ปฏิทินวันพระ พ.ศ.2569(ปีมะเส็ง – ปีมะเมีย)

วันพระ หรือเรียกอีกอย่างว่า วันธรรมสวนะ อันได้แก่วันถือศีลฟังธรรม (ธรรมสวนะ หมายถึง การฟังธรรม) โดยปกติ ในเดือนหนึ่ง ๆ จะมีวันพระ 4 วัน ตรงกับวันขึ้น 8 ค่ำ วันขึ้น 15 ค่ำ(วันเพ็ญ), วันแรม 8 ค่ำ และวันแรม 15 ค่ำ (หากเดือนใดเป็นเดือนขาด ถือเอาวันแรม 14 ค่ำ)

วันพระ

วันพระ เดิมเป็นธรรมเนียมของนักบวชนอกพระพุทธศาสนา (ปริพาชกอัญญเดียรถีย์) ที่จะประชุมกันแสดงธรรมทุก ๆ วัน 8 ค่ำ และ วัน 15 ค่ำ ซึ่งในสมัยต้นพุทธกาล พระพุทธเจ้ายังคงไม่ได้ทรงวางระเบียบในเรื่องนี้ไว้ ต่อมาพระเจ้าพิมพิสารได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และกราบทูลพระราชดำริของพระองค์ว่านักบวชศาสนาอื่นมีวันประชุมสนทนาเกี่ยวกับหลักธรรมคำสั่งสอนในศาสนาของเขา แต่ว่าพุทธศาสนายังไม่มี พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตให้มีการประชุมพระสงฆ์ในวัน ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และอนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์ประชุมสนทนาและแสดงธรรมเทศนาแก่ประชาชนในวันดังกล่าว โดยตามพระไตรปิฎกเรียกวันพระว่า วันอุโบสถ (วัน 8 ค่ำ) หรือวันลงอุโบสถ (วัน 14 หรือ 15 ค่ำ) แล้วแต่กรณี จึงเปรียบเสมือนเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่สืบทอดศาสนาพุทธ ซึ่งในปี พ.ศ. 2569 แต่ละเดือนมีวันพระดังนี้

ปฏิทินวันพระ เดือนมกราคม 2569
วันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2569 : ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 2
วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569 : แรม 8 ค่ำ เดือน 2
วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2569 : แรม 15 ค่ำ เดือน 2
วันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569 : ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3

ปฏิทินวันพระ เดือนกุมภาพันธ์ 2569
วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 : ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3
วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 : แรม 8 ค่ำ เดือน 3
วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 : แรม 14 ค่ำ เดือน 3
วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 : ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 4

วันมาฆบูชา

ปฏิทินวันพระ เดือนมีนาคม 2569
วันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569 : ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 (วันมาฆบูชา)
วันพุธที่ 11 มีนาคม 2569 : แรม 8 ค่ำ เดือน 4
วันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 : แรม 15 ค่ำ เดือน 4
วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน 2569 : ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 5

ปฏิทินวันพระ เดือนเมษายน 2569
วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน 2569 : ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5
วันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569 : แรม 8 ค่ำ เดือน 5
วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2569 : แรม 14 ค่ำ เดือน 5
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2569 : ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6

ปฏิทินวันพระ เดือนพฤษภาคม 2569
วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 : ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 (วันแรงงาน)
วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 : แรม 8 ค่ำ เดือน 6
วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569 : แรม 15 ค่ำ เดือน 6
วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2569 : ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 7
วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2569 : ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 (วันวิสาขบูชา)

วันวิสาขบูชา

ปฏิทินวันพระ เดือนมิถุนายน 2569
วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2569 : แรม 8 ค่ำ เดือน 7 (วันอัฏฐมีบูชา)
วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2569 : แรม 15 ค่ำ เดือน 7
วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569 : ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8
วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2569 : ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8

ปฏิทินวันพระ เดือนกรกฎาคม 2569
วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569 : แรม 8 ค่ำ เดือน 8
วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2569 : แรม 15 ค่ำ เดือน 8
วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569 : ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 8-8
วันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2569 : ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8-8 (วันอาสาฬหบูชา)
วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2569 : แรม 1 ค่ำ เดือน 8-8 (วันเข้าพรรษา)

วันอาสาฬหบูชา

ปฏิทินวันพระ เดือนสิงหาคม 2569
วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2569 : แรม 8 ค่ำ เดือน 8-8
วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569 : แรม 15 ค่ำ เดือน 8-8
วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 : ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 9
วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 : ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9

วันอัฏฐมีบูชา#วันอัฏฐมีบูชา

ปฏิทินวันพระ เดือนกันยายน 2569
วันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม 2569 : แรม 8 ค่ำ เดือน 9
วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม 2569 : แรม 14 ค่ำ เดือน 9
วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569 : ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 10
วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 : ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10

ปฏิทินวันพระ เดือนตุลาคม 2569
วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569 : แรม 8 ค่ำ เดือน 10
วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2569 : แรม 15 ค่ำ เดือน 10
วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2569 : ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 11
วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2569 : ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 (วันออกพรรษา)

ปฏิทินวันพระ เดือนพฤศจิกายน 2569
วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2569 : แรม 8 ค่ำ เดือน 11
วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2569 : แรม 14 ค่ำ เดือน 11
วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2569 : ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2569 : ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 (วันลอยกระทง)

วันลอยกระทง

ปฏิทินวันพระ เดือนธันวาคม 2569
วันพุธที่ 2 ธันวาคม 2569 : แรม 8 ค่ำ เดือน 12
วันพุธที่ 9 ธันวาคม 2569 : แรม 15 ค่ำ เดือน 12
วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม 2569 : ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 1
วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม 2569 : ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 1

10 จังหวัดที่มี วัด เยอะที่สุดในประเทศไทย

พุทธศาสนาเริ่มเข้ามาในประเทศไทยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 หรือประมาณ 250 ปีก่อนคริสตกาล ผ่านการเผยแผ่ธรรมของพระสมณทูตจากอินเดีย ภายใต้การสนับสนุนของพระเจ้าอโศกมหาราช พุทธศาสนาในประเทศไทยจึงไม่เพียงแต่เป็นศาสนาเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและชีวิตประจำวันของคนไทยอีกด้วย

อโศกมหาราช

นิกายที่นิยมนับถือในประเทศไทยคือ นิกายเถรวาท (Theravada) ซึ่งเป็นนิกายที่ยึดถือพระไตรปิฎกเป็นหลักในการปฏิบัติและศึกษา นิกายนี้เน้นการบรรลุธรรมผ่านการปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัย

วัดภาคอีสาน
ภาพ : travel.kapook

วัดและการปฏิบัติศาสนกิจ:ในประเทศไทยมีจำนวนมาก ทั้งในเมืองและในชนบท เป็นศูนย์กลางทางศาสนา การศึกษา และการทำกิจกรรมทางสังคม วัดยังเป็นสถานที่สำหรับการปฏิบัติธรรม, การบวช, การจัดพิธีกรรมต่างๆ และเป็นแหล่งเก็บรักษาศิลปะและสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า

โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้เปิดเผยสถิติ 10 อันดับจังหวัดที่มีวัดเยอะที่สุดในประเทศไทยมีดังนี้:

1.นครราชสีมา จำนวน 2,179 วัด
2.อุบลราชธานี จำนวน 1,848 วัด
3.ร้อยเอ็ด จำนวน 1,647 วัด
4.ขอนแก่น จำนวน 1,545 วัด
5.อุดรธานี จำนวน 1,532 วัด
6.เชียงใหม่ จำนวน 1,459 วัด
7.ศรีสะเกษ จำนวน 1,388 วัด
8.สกลนคร จำนวน 1,241 วัด
9.บุรีรัมย์ จำนวน 1,097 วัด
10.ชัยภูมิ จำนวน 1,095 วัด

เทียนพรรษา

เหตุผลที่เหล่านี้เป็นจังหวัดที่มีวัดเยอะที่สุด:

– ประชากรและขนาดของจังหวัด: จังหวัดที่มีประชากรมากและมีพื้นที่กว้างใหญ่มักจะมีวัดมาก เนื่องจากวัดเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมของชุมชนและความเชื่อทางศาสนา
– คนไทยโดยเฉพาะในภาคอีสานมีความเชื่อทางศาสนาที่เข้มแข็ง การสร้างวัดจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานประเพณีและความเชื่อ
– จังหวัดเหล่านี้อาจมีความสะดวกในการสร้างวัดเนื่องจากมีที่ดินมากพอหรือมีความเจริญทางสังคมที่เอื้อต่อการสร้างศาสนสถาน

แจก “บทสวดมนต์ไหว้พระประจำวันเกิด” ทั้ง 7 วัน เสริมสิริมงคล

คาถาบูชาพระประจำวันเกิดทั้ง 7 วัน

บทสวดมนต์ประจำวันเกิด แบบเต็มและแบบย่อทั้ง 7 วัน ตามกำลังวัน สวดก่อนนอนชีวิตราบรื่น ร่มเย็น เสริมสิริมงคล ประโยชน์ของการสวดมนต์ก็คือทำให้จิตใจเราผ่องใส และจิตใจสงบมากขึ้น

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ พระประจำวันเกิด คือ พระพุทธรูปปางถวายเนตร
บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันอาทิตย์ (สวด 6 จบ)

อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตังตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะคุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเมเตเม นะโมเต จะมังปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโมวิ มุตตานัง นะโมวิมุตติยา อิมังโส ปะริต ตังกัตะวา โมโร จะระติ เอสะนา ฯ

อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโสตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติงเย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร วาสะมะกัปปะยีติ ฯ

แบบย่อ อะ วิช สุ นุส สา นุต ติ

ผู้ที่เกิดวันจันทร์ พระประจำวันเกิด คือ พระพุทธรูปปางห้ามญาติ หรือห้ามสมุทร
บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันจันทร์ (สวด 15 จบ)

ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโธ ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโธ ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโธ ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ

แบบย่อ อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา

ผู้ที่เกิดวันอังคาร พระประจำวันเกิด คือ พระพุทธรูปปางไสยาสน์
บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันอังคาร (สวด 8 จบ)

ยัสสานุสสะระเณนาปิ อันตะลิกเขปิ ปาณิโน ปะติฏฐะมะธิคัจฉันติ ภูมิยัง วิยะ สัพพะทา สัพพูปัททะวะชาลัมหา ยักขะโจราทิสัมภะวา คะณะนา นะ จะ มุตตานัง ปะริตันตัมภะณามะ เห ฯ

แบบย่อ ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง

ผู้ที่เกิดวันพุธ (กลางวัน) พระประจำวัน คือ ปางอุ้มบาตร
บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันพุธ (กลางวัน) สวด 17 จบ

สัพพาสีวิสะชาตีนัง ทิพพะมันตาคะทัง วิยะ ยันนาเสติ วิสัง โฆรัง เสสัญจาปิ ปะริสสะยัง อาณักเขตตัมหิ สัพพัตถะ สัพพะทา สัพพะปาณินัง สัพพะโสปิ นิวาเรติ ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ

แบบย่อ ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท

ผู้ที่เกิดวันพุธ (กลางคืน) พระประจำวัน คือ ปางป่าเลไลยก์
บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันพุธ (กลางคืน) สวด 12 จบ

กินนุ สันตะระมาโนวะ ราหุ จันทัง ปะมุญจะสิ สังวิคคะรูโป อาคัมมะ กินนุ ภีโต ติฏฐะสีติ สัตตะธา เม ผะเล มุทธา ชีวันโต นะ สุขัง ละเภ พุทธาคาถาภิคิโตมหิ โนเจ มุญเจยะ จันทิมันติ

แบบย่อ คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี พระประจำวัน คือ ปางสมาธิ
บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันพฤหัสบดี สวด 19 จบ

ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร นิพพัตตัง วัฏฏะชาติยัง ยัสสะ เตเชนะ ทาวัคคิ มะหาสัตตัง วิวัชชะยิ เถรัสสะ สารีปุตตัสสะ โลกะนาเถนะ ภาสิตัง กัปปัฏฐายิ มะหาเตชัง ปะริตตันตัมภะณามะ เห

แบบย่อ ภะ สัม สัม วิ สะ เท กะ

ผู้ที่เกิดวันศุกร์ พระประจำวัน คือ ปางรำพึง
บทสวดมนต์บูชาพระประจำวันศุกร์ สวด 21 จบ

อัปปะสันเนหิ นาถัสสะ สาสเน สาธุสัมมะเต อะมะนุสเสหิ สะทากิพพิ สะการิภิ ปะริสานัญจะ ตัสสันนะ มะหิงสายะ จะ คุตติยา ยันเทเสสิ มะหาวีโร ปะริตตันตัม ภะณามะ เห

แบบย่อ วา โธ โน อะ มะ มะ วา

ผู้ที่เกิดวันเสาร์ พระประจำวัน คือ ปางนาคปรก
บทสวดมนต์ประจำวันเสาร์ สวด 10 จบ

ยะโตหัง ภะคินิ อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ

แบบย่อ โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ

ที่มา : วัดป่ามหาชัย จ.นครพนม

จากความเชื่อ “เปรต” ผีที่หิวโหย 12 ตระกูล 21 จำพวก

เปรต “Preta” หมายถึงผี ตามความเชื่อในหลายศาสนาทั้ง ศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดู ศาสนาซิกข์ และศาสนาเชน ตามความเชื่อนั้น เปรตเป็นผีได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสกว่าเมื่อครั้งเป็นมนุษย์มาก โดยต้องทรมานกับความหิวโหยและความเจ็บปวดทางกาย

เปรตในศิลปะพม่า
เปรตในศิลปะพม่า

ความเชื่อเรื่องเปรตมีต้นกำเนิดมาจากพิธีกรรมทางศาสนาในประเทศอินเดียตั้งแต่ยุคโบราณ และเริ่มแพร่กระจายสู่สังคมในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก คำว่า “Preta” มักจะถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “ผีที่หิวโหย” ความเชื่อเรื่องเปรตนั้นเริ่มต้นมาจากความเชื่อในชีวิตหลังความตาย และมักเกี่ยวข้องกับการเป็นโอปปาติกะ (ผู้ที่ผุดขึ้นเองจากอดีตกรรม มิต้องอาศัยการปฏิสนธิ) นำไปสู่ความเชื่อเรื่องเวรกรรมที่ต้องได้รับในโลกหน้าและการกลับชาติมาเกิดตามแต่ผลกรรมที่ได้กระทำเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ การจะหลุดพ้นจากการเป็นเปรตนั้นต้องอาศัยเวลานานชั่วกัปชั่วกัลป์ และหากมิได้สั่งสมบุญวาสนาพอหรือไม่ได้รับการอุทิศส่วนกุศลจากคนรู้จัก บุคคลนั้นอาจต้องทุกข์ทรมานเป็นเปรตไปชั่วนิรันด์

การจะเกิดเป็นเปรตในโลกหน้านั้น โดยมากมักเป็นผลมาจากการก่อกรรมทำเข็ญอย่างร้ายแรงเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ เช่น การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การทำร้ายผู้อื่นทั้งทางกาย วาจา และ ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ที่ถูกทำร้ายเป็นบุพการีของตนหรือเป็นพระสงฆ์ การพูดปด พูดส่อเสียด การลักทรัพย์ รวมถึงความโลภ เป็นต้น หรือแม้กระทั่งเกิดขึ้นจากการเคยเป็นสัตว์นรกที่เวียนว่ายอยู่ในนรกนานนับโกฏิปี แต่ดวงวิญญาณยังไม่บริสุทธิ์พอที่จะไปเกิดในภพภูมิที่ดีขึ้น จีงต้องชดใช้กรรมต่อ โดยจะต้องไปเกิดเป็นเปรตที่มีรูปลักษณ์ที่น่าเกลียด เช่น มีร่างกายเน่าเฟะเสมือนซากศพ หรือมีสิ่งปฏิกูลอยู่ทั่วร่างกาย มักจะหิวโหยอยู่ตลอดเวลา และส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด หรือแม้แต่เป็นเปรตภายใต้รูปร่างของสัตว์ประหลาดชนิดต่าง ๆ ตามความเชื่อแต่ละประเทศ เปรตมีร่างกายและความรู้สึกเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่ในขณะที่มนุษย์ทั่วไปเมื่อมองดูสายน้ำจะมองเห็นเป็นเพียงกระแสน้ำใส ๆ ธรรมดา แต่เมื่อเปรตจ้องมองแม่น้ำจะมองเห็นสิ่งน่าเกลียดน่ากลัว เช่น หนอง หรือ เลือด

จากความเชื่อและอิทธิพลของศาสนาฮินดูและพุทธศาสนาในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ เปรตจึงมีอิทธิพลอย่างเด่นชัดในวัฒนธรรมของอินเดีย ศรีลังกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม ทิเบต ไทย กัมพูชา ลาว และเมียนมาร์

ภาพวาดเปรตแบบญี่ปุ่น
ภาพวาดเปรตแบบญี่ปุ่น

เปรต แปลว่า ในทางศาสนาพุทธหมายถึง อมนุษย์พวกหนึ่งที่เกิดในเปตติวิสัยภูมิซึ่งเป็น ๑ ใน ๔ อบายภูมิ เปรตมีหลายประเภท เช่นประเภทหนึ่งเรียกว่า ปรทัตตูปชีวิเปรต คือเปรตที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยส่วนบุญที่มีผู้ทำอุทิศให้ หากไม่มีส่วนบุญที่มีผู้อุทิศให้ก็มักจะกินเลือดและหนองของตัวเองเป็นอาหาร โบราณมีความเชื่อที่ว่า ถ้าใครทำร้ายพ่อแม่ ชาติหน้าจะไปเกิดเป็นผีเปรต

การทำพลีกรรมแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว หรือการทำบุญอุทิศไปให้ผู้ตายว่า เปตพลี หรือ บุพเปตพลี

เปรตมีหลายประเภท แบ่งตาม เปตวัตถุอรรถกถา แบ่งได้ 4 ประเภท

  1. ปรทัตตูปชีวิเปรต คือ เปรตที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยส่วนบุญที่มีผู้ทำอุทิศให้ หากไม่มีส่วนบุญที่มีผู้อุทิศให้ ก็มักจะกินเลือดและหนองของตัวเองเป็นอาหาร
  2. ขุปปีปาสิกเปรต คือ เปรตที่อดอยาก ทุกข์จากความหิวโหยอยู่เป็นนิจ แสวงหาของไปยังที่ต่าง ๆ เมื่อเจอน้ำหรืออาหาร แต่เมื่อจะเอาอาหารเหล่านั้นเข้าปาก อาหารเหล่านั้นก็จะกลายหินหรือทราย ไม่สามารถกินได้ กรรมที่ทำให้เป็นเปรตประเภทนี้ เพราะเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว หวงแหนในทรัพย์ของตน ไม่เคยทำบุญทำทาน แม้ทำก็ทำด้วยความเสียดาย
  3. นิชฌามตัณหิกเปรต คือ เปรตที่ถูกไฟเผาให้เร่าร้อนอยู่เสมอ
  4. กาลกัญจิกเปรต คือ เปรตในจำพวกอสุรกาย มีร่างกายใหญ่โต แต่ไม่ค่อยมีเลือดและเนื้อ มีสีคล้ายใบไม้แห้ง ตาโปนคล้ายตาปู มีปากเท่ารูเข็มอยู่กลางศีรษะ

ผีเปรต

แบ่งตาม คัมภีร์โลกบัญญัตติปกรณ์ และ ฉคติทีปนีปกรณ์ เปรตทั้ง 12 ตระกูล และกรรมที่ทำ

