ความเชื่อโบราณ 10 อย่าง ที่ไม่โบราณ คนเก่าเเก่บอกไม่เชื่ออย่าลบหลู่

“ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” เป็นคำที่เราได้ยินได้ฟังกันบ่อยๆ เรื่องบางเรื่องเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่มันก็มีอยู่จริง เรามองไม่เห็นอากาศ แต่อากาศก็มีอยู่จริง เรามองไม่เห็นไฟฟ้า แต่มันก็มีอยู่ และสัมผัสได้ ความเชื่อโบราณก็เหมือนกัน บางอย่างเป็นประสบการณ์ จากคนเก่าๆ เคยพบมา เป็นมาแล้ว ก็เชื่อตามๆ กันมา เรามาดูว่า ความเชื่อโบราณ 10 อย่างอะไรบ้าง ที่คนทั่วไปยังเชื่อถือจนถึงทุกวันนี้

ได้กลิ่นธูป

1. ได้กลิ่นธูป ตอนกลางคืนถ้าได้กลิ่นธูปลอยมา คนโบราณเชื่อกันว่า เป็นวิญญาณของญาติสนิทภายในครอบครัวมาหา

2. อย่าเคาะจานข้าว เพราะเชื่อว่าจะเป็นการเรียกวิญญาณที่พเนจร เมื่อได้ยินเสียงเราเคาะจาน ก็จะพากันมาแย่งเรากินข้าว

กลางคืนห้ามกวาดบ้าน

3. กลางคืนห้ามกวาดบ้าน เพราะเชื่อว่าจะเป็นการกวาดเงินกวาดทองที่สะสมมาตั้งแต่ตอนเช้าออกไปหมดซึ่งอาจเป็นได้ว่าเมื่อก่อนไม่มีไฟฟ้าตอนกลางคืนมืดมาก การกวาดบ้านตอนกลางคืนจึงไม่ปลอดภัย

4. งดมีเพศสัมพันธ์ในวันพระ วันโกน วันพระวันเกิด และวันเข้าพรรษา ควรงดมีเพศสัมพันธ์ เพราะถือว่าเป็นวันบิรสุทธิ์

5. การสวมแหวนนิ้วกลางข้างขวา ถือเป็นการเสริมดวงการเงินและบารมี ส่วนการสวมแหวนนิ้วนางหรือนิ้วก้อยถือเป็นการเสริมเสน่ห์และเสริมดวงความรัก

งานศพ

6. ห้ามหญิงมีครรภ์ไปงานศพ เพราะเกรงว่าวิญญาณจะสามารถเข้าไปรบกวนทารกในครรภ์ ทำให้เกิดอันตรายได้

7. ปักตะไคร้ห้ามฝน ฝนตั้งเค้า ให้ปักตะไคร้คว่ำลงดินกลางที่โล่งแจ้ง จะทำให้ฝนหยุดตก

ฝัน

8. ฝันว่าฟันหักทำนายว่าจะสูญเสีย โดยถ้าฝันว่าฟันบนหัก ทำนายว่า จะเสียญาติผู้ใหญ่ข้างฝ่ายบิดา ถ้าฟันล่างหัก ทำนายว่าจะเสียญาติผู้ใหญ่ข้างมารดา

9. ห้ามฉลองก่อนวันเกิด เพราะอาจหมายถึงการรีบเร่งไปสู่ความตาย

10. ผู้หญิงระหว่างมีประจำเดือน ไม่ควรก้าวล้ำไปในวัด เพราะอาจก่อให้เกิดความอัปมงคล

สาววัย 57 ปี ผมยาวสุดในตรัง 1.5 เมตร เชื่อ “ผมผีช่อ” เป็นของดี ห้ามตัด ถ้าตัด ‘ป่วย-บ้า-เสียชีวิต’ ได้

สาวผมยาวสุดในตรัง 1.5 เมตร เชื่อ “ผมผีช่อ” เป็นของดี ห้ามตัด ถ้าตัด ‘ป่วย-บ้า-เสียชีวิต’ ได้

หญิงวัย 57 ปี ชาวบ้านตำบลน้ำผุด อ.เมือง จ.ตรัง มีผมเป็นปมขมวดกันเองโดยธรรมชาติ ซึ่งชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “ผมผีช่อ” มีความยาวถึงพื้นดิน เจ้าตัวเชื่อห้ามตัด ตัดแล้วป่วยทันทีเป็นของดีที่ต้องรักษาไปจนชั่วชีวิต

ผมผีช่อ

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่บ้านเลขที่ 93 หมู่ที่ 3 บ้านห้วยเร็จ ต.น้ำผุด อ.เมือง จ.ตรัง ซึ่งเป็นบ้านของนางเจียม ศรีสุข อายุ 57 ปี วันนี้มีชาวบ้านมาขอดู “ผมผีช่อ” ของนางเจียม ซึ่งมีความยาวเท่ากับความสูงของเธอคือ 1.50 เมตร ลักษณะเส้นผมเหมือนกับผมที่พันกัน เป็นปมขมวดกันแน่น ไม่สามารถสางหรือแกะให้หลุดออกจากกันได้ โดยเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

ผมผีช่อ

ชาวบ้านบางคนเรียกว่า เกล้านางธรณี หากเส้นผมลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นกับใครแล้ว ห้ามตัดทิ้งโดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นจะเกิดการเจ็บป่วย เป็นบ้าหรือเสียชีวิตได้ ทำให้คนที่มีเส้นผมลักษณะดังกล่าวไม่มีใครตัดผม ยกเว้นจะได้ครูหมอมโนราห์หรือผู้มีอาคมเก่งกล้าจึงจะสามารถตัดผมผีช่อได้

ผมผีช่อ

แต่ก็น้อยคนนักที่คิดจะตัด เพราะส่วนมากเชื่อว่าเป็นของดีที่สิ่งที่มองไม่เห็นให้มา เพื่อคุ้มครองและปกปักรักษาตนให้แคล้วคลาดและปลอดภัย ซึ่งวิธีการสระผมไม่ยุ่งยาก แห้งเร็ว ไม่เคยมีกลิ่นเหม็นอับและไม่เคยเข้าร้านตัดผมแม้แต่ครั้งเดียว

ผมผีช่อ

โดยนางเจียม เล่าว่า ตนมีผมปกติเหมือนกับคนอื่น ๆ มาตั้งแต่เกิด แต่เมื่ออายุประมาณ 30 ปีมีผู้หญิงนุ่งชุดขาวมาเข้าฝันแล้วถามตนว่า จะให้ของดีจะเอามั้ย ตนตอบว่าเอา พอรุ่งเช้าจึงพบว่าเส้นผมขมวดกันเป็นก้อนจนแกะไม่ออก ก่อนจะค่อย ๆ ขมวดกันแน่นขึ้น ซึ่งก็รู้ว่าเป็นผมผีช่อ และปล่อยให้ยาวมาเรื่อย ๆ จนถึงพื้นดินโดยไม่คิดจะตัด

ผมผีช่อ

ซึ่งไปไหนมาไหนมีคนสนใจขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก ซึ่งตนก็เชื่อว่าเป็นของดีแม้จะไม่เคยมีโชคลาภก้อนใหญ่สักครั้งในชีวิตก็ตาม โดยที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยเห็นใครมีผมผีช่อที่ยาวกว่าตนแม้แต่คนเดียว

ผมผีช่อ
ดูข่าวต้นฉบับ

“ขนมด้วง” ขนมไทยโบราณภาคใต้ เห็นแล้วคิดถึง

ขนมด้วง เป็นขนมพื้นบ้านของภาคใต้ เป็นขนมที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว โดยนำแป้งมาละลายกับน้ำพอให้เหลวเล็กน้อย นวดให้เข้ากันพักไว้ ข้าวเหนียวขาว นำมะพร้าวทึนทึกใส่ลงไป ขยำกับแป้งข้าวเหนียวอีกครั้ง เติมเกลือนิดหน่อย นวดให้เข้ากันอีกครั้ง นำแป้งมาปั้นเป็นลูกกลมๆก่อนแล้ว บี้ให้แบน ๆ เป็นรูปวงรี

