เคล็ดความเชื่อในการแก้กรรม เรื่องของความรักและเนื้อคู่

คนเราเมื่อสร้างกรรมร่วมกันมาหนีกันอย่างไรก็คงไม่อาจจะหนีพ้น เมื่อได้ตกร่องปล่องชิ้นกันไปแล้วก็ต้องยอมรับซึ่งกันและกันและพยายามแก้ไขตนเองต่อไป

คนเราเปลี่ยนกรรมเก่าไม่ได้แต่สามารถสร้างกรรมดีใหม่ได้ จากคู่ทุกข์คู่ยาก คู่เพชฌฆาต ก็สามารถกลายเป็นคู่สร้างคู่สมที่มีความสุขได้

สมหวังในความรัก

๑. คิดดี ทำดี กับเขาหรือเธอในทุกๆ เรื่อง

เป็นธรรมดาที่อยู่ด้วยกันก็มีโอกาสที่จะกระทบกระทั่งกันทั้งกาย วาจา ใจ แต่เมื่อต้องอยู่ด้วยกันแล้วอะไรที่เคยไม่ดี ก็ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น อย่างน้อยความรักที่เคยมีหรือยังมีอยู่ก็จะทำให้เรารู้สึกปรารถนาให้คู่ครองของตนเองมีความสุขและสามารถกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีได้ โดยเริ่มที่ตัวของเราเอง

ความดีที่เราได้สร้างเหล่านั้นจะไปละลายพฤติกรรมที่ไม่ดีของเขาให้หมดหรือเบาบางลงในระดับที่เราพอที่จะรับได้ หรืออาจจะหมดพิษไปเลยก็มีมาแล้ว เปรียบความไม่ดีของเขานั้น เป็นยาพิษหนึ่งช้อนถ้าเรากินเข้าไปโดยไม่ผสมอะไร เราตายทันทีแน่นอนแต่ถ้าเราเอากรรมดี คือ น้ำสะอาดหนึ่งตุ่มมาละลายมัน ผลพิษของมันนั้นเบาบางจนแทบทำอะไรเราไม่ได้เลย

หากเขาเคยนอกใจประพฤติตนนอกรีตก็นิ่งเฉย แผ่เมตตาตั้งใจดูแลลูกและครอบครัวให้ดีที่สุด คนดีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ จากที่ไม่เคยเห็นคุณค่าก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงเห็นคุณค่ากัน ทำดีแล้วปล่อยวางที่สุดแล้วความดีก็จะนำพาให้สามารถชนะความเลวได้ อย่างน้อยที่สุดใจก็รู้สึกเป็นสุขได้ด้วยตัวเอง

๒. หมั่นชักชวนเขาหรือเธอให้ทำบุญกุศล ทำทาน รักษาศีล ภาวนา

บุญกุศลนั้นเป็นที่พึ่งได้จริง บางคนต้องอาจจะต้องใช้อุบายบ้าง ก็ไม่น่าจะผิดอะไร เพราะเราทำไปด้วยเจตนาที่ดี และอยากเห็นเขากลับมาเป็นคนดีดั่งเดิม บุญกุศลที่ทำร่วมกันก็จะเป็นบุญใหม่ไปคลายวิบากกรรมที่กำลังได้รับที่ทำให้ชีวิตรักนั้นมีปัญหา ให้คลายตัวลงและเปิดทางให้บุญที่ร่วมกันทำมาส่งผลเร็วขึ้น ซึ่งหมายความว่าจะสุขมากกว่าทุกข์แล้ว

จากนั้นให้หมั่นอธิษฐานขอพลังบุญอันยิ่งใหญ่ช่วยทำให้เขาเดินกลับมาสู่ความดีงาม แรงอธิษฐานเหล่านั้นจะช่วยได้แน่นอน จะเร็วหรือช้าอยู่ที่บุญกุศลที่เราทำนั้นมีอานิสงส์มากน้อยเพียงใด บางคู่ ในตอนแรกยังไม่สามารถพาคู่ครองไปสู่เส้นทางบุญที่ว่าได้ อาจจะเป็นเพราะเขาหรือเธอนั้นมีวิบากกรรมมาบังตา บังใจอยู่หรือกำลังส่งผลอยู่ การต้องเริ่มจากการโมทนาอุทิศบุญที่ตัวเราเป็นคนทำส่งไปให้เขา ระบุชื่อเขาหรือเธอทุกครั้ง ให้เป็นบุญใหม่แม้เจ้าตัวเขาจะไม่ได้ทำเองก็ตาม

ความรัก

หลังจากการทำบุญทุกครั้ง ก็โมทนาอุทิศบุญส่งไปให้ ไม่นานนักบุญที่เขาไม่เคยมีก็จะมีขึ้นมาได้ และยิ่งได้ไปร่วมทำบุญกุศลด้วยกัน บุญของทั้งสองคนก็จะร่วมกันเป็นกองบุญที่ใหญ่ขึ้นๆ และเป็นจริงที่ว่า บุญกุศลเท่านั้นที่จะมีอำนาจทำให้วิบากกรรมต่างๆ ได้เบาบางลงไป จนแทบอาจจะไม่มีผลเลยก็ได้ในชาตินี้

แต่อย่างไรก็ดีเมื่อเคยทำบาปกรรมร่วมกันมาก็คงต้องได้รับเศษเวรเศษกรรมที่ทำมาบ้าง เพราะเป็นกฎที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงไปได้ เมื่อเราได้ทำกรรมดีร่วมกันแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ต้องละเว้นกรรมชั่วด้วย อย่างน้อยการรักษาศีล 5 อย่างเคร่งครัดนั้นจะเป็นกำแพงกั้นไม่ให้ความชั่วและความไม่ดีมาสู่ชีวิตคู่ได้

กรวดน้ำ

๓. ให้อโหสิกรรมต่อกันและกัน

ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาแนะแนวทางไว้ว่า ถ้าเราสามารถทำให้คู่ของเรานั้น กล่าวอโหสิกรรมให้กับเรา และเราให้อโหสิกรรมต่อเขาหรือเธออย่างจริงใจ วิบากกรรมไม่ดีที่เคยทำร่วมกัน ก็จะได้ยกเลิกกันไป ซึ่งจะเป็นผลดีอย่างมากของคนทั้งคู่ เพราะสิ่งที่เราเป็นหนี้แก่กันและกันได้ถูกชดใช้ไปแล้ว

สำหรับเรื่องของการแก้ภายนอกนั้น เป็นเรื่องของทางโลก ส่วนมากจะเดือดร้อนในเรื่องฐานะการเงิน ที่เราทั้งหลายหลงเข้าใจผิดเห็นเป็นสิ่งล้ำค่าสำคัญต่อชีวิต ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่สมมติกันขึ้นมาของชาวโลกเท่านั้น เราต้องมองให้ออกไม่ให้เงินมานำหน้าชีวิตความรักและความเป็นอยู่ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง

ความรัก

หากมีปัญหาด้านการเงินในครอบครัวเราต้องรู้ว่าเหตุจริงๆ นั้นมันมาจากไหน มาจากการใช้ทรัพย์สินเงินทองแบบไม่มีสติ ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า ทำให้เงินที่หามาได้หมดไปอย่างรวดเร็ว เราก็ต้องมีสติเสียก่อน จึงจะหยุดมันได้ อย่าให้ของใช้ที่แพงและไม่จำเป็นมาทำลายชีวิตครอบครัวให้พังพินาศลงไป

ถ้ามาจากการทำมาหากินฝืดเคือง ก็ต้องดูอีกว่าสาเหตุมาจากเรื่องอะไร เราขยันน้อยเกินไปหรือเปล่า เราขยันมากขึ้นอีกนิดได้ไหม เราทำธุรกิจผิดทิศผิดทางหรือไม่ เราซื่อตรงมีจรรยาบรรณในอาชีพของตนหรือไม่ ทำเลที่เราค้าขายมีคู่แข่งมากทำให้เราขายได้น้อยต้องทำอย่างไร ต้องเรียนรู้อย่างไรแล้วค่อยๆ เปลี่ยนแปลงลงมือกระทำตามผู้รู้

แต่งงาน

หากคู่ครองมีเรื่องความไม่สมบูรณ์บกพร่องทางร่างกาย และเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ก่อนอื่นก็ต้องยอมรับสภาพว่าเราเป็นอย่างนี้จริงๆ แต่ความจริงก็มีวิธีการที่จะมีความสุขได้ด้วยการยอมรับความบกพร่องความเจ็บป่วยหรือความพิการนั้นว่าเป็นของธรรมดาที่จะต้องเกิดขึ้นกับทุกคน แม้แต่ตัวเราก็ต้องมีโอกาสเจ็บป่วยทรมาน หรือ มีโอกาสพิการได้ แต่คนที่รักกันจริงก็จะสามารถดูแลและประคับประคองให้มีชีวิตอยู่ร่วมกันได้ไปตลอดรอดฝั่ง

และสุดท้ายหากคิดว่าเราไม่อาจจะอยู่ร่วมกับคู่ครองประเภทที่สร้างกรรมหนักๆ มาด้วยกันจนทนไม่ไหวแล้ว ต้องทะเลาะเบาะแว้งกันรุนแรงตลอดเวลาหาทางแยกกันเดินอยู่เสมอ สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ การให้อภัยซึ่งกันและกัน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องติดกรรมมาผูกเวรกันต่อไป

ความรัก

อย่าใช้วิธีสร้างกรรมชั่วขึ้นมาใหม่ต่อกันอีกคือ การคบชู้ มีกิ๊ก เพราะแม้จะต้องการแยกกันแต่กลับยังสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้เกิดขึ้นซึ่งกันและกันอีก ทำให้ผลแห่งวิบากกรรมยังดำเนินต่อไปไม่จบสิ้น

เคล็ดความเชื่อในการแก้กรรมที่มากความรักต่างๆ ที่นำมาเสนอนี้ เป็นการนำเสนอที่ได้รับความรู้มาจากครูบาอาจารย์และเคยพิสูจน์มาแล้วในหลายข้อที่ได้ผลจริง แต่อย่างไรก็ตามขอให้ท่านใช้สติในการพิจารณาและลองปฏิบัติดูได้ด้วยตนเองก่อน

โดย ธ.ธรรมรักษ์

คู่สร้างคู่สม คู่เวรคู่กรรม คู่ทุกข์คู่ยาก หรือ คู่เบียดเบียน

สามี หรือภรรยา นับเป็นปัจจัยเสริมความสุขและความร่ำรวยของชีวิตมนุษย์ คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตร่ำรวยเงินทองมากมายล้วนมีพื้นฐานของความเป็นครอบครัวที่ดีทั้งสิ้น แม้แต่พระพุทธเจ้ายังทรงมีภรรยาและบุตรที่ประเสริฐคอยตามสนับสนุนเกื้อกูลกันทุกภพทุกชาติ ในที่สุดในชาติสุดท้ายก็ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ความสัมพันธ์ของคู่รักหรือสามีภรรยา ที่อาจจะทุกข์เพราะกรรมที่ทำร่วมกันมา เชื่อว่าคงเคยจะได้ยินแล้วว่า คนเราจะพูดกันว่าเป็นเรื่องของบุพเพสันนิวาส ซึ่งเชื่อว่าหลายคนคงยังไม่ทราบจริงๆ ว่า คำว่าบุพเพสันนิวาสนี้ นั้นหมายถึงอะไรกันแน่

คู่รัก

พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรื่องของ ความรักและบุพเพสันนิวาส ไว้ดังนี้ไว้ว่า

“ปุพฺเพ สันนิวาเสนะ ปัจจะปันนะหิเตนะ วา เอวันตัง ชายะเต เปมัง อุปะลังวะ ยะโถ ทะเก ฯ”

แปลโดยสรุปได้ว่า ความรักนั้น เกิดขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการนี้คือ

๑. ด้วยเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ปางก่อน

๒. ด้วยช่วยเหลือเกื้อกูลกันในปัจจุบัน

คู่รัก

ความเข้าใจของคนทั่วไปนั้น มักจะตีความหมายไปที่การที่คนทั้งคู่เคยได้อยู่ร่วมกันในชาติปางก่อนในฐานะสามีภรรยาเท่านั้น ซึ่งความจริงยังไม่ใช่เสียทั้งหมดความหมายของบุพเพสันนิวาสนี้ซับซ้อนมากกว่านั้นเยอะเพราะยังกินความหมายเข้าไปถึง การที่คนทั้งคู่อาจจะได้อยู่ร่วมอันในฐานะอื่นก็ได้

