คำพูดที่ไม่ควรพูดกับคนที่ป่วยเป็น ‘โรคซึมเศร้า’ ที่ควรรู้

โรคซึมเศร้า เป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่ง โดยคนใกล้ชิดต้องดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างมาก และยิ่งต้องระวังคำพูดที่จะพูดกับบุคคลกลุ่มนี้ด้วย ดังนั้นประโยคที่ไม่ควรพูด เพราะในบางครั้งคำพูดต่างๆนั้น อาจทำให้ผู้ป่วยตีความประโยคให้กำลังใจต่างออกไป จนทำให้เกิดปัญหาในที่สุดจึงเป็นสิ่งที่ควรจะต้องรู้ เพราะบางครั้งคำพูดเพียงคำประโยคเดียวก็สามารถทำให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คิ ด ฆ่ า ตั ว ต า ย ได้ในทันที

● สู้ ๆ นะ เธอทำได้อยู่แล้ว พยายามอีก

จริง ๆ แล้วมันก็เป็นคำพูดให้กำลังใจปกตินั่นแหละที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่สำหรับคนที่เป็นซึมเศร้าบางคนแล้ว มันส่งผลกับเขามหาศาล เพราะเราไม่รู้เลยว่า ที่ผ่านมาแล้วสู้มาแล้วขนาดไหนกว่าจะถึงวันนี้ ทั้งสู้กับความคิดตัวเอง สู้กับความเครียด ความกดดัน สู้กับโรคที่เป็นและ พวกเขาไม่รู้ต้องสู้ไปถึงเมื่อไร การบอกให้เขาสู้ ๆ และบอกว่าเขาทำได้อยู่แล้ว ในมุมหนึ่งมันก็ดูเป็นความกดดัน

● เรื่องแค่นี้เอง

คำนี้ไม่ควรพูดอย่างมาก เพราะเราไม่รู้เลยว่าเรื่องแค่นี้ของเรา สำหรับเขาแล้วมันใหญ่ขนาดไหน ปัญหา ความทุกข์ ความกดดันที่เขาเจอมันอาจจะมากกว่าที่คุณสัมผัสก็ได้ เพราะความเปราะบางในใจคนเราไม่เท่ากัน ดังนั้นปัญหาของเราจึงไม่เท่ากัน
#มีคนที่แย่กว่านี้อีก
ปัญหาและสภาพจิตใจของใครของมัน ไม่ควรเอาเขาไปเปรียบเทียบกับใคร มีคนที่แย่กว่าก็ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องรู้สึกดีขึ้นเพราะเหตุผลนี้ เพราะปัญหาของเขามันก็ยังอยู่ มันไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ดังนั้นไม่ควรเปรียบเทียบกับใคร

● ร้องไห้ทำไม อย่าร้อง

การร้องไห้ไม่ใช่เรื่องผิดและไม่ใช่เพราะความอ่อนแอ แต่การร้องไห้มันคือการระบายออกของความรู้สึกรูปแบบหนึ่ง ดังนั้น การบอกให้เขาหยุดร้องเพราะจะดูอ่อนแอ ไม่เข้มแข็งมันจึงไม่ควรเกิดขึ้น ถ้าเขาจะร้องปล่อยให้เขาร้อง

● จะเศร้าอะไรนักหนา เลิกเศร้าได้แล้ว

โรคซึมเศร้าเป็นโรคชนิดหนึ่ง บางทีเขาก็ไม่ได้อยากเศร้าแต่ด้วยอาการของโรคมันแสดงอาการออกมาจึงทำให้เขาเศร้า ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ก่อน และเชื่อเถอะว่าโลกนี้มันไม่ได้ใจดีกับทุกคนขนาดนั้น มันก็ต้องมีวันที่เราระเบิดความเศร้าที่เก็บสะสมไว้ออกมาบ้าง ดังนั้นอย่าตั้งคำถามกับความเศร้า และบังคับให้เขาเลิกเศร้าได้แล้ว เพราะบางทีมันก็เป็นอาการของโรค

