หลวงปู่ทวด พระเครื่องยอดนิยม อันดับ 1

หากถามคนทั่วไปว่าห้อยพระเครื่ององค์ใดให้คุณในด้านปกปักษ์รักษา แคล้วคลาดปลอดภัย ห้อยท่านไว้อุ่นใจได้ สวนดุสิตโพลมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เคยสำรวจความคิดเห็นของชาวพุทธที่มีต่อพระเครื่องทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,126 คน ผลสำรวจ พระเครื่องกับคนไทยที่นับถือพุทธศาสนา พระเครื่อง ‘หลวงปู่ทวด’ พระเครื่องยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็นพระใหม่ พระเก่า ก็ไม่จำเป็น

หลวงปู่ทวด

ทั้งการเคารพบูชา กราบไหว้ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางใจ ขอให้ระลึกถึงท่านก่อนเดินทาง แขวนพระท่านแล้วท่อง นะโม 3 จบ พร้อมด้วย คำอธิษฐาน

“นะโม โพธิสัตโต อะติคันมายะ อติ ภะคะวา”

ขอให้การเดินทางไป อย่าได้พบเจออุบัติเหตุใด ๆ กลับบ้านด้วยความปลอดภัยทั้งไป และ กลับ

หลวงปู่ทวด

สมเด็จพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ (สมเด็จเจ้าพะโคะ,หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด หลวงปู่ทวดวัดช้างให้ ,ท่านองค์ดำ,ท่านลังกา) เป็นพระมหาเถระผู้ทรงอภิญญาที่รู้จักกันดีในประเทศไทย ประวัติที่พิมพ์เผยแพร่กล่าวว่าท่านเป็นพระเกจิอาจารย์รูปสำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา

เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2125 ปีมะโรง ณ หมู่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล อำเภอจะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา มรณภาพ 6 มีนาคม พ.ศ. 2225 อายุกาลครบ 100 ปี ที่ “เมืองไทรบุรี” ซึ่งเดิมเคยเป็นหัวเมืองทางใต้ของไทย แต่ตกเป็นของอังกฤษตามสนธิสัญญาที่ทำกันเมื่อปี พ.ศ. 2451 พร้อม ๆ กับอีก 3 หัวเมือง รวมเป็น 4 หัวเมือง คือ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิส ต่อมาคือหัวเมืองและรัฐทางตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย

 

ผู้ที่ศรัทธาในหลวงปู่ทวดเชื่อกันว่าพระเครื่องที่สร้างเนื่องด้วยท่านจะมีอานุภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองผู้ที่ห้อยพระเครื่องหลวงปู่ทวด

ปัจจุบันหลวงปู่ทวดถือได้ว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงอภิญญาในประเทศไทยที่มีผู้ศรัทธาจำนวนมาก ส่วนในเรื่องของปาฏิหารย์สำหรับผู้ที่ห้อยพระเครื่องหลวงปู่ทวดนั้นก็มีออกข่าวมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น “ปิกอัพฝ่าที่กั้น รถไฟชนกระเด็น คนขับไร้รอยขีดข่วนเพราะห้อยหลวงปู่ทวด” , “ฮ.ตก 7 นักบินรอดตายปาฏิหารย์ เชื่อบารมีหลวงปู่ทวดรุ่นชนะมารที่นักบินห้อยช่วยไว้” ฯลฯ

ชาร์ล เดอ โกล รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศส คลาดแคล้ว เพราะห้อยหลวงปู่ทวด

“….ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวสารคดีดัง ว่า ที่รอดตาย เพราะ พระดีที่เมืองไทย…”

เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่ออกมาจากปากของ วิลาศ มณีวัต นักเขียนชื่อดังแห่งประเทศไทยคนหนึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความน่าเชื่อถือได้มากพอสมควร เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ โดยรายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้นลองไปอ่านกันดีกว่าครับ

มีนักเขียนชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งแวะมาที่สำนักงาน “สตูดิโอ เท็น” ถนนอรรถการประสิทธิ์ ตอนนั้นสิบโมงเช้าแล้ว ทีมงานมากมายตัดต่อภาพยนตร์สารคดีท่องเที่ยวชุด “ชีพจรลงเท้า” อยู่นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้นั้นยังหนุ่มอยู่ หน้าตาหล่อเหลาเล่นหนังได้สบาย พอเขายื่นนามบัตร ผมก็นึกออกว่าเป็นใคร เพราะหลานผมที่กำลังเรียนอยู่ที่ปารีสได้มีจดหมายฝากฝังมาก่อนแล้วว่าถ้าเจ้าหนุ่มคนนี้โต๋เต๋มาถึงบางกอกล่ะก็ ขอให้ผมช่วยรับรองหน่อย เพราะเขามีบุญคุณเคยช่วยเหลืออุปการะหลานผมมากในปารีส

นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้นี้กำลังเขียนประวัติ ประธานาธิบดี ชาร์ลส์ เดอโกลล์ ผู้นำคนสำคัญของฝรั่งเศส วิธีเขียนหนังสือของฝรั่งเศสนั้น เขาใช้เวลาค้นคว้ามาก อ่านหนังสือกันเป็นตั้งๆเท่านั้นยังไม่พอ ต้องออกเที่ยวสัมภาษณ์ใครต่อใครให้ยุ่งไปหมด แล้วเอาเรื่องราวมาปะติดปะต่อกันเข้า ภายหลังจากที่ได้สอบถามแล้วว่า เรื่องเล่าเหล่านั้น เชื่อถือได้

เขาบอกว่า จากการสัมภาษณ์นายพลคนสนิทของเดอโกลล์ เขาได้ทราบว่า เมืองไทยมี “พระดี” อยู่องค์หนึ่ง และตอนที่เดอโกลล์ถูกยิงด้วยปืนกล กระสุนปืนกลถูกรถพรุนไปทั้งคัน แต่เดอโกลล์ก็รอดตายมาได้อย่างมหัศจรรย์

“ภริยาของเดอโกลล์เชื่อว่า เดอโกลล์รอดตายครั้งนั้นเพราะ พระผู้มีอภินิหารยิ่งใหญ่ในเมืองไทย ได้เสด็จไปช่วยชีวิตไว้” เขาบอก

นักเขียนฝรั่งเศสคนนี้เล่าต่อไปว่า เขาเองไม่เชื่อในเรื่องอภินิหารและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็มีใจกว้างยินดีที่จะรับฟังเขาจึงได้ไปที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในปารีส สอบถามคนไทยที่นั้นว่า
“เคยได้ยินเรื่อง พระไทยสำแดงอิทธิฤทธิ์ไปช่วยชีวิตประธานาธิบดีเดอโกลล์หรือเปล่า” ไปถามทีแรกไม่มีใครรู้เรื่องเขาจึงไปอีกหนหนึ่ง คราวนี้พบผู้หญิงไทย เธอคงจะเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงบอกกับเขาว่า “พระที่มีอภินิหารองค์นี้ชื่อ หลวงพ่อเทิด อยู่ทางส่วนใต้ของประเทศไทย” นี่เป็นคำเล่าของนักเขียนฝรั่งเศส

พระหลวงพ่อทวด

ผมฟังแล้วรู้ทันทีว่า เขาจำชื่อผิด ที่ถูกควรเป็น “หลวงพ่อทวด วัดช้างไห้ ปัตตานี” ผมเป็นลูกปักษ์ใต้ จึงทราบดี