ขนมด้วง

หลังจากนั้นก็นำมาทอด เมื่อน้ำมันเดือดก็ทำการเอาแป้งใส่ในกระทะทอดให้สุกหรืออยากให้กรอบก็ทอดจนสีแป้ง เป็นสีน้ำตาลทั้งสองด้าน ยกขึ้นจากกระทะให้สะเด็ดน้ำมัน ทอดจนหมดในคราวเดียวกัน พักให้เย็น

จากนั้นจะเป็นขั้นตอนของการเคลือบน้ำตาล นำน้ำตาลทรายใส่ในหม้อหรือกระทะใส่น้ำเล็กน้อยให้น้ำตาลละลาย เคี่ยวน้ำตาลพอให้หนืดๆ เล็กน้อย พอเป็นยางมะตูมเหนียวใส ไม่ต้องหนืดมาก เดี๋ยวเวลาใส่ขนมลงไปจะทำให้น้ำตาลแข็งก่อนจะเคลือบขนมหมด นำขนมที่ทอดไว้แล้วลงไปคลุกกับน้ำตาลที่เคี่ยวในกระทะใช้ทัพพีคลุกเคล้าให้ทั่ว (เรียกว่าฉาบ) ตักขึ้นทิ้งไว้ให้แห้ง พักไว้ให้เย็น สามารถรับประทานได้

ขนมด้วง

ส่วนผสม

1. แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ / 2. แป้งข้าวจ้าว 1 ถ้วย / 3. แป้งมันสำหรับทำแป้งนวล ½ ถ้วย
4. มะพร้าวทึนทึกขูดขาว 200 กรัม / 5. น้ำตาลทราย ½ ถ้วย / 6. งาขาวคั่ว ¼ ถ้วย
7. น้ำดอกมะลิ 2 ถ้วย / 8. หัวกะทิ 1 ถ้วย / 9. เกลือ 1 ช้อนชา / 10. สีผสมอาหารตามชอบ (ใช้สีที่อ่อนๆหน่อยนะค่ะ)

ขนมด้วง

วิธีทำ

1.แป้งมันและแป้งข้าวจ้าวผสมเข้าด้วยกัน ค่อยๆเทน้ำดอกมะลิลงไป กวนจนแป้งเป็นก้อนร่อนจากกระทะทองเหลืองยกลง

2. นำแป้งมานวดมือ โดยผสมสีผสมอาหารลงไปตามชอบ นวดจนแป้งนุ่มและไม่ติดมือ คลึงแป้งเป็นตัวด้วงปลายแหลมด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งมน ยาวประมาณ 4 เซนติเมตร (กะๆเอาค่ะ)

3. นำไปนึ่งในซึ้งโดยปูรองด้วยผ้าขาวบาง นึ่งจนสุก นำขนมที่นึ่งสุกแล้วจัดใส่จาน พรมด้วยหัวกะทิโรยด้วยมะพร้าวขูด งาข้าวและน้ำตาลทราย

ขนมจั๋ง หรือ ขนมจ้าง ขนมซั้ง กีจ่าง ขนมหวานโบราณ ขนมพื้นบ้านภาคใต้

ขนมพื้นบ้านปักษ์ใต้ ที่มีรูปทรงสามเหลี่ยม สีเหลืองใส คล้ายข้าวต้มสามเหลี่ยม จะกินเปล่าๆ ก็อร่อยนุ่มลิ้น หรือจะเพิ่มความหวานจิ้มน้ำตาลอ้อยก็อร่อยไปอีกแบบ หรือจะให้ถึงใจต้องนำใส่ในน้ำเชื่อมเติมน้ำแข็งลงไปรับรองจะติดใจ หลายๆ คนคงนึกออกแล้วว่าขนมที่กล่าวมานี้ คือ ขนมจั้ง (แถวๆ จังหวัดสุราษฎร์ธานีเขามักจะเรียกกันแบบนี้) ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจจะเรียกแตกต่างกันไป เช่น ขนมจ้าง ขนมซั้ง ขนมจั้ง กีจ่าง เป็นต้น และในปัจจุบันวัฒนธรรมการกินขนมจั้ง เริ่มเลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย

วิธีการทำ กีจ่าง หรือ ขนมจั้ง ในปัจจุบันอาจจะมีการประยุกต์ปรับเปลี่ยนสูตรกันบ้าง

ขนมจั้ง

สมัยก่อนทำน้ำด่างใช้เอง แล้วจึงค่อยตักน้ำด่างใสๆ มาคลุกพอข้าวเหนียวออกสีเหลือง และเม็ดข้าวนิ่มๆ ก็พร้อมที่จะห่อมัดจั้งแล้ว โดยตักข้าวลงกลางใบไม้ไผ่ ใช้มือห่อเป็นมุมสามเหลี่ยม แล้วดึงเชือกปอที่ติดกับเสาแคร่มามัด เมื่อได้ขนมจั้งพวงใหญ่ ก็นำไปต้มในปี๊บ เติมน้ำพอท่วมประมาณ 4 ชั่วโมง ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย การต้มนานจะช่วยให้ขนมเหนียวดี…

(น้ำด่างสมัยก่อนนั้นได้มาจากการนำเปลือกทุเรียนหรือเปลือกนุ่น งวงตาลแห้งมาเผา แล้วนำขี้เถ้ามาแช่น้ำไว้สัก 5-6 วัน ตั้งทิ้งไว้จนตกตะกอน จึงค่อยตักน้ำใสๆ มาใช้ แต่สมัยนี้ เพื่อความสะดวกก็ใช้น้ำด่างจากตลาด)

ขนมจ่าง หรือ กีจ่าง วิธีการทำก็ง่ายมากๆ วันนี้มีฉบับย่อมาฝากกัน

ขนมจั้ง

ส่วนผสม : ข้าวเหนียว 0.5 กิโลกรัม, ผงด่างสีเหลือง (กี) 1 ช้อนชา, ใบไผ่สด 0.5-1 กิโลกรัม, เชือกสำหรับมัด

วิธีทำ : ล้างข้าวเหนียวด้วยน้ำ 2-3 ครั้งแล้วซาวให้สะอาด (โดยไม่ต้องแช่) ใส่กระชอนพักให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นนำไปผสมกับผงด่างเหลือง คนให้เข้ากัน (สมัยก่อน ทำน้ำด่างโดยใช้งวงตาลแห้งมาเผาแล้วนำขี้เถ้ามาแช่ไว้สัก 5-6 วัน จึงตักน้ำใสๆ มาใช้ แต่สมัยนี้หาซื้อได้ง่ายๆ จากตลาด) มาคลุกให้ทั่ว

คลุกน้ำด่างให้พอข้าวเหนียวออกสีเหลือง และเม็ดข้าวนิ่มๆ พร้อมที่จะห่อมัดจั้งแล้ว

ล้างใบไผ่ให้สะอาด ตัดหัวท้ายออกเล็กน้อย ใช้ใบไผ่ 2 ใบ เอาด้านเขียวอ่อนประกบกัน โดยเอาหัวท้ายสับกัน พับริมข้างหนึ่งเป็นรูปกรวย ตักข้าวเหนียว 2 ช้อนชา ลงกลางใบไม้ไผ่ ใช้สองมือโอบจีบหัวท้ายพับมุมหมุนพริ้วไปเป็นมุมสามเหลี่ยม แล้วมัดด้วยเชือกให้แน่นๆ เมื่อได้ขนมจั้งพวงใหญ่ นำไปต้มในปี๊บเติมน้ำพอท่วม ประมาณ 4 ชั่วโมง การต้มนานจะช่วยให้ขนมเหนียวดี หลังต้มเสร็จทิ้งไว้สักครู่ และก็กินได้ทันที

