พิสูจน์ซากเต่าตนุ หนัก 60 กก. เกยหาดแหลมตะลุมพุก พบเศษเชือกในกระเพาะ

นครศรีธรรมราช – 20 ก.พ.- สัตวแพทย์ผ่าพิสูจน์เบื้องต้นซากเต่าตนุ หนัก 60 กก. ชายทะเลแหลมตะลุมพุก-นครศรีธรรมราช พบเศษเชือกเศษพลาสติกในกระเพาะอาหาร ยังไม่ชี้ชัดทำให้ตาย ต้องตรวจละเอียดอีกครั้งอาจเป็นโรคมาก่อน

เต่าตนุเกยหาดแหลมตะลุมพุก

วันนี้ (20 ก.พ.) เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมเครือข่ายช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก จ.นครศรีธรรมราช ลงพื้นที่ชายหาดหมู่ 2 ต.แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช หลังได้รับแจ้งจากนายศักดิ์อนันต์ พุทธเสน ผู้ใหญ่บ้าน พบซากเต่าทะเลตัวใหญ่อยู่ชายฝั่ง

เต่าตนุเกยหาดแหลมตะลุมพุก

การตรวจสอบพบว่าเป็นเต่าตนุ น้ำหนักประมาณ 60 กิโลกรัม ขนาดกระดองมีความยาว 35 นิ้ว กว้าง 30 นิ้ว เบื้องต้นสัตวแพทย์จากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้ผ่าพิสูจน์ซากเต่าพบว่าในกระเพาะอาหารมีเศษเชือกและพลาสติก สันนิษฐานว่าเต่าอาจตายมาก่อนอยู่ในทะเล ประกอบกับช่วง 2 วันที่ผ่านมา มีคลื่นลมแรงจึงพัดซากเต่าเข้าเกยฝั่ง

เต่าตนุเกยหาดแหลมตะลุมพุก

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยฯ ได้นำซากเต่าไปตรวจพิสูจน์อีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุว่าป่วยเป็นโรคด้วยหรือไม่ หรือเศษเชือกเศษพลาสติกในกระเพาะอาหารเป็นสาเหตุทำให้ตาย สำหรับเต่าตนุเป็นสัตว์ทะเลหายาก และเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุุ้มครองสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ. 2535.

เต่าตนุเกยหาดแหลมตะลุมพุก

© สนับสนุนโดย : สำนักข่าวไทย

ประเพณีลากพระและแข่งขันเรือเพรียว #ปากพนัง ประจำปี 2563 “อารยธรรมแห่งสายน้ำ เอกลักษณ์งามเมืองปากพนัง”

งานประเพณีลากพระและแข่งขันเรือเพรียว ปี ๒๕๖๓ “อารยธรรมแห่งสายน้ำ เอกลักษณ์งามเมืองปากพนัง” ณ ศาลาประชาสันต์ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช วันที่ ๑-๕ ตุลาคม ๒๕๖๓

นายสมศักดิ์ กล้าสุคนธ์ รองนายกเทศมนตรีเมืองปากพนัง เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 1-5 ตุลาคม 2563 นี้ เทศบาลเมืองปากพนังร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ กำหนดจัดงานประเพณีลากพระและแข่งขันเรือเพรียวชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2563 ที่บริเวณศาลาประชาสันต์ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช

งานประเพณีลากพระและแข่งขันเรือเพรียวชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2563 ในระหว่างวันที่ 1-5 ตุลาคม ณ บริเวณศาลาประชาสันต์ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช.

เทศบาลเมืองปากพนัง ยังคงอนุรักษ์และสืบสานประเพณีลากพระทางน้ำเอาไว้เป็นอย่างดี และเนื่องจากในปัจจุบันการคมนาคมทางบกสะดวกมากขึ้น ทำให้วัดต่าง ๆ ทั้งในพื้นที่ อ.ปากพนังและใกล้เคียงกันมาลากพระทางบก แต่ก็ยังคงมีการลากพระทางน้ำแบบดั่งเดิมควบคู่กันไปด้วย อีกทั้งยังจัดให้เป็นงานที่มีความยิ่งใหญ่มากยิ่งขึ้น

ประเพณีลากพระและแข่งขันเรือเพรียว

การจัดงานประเพณีลากพระ หรือ “ชักเรือพร” เมืองปากพนังมีมาตั้งแต่สมัยใดยังไม่แน่ชัด แต่มีหลักฐานว่าในปีพ.ศ.1272 มีประเพณีนี้ปรากฏอยู่ และสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ เป็นงานบุญและงานสนุกสนานของชาวบ้าน โดยถือเอาเทศกาลออกพรรษาเป็นช่วงเวลาจัดงาน

ปัจจุบันรูปแบบของการจัดงานอาจเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามความเหมาะสมแห่งยุคสมัย มีการ “คาดเรือพระ” ซึ่งหมายถึงนำเรือมาเทียบเคียงกันประมาณ 2 ลำ หรือ 3 ลำ โดยยึดโยงเพื่อไม่ให้แยกออกจากกันได้ แล้วสร้างเป็นบุษบก หรือที่เรียกกันว่า “นมพระ” (นม คือ พนม) มีการตกแต่งแข่งขันกัน เพื่อความสวยงาม