  1. วันตาสาเปรต คือ เปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินน้ำลาย เสมหะ อาเจียน เป็นอาหาร กรรมที่ทำให้เป็นเปรตตระกูลนี้ เพราะชาติก่อนเป็นคนตระหนี่จับขั้วหัวใจ เห็นผู้ใดอดอยากมาขออาหาร ก็พาลโกรธถ่มน้ำลายใส่ด้วยความรังเกียจ หรือเข้าไปในสถานที่ที่ควรเคารพบูชา เช่น โบสถ์ วิหาร ลานพระเจดีย์ แล้วไม่มีความเคารพต่อสถานที่ ได้ถ่มเสลดน้ำลายลงในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นั้น เมื่อตายแล้วก็มาเกิดเป็นเปรตในตระกูลนี้
  2. กุณปขาทาเปรต คือ เปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินซากศพคนหรือสัตว์ เป็นอาหาร กรรมที่ทำให้มาเป็นเปรตตระกูลนี้ เพราะชาติที่เป็นมนุษย์มีความตระหนี่ เมื่อมีผู้มาขอบริจาคทาน ก็แกล้งให้ของที่ไม่ควรให้ ด้วยความปรารถนาจะแกล้งประชด ไม่เคารพในทาน จึงมาเกิดเป็นเปรตประเภทนี้
  3. คูถขาทาเปรต คือ เปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินอุจจาระต่าง ๆ เป็นอาหาร กรรมที่ทำให้มาเป็นเปรตตระกูลนี้ เพราะครั้งที่เป็นมนุษย์ มีความตระหนี่จัด เมื่อหมู่ญาติที่ตกทุกข์ได้ยาก หรือผู้คนมาหาเพื่อขอความช่วยเหลือ ขอข้าว ขอน้ำดื่ม จะเกิดอาการขุ่นเคืองขึ้นมาทันที ชี้ไปที่มูลสัตว์พร้อมกับบอกว่า “ถ้าอยากได้ ก็จงเอาไปกินเถิด แต่จะมาเอาข้าวปลาอาหาร ข้าไม่ให้หรอก” แล้วก็ขับไล่ไสส่ง ด่าด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ตายแล้วจึงไปเกิดเป็นเปรตชนิดนี้
  4. อัคคิชาลมุขาเปรต คือ เปรตที่มีเปลวไฟลุกทั่วในปากตลอดเวลา ทั้งกลางวันกลางคืน ไฟไหม้ปากไหม้ลิ้นเจ็บแสบเจ็บร้อน ครั้นทนไม่ได้ก็วิ่งร้องไห้ครวญครางไปไกลถึงร้อยโยชน์ พันโยชน์ ถึงกระนั้นไฟก็ไม่ดับ กลับเป็นเปลวเผาลนปากและลิ้นหนักเข้าไปอีก กรรมที่ทำให้มาเกิดเป็นเปรตตระกูลนี้ เพราะครั้งเป็นมนุษย์ มีความตระหนี่เหนียวแน่น เมื่อมีใคร มาขอ ครั้นจะไม่ให้ก็กลัวคนอื่นดูแคลน จึงแกล้งให้สิ่งของร้อนๆ เพื่อหวังจะแกล้งให้ผู้รับเข็ดหลาบ จะได้เลิกมาขอ เพราะไม่เห็นอานิสงส์ของการทำทาน
  5. สุจิมุขาเปรต คือ เปรตที่มีปากเล็กเท่าขนาดรูเข็ม จะได้อาหารมาบริโภคแต่ละครั้งก็ไม่พออิ่ม เพราะมีปากเท่ารูเข็ม อาหารไม่อาจจะผ่านช่องปากเข้าไปได้ง่ายๆ อยากกินแต่กินไม่ได้ ต้องทุกข์ทรมานแสนลำบาก ร่างกายผอมโซดำเกรียม กรรมที่ทำให้เป็นเปรตตระกูลนี้ เพราะเป็นคนตระหนี่ในชาติที่เป็นมนุษย์ เมื่อมีใครมาขออาหาร ก็ไม่อยากให้ และไม่มีศรัทธาที่จะถวายทานแก่สมณพราหมณ์ผู้มีศีล มีจิตหวงแหนทรัพย์สมบัติ ผลกรรมตามสนอง ต้องมาเกิดเป็นเปรตปากเท่ารูเข็ม
  6. ตัณหาชิตาเปรต คือ เปรตที่ถูกตัณหาเบียดเบียนจนเกิดทุกข์จากความหิวข้าวหิวน้ำอยู่เสมอ เมื่อมองไปเห็นสระ บ่อ ห้วย หนอง ก็ตื่นเต้นดีใจ รีบวิ่งไปโดยเร็ว แต่ครั้นไปถึงแหล่งน้ำนั้น กลับกลายเป็นสิ่งอื่นด้วย อำนาจกรรมบันดาล กรรมที่ทำให้เป็นเปรตตระกูลนี้ เพราะเป็นคนหวงข้าวหวงน้ำ เที่ยวปิดสระ ปิดบ่อ ปิดหม้อ ไม่ให้คนอื่นได้ดื่มกิน ครั้นละโลกแล้วก็มาเกิดเป็นเปรตอดอยากข้าวน้ำดังกล่าว
  7. นิชฌามักกาเปรต คือ เปรตที่มีตัวดำเหมือนตอไม้ที่ถูกเผา สูงชะลูดดำทะมึน แลดูน่ากลัวมาก มีกลิ่นเหม็นเน่า มือและเท้าเป็นง่อย ริมฝีปากด้านบนห้อยทับริมฝีปากด้านล่าง มีฟันยาว มีเขี้ยวออกจากปาก ผมยาวพะรุงพะรัง มีความอดอยากเหลือประมาณ ยืนทื่ออยู่ที่เดิมไม่ท่องเที่ยวไปไหนเหมือนเปรตชนิดอื่น กรรมที่ทำให้เกิดเป็นเปรตตระกูลนี้ เพราะเป็นคนใจหยาบ เห็นสมณพราหมณ์ผู้มีศีลก็โกรธเคือง มีอกุศลจิตคิดว่า ท่านเหล่านั้นจะมาขอของตน จึงแสดงกิริยาอาการเยาะเย้ยถากถาง ขับไล่สมณพราหมณ์ เหล่านั้นให้ได้รับความอับอาย หรือเห็นพ่อแม่เป็นคนแก่คนเฒ่า เกิดโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนเพราะความชรา แกล้งให้ท่านตกใจจะได้ตายไว ๆ ตัวเองจะได้ครอบครองสมบัติ
  8. สัพพังคาเปรต คือ เปรตที่มีเล็บมือเล็บเท้ายาวคมเหมือนมีดเหมือนดาบและงอเหมือนตะขอ ได้แต่ก้มหน้าก้มตาตะกายข่วนร่างกายตนเองให้ขาดเป็นแผลด้วยเล็บ แล้วกินเลือดเนื้อของตนเองเป็นอาหาร กรรมที่ทำให้เกิดเป็นเปรตตระกูลนี้ เพราะชอบขูดรีดชาวบ้าน เอาเปรียบผู้อื่น หรือบางครั้งชอบรังแกหยิกข่วนบิดามารดา ถ้าเป็นหญิงก็หยิกข่วนสามีของตน
  9. ปัพพตังคาเปรต คือ เปรตที่มีร่างกายสูงใหญ่เท่าขนาดของภูเขา เวลากลางคืนสว่างไสวรุ่งเรืองด้วยเปลวไฟ กลางวันเป็นควันล้อมรอบกาย เปรตเหล่านี้ต้องถูกไฟเผาคลอก นอนกลิ้งไปมาเหมือนขอนไม้ที่กลิ้งอยู่กลางไร่กลางป่า ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส ร้องไห้ปานจะขาดใจ กรรมที่เกิดเป็นเปรตตระกูลนี้ เพราะครั้งเป็นมนุษย์ได้เอาไฟเผาบ้าน เผาโรงเรียน เผากุฏิ วิหาร เป็นต้น
  10. อชครเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างคล้ายกับสัตว์เดียรัจฉาน เช่น มีรูปร่างเป็นงูเหลือม เสือ ม้า วัว และควาย เป็นต้น แต่จะถูกไฟเผาไหม้ทั่วร่างกายทั้งกลางวันและกลางคืนไม่ว่างเว้น แม้แต่วันเดียว กรรมที่ทำให้เกิดเป็นเปรตตระกูลนี้ เพราะเมื่อครั้งเป็นมนุษย์เป็นคนตระหนี่ เมื่อเห็นสมณพราหมณ์ ผู้มีศีลมาเยือน ก็ด่าเปรียบเปรยท่านว่า เสมอด้วยสัตว์เดียรัจฉานต่างๆ เพราะไม่อยากให้ทาน หรือแกล้งล้อเลียนเป็นรูปสัตว์ต่างๆ
  11. เวมานิกเปรต คือ เปรตที่มีสมบัติ คือ วิมานทองอันเป็นทิพย์ บางตนจะเสวยสุขราวกับเทวดาในเวลากลางวัน ส่วนเวลากลางคืนจะเสวยทุกข์ที่เกิดจากความตระหนี่ในทรัพย์ บางตนเสวยสุขเฉพาะในเวลากลางคืน ส่วนกลางวันจะเสวยทุกข์ ตามสมควรแก่กรรม กรรมที่ทำให้เกิดมาเป็นเปรตตระกูลนี้ เพราะครั้งเป็นมนุษย์มีศรัทธาทำบุญกุศลไว้มาก แต่ไม่รักษาศีล ไม่รักษากาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ ครั้นตายลงจึงตรงมาเกิดเป็นเวมานิกเปรต หรือเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาได้รักษาศีลเพียงอย่างเดียว แล้วไม่มีศรัทธาในการสร้างบุญกุศลอื่น และมีความสงสัยในเรื่องบุญเรื่องบาป แม้รักษาศีลก็รักษาแบบเสียไม่ได้ หรือไม่ตั้งใจรักษา
  12. มหิทธิกาเปรต คือ เปรตที่มีฤทธิ์และรูปงามดุจเทวดา แต่ว่าอดอยากหิวโหยอาหารอยู่ตลอดเวลา เหมือนเปรตชนิดอื่นๆ จะเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ เมื่อพบคูถมูตร และของสกปรกก็จะดูดกินเป็นอาหาร กรรมที่ทำให้เกิดเป็นเปรตตระกูลนี้ เพราะครั้งเป็นมนุษย์ บวชเป็นพระภิกษุสามเณร พยายามรักษาศีลของตนให้บริสุทธิ์ จึงมีรูปงามผุดผ่องราวเทวดา แต่ไม่ได้บำเพ็ญธรรม มีใจเกียจคร้านต่อการบำเพ็ญสมณธรรมตามวิสัยของบรรพชิต จิตใจจึงมากไปด้วยความโลภ โกรธ หลง มีความเข้าใจผิดว่า “เราบวชแล้ว รักษาแต่ศีลอย่างเดียวก็พอ ไม่เห็นต้องทำบุญให้ทานเหมือนฆราวาสเลย” ครั้นเมื่อละโลกจึงมาเกิดเป็นเปรตตระกูลนี้