นักเขียนคนนี้อุตส่าห์บินมาเมืองไทย ก็เพื่อจะถ่ายภาพหลวงพ่อทวด เอาไปลงประกอบในหนังสือประวัติเดอโกลล์ ที่เขาเขียนจวนจะเสร็จแล้ว ผมบอกว่า หลวงพ่อทวด มรณภาพไปนานแล้ว เวลานี้มีแต่พระเครื่อง ถ้าจะถ่ายรูป ก็ต้องถ่ายพระเครื่อง ซึ่งคนไทยถือกันว่า “ศักดิ์สิทธิ์มาก เคยช่วยชีวิตคนมามากแล้ว”

แต่บอกตรงๆ ผมก็สงสัยเหมือนกันว่า หลวงพ่อทวดรู้จักนายพลเดอโกลล์ได้อย่างไรคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ๆหมดน้ำชาไปกาหนึ่ง นักเขียนฝรั่งเศสบอกว่า ไหนๆก็มาแล้ว จะขอเดินทางไปปัตตานีไปถ่ายภาพวัดช้างไห้ และจะสัมภาษณ์พระในวัด หรือชาวบ้านบางคนด้วย

“มันเป็นเรื่องน่าสนใจ” เขาว่า “คนฝรั่งเศสเองก็เชื่อในเรื่องของอภินิหารและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย”

ผมก็เลยต้องไปปัตตานี ไปเจอะเอาเพื่อนจุฬาฯ รุ่นก่อนผมปีหนึ่ง เขาเคราพนับถือ “สมเด็จหลวงพ่อทวด” มาก เขาจึงให้หนังสือเล่มเล็กๆผมมาเล่มหนึ่งชื่อ”อภินิหารสมเด็จหลวงพ่อทวด”

ผมจึงแปลเป็นเลาๆให้นักเขียนฝรั่งเศสฟังว่า…

ในราว พ.ศ.๒๕๐๔ หรือ พ.ศ.๒๕๐๕ นี้แหละ ได้มีการปลุกเสกหลวงพ่อทวดฯ ทางวัดได้ส่งพระเครื่องจำนวนหนึ่งมาให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพื่อแจกจ่ายให้แก่นายทหารคนใกล้ชิดบางคนในจำนวนนายทหารไม่กี่คนที่ได้รับแจกพระเครื่องสมเด็จหลวงพ่อทวดฯ นี้มีพลโทอำนวย ชัยโรจน์ ทูตทหารบกประจำฝรั่งเศสรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง

พลโทอำนวย ชัยโรจน์ได้รับแจกไปสององค์ ก็เลยได้นำติดตัวไปฝรั่งเศสด้วย ระหว่างอยู่ที่ปารีส ทูตทหารบกประจำฝรั่งเศสผุ้นี้ได้เข้าพบประธานาธิบดีเดอโกลล์ และเนื่องจากมีความนิยมในตัวของเดอโกลล์อยู่แล้ว จึงได้มอบ “พระเครื่องสมเด็จหลวงพ่อทวดฯ” ให้แก่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสไปองค์หนึ่งพร้อมกับอธิบายให้เดอโกลล์ฟัง ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทวดว่า

ถ้าอาราธนานึกถึงด้วยความเคารพล่ะก็ อาจสามารถเสด็จไปช่วยเวลามีภัยมาถึงตัว ถึงอยู่ฝรั่งเศสก็เสด็จไปถึงได้ เพราะในโลกแห่งความศักดิ์สิทธิ์นั้น ลัดนิ้วมือเดียว กะพริบตาทีเดียว…ก็ไปถึงฝรั่งเศสแล้ว

เมื่อได้ “พระสมเด็จหลวงพ่อทวดฯ” ไปแล้ว ประธานาธิบดีเดอโกลล์ก็พกติดตัวไปด้วยทุกหนทุกแห่ง