เช่นคนที่เกิดมาเป็น พี่กับน้อง พ่อกับลูก แม่กับลูก เพื่อนกับเพื่อน ศิษย์กับอาจารย์ บ่าวกับเจ้านาย หรือในบางคู่ถึงขึ้นเคยเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันเลยก็มี ทุกชีวิตล้วนแล้วแต่เป็นเจ้ากรรมนายเวรซึ่งกันและกัน หรือคนที่เคยทำกรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติที่กลายมาเป็น “คู่เวรคู่กรรม” คอยตามล้างตามเช็ดกันในชาตินี้

คำว่า “กรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ” เป็นคำที่หมายถึง คนสองคน หรือมากกว่านั้น เคยทำอะไร ร่วมกันมา อาจจะเป็นทางที่ดีก็ได้ ทางไม่ดีก็ได้ เช่นเคยทำบุญร่วมกันมา เคยทำบาปร่วมกันมา ดังนั้นเรื่องของบุพเพสันนิวาสจึงไม่ใช่และไม่จำเป็นต้องเป็นคู่ครองกันเสมอไป เพราะกรรมร่วมกันนั้นมีทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดี

เมื่อเราเข้าใจและทราบดีแล้ว่า บุพเพสันนิวาสนั้นหมายถึงอะไร จึงอาจจะได้รับคำตอบเล็กๆ ที่คาใจเราได้ส่วนหนึ่ง ในเรื่องของการใช้ชีวิตคู่กันที่เราอาจจะเคยรู้สึกสงสัยตงิดๆ ว่า ทำไมเนื้อคู่ของเราคนนี้นั้นมีหน้าตาคล้ายๆ กับเรา ก็เพราะอาจจะเป็นพี่น้องกันมาก่อนในอดีตชาติ

คู่รัก

ทำไมคู่ครองของเรา ในบางครั้ง บางวันดูเขาช่างเป็นคนดุเข้มงวด เจ้ากี้เจ้าการ บังคับเราในเกือบทุกเรื่อง บอกให้เราต้องทำโน่นทำนี่ ไม่หยุดเหมือนกับเราเป็นลูก ก็เพราะอาจจะเคยเป็นพ่อแม่มาก่อน ความสัมพันธ์นี้เป็นเรื่องของแรงแห่งบุญและกรรมที่ได้กระทำต่อกัน เคยเกื้อกูลกันมาแล้วมาในชาตินี้ต้องมาเกื้อกูลกันต่อถึงจะได้พบกัน

คำว่า เนื้อคู่ ก็คือคนที่จะมาเกิดมาเป็นสามีภรรยากันในชาติปัจจุบันและ ต้องพึงพอใจในกามราคะ ซึ่งกันและกันถึงจะอยู่ร่วมกันได้ อาจจะเป็นชายและหญิงที่เคยอยู่ร่วมกันมาในหลายภพ หลายชาติที่ผ่านมา หรือจะเป็นชายกับชาย เป็นหญิงกับหญิง หรือเป็นกลุ่ม คนที่อยู่ในบุพเพสันนิวาสก็ได้ ซึ่งเป็นไปได้ทั้งเพื่อนกับเพื่อน พ่อแม่ พี่น้อง ศิษย์กับครู นายกับบ่าว ที่มีเป็นลำดับจำนวนมากมายมหาศาลในภพชาติที่ผ่านมา

คนสองคนที่มาเป็นผัวเมียกันได้ในชาตินี้หรือเป็นเนื้อคู่กันนั้น ต้องมีเรื่องของกามราคะเป็น ตัวเหนี่ยวนำเข้ามาหากันและกรรมได้ลิขิตเท่านั้น กลุ่มคนในบุพเพสันนิวาสที่มีหลายประเภทนั้น ถ้าไม่มีกามราคะเป็นตัวเหนี่ยวนำก็จะไม่มีทางได้มาเป็นสามีภรรยากันหรือเนื้อคู่แน่นอน

อย่างไรก็ตามมีหลายคนที่ได้สละความเป็นลำดับเนื้อคู่ แล้วก้าวเข้าสู่โลกแห่งธรรมะ ก็สามารถใช้บุญนั้นหยุดวิบากกรรมที่จะนำมาสู่การเป็นผัวเมียกันได้ ยิ่งในระดับของผู้ปฎิบัติธรรมชั้นสูง คือ ตั้งแต่พระอนาคามีขึ้นไป ท่านเหล่านี้จะเป็นผู้ที่ตัดสิ้นแล้วในกามราคะและไม่ปรารถนามาเกิดอีก ท่านก็สละสิทธิ์ ไม่มีการที่จะมาต่อคิวลำดับจากใครอีกแล้ว พวกเนื้อคู่เก่าก่อนที่เคยผูกเวรผูกกรรมกันมา ก็หมดโอกาสมาเป็นเนื้อคู่กันอีก และต้องไปผูกพันกับคนอื่นต่อไป

คู่ชีวิต

ลักษณะของความเป็นเนื้อคู่

๑. เนื้อคู่ที่เป็นดุจเพชฌฆาต คือได้มาครองคู่กันเพราะเคยสร้างกรรมที่ต้องเบียดเบียนกันมา เมื่อได้แต่งงานกันก็เพราะเล็งถึงผลประโยชน์ที่รออยู่เบื้องหน้า พิธีสมรสเป็นเพียงทางผ่านไปสู่การเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ และทั้งสองพร้อมที่จะแทงข้างหลังกันได้ทุกเมื่อ ไม่มีการพูดถึงเรื่องความรักความเอื้ออาทรที่มีต่อกันให้เสียเวลา

๒.เนื้อคู่ดุจคู่โจร คือเคยสร้างกรรมกันมาเพื่อเบียดเบียนในทรัพย์สิน เมื่อแต่งงานอยู่กินกันแล้ว เมื่อฝ่ายหนึ่งหาทรัพย์สินมาได้ก็ถูกอีกฝ่ายล้างผลาญหมดไม่มีเหลือ เหมือนไฟที่ไม่เคยอิ่มเชื้อ ทะเลที่ไม่เคยอิ่มน้ำ ฝ่ายหนึ่งหาแทบตาย อีกฝ่ายทำให้หมดให้หายได้ในพริบตา อยู่ด้วยกันแล้วเหนื่อยแทบล้มประดาตาย

๓. เนื้อคู่ดุจเจ้านาย คือเคยได้สร้างกรรมเบียดเบียนกันในเรื่องการกดขี่ข่มเหงมาก่อน หลังจากได้แต่งงานกันแล้วอีกฝ่ายกลับแสดงธาตุแท้ที่ไม่พึงประสงค์ออกมา คอยกดขี่ข่มเหงอีกฝ่ายอยู่ตลอดทั้งที่ก่อนหน้าจะครองคู่เคยเสียสละและให้ได้ทุกอย่าง คิดข่มเหงให้อีกฝ่ายได้ต้อยต่ำและคล้อยตามตนเองเสมอ อยู่ด้วยกันเหมือนอยู่กับพัศดีคุมนักโทษ หรือเหมือนอยู่ในกรง ประเภทที่ว่า “วันแต่งงานคือวันสิ้นอิสรภาพ” เสียอย่างนั้น

๔. เนื้อคู่ดุจบิดามารดา คือ เคยได้มีความสัมพันธ์แบบเกื้อกูลกันมาก่อนตั้งแต่อดีตชาติด้วยความเมตตาอารี เมื่อได้ตกล่องปล่องชิ้นกันแล้ว ทั้งคู่ต่างเฝ้ารักดูแลซึ่งกันและกัน เหมือนบิดามารดารักษาบุตร ทำดีก็ช่วยส่งเสริม ทำไม่ดีก็ช่วยห้ามปราม แรกรักเป็นอย่างไร ยาวนานไปก็ยังเป็นอย่างนั้นเสมอต้นเสมอปลาย หน้าหนาวก็ไม่ต้องห่มผ้าให้ หน้าร้อนก็ไม่ต้องนอนแช่น้ำเย็น เพราะอยู่ด้วยกันอบอุ่นใจไร้กังวล

๕. เนื้อคู่ดุจพี่น้อง เนื้อคู่ประเภทนี้คือต่างฝ่าย ต่างให้ความยำเกรงซึ่งกันและกันเหมือนน้องสาวเคารพรักพี่ชาย ต่างคนต่างให้เกียรติ ให้ความนับถือ ยอมรับฟังเสียงของอีกฝ่ายด้วยจิตใจที่อ่อนโยนมีเมตตา ไม่ถือตัวถือตนให้เป็นใหญ่กว่ากัน ไม่ทะนงตน แม้ยามงอนกันก็ทำแต่พองาม ยามที่ร้ายก็พยายามรั้งสติให้ฉุกคิด มีของกินดีๆ ก็พลอยนึกถึง หรือหากต้องพลาดพลั้งล้มครืนอะไรก็คอยประคับประคองซึ่งกันและกัน

๖.เนื้อคู่ดุจเพื่อน คือเมื่อแม้วันเวลาผ่านวันชื่นคืนสุขมา ความเป็นทั้งเพื่อนและคนรักก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ยังรักและให้ความภักดีต่อกันเสมอๆ เคยเป็นเช่นใดก็เป็นเช่นนั้นตลอดไป นอกจากนั้นทั้งคู่ยังมีความคิด การศึกษา กิริยางามรักเดียวใจเดียว ไม่มีการซิกแซกนอกใจให้อีกฝ่ายต้องร้าวรานหัวใจให้เจ็บช้ำ

๗. เนื้อคู่ดุจทาสรับใช้ คู่ประเภทนี้ก็เป็นคู่รับเวรรับกรรมกับคู่แบบเจ้านาย ฉันยอมเธอได้ทุกอย่างเพียงเพราะคำว่า “รัก” คำเดียว ไม่ว่าจะถูกข่มเหงรังแก ถูกใช้เยี่ยงทาสอย่างไรก็ทนได้ทั้งสิ้น ซึ่งก็นับว่าเป็นคู่ที่อาภัพแบบหนึ่งเพราะขาดสติปัญญากำกับปล่อยให้ความหลงครอบงำจิตใจเพียงอย่างเดียว

คู่ที่พอจะยอมรับได้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขก็คือ คู่บิดามารดา คู่เพื่อน และคู่พี่น้อง ทั้งสามแบบนี้ถือว่าเป็นคู่ที่คอยสนับสนุนส่งเสริมกัน เป็นคู่บุญคู่บารมีได้ นอกเหนือจากนั้นก็จะเป็นไปในทางลบก็คือเป็นคู่เบียดเบียน คู่เวรคู่กรรม คู่ทุกข์คู่ยาก ไม่ใช่คู่สร้างคู่สมแบบทั้งสามแบบแรกไม่

โดย ธ.ธรรมรักษ์

การปฏิบัติกรรมฐาน เป็นบุญใหญ่ที่สุด ถึงขั้นพาเข้า “นิพพาน”

เรื่องนี้เกิดที่กรุงเทพฯ มีพยาบาลคนหนึ่งฉีดยานอนหลับให้กับคนไข้ผู้หญิงที่กำลังจะผ่าตัด วันนั้นก็ได้รับใบสั่งให้ฉีดยา พอดูแล้วเห็นว่ายานั้นแรงเป็น ๑๐ เท่า แสดงว่าหมอสั่งผิด

ดูตัวยาแล้วเห็นว่าไม่ใช่ตัวยาเดิม แต่ก็ไม่น่าแรงเป็น ๑๐ เท่า จึงหยิบใบสั่งเดินจะไปถามหมอที่สั่งยา

ฉีดยา

แต่หมอคนนี้เคยด่าแกแรงๆ ทีหนึ่งว่า “เสือก! เป็นพยาบาลมีหน้าที่ฉีดก็ฉีดไป” เมื่อคิดถึงคำพูดที่หมอเคยด่าก็เลยหันหลังกลับ ไม่ไปถามแล้ว คิดว่าเอาเถอะเป็นยังไงก็เรื่องของหมอ ผลปรากฏว่าคนไข้ช็อกตายคาเข็มเลย

