ทีมนักวิจัยไทย ค้นพบ “จิ้งจกนิ้วยาว” ชนิดใหม่ของโลก อยู่ที่ อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช

ทีมนักวิจัย ม.เกษตรศาสตร์ ค้นพบ “จิ้งจกนิ้วยาว” ชนิดใหม่ของโลก อยู่ที่ อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช

จิ้งจกนิ้วยาว สายพันธุ์ใหม่นี้ ถูกค้นพบโดย ทีมนักวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำทีมโดย ผศ.ดร.อัญชลี เอาผล หัวหน้าโครงการวิจัย พร้อมด้วย ดร.นที อำไพ นักวิจัย และ คณะ ที่เขาหินแกรนิต อ.ลานสกา จ.นครนครศรีธรรมราช

ทีมนักวิจัย ม.เกษตรศาสตร์

จิ้งจกนิ้วยาวลานสกา เป็นจิ้งจกนิ้วยาวชนิดใหม่ของโลก ซึ่งงานวิจัยโครงการนี้ ได้รับการสนับสนุนทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (BDC)

จิ้งจกนิ้วยาว สกุล Cnemaspis จัดอยู่ในวงศ์ Gekkonidae ซึ่งจิ้งจกในสกุลนี้ มีความหลากหลายสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีรายงานการค้นพบชนิดใหม่อย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันมีจำนวนทั้งหมด 17 ชนิดในประเทศไทย

จิ้งจกนิ้วยาว

จิ้งจกนิ้วยาวชนิดใหม่ของโลก ที่รายงานครั้งนี้มีชื่อสามัญและชื่อวิทยาศาสตร์ว่า จิ้งจกนิ้วยาวลานสกา Cnemaspis lineatubercularis Ampai, Wood, Stuart & Aowphol, 2020

ข้อมูลด้านพฤติกรรมศาสตร์ของสัตว์พบว่า จิ้งจกนิ้วยาวลานสกา อาศัยในบริเวณเขาหินแกรนิต โดยมีถิ่นที่อยู่อาศัยย่อย คือ ซอกหินหรือเพิงหินขนาดใหญ่ บริเวณใกล้ลำธารและน้ำตกทั้งวัยอ่อนและตัวเต็มวัย ซึ่งการซ่อนตัวตามซอกหินหรือเพิงหิน ทำให้จิ้งจกนิ้วยาวลานสกาสามารถหลบหนีจากศัตรูผู้ล่าได้ง่าย

จิ้งจกนิ้วยาว

สัตว์ในวงศ์ Gekkonidae นี้ มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ เช่น การควบคุมแมลงที่เป็นเหยื่ออาหาร ดังนั้นการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัย เช่น เขาหินแกรนิตบริเวณลำธารและน้ำตก จะทำให้จิ้งจกนิ้วยาวลานสกาสามารถดำรงชีวิตอยู่รอดได้ในธรรมชาติและเป็นการอนุรักษ์ให้ความหลากหลายของจิ้งจกกลุ่มนี้ในประเทศไทย

จิ้งจกนิ้วยาว

จิ้งจกนิ้วยาว

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก https://doi.org/10.3897/zookeys.932.50602

| อ่านข่าวต้นฉบับ

2 คนร้ายเหิม! บุกชิงสร้อยทองคำ เจ้าของร้านมินิมาร์ท หลบหนีลอยนวล

ตำรวจ สภ.ลานสกา เมืองคอน เร่งไล่ล่า 2 คนร้าย บุกชิงสร้อยทองคำเจ้าของร้านมินิมาร์ท กระชากสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท พร้อมพระเลี่ยมทอง หลบหนีลอยนวล

เว็บไซต์ naewna ได้รายงานว่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2562 ร.ต.อ ศักดิ์รินทร์ แสงเจริญ รอง สว (สอบสวน) สภ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช

ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายชิงสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท พร้อมพระเลี่ยมทอง 1 องค์ เหตุเกิดภายในร้านมินิมาร์ท เลขที่ 29 หมู่ 1 ต.กำโลน อ.ลานสกา จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ พร้อมตำรวจชุดสืบสวน เดินทางไปที่เกิดเหตุ