ขนมจั้ง

กี เป็นด่างผงสีเหลืองอ่อนชื้นๆ คล้ายเกลือป่นละเอียด มีขายย่านเยาวราช หรือทำเองโดยใช้เปลือกทุเรียนตากแห้งเผาจนเป็นถ่าน แล้วบดแช่น้ำให้เป็นน้ำด่างก็ได้ ส่วนใบไผ่ก็หาซื้อได้ในตลาดย่านเดียวกัน (การทำขนมจั้งนั้นยากตรงที่ไปหาใบไม้ไผ่ป่า อย่างอื่นก็ไม่ยาก)

ขนมหลายชนิดยังคงวางขายอยู่ตามท้องตลาด แต่ขนมหลายชนิดหายากและค่อยๆ สูญหายไปจนกระทั่งคงเหลือแต่ในตำนานและบันทึกไว้ในตำราเท่านั้น แต่ยังไงก็คงไม่ได้มาจากวิถีชีวิตที่แท้จริงเหมือนเช่นเมื่อก่อนอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ก็แค่เพราะต้องการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยพื้นบ้านไม่ให้สูญหาย หรือถูกลืมเลือนไปเท่านั้นเอง

ต้นฉบับ

เช็กด่วน! หมอกฤษณ์ คอนเฟิร์ม 4 ราศี ขึ้นแท่นเศรษฐีป้ายแดง มีโชคลาภก้อนโต

เช็กด่วน! หมอกฤษณ์ คอนเฟิร์ม 4 ราศี ขึ้นแท่นเศรษฐีป้ายแดง มีโชคลาภก้อนโต

เช็กดวงชะตากับ หมอกฤษณ์ คอนเฟิร์ม ได้โพสต์เฟซบุ๊กเผย 4 ราศีดวงเฮง ขึ้นแท่น “เศรษฐีป้ายแดง” โดยระบุว่า ขอให้ทุกๆท่านโชคดี ร่ำรวย หมดหนี้หมดสินครับ

ขึ้นแท่นเศรษฐีป้ายแดง

ทั้งนี้ 4 ราศี ประกอบด้วย ราศีเมษ, ราศีตุลย์, ราศีพฤษภ และ ราศีพิจิก โดยทั้ง 4 ราศี ได้รับโชคลาภก้อนโตแบบไม่คาดคิดจากความฝัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใหญ่ หรือผู้เสียชีวิต

ราศีเมษ

ราศีเมษ | ราศีแห่งความจริงใจและน่าคบ

ราศีตุลย์

ราศีตุลย์ | ราศีแห่งความสอดคล้องต้องกัน และการออมชอม

ราศีพฤษภ

ราศีพฤษภ | ราศีแห่งความอดทดและเปลี่ยนแปลงยาก

ราศีพิจิก

ราศีพิจิก | ราศีแห่งความกตัญญูจงรักภักดี และความคลั่งไคล้

มาแล้ว! งวดนี้ 1/6/63 เลขเด็ดแนวทางหวยสุดแม่นๆ ของแท้จาก หมอไก่ไทยรัฐ

หวยไทยรัฐ 1/6/63 แนวทางเลขเด็ดงวดนี้ หมอไก่ไทยรัฐ มาตรงเวลาตามเคย กับแนวทางหวยสุดแม่นจากสำนักหนังสือพิมพ์ชื่อดังที่สุดของประเทศไทย หวยไทยรัฐ 1/6/63 ติดตามเลขเด่นของแท้ได้ทุกงวด ที่เว็บไซส์ เลขเด็ดออนไลน์ อัพเดทข่าวหวยเลขเด่นจากทั่วประเทศไทย วิเคราะห์ผลสลากกินแบ่งรัฐบาลไทย งวดวันที่ 1 มิถุนายน 2563 มาลุ้นพร้อมๆกัน ว่าใครจะมีโชคลาภถูกรางวัลกันบ้าง

เลขเด็ดไทยรัฐของแท้

คุณว่าเลขไหนมา คอมเมนต์ใต้โพสนี้ได้เลยค่ะ … ใครที่กดไลค์โพสนี้หมอไก่ขออวยพรให้ได้ลาภก้อนใหญ่นะคะ สาธุ 🙏

ฯ สิทธิการิยะ โบร่ำโบราณกล่าวขานไว้ว่า หากผู้ใด ประสงค์จะไปค้าขาย เข้าหาเจ้านาย เสี่ยงโชคแสวง ลาภใดๆ ณ เมืองอื่นแดนไกล พึงยึดหลักมหาทักษาพยากรณ์ ได้ดังนี้

🔎ไลน์หมอไก่ @morkai9

พ.พาทินี ไทยรัฐ

รวมแนวทางเลขเด็ดไทยรัฐ ท่านสามารถนำตัวเลขไปวิเคราะห์ เพื่อเป็นตัวเลือกเสี่ยงโชคสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 มิ.ย. 63 เราได้คัดชุดตัวเลขไว้ให้คุณแล้ว สามารถจับเข้าชุดตัวเลขที่ชอบได้เลย อยากถูกรางวัลต้องตาม

เลขเด่นไทยรัฐ ได้แก่ 4-6-2-1-7
จับคู่เลขชุด 3 ตัวตรง ได้แก่ 462-621-217-445-212-147-246-622-411-771
จับคู่เลขชุด 2 ตัว ได้แก่ 17-46-21-66-77-44-24-67-41-74-12-61

เลขเด็ดไทยรัฐของแท้

สรุป ทั้งหมดนี้คือแนวทางวิเคราะห์ผลเสี่ยงโชคสลากกินแบ่งรัฐบาล ประจำงวดวันที่ 1 มิถุนายน 2563 จากสำนักหนังสือพิมพ์ชื่อดัง ข่าวหวยไทยรัฐ อัพเดทก่อนใคร เลขเด่นงวดนี้ล่าสุด จากเซียนหวยทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นหมอดู หวยเดลินิวส์ หวยแม่จำเนียร อาจารย์สำนักต่างๆ ให้เลขสามตัวตรง สองตัวบน-ล่าง ใครอยากมีโชคลาภ ถูกรางวัลที่1 ห้ามพลาดเด็ดขาด

หวังว่าจะมีประโยชน์ไม่มากมายก็น้อย รวมทั้งขอให้คอลอตเตอรี่ทุกคน โชคดี ถูกหวยมั่งมีๆ

CR. lekdedonline .com | CR. IG: morkai_thairath

“หลวงปู่บุญมี” เกจิดังเมืองชาละวัน เจ้าอาวาสวัดท่าหลวง ละสังขาร สิริอายุรวม 92 ปี

กราบน้อมถวายอาลัย หลวงพ่อบุญมี – พระราชวิจิตรโมลี อดีตที่ปรึกษา จจ.พิจิตร อดีต จล.วัดท่าหลวงฯ. ได้มรณภาพแล้ววันนี้ 18 พ.ค.2563 เวลาประมาณ 15.35. น.สิริอายุ 92 ปี 9 เดือน 28 วัน

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 18 พ.ค.63 พระราชสิทธิเวที เจ้าคณะ จ.พิจิตร รักษาการเจ้าอาวาสวัดท่าหลวง พระอารามหลวง อ.เมือง จ.พิจิตร เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจาก รพ.พิจิตร เมื่อช่วงเวลา 15.35 น. วันนี้ว่า พระราชวิจิตรโมลี หรือ “หลวงปู่บุญมี” อดีตเจ้าคณะ จ.พิจิตร และเจ้าอาวาสวัดท่าหลวง พระอารามหลวง ได้มรณภาพแล้วด้วยโรคมะเร็งลำไส้ สิริอายุ 92 ปี

