พ่อท่านกล่ำ ถาวโร “พระครูวิสุทธิจารี” วัดวิสุทธิยาราม (ศาลาบางปู) นครศรีธรรมราช

พ่อท่านกล่ำ ถาวโร วัดวิสุทธิยาราม (ศาลาบางปู) นครศรีธรรมราช เป็นอริยสงฆ์เป็นพระสงฆ์ที่ให้ เป็นผู้ให้กำเนิดยันต์ราหูแปดทิศที่ทรงอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์  ต้นแบบให้กับวัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราชที่มีความโด่งดังไปทั่วประเทศ

ผู้ก่อตั้งวัดวิสุธิยารามให้เป็นอารามได้ ทั้งพระสงฆ์และญาติโยมได้ประกอบศาสนกิจ ในทางพระพุทธศาสนา ได้ฉายาว่า “พระครูวิสุทธิจารี” ถือพรรมจรรย์ เพราะบวชเรียนตั้งแต่เป็นสามเณร อุปสมบท ณ วัดจันพอ นครศรีธรรมราช แล้วบูรณะวัดชะเมาซึ่งสมัยนั้นเป็นวัดร้าง มาเป็นวัดที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน แล้วมาก่อตั้งวัดวิสุทธิยาราม (ศาลาบางปู) นครศรีธรรมราช เมื่อปี ๒๔๙๗

พ่อท่านกล่ำ ถาวโร

ประวัติ พระครูวิสุทธิจารี (พ่อท่านกล่ำ) วัดวิสุทธิยาราม (วัดศาลาบางปู)

พ่อท่านกล่ำ ท่านเกิดวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ ในปี พ.ศ.๒๔๓๕ ทวดชื่อ ขุนหลวง จารเรก ปู่ชื่อ ขุนศรี ย่าชื่อ นางอิ่ม โยมบิดาชื่อ นายหนูครุฑ โยมมารดาชื่อ นางแป้น คีรีนาถ โยมบิดา นายหนูครุฑ มีภรรยา ๔ คน และมีบุตรธิดา ๑๒ คน พ่อท่านกล่ำ เป็นบุตรคนเดียวของ โยมมารดาแป้น คีรีนนาถ  บ้านเดิมอยู่บ้านดวด (ลายสาย) พระ ครูวิสุทธิจารี บวชสามเณรที่วัดจันพอ ท่านเคยได้รับพระราชทินนาม “พระครูวิสุทธิจารี” ซึ่งแปลว่า ผู้รักษาซึ่งพรหมจรรย์ อันเป็นราชทินนามตกทอดมาจาก พระครูวิสุทธิจารี (พ่อท่านพุ่มเฒ่า) หรือที่รู้จักกันในนาม พ่อท่านพุ่ม วัดจันพอ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของ พระครูวิสุทธิจารี (พ่อท่านกล่ำ)

พ่อท่านกล่ำ ถาวโร

วิสุทธิ หมายความว่า บริสุทธิ์
จารี หมายความว่า ผู้ประพฤติ

แปลอย่างตรงไปตรงมาก็คือ ผู้ประพฤติที่บริสุทธิ์ เป็นการยกย่องและสื่อความหมายว่า ท่านมีวัตรปฏิบัติที่บริสุทธิ์ ทั้งในทางโลกและทางธรรม มีความเคร่งครัดในศีล ซึ่งการจะปฏิบัติเช่นนี้ได้ตั้งแต่เด็กตลอดจนสิ้นอายุขัย ต้องเป็นผู้ที่ละวางกิเลสได้มากจนถึงหมดสิ้นซึ่งกิเลส

พ่อท่านกล่ำ ถาวโร

พระครูวิสุทธิจารี (พ่อท่านกล่ำ) ต่อมาเมื่อปี ๒๔๙๗ ได้จัดตั้งเป็นสำนักสงฆ์ที่บ้านศาลาบางปู จนได้รับพระราชทาน พัทเสมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ พระครูวิสุทธิจารี  ได้พัฒนา สร้างเสนาสนะ ร่วมกับญาติโยม ตลอดจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๑ พระครูวิสุทธิจารี ได้มรณภาพลง ขณะอายุได้ ๙๖ ปี เป็นวันเดียวกับที่ท่านเกิดในทางจันทรคติ คือวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒

พระครูวิสุทธิจารี

ซึ่งในปัจจุบันสรีรสังขารของพระครูวิสุทธิจารี ซึ่งเส้นเกศา หรืออวัยวะอื่น ๆ ก็ยังคงอยู่ในสภาพเดิม ยังคงเก็บอยู่ในมณฑป วัดวิสุทธิยาราม หมู่ที่ ๑๐ ถนนนครฯ-ท่าศาลา ตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช

 – ขอบคุณเจ้าของภาพ/ข้อมูล … สาธุ สาธุ สาธุ

ประวัติ พ่อท่านพุ่ม “พระครูวิสุทธิจารี” วัดจันพอ อ.ท่าศาลา นครศรีธรรมราช

พ่อท่านพุ่ม “พระครูวิสุทธิจารี” วัดจันพอ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช

ท่านถือกำเนิดเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๔๐๒ ไม่ทราบวันที่ ตรงกับวันอาทิตย์ ปีมะเมีย ณ ต.นาตะเคียน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เป็นบุตรคนที่ ๕ ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด ๘ คน ของนางนุ่ม นายสง ครอบครัวทำอาชีพเกษตรกรรม

ในวัยเด็กเมื่ออายุได้ ๑๓ ปี ได้เข้าศึกษาอักขระสมัยในสำนักของท่านขรัวพุทศรี วัดหัวอิฐ จากนั้นได้ลาท่านขรัว ไปบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดชายตัง(วัดชายนา) ได้ ๒ พรรษา (อายุ ๑๕ ปี) จึงลาสิกขามาช่วยงานทางบ้าน สึกได้ ๒ ปี จากนั้น(อายุ ๑๗ ปี) ได้เข้าหาพระอาจารย์ย่อง อินฺทสุวณฺโณ วัดวังตะวันตก เพื่อศึกษาธรรมวินัยบวชเรียนต่อ

เมื่อท่านมีอายุครบอุปสมบท อายุได้ ๒๐ ปี ประมาณ พ.ศ.๒๔๒๒-๒๔๒๓ พระอาจารย์ย่องได้พาท่านไปยังวัดท่าโพธิ์ฯ เพื่อที่จะไปหาพระอุปัชฌาย์ ในการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมี พระครูการาม (จู) ปธ.๔ วัดท่าโพธิ์ฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ (มรณะภาพ พ.ศ.๒๔๒๗)

พระอาจารย์ย่อง อินฺทสุวณฺโณ วัดวังตะวันตกเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ภายหลังดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูกาชาด ทำหน้าที่ดูแลองค์พระธาตุฯ และปกครองคณะสงฆ์ด้านทิศตะวันตกของพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช(มรณะภาพ พ.ศ.๒๔๖๐)

พระอาจารย์ม่วง วัดท่าโพธิ์ฯ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อครั้งท่านยังอยู่ในมหานิกาย ก่อนที่จะเปลี่ยนนิกายเป็นธรรมยุติ ภายหลังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมพิเศษ มีราชทินนามว่า พระรัตนธัชมุนี (ม่วง รตนทฺธโช) ปธ.๔ เจ้าคณะมลฑลนครศรีธรรมราช(พ.ศ.๒๓๙๖-๒๔๗๗)

สำเร็จกิจเป็นพระภิกษุสงฆ์ พระพุ่ม ได้จำพรรษาอยู่กับพระอาจารย์ที่วัดท่าโพธิ์ฯ อยู่ระยะหนึ่ง จากนั้นได้ลาพระอาจารย์กลับมาจำพรรษาที่วัดวังตะวันตก ในอันเตวาสิกของพระอาจารย์ย่องเช่นเดิม ได้ศึกษาพระธรรม เรียนสวดพระปาฏิโมกข์โดยสวดได้ใน ๑ พรรษา และศึกษาสรรพวิชาต่างๆจากพระอาจารย์ย่อง

เมื่อบวชได้ ๓ พรรษา ท่านเกิดอาพาธหนัก แต่ไม่ละความเพียรในการศึกษาธรรม จนหายจากอาพาธ เป็นพระสงฆ์ที่เคร่งครัดพระธรรมวินัย ใฝ่รู้ใฝ่ศึกษา สมถะเรียบร้อย รูปงามวางตัวเหมาะสมกับการเป็นเพศสมณะ

จากนั้นต่อมาอีก ๒ ปี พ.ศ.๒๔๒๗ พระครูการาม(จู) วัดท่าโพธิ์ฯ ผู้เป็นพระอาจารย์อุปัชฌาย์ถึงแก่มรณภาพ พระพุ่มก็ได้ไปช่วยงานการทำศพจนเสร็จสิ้น [พระครูการาม(จู) ปธ.๔ ก่อนที่ท่านจะไปครองวัดท่าโพธิ์ฯ ท่านครองวัดมเหยงค์มาก่อน]