เรื่องไม่จบแค่นั้น คืนนั้นพยาบาลคนนี้ขับรถกลับบ้านคนเดียว มองกระจกหลัง เห็นคนไข้ที่ตายไปนั่งอยู่เบาะหลัง ใส่ชุดคนไข้โรงพยาบาล พยาบาลคนนี้ก็บิดกระจกไม่ให้เห็น แล้วขับรถต่อจนถึงบ้าน ผีคนไข้ก็ตามมาจนถึงบ้าน ก็ไปเล่าให้สามีฟัง คืนนั้นก็หวาดกลัวมากเพราะภาพมันหลอนใจ จะเข้าห้องน้ำก็ต้องให้สามีเข้าไปเป็นเพื่อนด้วย จะทำอะไรก็ต้องให้อยู่ใกล้ๆ อยู่ห่างไม่ได้

ผี

ประมาณ ๓ วันต่อมา คนไข้หญิงคนนั้นมาเข้าฝันแล้วพูดว่า “เธอทำให้ฉันต้องพรากจากสามี ทำให้ฉันต้องพรากจากลูกในท้องอายุ ๒ เดือน หนี้เวรนี้ต้องชดใช้” (แต่จริงๆ พยาบาลคนนี้ไม่ทราบมาก่อนว่าคนไข้ท้อง ๒ เดือน) พยาบาลก็เลยตกอยู่ในสภาพที่จิตใจย่ำแย่มาก ภาพคอยตามหลอนถึงกับทำงานไม่ได้ สามีก็พลอยไปทำงานไม่ได้ด้วย ต้องอยู่เป็นเพื่อน

ในที่สุด ไม่รู้จะทำยังไง คิดว่าตายดีกว่า ก็เลยไปเช่าโรงแรมไว้ใกล้วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม จากนั้นก็ไปซื้อยานอนหลับมา ๑๐๐ แคปซูล แล้วไปที่วัดเพื่อกราบลาพระประธานในโบสถ์ ตั้งใจว่ากราบลาพระ แล้วจะกลับโรงแรมไปกินยาตาย เพราะเสียใจมากที่ถูกคนไข้ที่ตายจองเวร

พระสอนกรรมฐาน

พระที่เล่าเรื่องนี้ให้ผู้บรรยายฟังเป็นพระสอนกรรมฐาน วันนั้นท่านก็ไปที่โบสถ์เพื่อจะสวดมนต์ เห็นพยาบาลผู้หญิงคนนี้ร้องไห้อยู่ ก็เข้าไปถาม พอรู้เรื่องก็รู้ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุด ถ้าฆ่าตัวตายไปแล้วก็ต้องลงนรก ๕๐๐ ชาติ

จึงบอกว่า “โยม วิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องคือ โยมต้องไปฝึกกรรมฐาน แล้วอุทิศบุญใช้หนี้เขาไป เพราะกรรมฐานหรือจิตตภาวนานี้ เป็นบุญใหญ่ที่สุดถึงขั้นพาเข้านิพพานได้” ทอดกฐินอย่างมากก็ได้เพียงสวรรค์สมบัติ แต่พุทโธ พุทโธ พาเข้าถึงพรหม ถึงนิพพานได้

พยาบาลได้ฟังก็รีบขอสมัครเข้าปฏิบัติกรรมฐานทันทีที่วัดนั้นเอง แต่บังเอิญว่ารุ่นสุดท้ายของปีนั้นผ่านไปแล้ว ต้องรอปีต่อไป พระท่านจึงแนะนำให้ไปสมัครปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธิกสมาคม

กรรมฐาน

ต่อมาพระรูปนี้ท่านได้ไปสอนกรรมฐานที่ยุวพุทธฯ ในคอร์สที่พยาบาลคนนี้ไปฝึก วันที่ ๖ ของการอบรม พยาบาลคนนี้แต่งชุดขาวเข้ามากราบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ตอนแรกพระท่านก็จำไม่ได้ แต่ต่อมาก็นึกขึ้นได้ว่า เคยพบกันแล้วที่วัดอินทร์ฯ พระท่านทักว่า

“วันนั้นที่วัดอินทรวิหาร อาตมาเห็นโยมร้องไห้ แต่ทำไมวันนี้หน้าตาแจ่มใส หัวเราะได้แล้ว”

พยาบาลตอบว่า “มันต่างกันเจ้าค่ะ ตอนที่หลวงพ่อพบดิฉันที่วัด ตอนนั้นเสียใจที่ฉีดยาแล้วคนไข้ตาย แต่ตอนนี้ดีใจ เพราะเมื่อวานนี้ตอนเย็น ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนร่วมกันอุทิศบุญกุศลให้แก่เจ้ากรรมนายเวรของดิฉันค่ะ ตอนนี้คนไข้คนนั้นได้ไปเกิดเป็นนางฟ้าแล้ว

เมื่อเช้ามืดนี้ได้มาหาดิฉัน แต่งตัวสวยมาบอกว่าขอบใจมากที่เธอช่วยให้ฉันได้ไปเกิดเป็นนางฟ้า มีวิมานสวยงาม กรรมที่เคยจองเวรไว้ ขออโหสิให้ทั้งหมด”

 กรรมฐาน

* การปฏิบัติกรรมฐานเป็นบุญใหญ่ ยิ่งคนหมู่มากร่วมอุทิศ ให้เจ้ากรรมนายเวรของนางพยาบาลคนนี้ จึงมีผลมาก

เปรียบเหมือน มีหนี้ที่ต้องทวงอยู่ ๑ ล้านบาท แต่ลูกหนี้เขาคืนให้ ๕๐ ล้านบาท แบบนี้เป็นใครก็เอา เลิกจองเวรเลย เพราะนี่คือบุญใหญ่ ในระหว่างทาน ศีล และภาวนา อันที่ ๓ นี้ (ภาวนา) เป็นบุญใหญ่ที่สุด

จากหนังสือ บ่อเกิดแห่งบุญ : ดร.สนอง วรอุไร

ชีวิตคือละคร ในละครชีวิต อย่าตัดสินคนที่ฉากเดียว

อย่าไปดูที่ “เรียนสูง” แค่ไหน แต่ให้ดูที่เอาไปใช้ได้รึเปล่า.

อย่าไปดูที่ “เก่ง” แค่ไหน แต่ให้ดูที่แก้ปัญหาได้หรือเปล่า.

อย่าไปดูที่ “อายุมาก” หรืออยู่มานานแค่ไหน แต่ให้ดูที่การทำตัวให้น่าเคารพ หรือรู้จักควบคุมอารมณ์ ได้หรือเปล่า.

ฟังธรรม

อย่าไปดูที่บอกว่า “ถือศีลฟังธรรม” มากแค่ไหน แต่ให้ดูที่ลด ละ เลิกได้หรือเปล่า.

อย่าไปเชื่อที่บอกว่า “ไม่เคยโกง” แต่ให้ดูที่ว่าเมื่อมีโอกาสทำ แล้วยังไม่โกงได้หรือเปล่า.

อย่าไปดูคนที่ต่อหน้าก็ “พูดดี ทำดี” ถูกใจเรา แต่ให้ดูที่ลับหลังเรา เค้าทำด้วยหรือเปล่า.

แต่งงาน

อย่าไปดูที่ “แต่งงานอลังการ” หรือวันนี้ “รักมากแค่ไหน” แต่ให้ดูที่อยู่กันนานได้หรือเปล่า.

อย่าไปดูที่ “รํ่ารวยหรือยิ่งใหญ่” มากแค่ไหน แต่ให้ดูที่แบ่งปันใครบ้างหรือเปล่า..

ในละครชีวิต อย่าตัดสินคนที่ฉากเดียว เพราะว่าคนเราล้มได้ แต่ให้ดูที่ฉากต่อไปว่าสามารถลุกขึ้นมาได้ใหม่ได้หรือเปล่า…

ธรรมทาน

” แชร์แรงบันดาลใจ แบ่งปันเรื่องราวชีวิต “
ไม่ทราบผู้เขียน อ่านแล้วชอบมาก

๙ นิสัยของคนที่มีมีบุญ หรือจิตของผู้มีบุญ ทำอะไรก็มีแต่คนรักคนเมตตา

“พระธรรมวิสุทธิมงคล” หรือที่เราคนไทยเรียกขานว่า “หลวงตามหาบัว” มีสิ่งน่าอัศจรรย์ ปาฏิหาริย์ หลากหลายแง่มุม ที่เล่าขานบอกต่อมากมายอยู่เสมอ

หลวงตามหาบัว ได้เคยฝากโอวาทไว้กับพุทธศาสนิกชน เรื่อง ๙ นิสัยของคนที่มีบุญมาก จนมีบุญสามารถมาสอนตัวเองได้ เพราะ มีกำลังบุญที่มากพอ โดย บุคคลที่มีบุญมาก จะมี ๙ นิสัยดังต่อไปนี้…

หลวงตามหาบัว

๑. ไม่บ่น

เมื่อมีบุญแล้วในระดับหนึ่ง พลังแห่งบุญจะแปรเปลี่ยนเป็นปัญญา ทำให้ยอมรับต่อความเป็นจริงของชีวิต ทำให้รู้เห็น และเข้าใจถึงระดับวาสนาของตนเอง และผู้อื่น

๒. ไม่กลัว

เมื่อมีบุญแล้ว พลังแห่งบุญจะแปรเปลี่ยนเป็นความเข้มแข็ง กล้าหาญ ตามกำลังของบุญที่สะสมมา ทำให้ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค และปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น

ผู้หญิง

๓. ไม่ทำชั่ว

เมื่อมีบุญแล้ว พลังแห่งบุญจะแปรเปลี่ยนเป็นตัวควบคุม บริหารจัดการ ทำให้เกิดความละอายต่อบาปที่กำลังจะทำ

๔. ไม่คิดมาก

เมื่อมีบุญแล้ว พลังแห่งบุญจะแปรเปลี่ยนเป็นความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ทำให้เกิดพลังแห่งจิตใจ ไม่ฟุ้งซ่านคิดมาก ไม่รำคาญใจ

๕. รอได้

เมื่อมีบุญแล้ว พลังแห่งบุญจะแปรเปลี่ยนเป็นความใจเย็น มีความยืดหยุ่น ตามกำลังของบุญที่สะสมมา

๖. อดทน

เมื่อมีบุญแล้ว พลังแห่งบุญจะแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานเข้มแข็ง ตามบุญที่สะสมมา ทำให้มีความอดทน มีความคิดที่ไม่หวั่นไหว เห็นความสำเร็จทุกชนิดมาจากความอดทน และอดทนอย่างมีความสุข

ผู้หญิง

๗. สงบได้

เมื่อมีบุญแล้ว พลังแห่งบุญจะแปรเปลี่ยนเป็นความสงบ จิตใจจะเย็นได้ ด้วยผลบุญที่สะสม ไม่เป็นคนร้อนรน กระวนกระวาย สับส่าย วุ่นวาย ในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แม้ตกอยู่ในเหตุการณ์ที่เลวร้ายมากก็ตาม

๘. ปล่อยได้

เมื่อมีบุญแล้ว พลังแห่งบุญจะแปรเปลี่ยนเป็นคนที่รู้จักการละ ตามกำลังบุญที่สะสม ไม่เป็นคนที่แบกทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่ยึดทุกอย่างที่เกิดขึ้นและคิดตาม

ผู้หญิ่ง อ่าน

๙. รู้ได้

เมื่อมีบุญแล้ว พลังแห่งบุญจะแปรเปลี่ยนเป็นความรู้ตื่น เบิกบาน ตามกำลังบุญ คือ เป็นผู้รู้ต่อความจริงของชีวิต ไม่ปล่อยชีวิตให้หลุดลอยไปตามกระแสโลก และรอบตัวที่เกิดขึ้น ไม่โลภ ไม่โกรธ ความหลง

หากท่านพบเจอ คนที่มีคุณลักษณะหรือนิสัยที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็ขอให้อยู่ใกล้ เรียนรู้จากเขา ปฏิบัติตามเข้า สนับสนุนเขา รับฟังเขา อย่างที่โบรารณว่าให้คบบัณฑิต

เพียรกระทำ 3 สิ่งนี้ให้ครบ แล้วชีวิตจะดีขึ้นตลอดไป!!!