หลวงปู่บุญมี อาวาสวัดท่าหลวง ละสังขาร

โดยก่อนหน้านี้ หลวงปู่บุญมี ได้อาพาธมาเป็นเวลาหลายปี ขณะนี้เก็บศพไว้ที่ รพ.พิจิตร และในวันที่ 19 พ.ค. เวลา 10.00 น. จะมีพิธีเคลื่อนสรีระจาก รพ.พิจิตร มาตั้งที่ศาลาสภาบริหารกิจการคณะสงฆ์ จ.พิจิตร วัดท่าหลวง พระอารามหลวง

สำหรับประวัติพระราชวิจิตรโมลี หรือ หลวงปู่บุญมี เป็นพระเกจิชื่อดัง และพระนักพัฒนาของ จ.พิจิตร เกิด 13 ก.ค. 2470 สิริอายุ 92 ปี วุฒิการศึกษา นักธรรมเอก อุปสมบทที่วัดท่าหลวง พ.ศ.2439 ครั้น พ.ศ.2546 ขึ้นเป็นเจ้าคณะ จ.พิจิตร ปัจจุบันเป็น เจ้าอาวาสวัดท่าหลวง พระอารามหลวง และที่ปรึกษาเจ้าคณะ จ.พิจิตร.

หลวงปู่บุญมี อาวาสวัดท่าหลวง ละสังขาร

โดยจะเปิดให้ประชาชนและศิษยานุศิษย์ถวายน้ำสรงศพ ตั้งแต่เวลา 13.00 น – 15.30 น. จากนั้นเวลา 16.00 น. จะเป็นพิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ โดย นายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธานในพิธี โดยจะมีการสวดพระอภิธรรม 7 วัน และเก็บศพไว้ 100 วัน ดังนั้นจึงขอประชาสัมพันธ์มาให้ทราบกำหนดการดังกล่าวนี้

“เสือฝ้าย” จอมโจรในตำนาน ขุนโจรชื่อดังเมืองสุพรรณ !!!

เปิดตำนาน เสือฝ้าย เพราะ ฟ้าลิขิตให้เป็นโจร !!! ขุนโจรชื่อดังเมืองสุพรรณ !!! ที่ข้าปล้น เพราะ อยากสร้างเสียงหัวเราะให้รัฐ

นายฝ้าย เพ็ชนะ คือชื่อเดิมของหนุ่มวัยฉกรรจ์ เขาถูกเล่นงานชนิดเจ็บแสบจากทางตำรวจ โดยมีญาติรายหนึ่งหนุนเนื่องมากับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไส่ไคล้ฝ้ายให้ถึง กับจนมุม ครั้งนั้นฝ้ายถูกพิพากษาให้เป็นบุคคลอันตรายต่อชุมชนและรัฐ ฐานกระทำความผิดร้ายแรงในข้อหาพาผู้ร้ายหลบหนี ฝ้ายซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ จำต้องเดินเข้าซังเตอย่างไม่สามารถปริปากอุทธรณ์ความบริสุทธิ์ของตน แปดปีกว่ากับการใช้ชีวิตในสถานกักขัง สูญสิ้นอิสรภาพทางกายภาพ เหลือเพียงกำแพงกับซี่กรงเขรอะสนิมเป็นเพื่อนในทุกโมงยาม ครั้นฝ้ายได้ลดอาญาจนหวนคืนปิตุภูมิ จากจุดนี้ ฝ้ายลิขิตชีวิตตนเองใหม่ลงบนหน้ากระดาษ “เมื่อรัฐเล่นตลกกับข้า ข้าก็จะสร้างเสียงหัวเราะให้พวกมัน”

เสือฝ้าย

นับแต่นั้น “เสือฝ้าย” ก็กลายเป็นชื่อที่หลายคนต่างพากันขยาด แม้กระทั่งทางการยังกริ่งเกรง และไม่สู้จะหาทางลบชื่อนี้ลงได้ง่ายๆ นาม “เสือฝ้าย” ตราอยู่บนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ไพล่ถึงขนาดเป็นหัวข้ออภิปรายในสภาอยู่บ่อยครั้ง

คดีเสือฝ้ายควรจะจบลงแบบโป้งเดียวจอด ทว่า การกำจัดผู้ร้ายรายนี้กลับยากจนทางการต้องปวดเศียรเวียนเกล้าบ่อย ครั้ง อุปสรรคสำคัญมิได้จำกัดอยู่เพียงอาวุธหรือสรรพกำลังของซุ้มโจร กำแพงกีดขวางกลับเป็นชาวบ้านตาดำๆ ทุกคนคอยปกป้องเสือฝ้าย เสมือนฝ้ายคือญาติในครอบครัวก็มิปาน

-ปล้นคนรวย แจกคนจน-

เสือฝ้ายถูกผู้มีอำนาจเล่นงาน ดังนั้น ศัตรูที่ฝ้ายตั้งเป้ากำจัดย่อมหนีไม่พ้นตัวการที่ส่งเขาไปกินข้างแดงในคุก เสียงร่ำลือถึงวิธีการปล้นของฝ้าย เจตจำนงนั้นผิดกับโจรทั่วไป กล่าวคือ ฝ้ายกับพรรคพวกมิได้ชิงทรัพย์เพื่อยังชีพ โดยประทังให้ปัจจัยสี่ไม่ขาดแคลน ฝ้ายจงใจเล่นงานบรรดาเศรษฐี ผู้มีอำนาจในท้องถิ่นนั้นๆ โดยเฉพาะพวกแปดเปื้อนมลทิน กลิ่นคาวฉาวโฉ่ ประเภทฉ้อโกง ขูดรีด และอาศัยอำนาจในการทำให้ตัวเองร่ำรวย นี่คือเป้าหมายของฝ้าย

เสือ
(ภาพประกอบ)

ด้วยเหตุนี้ คนยากหรือผู้ขัดสนทรัพย์สินศฤงคาร จึงรอดพ้นเงื้อมมือเสือฝ้าย หนำซ้ำ ยังจะได้ ‘ทรัพย์’ อันเป็นผลพลอยได้อีกต่างหาก การกระทำของฝ้ายเช่นนี้เอง ชาวบ้านถิ่นสุพรรณต่างพร้อมใจเป็นปราการด่านแรก ยันกับการทำคดีของตำรวจ อาทิ การบิดเบือนข้อมูลหรือให้การเท็จ ตลอดจนความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวของทางการ กลุ่มเสือฝ้ายสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ก็ชาวบ้านอีกนั่นแหล่ะที่นำข่าวมาแพร่งพราย อุปสรรคสำคัญของตำรวจมิได้จำกัดอยู่เพียงอาวุธหรือสรรพกำลังของซุ้มโจร กำแพงกีดขวางกลับเป็นชาวบ้านตาดำๆ ทุกคนคอยปกป้องเสือฝ้าย เสมือนฝ้ายคือญาติในครอบครัวก็มิปาน

เสือฝ้าย

พุทธศักราช ๒๔๙๐ ร.ต.อ. ยอดยิ่ง สุวรรณาคร ได้ควบคุมตัวเสื้อฝ้ายที่ท่าเรือตลาดท่าช้างอำเภอเดิมบางนางบวช เพื่อนำตัวไปสวบสวนที่กรุงเทพ เมื่อเรือแล่นผ่านมาถึงบ้านบางตะโพ้น ตำบลศาลเจ้าโรงทอง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เกิดการยิงต่อสู้ ตำรวจได้สังหารเสือฝ้ายจนเสียชีวิต บ้างก็ว่าสมุนเสือฝ้ายตามมาดักชิงตัว บ้างก็ว่าตำรวจตั้งใจสังหาร และทิ้งศพให้ลอยอืดสามวันสามคืน เพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่าง สำหรับจุดจบของการเป็นเสือ เสือฝ้ายเสียชีวิต เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๔๙๐ เวลา ด้วยอายุ ๖๐ ปี