ผมปะติดปะต่อเรื่องเอาเองได้ความว่า ต่อจากนั้นไม่กี่เดือนก็เกิดเหตุการณ์ระทึกใจ กล่าวคือเดอโกลล์ผู้เข้มแข็งได้ถูกพวกใต้ดินคณะหนึ่งระดมยิงด้วยปืนกล ในระหว่างที่อยู่ในรถยนต์กับภริยาในกรุงปารีส เป็นที่น่าหวาดเสียวอย่างยิ่ง กระสุนปืนกลถูกรถพรุนไปทั้งคัน การยิงก็อยู่ในระยะประชิดมาก แต่ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ก็รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์

เดอโกลล์เงียบไม่ได้วิจารณ์แต่ภริยาของท่าน บอกกับเลขานุการว่า เธอเชื่อเหลือเกินว่า สามีรอดตายเพราะ “สมเด็จหลวงพ่อทวดฯ” ได้เสด็จไปช่วยชีวิตไว้เพราะเธอเป็นคนอธิษฐาน พอได้ยินเสียงรัวปืนกล เธอก็นึกขอให้ “พระ” เสด็จมาช่วย

นักเขียนฝรั่งเศสได้สัมภาษณ์พระที่วัดช้างไห้ และสัมภาษณ์ชาวบ้านอีกสองสามคนผมส่งเขาขึ้นเครื่องบินกลับปารีสไปแล้วปลายปีนี้หนังสือประวัติเดอโกลล์ของเขา ก็คงจะออกวางจำหน่าย เขารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า จะต้องส่งมาให้ผมหนึ่งเล่ม

เรื่องอภินิหารแบบนี้ ท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะไม่เชื่อ ผมเองเมื่อหนุ่มๆก็ไม่ค่อยจะเชื่อหรอก แต่พอหนุ่มน้อยลงก็เริ่มเชื่อเข้าบ้างแล้วเมื่อเชื่อแล้ว…ก็ไม่อยากทำบาป เห็นใครทำบาปก็นึกสงสารใครด่าทีสองที เริ่มจะไม่โกรธ มีแต่สงสารและเมตตา…”

อ้างอิงข้อมูลจาก – หนังสือหัวเตียง ของ วิลาศ มณีวัต หน้า ๒๘-๓๓

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาบุญท่านทุกๆท่าน

ฮือฮา! วัดห้วยมงคลสร้าง “ไอ้ไข่” ใหญ่สุดในโลกจากไม้ตะเคียนพันปี

วันที่ 21 ก.ค. พระพิศาลสิทธิคุณหรือท่านเจ้าคุณไพโรจน์ ปภัสสโร เจ้าอาวาสวัดห้วยมงคล ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า เนื่องด้วยในวันที่ 25 ก.ค. 63 ตรงกับเสาร์ 5 ทางวัดได้จัดพิธีพุทธาภิเษกเหรียญรุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ พระพิศาลสิทธิคุณ โดยได้นิมนต์ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญโญ) เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงม์จุดเทียนชัยและนั่งอธิษฐานจิตร่วมกับ พระเทพสิทธิวิมล เจ้าคณะจังหวัดประจวบฯ เจ้าอาวาสวัดคลองวาฬ อารามหลวง และเกิจิดังเขตเพชรบุรี-ประจวบฯ อีก 19 รูป

พร้อมกันนี้ทางวัดได้นำ “ไอ้ไข่” หรือ “ตาไข่” จำลองแกะสลักด้วยช่างฝีมือดี จ.แพร่ จากต้นตะเคียนยักษ์ 1,000 ปี มูลค่าหลายแสนบาท รวม 3 ขนาด คือ สูง 3 เมตรซึ่งคาดว่าใหญ่สุดในโลก ขนาด 2 เมตร นำมาเข้าพิธีในครั้งนี้ด้วย จากนั้นจะนำ “ไอ้ไข่” ทั้งหมดตั้งไว้ที่วัดห้วยมงคล เพื่อให้ประชาชนได้กราบขอโชคลาภต่อไป

และในวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 09.09 น. เป็นต้นไป ทางเจ้าอาวาสวัดห้วยมงคล จะแจกเหรียญเนื้อว่าน “ไอ้ไข่” ที่ทำจากเนื้อว่านมงคล 9 ชนิด ได้แก่ ว่านรวยไม่เลิก ว่านเศรษฐีเรือนใน – เรือนนอก ว่านนางกวักพญามหาเศรษฐี ว่านกุมารทอง ว่านกวักโพธิ์เงินโพธิ์ทอง ว่านเศรษฐีกอบทรัพย์ ว่านเศรษฐีก้านทอง ว่านเศรษฐีพันล้านผสมผงตะเคียนพันปี ด้านหน้าเป็นรูปไอ้ไข่ ด้านหลังเป็นยันต์มงคลเศรษฐี มั่งมีมหาศาล ร่ำรวยตลอดกาล แจกให้ประชาชนทุกคนที่วัดห้วยมงคลเพียงวันเดียวโดยขณะเข้ารับทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยด้วย

สำหรับ ไอ้ไข่ หรือ ตาไข่ เด็กวัดเจดีย์ อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช มีการเล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนหลายตำนานว่า ไอ้ไข่คือวิญญาณเด็กที่ติดตามหลวงพ่อทวด เมื่อหลวงพ่อทวดธุดงค์มาที่แต่ก่อนเป็นวัดร้างแห่งนี้ และให้วิญญาณดวงนี้เฝ้าดูแลปกปักษ์รักษาทรัพย์สินของแผ่นดินที่อยู่ภายในวัดไว้ ในขณะที่บางตำนานเล่าว่า ไอ้ไข่ คือเด็กที่เคยวิ่งเล่นอยู่ในวัดเมื่อนานมาแล้ว ต่อมาเด็กคนนั้นประสบอุบัติเหตุตกน้ำเสียชีวิต วิญญาณของเด็กผูกพันอยู่กับวัด ก็เลยสถิตที่วัดนี้ตั้งแต่นั้นมา

แต่สิ่งที่ทำให้วัดนี้เป็นรู้จักกันอย่างมากมายนั้น ก็คือ ไอ้ไข่วัดเจดีย์ หรือ ตาไข่วัดเจดีย์ คือ รูปไม้แกะสลักของเด็กชายอายุประมาณ 10 ขวบ ที่ตั้งอยู่ในศาลาวัดเจดีย์ เชื่อกันว่ามีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สถิตย์อยู่ ทำให้กลายเป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านตั้งแต่บริเวณใกล้ๆ วัด ไปจนถึงต่างจังหวัดในแถบภาคใต้ ไม่ว่าใครก็ต่างมาขอพรกันโดยเฉพาะทางด้านโชคลาภและการค้าขาย จนกลายเป็นที่คำพูดติดปากว่า “ขอให้ไหว้รับอย่างแน่นอน”


ดูข่าวต้นฉบับ

แม่ค้าถูกวัวไล่ขวิด รอดมาได้ เชื่อ!! บารมีพ่อท่านนวล วัดไสหร้า นครศรีธรรมราช

(13 พ.ย.2562)ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีสาวใหญ่ถูกวัวแม่ลูกอ่อนคลั่งเพราะห่วงลูกไล่ขวิดล้มลุกคลุกคลาน พยายามต่อสู้รักษาชีวิตนานกว่าครึ่งชั่วโมงจนเกือบหมดแรง

พ่อท่านนวล ปริสุทโธ วัดประดิษฐาราม

ก่อนจะรวบรวมสติยกมือไหส้บนบานขอบารมีหลวงพ่อนวล วัดไสหร้าช่วย จนวัวแม่ลูกอ่อนลดความดุร้ายลงทันที จึงฉวยโอกาสลุกขึ้นวิ่งหนีรอดตายมาได้ราวปาฏิหาริย์ ถูกนำส่ง รพ.ทุ่งใหญ่ แพทย์ทำการเยียวยาช่วยเหลือและให้พักฟื้นที่ รพ. 2 วันก่อนอนุญาติให้กลับไป