๑. เพียรกระทำหน้าที่

หมายความว่า รู้จักรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง อย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งด้านการงาน ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ คือการทำหน้าที่ในปัจจุบันให้ดีที่สุด โดยไม่รอคอยโชคชะตาฟ้าลิขิต คือการทำหน้าที่อย่างมุ่งมั่นโดยไม่มีข้ออ้าง ทำหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ จนบรรลุผลสำเร็จ

ผู้หญิ่ง อ่าน

๒. เพียรศึกษาหาความรู้

หมายความว่า ต้องทำตนเป็นนักศึกษาอยู่เสมอ รู้จักขวนขวายหาความรู้ เปิดประสบการณ์เรียนรู้ของตนให้กว้างขวาง รับฟังมุมมองและความคิดเห็นที่แตกต่าง กระทำตนเป็นน้ำครึ่งแก้วที่พร้อมจะรองรับความรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

ปฎิบัติธรรม

๓. เพียรเผากิเลส

หมายความว่า ต้องรู้จักฝึกตนให้พ้นจากความอยากมี อยากได้ อยากเป็น รู้จักละความโลภ โกรธ หลง ละความเห็นผิดในอัตตาตัวตน รู้จักสละความยึดติดในสิ่งของ บุคคล ชื่อเสียง ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ทุกข์ นินทา เพ่งมองความเลวของตนเอง เพ่งมองความดีของผู้อื่น เรียนรู้ที่จะอยู่ในโลกอย่างเบิกบานยินดี

ยามเช้า

บุคคลใดก็ตามกระทำได้ครบทั้งสามข้อที่กล่าวมา บุคคลผู้นั้นย่อมได้ชื่อว่า ไม่เป็นภาระต่อโลก ไม่เป็นภาระต่อตนเอง คือบุคคลผู้อยู่ในหนทางแห่งความประเสริฐ ไม่มีวันถอยกลับไปสู่หนทางแห่งความตกต่ำ ตลอดอนันตกาล..

ธรรมทาน
~ พศิน อินทรวงค์ ~

โนรา นาฏลักษณ์แห่งศรัทธา ลมหายใจคนใต้

โนรา เป็นศิลปะพื้นเมืองภาคใต้เรียกว่า โนรา แต่คำว่า มโนราห์ หรือ มโนห์รา นั้นเป็นคำที่เกิดขึ้นมาเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยการนำเอาเรื่อง พระสุธน-มโนราห์ มาแสดงเป็นละครชาตรี จึงมีคำ เรียกว่า มโนราห์

โนราเป็นศิลปะที่ไม่เพียงสะท้อนวัฒนธรรมที่อ้อนช้อยงดงามเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องสะท้อนวิถีชีวิต ภูมิปัญญาและประวัติศาตร์ของผู้คนในพื้นที่อีกด้วย

โนรา

ส่วนกำเนิดของโนรานั้น สันนิษฐานกันว่าได้รับอิทธิพลจากการร่ายรำของอินเดียโบราณก่อนสมัยศรีวิชัยที่มาจากพ่อค้าชาวอินเดีย สังเกตได้จากเครื่องดนตรีที่ เรียกว่า เบ็ญจสังคีต ซึ่งประกอบโหม่ง ฉิ่ง ทับ กลอง ปี่ ใน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีโนรา และท่ารำของโนรา

อีกหลายท่าที่ละม้ายคล้ายคลึงกับการร่ายรำของ ทางอินเดีย และเริ่มมีโนราเป็นกิจลักษณะขึ้นเมื่อ ประมาณปี พุทธศักราชที่ ๑๘๒๐ ซึ่งตรงกับสมัยสุโขทัยตอนต้น

ปัจจุบันเชื่อกันว่าโนราเกิดขึ้นครั้งแรกที่หัวเมืองพัทลุงคือ ตำบลบางแก้ว จังหวัดพัทลุง แล้วแพร่ขยายไปยังหัวเมืองอื่นๆ ของภาคใต้จนไปถึงภาคกลาง และกลายเป็นละครชาตรีและจังหวะตะลุงที่ได้รับอิทธิพล

มโนราห์

ในตำนานเล่ากันมาว่า เจ้าเมืองพัทลุงมีชื่อว่า พระยา สายฟ้าฟาด มีลูกสาวที่ชื่อศรีมาลา ซึ่งมีความสามารถในการร่ายรำมาก ได้เกิดตั้งครรภ์โดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน เชื่อกันว่าเป็นท้องกับเทวดา พระยาสายฟ้าฟาดเห็นดังนั้น ก็โกรธมาก สั่งให้นำนางศรีมาลาไปลอยแพในทะเล (คือ ทะเลสาปสงขลา) และแพได้ไปติดที่เกาะใหญ่ นางศรีมาลา ก็ได้ให้กำเนิดลูกชายโดยตั้งชื่อว่า เทพสิงหล ซึ่งมีนัยความว่า ลูกของเทวดา

นางศรีมาลา ได้ฝึกให้เทพสิงหล ฝึกร่ายรำ ซึ่งเทพสิงหล ก็สามารถร่ายรำได้สวยงามมาก และร่ายรำ มีชื่อเสียงมากที่เกาะใหญ่ จนรู้ไปถึงหู พระยาสายฟ้าฟาด ซึ่งพระยาสายฟ้าฟาด ก็ยังไม่รู้ว่าหลานตัวเอง ก็ได้เชิญไปรำในราชสำนัก ฝ่ายนางศรีมาลา นั้นก็น้อยเนื้อต่ำใจเมื่อครั้งที่ถูกลอยแพ ก็บอกกับคนที่มาติดต่อว่าโนราคณะนี้จะไปรำได้ แต่ต้องปูผ้าขาวตั้งแต่ริมฝั่งที่ลงจากเรือจนไปถึงตำหนัก

พระยาสายฟ้าฟาดก็ตอบตกลง ดังนั้นเทพสิงหล จึงไปรำในราชสำนัก เทพสิงหลรำได้สวยงามมาก จนพระยาสายฟ้าฟาด ก็ตกตะลึงในความสวยงาม จึงถอดเครื่องทรงที่ทรงอยู่ให้กับเทพสิงหล แล้วบอกว่า “เครื่อง แต่งกายกษัตริย์ชุดนี้มอบให้เป็นเครื่องแต่งกายของโนรานับแต่นี้เป็นต้นไป”

เทพสิงหลจึงบอกว่าแท้จริงแล้ว เป็นหลานของพระยาสายฟ้าฟาด พระยาสายฟ้าฟาดจึงรับโนราไว้ในราชสำนัก และให้สิทธิแต่งกายเหมือนกษัตริย์ทุกประการ

โนรา

การทำชุดมโนราห์เป็นงานศิลปะที่สืบสานมาจากรุ่นบรรพบุรุษ ที่มีความประณีตอันวิจิตรในแบบเครื่องทรงที่ประดับเรือนร่างมโนราห์ ซึ่งปัจจุบันเครื่องแต่งกายชุดมโนราห์ส่วนใหญ่ที่จำหน่ายอยู่ในท้องตลาดนัดมีความต่างไปจากอดีต เพราะเริ่มหาความประณีตอันวิจิตรในแบบเครื่องทรงที่ครูมโนราห์รุ่นบรรพบุรุษสืบทอดไว้

จึงมีคนรุ่นใหม่และคณะมโนราห์ต่างๆ ในท้องถิ่น อนุรักษ์ศิลปะการร้อยลูกปัดชุดมโนราห์ในท้องถิ่นภาคใต้แขนงนี้ไว้ ตลอดจนสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น ควบคู่กับสืบสานศิลป์แขนงนี้ให้คงอยู่สืบไป

ด้วยการนำลูกปัดขนาดเล็กมาคัดแยกสี ขนาด จากนั้นร้อยเป็นเส้นตามต้องการ ก่อนนำเส้นด้ายที่ร้อยมาผูกรวมกัน เพื่อประกอบเป็นชิ้นส่วนต่างๆ ของชุดอันประกอบด้วย

๑.เทริด ๑ หัว | ๒.ปิ้งคอ ๒ ชิ้น | ๓.บ่า ๒ ชิ้น | ๔.รัดอก | ๕.หางหงส์ | ๖.ปิดสะโพก ๑ ชิ้น | ๗.สร้อยคอ ๑ เส้น | ๘.เล็บ ๘ ชิ้น | ๙.ผ้าห้อยและหน้าผ้า ๗ ผืน | ๑๐.กางเกงมโนราห์ ๑ ตัว | ๑๑.ผ้าโจงกระเบน ๑ ผืน

ทำให้ได้ชุดลูกปัดมโนราห์ทั้งชุด ที่มีราคาถูกกว่าท้องตลาด ด้วยฝีมือที่ยังคงไว้รูปลักษณ์ในแบบฉบับการแต่งองค์ทรงเครื่องยุคอดีตไว้ทุกกระเบียดนิ้ว

โนรา

เครดิตภาพ: KVB Studio Phuket
นางแบบ พิฆวรางค์ เพชรงามพงศ์โนรา

** เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๒ ที่ประชุมกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เห็นชอบให้เสนอขึ้นทะเบียน “โนรา (Nora)” ต่อต่อองค์การยูเนสโก (UNESCO) ในประเภทรายการตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม หรือ มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage) และนำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอต่อองค์การยูเนสโก (UNESCO) ในลำดับต่อไป

** 15 ธ.ค. 2564 “UNESCO” ยก “โนรา” หรือ ‘มโนราห์’ ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นที่นิยมของคนในภาคใต้ เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

โนรา นับเป็นศิลปะการแสดงของไทย ลำดับที่ 3 ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ต่อจาก โขน ในปี 2561 และนวดไทย ในปี 2562

ขอบคุณเจ้าของภาพ / ข้อมูล

หนทางไกลพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์ถึงธาตุแท้หรือความจริงใจของเขา…

ระยะทางเมื่อยาวไกลจะสามารถรู้ถึงกำลังของม้าว่าเป็นอย่างไร…คนเราเมื่ออยู่ด้วยกันนานจะสามารถเห็นถึงธาตุแท้หรือความจริงใจของเขา…

ลู่เหยา กับหม่าลี่ เป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน “ลู่เหยา” มีศักดิ์เป็นพี่ เขาแต่งงานมีครอบครัวแล้ว “หม่าลี่” เป็นผู้น้องยังไม่ได้แต่งงาน ลู่เหยามีฐานะยากจน ขณะที่หม่าลี่ฐานะร่ำรวย ด้วยเหตุนี้ ลู่เหยาจึงได้รับการอุดหนุนจุนเจือจากหม่าลี่เสมอ

หนทางไกลพิสูจน์ม้า

วันหนึ่ง ลู่เหยาบอกหม่าลี่ว่า ตนเองต้องการไปแสวงโชคต่างเมือง อยากจะฝากให้หม่าลี่ช่วยดูแลภรรยาให้ หม่าลี่รับปาก บอกว่าเขาจะดูแลให้ ไม่ต้องเป็นกังวล ตั้งแต่นั้นมา

ทุกครึ่งเดือนหม่าลี่จะสั่งให้คนรับใช้นำของกินของใช้บรรทุกใส่รถม้าเต็มคันรถ นำไปให้กับภรรยาของลู่เหยา ภรรยาของลู่เหยา จึงคิดว่าเป็นเช่นนี้ก็นับว่าไม่เลว ได้รับการโอบอุ้มดูแล ยิ่งกว่าตอนที่อยู่กับสามีเสียอีก ไม่ต้องทำงานก็มีข้าวกิน มีเสื้อผ้าสวมใส่ ทำให้นางนึกขอบคุณสามีที่มีน้องร่วมสาบานที่ดีเช่นนี้

ครึ่งปีผ่านไป เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป คนรับใช้ของหม่าลี่ ไม่ได้นำของไปให้ภรรยาของลู่เหยาอีกแล้ว ครึ่งเดือนก็แล้ว หนึ่งเดือนก็แล้ว สองเดือนก็แล้ว ภรรยาของลู่เหยาจึงต้องขายข้าวของที่หม่าลี่เคยส่งไปให้ เพื่อประทังชีวิต ไม่ถึงครึ่งปี ข้าวของทุกอย่างถูกขายจนหมด นางจึงคิดจะทำงานเพื่อหาเลี้ยงตนเอง

