะเลไทย ภารกิจสุดท้ายของเรือหลวง

จากภารกิจสุดท้ายของเรือหลวง สู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวทรงคุณค่าใต้ผืนทะเลไทย

ปัญหาที่เกิดขึ้นใต้ท้องทะเลอาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับใครหลายคน การฟื้นฟูและรักษาระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืนนั้นยิ่งดูเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ดูจะใหญ่เกินกำลังนี้ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง โครงการแหล่งเรียนรู้เรือหลวงไทยใต้ทะเลที่เกิดขึ้นท่ามกลางความร่วมมือจากหลายภาคส่วนนี้สร้างผลลัพธ์ที่นอกจากจะคืนความสมบูรณ์กลับสู่ท้องทะเลอย่างยั่งยืนได้สำเร็จแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ เพิ่มรายได้ให้กับชุมชน และอนุรักษ์ธรรมชาติไปพร้อมกันได้อีกด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2553 เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงเกิน 30.5 องศาเซลเซียสติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ “ปะการังฟอกขาว” (Coral Bleaching) เมื่อ น้ำทะเลร้อน ปะการังตาย ผลกระทบจึงส่งต่อเป็นลูกโซ่แก่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ เพราะแนวปะการังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน และแหล่งหลบภัยของสัตว์ทะเล ซึ่งเกี่ยวพันอย่างยิ่งกับความอุดมสมบูรณ์และระบบนิเวศของธรรมชาติใต้ท้องทะเล มาจนถึงมนุษย์ ซึ่งอาศัยพึ่งพาทะเลทั้งการประมงและการท่องเที่ยว เป็นแหล่งอาหาร แหล่งสร้างอาชีพ และรายได้ของคนจำนวนมาก

หนึ่งในแนวคิดเพื่อช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศที่นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลได้ประชุมร่วมกันที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในปีนั้น คือ “การสร้างแหล่งดำน้ำโดยมนุษย์” (Man-made dive sites) เพราะจากการศึกษาพบว่าหากแนวปะการังบริเวณใดได้รับความนิยมในการดำน้ำมาก ผลกระทบต่อปะการังย่อมสูงตามไปด้วย ขณะที่การปิดจุดดำน้ำหรือประกาศห้ามการท่องเที่ยวตามแนวปะการังก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของคนในท้องถิ่นและธุรกิจท่องเที่ยวด้วย ดังนั้น หากสามารถสร้างแหล่งดำน้ำทดแทนได้ ก็จะช่วยลดผลกระทบต่อแนวปะการังธรรมชาติให้มีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในทะเลไทย ได้เข้ามาร่วมสนับสนุนให้เกิดโครงการแหล่งเรียนรู้เรือหลวงไทยใต้ทะเล โดยการศึกษาและพัฒนาการนำเรือรบหลวงมาจัดทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวใต้ทะเล ที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กองทัพเรือ จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตัวแทนผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่ และภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภารกิจครั้งนี้ ปตท.สผ. ได้รับการสนับสนุนเรือหลวง 2 ลำ จากกองทัพเรือ คือ เรือหลวงปราบ และเรือหลวงสัตกูด

ด้วยเกียรติภูมิและขนาดของเรือเหมาะสมสำหรับการนำมาวางเป็นปะการังเทียมเพื่อเป็นแหล่งดำน้ำสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งหลักเกณฑ์สำคัญของการเลือกพื้นที่วางเรือ คือต้องช่วยลดผลกระทบที่เกิดกับแนวปะการังได้จริง และเป็นแหล่งที่นักดำน้ำสามารถเดินทางมาได้สะดวก และไม่ไกลจากแนวปะการังธรรมชาติ ซึ่งไม่ไกลจากจุดท่องเที่ยวเดิมมากนัก จากการศึกษาทั้งสภาพกระแสน้ำ ความขุ่นของน้ำ ลักษณะของพื้นท้องทะเล และจำนวนชนิดของสัตว์น้ำต่าง ๆ จึงกำหนดตำแหน่งวางเรือที่ เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเกาะง่ามน้อย จังหวัดชุมพร

ที่เกาะเต่า จุดวางเรือคือบริเวณใกล้กองหินขาวซึ่งเป็นจุดดำน้ำสำคัญทางทิศตะวันตกของเกาะ และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์เกาะติดจำนวนมาก เช่น ปะการัง เห็ดทะเล ดอกไม้ทะเล กัลปังหา ปะการังดำ ฟองน้ำ ฯลฯ ส่วนที่ เกาะง่ามน้อย เป็นเกาะสัมปทานนกนางแอ่นมีผาหินปูนสูงชัน เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาจำนวนมหาศาล และเป็นแหล่งดำน้ำตื้นที่มีชื่อเสียงในพื้นที่