ผีเปรต

แบ่งตามวินัยและลักขณสังยุตตพระบาลี แบ่งได้ 21 จำพวก

  1. อัฏฐีสังขสิกเปรต คือ เปรตที่มีแต่กระดูกติดกันเป็นท่อน ๆ
  2. มังสเปสิกเปรต คือ เปรตที่มีแต่เนื้อเป็นชิ้นๆ กรรมที่ทำให้เกิดเป็นเปรตชนิดนี้ เพราะเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ มีอาชีพเป็นคนฆ่าโค
  3. มังสปิณฑเปรต คือ เปรตที่มีเนื้อเป็นก้อน กรรมที่ทำให้เกิดเป็นเปรตชนิดนี้ เพราะเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ มีอาชีพเป็นคนฆ่านกขาย
  4. นิจฉวิเปรต คือ เปรตที่ไม่มีหนังห่อหุ้ม กรรมที่ทำให้เกิดเป็นเปรตชนิดนี้ เพราะเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ มีอาชีพเป็นคนฆ่าแกะขาย ฆ่าแล้วถลกหนังไปขาย บางคราวก็ถลกหนังทั้งเป็น
  5. อสิโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นพระขรรค์
  6. สัตติโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นหอก
  7. อุสุโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นลูกธนู
  8. สูจิโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นเข็ม
  9. ทุติยสูจิโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นเข็มชนิดที่ ๒
  10. กุมภัณฑเปรต คือ เปรตที่มีอัณฑะใหญ่โตมาก
  11. คูถกูปนิมุคคเปรต คือ เปรตที่จมอยู่ในอุจจาระ
  12. คูถขาทกเปรต คือ เปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินอุจจาระ
  13. นิจฉวิตถิเปรต คือ เปรตหญิงที่ไม่มีหนังห่อหุ้มและมักถูกแร้ง เหยี่ยว อีกา และ นกตะกรุมจิกทึ้งอยู่ตลอดเวลา กรรมที่ทำให้เกิดเป็นเปรตชนิดนี้ เพราะเมื่อครั้งเป็นมนุษย์มีจิตใจไม่บริสุทธิ์ประพฤติตนนอกใจ ไปคบชู้อยู่กับบุรุษอื่นที่ไม่ใช่สามีของตนเอง ทำร้ายและฆ่าสามีจนถึงชีวิตโดยปราศจากหิริและโอตตัปปะ
  14. ทุคคันธเปรต คือ เปรตที่มีกลิ่นเหม็นเน่า
  15. โอกิลินีเปรต คือ เปรตที่มีร่างกายเป็นถ่านไฟ กรรมที่ทำให้เกิดเป็นเปรตชนิดนี้ เพราะเมื่อยังมีชีวิตนั้น ได้ทำร้ายหรือฆ่าคนตายด้วยการใช้ถ่านเพลิงร้อน
  16. อสิสเปรต คือ เปรตที่ไม่มีศีรษะ มีตาและปากอยู่ที่อก กรรมที่ทำให้เกิดเป็นเปรตชนิดนี้ เพราะเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ มีอาชีพไม่บริสุทธิ์ คือ เป็นเพชฌฆาตผู้ฆ่าโจร มีนามว่า หาริกะ อยู่ในพระนครราชคฤห์น
  17. ภิกขุเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างเช่นเดียวกับพระ ไม่น่าเกลียดน่ากลัว กรรมที่ทำให้เกิดเป็นเปรตชนิดนี้ เพราะเมื่อครั้งยังมีชีวิตเป็นพระที่ไม่บำเพ็ญธรรมถึงจะบวชรักษาศีลแต่ประพฤติผิด เช่นมั่วสีกา มีความโลภในเรื่องของเงินทอง และ มีเรื่องทะเลาะกับญาติโยมอยู่ตลอด
  18. ภิกขุณีเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างเช่นเดียวกับภิกษุณี กรรมที่ทำให้เกิดเป็นเปรตชนิดนี้ เพราะเมื่อครั้งยังมีชีวิตเป็นภิกขุณีที่ไม่รักษาศีล ชอบทำผิดศีล ข้อ 3 และ ข้อ 4 เช่น เช่นมั่วผู้ชาย พูดจาให้เขาแตกแยกกัน รวมไปถึงชักชวนให้ทำบุญในทางที่ผิด
  19. สิกขมานเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างเช่นเดียวกับสิกขมานา
  20. สามเณรเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างเช่นเดียวกับสามเณร
  21. สามเณรีเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างเช่นเดียวกับสามเณรี

ที่มา : wikipedia

เชื่อหรือไม่? ในอดีตประเทศไทยเคยมี ‘กระทรวงเวทมนตร์’

เชื่อหรือไม่? ว่าประเทศไทยในอดีตนั้นเคยมี ‘กระทรวงเวทมนตร์’ แต่ใช้ในชื่อว่า ‘กระทรวงแพทยาคม’ หรือบางบันทึกเรียกว่า ‘ศาลกระทรวงแพทยา’ ซึ่งเป็นกระทรวงที่เกี่ยวกับสอบสวนพิจารณาโทษของผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการกระทำทาง ’ไสยศาสตร์’ โดยเฉพาะ

เวทมนตร์

เนื่องจากในสมัยนั้น ไม่ว่าชนชั้นใดก็ต่างเชื่อในเรื่องของ ไสยศาสตร์ กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นสูง พระภิกษุสงฆ์ หรือประชาชนทั่วไป

โดยกระทรวงนี้ จะมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาคมเป็นตุลากร มีหน้าที่สอบสวนพิจารณาโทษผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการกระทำทางไสยศาสตร์ เรื่องคุณไสยโดยเฉพาะ โดยจะมีอำนาจหน้าที่พิจารณาความ การถูกกล่าวหาว่าเป็นกระสือกระหัง ทำเวทมนต์อาคม ใส่ว่านยา ทำเสน่ห์ยาแฝด หรือควายธนู โดยผู้เสียหายไม่ถึงตาย หรือคดีพราหมณ์โยคีเป็นโจทก์จำเลยหาความกัน เป็นต้น

ชื่อกระทรวง “แพทยาคม” มาจากคำว่า แพทย + อาคม
คำว่า “แพทย” มีความหมายว่า หมอรักษาโรค
คำว่า “อาคม” มีความหมายว่า เวทมนตร์
รวมกันมีความหมายว่า “หมอรักษาโรคเกี่ยวกับเวทมนตร์”

“กระทรวงแพทยาคม” ไม่ปรากฎแน่ชัดว่าเกิดขึ้นสมัยใด แต่ตามประวัติศาสตร์ถูกกว่าถึงในหลายรัชสมัย เช่น พระเจ้าอู่ทอง พระเจ้าทรงธรรม แต่ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม ได้ปรากฏ “กระทรวงแพทยาคม” เพื่อชำระคดีผู้กระทำผิดเกี่ยวกับคุณไสย เสน่ห์ยาแฝด ฝังรูปด้วยวิทยาคมเอาไว้

เพิ่มเติมคำว่า “วิทยาคม” มาจาก วิทย + อาคม
คำว่า “วิทย” มีความหมายว่า ความรู้
คำว่า “อาคม” มีความหมายว่า เวทมนตร์
รวมกันมีความหมายว่า “ความรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์”
(ส่วน “วิทยาคม” ที่เห็นในชื่อโรงเรียนนั้น คำว่า “อาคม” มีอีกความหมาย คือ การมาถึง ดังนั้น วิทยาคม, พิทยาคม ในชื่อโรงเรียน จึงมีความหมายว่า “การมาถึงของความรู้”)

กลับมาต่อดีกว่า “กระทรวงแพทยาคม” หรือ “ศาลกระทรวงแพทยา” จะมีผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาคมเป็นตุลากร มีหน้าที่สอบสวนพิจารณาโทษผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการกระทำทางไสยศาสตร์ เรื่องคุณไสยโดยเฉพาะ โดยจะมีอำนาจหน้าที่พิจารณา ความกล่าวหาว่าเป็นกระสือกระหัง ทำเวทมนต์อาคม ใส่ว่านยา ทำเสน่ห์ยาแฝดยาเมา รีดลูก โดยผู้เสียหายไม่ถึงตาย หรือคดีพราหมณ์โยคีเป็นโจทก์จำเลยหาความกัน เป็นต้น ถ้าความเกิดในหัวเมือง “ขุนหมื่นกรมแพทยาหัวเมือง” เป็นผู้พิจารณา

ในอดีตประเทศไทยเคยมี ‘กระทรวงเวทมนตร์’