รองเท้าผ้า

เนื่องจากนางเคยเรียนเย็บปักถักร้อยมาตั้งแต่เด็ก นางจึงลองเย็บรองเท้าผ้าที่คนสวมใส่กันเป็นประจำขาย อาจเพราะว่า นางมีฝีมือดีหรือชาวบ้านต่างสงสารนางก็มิอาจทราบได้ ทำให้ชาวบ้านพากันแย่งซื้อรองเท้าของนาง จนขายหมดเกลี้ยงทุกวัน ไม่ว่านางจะตั้งราคาสูงเพียงใดก็ตาม พริบตาเดียว ๑๐ ปีผ่านไป ลู่เหยาก็กลับมาในคืนหนึ่ง เมื่อเขารู้ว่า ตั้งแต่เขาจากไป หม่าลี่ไม่เคยมาดูแลภรรยาของตน

และส่งของกินของใช้ให้เพียงครึ่งปี หลังจากนั้นก็ไม่ได้ส่งของกินของใช้มาให้ภรรยาของตนอีกเลย เขาทอดถอนใจ แล้วกล่าวว่า “คนอยู่น้ำใจอยู่ เมื่อคนจากไปทุกอย่างก็เปลี่ยนไป” เมื่อหม่าลี่ ทราบข่าวว่าลู่เหยากลับมา จึงส่งคนไปเชิญมาเลี้ยงต้อนรับ แต่ลู่เหยาปิดประตูไม่รับแขก หม่าลี่จึงไปเชิญลู่เหยาด้วยตนเอง เขาคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตู จนลู่เหยาจำใจต้องไปที่บ้านของหม่าลี่

ระหว่างกินเลี้ยงกัน ลู่เหยาต่อว่าหม่าลี่ที่ไม่ดูแลภรรยาของตน ซึ่งเปรียบเสมือนพี่สะใภ้ของหม่าลี่ก็ไม่ปาน หม่าลี่จึงพาลู่เหยาเข้าไปที่สวนดอกไม้หลังบ้าน เขาเปิดประตูห้องใหญ่ห้องหนึ่งออก และเชิญลู่เหยาเข้าไป…

ลู่เหยาตกตะลึงจนตาค้าง เขาเห็นรองเท้าผ้ากองเต็มห้องไปหมด ลู่เหยาเข้าใจทันที เขาจึงก้าวถอยออกจากประตูด้วยความละอายใจ และก้มลงคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูบ้านของหม่าลี่ หม่าลี่รีบเข้าไปพยุงให้ลู่เหยาลุกขึ้น แล้วกล่าวว่า

หนทางไกลพิสูจน์ม้า

“เรื่องที่พี่ใหญ่ฝากฝังให้ข้าดูแลพี่สะใภ้นั้น ข้าไม่เคยลืมเลย แต่นึกไม่ถึงว่า ครั้งนี้พี่ใหญ่จะไปเนิ่นนานถึงสิบปี เดิมทีข้าคิดจะอุดหนุนจุนเจือพี่สะใภ้ด้วยของกินของใช้บริบูรณ์ แต่อีกใจก็คิดว่า เมื่อนางได้มีกินมีใช้อย่างสุขสบาย วันๆ ไม่ต้องทำอะไร

อาจเป็นเหตุให้นางก่อเรื่องที่มิดีมิงามขึ้นได้ ครั้นข้าจะไปดูแลนาง ก็เกรงว่าจะเป็นที่ครหาให้นางเสียชื่อเสียง แล้วหากท่านกลับมา ข้าจะมาสู้หน้าท่านได้อย่างไร แต่ก้อน่านับถือที่พี่สะใภ้ รู้จักทำมาหากินด้วยความสามารถของนางเอง สมกับที่ข้าได้ตั้งใจไว้ ข้าจึงให้คนไปซื้อรองเท้าที่นางทำขายทุกครั้งไป”

ลู่เหยาได้ฟังแล้วก็ซาบซึ้งยิ่งนัก เขายืนจ้องหน้าหม่าลี่อยู่นาน สักพักจึงกล่าวประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า “ลู่เหยา (หนทางไกล) รู้ใจหม่าลี่ (กำลังของม้า) กาลเวลาพิสูจน์ใจคน”

คำกล่าวจีนที่ว่า “หนทางไกลพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” จึงได้เผยแพร่สืบต่อกันเรื่อยมา โดยเราใช้คำพรรณานี้มองเห็นว่า “การที่เราจะรู้อุปนิสัยใจคอของใครอย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อได้อยู่ร่วมกับเขามาเป็นเวลานานพอสมควรแล้วนั่นเอง”

จีน หมอก

เมื่อได้อ่านแล้วรู้สึกชอบเรื่องราวของลู่เหยาและหม่าลี่ ทำให้มาคิดว่า…บางครั้งในชีวิตของคนเรานั้น การจะทำความดี ต้องทำอย่างอดทน ต้องทำอย่างลึกซึ้ง ต้องทำอย่างไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน ไม่ต้องหวังว่า ทำดีกับคนอื่นแล้ว เขาจะต้องดีตอบกับเรา

มิเช่นนั้น เราจะทุกข์ใจหากไม่ได้การตอบแทนตามที่หวังไว้ แม้คนอื่นอาจเข้าใจผิดว่า เราไม่ได้ทำอะไร เปรียบเสมือนผู้ที่ปิดทองหลังพระ แม้ไม่มีใครมองเห็น แต่ตัวเรามองเห็นตัวเราเอง มองเห็นความดีที่เราทำ…แค่นี้เราก็อิ่มเอิบใจและมีความสุขแล้ว

Cr : Forward LINE

วิธี ดึงดูดความร่ำรวย สิ่งสำคัญ “โลกภายใน” ต้องเปลี่ยนก่อน

คนส่วนใหญ่ อยากเปลี่ยน “โลกภายนอก” ให้มีความสุข ความสบาย ความสำเร็จ สิ่งสำคัญ “โลกภายใน” ต้องเปลี่ยนก่อน

อาจารย์บัณฑิต อึ้งรังษี เป็นคนนึง ที่สำเร็จจากการใช้ “กฎแรงดึงดูด” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เงิน คู่ หรือสุขภาพ

ท่านเคยพูดไว้ว่า “คนที่มองเห็นสิ่งที่ไม่เห็น จะทำสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้”

จักรวาล

กฎแรงดึงดูด เป็นกฎที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาล เป็นเหมือน Universal Manager “ผู้จัดการแห่งจักรวาล” จัดระบบให้ ความคิดที่คล้ายกัน ถึงจับเข้ากับสิ่งต่างๆที่ “คลื่นพลังงาน” คล้ายกัน

นั่นคือ หากเราสำเร็จในจินตนาการได้ เราจะสามารถสำเร็จในโลกความจริงได้อย่างแน่นอน เราจะสำเร็จ หรือ ร่ำรวยได้ ต้องเกิดจากความคิดของตัวเราเอง ความคิด ทำให้เกิดการกระทำ การกระทำ ทำให้เกิดผลลัพธ์ หากเราอยากได้สิ่งที่เราต้องการเราต้องสื่อให้เป็น เพราะเราจะเป็นอย่างที่เราคิด

เริ่มต้นจาก ๓ วิธีนี้เลย

ความสุข

วิธีที่ ๑ “คิดบวก”

ไม่ว่าเราจะเจอเรื่องอะไร เราต้องพยายามคิดให้บวกที่สุด แต่แน่นอน..มันไม่ง่าย เพราะโดยสภาพแวดล้อมของเรามักจะมีแต่เรื่องลบๆ

เมื่อไหร่ก็ตามที่มีเรื่องลบ เข้ามาในความคิดเราให้เราปรับเป็นเรื่องบวก หากปรับไม่ได้ ให้ดีดออกไปเลย ไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ให้รก

เสพแต่สื่อที่ดี

วิธีที่ ๒ “เสพแต่สื่อที่ดีๆ”

เวลาเราอ่าน ดู หรือฟังอะไรก็ตามข้อมูลเหล่านั้น จะบันทึกลงจิตใต้สำนึกของเรา บางเรื่องทำให้จิตใจหดหู่ เศร้าหมอง จนบางคนอาจไม่กล้า หรือกลัวไปเลยทีเดียวทำให้เราหมดพลังในตัวไปทำอย่างอื่น แต่เมื่อไหร่ ที่เราเสพสื่อที่ดีๆจะเพิ่มศักยภาพของเรา ให้เรามีพลัง เหมือนแบตในตัวเต็มแบบ Power Full

เพื่อน

วิธีที่ ๓ “คบคนดีๆ”

เหมือนโบราณเค้าว่าไว้ “คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล” หากเรารายล้อมไปด้วยคนที่ดี ก็จะนำพาไปสู่แต่สิ่งที่ดี
เช่น เราอยู่กับคนขยัน ต่อให้เราขี้เกียจ เค้าก็จะพาเราไปทำโน่นนี่นั่น เราก็จะอยู่เฉยไม่ได้ ไม่ว่าเราจะเกิดในสังคมไหนก็ตาม เราก็สามารถเลือกคบคนดีๆได้

เราจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับ “ ตัวเราเอง ”

ธรรมทาน

ที่มา : คิดแบบคนรวย กฏแห่งแรงดึงดูดของจักรวาล

เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ ช่วยให้สวดมนต์เกิดปาฏิหาริย์ รุ่งเรือง รวย ทันตาเห็น

หลายคนคงอยากรู้ว่า มีเคล็ดวิชาศักดิ์อะไรบ้างที่จะทำให้สวดมนต์ได้ผลและปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในชีวิต จนสามารถเปลี่ยนชีวิตได้อย่างฉับพลัน ก็จะอธิบายให้ทราบแบบง่ายๆ จำได้และทำได้เลย ไม่เสียเวลามาก ซึ่งเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์มาจากบูรพาจารย์ที่เมตตาสอนไว้

ในหลายเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์นั้นถ่ายทอดมาหลายร้อยปีต่อเนื่อง มีผู้ที่นำไปใช้แล้วเกิดผลดีต่อชีวิตมากมาย ขอให้อ่านช้าๆ และทบทวนวิธีต่างๆ จนกลายเป็นความเคยชินทำได้ทันทีทุกครั้ง ทุกวัน

ทำสมาธิ

ขั้นตอนที่ ๑ สร้างบุญด้วยการทำสมาธิก่อนสวด

การสร้างบุญก่อนการสวดมนต์นั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญและดีมากๆ ด้วย เพราะทำให้เราตัวเราเองมีบุญใหม่ของตนมารวมกับบุญเก่า ที่จะน้อมถวายพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า และอธิษฐานรวมบุญทั้งหมดแบบเต็มกำลังที่ทำมาในทุกภพชาติเป็นมหาบุญกุศล (ดูวิธีอธิษฐานขอเมตตาพระบารมีจากพระพุทธเจ้าในหนังสือชุดเดียวกันนี้ที่ชื่อปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๑ สร้างบุญแบบฉลาด ให้ได้บุญมาก ดี สุข รุ่งเรือง รวยทันตาเห็น!)

