วันที่ ๖ พฤศจิกายน วันกอบกู้เอกราชไทย

วันศุกร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๑๐ วันกอบกู้เอกราชไทย ‘พระเจ้าตาก’ รบชนะพม่าเข้ายึดโพธิ์สามต้น ทรงกอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนมาได้ กู้เอกราชสำเร็จหลังเสียกรุงศรีอยุธยา ๗ เดือน

พระเจ้าตากสินมหาราชตีค่ายโพธิ์สามต้น ภาพจิตรกรรมในพระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน (ภาพจาก “จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก, สำนักพระราชวัง)
พระเจ้าตากสินมหาราชตีค่ายโพธิ์สามต้น ภาพจิตรกรรมในพระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน (ภาพจาก “จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก, สำนักพระราชวัง)

วันที่ ๖ พฤศจิกายน วันกอบกู้เอกราชไทย การสงครามกอบกู้เอกราชครั้งนั้น เริ่มต้นขึ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงยกกองทัพเรือจากจันทบุรีเข้ามาทางปากแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าโจมตีข้าศึกที่เมืองธนบุรี ทรงยึดเมืองธนบุรีคืนได้และประหารนายทองอินคนไทยที่เป็นไส้ศึก แล้วจึงเคลื่อนทัพต่อไปที่กรุงศรีอยุธยา

จากนั้น เมื่อวันศุกร์ เดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๒๙ ปีกุน นพศก เวลาบ่ายโมงเศษ ซึ่งตรงกับวันศุกร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๓๑๐ เวลาประมาณ ๑๓.๐๐ น. เจ้าตาก รบชนะพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้น โดยฆ่าสุกี้แม่ทัพพม่าตาย ซึ่งถือเป็นการกู้เอกราชคืนจากพม่าได้สำเร็จ โดยใช้เวลาเพียงแค่ ๗ เดือน นับจากตอนที่เสียกรุงศรีอยุธยาไป

ดังนั้นเพื่อน้อมรำลึก วันชนะศึกในวันนี้ ๖ พฤศจิกายน ๒๓๑๐ “วันกู้ชาติ” หรือ “วันประกาศอิสรภาพ” ราชอาณาจักรสยาม น้อมรำลึก ”พระเจ้าตากสินมหาราช” ทรงตีค่ายโพธิ์สามต้นแตก ทรงกู้อิสรภาพให้กับชาติไทยให้ลูกหลานเป็นปึกแผ่นมาจนถึงทุกวันนี้ รวมเป็นเวลา ๒๕๖ ปี

บันทึกหลวงพ่อฤาษีลิงดำ สนทนากับ พระเจ้าตาก – วัดเขาขุนพนม นครศรีธรรมราช​

เรื่องนี้ถูกบันทึกไว้ โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ในขณะที่ท่านป่วยหนัก รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เมื่อพระเจ้าตากสิน ปรากฏกายขึ้น หลวงพ่อฤาษีลิงดำเล่าว่าได้สนทนากันดังนี้

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ อาตมา (หลวงพ่อ-ฤาษีลิงดำ) ป่วยหนัก ไปนอนพักรักษาตัวที่กรมแพทย์ทหารเรือ (ปัจจุบัน – โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า) ไปนอนอยู่ที่ตึก ๑ เป็นห้องพิเศษ เวลาประมาณ ๔ ทุ่มเศษๆ ไฟฟ้าในห้องยังไม่ดับและประตูก็ใส่กลอนแล้ว ถึงเวลานอน นอนคนเดียวยังไม่หลับ

ปรากฎว่ามีคนคนหนึ่งมายืนอยู่ข้างเตียง เป็นชายลักษณะเป็นคนล่ำๆ ท่าทางแข็งแรงทะมัดทะแมงปราดเปรียวมาก เป็นคนผิวขาว หน้าค่อนข้างจะสี่เหลี่ยมนิดๆ แต่มีเนื้อเต็ม นุ่งกางเกงขาสั้นสีขาวเหนือเข่านิดหนึ่ง ใส่เสื้อแขนสั้นสีขาวเหนือศอกหน่อย ก่อนที่อาตมาจะเห็นท่านผู้นี้ ก็เพราะขณะที่ไปนอนป่วยอยู่ที่นั่นก็มีความรู้สึกว่า

บรรดาผีทั้งหลายอาจจะแกล้งได้ง่าย เนื่องจากกำลังใจของคนป่วยความเข้มแข็งน้อย ก็นึกว่าในที่นี้เป็นเขตพระราชฐานของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงขอพึ่งบารมีท่านให้คุ้มครอง พอท่านมายืนก็มองเห็นไม่ต้องหลับตาไม่ต้องเข้าฌาน ในเมื่อผีจะแสดงตัวให้ปรากฎ แต่ความกลัวไม่มีเพราะเรื่องนี้ชินมาตั้งแต่บวชพรรษาที่ ๑ ก็เลยถามท่านว่า