หลังจากการวางเรือหลวงทั้ง 2 ลำในปี 2554 แล้ว ได้ทำการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล ซึ่งผลการศึกษายืนยันว่าไม่พบผลกระทบต่อพื้นท้องทะเล สำหรับสัตว์เกาะติดและปลาทะเลยังคงมีสภาพเดิม รวมทั้ง ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสัตว์เกาะติดและประชากรปลา หลังจากผ่านไป 1 ปี พบว่ามีปลาเพิ่มมากกว่า 40 ชนิด และปัจจุบัน พบว่ามีชนิดของปลาเพิ่มขึ้น 60-70 ชนิด โดยเฉพาะบริเวณเรือหลวงปราบ จะพบฉลามวาฬได้อย่างสม่ำเสมอ สำหรับสัตว์เกาะติด มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น ฟองน้ำเคลือบ และปะการังดำซึ่งเป็นสัตว์พันธุ์เด่น (Dominant Species)

นอกจากนี้ ในด้านการศึกษาด้านการใช้ประโยชน์และการจัดการแหล่งดำน้ำเรือหลวง พบว่าการนำเรือหลวงมาวางเป็นแนวปะการังเทียม เพื่อเป็นแหล่งดำน้ำแทนแนวปะการังธรรมชาตินั้น ได้รับผล ตอบรับที่ดีมาก ทุกเช้าบ่ายจะมีเรือหลายลำแวะเวียนมาจอด นำนักท่องเที่ยวมาดำน้ำชื่นชมความงดงามของธรรมชาติใต้ท้องทะเล รวมถึงนักเรียนดำน้ำที่เข้ามาใช้เป็นสนามสอบดำน้ำอีกด้วย

ปัจจุบัน เรือหลวงปราบและเรือหลวงสัตกูด ได้กลายเป็นแหล่งดำน้ำที่คนทั่วโลกรู้จัก ความอุดมสมบูรณ์ของบรรดาสัตว์ทะเลหลากหลายชนิดที่เข้ามาอาศัยบริเวณเรือ ช่วยพัฒนาให้สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้เรือหลวงไทยใต้ทะเล สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ได้ปีละกว่า 59 ล้านบาท และกลายเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล เพื่อแสวงหาแนวทางใหม่ในการอนุรักษ์ทะเลต่อไปในอนาคต นับเป็นความภาคภูมิใจของ ปตท.สผ. ที่ผลลัพธ์โครงการที่ไม่ได้เพียงฟื้นฟูและรักษาทะเลไทยได้ตามความมุ่งหมายเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ชุมชนโดยรอบเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย

「 บทความต้นฉบับ 」

จากภารกิจสุดท้ายของเรือหลวง สู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวทรงคุณค่าใต้ผืนทะเลไทย

สุดปิติ “กรมสมเด็จพระเทพฯ” พระราชทาน ส.ค.ส.ปีใหม่ 2564 แด่พสกนิกร

ในปีฉลู พ.ศ.2564 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานภาพฝีพระหัตถ์รูปวัวหน้าตาสดใสและขวดนมสด พร้อมทรงลงพระนามาภิไธย “สิรินธร” ให้แก่ “ร้านภูฟ้า”

นอกจากพระราชทานภาพฝีพระหัตถ์แล้ว ยังพระราชทานพรปีใหม่ “สวัสดีปีฉลูวัว พ.ศ.2564” ความว่า ….

ปีที่แล้วโรคร้ายหมายชีวิต
มีคนติดทั่วโลกอยู่มากหลาย
คนยังอยู่จนยากลำบากกาย
ที่ทุกข์คลายเพราะความรักสามัคคี
ปีฉลูวัวใจดีเข้ามาหา
มีนมมาให้ดื่มเป็นสุขขี
สุขภาพของเด็กเติบโตดี
ผู้ใหญ่ที่ดื่มนมก็แข็งแรง

สวัสดีปีฉลูวัว พ.ศ.๒๕๖๔

ทึ่ง! ชาวกะเหรี่ยงลำพูนทั้งหมู่บ้านไม่ยอมใช้ไฟฟ้า-ประปา ลั่นขอยึดถือสืบสานวิถีชีวิตโบราณ