และใช้มหาบุญกุศลบุญนั้นเชื่อมบุญหรืออุทิศบุญแบบเจาะจงกับครูบาอาจารย์ที่เป็นเจ้าของบทสวดมนต์ที่ศักดิ์สิทธิ์ หากในแต่ละวันไม่มีโอกาสได้สร้างบุญใด ก็ขอให้ทำสมาธิสั้นๆ เพื่อสร้างบุญประจำวันก่อน

การทำบุญด้วยการสมาธิจะทำให้จิตเรานั้นมีพลังมากและรวมเป็นหนึ่ง เหมือนเรารวมกระแสน้ำทุกๆ สายมาเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่ทรงพลัง และการสมาธิเจริญภาวนาถือเป็นมหาบุญกุศลที่ใหญ่ที่สุดเหนือกว่าทาน เหนือกว่าศีล เป็นบันไดขั้นสุดท้ายที่เอกอุมาก หลายท่านที่ทำสมาธิไม่เป็นหรือไม่เคยทำลองพิจารณาดูค่อยๆ หัดทำ

สำหรับคนที่ไม่เคยนั่งสมาธิแนะนำว่าให้นั่งในท่าสบายๆ อย่าเกร็ง เอามือขวาทับมือซ้าย ขาขวาทับขาซ้ายหรือนั่งในท่าที่ตัวเองรู้สึกสบายๆ หลับตาแบบไม่ต้องบีบเปลือกตา สูดลมหายใจเข้าให้ ภาวนาคำว่า “พุท” หายใจออกเป็น”โธ” ปล่อยใจให้สบายนึกถึงพระพุทธรูปหรือพระอริยสงฆ์ที่เราเคารพก็ได้

นั่งทำสมาธิ

นั่งสัก ๕- ๑๐ นาทีให้ใจสงบ อย่าไปบังคับลมหายใจปล่อยไปเรื่อยๆ เหมือนเราหายใจปกติ (หากมีอาการวูบวาบหรือเกิดนิมิตเห็นอะไรไม่ต้องตกใจ ให้หายใจลึกๆ ๒- ๓ ครั้ง นิมิตต่างๆ ก็จะหายไป ถ้ารู้สึกเจ็บหรือปวดเมื่อยตรงไหน ให้เอาใจไปจับตรงที่รู้สึกเจ็บ สักระยะหนึ่งก็จะคลายความปวด)

วิธีสร้างเพิ่มพลังจิตในทุกวันเพื่อให้ทำสมาธิได้ง่าย จิตมีกำลัง ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งแนะนำว่ามี หลายวิธี หนึ่งในนั้นก็คือ การอนุโมทนาบุญของคนอื่น เพราะในทุกวัน ทุกเวลานาที จะมีคนทำความดีอยู่เสมอ พึงระลึกถึงบุคคลเหล่านั้น แล้วอนุโมทนาสาธุ

พยายามเข้าใกล้ครูบาอาจารย์ผู้มีบุญมาก บุญบารมีพลังจิตอันประเสริฐของท่านจะเหนี่ยวนำเราให้ปรับสภาวะเข้าสู่ความประเสริฐดั่งท่านด้วย หลายท่านที่ได้เคยเข้าใกล้ครูบาอาจารย์จะรู้ได้ด้วยตนเองว่าทำไมเย็นสบาย จิตมีพลังมาก

ในทางตรงกันข้ามกัน ถ้าจิตยังไม่ยิ่งใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับคนที่มีอำนาจจิตทรามด้วย สุดท้ายควรหมั่นไปฝึกจิตร่วมกันกับท่านอื่น เพราะอานุภาพจิตโดยรวมในบรรยากาศจะมีพลังมาก อย่างน้อยเท่ากับกำลังสองของจำนวนคน จิตของเราจะพลังมาก มีพลังจิตที่เต็มไปด้วยคุณงามความดีมากขึ้น

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ขั้นตอนที่สอง น้อมถวายบุญตั้งจิตอธิษฐาน

เมื่อจิตเป็นสมาธิที่พร้อมแล้ว ขอให้ตั้งจิตให้มั่นแล้วอุทิศบุญทั้งหมดที่เคยทำนั้น น้อมถวายพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า โมทนาพระคุณความดีจองครูบาอาจารย์ ผู้เป็นเจ้าของคาถาและมนตราศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นการเชื่อมบุญกันในอีกรูปแบบหนึ่ง

ขอมีส่วนร่วมในบุญของท่าน และขอมีส่วนร่วมในบุญของผู้สวดคนอื่นที่สวดคาถาและมนตราศักดิ์สิทธิ์นั้นด้วย เมื่อใดก็ตามที่มีคนอื่นสวดและกระทำเหมือนกับเรา เราจะได้บุญเพิ่มทุกครั้ง

สวดมนต์

ขั้นตอนที่สาม สวดมนต์แบบสวดทั้งหัวใจ

ในเวลาที่เราเริ่มสวดมนต์ ควรเตรียมจิตให้มั่นคง ใจต้องอยู่กับบทสวด ขณะสวดวางสติให้จดจ่ออยู่กับการพิจารณาตัวอักขระ ให้รู้ว่าอักขระหรือตัวหนังสือที่เรากำลังท่องนั้นคือตัวอะไร เช่น ขณะกำลังสวดว่า “นะโม” ก็ต้องรู้ว่าประกอบขึ้นด้วยคำว่า “นะ” กับคำว่า “โม” ไม่ใช่ปากท่องไป แต่ใจคิดไปถึงเรื่องอื่น

หากรู้คำแปลจะดีมากเพราะ การสวดมนต์โดยรู้คำแปลจะทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด คือ ทำให้เกิดปัญญา แต่หากยังแปลไม่ออก ก็ไม่เป็นไร แต่ควรสวดด้วยใจที่เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์อย่างสูงสุด การสวดทุกครั้งต้องทำแบบมีสมาธิและพยายามเลือกในช่วงเวลาที่จิตได้ผ่อนคลาย เลือกสวดในช่วงเวลาที่ร่างกายพร้อม เช่น หลังมื้ออาหารไปแล้วสัก ๑-๒ ชั่วโมง เพื่อให้ไม่รู้สึกอึดอัด และสวดในสถานที่เงียบสงบและมีอากาศถ่ายเท

เวลาในการสวดมนต์นั้นขึ้นอยู่กับจิต หากจิตเรานิ่งจะสวดนานแค่ไหนก็ได้ ครบทุกบทที่ตั้งใจก็จะดี แต่ถ้าจิตไม่นิ่งสับสน หยุดพักจิตสักครู่แล้วสวดใหม่ได้ การฝึกจิตให้มีกำลังในการอดทนในการสวดมนต์ถือว่าเป็นเรื่องดี ควรอดทนทำ ก็เหมือนกับคนเล่นกล้ามที่ยกตุ้มน้ำหนักบ่อย จากที่ใช้แบบมีน้ำหนักน้อยๆไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนในที่สุดใช้ตุ้มแบบหนักมากได้เพราะมีกำลังมากขึ้น ครูบาอาจารย์ท่านจึงสอนเสมอว่า หากจิตมีพลังสวดแค่หนึ่งพระคาถาหรือหนึ่งตัวอักษรก็เปลี่ยนชีวิตได้

ขั้นตอนสุดท้าย สวดมนต์เสร็จทำสมาธิอีกครั้งและแผ่เมตตา

เมื่อสวดมนต์เสร็จให้กลับมาทำสมาธิอีกครั้ง อาจจะนานกว่าในก่อนสวด อยู่ในสมาธิจนรู้สึกว่าจิตนิ่งดีแล้ว ในช่วงสุดท้ายก่อนอออกจากสมาธิ ขอให้เพิ่มบุญด้วยการพิจารณาเรื่องการเกิด แก่ เจ็บตาย อันเป็นเรื่อง

ธรรมดาของโลก พิจารณาถึงร่างกายของเรานั้นมาจากดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุเมื่อถึงเวลาก็ต้องสูญสลายกลับคืนไปไม่มีเหลือ พิจารณาเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตที่กำลังก่อให้เกิดทุกข์ มองค้นหาถึงสาเหตุที่แท้จริงและการที่จะแก้ไขได้ มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ต้องดับไปไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ใจก็เป็นสุข ได้ถอดถอนจากกิเลส ลดความอยากได้ อยากมีออกไปในชีวิตได้

ในการพิจาณานี้ถือว่าเป็นการเจริญวิปัสสนา ซึ่งเป็นมหาบุญกุศลและมีประโยชน์มากในชีวิตของคนเราทุกคนดังที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่า การทำสมาธินั้นเปรียบเหมือนกับการที่เราต้มน้ำร้อน ถ้าไม่เจริญวิปัสสนาต่อ ก็เหมือนไม่เอาน้ำร้อนนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เหมือนลงแรงปลูกข้าวจนออกมาเป็นรวงเต็มนาแต่ไม่ได้เอาไปกินหรือใช้ประโยชน์อะไร

สมาธิภาวนา

การทำสมาธิในเบื้องต้นเพื่อให้จิตนั้นนิ่งมีกำลังเราเรียกว่า “สมถกรรมฐาน” หรือสมาธิภาวนา คือการฝึกจิตให้เกิดความสงบ ที่เราเรียกกันตามประสาชาวบ้านว่าการทำ “สมาธิ” แต่เมื่อนิ่งแล้วต้องเอาจิตนั้นมาพิจารณาให้เกิดประโยชน์กับตัวเราเองเป็นการ “เจริญวิปัสสนากรรมฐาน”

วิปัสสนาเป็นการฝึกอบรมจิตที่สงบแล้วนั้นให้เกิดปัญญา เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงตามสภาพที่เป็นจริง การเจริญวิปัสสนาเป็นการกระทำที่จะได้มหาบุญกุศลที่สุดและคลายวิบากกรมได้ดีที่สุดด้วย เพราะเป็นการชำระจิตให้หมดกิเลสไม่ให้กรรมมาตามส่งผลอีก

เมื่อได้ทำสมาธิจนสมควรแก่เวลาเมื่อจะออกจากสมาธิ ให้ทำใจให้อภัย ให้อโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวร คนที่ทำให้เราขุ่นข้องหมองใจ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม สัตว์ก็ตาม เมื่อให้อโหสิกรรมเสร็จแล้ว ให้อธิษฐานดังนี้เสียก่อนว่า

ตัวอย่างบทอธิษฐานหลังสวดมนต์แผ่เมตตาอุทิศบุญกุศล

“ข้าพเจ้า………………….(ชื่อของเรา ถ้ามีการเปลี่ยนชื่อให้บอกทั้งชื่อเก่าและชื่อใหม่แต่ถ้าเปลี่ยนมาหลายครั้งจนจำไม่ได้ให้ใช้ชื่อเก่า )

เมตตาให้แก่ตนเอง

ขออุทิศบุญที่เกิดขึ้นจากการทำทาน ศีล ภาวนา ที่สำเร็จแล้วในวันนี้ และที่เคยทำมาในอดีตชาติรวมถึงที่จะมีขึ้นในปัจจุบัน น้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ถวายและมีส่วนร่วมในพระบุญบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตั้งแต่องค์ปฐมจนถึงองค์ปัจจุบัน พระปัจเจกพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอรหันต์เจ้า พระโพธิสัตว์ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี เพื่อโมทนาพระคุณความดีของพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ทุกพระองค์ ทุกองค์ ทุกท่านจนถึงที่สุด

โดยเฉพาะหลวงปู่ทวด หลวงปู่แสง สมเด็จโต ครูบาศรีวิชัย หลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้น หลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ หลวงพ่อสด หลวงพ่อโอภาสี หลวงปู่โต๊ะ หลวงปู่ดู่ หลวงพ่อเกษม หลวงปู่แหวน หลวงปู่สิม หลวงปู่ดู่ และครูบาอาจารย์ที่ไม่ได้เอ่ยนามทั้งสิ้นทั้งปวง (สำหรับพระอริยสงฆ์ครูบาอาจารย์ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้นเป็นของธ.ธรรมรักษ์ สำหรับท่านผู้อ่านแล้วขอแล้วแต่ท่านเลื่อมใส)

อุทิศแด่พรหมเทพเทวดาทั้ง ๑๖ ชั้นฟ้า ๑๕ ชั้นดิน เทวดาประจำตัวของข้าพเจ้า เทวดาที่รักษาเคหะสถานและกิจการการค้า ดวงพระวิญญาณพระมหากษัตริย์แห่งแผ่นดินสยาม ท่านผู้มีพระคุณต่อแผ่นดิน บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย ผู้มีพระคุณ ญาติก็ดีไม่ใช่ญาติก็ดี เหล่าสรรพสัตว์ เหล่าสรรพวิญญาณทั้งหลาย

อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เทวดาใกล้ตัว คนใกล้ตัว สัตว์ใกล้ตัว โดยเฉพาะเจ้ากรรมนายเวรที่มาขัดขวางทางกุศลทั้งปวงในขณะนี้ ขอให้ท่านมาร่วมอนุโมทนาและโปรดรับบุญกุศลที่เกิดขึ้นนี้ หากท่านพอใจยินดีในบุญกุศลที่เกิดขึ้นนี้

ขอให้ท่านให้อโหสิกรรมและถอนตัวจากอุปสรรคต่างๆ ที่ท่านทำให้เกิดขึ้นทั้งปวง และข้าพเจ้าให้อโหสิกรรมต่อท่าน ขอถอนคำสาปแช่ง คาถาเวทมนต์ที่อาจจะเคยกระทำกับท่านทั้งปวง ขอให้หมดสิ้นเวรกรรมทั้งปวงต่อกันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