แต่ “กระทรวงแพทยาคม” หรือ “ศาลกระทรวงแพทยา” มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ตอนต้น จนกระทั้งถูกลดบทบาทและอำนาจจาก “ศาลกระทรวงแพทยา” เป็น “ศาลกรมแพทยา” ในรัชสมัยรัชการที่ ๓ ปี ๒๓๘๐ และในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ เกิดการปฏิรูปหลายอย่างในแผ่นดิน หนึ่งในนั้นคือ “การปฏิรูปศาล” เนื่องจากเกิดวิกฤตทางการศาล และท้ายที่สุด “ศาลกรมแพทยา” ถูกยุบลง เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๔๓๔ เพราะถูกมองว่าล้าหลัง ไม่ทันสมัย ประกอบกับเวลานั้น รัชกาลที่ ๕ มีนโยบายพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมชาติมหาอำนาจ จึงต้องยกเลิกกระทรวงนี้ไปในที่สุด

ที่มา หนังสือเรื่อง “ThaiLand Only เรื่องแบบนี้ มีแต่ไทย ๆ” หน้าที่ ๗๙ พิมพ์ครั้งที่ ๑

ประวัติ ความเป็นมา เทศกาลไหว้พระจันทร์ กับ ตำนาน “ฉางเอ๋อ” เทพธิดาแห่งดวงจันทร์

วันไหว้พระจันทร์ 🌙 ภาษาจีน คือ “中秋节” (จงชิวเจี๋ย) ส่วนวันไหว้พระจันทร์ภาษาอังกฤษ คือ Moon Festival หรือ Mid-Autumn Festival (เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วง) เทศกาลไหว้พระจันทร์ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 หรือวันเพ็ญเดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติ ตามปฏิทินสากลจะอยู่ในเดือนกันยายนหรือตุลาคม ซึ่งในประเทศจีนตรงกับกลางฤดูใบไม้ร่วงพอดี

วันไหว้พระจันทร์ 2567 ตรงกับ วันอังคารที่ 17 กันยายน 2567 เทศกาลวันไหว้พระจันทร์ เป็นเทศกาลตามวัฒนธรรมจีนที่มีขึ้นในกลางฤดูใบไม้ร่วง เพื่อเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยว จะมีขึ้นในคืนวันเพ็ญ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติ

วันไหว้พระจันทร์ถือเป็นวันแห่งครอบครัว การที่เทศกาลไหว้พระจันทร์ตรงกับคืนเดือนเพ็ญสามารถสื่อถึงความสามัคคี ความรักใคร่กลมเกลียว เหมือนเช่นพระจันทร์ที่เต็มดวง

 ฉางเอ๋อ

ประวัติวันไหว้พระจันทร์

ตำนานที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลไหว้พระจันทร์มีหลากหลายเวอร์ชัน แต่เรื่องราวที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดคือเรื่องของ “ฉางเอ๋อ” (嫦娥) ผู้เป็นเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ : เทพปกรณัมจีน หนึ่งในที่มาของเทศกาลไหว้พระจันทร์ โดยกล่าวว่าพระนางฉางเอ๋อนั้นมีความงดงามอย่างยิ่งที่ได้กินยาอายุวัฒนะของเจ้าแม่ซีหวังหมู่ ทำให้คงความสวยอยู่เสมอ ไม่แก่ ไม่ตาย และสามารถเหาะได้ ซึ่งตอนหลังได้ไปเป็นเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ และกลายเป็นเทพีสถิตอยู่บนดวงจันทร์ตั้งแต่นั้นมาเมื่อถึงฤดูหนาวนางจะนำเอาน้ำอมฤตพรมลงมายังโลก ทำให้ต้นข้าวเจริญงอกงามออกรวงได้ผลผลิตดี ชาวจีนจึงเอาข้าวที่ปลูกได้นั้นมาทำขนมประกอบพิธีเพื่อขอบพระคุณพระจันทร์อีกทีหนึ่ง

จากนั้นมา ผู้คนได้เฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ด้วยการรับประทาน “ขนมไหว้พระจันทร์” ซึ่งเป็นขนมที่เทพีฉางเอ๋อโปรดปราน รวมทั้งผลไม้ต่าง ๆ

ขนมไหว้พระจันทร์

ขนมไหว้พระจันทร์ (ภาษาอังกฤษ: Mooncake, ภาษาจีน: 月饼) มีลักษณะกลมคล้ายขนมเค้กขนาดเล็ก ทำจากแป้ง และมีไส้ต่าง ๆ ใช้เพื่อเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยดูแลผลผลิตทางการเกษตรของผู้คน เมื่อเซ่นไหว้เสร็จแล้วก็จะนำขนมไหว้พระจันทร์ไปแจกจ่ายสู่ครอบครัวและเพื่อนบ้าน

ไส้ของขนมไหว้พระจันทร์มีความหมายมงคลที่แตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น

▪︎ ไส้ลูกพลัม หมายถึง ความกล้าหาญ และความหวัง
▪︎ ไส้ธัญพืช หมายถึง โชคลาภ และความอุดมสมบูรณ์
▪︎ ไส้เม็ดบัว หมายถึง ความบริสุทธิ์ อายุที่ยืนยาว ความอ่อนน้อมถ่อมตน และความสงบสุข
▪︎ ไส้ถั่วแดง หมายถึง ความกล้าหาญ
▪︎ ไส้ไข่เค็ม หมายถึง ความสุกสว่างเหมือนพระจันทร์ที่เต็มดวง

เช็กฤกษ์ดี ยามดี วันธงชัย ประจำเดือนมีนาคม 2568

เช็กฤกษ์ดี วันมงคล มหาฤกษ์ วันธงชัย เดือนมีนาคม 2568 มีวันไหนบ้าง ?

วันธงชัย คือ วันแห่งชัยชนะ ถือเป็นวันดีที่สุด ยามที่ดีที่สุดของเดือน เหมาะแก่การทำมงคลต่างๆ ที่จะให้ผลสำเร็จสูงสุด มีชัยชนะเป็นมิ่งขวัญของหมู่คณะ เช่น ขึ้นบ้านใหม่ ออกรถยนต์ใหม่ ย้ายที่ทำงานใหม่ หรือเปิดกิจการร้านใหม่ เพื่อเสริมความรุ่งเรือง และเป็นสิริมงคล สำหรับวันธงชัยของเดือนมีนาคม 2568 จะตรงกับวันอังคารทั้งหมด 4 วัน ดังนี้

ทำบุญขึ้นบ้านใหม่

• วันอังคารที่ 4 มีนาคม 2568 (ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 4 ปีมะโรง)
• วันอังคารที่ 11 มีนาคม 2568 (ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 4 ปีมะโรง)
• วันอังคารที่ 18 มีนาคม 2568 (แรม 5 ค่ำ เดือน 4 ปีมะโรง)
• วันอังคารที่ 25 มีนาคม 2568 (แรม 12 ค่ำ เดือน 4 ปีมะโรง)

อย่างไรก็ตาม วันธงชัยเดือนมีนาคม 2568 ถือเป็นความเชื่อและวิจารณญาณส่วนบุคคลเท่านั้น สามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาและตัดสินใจ เพื่อให้เหมาะกับความสะดวกและความพร้อมของแต่ละคนด้วย.

นอกจากวันธงชัยแล้ว ในแต่ละเดือนยังมีวันที่เรียกว่า “วันอธิบดี” ซึ่งเป็นวันฤกษ์ดี และวันมงคลที่เชื่อว่าดี รองลงมาจากวันธงชัย สามารถใช้ประกอบการมงคลต่างๆ ได้เช่นกัน โดยวันอธิบดีเดือนมีนาคม 2568 มีดังนี้

• วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม 2568 (ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 4 ปีมะโรง)
• วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม 2568 (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ปีมะโรง)
• วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม 2568 (แรม 7 ค่ำ เดือน 4 ปีมะโรง)
• วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม 2568 (แรม 14 ค่ำ เดือน 4 ปีมะโรง)

* สังเกตว่า วันอธิบดี จะใช้ในการสนับสนุนความมั่นคงเป็นหลักฐาน ส่วนวันธงชัย จะใช้ในกิจการที่ต้องมีการเอาชนะ หรือมีความเคลื่อนไหวย้ายที่

วันธงชัย คือ ประสบความสำเร็จ
วันอธิบดี คือ ความเป็นใหญ่

**ความเชื่อและวิจารณญาณส่วนบุคคลเท่านั้น

 

…..

ฤกษ์ดี ยามดี ในแบบพุทธวจน คำสอนพระศาสดา

พุทธวจน

ภิกษุทั้งหลาย !

สัตว์เหล่าใด ประพฤติสุจริตด้วยกาย ประพฤติสุจริตด้วยวาจา ประพฤติสุจริตด้วยใจ ในเวลาเช้า เวลาเช้าก็เป็นเวลาเช้าที่ดีของสัตว์ทั้งเหล่านั้น.

สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย ประพฤติสุจริตด้วยวาจา ประพฤติสุจริตด้วยใจ ในเวลาเที่ยง เวลาเที่ยงก็เป็นเวลาเที่ยงที่ดีของสัตว์เหล่านั้น.

สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย ประพฤติสุจริตด้วยวาจา ประพฤติสุจริตด้วยใจ ในเวลาเย็น เวลาเย็นก็เป็นเวลาที่ดีของสัตว์เหล่านั้น.

สัตว์ทั้งหลายประพฤติชอบในเวลาใด เวลานั้น ชื่อว่าเป็นฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี รุ่งดี ขณะดี ยามดี และบูชาดี ในพรหมจารีบุคคลทั้งหลาย.

ทั้งนี้ “ฤกษ์งามยามดี” ยังสามารถแปลได้ถึงนิยามทั้งทางโลกและทางธรรมในพระพุทธศาสนา ดังนี้

ฤกษ์งามยามดี ทางโลก : หมายถึง การให้ความสำคัญกับวันและเวลาที่ดี ในการใช้พิจารณาประกอบกิจการมงคลต่างๆ
ฤกษ์งามยามดี ทางธรรม : หมายถึง การทำความดีไม่ว่าทำในเวลาไหน ก็จะส่งเสริมให้เราพบเจอแต่ความเจริญรุ่งเรือง

ชีวิตนี้สั้นนัก

ชีวิตนี้สั้นนัก
เมื่อเทียบกับอดีต และอนาคต
. . . . . . . . .