ลำพูน – โคตรทึ่ง!ชาวกะเหรี่ยงปกาเกอะญอเมืองลี้ ทั้งหมู่บ้าน 84 หลังคาเรือน ยึดถืออนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิมเหนียวแน่น ปฏิเสธใช้ไฟฟ้าและประปา ทั้งที่เสาส่งอยู่ห่างแค่ 50 เมตร แถมหมู่บ้านโดยรอบใช้กันหมดแล้ว ย้ำขอสืบสานประเพณีโบราณตามบรรพบุรุษไม่เปลี่ยน

รายงานจากจังหวัดลำพูนแจ้งว่าที่หมู่บ้านน้ำบ่อน้อย หมู่ที่ 21 ต.นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน ซึ่งเป็นหมู่บ้านชนเผ่าปกาเกอะญอ ยังคงใช้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมและอนุรักษ์ความเป็นกะเหรี่ยงโบราณเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ทั้งลักษณะของการสร้างบ้านที่ทำจากไม้และไม้ไผ่ หลังคาบ้านมุงจากหญ้าคาและใบตองตึง โดยจะปลูกบ้านอยู่ติดกัน อยู่บริเวณชุมชนบ้านห้วยต้ม ซึ่งอยู่ห่างจากเสาไฟฟ้าไม่ถึง 50 เมตร และชุมชนโดยรอบจะใช้ไฟฟ้าทุกหลังคาเรือนแล้ว เหลือเพียงหมู่บ้านนี้แห่งเดียวเท่านั้นที่ไม่มีการใช้ไฟฟ้า

จากการสอบถามนางสาธิต ประสิทธิ์แสงทอง อายุ 37 ปี ชาวบ้าน เปิดเผยว่า หมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านชนเผ่าปกาเกอะญอ ยังคงใช้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมโดยยังคงอนุรักษ์ความเป็นกะเหรี่ยงโบราณเอาไว้ ตอนนี้ในหมู่บ้านมีบ้านเรือนอยู่เกือบ 84 หลังคาเรือน ส่วนอาหารการกินนั้นเน้นความเป็นมังสวิรัติ งดการบริโภคเนื้อสัตว์ และชาวบ้านยังปฏิเสธการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปา โดยจะใช้น้ำจากบ่อน้ำตื้นและขออยู่แบบวิถีของชนเผ่า ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำไร่ ทำนา และมีอาชีพเสริมคือการทอผ้าพื้นเมืองและผลิตภัณฑ์จักสาน เพื่อขายให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในชุมชน

นอกจากนี้ในหมู่บ้านยังมีน้ำบ่อน้อย เป็นบ่อดินขนาดเล็กกว้างประมาณ4-5 นิ้ว ซึ่งจะมีน้ำเติมเต็มบ่ออยู่ตลอดเวลาไม่เคยแห้งและเป็นเรื่องที่น่าแปลก ขณะที่บ่อน้ำตื้นที่ชาวบ้านใช้อุปโภคบริโภค ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันยังต้องขุดลึกลงไปกว่าสิบเมตรถึงจะเจอน้ำ ทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ทั้งนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่จะยึดมั่นในกฎระเบียบของหมู่บ้าน เนื่องจากอยากจะใช้ชีวิตตามวิถีดั้งเดิมของชนเผ่ากะเหรี่ยงโบราณ และสืบสานพระพุทธศาสนาแบบที่พวกเขาเรียกว่าพุทธบริสุทธิ์สูง ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ และจะอนุรักษ์ให้คงอยู่ต่อไป.

บทความต้นฉบับ

ทึ่ง! ชาวกะเหรี่ยงลำพูนทั้งหมู่บ้านไม่ยอมใช้ไฟฟ้า-ประปา ลั่นขอยึดถือสืบสานวิถีชีวิตโบราณ

คณะพระธุดงค์เพื่อสันติภาพโลก เดินเท้าถึงปัตตานี รวม 5 ศาสนาสานพลังแห่งสันติภาพ

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พระสุธรรม ฐิตธัมโม ประธานคณะพระธุดงค์เพื่อสันติภาพโลก เริ่มเดินนำออกจาก อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ตามเส้นทาง 418 ยะลา-ปัตตานี ตั้งแต่เวลา 05.30 จนมาถึงเขต อ.เมือง ปัตตานี ระยะทาง 35 กิโลเมตร

เมื่อเวลา 11.30 น. พระสุธรรมฐิตธัมโม พร้อมคณะเดินมาถึงจุดตรวจต.ตะลุโบะ ซึ่งเป็นประตูเข้าเมืองปัตตานี โดยมี พล.ต.คมกฤช รัตนฉายา ผบ.ฉก.ปัตตานี คณะจิตอาสา และประชาชนกว่า 100 คน มารอต้อนรับ ซึ่งระหว่างทางประชาชน 2 ข้างทาง ต่างโบกมือให้กำลังใจและเห็นด้วยกับกิจกรรมการเดินด้วยกันนําพาสันติครั้งนี้