เรื่องวิชาอาคมพ่อท่านพุ่มก็มีติดตัวอยู่ไม่น้อย เนื่องจากท่านเป็นศิษย์ของพระครูกาชาด (ย่อง อินฺทสุวณฺโณ) วัดวังตะวันตก ซึ่งเป็นพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นพระนักพัฒนาเช่นกัน และมีวิชาอาคมอยู่ไม่น้อย ซึ่งได้ถ่ายทอดสู่พ่อท่านพุ่ม นอกจากพระอาจารย์ย่อง ท่านเป็นพระดีและพระขลังแล้วนั้น พ่อท่านพุ่มก็ได้ยึดแนวปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระอาจารย์

กล่าวคือ ดีทั้งนอกดีทั้งใน เป็นพระนักพัฒนา บวกกับการปฏิบัติธรรม มีจิตที่บริสุทธิ์ มีเมตตาธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีอยู่ในตัว บวกกับบารมีที่ท่านได้สร้างสมมา สมดังคำกล่าวที่ว่า “พระจะขลังเมื่อพระนั้นปฏิบัติดี มีความบริสุทธิ์ทั้งกายใจ” เมื่อดีใน+ดีนอก+บารมีที่สร้างสม = ความขลัง ตราตรึงในจิตวิญญาณเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้เคารพศรัทธา

ท่านเป็นพระสงฆ์ที่ปฏิบัติกิจของสงฆ์ไม่ได้ขาด โดยไม่ลดละหรือขาดเลยแม้บางครั้งท่านจะอาพาธ โดยเฉพาะการสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น ทุกวันตลอดสมณะเพศของท่าน และการขึ้นธรรมมาสแสดงธรรมเทศนาทุกวันพระ ๘ ค่ำและ ๑๕ ค่ำ มิได้ขาด ยังความจดจำแก่ชาวบ้านจันพอยิ่งนัก เป็นที่ยกย่องกล่าวขานถึงคุณงามความดีและจริยาวัตรจนถึงปัจจุบันนี้

เป็นที่ยึดเหนี่ยวเคารพนับถือในพระคุณของชนทั้งปวง ทั้งชาวบ้าน ชาวจีน แขก ต่างศาสนา ในวันที่ท่านมรณภาพ ชาวบ้านจันพอร้องไห้กันทุกบ้าน ไม่มีหลังไหนที่ไม่หลั่งน้ำตา ตั้งแต่เด็กเล็ก นักเรียน ตลอดถึงคนชรา เปรียบต้นโพธิ์ใหญ่ที่ไว้อิงบารมีล้มลง

มรณภาพ ตามรายละเอียดในหนังสือบันทึกประวัติท่าน พระครูวิสุทธิจารี (พ่อท่านพุ่ม) วัดจันพอ ถึงแก่มรณภาพ วันที่ ๘ เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๘ ตรงกับ วันพุธ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๙ ปีระกา เวลา ๑๖.๐๐ น. สิริอายุ : ๘๖ ปี ๖๖ พรรษา (ย่างเข้าสู่ปีที่ ๘๗)

เมื่อพ่อท่านพุ่มมรณภาพ มีการเก็บศพไว้ ๔ ปีเศษ ไม่สามารถจัดงานฌาปนกิจได้ในทันทีเนื่องจากเป็นฤดูฝน และบ้านเมืองเป็นเป็นภาวะหลังสงครามโลก ข้าวของแพง ล่วงมา พ.ศ.๒๔๙๔ ในเดือนเมษายน

พระครูวิสุทธิจารี  วัดจันพอ

มีกำหนดงานฌาปนกิจศพพ่อท่านพุ่ม กำหนดงานวันที่ ๑๒-๑๘ เมษายน มีการปลูกโรงเมรุใหญ่ขึ้นที่ลานวัด มีพ่อท่านเอียด อริยวํโส วัดคงคาวง (ในเขียว) หรือพ่อท่านเอียดดำ ศิษย์น้องของท่านเป็นหัวเรือใหญ่ในการช่วยเหลืองานโดยกำลังแรงและกำลังทรัพย์ มีพ่อท่านกล่ำ พ่อท่านเรือง พ่อท่านน้อม พ่อท่านแปลก

และชาวบ้านรวมทั้งศิษยานุศิษย์จากทั่วสารทิศมาร่วมงาน มีการปลูกโรงครัว มีมหรสพ หนังตะลุง โนรา จุดพลุดอกไม้ไฟอย่างครบครัน นับว่าเป็นงานใหญ่งานหนึ่งในอดีตของอำเภอท่าศาลา

จวบจนถึง วันจันทร์ ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๒ ในเวลากลางคืนก็ทำการฌาปนกิจ พอรุ่งเช้า วันที่ ๑๙ เมษายน ก็มีการเก็บอัฐิ ทำบุญ ถวายภัตตาหารพระเช้าและเพล เพื่ออุทิศบุญกุศลให้พระอุปัชฌาย์อาจารย์

– ขอบคุณข้อมูลโดย Krit Jakkrit