สมเด็จพระญาณสังวรฯ

พุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า “อัปฺปกญฺจิทํ ชีวิตมาหุธีรา ปราชญ์กล่าวว่าชีวิตนี้น้อยนัก”

ทุกชีวิตไม่ว่าคนไม่ว่าสัตว์ มิได้มีเพียงเฉพาะชีวิตนี้ คือ มิได้มีเพียงชีวิตในชาตินี้ชาติเดียว แต่ทุกชีวิตมีทั้งชีวิตในชาติอดีต ชีวิตในชาติปัจจุบัน และชีวิตในชาติอนาคต

ชีวิตนี้น้อยนัก นั้นหมายถึง ชีวิตในชาติปัจจุบันน้อยนักสั้นนัก

ชีวิต คือ อายุ ชีวิตในปัจจุบันชาติของแต่ละคนอย่างยืนนานที่สุดก็เกินร้อยปีได้ไม่เท่าไร ซึ่งก็ดูราวเป็นอายุที่ไม่ยืนมากนัก แม้ไม่นำไปเปรียบกับชีวิตที่ต้องผ่านมาแล้วในอดีตที่นับชาติไม่ถ้วนนับปีไม่ได้ และชีวิตที่จะต้องเวียนวนเกิดตายต่อไปอีกในอนาคตที่จะนับภพชาติไม่ถ้วน นับปีไม่ได้อีกเช่นกัน

ที่ปราชญ์ท่านว่า #ชีวิตนี้น้อยนัก นั้น ท่านมุ่งให้เปรียบชีวิตนี้กับชีวิตในอดีตที่นับชาติไม่ถ้วน และชีวิตในอนาคตที่จะนับชาติไม่ถ้วนอีกเช่นกัน สำหรับผู้ไม่ยิ่งด้วยปัญญาไม่สามารถพาตนให้พ้นทุกข์สิ้นเชิงได้

#สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

บทสวดมนต์ “ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร” ปฐมเทศนา

 

ธัมมจักกัปปวัตนสูตร เป็นปฐมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระปัญจวัคคีย์ ทั้ง ๕ คนได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสธัมมจักกัปปวัตนสูตรนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลีปราศจากมลทิน ก็ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะ นับเป็นพระสงฆ์สาวกองค์แรกในพระพุทธศาสนา วันนั้นเป็นวันเพ็ญกลางเดือนอาสาฬหะหรือเดือน ๘ เป็นวันที่พระรัตนตรัยครบบริบูรณ์ บังเกิดขึ้นในโลกเป็นครั้งแรก คือมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครบบริบูรณ์ (วันอาสาฬหบูชา)

 

สาระสำคัญของธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนี้ คือ การประกาศทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่ไม่เอียงไปทางกามสุขัลลิกานุโยค อันเป็นการประกอบตนแสวงหาความสุขจากกามคุณทั้ง ๕ และไม่เอียงไปทางอัตตกิลมถานุโยคอันเป็นการทรมานตนโดยหาประโยชน์มิได้ ซึ่งข้อปฏิบัติทางสายกลาง คือ มัชฌิมาปฏิปทานี้เป็นข้อปฏิบัติอันกระทำเครื่องเห็น(ดวงตา)และเครื่องรู้(ญาณ)ให้เป็นปกติ เป็นไปเพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม หรือ รู้ดี เพื่อความดับตัณหา เพื่อพ้นไปจากข้าศึก คือ กิเลส เป็นทางของพระอริยเจ้าผู้ละจากสภาวะฆราวาสออกบรรพชาในพระพุทธศาสนาแล้วพึงปฏิบัติตามหนทางสายกลางนี้เท่านั้น ซึ่งมัชฌิมาปฏิปทานี้ประกอบด้วยองค์ ๘ คือ

๑. ปัญญาเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ)

๒. ความดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ)

๓. เจรจาชอบ (สัมมาวาจา)

๔. การงานชอบ (สัมมากัมมันตะ)

๕. เลี้ยงชีวิตชอบ (สัมมาอาชีวะ)

๖. พยายามชอบ (สัมมาวายามะ)

๗. ระลึกชอบ (สัมมาสติ)

๘. ตั้งจิตมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ)

มัชฌิมาปฏิปทานี้เป็นแนวปฏิบัติอันเป็นปัจจัยให้เจ้าชายสิทธัตถะ บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณตรัสรู้เป็น พระสัพพัญญูพุทธเจ้า และทำให้ประจักษ์แจ้งในอริยสัจ ๔ อันประกอบด้วย

๑. ทุกขอริยสัจ คือ ปัญหาที่ทำให้ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ทุกข์อย่างแท้จริง

๒. ทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์อย่างแท้จริง

๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ความดับทุกข์อย่างแท้จริง

๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อย่างแท้จริง (อริยมรรค)

สำหรับผู้ที่มีการสวดบทสวดธรรมจักรกัปปวัตนสูตรอย่างสม่ำเสมอก็มีความเชื่อกันว่าจะทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง ทั้งในส่วนของหน้าที่การงาน ธุรกิจส่วนตัว จะมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น แล้วยังเชื่อกันว่าจะเป็นการนำทุกข์ออกจากชีวิต เรื่องร้าย ๆ ที่เผชิญอยู่จะค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น อายุมั่นขวัญยืน ใช้ชีวิตได้แบบสุขกายสุขใจ

 

บทขัดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

  • อะนุตตะรัง อะภิสัมโพธิง สัมพุชฌิตวา ตะถาคะโต
  • ปะฐะมัง ยัง อะเทเสสิ  ธัมมะจักกัง อะนุตตะรัง
  • สัมมะเทวะ ปะวัตเตนโต โลเก อัปปะฏิวัตติยัง
  • ยัตถากขาตา อุโภ อันตา ปะฎิปัตติ จะ มัชฌิมา
  • จะตูสวาริยะสัจเจสุ วิสุทธัง ญาณะทัสสะนัง
  • เทสิตัง ธัมมะราเชนะ สัมมาสัมโพธิกิตตะนัง
  • นาเมนะ วิสสุตัง สุตตัง ธัมมะจักกัปปะวัตตะนัง
  • เวยยากะระณะปาเฐนะ สังคีตันตัมภะฌามะ เส ฯ

บทสวดมนต์ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

เอวัมเม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเย ฯ ตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ ฯ

เทวเม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ  นะ เสวิตัพพา โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต โย จายัง  อัตตะกิละมะถานุโยโค ทุกโข อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต ฯ

เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ มัชฌิมา ปะฏิปะทา  ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ

กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถา คะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ

อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ เสยยะถีทัง ฯ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต  สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ ฯ

อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยัะสัจจัง ฯ ชาติปิ  ทุกขะ ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง โสกะปะริเทวะ ทุกขะ โทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข  ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา ฯ

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว  ทุกขะสะมุมะโย อะริยะสัจจัง ฯ ยายัง ตัณหา โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตา ตัตระ ตัตราภิ นันทินี ฯ เสยยะถีทัง ฯ  กามะตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตัณหา ฯ

อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง ฯ โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ  อะเสสะวิราคะนิโรโธ จาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโย ฯ

อิ ทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะ  สัจจัง ฯ

อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ เสยยะถีทัง ฯ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมา  อาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสมาธิ ฯ (หยุด)

อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ  อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก  อุทะปาทิ ฯ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง  อุทะปาทิญานัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญาตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญาอุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว  ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก  อุทะปาทิ ฯ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทมะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ เม ภิกขะเว  ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก  อุทะปาทิ ฯ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทมะโย อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ  ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

อิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว  ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ฯ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก  อุทะปาทิ ฯ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ  ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ตัง โข ปะนิทัง  ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ  ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ  เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ  อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ เม ภิกขะเว  ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ  ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิวิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ

ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ  เอวันติปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุวิสุทธัง อะโหสิ ฯ

เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว  สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง ฯ

ยะโต จะ โข เม  ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติ ปะริวัฏฏัง  ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิ ฯ อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก  สะพรัหมะเก สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ  ปัจจัญญาสิง ฯ ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ อะกุปปา เม วิมุตติ อะยะมันติมา ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ ฯ

อิทะมะโว จะ ภะคะวา ฯ อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุง ฯ  อิมัสมิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัสมิง ภัญญะมาเน อายัสมะโต โกณฑัญญัสสะ วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง  อุทะปาทิ ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติฯ

ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก ภุมมา เทวา  สัททะมะนุสสาเวสุง เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง  อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสมินติ ฯ

ภุมมานัง เทวานัง สัททัง สุตวา จาตุมมะหาราชิกา  เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ

จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุตวา ตาวะติงสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ

ตาวะติงสานัง เทวานัง สัททัง สุตวา ยามา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ

ยามานัง เทวานัง สัททัง สุตวา ตุสิตา  เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ

ตุสิตานัง เทวานัง สัททัง สุตวา นิมมานะระตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ

นิมมานะระตีนัง เทวานัง สัททัง สุตวา ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ

ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีนัง เทวานัง สัททัง สุตวา พรัหมะกายิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสมินติ ฯ (หยุด)

อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ ยาวะ  พรัหมะโลกา สัทโท อัพภุคคัจฉิฯ อะยัญจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ สังกัมปิ สัมปะกัมปิ สัมปะเวธิฯ อัปปะมาโณ จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ อะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุภาวัง ฯ

อะถะโข ภะคะวา  อุทานัง อุทาเนสิ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติ ฯ

อิติหิทัง อายัสมะโต โกณฑัญญัสสะ อัญญาโกณฑัญโญ เตววะ นามัง อะโหสีติ ฯ

อานิสงส์ของการสวดมนต์

“ผู้สวดมนต์เป็นประจำ
ก็ย่อมจะได้รับความคุ้มครองรักษาจากพรหมเทพ
ผู้ได้มีส่วนร่วมสดับรับฟังด้วยการสวดมนต์
จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ควรละเลย”