เมื่อเดินมาถึงจุดนัดพบที่มัสยิดกลาง จ.ปัตตานี นายรอย๊ะ หวันโซะ โต้ะอิหม่ามมัสยิดกลาง จ.ปัตตานี และคณะกรรมการมัสยิด ให้การต้อนรับ จากนั้นได้ร่วมกระทำพิธีรับมอบธงสันติภาพ โดยพระสุธรรมฐิตธัมโม ได้มอบธงสันติภาพให้กับ นายรอย๊ะ และ พล.ต.คมกฤช

จากนั้นได้มีการจัดเสวนา 3 ศาสนา คือ พุทธ ซิก และอิสลาม ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจถึงเป้าหมายของการเดินในครั้งนี้ว่ามีเป้าหมายร่วมกัน คือ การสร้างการรับรู้ ความรัก ความเข้าใจที่แสดงออกด้วยการเดินทางในระยะยาวกว่า 4 พันกิโลเมตร เพื่อนําพาสู่ความสันติและสันติภาพ

พระสุธรรม กล่าวว่า รู้สึกยินดีมากๆ ที่พี่น้องชาวปัตตานีให้การต้อนรับกันเป็นอย่างดี ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสให้กำลังใจกัน เข้าใจถึงการทำกิจกรรมในครั้งนี้ มองเห็นความสำคัญในการแสดงออก และต่างเห็นด้วย เพราะอยากเห็นสันติสุขเกิดขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะภาคใต้เป็นการสร้างสันติภาพร่วมกัน และที่นี่เราจะพักกันก่อนและจัดเสวนาธรรมเพื่อสันติสุข 4 ศาสนา หลังจากนั้นก็จะเดินทางไป จ.สงขลา และนครศรีธรรมราช มอบธงสันติภาพ และสานเสวนา รวมทั้งจุดเทียนสันติสุขร่วมกัน สำหรับการเดินทางครั้งนี้ มีไข้ ไม่สบายบ้าง ก็รักษาสุขภาพ ทานยา ซึ่งไม่เป็นปัญหา เพราะการเดินครั้งนี้เราใช้จิตเดิน คาดว่าจะถึงกรุงเทพในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้

“คณะธรรมยาตราแห่งสันติภาพ เป็นการสร้างพลังความร่วมมือกัน ระหว่าง 5 ศาสนา คือ พุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ และศาสนาซิกส์ จัดโครงการ เดินด้วยกันนำพาสันติ สืบสาน ปณิธาน ของท่านพุทธทาสภิกขุ มุ่งให้ศาสนิกยึดหลักคำสอนของศาสนา ให้ร่วมสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือกันระหว่างศาสนา และเจริญจิตใจให้ออกจากวัตถุนิยม นำไปสู่การสร้างสันติภาพและส่งสันติสุขให้ทุกคนบนแผ่นดินไทย” พระสุธรรม กล่าว

คณะพระธุดงค์เพื่อสันติภาพโลก เดินเท้าถึงปัตตานี รวม 5 ศาสนาสานพลังแห่งสันติภาพ
ต้นฉบับ

ชายใจดีเข้าช่วยเหลือจับสุนัขหัวติดขวดโหล 2 อาทิตย์ ก่อนส่งต่อผู้ใจบุญพาไปโรงพยาบาล

ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ทุกชีวิตต่างมีค่า เรื่องราวอันน่าประทับของชายรายหนึ่งที่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือสุนัขโชคร้าย หัวติดโหลมานานเกือบ 2 อาทิตย์ จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเขา

เมื่อวันที่ 3 พ.ย ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า Oranuch Nuch Banyam โพสต์รูปภาพพร้อมเผยข้อความที่มีใจความว่า สุนัขตัวนี้หัวติดโหลมาเกือบ 2 อาทิตย์ คุณลุงที่คอยให้ข้าวพยายามไปขอความช่วยเหลือหลาย ๆ ที่แต่ก็ไม่มีใครไปช่วยจับหมาให้ลุงแกเลย

เมื่อวันที่ 3 พ.ย ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า Oranuch Nuch Banyam โพสต์รูปภาพพร้อมเผยข้อความที่มีใจความว่า สุนัขตัวนี้หัวติดโหลมาเกือบ 2 อาทิตย์ คุณลุงที่คอยให้ข้าวพยายามไปขอความช่วยเหลือหลาย ๆ ที่แต่ก็ไม่มีใครไปช่วยจับหมาให้ลุงแกเลย ลุงน่าสงสารพิการแขน 1 ข้าง หูก็ตึงต้องพูดเสียงดัง ๆ ถึงจะได้ยิน เงินเบี้ยเลี้ยงคนพิการที่ได้มา ก็นำไปซื้ออาหารเลี้ยงหมาหมด จนแทบไม่เหลือ