จึงเดินทางไปพบกับนางกาญจนา ดวงอุมา หรือ “เจ้แอ๊ว” อายุ 50 ปี บ้านเลขที่ 153 หมู่ 2 บ้านนาแค ถนนพระแสง ต.ท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช แม่ค้าลอตเตอรี่ที่รอดตาย เพื่อสอบถามเรื่องราวและเหตุการณ์เกิดขึ้น

บารมีพ่อท่านนวล วัดไสหร้า

นางกาญจนา ดวงอุมา หรือเจ้แอ๊ว เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2562 ที่ผ่านมา ทางประดิษฐาราม หรือ “วัดไสหร้า” ตั้งอยู่ท้องที่ หมู่ 1 ต.บางรูป อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช มีการทอดกฐินสามัคคีประจำปี 2562 ซึ่งตนได้เดินทางไปขายลอตเตอรี่และกราบนมัสการเจดีย์ทันใจ หรือเจดีย์พ่อท่านนวลอดีตเจ้าอาวาส ก่อนจะเดินทางกลับมาถึงบ้านตอนเย็น จึงเข้าไปในสวนปาล์มท้ายหมู่บ้านเพื่อจูงวัวที่เลี้ยงไว้กลับเข้าคอกที่บ้าน

“แต่เหตุการณ์ระทึกที่ไม่คาดฝันได้เกิดขึ้นกับตน เมื่อแม่วัวลูกอ่อนที่เลี้ยงไว้ได้แสดงอาการไม่พอใจและวิ่งพุ่งกระโจนเข้าใส่ชนและขวิดตนโดยตนไม่ทันตั้งตัว และไม่ได้ระวังเนื่องจากไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ซึ่งแม่วัวได้ชนและขวิดตนจนล้มลงกับพื้น

จากนั้นก็พยายามจะก้มหัวลงมาขวิดตนพร้อมเหยียบย่ำไปบนลำตัวจนร่างกายบอบช้ำ หลังจากนั้นแม่วัวพยายามพุ่งเข้ามาแทงตนแต่ตนได้จับเขาแม่วัวได้ และต่อสู้กับแม่วัวอย่างสุดชีวิต พร้อมทั้งส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังลั่น แต่ไม่มีใครได้ยินเวลาผ่านไปกว่า 30 นาทีตนรู้สึกว่าการต่อสู้กับแม่วัวทำให้ตนหมดแรงและเพลี่ยงพร้ำ ถูกแม่วัวใช้ตีนเหยียบตนไว้แน่น จนรู้สึกเจ็บปวดระบมไปทั้งร่างและคิดว่าตนจะต้องถูกแม่วัวแทงหรือขวดพร้อมเหยียบร่างจนตายแน่นอน”

บารมีพ่อท่านนวล วัดไสหร้า

นางกาญจนา ดวงอุมา หรือเจ้แอ๊ว เล่านาทีระทึกต่อไปอีกว่า ก่อนจะหมดแรงตนนึกขึ้นมาได้ว่าที่คอของตนได้ห้อยเหรียญหยดน้ำพ่อท่านนวล ปริสุทโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดประดิษฐาราม หรือ “วัดไสหร้า” พระเกจิชื่อดังทางภาคใต้ซึ่งตนและคนทั่วไปเคารพนับถือบูชามาตลอดแม้หลวงพ่อนวลท่านได้มรณภาพไปหายปีแล้วหลายปีแล้ว ตนจึงพยายามยกมือไหว้และตั้งจิตอธิษฐานขอให้พ่อท่านนวลช่วยให้รอดชีวิตด้วยเถิด