อ้างอิงข้อมูลจาก – th.wikipedia.org , เพจเฟสบุ๊ค ขุนโจรหนังเหนียว

แบ่งปันเทคนิควิธีทำ “ยำปลากระป๋อง” ทำยังไงให้อร่อย ด้วยเทคนิคง่ายๆ มาฝากกัน

ปลากระป๋อง ธรรมดาๆ ที่สยบความหิว มาแปลงร่างเป็น “ยำปลากระป๋อง” โดยนำเคล็ดลับง่ายๆ มาฝาก สูตร “ยำปลากระป๋อง” มาเพิ่มคุณค่า ทำยังไงให้อร่อย ด้วยเทคนิคง่ายๆ ด้วยเมนูประหยัดเงินฉบับคนงบน้อย วั ทำยังไงให้อร่อย น่ากิน เนื้อปลาไม่เละ รับรองว่าใครได้กินเป็นต้องชม

ยำปลากระป๋อง

วัตถุดิบและเครื่องปรุง ยำปลากระป๋อง

ปลากระป๋อง 1 กระป๋อง – ตะไคร้ 1 ต้น – ใบมะกรูด 3 ใบ
– ผักชีฝรั่ง 3 ใบ – หอมแดง 1 หัว – พริกแดง 5 เม็ด
– น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ – น้ำปลา 1/2 ช้อนโต๊ะ

ยำปลากระป๋อง

วิธีทำยำปลากระป๋องง่ายๆ

1.นำตะไคร้ ใบมะกรูด ผักชีฝรั่ง หอมแดง และพริกแดง มาซอยเป็นชิ้นเล็กๆ ค่ะ

2. เทปลากระป๋องใส่ภาชนะค่ะ เคล็ดลับทำยังไงให้ปลากระป๋องน่ากินเนื้อไม่เละอยู่ตรงนี้ ให้เราแยกเนื้อปลากระป๋อง กับซอส ออกจากกัน

ยำปลากระป๋อง

3.จัดเรียงเนื้อปลากระป๋องใส่จานให้สวยงาม

4. นำส่วนของน้ำซอสมาทำน้ำยำค่ะ โดยใสมะนาว น้ำปลา และผักต่างๆ ที่เราซอยไว้ คลุกเคล้าให้เข้ากัน

ยำปลากระป๋อง

5.จากนั้นตักน้ำยำราดไปที่เนื้อปลากระป๋องให้ชุ่มเลยค่ะ แต่งจานด้วยมะนาวหรือผักเครื่องเคียงอื่นๆ ได้ตามใจชอบ

เพียงเท่านี้เราก็จะได้ยำปลากระป๋องสูตรเด็ดไว้กินแล้วค่ะ กระป๋องหนึ่งกระป๋อง มี ปลา 4 ชิ้น แบ่งกันกินช่วงสิ้นเดือนได้สบายๆ เนี้ยแหละเมนูประหยัดงบ สยบความหิวที่แท้ทรู ขอให้เพื่อนๆ มีความสุขกับการทำอาหารนะคะ

ชมคลิป

ที่มา : Mai’s Kitchen | อ่านข่าวต้นฉบับ

ย้อนเล่าความกตัญญู “หลวงพ่อบุญอุ้ม” ดูแลมารดาตราบจนวินาทีสุดท้าย

“พระอาจารย์บุญอุ้ม อาภัสสโร” หรือ “พระครูไพศาลธรรมมงคล” อดีตเจ้าคณะตำบลบ้านแพง-นาทม และเจ้าอาวาสวัดป่าโนนแพง หมู่ ๕ต.บ้านแพง อ.บ้าน แพง จ.นครพนม

เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่ชาวนครพนมและจังหวัดใกล้เคียงให้ความเลื่อมใสศรัทธา เป็นพระป่าที่สืบสายธรรมจากหลวงปู่มหาเหรียญ ปภาคโร แห่งวัดบ้านหันห้วยทราย อ.ประทาย จ.นครราชสีมา

ครั้นอายุครบ ๑๓ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร จำพรรษาที่วัดชัยมงคล ก่อนติดตามหลวงปู่มหาเหรียญ ธุดงไปปักกลดตามป่าช้าในจังหวัด นครราชสีมา ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี สระบุรี และทางจังหวัดภาคเหนือ นาน ๕ ปี ก่อนลาสิกขาบทออกไปช่วยครอบครัวหาเลี้ยงชีพ ครั้นอายุ ๒๙ ปี ได้เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดศรีวิชัย ต.สามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ มีพระครู อดุลธรรมภาณ หรือ หลวงปู่คำพันธ์ จันทูปโม เป็นพระอุปฌาย์ พระอาจารย์แดง ฐิตวิริโย เป็นพระอนุสาวาจาจารย์

พระอาจารย์บุญอุ้ม อาภัสสโร

หลังอุปสมบทไดจำพรรษาบนเทือกเขาภูลังกา ภายในถ้ำมืด ถ้ำโขง กับหลวงปู่อ่อนศรี ขันติกโร บิดา ในวัย ๗๐ ปี เพื่อภาวนา นั่งสมาธิ ฝึกจิต เป็นเวลา ๑๘ ปี ก่อนออกธุดงค์ไปกับสามเณร ๒ รูป ในภาคเหนือ ๓จังหวัด ก่อนกลับมาดูแลบิดาที่อาพาธอยู่เป็นระยะเวลา ๒-๓ ปี ก่อนที่หลวงปู่อ่อนศรี ขันติกโร บิดาจะละสังขารในวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๔๕ ท่านได้ยกที่ดินหัวนา จำนวน ๒๐ ไร่ หมู่ ๕ ต.บ้านแพง อ.บ้านแพง จ.นครพนม ให้เป็นที่พักสงฆ์อยู่หลายปี ก่อนที่จะขออนุญาตตั้งวัดชื่อว่า “วัดป่าโนนแพง” ในปีพ.ศ.๒๕๔๓ พระอาจารย์บุญอุ้ม อาภสฺสโร ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลบ้านแพง-นาทม นาน ๒-๓ ปี ก่อนจะได้ลาออกให้พระรุ่นใหม่ปกครองคณะสงฆ์แทน

ประกอบกับต้องดูแลมารดาที่บวชเป็นชีที่วัด และป่วย หลวงพ่อดูแลมารดา..อุ้มไปขับถ่ายในห้องน้ำก่อนหน้านี้แม่และน้องอยู่กับญาติที่พัทลุง แต่ญาติมีภาระมาก ไม่มีเวลาดูแล จึงตัดสินใจ พาแม่มาดูแลเองที่วัด ญาติโยมเห็นใจไม่มีเวลาออกบิณฑบาต นำอาหารมาถวายช่วยเหลือพระผู้ใหญ่ชี้ทำได้ ไม่ผิดวินัยสงฆ์ เพราะเป็นหน้าที่ลูกต้องเลี้ยงดูบุพการี ไม่ว่าอยู่ในสถานะอะไร..ท่านอุ้มแบบนี้..เป็นระยะยาวนานแรมปี จนหมดลมหายใจสุดท้ายมารดาของท่าน จนมรณกรรมเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๐

พระอาจารย์บุญอุ้ม อาภัสสโร

ซึ่งอานิสงนี้ ถึงขั้นหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว พระอริยะในอดีตที่ละขันธ์ไปแล้วตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๘หลวงปู่บุญ…มาหาหลวงพ่อบุญอุ้ม ในนิมิต เพื่ออนุโมทนา ยกย่อง ในความกตัญญูที่ท่านได้ทำ และได้รับรองวัตถุมงคลต่างๆที่หลวงพ่อบุญอุ้มสร้างขึ้นหรืออธิษฐานจิตไว้ มีพุทธคุณสูง และวัตถุมงคลนั้นไม่เสื่อมคลายความขลัง เสื่อมยาก สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติโดยไม่ต้องถอด อาทิเช่นใส่รอดราวตากผ้า ใส่เข้าห้องน้ำขับถ่ายได้ ใส่เดินทางรอดราวสะพานได้ เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลได้ความขลังยังเหมือนเดิมไม่เสื่อมคลาย……ด้วยเหตุแห่งการดูแลบุพการีนั้นเอง