บุกชิงสร้อยทองคำ

เมื่อถึงที่เกิดเหตุเป็นร้านมินิมาร์ท พบผู้เสียหายทราบชื่อ นางวิภาวัลย์ กำพลรัตน์ อายุ 33 ปี เจ้าของร้าน อยู่ในอาการตกใจกลัวจนมือสั่น ก่อนให้การว่า ระหว่างอยู่ในร้านมีคนร้ายเป็นชาย 2 คน อายุประมาณ 35-40 ปี ขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีแดง ไม่ทราบป้ายทะเบียน มาจอดหน้าร้าน

ซึ่งคนร้ายทั้งสองนุ่งกางเกงยีนส์ขายาว สวมเสื้อแจ็ตแก็ต และสวมหมวกกันน็อคปิดบังใบหน้า จากนั้นคนร้ายที่ซ้อนท้าย ลงจากรถจักรยานยนต์เข้ามาในร้าน ก่อนทำทีซื้อบุหรี่และหมากฝรั่ง

แต่ระหว่างที่ตนกำลังทอนเงินให้คนร้าย ปรากฏว่าจังหวะที่ตนเผลอ คนร้ายได้เดินปรี่เข้าประชิดตัวแล้วพยายามกระชากสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท พร้อมพระเลี่ยมทอง (พระพุทธชินราช) จำนวน 1 องค์ ตนพยายามหลบหนีถอยหลังเข้าในร้าน พร้อมกับตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่คนร้ายไม่ยอมหยุดพยายามกระชากสร้อยคอทองคำ และกระชากตนจนเกือบล้ม

บุกชิงสร้อยทองคำ

สุดท้ายสร้อยคอทองคำขาดติดมือคนร้าย จึงวิ่งหนีไปขึ้นคร่อมรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายอีกคนสตาร์ทเครื่องรออยู่หน้าร้านขับหลบหนีไปอบย่างรวดเร็ว หลังเกิดเหตุตนตั้งสติได้ จึงแจ้งตำรวจสกัดจับคนร้าย แต่ไร้วี่แวว

บุกชิงสร้อยทองคำ

หลังเกิดเหตุตำรวจชุดสืบสวน สภ.ลานสกา ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในร้าน ตรวจกล้องวงจรปิดเส้นทางที่คนร้ายขับหลบหนี เพื่อดูลักษณะรถจักรยานยนต์และป้ายทะเบียนที่ก่อเหตุ เพื่อเร่งติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี

เบื้องต้นคาดว่าคนร้ายน่าจะดูลาดเลาก่อเหตุ ว่าผู้เสียหายอยู่คนเดียวหรืออาจะมาขับรถจักรยานยนต์ผ่านร้านมินิมาทร์แล้วเห็นผู้เสียหายสวมเสื้อคอกว้างและห้อยสร้อยคอทองคำ จึงลงมือก่อเหตุ

ดูข่าวต้นฉบับ

หนึ่งเดียวในโลก ประเพณีลากพระทางน้ำ ณ วัดพัทธเสมา นครศรีธรรมราช

” Unseen ลานสกา ” ประเพณี ลากพระ ชักพระ เรือพระ แบบดั้งเดิม ณ วัดพัทธเสมา ตำบลท่าดี อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช

พระลาก วัดพัทธเสมา

วัดพัทธเสมา ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลท่าดี อำเภอลานสกา พระลากวัดเสมา เป็นพระพุทธรูปปางยืนอุ้มบาตร เนื้อทอง มีชื่อว่า พระอิศระชัย สร้างขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา ทั้งหมดมีอยู่ด้วยกัน 7 องค์ ซึ่งแยกอยู่ตามหัวเมืองต่างๆ แต่ไม่รู้ที่มาแน่ชัด

พระลาก วัดพัทธเสมา

ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ภายในวัดพัทธเสมา ซึ่งชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช และ จังหวัดใกล้เคียง ต่างทราบกันว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีความเก่าแก่ และศักดิ์สิทธิ์ ใครบนบานขอสิ่งใด มักประสงค์ดังใจหวัง โดยตำนานเล่าว่า