– สมเด็จพระญาณสังวร

สมเด็จพระญาณสังวร

อานิสงส์ของการสวดมนต์

อานิสงส์ของการสวดมนต์

การสวดมนต์ไหว้พระ สรรเสริญคุณพระรัตนตรัย เป็นบุญกิริยาวัตถุประการหนึ่งที่ชาวพุทธ นิยมปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน เพราะการสวดมนต์ ไหว้พระ จะทําให้จิตใจสงบ มีสมาธิ เกิดสติปัญญา เกิดสิริมงคลกับชีวิต และได้รับอานิสงส์ คือ

สวดมนต์

1. ทำให้มีสุขภาพดี การสวดมนต์ด้วยการออกเสียง ช่วยให้ปอดได้ทำงาน เลือดลมเดินสะดวก ร่างกายก็สดชื่นกระปรี้กระเปร่า

2. คลายความเครียด ในขณะสวดมนต์จิตจะจดจ่อกับบทสวด สมองจะปลอดโปร่ง ไม่คิดในเรื่องที่ทำให้เครียด จึงทำให้อารมณ์ผ่อนคลาย

3. เกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย บทสวดมนต์แต่ละบทเป็นการระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย เมื่อสวดมนต์ไปก็เท่ากับว่าได้เพิ่มพูนศรัทธาความเชื่อเลื่อมใสในพระรัตนตรัยให้มั่นคงยิ่งขึ้น

4. ขันติบารมีย่อมเพิ่มพูน ขณะที่สวดมนต์ต้องใช้ความอดทนอย่างสูงเพื่อเอาชนะความปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นกับร่างกาย รวมทั้งอารมณ์ฝ่ายต่ำที่จะเข้ามากระทบจิตใจทำให้เกิดความเกียจคร้าน ดังนั้น ยิ่งสวดบ่อยๆ ความอดทนก็จะเพิ่มมากยิ่งขึ้น

5. จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ ขณะที่สวดมนต์จิตจะจดจ่ออยู่กับบทสวดไม่วอกแวกวุ่นวายไปในที่อื่น จึงมีความสงบเกิดสมาธิมั่นคง สะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส งดงาม แม้เพียงระยะเวลาน้อยนิด ก็เป็นบุญกุศลประมาณค่าไม่ได้

6. เพิ่มพูนบุญบารมี ขณะที่สวดมนต์จิตใจจะสะอาด ปราศจากกิเลสคือความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น จึงเป็นบ่อเกิดแห่งบุญบารมี เมื่อสั่งสมมากเข้าก็จะเป็นทุนสนับสนุนให้บรรลุผลตามที่ต้องการได้

7. จิตใจอ่อนโยนมีเมตตา การแผ่เมตตาเป็นการมอบความรักความปรารถนาดีให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เพื่อลดละความเห็นแก่ตัว เป็นอุบายกำจัดความโกรธให้เบาบางลงไป พบแต่ความสุขสงบ

8. เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต การสวดมนต์เป็นการทำความดีทั้งทางกายคือการสละเวลามาทำ ทางวาจาคือการกล่าวคำสวดที่ถูกต้อง และทางใจคือการตั้งใจทำด้วยความมั่นคง ย่อมเกิดสิริมงคลแก่ผู้สวดภาวนาทุกประการ

9. เทวดาคุ้มครองรักษา ผู้ที่สวดมนต์เป็นประจำย่อมเป็นที่รักของเทวดา จะทำอะไรก็ตามหรือแม้แต่จะเดินทางไปที่ไหนๆ ก็ปลอดภัยจากอันตราย ประสบความสำเร็จเหมือนมีเทวดาให้พร

10. สติมาปัญญาเกิด การสวดมนต์เป็นการสั่งสมคุณความดี ทำให้มีสติและมีจิตสำนึกที่ดีในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะถ้าสวดพร้อมกับคำแปลก็จะเกิดสติปัญญานำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้

11. มีผิวพรรณผ่องใสจิตใจชื่นบาน การสวดมนต์ด้วยการเปล่งเสียงเป็นการกระตุ้นเซลล์ผิวหนัง จะทำให้มีผิวพรรณผ่องใสใจเป็นสุข เพราะขณะที่สวดมนต์จิตจะตั้งมั่นในบุญกุศล ไม่คิดไปในเรื่องอื่นที่ทำให้ใจเศร้าหมอง

12. พิชิตใจผู้คนให้รักใคร่ การสวดมนต์เป็นประจำจะทำให้ศัตรูกลายเป็นมิตร ผู้ที่เป็นมิตรอยู่แล้วก็รักใคร่กลมเกลียวกันมากยิ่งขึ้น แม้คนที่เคยเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันก็จะหันกลับมาคืนดีในที่สุด

13. ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตราย การสวดมนต์เป็นประจำ จะทำให้รอดพ้นจากภัยอันตราย ในยามมีภัย ประสบวิบากกรรมร้ายจะมีมาถึงตัว เพราะจะทำให้มีสติอยู่ตลอดเวลา

14. ครอบครัวเป็นสุขสดใส การสวดมนต์เป็นการสร้างความสุข และเกิดความสามัคคีในครอบครัว หากครอบครัวใดที่พ่อบ้านแม่เรือนสวดมนต์และสอนลูกหลานให้สวดมนต์เป็นประจำ จะมีความสงบสุข ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ส่งผลให้สังคมมีความสงบสุข

“ สิบปากว่า สิบตาเห็น ไม่เท่าเราลงมือทำเอง ”

ข้อมูลโดย Dhammakaya of America TV

พบชาโบราณพันธุ์หายาก ที่เชียงใหม่ หวั่นถูกคุกคามจากนักลงทุนต่างชาติเหตุราคาสูง

พบชาโบราณพันธุ์หายาก ที่หน่วยจัดการต้นน้ำแม่ศึก จ.เชียงใหม่ มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกคุกคามเนื่องมีความต้องการของนักลงทุนต่างประเทศสำหรับการผลิตเครื่องดื่มจากใบชาโบราณในราคาสูง

12 มิถุนายน 2567 นายสราวุธ ปัสสาคร หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ศึก เปิดเผยว่า ตามที่นายกริชสยาม คงสตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) ได้มอบหมายให้หน่วยจัดการต้นน้ำแม่ศึก สำรวจป่าชาโบราณ ร่วมกับนายมานพ แก้วฟู หัวหน้าสถานีวิจัยต้นน้ำดอยเชียงดาว และคุณพัทธ์ญาดา ธีรปราชญ์สกุล นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านชา บริเวณหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ศึก ต.ปางหินฝน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

จากการสำรวจในเบื้องต้นพบ ต้นชา (Camellia sinensis) อาจจะเป็น var. taliensis เนื่องจากมียอดอ่อนสีแดงและมีรายงานพบในเทือกเขาในมณฑลยูนาน สาธารณรัฐประชาชนจีนเท่านั้น (ควรมีการสำรวจและพิสูจน์ให้ได้ข้อมูลมากขึ้น) พบในพื้นที่ต้นน้ำแม่ศึก มี 2 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มประชากร กลุ่มที่ 1 ชาที่พบขึ้นตามแนวสันเขา แนวกันไฟ (ขนาดความกว้าง 10 เมตร) ของหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ศึก จนถึงยอดดอยซอแฆะโจ๊ะ ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร อยู่ในพื้นที่บ้านแม่หงานหลวง หมู่ 1 ต.ปางหินฝน อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ พบจำนวน 150 ต้น โดยนับจากขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 20 เซนติเมตร ขึ้นไป และมีต้นแม่ที่มีขนาดเส้นรอบวงที่โคนต้นใหญ่ที่สุด 205.9 เซนติเมตร และถ้าวัดขนาดที่ระดับความสูงเพียงอก (DBH) ซึ่งมีการแตกนาง เป็นสองนาง นางแรก ขนาดเส้นรอบวง 88.5 เซนติเมตร นางที่สอง 111.9 เซนติเมตร มีความสูง ประมาณ 15 เมตร

กลุ่มประชากรที่ 2 พบบริเวณสันเขาอยู่ในท้องที่หย่อมบ้านแม่นิงใน หมู่ 10 ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ติดแนวเขตแบ่งจังหวัดแม่ฮ่องสอน อำเภอแม่ลาน้อย ซึ่งพบกลุ่มประชากรชาโบราณ ประมาณ 600 ต้น โดยนับจากต้นที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 20 เซนติเมตร ขึ้นไป และพบต้นที่มีขนาดความโตเส้นรอบวงที่โคนต้นใหญ่ที่สุด ขนาด 157.1 เซนติเมตร (เนื่องจากที่ระดับความสูงเพียงอกเป็นแผลและโพรง) มีความสูง ประมาณ 7 เมตร

นอกจากนั้น ยังมีพื้นที่โดยรอบที่ยังไม่ได้สำรวจประชากรอย่างทั่วทั้งพื้นที่ทั้งหมดที่มีการแพร่กระจายของลูกไม้ชาโบราณ ซึ่งมีความสำคัญต่อการอนุรักษ์สายพันธุ์ชาโบราณของโลก เป็นแหล่งพันธุกรรมชาโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยมีรายงานพบในประเทศไทย เป็นการอนุรักษ์พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพของโลก และมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกคุกคามเนื่องมีความต้องการของนักลงทุนจากต่างประเทศสำหรับการผลิตเครื่องดื่มจากใบชาโบราณในราคาสูง ประกอบกับชุมชนในพื้นที่ยังขาดองค์ความรู้ ในการอนุรักษ์การใช้ประโยชน์จากชาโบราณ เห็นควรให้มีการศึกษา วิจัย ป่าชาโบราณ เพื่อการอนุรักษ์อย่างยั่งยืนต่อไป.

ข้อมูลจาก : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

ทะเบียนรถมีเลข 7 ไม่ดีจริงไหม?