อีกทั้งยังมีการอัญเชิญ”พระลาก”ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญประจำวัดแต่ละแห่ง มาประดิษฐานบนบุษบกกลางลำเรือและในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 และในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันแรม 2 ค่ำ เดือน 11 ชาวบ้านจะช่วยกันลากพระทางน้ำไปทางปากแม่น้ำปากพนัง

ซึ่งจะมีเรือแจวและเรือพายของชาวบ้านจำนวนมากพายมาในแม่น้ำปากพนัง เพื่อร่วมกิจกรรม “ซัดหลุด” (คือการขุดเอาโคลนปากอ่าวแม่น้ำปากพนังใส่เรือแล้วปาใส่กัน) อย่างสนุกสนาน

ประเพณีลากพระและแข่งขันเรือเพรียว

จะเป็นคนรู้จักกันหรือไม่รู้จักกันก็ตามแต่จะไม่มีการถือโทษโกรธเคืองกัน นนใกล้เที่ยงพระฉันเพลในเรือพระ และตกบ่ายชาวบ้านก็จะลากจูงเรือพระกลับวัด เมื่อเสร็จสิ้นการจัดกิจกรรมชาวบ้านก็จะช่วยกันแกะหรือรื้อเครื่องประกอบเรือเพื่อเก็บไว้ใช้งานในปีต่อไป

จวบจนถึงปัจจุบันเทศบาลเมืองปากพนัง ยังคงอนุรักษ์และสืบสานประเพณีลากพระทางน้ำเอาไว้เป็นอย่างดี

นับเป็นงานประเพณีบุญช่วงออกพรรษา ที่สำคัญและยิ่งใหญ่ทั้งการ “ลากพระบกและลากพระน้ำ”ที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งในเมืองไทย

ประวัติและอานุภาพ ‘ยันต์เกราะเพชร’ สุดยอดแห่งพุทธานุภาพ จากตำราของพระร่วง

ยันต์เกราะเพชร นี้ หลวงพ่อปานศึกษาจากตำราพระร่วง โดยตัดมาจากส่วนหนึ่งของธงมหาพิชัยสงคราม เป็นศาสตร์ที่มีอำนาจสูงส่งทางด้านการส่งเสริมดวงชะตาบารมี เสริมสิริมงคล รวมไปถึงเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ และโชคลาภ …

หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดนครศรีอยุธยา องค์บูรพาจารย์ของหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง เป็นต้นตำรับการเป่ายันต์เกราะเพชร

หลวงพ่อเมตตาเล่าว่า งานเป่ายันต์แต่ละครั้ง เรือแพแน่นขนัดไปทั้งแม่น้ำ เดินข้ามไปอีกฝั่งได้สบาย ๆ ผู้คนหลั่งไหลกันมามืดฟ้ามัวดิน หุงข้าวพร้อมกันทีละแปดกระทะ ตั้งแต่เช้ายันเย็นยังไม่พอเลี้ยงคนเลย…

ยันต์เกราะเพชรนี้ หลวงพ่อปานศึกษาจากตำราพระร่วง โดยตัดมาจากส่วนหนึ่งของธงมหาพิชัยสงคราม เป็นการนำเอาพุทธคุณบทต้นมาเขียนเป็น ตัวขอม อ่านตามขวางว่า

ยันต์เกราะเพชร

สำหรับยันต์เกราะเพชร คือเป็นคาถา อิติปิ โส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณสัมปันโน สุคโต โลกวิทู อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ สัตถา เทวมนุสสานัง พุทโธ ภควาติ

เรียกกันว่า ห้องพระพุทธคุณ แต่เขียนลงมาอย่างหนังสือเจ๊ก เขียนลง ไม่เขียนตามบรรทัด เขียนลงมา ๗ คำ แล้วก็ไปขึ้นต้นใหม่เรียงกันไป ก็ว่า อิระชาคะตะระสา ติหังจโตโรถินัง นี่เรียกว่า อิติโส ๘ ทิศ อย่างนี้แหละ แล้วก็ชักเป็นยันต์ เรียกสูตรตามเส้นที่เขาชักไป

สำหรับยันต์เกราะเพชรนี่หลวงพ่อปานปลุกได้ดีมาก เพราะว่าเวลาท่านจะเป่าให้ใครนั้น ท่านเขียนยันต์ใส่กระดานดำไว้ แล้วท่านก็ยืนอยู่ข้างหลังให้ทุกคนจุดธูปเทียน แล้วภาวนาว่า “พุทโธ” ถ้าคนไหนมีครรภ์ ผู้หญิงมีครรภ์ก็ให้จุดธูป ๑ ดอกแทนลูกในครรภ์ แล้วท่านก็เป่า เวลาเป่ายันต์เข้าตัวจะมีความรู้สึกหนักที่ศีรษะ หรือว่าคันที่หน้า ยังงี้เรียกว่ายันต์เข้าจับตัวแล้ว ถ้ายันต์เข้าจับตัวทุกคนก็เป็นอันว่าเลิกกัน ท่านเป่าเฉพาะวันเสาร์ห้า คือว่าเป็นเดือนอะไรก็ตาม เป็นขึ้น ๕ ค่ำวันเสาร์ หรือวันเสาร์ตรงกัน ๕ ค่ำ อันนี้ใช้ได้ เรียกว่าท่านทำเป็นปกติ แล้วก็วันเสาร์ ๕ นี่แหละ