ไปรอจับหมาตั้งแต่บ่าย 4 โมงเย็น จนถึง 5 โมงครึ่ง หมาเดินส่ายหัวมาพร้อมโหล ใช้เวลา 1 ชั่วโมงกว่า ในที่สุดก็ช่วยน้องหมาได้สำเร็จ ส่วนพี่ที่อุ้มหมาในรูปชื่อ “พี่วิท” เดินทางมาจากกรุงเทพฯ มาช่วยยิงยาสลบหมาให้ ทางเจ้าของโพสต์ก็ได้บนขอกับเจ้าที่เจ้าทางบอกว่า ขอให้หมาหัวติดโหลออกมาจะได้ช่วย เพราะไปรอชั่วโมงครึ่งไม่มีวี่แววหมาก็เลยต้องบน

เหตุผลที่ไม่ได้ถ่ายรูปคุณลุงเลเอาไว้ เนื่องจากรีบพาน้องไปหาหมอ เพราะกลัวเป็นอันตราย ทั้งนี้ยังบอกทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “ถ้าตอนตอนกลับไปจะนัดเจอลุงเอาอาหารเม็ดไปให้จะถ่ายรูปคุณลุงมาลงให้นะคะ” ล่าสุดเจ้าของโพสต์ก็ได้มาอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมบอกว่า “มีน้องใจดีช่วยรับเคสให้แล้วจ้า ขอบพระคุณแทนเจ้าตัวนี้ด้วยนะ” ด้านชาวเน็ตก็ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็น กล่าวขอบคุณทั้งคุณลุง พี่ทิม และสาวเจ้าของโพสต์ที่ช่วยชีวิตน้องเอาไว้ พร้อมทั้งนี้ได้กล่าวอวยพรขอให้ผลความดีที่ทำตามติดไปยังภพหน้า หนุนนำชีวิตให้มีความสุขความเจริญ

ต้นฉบับ – Oranuch Nuch Banyam

เปิดแล้วยิ่งใหญ่! งานประจำปี และงานกาชาดจังหวัดสงขลา 6-15 พ.ย.นี้

จ.สงขลา – เปิดแล้วยิ่งใหญ่! งานประจำปี และงานกาชาดจังหวัดสงขลา 6-15 พฤศจิกายน 2563 ณ บริเวณสระบัว ไฮไลต์งาน “เดินแบบ VIP” และการประมูลสินค้าเพื่อกาชาด ภายใต้ยุค New Normal

เมื่อช่วงค่ำวานนี้ (6 พ.ย.) ซึ่งเป็นวันแรกของการจัดงานประจำปี และงานกาชาดจังหวัดสงขลา ที่บริเวณสระบัว แหลมสนอ่อน อ.เมือง จ.สงขลา นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วย นางกัญจนา เกลี้ยงเกลา นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสงขลา คณะรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการและสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดสงขลา ร่วมเปิดงานประจำปี และงานกาชาดจังหวัดสงขลา ประจำปี 2563 โดยมีพันธมิตรภาคีเครือข่าย รวมทั้งประชาชนทั่วไปเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ท่ามกลางมาตรการคุมเข้มโควิด-19 ในยุค New Normal

นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา

นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า “งานประจำปี และงานกาชาดจังหวัดสงขลา ประจำปี 2563” นี้ ต้องเลื่อนมาจากช่วงฤดูร้อน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กำหนดจัดขึ้น 10 วัน 10 คืน ระหว่างวันที่ 6-15 พฤศจิกายน 2563 เพื่อเป็นการส่งเสริมประเพณีท้องถิ่น ประชาสัมพันธ์ผลการปฏิบัติงานของส่วนราชการ ส่งเสริมโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และจัดหารายได้สนับสนุนเหล่ากาชาดจังหวัดสงขลา ในการนำไปช่วยเหลือกิจกรรมอันเป็นสาธารณกุศล และช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากในจังหวัดสงขลาที่ยังรอความช่วยเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนมาก จะเห็นได้ว่าทางคณะกรรมการ และสมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดสงขลา

รวมทั้งส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคม ชมรม มูลนิธิต่างๆ ตลอดจนพันธมิตรทุกภาคส่วน ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดขึ้น ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบงานภายใต้ยุค New Normal ป้องกันโควิด-19 ทั้งการทำซุ้มจุดคัดกรองทางเข้าออกงาน ผู้ประกอบการ และผู้เข้าร่วมงานต้องสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าตลอดเวลา การควบคุมจำนวนผู้ใช้บริการไม่ให้แออัด ลดเวลาในการทำกิจกรรม การจัดจุดล้างมือด้วยสบู่เหลว หรือเจลแอลกอฮอล์บริเวณทางเข้าออกงาน

อย่างไรก็ตาม เนื่องยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์โควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ในปีนี้จึงไม่มีการออกร้านนาวากาชาด แต่จะมีเพียงการจำหน่ายสลากกาชาดใบละ 100 บาท เพื่อลุ้นรับรางวัลใหญ่ ได้แก่ รางวัลที่ 1 รถยนต์มาสด้า CX-3 (1 รางวัล) รางวัลที่ 2 รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า Aerox 155 สปอร์ตออโตเมติก (2 รางวัล) รางวัลที่ 3 รถจักรยานยนต์ Honda Wave 110i (5 รางวัล) รางวัลที่ 4 สร้อยคอทองคำหนัก 2 สลึง (10 รางวัล) รางวัลที่ 5 เลขท้าย 3 ตัว หมุน 1 ครั้ง พัดลมสไลด์ขนาดใบพัดไม่ต่ำกว่า 16 นิ้ว (50 รางวัล)

นอกจากนี้ จะมียังมีการออกบูทให้บริการจากหน่วยงานต่างๆ การเปิดรับบริจาคโลหิต การจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารทะเล เครื่องดื่ม ขนม เสื้อผ้า เครื่องหนัง ของเด็กเล่น ผลิตภัณฑ์สมุนไพร กระเป๋า เครื่องประดับ การร่วมเล่นเกมลุ้นโชค เช่น ปาเป้า ตักไข่มหาสนุก พร้อมพบกับเหล่าศิลปินชื่อดังที่จะมามอบความสุข และความบันเทิงให้แก่ผู้เข้าร่วมงานทุกค่ำคืน วันที่ 6 พฤศจิกายนพบกับ “ต่าย อรทัย” 7 พฤศจิกายน “คอนเสิร์ตหนุ่มศรราม” 8 พฤศจิกายน “หนังตะลุงน้องเดียว” 9 พฤศจิกายน “อาจารย์ไข่ มาลีฮวนน่า” 10 พฤศจิกายน “ซุปเปอร์วาเลนไทน์ เจน นุ่น โบว์ 11 พฤศจิกายน “มโนราห์ไข่เหลี่ยม วิเชียร ศรชัย” 12 พฤศจิกายน “ลายสยาม และเนสกาแฟ” 13 พฤศจิกายน “วงพัทลุง” 14 พฤศจิกายน “วงกลม”

ซึ่งในพิธีเปิดงานวันนี้ มีการเดินแบบวีไอพีจากหน่วยงาน สมาคม ห้างร้าน ตลอดจนมูลนิธิที่ให้การสนับสนุนเหล่ากาชาดจังหวัดสงขลามาอย่างต่อเนื่อง การจุดพลุแสงสีเสียงอย่างยิ่งใหญ่ และยังมีการประมูลสินค้าเพื่อกาชาดอีกด้วย จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมงานได้ในวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว “เราช่วยกาชาด กาชาดช่วยเรา”

ต้นฉบับ

‘สมเด็จพระวันรัต’ นำสวดมนต์ถวายเป็นพระราชกุศล-น้อมรำลึกร.9

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 พ.ย. ที่อาคาร 100 ปี วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

โดยมี เจ้าประคุณ สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย นางสาวณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้แทนนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส รวมถึงพุทธศาสนิกชนจำนวนมากร่วมพิธี

พิธีเจริญพระพุทธมนต์ที่จัดขึ้น เป็นไปตามมติของที่ประชุมมหาเถรสมาคม ที่กำหนดให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการ นับเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ เสริมสร้างความเป็นสิริมงคลปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลใหญ่และเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

โดยกำหนดจัดทุกวันเสาร์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 ถึงวันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563 ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งในส่วนกลางกำหนดจัด ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ส่วนภูมิภาคมอบหมายให้ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดประสานกับเจ้าคณะจังหวัด กำหนดวัดที่เป็นศูนย์กลางของจังหวัดและอำเภอเพื่อจัดพิธีตามสมควร.