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

“ท่านเป็นใคร” ท่านผู้นั้นก็ถามว่า “เมื่อกี้ท่านนึกถึงใคร” “นึกถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” “ผมนี่แหละ พระเจ้าตากสินมหาราช” ก็เลยมองไปมองมา ดูลักษณะการแต่งตัวของท่าน “มองอะไร” “มองดูลักษณะพระเจ้าตากสินมหาราช” “เชื่อหรือยังว่าเป็นพระเจ้าตากสินมหาราช” “ยังไม่เชื่อ ที่มองเพราะยังไม่เชื่อ”

“ไม่เชื่อตรงไหน” “ไม่เชื่อตรงกางเกงกับเสื้อเพราะพระมหากษัตริย์ไม่น่าจะนุ่งแบบนี้” “กษัตริย์ต้องทรงเครื่องกษัตริย์นอนเชียวหรือ นี่มัน ๔ ทุ่มกว่าแล้วนะ” “จะรู้ได้อย่างไรในเมื่อเป็นกษัตริย์ เวลาเป็นผีมาแสดงตนให้ปรากฎ ก็ต้องใช้เครื่องทรงแบบกษัตริย์” “ใช้เครื่องทรงกษัตริย์ก็ได้” พอพูดจบเครื่องทรงก็เป็นกษัตริย์ ท่านถามว่า “เชื่อหรือยัง ” “ตอนนี้เชื่อแล้ว”

พระเจ้าตากสินมหาราช

ต่อมาก็คุยกันตั้งแต่ ๔ ทุ่มเศษๆ ถึงตี ๕ ครึ่ง คุยกันเรื่องในอดีต ความเป็นมาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งแต่เป็นเด็กชายสินไว้หางเปีย จนกระทั่งถึงขั้นวางแผนให้รัชกาลที่ ๑ เป็นพระมหากษัตริย์ เป็นการยืนยันว่าพระองค์ไม่ได้ถูกรัชกาลที่ ๑ ประหารชีวิต

เมื่อรัชกาลที่ ๑ ขึ้นเถลิงราชสมบัติแล้ว ก็นำสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ท่านบวชเป็นพระแล้วนั่งคานหามไปส่งออกทางปากท่อ ตอนกลางคืน ไปส่งที่ถ้ำในจังหวัดนครศรีธรรมราช (วัดเขาขุนพนม จ.นครศรีธรรมราช​) ลูกชายของท่านมีสองคน คนพี่ให้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจะได้บำรุงพ่อ คนน้องก็ให้ทุนเป็นพ่อค้าสำเภา เป็นการหาทรัพย์สินเข้าเมือง

วัดเขาขุนพนม

เป็นการยืนยันว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก่อนจะสวรรคตเป็นพระสงฆ์ ไม่ได้ถูกฆ่าตาย พระองค์สวรรคตที่นครศรีธรรมราช ถ้ำที่ท่านพักก็ยังอยู่ กุฎิหลังนั้นเขาทำเลียนแบบไว้ แต่ความจริงกุฎิที่อยู่จริงๆ ดีกว่านั้น เขาทำให้มีความผาสุก กว่านั้น ออกจากถ้ำท่านก็มีที่พัก มีห้องพักแบบสบายๆ ความจริงท่านไม่ได้สั่ง

แต่ลูกชายเป็นคนสร้างให้ ท่านอยู่ด้วยความสงบ คนที่เป็นกษัตริย์มาแล้ว เป็นทุกอย่างมาแล้ว มันก็หมดความโลภ ความโกรธ ความหลง และก็เป็นคนแก่ด้วย ก็หมดความรัก ฉะนั้นการปฏิบัติธรรมของท่านก็เป็นไปด้วยความเคร่งครัด แต่ไม่ได้เคร่งเครียด คำว่า “เคร่งครัด” คือ “ปฎิบัติตรงไปตรงมา ในมัชฌิมาปฎิปทา”

พระราชปณิธานของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ก่อนท่านจะลากลับ อาตมาถามว่า “ขอหวยสัก ๒ ตัวได้ไหม” “สมัยผมมีแต่หวยจัยยี่กี หวยแบบเลขท้าย ๓ ตัว ๒ ตัว แบบนี้ไม่มี เรื่องหวยนี่ผมไม่รู้หรอก แต่เวลานี้ผมมีสตางค์ติดกระเป๋ามาเพียง แค่ ๒๕ สตางค์ ผมขอถวายหมด” พูดแล้วท่านก็หยิบเหรียญโยนไปใต้เตียงเห็นเลข ๒๕ ใสแจ๋วพอตอนเช้าบรรดาพยาบาล และนายทหารประจำตึกมาถามว่า “เมื่อคืนมีอะไรบ้างครับ”

พระเจ้าตากสินมหาราช

ก็เลยเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาเยี่ยม ขอหวยท่าน ท่านบอกว่าไม่มี มีแต่เงินเหรียญ ๒๕ สตางค์ แล้วท่านก็โยนเหรียญไปใต้เตียง ปรากฎว่าภายในวันนั้นข่าวกระจายไปทั่วกรมอู่ ทุกคนเล่นเลยท้าย ๒ ตัว ถูกกันมาก

ข้อมูลจาก : หนังสือ “ญาณอริยะไขปริศนาพระเจ้าตาก” โดยทิพยจักร