เนื่องจากตนหมดเรี่ยวแรง ร่างกายบาดเจ็บบอมซ้ำอย่างหนัก จนไม่สามารถสู้แม่วัวเพื่อเยื้อชีวิตต่อไปได้อีก แลพไม่น่าเชื่อว่าสิ้นคำอธิฐานขอเท่านั้นแม่วัวที่กำลังดุร้ายคลุ้มคลั่ง ได้หยุดชะงักและลดความดุร้ายลงทันที ตนจึงฉวยโอกาสลุกขึ้นวิ่งหนีสุดชีวิตโดยที่แม่วัวไม่ได้วิ่งไล่ตามมาแต่อย่างใด

บารมีพ่อท่านนวล วัดไสหร้า

จากนั้นจึงโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กู้ภัย นำส่ง รพ.ทุ่งใหญ่ โดยพบว่ามีบาดแผลไปทั่วร่างกายแพทย์ต้องทำแผล เย็บบาดแผลให้หลายสิบเข็ม และให้นอนพักฟื้นให้น้ำเกลืออยู่ 2 วัน จนอาหารดีขึ้นพอจะเดินขายลอตเตอรี่ได้ จึงขออนุญาตแพทย์ออกจากโรงพยาบาล

ตอนแรกแพทย์อยากให้ตนนอนพักฟื้นรอดูอาหารต่อไปอีกระยะหนึ่ง แต่ตนแจ้งว่าจะต้องรีบออกมาเร่งขายลอตเตอรี่เพราะเหลือเวลาขายอีกไม่กี่วันแล้ว ในที่สุดแพทย์จึงอนุญาติให้ออกจากโรงพยาบาลได้เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2562 และตนได้ออกเดินขายลอตเตอรี่ทั้ง ๆ ที่ยังเดินกะเผลกอยู่

“ซึ่งตนเชื่อว่าที่ตนรอดตายมาได้เป็นเพราะบารมีของพ่อท่านนวล วัดไสหร้ามาช่วยชีวิต โดยดลใจให้แม่วัวลดความดุร้ายลงจนตนรวบรวมสติและเรี่ยวแรงครั้งสุดท้ายลุกขึ้นวิ่งหนีตายชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์ อย่างไรก็ตามหลังจากออกจากโรงพยาบาลและเพื่อนบ้านทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตนต่างแห่มาเยี่ยมสอบถามกนอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะช่วยซื้อลอตเตอรี่ของตน

โดยเฉพาะเลขที่บ้าน และเลขอายุของตนจนหมดเกลี้ยง แต่เลขอื่น ๆ ก็ถูกซื้อจนเกลี้ยงแผงเพราะและเชื่อว่ายังลอตเตอรี่งวดนี้รางวัลใหญ่น่าจะอยู่ในแผงของตน”นางกาญจนา กล่าวพร้อมเปิดเสื้อให้ผู้สื่อข่าวดูร่องรอยบาดแผลตามร่างกายเต็มไปหมด.

ดูต้นฉบับ

จำให้แม่นท่องให้ขึ้นใจ ก่อนซื้อหวย “คาถาเรียกทรัพย์” นิมิตมาจากพระอินทร์

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ใกล้วันหวยออก จำพระคาถานี้ให้แม่น สวดให้ขึ้นใจ ก่อนซื้อหวย จะเป็นมหาลาภ มหาโชค มหาโภคทรัพย์ เป็นสุดยอดพระคาถาเรียกทรัพย์ ที่ แม่ชีบุญเรือน ได้มาจากพระอินทร์

คุณแม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม อุบาสิกา ผู้สร้าง “พระพุทโธน้อย” วัตถุมงคลอันลือลั่นมีอำนาจจิตและชื่อเสียงในด้านอิทธิฤทธิ์ และบารมีในการช่วยเหลือผู้คน ส่วนในเรื่องพุทธคุณมีเต็มเปี่ยม ของล้ำค่าชิ้นเอกที่ฝากไว้บนแผ่นดินไทย และพระคาถาที่ท่านได้มอบให้ไว้ อีกพระคาถา ซึ่ง คาถาดังกล่าว