เรื่องราวของพระอริยะที่ดูแลมารดานั้น หลวงพ่อปาน(โสนันโท)เอง ท่านมีความกตัญญูกตเวทีกับมารดาท่านมาก เช่นกัน เมื่อมารดาของท่านป่วย หลวงพ่อปาน(โสนันโท) ท่านไม่ยอมให้อยู่ที่บ้าน ท่านนำมารักษาที่วัดให้นอนในกุฏิท่าน ผ้านุ่ง ผ้าห่มของท่าน ท่านซักเอง เวลาท่านมารดาลุกไม่ถนัด ท่านก็อุ้มลุกอุ้มนั่ง เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้

พระอาจารย์บุญอุ้ม อาภัสสโร

มีหลายคนตำหนิหลวงพ่อปานว่า ท่านเป็นพระ ทำอย่างนี้มารดาท่านจะบาป ท่านก็เลยบอกว่า พระพุทธเจ้า ท่านว่าไม่บาป เป็นความดีที่แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา เวลานี้ท่านเป็นพระเป็นลูกของพระพุทธเจ้า ท่านก็เลยทำตามพระพุทธเจ้า พระองค์เทศน์ไว้ในพระไตรปิฎกมีอยู่ ในสมัยที่ พระพุทธเจ้ายังเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ เสวยพระชาติมีนามว่า “สุวรรณสาม” สมัยนั้นพระองค์ก็ปรนนิบัติดูแล บิดามารดาของท่านเป็นอย่างดี เช่นกัน

ที่มา palungjit.org / kaentong.com / เรื่องเล่าชาวสยาม

“หลวงปู่บุญอุ้ม” พระอาจารย์นักปฏิบัติธรรมสายป่า ละสังขาร สิริอายุ 65 ปี 36 พรรษา ปิดตำนานเกจิดังพระอุ้มแม่
อ่านต่อที่ : สิ้นหลวงพ่อบุญอุ้ม เกจิดัง ปิดตำนานภาพ “พระอุ้มโยมแม่”

อาจารย์เรนนี่ “ช่องส่องผี” แนะวิธีไหว้ขอพรจากพระนอน จุดไหนถึงจะเสริมมงคลแก่ชีวิต

หลายคนยังไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วการไหว้พระนอนนั้น มีหลักปฏิบัติและควรจะไหว้จุดไหนถึงจะเสริมมงคลแก่ชีวิต ล่าสุดอาจารย์เรนนี่ แห่งช่องส่องผี ได้เปิดเผยขณะถ่ายทำรายการว่าการไหว้พระนอนที่ถูกต้องนั้นจะ เสริมเรื่องการงาน การเงิน ความรักและความมั่นคง

อีกหนึ่งรายการที่เกี่ยวกับเรื่องความเชื่อและโลกหลังการเสียชีวิต ซึ่งมีแฟนคลับและคนให้การติดตามจำนวนมากอย่าง”ช่องส่องผี”นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สร้างความบันเทิง และสร้างมิตรภาพเกี่ยวกับเรื่องการทำบุญเป็นอย่างดีเพราะมีหลายครั้งที่ทางรายการนั้น ร่วมเป็นสะพานบุญให้กับผู้มีจิตรศรัทธา ได้ร่วมบุญกัน พร้อม ๆ กับคำแนะนำจาก อาจารย์เรนนี่ และทีมงานร่วมถ่ายรายการ

วิธีไหว้ขอพรจากพระนอน

ล่าสุดรายช่องส่องผี ได้เผยแพร่เทปที่ออกอาศในตอนเจ้าที่ลงทัณฑ์ ซึ่งทีมงานได้ปักหลักถ่ายทำกันที่วัดมอญ ฝั่งธนบุรี โดยเทปนี้ อ.เรนนี่ ผู้ที่สามารถสื่อสารกับโลกวิญญาณได้นั้น นอกจากจะแนะนำเรื่องของกาละเทศะต้องสถานแล้ว ยังได้กล่าวถึงการกราบขอพรจากพระนอนหรือ พระพุทธรูปปางไสยาสน์ ด้วยว่า

วิธีไหว้ขอพรจากพระนอน

“สำหรับพระนอนนั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะไม่ได้อยู่ตรงเศียร แต่จะสถิตย์อยู่บริเวณปลายเท้า ต้องคอยดูแลพระบาทของพระพุทธเจ้า คือการกราบสักการะพระนอนเราจะไม่ได้กราบที่เศียรของท่าน หรือที่ท้องของท่าน แต่ต้องมากราบที่ปลายเท้าของท่าน และอธิษฐานจิตว่า ขอให้ข้าพเจ้านี้จงมีความเจริญในชีวิต ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความมั่นคง การกราบพระนอนจะทำให้มีความมั่นคงในชีวิต ถ้าหากมี่มบ้าน ไม่มีรถ ไม่มีความมั่นคงในการงาน หรือการเงิน ก็ขอความมั่นคงกับท่านได้ ท่านก็จะให้ความมั่นคง แม้กระทั่งเรื่องของความรักและครอบครัวว่า ถ้าหากยังไม่แน่นอนหรือแน่ชัดกับคนที่เราเป็นครอบครัวอยู่ หรือเป็นคู่รักอยู่ขอความมั่นคงกับท่านได้

ดังนั้นการกราบพระนอนทุกที่สมควรที่ต้องกราบปลายเท้าของท่าน เพราะเรายืนปลายเท้าเราจะเห็นพระพักตร์ไล่ลงมาที่ปลายเท้าของท่าน ถ้าเราไปอยู่ตรงเศียรของท่านนั้นจะเป็นการไม่บังควร ไม่เคารพต่อท่าน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระนอนจะปกปักรักษาอยู่ที่พระบาท ”

วิธีไหว้ขอพรจากพระนอน

สำหรับใครที่มีโอกาสได้กราบสักการะพระนอน หรือ พระพุทธรูปปางไสยาสน์ ก็ลองหยิบคำแนะนำของอาจารย์เรนนี่ ไปใช้ดูกันได้ ซึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร พระนอนที่เป็นที่เคารพศรัทธาและมีชื่อเสียงไปทั่วโลกคือพระนอนที่วัดโพธิ์ หรือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามนั่นเอง

วิธีไหว้ขอพรจากพระนอน
| อ่านต้นฉบับ

หลวงพ่อพูล เกจิดังวัดไผ่ล้อม ละสังขาร 15 ปี ร่างกลายเป็นสีทองอร่าม

ศิษย์ปิติกราบสรีระสังขารหลวงพ่อพูล เกจิดังวัดไผ่ล้อม ปรากฏเป็นสีทองอร่ามเกือบทั้งร่างหลังละสังขาร 15 ปี หลวงพี่น้ำฝน จัดพิธีเปลี่ยนจีวร ปีละครั้งศิษย์ใกล้ชิดเดินทางร่วมพิธีเช่นดังทุกปีแต่ไม่ได้เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมดังเดิมใช้วิธีไลฟ์สด ป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2563 ที่วิหารพระพุทธเมตตาประทานพร วัดไผ่ล้อม ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม เป็นประธานในพิธี ถวายสักการะสรีระพระเดชพระคุณ หลวงพ่อพูล อัตตะรักโข โดยประกอบพิธีสรงน้ำ เช็ดตัว เปลี่ยนผ้าครอง ลงกระหม่อม โดยมีคณะสงฆ์ และเจ้าหน้าที่และศิษย์เอกเข้าร่วมในพิธีโดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเรียบง่าย