พระลาก วัดพัทธเสมา

เมื่อครั้งที่หล่อองค์พระ เกิดมืดฟ้ามัวดิน ฝูงชนชาวบ้านในพิธีเห็นเหตุการณ์ต่างก็วิ่งหนีกลับบ้าน เมื่อแสงสว่างมาก็พากันมาดู ก็ได้เห็นองค์พระหล่อเสร็จแล้ว และมีความสวยงามมาก

จึงพากันเชื่อว่าเทวดาได้ลงทำการหล่อจนเสร็จ และปาฏิหาริย์ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อได้กลับคืนมา ด้วยความศรัทธาชาวบ้านในพื้นที่จะมีการจัดพิธีสมโภชพระลากเป็นพระเพณีทุก ปี คือ เดือนหก และเดือนสิบเอ็ด โดยการสรงน้ำพระ และจัดประเพณีชักพระทางบก และทางน้ำ

พระลาก วัดพัทธเสมา

วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกปี ชาวชุมชนริมลำน้ำท่าดี จะมารวมตัวกันที่วัดและอัญเชิญพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรชื่อว่า พระอิศระชัย เนื้อทองสัมฤทธิ์เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ลักษณะพุทธศิลปสมัยอยุธยา อายุหลายร้อยปี

พระลาก วัดพัทธเสมา

ขึ้นประดิษฐานบนเรือพนมพระที่ถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงาม จากนั้นจะมีการลากเรือพนมพระลงไปในลำคลองและช่วยกันลากพระในลำคลองตามประเพณีแต่โบราณมาอย่างสนุกสนาน

พระครูสุนทร วัดดินดอน ลานสกา นครศรีธรรมราช

ประวัติพระครูสุนทรดิตถคณี (นาค โชติพโล) วัดดินดอน ตั้งอยู่ในเขตตำบลท่าดี อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช

พระครูสุนทร วัดดินดอน
ภาพจาก – วัดหน้าพระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช

พระครูสุนทร เดิมท่านมีชื่อว่านาค เกิดเมื่อวันเสาร์ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๙ ปีฉลู ตรงกับวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๐ บ้านบางชัน ตำบลกำแพงเซา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช บิดาชื่อนายศรี มารดาชื่อนางพุ่ง

ปู่ของท่านมีศักดิ์เป็นหมื่น ชื่อหมื่นเดช เป็นผู้มีฝีมือทางช่าง และการก่อสร้าง ตลอทั้งการแกะสลักลายไทย จึงได้รับราชการเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ส่วนตาของท่านมีบรรดาศักดิ์เป็นขุน เป็นพราหมณ์ ที่มีความรอบรู้ในฤกษ์พิธีตลอดทั้งพิธีกรรมแต่โบราณ

สมัยที่พระครูสุนทรยังเป็นเด็ก นายศรี ซึ่งเป็นบิดาของท่านได้เดินทางมาซื้อวัวควายแถวบ้านดอน จังหวัดสุราษฏร์ธานี เป็นประจำ ได้เกิดความเลื่อมใสต่อเจ้าอาวาสวัดบางกล้วย จึงศรัทธาขอบวชเป็นพระภิกษุจำพรรษาที่วัดบางกล้วย

ขณะนั้นท่านพระครูสุนทรมีอายุได้เพียง ๕ ขวบ และอาศัยอยู่กับมารดาที่บ้านบางชันกับน้องชายและน้องสาวอีกสองคน พอท่านอายุได้ ๖ ขวบ หมื่นศรีซึ่งเป็นปู่ ก็มาพาท่านไปสอนหนังสือที่บ้านออก วัดดินดอน พอเห็นว่า อ่านออกเขียนได้บ้างแล้ว จึงพาท่านไปถวายตัวเป็นศิษย์วัดสระเรียง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเรียนหนังสือต่อ

พระครูสุนทร วัดดินดอน

ต่อมาเมื่อพระศรี ซึ่งเป็นบิดาของพระครูสุนทรจำพรรษาที่วัดบางกล้วย จังหวัดสุราษฏร์ธานีได้ ๓ พรรษาจึงมาจำพรรษาที่วัดสระเรียง ก็ได้อยู่ปรนนิบัติพระศรีในฐานะลูกศิษย์กับอาจารย์ ส่วนพระศรีมีความซาบซึ้งในรสพระธรรมก็มิได้คิดจะลาสิกขาอีก