เป็นวันยกครูของท่าน ท่านจะยกครูหมอ ครูอะไรก็ตาม ก็ทำกันวันเสาร์ห้า คนเยอะยิ่งกว่ามีงานวัดอีก ศาลาของท่านใหญ่จุคนเป็นพัน แต่เวลาเป่ายันต์เกราะเพชรจริง ๆ ต้องผลัดกัน ๔ – ๕ รุ่น เรียกว่านั่งเต็มศาลาเป่า ๑ คราว ใครเป่าแล้วก็ลงมา คนที่ยังก็ขึ้นไป ยังงี้เปลี่ยนกันถึง ๔ – ๕ รุ่น

คุณสมบัติของยันต์เกราะเพชรก็เป็นการกันการกระทำ การกลั่นแกล้งจากคนอื่นด้วย วิชานี้ดีมาก หากว่าใครขืนทำเข้าคนนั้นก็เคราะห์ร้าย เคราะห์ร้ายเพราะอะไร ของเหล่านั้นจะกลับสะท้อนย้อนเข้าไปหาตัว

หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

คราวหนึ่ง พระผลบวชพรรษาเดียวกับฉัน แกอยู่อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี แกไปรับยันต์เกราะเพชร พอรับแล้วแกก็ออกไปหลังวัด ปรากฏว่าถูกงูเห่ากัดเห็นตัวชัดเพราะเป็นกลางคืนเดือนหงาย

เห็นว่าเป็นงูเห่าแน่ เอาไฟส่องดูก็แผ่แม่เบี้ยหราเป็นงูเห่า แกก็วิ่งเข้ามาหาหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานก็ถามว่า แกรับยันต์เกราะเพชรหรือเปล่า พระผลก็บอกว่ารับขอรับ ท่านบอกว่าถ้ารับไม่รักษา ฉันอยากจะดูคนที่รับยันต์เกราะเพชรมันตายเพราะถูกงูกัดสักคน ถ้าหากว่าแกตายฉันจะดีใจมาก

พิธี"เป่ายันต์เกราะเพชร"...วัดหรงบน อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช.

ท่านผลหน้าซีด ปรากฏว่า ในขณะที่ท่านพูดพิษมันวิ่งขึ้นมาถึงเข่า แล้วก็ถอยไปปวดอยู่ปากแผล เดี๋ยวมันก็ปวดขึ้นมาถึงเข่า แล้วก็ปวดที่ปากแผล ๓ ครั้ง พอวาระที่สามปรากฏว่า อาการปวดหายไปหมดเลย พิษหมดเลย

พระผลดีใจมาก บอกว่าหายปวดแล้วครับ หลวงพ่อปานก็บอกว่านั่นนะซิ ฉันแน่ใจว่ายันต์เกราะเพชรของฉันดี แต่ถ้าแกรับแล้วแกตายเพราะงูกัด ฉันก็จะเห็นว่าแกเป็นคนเลวมาก ไม่มีความเคารพในพระพุทธเจ้า เพราะว่ายันต์เกราะเพชรนี่ฉันอาราธนาบารมี

พระพุทธเจ้าคุ้มครองนะไม่ใช่อื่น ถ้าแกตายแล้วก็เป็นพระด้วย แกรับยันต์เพราะเพชรไปแล้วด้วย ถ้าถูกงูกัดแล้วตายเพราะงูพิษก็น่าจะตายหรอก เพราะว่าคนที่บวชแล้วไม่เคารพในพระพุทธเจ้า ไม่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา เป็นคนเลวก็ควรจะตาย แต่ว่าแกไม่ตาย นี่ก็แสดงว่าแกเป็นคนดีแล้ว ความมั่นคงในพระพุทธเจ้าใช้ได้ นี่ว่ากันถึงยันต์เกราะเพชร

พิธี"เป่ายันต์เกราะเพชร"...วัดหรงบน อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช.

ผู้ที่รับยันต์ไปแล้ว ถ้ารักษาไว้ได้จะมีอานุภาพดังนี้
๑. จะไม่ตายโหงอย่างเด็ดขาด
๒. จะไม่ตายด้วยพิษสัตว์ทุกชนิด
๓. ปลอดภัยจากไสยศาสตร์ทุกชนิด
๔. ไสยศาสตร์ทุกประเภท จะสะท้อนกลับไปเอง

เรียบเรียง’จาก http://board.palungjit.com