หลวงพ่อพูล เกจิดังวัดไผ่ล้อม

โดยในพิธีดังกล่าว วัดไผ่ล้อม ไม่ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมพิธีการดังเช่นทุกปี เนื่องจากได้ยึดแนวปฏิบัติตามคำสั่งของจังหวัดนครปฐม เรื่องการปฏิบัติตัวไม่ให้มีการชุมนุม หรือรวมตัวกันจัดกิจกรรมในที่ไม่มีอากาศถ่ายเท แม้จะมีการผ่อนผันกฎบางส่วน ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยยังมีการให้เว้นระยะห่าง Social Distancing อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ก็ยังมีลูกศิษย์ลูกหาที่ศรัทธาในบารมีของหลวงพ่อพูลอย่างเหนียวได้มารวมตัวกัน ประมาณ 50 คน เพื่อมากราบเคารพครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นพิธีที่จัดขึ้นเพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น

สำหรับพิธีในพิธีเจ้าหน้าที่ได้นำสังขารของหลวงพ่อพูล ออกจากโลงกระจก โดยได้มาตั้งที่หน้าพระพุทธเมตตาประทานพร จากนั้นหลวงพี่น้ำฝน ได้นำในการปลดจีวรเก่าที่ห่มสรีระสังขารของหลวงพ่อพูลออก ซึ่งคณะสงฆ์ได้ทำการสวดเจริญชัยมงคลคาถาชะยันโตและบทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จากนั้นได้มีการทำความสะอาดสังขารและห่มจีวรผืนใหม่ ปิดท้ายด้วยพิธีที่ศิษยานุศิษย์และประชานได้ปฏิบัติกันทุกปีนั่นคือการลงหระหม่อม โดยนำศรีษะแนบกับปลายเท้าของสรีระสังขารของหลวงพ่อพูล เพื่อแสดงมุฑิตาจิตและขอพรเพื่อเป็นมงคลแก่ชีวิตเป็นเสร็จสิ้นพิธี โดยได้มีการแจกจีวรของหลวงพ่อพูลที่ได้ห่มเมื่อปีที่แล้วมาแจกจ่ายให้กับศิษยานุศิษย์ที่มาร่วมงานด้วย

หลวงพ่อพูล เกจิดังวัดไผ่ล้อม

ซึ่งในปีนี้ สิ่งที่เป็นความปิติของศิษยานุศิษย์ และเป็นเรื่องอัศจรรย์ใจของผู้อยู่ในพิธีคือ สรีระสังขารของหลวงพ่อพูล ซึ่งหลังจากมรณภาพลงเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2548 สรีระสังขารกลับไม่เน่าเปื่อยไปตามกาลเวลา และช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็จะพบความน่าอัศจรรย์ คือ ยังมีเส้นผม และเล็บมือและเท้ายังงอกออกมาอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยทุกปีที่ผ่านมา บริเวณครึ่งท่อนบนตั้งแต่ศรีษะ จะเริ่มเปลี่ยนสีจากมีดำเข้ม ก็จะค่อยๆจางลงและกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อนจนค่อนออกไปทางสีเคลือบทอง

ซึ่งปีนี้สรีระสังขารของหลวงพ่อพูล ก็ได้เปลี่ยนเปลี่ยนสีเป็นสีทองไปทั่วทั้งร่าง ที่เห็นเด่นชัดคือที่หน้าอก แขน และหน้าแข้งซึ่งปีที่แล้วยังไม่ปรากฏเป็นมีเด่นชัด โดยได้สร้างความอัศจรรย์ใจให้กับผู้ที่มาร่วมในพิธี โดยทางวัดได้จัดไลฟ์สดทางโซเชียล ให้กับผู้ไม่สามารถเข้ามาร่วมในพิธีได้ชมไปพร้อมกันด้วย

หลวงพ่อพูล เกจิดังวัดไผ่ล้อม

สำหรับประวัติโดยย่อของ หลวงพ่อพูล ถือกำเนิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2455 ปีชวด เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้อง 10 คน เริ่มจุดประกายเรียนรู้ เขียนอ่านอักขระภาษาขอม และวิชาแพทย์แผนโบราณ ฝากตัวเป็นศิษย์ ปู่แย้ม ปิ่นทอง ผู้เป็นปู่แท้ๆ เพื่อเรียนวิชาดังกล่าว ด้วยความตั้งใจ จนชำนาญการเป็นอย่างดี ที่สำคัญปู่แย้ม

เป็นศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคม มาจาก หลวงปู่จ้อย วัดบางช้างเหนือ หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง และหลวงปู่กลั่น วัดพระประโทนเจดีย์ อีกด้วยอีกทั้งปู่แย้ม ยังมีเพื่อนรักอีกคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ที่ตำบลดอนยายหอม เป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน คือ นายพรม ด้วงพลู หรือที่รู้จักกันดีในนาม พ่อพรม จอมขมังเวทย์ แห่งดอนยายหอม ผู้เป็นบิดาของ หลวงพ่อเงิน เทพเจ้าแห่งดอนยายหอม พระเกจิอาจารย์ผู้เรืองนามแห่งเมืองนครปฐม

หลวงพ่อพูล เกจิดังวัดไผ่ล้อม

หลวงพ่อพูล เข้าอุปสมบท เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 ณ พัทธสีมา วัดพระงาม ระหว่างนั้นได้ฝึกเจริญจิตภาวนา ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อพร้อม วัดพระงาม อีกทั้งยังฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม กระทั่ง หลวงพ่อพูล ดำเนินวิถีธรรม ตามสังขาร ปลายทางร่วงโรย เจ็บป่วยตามธรรมชาติ ปราศจากกิเลสตัณหาราคะทั้งปวง บริสุทธิ์ประดุจพระสุปฏิปันโณ กำหนดจิตเจริญสมาธิ ภาวนาลาจาก ด้วยอาการสงบ เวลา 14 นาฬิกา 55 นาที วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 วันดังกล่าว เกิดปรากฏการณ์ 3 มงคล ตรงกับวันวิสาขะบูชา พิธีไหว้ครูบูรพาจารย์ และหลวงพ่อพูล ละสังขารในวันเดียวกัน หลวงพ่อพูล ทิ้งไว้เพียงเสียงธรรมคำสอน และคุณงามความดี ตลอดอายุขัย 93 ปี

โดยทางวัดไผ่ล้อมจึงได้มีการจัดให้มีพิธีการเพื่อลำลึกถึงครูบาอาจารย์ผู้ก่อตั้งวัดไผ่ล้อม และได้ยึดถือวันวิสาขบูชา เป็นหลักในการเปลี่ยนผ้าครองและลงกระหม่อม ให้กับศิษยานุศิษย์ สำหรับปีนี้ได้ตรงกับวันที่ 6 พฤษภาคม ซึ่งนับรวมถึงปีนี้ครบ 15 ปีพอดี โดยหากหลวงพ่อพูลยังมีชีวิตอยู่จะมีอายุ 108 ปี

| อ่านข่าวต้นฉบับ

‘สรงน้ำพระในบ้าน’ อานิสงส์เเรง พิธีที่จะต้องกระทำเป็นประจำทุกปีใน’วันสงกรานต์’

‘พิธีสรงน้ำพระในบ้าน’ เป็นพิธีกรรมที่จะต้องกระทำเป็นประจำทุกปีในวันสงกรานต์ โดยจะมีการทำความสะอาดองค์พุทธรูป หิ้งพระ เปลี่ยนผ้าขาวรองพระ เป็นอาทิ

เริ่มขั้นตอนการสรงน้ำพระพุทธรูป ด้วยการอัญเชิญพระพุทธรูปขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดเบื้องต้นด้วยผ้าผืนใหม่หรือฟองน้ำสะอาดทีละองค์ หากเป็น ‘กรอบรูป’ ให้ใช้ฟองน้ำชุบน้ำบิดหมาดแล้วเช็ดให้เกลี้ยงเกลา หากเป็น ‘พระเครื่อง’ ควรหากล่องเก็บใส่ไว้ให้เป็นระเบียบ