จึงได้บวชและศึกษาพระธรรมวินัยต่อไป จนมีความรอบรู้ในพระปริยัติธรรมและพระธรรมวินัยพอสมควร ต่อมาชาวบ้านจึงได้อาราธนามาเป็นเจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งขณะนั้นยังเป็นเพียงวัดเล็ก ๆ

ไม่นานพระศรีก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระสมุห์ศรี ฐานานุกรมของพระครูกาแก้ว วัดสวนหลวงออก พระครูสุนทรก็ได้เรียนหนังสือกับพระสมุห์ศรี ตลอดทั้งอักขระสมัยและวิชาการต่าง ๆ จนมีความรู้พอสมควร พอถึง พ.ศ. ๒๔๓๕

ท่านมีอายุได้ ๑๕ ปี ญาติ ๆ จึงพาไปทำพิธีโกนจุกที่วัดขัน แล้วก็บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดขันแห่งนี้ จากนั้นก็ย้ายไปจำพรรษาที่วัดหน้าพระบรมธาตุอยู่กับพระสมุห์ศรีผู้เป็นบิดา บรรพชาเป็นสามเณรได้หนึ่งพรรษาก็ลาสิกขาออกมา

เมื่อถึง ปี พ.ศ. ๒๔๓๖ พระสมุห์ศรีได้เดินทางเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมต่อที่กรุงเทพ จึงได้พาพระครูสุนทรขึ้นมาด้วย โดยฝากให้พระอาจารย์แผ้ง เป็นผู้ดูแลวัดหน้าพระบรมธาตุแทน

ท่านพระครูสุนทร วัดดินดอน

เมื่อถึงกรุงเทพฯ แล้วพระสมุห์ศรีได้จำพรรษาและเรียนอยู่ที่วัดมหาธาตุ ส่วนพระครูสุนทรตอนนั้นอายุได้ ๑๖ ปีได้ไปสมัครเรียนหนังสือแบบใหม่ที่วัดมกุฏิกษัตยาราม แต่เรียนอยู่ได้เพียงปีเดียวก็ลาพระสมุห์ศรีกลับเมืองนครศรีธรรมราช ฝ่ายพระสมุห์ศรีเรียนอยู่ที่วัดมหาธาตุ อยู่ได้ ๔ ปี ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

จึงเดินทางกลับนครศรีธรรมราช และเป็นเจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุเหมือนเดิม เมื่อพระครูกาแก้ว วัดสวนหลวงออกได้ถึงแก่มรณภาพ พระสมุห์ศรีจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูกาแก้ว ส่วนพระครูสุนทรซึ่งขณะนั้นอายุครบบวช จึงเข้ารับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่จัดสวนหลวงตก ได้นามฉายาว่า โชติพโล

อุปสมบทแล้วท่านก็มาจำพรรษาที่วัดหน้าพระบรมธาตุกับพระครูกาแก้ว (ศรี) ผู้เป็นโยมบิดา ศึกษาพระธรรมวินัยกับหัดเทศน์มหาชาติจนชำนาญ และมีชื่อเสียงในเมืองนครฯ พอพรรษาที่สาม จึงเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ

เมื่อมีความรู้พอสมควรแล้วจึงเดินทางกลับนครศรีธรรมราช โดยจำพรรษาที่วัดหน้าพระบรมธาตุ และได้รับการแต่งตั้งเป็นพระปลัด ฐานานุกรมของพระครูกาแก้ว (ศรี)

พระครูสุนทร วัดดินดอน

ต่อมาในปี ๒๔๕๘ พระใบฏีกาหมุ้น วัดหน้าพระลาน ซึ่งเป็นพระฐานานุกรมของพระครูกาแก้ว (ศรี) ได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดหน้าพระบรมธาตุเพื่อช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของพระครูกา แก้ว (ศรี) ซึ่งชราภาพ รุ่งขึ้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๙ พระครูกาแก้ว (ศรี) ก็มรณภาพขณะที่มีอายุ ๗๐ ปี เสร็จจากงานพระราชทานเพลิงศพแล้ว