ต้นฉบับ

หายากมาก!! บทสวดพระคาถา ‘มหาเศรษฐีโบราณ’ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระคาถา “มหาเศรษฐีโบราณ” นี้เป็นพระคาถาโบราณเป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อานุภาพพลานิสงค์ที่เชื่อกันว่า หากใครท่องก่อนนอนทุกคืน จะเปลี่ยนชีวิตให้ ดีขึ้น ๆ หากตั้งใจจริงย่อมเป็นคนร่ำรวยได้ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระคาถามหาเศรษฐี ( ของพระพุทธเจ้า)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ( สวด 3 จบ ) กราบ

อัตตะทัตถัง ปะรัตเถนะ พะหุนาปิ นะหาปะเย อัตตะทัตถะ มะภิญญายะ สะทัตถะ ปะสุโตสิยา ฯ

พระคาถานี้เป็นพระคาถาโบราณเป็นขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง ผู้ใดหมั่นท่องพระคาถานี้ก่อนนอนทุกคืนอย่าได้ขาด 1,009 คืน ( ประมาณ 2 ปี 9 เดือน 9 วัน ) ติดต่อกันขาด
ไม่ได้ ถ้าลืมท่องคืนใดคืนหนึ่งให้ตั้งต้นนับ 1 ใหม่

อานุภาพพลานิสงค์แห่งพระคาถานี้ โบราณท่านว่าคนยากจนจะกลายเป็นคนชั้นกลาง หากคน
ชั้นกลางอยู่แล้วก็จะกลายเป็นเศรษฐีได้ หากตั้งใจจริงย่อมเป็นคนร่ำรวยได้ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า
วิธีปฏิบัติบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีดังนี้

1 ) บุคคลใดภาวนาพระคาถาครบ 1,009 คืน รับรองว่าชาตินี้ไม่มียากจนอย่างเด็ดขาด

2 ) ให้ท่องพระคาถานี้ จำนวนคาบ หรือ จบ ตามกำลังวัน กล่าวคือ

วันอาทิตย์ท่อง 6 คาบ ( หรือ 6 จบ )

วันจันทร์ท่อง 15 คาบ ( หรือ 15 จบ )

วันอังคารท่อง 8 คาบ ( หรือ 8 จบ )

วันพุธท่อง 12 คาบ ( หรือ 12 จบ ) { แต่ถ้าท่องหลัง 18.00 น. ( 6 โมงเย็น ) ไปแล้ว ท่อง 17 คาบ ( หรือ 17 จบ ) เพราะถือเป็นวันพระราหู }

วันพฤหัสบดีท่อง 19 คาบ ( หรือ 19 จบ )

วันศุกร์ท่อง 21 คาบ ( หรือ 21 จบ )

วันเสาร์ท่อง 10 คาบ ( หรือ 10 จบ )

ต้นฉบับ

สาวโพสต์ภาพประสบการณ์ หนุ่มนัดเดทครั้งแรก พาเดินเขาเข้าป่าทำโซเชียลฮาแตก

สาวเล่าประสบการณ์ หนุ่มนัดเดทครั้งแรก พาเดินเขาเข้าป่า กลับออกมาบอกเลิกทันที

เรียกได้ว่าเป็นเรื่องราวที่ใครต่างเห็นก็พากันฮา เพราะโดยปกติแล้วหนุ่มสาวที่เริ่มจีบกันใหม่ๆ สถานที่เดทมักจะเป็นที่ ที่โรแมนติก และยิ่งเป็นเดทแรกด้วยแล้ว ออกเดทครั้งแรกไม่ว่าเป็นใครก็ต้องอยากให้ออกมาดีสุดๆ เพื่อที่จะสานต่อความสัมพันธ์ให้เกิดการพัฒนาจนกลายมาเป็นคู่รัก แต่ไม่ใช่อย่างสาวรายนี้ที่เจอประสบการณ์เดทแรกแบบ แอดเวนเจอร์

โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Watcharee Fadsiri ได้ออกมาเผยประสบการณ์เดตแรกพร้อมภาพที่เจ้าตัวนั้นข้ามน้ำถอดรองเท้าลุยโคลน ที่น้ำตกเอราวัณ ผ่านเพจ เที่ยวกางเต็นท์ โดยได้ระบุว่า…

“นัดเดท ครั้งแรก …..ดูมันพา กูมา สิตอนนี้ เลิกกะมัน เรียบร้อยแล้วคะ 5555”
ผู้

เจ้าตัวยังได้ระบุอีกว่า ชายหนุ่มหันมาถามเจ้าว่า สนุกไหม เจ้าตัวได้ตอบกลับไปว่าสนุกดีค่ะ แหะๆ

ทั้งนี้หลังจากภาพได้ถูกเผยแพร่ออกไปเหล่าชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก

ต้นฉบับ

มาชมทะเลหมอกที่พังงา เมืองสวยในหุบเขา

พังงา – ย่างเข้าสู่หน้าหนาวต้องมาชมทะเลหมอกยามเช้าที่พังงา เมืองสวยในหุบเขา

เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฝนต้นหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เริ่มลดน้อยลง ทำให้ปริมาณฝนในจังหวัดพังงาลดลงด้วยเช่นกัน เป็นสัญญาณของการเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในทะเลอันดามัน

มาชมทะเลหมอกที่พังงา เมืองสวยในหุบเขา

ขณะที่ในพื้นที่ตัวเมืองพังงา ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ อยู่ท่ามกลางหุบเขารอบด้าน ในช่วงเช้าๆ ของทุกวันจะมีทะเลหมอกพร้อมกับอากาศที่กำลังเย็นสบาย เหมาะสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสงบ ชื่นชอบวิถีชุมชนเชิงวัฒนธรรม ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ไม่ว่ายุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุครัตนโกสินทร์ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวแนวธรรมชาติและการผจญภัย

มาชมทะเลหมอกที่พังงา เมืองสวยในหุบเขา

จังหวัดพังงา เดิมเชื่อกันว่า ชื่อ “เมืองภูงา” ตามชื่อเขางา หรือเขาพังงา หรือกราภูงา หรือ พังกา (ภาษามลายู แปลว่า ป่าน้ำภูงา) ตั้งอยู่ในตัวจังหวัดพังงาปัจจุบัน ในสมัยก่อนเมืองภูงาขึ้นอยู่กับเมืองนครศรีธรรมราช ในสมัยรัชกาลที่ 2 ชื่อของเมืองภูงาได้ปรากฏอยู่ในทำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราช เป็นเมืองขึ้นฝ่ายกรมพระสุรัสวดีฝ่ายซ้าย เมืองภูงานี้อาจจะตั้งชื่อให้คล้องจองกับเมืองภูเก็ต

มาชมทะเลหมอกที่พังงา เมืองสวยในหุบเขา

และเหตุที่เมืองภูงากลายเป็นเมืองพังงานั้น สันนิษฐานกันว่า น่าจะเนื่องมาจากเมืองภูงาเป็นเมืองที่มีแร่อุดมสมบูรณ์ มีชาวต่างชาติมาติดต่อซื้อขายแร่ดีบุกกันมาก และชาวต่างชาติเหล่านี้คงออกเสียงเมืองภูงาเป็นเมืองพังงา เพราะแต่เดิมชาวต่างชาติเขียนชื่อเมืองภูงาว่า Phunga หรือ Punga อ่านว่าภูงา หรือพังงา หรือพังกา ก็ได้

มาชมทะเลหมอกที่พังงา เมืองสวยในหุบเขา

ดูต้นฉบับ

ภาพสุดหดหู่ใจ ภาพเด็กน้อยยืนกอดรูป แหงนมองดูควันไฟที่เผาร่างผู้ที่เลี้ยงตนมาตั้งแต่เล็ก ร่ำลาครั้งสุดท้ายด้วยความอาลัยรัก

สตูล – ภาพเด็กน้อยกำลังยืนกอดภาพถ่ายของแม่และมองดูควันไฟที่เผาร่างของแม่จากเมรุ (เธอเป็นคนเดียวที่เด็กน้อยมีอยู่และเป็นแม่ที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือด แต่เธอคนนี้ก็ได้เลี้ยงดูเด็กน้อยตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งเธอมาเสียชีวิตลง)
ไม่รู้ว่าในใจเด็กน้อยคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่

แต่ที่แน่ๆเป็นหน้าที่ของพวกเราพ่อครูแม่ครูโรงเรียนราชประชานุเคราะห์๔๒ จังหวัดสตูล (ผู้ที่ทำหน้าที่มากกว่าคำว่าครู) ที่ต้องให้การดูแลช่วยเหลือเด็กน้อยคนนี้ที่นับต่อจากนี้ไป ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่และ ไม่มีญาติพี่น้องใดๆทั้งสิ้น ที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด #ให้กำลังใจนะลูก เด็กชายแบ๊งค์

ขอขอบพระคุณญาติธรรมทั้งหลายที่มีจิตศรัทธา จิตเมตตา ช่วยจัดงานศพให้ผ่านเรียบร้อยไปด้วยดี ขอให้บุญกุศลครั้งนี้ส่งผลกลับไปยังท่านและครอบครัวร้อยเท่าพันเท่า

เรื่องราวจาก สุพรรณา แก้วเพิ่มพูน