หากท่านไม่สามารถมารับได้ ขอเมตตาจากท่านท้าวยมราช นายนิริยะบาล แม่พระธรณี ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ โปรดมาเป็นสักขีพยานในการสร้างบุญในครั้งนี้และขอเมตตาฝากบุญกุศลนี้ไว้กับท่าน เมื่อเจ้ากรรมนายเวรถึงเวลาอยู่ในภพภูมิที่รับได้โปรดเมตตาส่งบุญให้ด้วย

ธรรมทาน

ขออานิสงส์ผลบุญนี้ จงเป็นพละปัจจัยให้ข้าพเจ้า (หรือผู้อื่นกรณีอุทิศให้ผู้อื่น) ปรารถนาสิ่งใดก็ให้ว่าไป โดยต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ( อาทิ เพื่อความสำเร็จต่าง ๆ ให้ธุรกิจการงานราบรื่น มีผลกำไรดี ให้คิดดี พูดดี ทำดีต่อกัน สนับสนุนกัน ขอให้หายเจ็บไข้ได้ป่วย ให้พ้นจากภาวะทุกข์ทั้งหลาย ปัญหาอุปสรรคทั้งหลายที่เป็นอยู่ ต้องระบุ บอกรายละเอียด ฯลฯ…) นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ…”

ปาฏิหาริย์วิชาศักดิ์สิทธิ์ ๓ พุทธคุณบทสวดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ อธิษฐานอย่างไรให้ปาฏิหาริย์เกิด โดย ธ.ธรรมรักษ์

เคล็ดวิชาสร้างบุญจากบูรพาจารย์ สร้างบุญแบบฉลาด และได้บุญมาก

การสร้างบุญเป็นอานิสงส์หลักที่จะช่วยลดกรรมไม่ดีต่างๆ ลงได้ ดังนั้นจึงควรรู้หลักการสร้างบุญที่ถูกต้อง เพื่อจะได้หนุนให้ชีวิตของท่านมีแต่ความสุข ความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป โดยเคล็ดวิชาสร้างบุญจากบูรพาจารย์ สร้างบุญแบบไหน ทำอย่างไรให้ได้บุญมาก บุญใดจะดลบันดาลให้ทุกท่านดี สุข รุ่งเรือง ร่ำรวยทันตาเห็น

ขอเมตตายกอมตะธรรมของ “หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ” ครูบาอาจารย์ที่เคารพรักยิ่งมาเป็นบทแรกที่จะพูดถึงกัน เพราะพอพูดถึงเรื่องบุญนั้นหลายท่านก็บอกว่ารู้แล้วๆ ซึ่งเป็นเรื่องดี

แต่จะขออนุญาตอธิบายบอกให้เข้าใจกันสำหรับท่านที่ยังไม่ค่อยเข้าใจถึงแก่นแท้และผลของบุญดีนัก จิตที่ดีนั้นทำให้เข้าใจการสร้างบุญอย่างถูกต้องได้ง่าย คนเรานั้นมีจิต อยู่ ๓ ประเภท ซึ่งก็คือ

อานาปานสติ

จิตของผู้มีบุญนำ

จิตของผู้มีบุญแต่บาปบัง

จิตของผู้มีบาปนำ

เรารู้อยู่แล้วว่า ชีวิตเราจะไปทางไหนนั้นอยู่ที่กรรมทั้งสิ้น ทั้งกรรมเก่าที่ข้ามภพข้ามชาติและกรรมใหม่ในปัจจุบัน จึงอยากจะบอกว่า จิตนั้นสำคัญที่สุดในการที่เราจะสร้างกรรม ไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมชั่ว

กอดตัวเองในวันที่รู้สึกแย่

๑. คนที่มีจิตของผู้มีบุญนำ ในแต่ละวันจะหาโอกาสสร้างบุญไปตลอดเวลา มีจิตที่มีกำลังมาก เมื่อกรรมไม่ดีมาส่งผลยังยิ้มออกทำใจได้ เข้าใจสภาวะของกรรมที่มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่กังวลใจมีความเพียรในการทำดี แม้จะวิกฤตมากมายก็คิดบวก มองโลกในแง่ดี จิตไม่ตก ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต

ถึงแม้จะยากจนในชาตินี้เพราะกรรมเก่า ก็เพียรสู้พยายามผลักดันตัวเองจากมืดไปสู่สว่างได้ หรือแม้จะยังยากจนก็มีความสุขได้ตามอัตภาพของตน ไม่เดือดร้อนมาก ไม่ทุรนทุราย มีพอกินพออยู่ตามกำลังบุญของตน ครูบาอาจารย์ทั้งหมท่านมีจิตแบบนี้ทั้งนั้น รวมถึงคนรวยบางคนที่มีความสุข มีจิตใจดี ไม่ละโมบ โทสัน

๒. จิตของผู้มีบุญแต่บาปบัง มักจะมีชีวิตลุ่มดอนๆ เหมือนกราฟ เวลาดีก็ดีใจหายเพราะบุญหนุนนำ แต่เวลาตกต่ำก็ลงแบบสุดๆ

ถ้าจิตมีฝ่ายบุญมากหรือมีทุนรอนบุญอยู่ก็สามารถพลิกชีวิตกลับมาได้ ด้วยจิตที่เป็นบุญก่อให้เกิดปัญญาหาทางออกได้ แต่ถ้าจิตมีกำลังบาปมากว่าในช่วงเวลาใด ชีวิตก็ลงไปเรื่อยๆ จนกรรมไม่ดีนั้นหมดเวลาการส่งผล บุญที่ทำมาก็ช่วยผลักดันให้กลับมาดีอีกได้

คนทั่วไปมักมีจิตแบบนี้ จึงต้องไม่ประมาทมี ”สติ” อยู่ตลอดเวลา เวลาตกก็อย่าจิตตก หยุดกรรมไม่ดีก่อนอย่าสร้างบาปกรรมซ้ำเติมตนเอง ให้คิดถูกทางหมั่นสร้างบุญเพิ่มไม่ว่าบุญเล็กบุญน้อย ก็เร่งมือทำ วันหนึ่งจะเลื่อนลำดับขึ้นไปเป็นจิตของผู้มีบุญนำได้

ทะเล

๓. จิตของผู้มีบาปนำ ประเภทนี้ก็บอกอยู่แล้วว่าวันๆ มักจะคิดแต่เรื่องไม่ดี เอาเปรียบผู้อื่น มีกิเลสความอยากได้อยากมีเป็นอาหารของจิต ดังนั้นจิตจึงเร่าร้อน ทุรนทุรายตลอดชีวิต เท่านั้นยังไม่พอคนรอบๆข้างก็รับรู้ได้ เมื่อไปเข้าใกล้ใคร คนๆ นั้นก็เดือดร้อนหรือไม่สบายใจไปด้วย

เหตุที่เป็นอย่างนี้เพราะไม่เชื่อเรื่องกรรม ไม่เชื่อเรื่องเวร ไม่เชื่อว่าคำสอนของพระพุทธองค์นั้นดี ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาบอกว่า อาจจะมาจากการเกิดเป็นสัตว์ชั้นต่ำหลายๆชาติติดกัน ยังติดนิสัยของสัตว์เหล่านั้น ทางแก้ไขนั้น ด้วยบุญเท่านั้น อาจจะต้องมีผู้นำทางให้พบแสงสว่างของชีวิต เลื่อนภพภูมิของจิต

อภัย

ใครที่เป็นแบบนี้คงทราบแล้วว่าต้องแก้ไขด้วยบุญเท่านั้น ความร้อนความทุกข์ยากถึงจะหมดไปได้ อาจจะต้องใช้เวลาบ้างต้องอดทน เพราะเราทำกรรมไม่ดีมาเยอะ จะให้พลิกกลับมาในเร็ววันคงยาก หลุมที่ถูกขุดจนลึกต้องใช้เวลาถมให้เต็มขึ้นมา

ใครที่มีคนรอบข้างเป็นแบบนี้ต้องช่วยเขา ค่อยๆ บอกทาง ค่อยๆ แนะนำไป อย่าใจร้อนที่จะเปลี่ยนเขา เราเป็นผู้ชีทางสว่าง แต่กรรมใครทำคนนั้นก็ต้องรับไปเท่านั้น

อย่าประมาท สะสมบุญก่อนขันธ์ห้าจะแตกดับ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)

“อย่าประมาทเพราะขันธ์ห้านี้ถึงแม้บุญกุศลมันจะตกแต่งให้ มันก็ไม่เที่ยง เพราะบุญกุศลที่ตกแต่งขันธ์ห้านั้นก็ไม่เที่ยงดังนั้นขันธ์ห้านี้จึงไม่เที่ยง ต้องให้ทำความรู้ ทำความเข้าใจอย่างนี้

เกิดมาทำไม

ในระยะที่บุญกุศลยังรักษาขันธ์ห้านี้ให้มีกำลังวังชาอยู่แล้วก็ต้องรีบเร่งสั่งสมบุญกุศลให้เกิดมีในตนเสียให้เต็มที่ก่อนที่ขันธ์ห้ามันจะแตกดับทำลายไป หากผู้มีปัญญาย่อมหาอุบายเตือนใจของตนไม่ให้ประมาทอยู่อย่างนี้ เตือนใจว่า มัจจุราช คือ ความตาย นั่นน่ะเป็นภัยอันใหญ่ยิ่งต่อชีวิตนี้

เพราะใครๆ เกิดมาแล้วก็ไม่อยากตาย อยากมีอายุอยู่ยั่งยืนนานตลอดไป แต่เมื่อความตายมาถึงเข้าแล้วก็ย่อมเสียอกเสียใจ ย่อมสะดุ้งหวาดกลัวต่อความตายด้วย ทั้งไม่อยากตายด้วย นี่ล่ะที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า มรณมฺ ปิทกฺขํ ความตายก็เป็นทุกข์ เว้นเสียแต่ผู้รู้แจ้งในขันธ์ห้าตามเป็นจริง

ความสุข

ท่านละความยึดมั่นถือมั่นด้วยอำนาจแห่งความรักความชังความหลงความเมาดังกล่าวมาแล้วนั้นได้เสียโดยประการทั้งปวง แต่เมื่อบุญกุศลที่ท่านบำเพ็ญมาแต่ชาติก่อนยังมีอยู่ท่านก็ยังไม่นิพพานก่อน อาศัยบุญเก่านั่นล่ะรักษาชีวิตนี้ไว้ ท่านก็ได้บำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นไป

ยาย

เมื่อบุญเก่าหมดลงเมื่อใดแล้วท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่นิพพานไป นั่นแหละผู้ที่พ้นทุกข์พ้นภัยในสงสารนี่ล่ะปรากฏว่ามีแต่ผู้มาเกิดอาศัยขันธ์ห้าอันเป็นมนุษย์นี่ล่ะทั้งนั้นเลย ขันธ์ห้าเป็นเทวดาก็มีแต่ว่าส่วนใหญ่เป็นมนุษย์นี่แหละ ดังนั้นนะอย่าไปปล่อยให้ขันธ์ห้านี้มันทรุดโทรมแตกดับไปเสียเปล่าๆ

เราได้ที่อยู่ที่อาศัยสร้างบุญสร้างบารมีแล้วเป็นอย่างดี อย่าใช้ขันธ์ห้านี้ไปทำบาป ผู้ใดอยู่ในเพศใดภูมิใดก็รักษาข้อวัตรปฏิบัติของตนอยู่ในเพศนั้นภูมินั้นให้ได้”

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ

โอวาทธรรมหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
ขออนุโมทนาบุญกับญาติธรรมผู้ใฝ่ในบุญ ใฝ่ในกุศลทุกๆท่าน ทุกๆคน สาธุๆๆ

แก้เคล็ด !! ความผิดหวัง อกหักรักคุด-อาภัพคู่-ตกงาน

แก้กรรม รู้ทันวิบาก กรรม ถ้าพบกับความผิดหวัง

อกหักรักคุด รักไม่สมหวังหรือตกอยู่ในภาวะขมขื่นใจ ท่านให้ทำบุญด้วยการปล่อยหอมขมเท่ากับจำนวนอายุ อธิษฐานให้ความขมขื่นหมดไปโดยเร็ววัน จากนั้นให้นำต้นไม้ที่ชื่อเป็นมงคล เช่น ต้นรัก ต้นคูน ต้นขนุน ต้นมะยม ไปปลูกในวัดกี่ต้นก็ได้