สิ่งที่ควรทำมากที่สุดเพื่อคุณต้องพูดคุยหรือคอมเม้นท์กับคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า อาจจะเป็นเพียงแค่การรับฟังพวกเขาอย่างตั้งใจ รับฟังด้วยใจจริง ๆ ไม่ต้องตัดสิน ไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่รับฟังก็เพียงพอ และพยายามอย่าใช้พูดต้องห้าม เพราะนอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว ยังเป็นการฆ่าคนด้วยมือเปล่าทางอ้อมโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย

ติดตามสาระน่ารู้การสร้างเสริมสุขภาพได้ที่ https://www.facebook.com/TheBulletinThailand

ทำความรู้จักกับ “โรคซึมเศร้า” เป็นภาวะความผิดปกติทางอารมณ์ ที่พบบ่อย

โรคซึมเศร้า (Depression) เป็นภาวะความผิดปกติทางอารมณ์ เป็นโรคทางอารมณ์ที่พบบ่อย โดยมีความชุกตลอดช่วงชีวิตถึง 12% พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และพบได้ในทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์เลวร้ายที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึก เช่น การสูญเสีย ความผิดหวังหรือการหย่าร้าง

โรคซึมเศร้า

การเป็นโรคนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่เป็นนั้นจะเป็นคนอ่อนแอ ล้มเหลวหรือไม่มีความสามารถ เพราะมีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าโรคซึมเศร้ามีสาเหตุส่วนหนึ่งจากการทำงานของระบบสมองที่ผิดปกติ

ในปัจจุบันโรคซึมเศร้าสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาและการรักษาทางจิตใจ หากไม่ได้รับการรักษาอาจเกิดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน การทำงานและความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง นำไปสู่ภาวะซึมเศร้าที่รุนแรงมากขึ้น เช่น มีอาการหลงผิด หูแว่ว มีความคิดทำร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตาย

คนเดียว

ประเภทโรคซึมเศร้า (Depression)

โรคซึมเศร้า เป็นความผิดปกติของสมอง ที่มีผลกระทบต่อความนึกคิด อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรมและสุขภาพกาย แต่คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าโรคซึมเศร้า เป็นผลมาจากความผิดปกติของจิตใจ สามารถแก้ไขให้หายได้ด้วยตนเอง ในความจริงแล้ว โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท 3 ชนิด คือ ซีโรโตนิน นอร์เอปิเนฟริน และโดปามีน

โรคซึมเศร้านั้นมีหลากหลายประเภท ทำให้ผู้ป่วยซึมเศร้าแต่ละคนมีความแตกต่างกันออกไป อารมณ์ที่หลายหลายของโรคซึมเศร้า ได้แก่

โรคซึมเศร้า

1. โรคซึมเศร้าแบบเมเจอร์ ดีเพรสชั่น (Major Depression)

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าชนิดนี้ จะมีความผิดปกติที่มีอารมณ์ซึมเศร้านานกว่า 2 สัปดาห์ ผู้ที่ป่วยจะมีอาการเศร้าสลดอย่างมาก จนไม่มีความสนใจในกิจกรรมต่างๆ ที่จะช่วยทำให้กลับมามีความสุขสดชื่นเหมือนเดิม ดังนั้นควรเริ่มรักษาแต่เนิ่นๆ จะช่วยไม่ให้โรคซึมเศร้าแบบนี้มีความรุนแรงขึ้น อีกทั้งยังลดความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายอีกด้วย

2. โรคซึมเศร้าแบบดิสทีเมีย (Dysthymia Depression)

ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าชนิดนี้ จะมีอาการรุนแรงน้อยกว่าชนิดแรก แต่เป็นอย่างต่อเนื่องนานกว่า นั่นคือ จะมีอาการอย่างน้อย 2 ปี แต่มักจะนานกว่า 5 ปี อาการไม่รุนแรงถึงขนาดทำอะไรไม่ได้ เนื่องจากผู้ที่ป่วยจะมีอารมณ์ผิดปกติสลับไปด้วย