พระใบฏีกาหมุ้นได้รับแต่งตั้งเป็นพระปลัด ฐานานุกรมของพระญาณเวที (ลือ) วัดพระเดิม พระสงฆ์ในวัดหน้าพระบรมธาตุรวมทั้งพระครูสุนทร จึงได้พร้อมใจกันนิมนต์พระปลัดหมุ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดหน้าพระบรมธาตุ สืบต่อมา

ต่อมาพระปลัดหมุ้นได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูกาแก้ว (ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช นับเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดท่านหนึงของภาคใต้ และเป็น ๑ ใน ๑๐๘ พระเกจิอาจารย์ที่มาร่วมลุกเสกวัตถุมงคลที่วัดราชบพิธ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ด้วย) ระหว่างนั้นพระครูสุนทรยังเป็นพระปลัด

ท่านได้ช่วยพระครูกาแก้ว (หมุ้น) บริหารการปกครองและการศึกษาอยู่วัดหน้าพระบรมธาตุด้วยอีกหลายปี ราวปี พ.ศ. ๒๔๗๒ พระอุปัชฌาย์เกลี้ยง เจ้าอาวาสวัดดินดอน ได้มรณภาพลง ชาวบ้านละแวกวัดได้เดินทางมานิมนต์พระครูสุนทรซึ่งขณะนั้นเป็นพระปลัดนาค ไปปกครองวัดดินดอน

พระครูสุนทรดิตถคณี (นาค โชติพโล) วัดดินดอน

ประวัติ วัดดินดอน ตั้งอยู่ในเขตตำบลท่าดี อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นวัดที่ตั้งขึ้นมาในสมัยรัตนโกสินทร์ราวแผ่นดินรัชกาลที่ ๓ โดยชาวบ้านท่าดีร่วมกันสร้าง เพื่อใช้เป็นสถานที่ ประกอบบุญทางพระศาสนา

เจ้าอาวาสและพระสงฆ์วัดดินดอนส่วนมากจึงเป็นบรรพบุรุษของชาวท่าดี และเป็นเครือญาติกัน ในอดีตมีเจ้าอาวาสวัดดินดอนรูปหนึ่งชื่อปาน เป็นพระสงฆ์ที่เชี่ยวชาญวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคม มีพลังจิตและตบะแก่กล้า มีความศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เลื่องลือกันอย่างมาก

เมื่อสมภารปานมรณภาพแล้ว ชาวบ้านที่ศรัทธา ได้สร้างสถูปเพื่อบรรจุอัฐิไว้เป็นที่สักการะบูชา สำหรับสถูปที่บรรจุอัฐิพระสงฆ์แบบนี้ทางภาคใต้เรียกว่าบัวชาวบ้านต่อมาจึง เรียกสมภารปานว่า พ่อท่านในบัว และนับถือสถูปหรือบัวที่บรรจุอัฐิของท่าน

เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาจนกระทั่งทุกวันนี้ ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อท่านในบัวก็เคยแสดงอภินิหารให้ชาวบ้านได้พบเห็น กันบ่อยๆ ใครมีเรื่องเดือดร้อนหรือทุกข์ยากอะไร ก็จะพากันมากราบไหว้ขอความช่วยเหลือจากพ่อท่านในบัวอยู่เสมอ ๆ

พระครูสุนทร วัดดินดอน

ท่านจึงได้รักษาการอยู่จนถึง พ.ศ. ๒๔๗๕ จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดดินดอน พอปีถัดมา พ.ศ. ๒๔๗๖ ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะหมวด พ.ศ. ๒๔๗๙ ได้เป็นกรรมการศึกษาฝ่ายสงฆ์พอถึงวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่พระครูสุนทรดิตถคณี เมื่อถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์