ผู้หญิง

แก้ดวงอาภัพคู่

หาคู่ไม่ได้ หาได้แต่คบกันไม่นาน แอบรักเขาข้างเดียว มีคู่รักแต่มีอันต้องพลัดพรากจากกัน ไม่สมหวังให้แก้เคล็ด ดังนี้

– หาดอกไม้หอม หรือว่านที่มีชื่อด้านเสริมความรัก เช่น ว่านเสน่ห์จันทร์แดง ว่านเสน่ห์ขุนแผน ว่านเสน่ห์กาหลง มาปลูกไว้ที่บ้านหรือที่ทำงาน
– หาต้นรัก ๒ ต้นไปปลูกในบริเวณวัด
– ถวายของที่เป็นคู่แด่พระภิกษุ เช่น แจกันคู่ เชิงเทียน รองเท้า ธงคู่ เทียนคู่ ตะเกียง หมอนคู่ เป็นต้น
– นำดอกไม้หอม เช่น มาลัยดอกมะลิบูชาพระทุกวัน
– รับเป็นเจ้าภาพเลี้ยงพระในงานแต่งงาน

การใส่บาตร

ที่สำคัญ ให้ยึดมั่นในศีลข้อ ๓ กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากประพฤติผิดในกาม ห้ามผิดลูกเมียคนอื่น

และให้ตั้งอยู่ในธรรม คือ พรหมวิหาร ๔ คือ
เมตตา (ปรารถนาให้ผู้อื่นได้ดี)
กรุณา (สงสารอยากช่วยให้คนอื่นพ้นทุกข์)
มุทิตา (ยินดีเมื่อคนอื่นได้ดี)
อุเบกขา (วางเฉยในกาลที่ควรวางเฉย)

ตกงาน

แก้เคล็ดตกงาน

ไม่มีงานทำ มีงานแต่ไม่ก้าวหน้า ทำงานผิดพลาด ท่านว่าอยู่ในช่วงที่ดวงกำลังตก วาสนาซบเซา ให้แก้เคล็ดด้วยการกราบไหว้หลวงพ่อโสธร วัดโสธรวราราม จ.ฉะเชิงเทรา หรือไหว้พระที่วัดอรุณราชวรวิหาร กรุงเทพฯ

หรือให้บูชาพระพรหม สมเด็จพ่อ ร.๕ หรือไปกราบพระ เติมน้ำมันตะเกียง ทำบุญบริจาคสมทบทุน ค่าน้ำ ค่าไฟ หรือปล่อยปลาไหล ๙ ตัวก็ได้

ขับรถให้ประหยัดน้ำมัน

เคล็ดแก้อุบัติเหตุบ่อย

อุบัติเหตุบ่อย หรือมีเรื่องคดีความ แสดงว่าช่วงนั้นกำลังมีเคราะห์ ท่านให้ทำบุญด้วยการบริจาคทาน ไถ่ชีวิตโค กระบือ หรือซื้อโลงศพให้แก่ศพไร้ญาติ, ทำบุญถวายสังฆทาน

อุทิศให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เดือนละครั้งติดต่อกันเป็นเวลา ๓ เดือน, ถือศีล ๘ อย่างเคร่งครัด ๗ วัน ถ้าบวชชีพราหมณ์ได้ยิ่งดี, ไปไหว้พระปิดทอง ขอพร เติมน้ำมันตะเกียง ๓ วัด ทำบุญปล่อยนก ปล่อยปลา

ที่มาข้อมูล : หนังสือ”รู้ทันกรรม ตัดกรรมทันตา” หน้า ๗๓-๗๔

ทำนายฝัน 12 อย่าง ที่บอกให้รู้ว่า “เรากำลังจะมีโชค” รออยู่นั่นเอง

ใครๆ ก็อยากมีกินมีใช้สบายๆ ยิ่งถ้าได้ฝันว่ารวย ถูกหวย ได้โชคได้ลาภ เหมือนเป็นลางที่ดีไว้ล่วงหน้า ก็คงจะดี ว่าแต่ฝันดีแบบนี้จะเกิดขึ้นจริงในชีวิตไหมนะ?

12 ความฝันที่บอกให้รู้ว่า “เรากำลังจะมีโชค” รออยู่นั่นเอง เคยมีความฝันอะไรแบบนี้กันหรือเปล่า….

มืด

1. ฝันเห็นคนตาย

ฝันเห็นคนตาย ซากศพที่เน่าเปื่อย โลงศพ หรืองานศพ แลดูเป็นความฝันที่แปลกประหลาดและน่าหวาดกลัว แต่จริงๆ แล้วตามตำราทำนายฝันสมัยโบราณได้ทำนายฝันประเภทนี้ไว้ว่า เป็นความฝันที่ดี จะทำให้ตัวผู้ที่ฝันโชคดี มีลาภก้อนโต ได้ข่าวดีในเรื่องสำคัญ

2. ฝันเห็นงู มังกร พญานาค

หากพูดถึงพญานาค เชื่อว่าทุกคนต้องรู้กันว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีตำนานความเชื่อต่างๆ มาอย่างยาวนาน นอกจากพญานาคแล้วยังมีงูและมังกรด้วยที่ตามตำราทำนายฝันได้ทำนายไว้ว่า ผู้ที่ฝันเห็นสิ่งเหล่านี้จะมีโชคลาภก้อนโต และยังเป็นที่เชื่อถือกันมาแต่โบราณแล้วว่าเป็นความฝันที่มีความแม่นยำสูง ยิ่งคนที่นับถือองค์พญานาคอยู่แล้วได้ฝันเห็นท่านด้วยจะยิ่งเชื่อกันว่า ท่านมาเข้าฝันเพื่อให้โชคลาภแก่ลูกหลาน แถมจะคอยปกป้องคุ้มครองลูกหลานอีกด้วย

3. ฝันเห็นของมีค่า/สมบัติ (เช่น เพชร ทองคำ สร้อย แหวน กำไล)

ตรงตัวเลยค่ะ ฝันเห็นเงินทอง ของมีค่า เพชรนิลจินดา เครื่องประดับสวยงามทั้งหลาย มีการทำนายเอาไว้ว่าการฝันเช่นนี้มีสิริมงคลกับตัวผู้ที่ฝันเป็นอย่างมาก เพราะจะมีโชคลาภก้อนโตหรือลาภลอยในเร็ววัน

พระสงฆ์

4. ฝันเห็นพระ

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พุทธศาสนิกชนทุกคนเคารพนับถือสักการะบูชาก็คือ พระพุทธเจ้า (แม้แต่ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นก็มีนักบวชหรือศาสดาในศาสนาของตน) ดังนั้นการฝันเห็นพระ ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ พระพุทธรูป พระพุทธเจ้าก็ตาม จะทำให้เกิดสิ่งดีๆ และความเป็นสิริมงคลกับชีวิตของผู้ที่ฝัน รวมถึงจะทำให้ชีวิตของผู้นั้นมีแต่ความสงบสุขทั้งกายและใจ และมีโชคดีโชคลาภตามมาในเร็ววันด้วย

5. ฝันเห็นอวัยวะเพศ

การฝันเห็นอวัยวะเพศของผู้หญิง หรือ ผู้ชาย หรือ ได้จับอวัยวะเพศ ไม่ได้เป็นเรื่องลามกในความฝัน แต่กลับเป็นนิมิตหมายที่บอกว่าเรากำลังได้รับโชคลาภลอยแบบไม่คาดคิด ยิ่งถ้าได้จับอวัยวะเพศนั้นเต็มไม้เต็มมือ โอกาสได้รับโชคก็จะมีมากขึ้น

แม่

6. ฝันว่าได้อุ้มเด็กหรือมีคนอุ้มเด็กมาให้

ฝันว่าได้อุ้มเด็ก เห็นคนอุ้มเด็ก หรือมีคนอุ้มเด็กมาฝาก มีการทำนายความฝันเช่นนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วว่าคนที่โสดอยู่ มีโอกาสจะได้เจอเนื้อคู่หรือได้สละโสดในเร็ววัน ส่วนคนมีคู่ ตามภาพที่ฝันเลยค่ะ อาจมีการตั้งครรภ์หรือได้มีบุตรร่วมกันในเร็ววัน นอกจากนี้หากฝันถึงเด็กเล็กหรือทารกด้วยแล้ว ยิ่งอวบอ้วนเท่าไหร่ ก็จะยิ่งหมายถึงการได้เงิน ได้โชคลาภก้อนโตด้วย

7.ฝันว่าได้กินข้าว

การฝันว่าได้กินข้าว จะหมายความว่าหากทำงานประจำอยู่ มีเกณฑ์จะได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น หรือ หากเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็มีโอกาสว่าจะได้รับโชคจากธุรกิจที่ทำ

เสือ

8. ฝันว่าเสือกัด ได้ขี่เสือ หรือฆ่าเสือตาย

ฝันเห็นเสือ ได้ขี่เสือ ถูกเสือกัด หรือฆ่าเสือตาย โบราณถือเป็นความฝันที่จะนำโชคลาภมาให้ทั้งนั้น โดยหากฝันว่าได้ขี่เสือ ไม่ว่าจะหญิงหรือชายจะมีข่าวดีเรื่องการงาน อาจได้มีการปรับเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง มีชื่อเสียง อีกทั้งยังช่วยเสริมด้านอำนาจวาสนาอีกด้วย หากฝันว่าถูกเสือกัดก็แปลว่าอาจมีเพศตรงข้ามนำโชคลาภมาให้ หากฝันว่าฆ่าเสือตาย คนโบราณเชื่อว่าจะหมดเคราะห์หมดโศกเสียที

9. ฝันเห็นเลือด

ฝันเห็นเลือด ไม่ว่าจะเป็นเลือดนอง เลือดไหล เลือดออกตามร่างกาย ตามตำราทำนายความฝันของคนโบราณเชื่อกันว่าจะหมดเคราะห์หมดโศก และอาจได้รับข่าวดีจากแดนไกล นอกจากนี้หากฝันว่าได้กินเลือดเนื้อของสัตว์ ก็จะมีโชคลาภจากการเสี่ยงดวงเสี่ยงโชคด้วย

ไก่ตัวหนึ่ง

10. ฝันเห็นไก่ หรือ เป็ด

การฝันเห็นไก่ หรือ เป็ด ว่ากันว่าหากในความฝันนั้น เราได้จับ ได้กิน หรือ ไก่/เป็ด บินเข้ามาหา จะหมายความว่า จะมีคนแปลกหน้าเอาโชคลาภมาให้ถึงบ้าน เราได้รับเงินทอง อาจเป็นโบนัสก้อนพิเศษ หรือ เงินขวัญถุงต่างๆ นอกจากนี้ยังอาจหมายถึงการมีลูกได้ด้วย

11.ฝันว่าจับอุจจาระ

การฝันว่าจับอุจจาระ หรือ เหยียบอุจจาระ หรือ มีอุจจาระเปื้อนตามร่างกาย หมายความว่าเรากำลังมีโชคลาภ แต่ถ้าใครฝันว่าอุจจาระเปื้อนแล้วเช็ดออก หรือ ฝันว่าเห็นอุจจาระแต่ไม่ได้จับ อาจจะมีโชคแต่น้อย หรือ อาจไม่ได้รับโชคเลยก็ได้ ดังนั้นฝันเห็นอุจจาระแล้ว ต้องจับ ต้องเปื้อน ถึงจะโชคดี

ปลา

12. ฝันเห็นปลา

ฝันเห็นปลาหรือฝันว่าได้จับปลา คนโบราณว่ากันว่าเป็นความฝันที่แม่นยำมากที่สุด โดยเฉพาะหากฝันเห็นปลาเป็นจำนวนมากหรือฝันว่าสามารถจับปลาได้เยอะ ยิ่งเยอะเท่าไรก็จะยิ่งมีโชคลาภมากเท่านั้น ปัจจุบันปลายังเป็นสัตว์มงคลและสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความมั่งคั่งร่ำรวยอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ภาพปลาคาร์ฟ 9 ตัวว่ายทวนน้ำที่แสดงให้เห็นถึงการขวนขวายหาทรัพย์อย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและรวยแบบไม่สิ้นสุด เป็นต้น

ส่วนสำคัญ หมั่นทำดี คิดดี พูดดี มีพระรัตนตรัยอยู่ในจิตใจ สร้างบุญกุศล รักษาศีล กันไว้อย่างไรชีวิตก็จะเจริญก้าวหน้าทั้งทางโลกและทางธรรม