3. โรคซึมเศร้าแบบไบโพลาร์ ดิสออร์เดอร์ (Bipolar disorder)

โรคซึมเศร้า

ผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้า ชนิดนี้บางรายจะมีอารมณ์เซ็ง ซึมเศร้าสลับกับอาการลิงโลด โดยเป็นอารมณ์ที่ต่างกัน หรือ ต่างขั้วกัน โดยซึมเศร้าชนิดนี้จะมีผลต่อการตัดสินใจและมักก่อให้เกิดปัญหา เช่น การใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย หรือตัดสินใจผิดๆ และอาจมีความคิดฆ่าตัวตายในช่วงที่มีอาการซึมเศร้าได้

ดังนั้น หากพบหรือสงสัยว่าตนเองและคนใกล้ตัวคุณป่วยด้วยโรคซึมเศร้า อย่าได้นิ่งนอนใจ ควรพามาปรึกษาแพทย์ เพราะหากได้รับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้องด้วยวิธีที่เหมาะสม คุณและคนใกล้ตัวก็สามารถจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไป

โรคซึมเศร้า

สาเหตุของโรคซึมเศร้า

ความผิดปกติในสมอง เช่น สารสื่อประสาท ฮอร์โมนและวงจรระบบประสาท

ผู้ที่มีญาติเป็นโรคทางอารมณ์จะมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่า แต่ทั้งนี้ผู้ที่ไม่มีญาติเป็นโรคทางอารมณ์ก็อาจเป็นโรคนี้ได้

สภาพจิตใจของแต่ละคนอันเนื่องมาจากการเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมและเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิต ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการคิดและมุมมองต่อตนเอง เช่น มองโลกในแง่ร้าย สิ้นหวังหรือขาดความภูมิใจในตนเอง

ภาวะซึมเศ้ราอาจเกิดจากความผิดปกติอื่นๆ เช้น โรคทางกาย (ไทรอยด์ ลมชัก สมองเสื่อม ฯลฯ) ยารักษาโรคบางชนิด ปัญหายาเสพติด โรคอารมณ์สองขั้ว โรควิตกกังวล ฯลฯ

เศร้า

อาการของโรคซึมเศร้า

ผู้เป็นโรคซึมเศร้ามักมีอาการดังต่อไปนี้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์

เก็บตัว แยกตัวออกจากสังคม

รู้สึกเศ้รา ท้อแท้ และสิ้นหวัง

รู้สึกตนเองไร้ค่า

เศร้า

รู้สึกผิดและโทษตนเองตลอดเวลา

ขาดความสนใจหรือความเพลิดเพลินในการทำกิจกรรมต่างๆ

เคลื่อนไหวช้างลงหรือกระสับกระส่าย

เหนื่อยและอ่อนเพลียตลอดเวลา

ขาดสมาธิ ความสามารถในการคิดและการตัดสินใจน้อยลง

คนเดียว

เบื่ออาหารหรืออยากอาหารมากขึ้น

นอนมากหรือน้อยกว่าปกติ

มีความคิดหรือพยายามฆ่าตัวตาย

มีปัญหาในการทำงานและการใช้ชีวิตในสังคม

คนเดียว

การรักษาโรคซึมเศร้า

การรักษาหลักของโรคซึมเศร้าคือ การพูดคุยให้คำปรึกษา การทำจิตบำบัดและการใช้ยากลุ่มต้านเศร้า ผู้ป่วยทีมีอาการรุนแรงอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถดีขึ้นได้จนสามารถทำงานและดำรงชีวิตได้อย่างปกติหากได้รับการรักษาที่เหมาะสม

– ข้อมูลโดย – ศูนย์จิตรักษ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