เรื่องของศาสตร์ของตัวเลข หลายคนมีความเชื่อเรื่องของดวงชะตา เกี่ยวข้องกับตัวเลขสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเรา ไม่ว่าจะเป็น เบอร์โทร เลขบัตรประชาชน รวมไปถึง ทะเบียนรถ เป็นอีกหนึ่งที่เกี่ยวโยงกับความเชื่อ และมีความเชื่อที่ว่าหากเลขทะเบียนรถดี มีสิริมงคล รถที่ใช้นั้นจะช่วยส่งเสริม ทำให้เจ้าของรถมักอยากจะได้เลขทะเบียนที่มีความหมายที่ดีหรือเป็นเลขมงคล วันนี้แอดจะนำข้อมูลจากหมอช้างมาอัปเดตกัน เกี่ยวกับเลขทะเบียนรถ ที่ว่ากันว่า ถ้าหากมีเลข 7 อยู่ ไม่ดีจริงหรือไม่

โดยใน Tiktok morchangtv หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา ได้ตอบข้อสงสัยในเรื่องนี้ ว่าหากมีเลข 7 ในทะเบียนรถนั้นไม่ดี ใช้แล้วจะมีปัญหา หรือเกิดอุบัติเหตุ จริงหรือไม่

ทั้งนี้ หมอช้าง เผยว่า เลข 7 ไม่ใช่เลขที่ไม่ดี เลข 7 หมายถึงเลขที่ทำงานหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากรถคันนี้เป็นรถที่ใช้ในการทำงาน ติดต่อ ไปหาลูกค้า และจะดีมากๆ หากเป็นรถที่ใช้สำหรับการขนส่งสินค้า ไรเดอร์ทั้งหลาย หากมีเลข 7 อยู่ในทะเบียน รับรองว่าส่งทั้งวัน ลูกค้าเพียบ งานเยอะทั้งวันแน่นอน

เห็นแบบนี้แล้ว รถใครที่มีเลขทะเบียนรถ เลข 7 อยู่ ก็อย่ากังวลใจไป พลิกโอกาส นำรถออกมาใช้ ขนส่ง ติดต่อลูกค้า ไม่แน่ว่า อาจจะรับทรัพย์แบบรัวๆ เลยก็ว่าได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : Tiktok morchangtv หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา

เปิดลิ้งก์ดูบอลสด ยูโร 2024 ใครเจอใคร เช็กได้ที่นี่

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2024 หรือรู้จักกันในชื่อ ยูโร 2024 เป็นการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งที่ 17 จัดขึ้นที่ประเทศเยอรมนี นับเป็นครั้งที่ 3 ที่เยอรมนีเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน – 14 กรกฎาคม 2567

ภาพจาก M Kareem / Shutterstock.com

รายละเอียดการถ่ายทอดสดยูโร 2024 รับชมทางฟรีทีวี, ผ่านทางเว็บไซต์ www.pptvhd36.com และรับชมผ่านแอปพลิเคชัน PPTVHD36 ทั้งหมด 51 นัด โดย PPTV HD36 ถ่ายทอดสด 37 คู่ประเดิมด้วยนัดเปิดสนาม ระหว่าง เยอรมนี “อินทรีเหล็ก” เจ้าของแชมป์ 3 สมัย ปี 1972, 1980, 1996 เจ้าภาพ พบ สกอตแลนด์ ในช่วงดึกคืนวันศุกร์ ที่ 14 มิ.ย.67 เวลา 02.00 น. (เวลาไทย) และจะเริ่มถ่ายทอดสดตั้งแต่พิธีเปิดการแข่งขันเวลา 01.00 น. เป็นต้นไป ขณะที่ MCOT และ ไทยรัฐทีวี ถ่ายทอดสดช่องละ 7 คู่ ทั้งนี้ยังต้องรอทั้ง 3 ช่องยืนยันคู่แข่งขันอีกครั้ง

เบื้องต้นมีรายละเอียดดังนี้

รอบแรก

คืนวันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน 2567 (นัดเปิดสนาม)

วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน 2567

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2567

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน 2567

วันอังคารที่ 18 มิถุนายน 2567

วันพุธที่ 19 มิถุนายน 2567

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน 2567

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน 2567

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน 2567

คืนวันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน 2567

คืนวันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน 2567

คืนวันอังคารที่ 25 มิถุนายน 2567

คืนวันพุธที่ 26 มิถุนายน 2567

รอบ 16 ทีมสุดท้าย

ยูโร 2024

 

คืนวันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน 2567

  • 23.00 น.  สวิตเซอร์แลนด์ พบ อิตาลี  (PPTV HD36)
  • 02.00 น.  เยอรมนี พบ เดนมาร์ก  (PPTV HD36)

คืนวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2567

  • 23.00 น.  อังกฤษ พบ สโลวาเกีย (PPTV HD36)
  • 02.00 น.  สเปน พบ จอร์เจีย (PPTV HD36)

คืนวันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม 2567

  • 23.00 น. ฝรั่งเศส  พบ เบลเยี่ยม (PPTV HD36)
  • 02.00 น. โปรตุเกส พบ สโลวีเนีย  (PPTV HD36)

คืนวันอังคารที่ 2 กรกฎาคม 2567

  • 23.00 น. โรมาเนีย พบ  เนเธอร์แลนด์   (PPTV HD36)
  • 02.00 น.  ออสเตรีย พบ  ตุรกี   (PPTV HD36)

รอบ 8 ทีมสุดท้าย

คืนวันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม 2567

  • 23.00 น. สเปน พบ เยอรมนี (PPTV HD36)
  • 02.00 น. โปรตุเกส พบ ฝรั่งเศส  (PPTV HD36)

คืนวันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม 2567

  • 23.00 น. อังกฤษ พบ สวิตเซอร์แลนด์ (PPTV HD36)
  • 02.00 น. เนเธอร์แลนด์ พบ ตุรกี (PPTV HD36)

รอบรองชนะเลิศ

คืนวันอังคารที่ 9 กรกฎาคม 2567

  • 02.00 น. สเปน พบ ฝรั่งเศส  (PPTV HD36)

คืนวันพุธที่ 10 กรกฎาคม 2567

  • 02.00 น. เนเธอร์แลนด์ พบ อังกฤษ  (PPTV HD36)

รอบชิงชนะเลิศ 

คืนวันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม 2567

  • 02.00 น. สเปน พบ อังกฤษ (PPTV HD36)

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระดำรัสถวายพระพรแด่ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2566

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระดำรัสถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2567 ความว่า

เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ๓ มิถุนายน ๒๕๖๗ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระดำรัสถวายพระพร ความว่า

“อภิลักขิตสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาของ สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง อาตมภาพในนามคณะสงฆ์ ขอถวายพระพร ให้ทรงเพียบเพ็ญด้วยพระกำลังพรั่งพร้อม ในอันที่จะทรงทำนุบำรุงประเทศชาติ พระพุทธศาสนา และสนองพระบรมราโชบายของสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้พระราชสวามี ให้บรรลุสัมฤทธิผลโดยสวัสดี สมดั่งพระราชประสงค์ทุกประการ

สมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงถึงพร้อมด้วยพระกัลยาณคุณ สมพระราชสถานะสมเด็จพระอัครมเหสี ทรงสืบสานพระราชกรณียกิจของสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไว้ได้อย่างมั่นคง ทรงดำรงพระองค์เป็นแบบอย่างทางประพฤติแห่งสตรีไทย ตลอดถึงพสกนิกรทั่วหน้า พระราชอัธยาศัยอ่อนโยนละมุนละไม ที่ทรงแผ่ไปไม่มีประมาณ บันดาลความชื่นบานแก่ผู้อาศัยพระบารมีเป็นที่พึ่ง แม้เมื่อถึงคราวที่จักต้องทรงรับแบ่งเบาพระราชภาระใด ๆ ซึ่งแม้หนักหน่วงและยากเย็น แต่ถ้าเป็นไปเพื่อสร้างสรรค์สุขประโยชน์ให้บ้านเมือง และผดุงความรุ่งเรืองของพระบรมราชวงศ์ ก็ทรงพร้อมรับพระราชภาระนั้น ๆ ด้วย “ขันติธรรม” คือความอดทนอดกลั้นมิหวั่นไหว ยังให้ทรงเป็นที่หมายแห่งน้ำใจภักดี อันว่าความเข้มแข็งอดทนทั้งกำลังพระวรกาย ทั้งกำลังพระราชหฤทัยฉะนี้ ย่อมเป็นเหตุปัจจัยเสริมส่งให้ทรงเป็นที่รัก ที่ชื่นชมยิ่งขึ้นในทุกวาระ จัดเป็นประโยชน์ปัจจุบันที่ทรงได้รับ พร้อมกันนั้น ในแต่ละขณะที่ทรงพากเพียรสั่งสมพระขันติคุณ ก็คือขณะแห่งการที่ทรงสั่งสมพระราชกุศลไว้เป็นทุน อันจักตามเกื้อหนุนประโยชน์ภายหน้าและประโยชน์อย่างยิ่ง ได้ชื่อว่าเป็นการกระทำพุทธบูชาที่ประเสริฐจริงแท้ ถวายแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างสม่ำเสมอ สมด้วยพระพุทธานุศาสนี ที่ว่า

สตฺถุโน วจโนวาทํ              กโรติเยว ขนฺติโก

ปรมาย จ ปูชาย               ชินํ ปูเชติ ขนฺติโก.

แปลความว่า “ผู้มีขันติ ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระศาสดา และผู้มีขันติ ชื่อว่าบูชาพระชินเจ้า ด้วยบูชาอันยิ่ง” ด้วยประการฉะนี้

ด้วยเดชะแห่งสัจจวาจา และอานุภาพคุณพระศรีรัตนตรัย พร้อมด้วยพระราชกุศลธรรมจริยาทุกสถาน โปรดอภิบาลรักษาสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ให้ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย เสด็จสถิตเป็นมิ่งขวัญหลักชัย ของอาณาประชาชนทั่วหน้า ตลอดกาลนาน เทอญ.