เตรียมเครื่องหอม

เมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้ว ให้อัญเชิญพระพุทธรูปทั้งหมดไปประดิษฐานชั่วคราวบนโต๊ะ โดยมีพานหรือถาดรอง ประดับโต๊ะด้วยดอกไม้หอม กลีบดอกไม้ หรือพวงมาลัยให้สวยงาม
เตรียมเครื่องหอม โดยการโรยดอกไม้หอม พวงมาลัย น้ำหอม น้ำอบ หรือน้ำปรุง ใส่ในขันน้ำสะอาดไว้สำหรับสรงน้ำพระ

ทำความสะอาดที่ประดิษฐานองค์พระประจำบ้าน เช่น หิ้งพระ โต๊ะหมู่บูชา และสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับที่ประดิษฐานองค์พระให้สะอาดสะอ้าน

ชวนคนในบ้านตั้งจิตอธิษฐานและร่วมสรงน้ำพระไปพร้อมๆ กัน โดยนำขันน้ำที่ใส่เครื่องหอมเตรียมไว้สรงที่องค์พระพุทธรูปให้ครบทุกองค์

 สรงน้ำพระ

ทั้งนี้ ก่อนอัญเชิญพระพุทธรูปมาเช็ดทำความสะอาด ให้กล่าว คำขอขมา ก่อนเพื่อไม่ให้เกิดโทษภัย เริ่มด้วยการตั้งนะโม 3 จบ และกล่าวคำขอขมาดังนี้

ระตะนัตตะเย ปะมาเทนะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะตุ โน ภันเต

คำแปล : กายกรรม 3, วจีกรรม 4, มโนกรรม 3, ที่ข้าพเจ้าได้ประมาทพลาดพลั้งในพระรัตนตรัย ด้วยความตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ต่อหน้าก็ดี ลับหลังก็ดี ขอพระรัตนตรัยได้โปรดยกโทษให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด จากนั้นจึงอัญเชิญพระพุทธรูปไปตั้งสรงน้ำ ณ ที่กำหนด พร้อมกล่าวอาราธนาดังนี้

อุกาสะ ภันเต ภะคะวา อะยัง กาโล คิมหันตะอุตุ กาละสัมปัตโต อิจฉามะ ภะคะวันตัง อะภิสิญจิตุง สักกัจจัง อาราธะนัง กะโรมะ

คำแปล : ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอประทานพระวโรกาส เวลานี้เป็นหน้าร้อน ผองข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ปรารถนาอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าลงสรงน้ำด้วยความเคารพยิ่ง เพื่อความผาสุกของข้าพเจ้าทั้งหลาย ก่อนสรงน้ำพระ ให้เริ่มด้วยการตั้งนะโม 3 จบ และ กล่าวคำอธิษฐานสรงน้ำพระ ดังนี้

สรงน้ำพระ

อิมินา สิญฺจะเนเนวะ โรโค โสโก อุปัททะโว นิพพันตุ สัพพะโส เอเต สุขี โหนตุ นิรันตะรัง
คำแปล :- เดชะ ข้าสรงน้ำ พระชุ่มฉ่ำตลอดกาล ทุกข์โศกโรคภัยพาล อันตรธาน เป็นสุข เทอญ

หลังจากกล่าวคำอธิษฐานเสร็จแล้ว จึงตักน้ำสรงพระพุทธรูปด้วยความเคารพ และอัญเชิญพระพุทธรูปกลับสู่โต๊ะหมู่บูชา

บุญที่เกิดจากการสรงน้ำพระ คือ ความสุขใจ เบิกบานใจ ชุ่มชื่นใจ ความสะอาดของจิตใจ อันเกิดจากความเลื่อมใสในสิ่งที่ตนเคารพแล้วกระทำการบูชา ดังพระบาลีว่า “นัตถิ จิตเต ปะสันนัมหิ อัปปะกา นามะ ทักขิณา เมื่อจิตเลื่อมใสแล้ว ผลบุญไม่ชื่อว่าน้อย”

การสรงน้ำพระ ก็เป็นการกระทำที่เกิดจากจิตที่เลื่อมใสในพระรัตนตรัยแล้วต้องการถวายน้ำอบน้ำหอม อันเป็นอามิสบูชา

สรงน้ำพระ

อีกนัยหนึ่งเป็นการแสดงมุทิตาจิตในท่านผู้เป็นที่เคารพ ซึ่งพระพุทธรูปก็จัดอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพทางด้านจิตใจ โดยเฉพาะพระภิกษุสงฆ์ซึ่งปฏิบ้ติดีเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ สืบสานหลักธรรมนำเผยแผ่ สาธุชนสำนึกในคุณงามความดีของท่าน จึงถวายการเคารพบูชาด้วยการสรงน้ำ เป็นผลแห่งกุศลกรรมรูปแบบหนึ่ง

ขอขอบคุณเจ้าของภาพ / ข้อมูลโดย เว็บไซต์ วัดป่ามหาชัย www.watpamahachai.net

เด็กชายอินเดียมหัศจรรย์ ทำนาย COVID-19 ระบาดสูงสุด 31มี.ค.และจะสิ้นสุดวันที่ 29 พ.ค.(คลิป)

เด็กชายอินเดียตัวน้อยผู้ทำนายการเริ่มต้นของ Coronavirus อย่างถูกต้องในปี 2562 กล่าวว่าจะสิ้นสุดในวันที่ 29 พฤษภาคม 2563

อานันท์ เป็นชาวอินเดียที่มีชื่อเสียงที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2013 เขาได้รับการสัมภาษณ์ใน Indian Times ซึ่งมีการทดสอบทักษะทางโหราศาสตร์ของเขา และเพื่อความประหลาดใจของหลาย ๆ คนความรู้เรื่องโหราศาสตร์ของเขาถือว่าเป็นเรื่องที่เด็กเล่น

เด็กชายอินเดียมหัศจรรย์ ทำนาย COVID-19

เด็กชายชาวอินเดียมหัศจรรย์ Abighya Anand อายุ 14 ปีได้รับการทำนายว่าโลกจะเจอมหันตภัยโรคระบาดในเดือนพฤศจิกายน 2019 ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดมากที่สุดในวันที่ 31 มีนาคม 2563 แล้วจะลดลงในวันที่ 29 เดือนพฤษภาคม 2563 สำหรับเศรษฐกิจการชะลอตัวคาดว่าจะสิ้นสุดในเดือนพฤศจิกายน 2564

Abighya Anand ทำนายการระบาดของ coronavirus ในวันที่ 22 สิงหาคม 2019 ในช่อง YouTube ของเขาโดยบอกว่าโลกจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบากตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 ถึงเมษายน 2563

เด็กชายอินเดียมหัศจรรย์ ทำนาย COVID-19

ตามที่อานันท์ดาวอังคารจะเชื่อมต่อกับดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีในขณะที่ดวงจันทร์และราหูก็จะรวมกันในวันที่ 31 มีนาคม ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากเนื่องจากในโหราศาสตร์ดาวอังคารดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีถือเป็นดาวเคราะห์ที่ทรงพลังที่สุด บนวงแหวนรอบนอกของระบบสุริยะ ดังนั้นการแพร่กระจายของโรคดังกล่าวจึงรุนแรงมาก ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคมถึง 1 เมษายน

ในขณะที่วันที่ 29 พฤษภาคม การจัดเรียงของดาวเคราะห์เปลี่ยนทำให้เงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อการรักษาโรค COVID-19 จะสิ้นสุดวันที่ 29 พฤษภาคม

เด็กชายอินเดียมหัศจรรย์ ทำนาย COVID-19

แปล-เรียบเรียง |