พระครูสุนทร วัดดินดอน นอกจากจะมีความรู้ทางด้านพระปริยัติธรรมและการบริหารการปกครอง ท่านยังรอบรู้ในวิทยาคมและเชี่ยวชาญวิปัสสนากรรมฐานท่านหนึ่งของเมืองนครศรี ธรรมราชในยุคนั้น ท่านได้จัดสร้างวัตถุมงคลมาตั้งแต่ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

และก็สร้างมาเรื่อย ๆ ตามแต่จะมีโอกาสจนกระทั่งมรณภาพ วัตถุมงคลของท่านมีหลายชนิด เช่น รูปเหมือน พระเครื่องเนื้อดินเผา เครื่องรางของขลัง ตะกรุด ผ้ายันต์ และลูกอมเป็นต้น แต่ที่สร้างชื่อเสียงให้กับท่านมากที่สุดก็คือ……เครื่องรางของขลังเชือกคาดเอวพระครูสุนทร วัดดินดอน

พระครูสุนทรเรียนวิชาสร้างเชือกคาดเอวมาจากพระครูกาแก้ว(ศรี) ผู้เป็นบิดา ส่วนพระครูกาแก้ว (ศรี) นั้นก็เรียนวิชาการสร้างเชือกคาดเอวมาจากเจ้าอาวาสวัดบางกล้วย จังหวัดสุราษฏร์ธานี เชือกคาดเอวของพระครูสุนทร

ลักษณะจะไม่เหมือนเชือกคาดเอวของพระเกจิอาจารย์ ภาคใต้ยุคหลัง ๆ อย่างเชือกคาดเอวของพ่อท่านเขียว วัดหรงบน พ่อท่านแก่น วัดทุ่งหล่อ พ่อท่านสังข์ วัดดอนตรอ และพระเกจิอาจารย์สายใต้ท่านอื่น ๆ ที่เอาผ้ามาลงอักขระแล้วถักหุ้มกับเชือกเป็นเส้นยาว

วัดดินดอน ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช

แต่เชือกคาดเอวของพระครูสุนทร ท่านจัดเอาผ้ามาฉีกเป็นริ้วยาวๆ หลายเส้น แล้วลงอักขระไปตามแนวยาวของริ้วผ้า เวลาถักก็จะขมวดส่วนหัวก่อน จากนั้นก็ถักเป็นเกลียวไปจนตลอดถึงส่วนหางก็ขมวดปมอีกปมหนึ่ง เวลาถักเชือกก็จะบริการรมคาถาไปพร้อม ๆ กันเมื่อขมวดส่นปมของหางเสร็จก็จะให้พร้อมกับภาวนาคาถาจบพอดี

เชือกคาดเอวพระครูสุนทรท่านทำแจกมาตั้งแต่ยังจำพรรษาที่วัดหน้าพระบรมธาตุ เมื่อท่านย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดดินดอนแล้วก็มีชาวบ้านมาขอเชือกคาดเอวกับ ท่านเรื่อย ๆ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ครั้งที่เกิดสงครามอินโดจีน จอมพล ป. พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ทำหนังสือขอพระเครื่องไปยังวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ

เพื่อนำมาแจกทหารที่ไปรบสงครามครั้งนั้นได้มีวัดต่างๆ นำพระเครื่องเก่าๆ ที่บรรจุกรุออกมามอบให้กับรัฐบาลกันหลายวัด ส่วนวัดที่ไม่มีพระเครื่องไทยเก่า ๆ เก็บเอาไว้ ก็จะทำพิธีปลุกเสกพระเครื่องขึ้นมาเพื่อแจกทหารไปรบโดยเฉพาะ

ส่วนพระครูสุนทร ท่านได้ทำเชือกคาดเองขึ้นมาจำนวนหลายเส้น แล้วก็มอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อนำไปมอบให้กับรัฐบาลและส่งให้ทหารที่ไปรบในสงครามต่อไป ซึ่งเชือกคาดเอวของพระครูสุนทรก็มีประสปการณ์ในสงครามครั้งนั้นมาก ปากต่อปากก็เล่าต่อ ๆ กันไป จนทุกวันนี้เชือกคาดเอวของท่านก็ยังเป็นที่เสาะหาของคนเมืองนครกันอย่างยิ่ง และก็หาไม่ได้ง่าย ๆ

– ข้อมูล tumsrivichai.com