คุณแม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม

บางตำราเล่าว่าแม่ชีได้มาจากพระอินทร์ บางตำราก็ว่าได้มาจากพระสิวลี พระคาถานี้คุณแม่บุญเรือนได้จาก การนั่งสมาธิจิตเมื่อวันศุกร์ที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ “จากตำราได้เขียนบอกไว้ว่าเป็นคาถาที่ท้าวสักกเทวราชหรือพระอินทร์นำมาถวายแด่คุณแม่บุญเรือน”

ท่านให้สวดตามกำลังวันเพื่อบูชา

#หัวใจมหายันต์พระสิวลีมหาเถระ หรือพระฉิมพลี​ ของ​ #มหายันต์รวย จะเป็นมหาลาภ มหาโชค มหาโภคทรัพย์ และเจริญ ด้วยจตุรพิศพรชัย คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณธนสารสมบัติประสพสิ่งอันพึงปรารถณาทุกประการนั่นแล
กำลังวันที่กล่าวถึงมีดัง นี้คือ วันอาทิตย์ ๖ วันจันทร์ ๑๕ วันอังคาร ๘ วันพุธ ๑๗ วันพฤหัสบดี ๑๙ วันศุกร์ ๒๑ และวันเสาร์ ๑๐

พระสีวลี

คาถาพระฉิมพลี (คาถาพระสีวลี)

ตั้งนะโมฯ ๓ จบ แล้วว่า…

“นะชาลีติฉิมพาลี จะ มหาเถโร สุวรรณะมามา โภชนะมามา วัตถุวัตถามามา พลาพลังมามา โภคะมามา มหาลาโภมามา สัพเพชะนา พหูชะนา ภวันตุเม”

แม่ชีบุญเรือน

ขออำนาจของพระรัตนตรัยจงเป็นที่พึ่ง ขออัญเชิญบารมีอันสูงยิ่งของคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม จง สถิตสถาพรอยู่กับท่านทั้งหลาย แม้ประสงค์สิ่งใดจงสมประสงค์ทุกประการ และถึงพร้อมด้วยธรรมสี่ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ทุกท่าน เทอญ ฯ

ขอบพระคุณแหล่งที่มา : คุณย่าบุญเรือน ศาลาคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม

คืนนี่!! อย่าลืมสวดเสริมโชค ๓ คาถาศักดิ์สิทธิ์เรียกทรัพย์

๓ คาถาที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากในเรื่องของโชคลาภ ใช้เรียกเงินเรียกทอง นำมาสวดภาวนา จะช่วยเรื่องของการเสริมสร้างสมาธิ สติปัญญา อีกทั้งยังเป็นเหมือนกันเสริมบุญบารมีให้แก่ชีวิตของคุณด้วย

คาถาโชคลาภที่ ๑ คาถาเรียกเงิน เสริมทรัพย์ (หลวงพ่อปาน )

พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่ง พระนครศรีอยุธยา ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดบางนมโครูปที่ ๓ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบางนมโคระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๗๘ จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ท่านเป็นพระสงฆ์ทรงอภิญญารูปหนึ่งที่บำเพ็ญบารมีเพื่อพุทธภูมิในชาติสุดท้าย

หลวงพ่อปาน

(ตั้งนะโม ๓ จบ)

พุทธะ มะอะอุ นะโมพุทธายะ (ว่า ๑ จบ)

วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา

วิระอิตถิโย พุทธัสสะ มาณีมามะ พุทธัสสะ สะวาโหมฯ

ใช้สวดภาวนาเวลาตื่นนอน ๓ จบ หรือเวลาใส่บาตร ๑ จบ ก่อนนอน ๓ จบหรือเวลาค้าขายจะทําให้มีโภคทรัพย์มากมาย เรียกเงิน เรียกทอง โชคลาภ ค้าขายร่ำรวย

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

คาถาโชคลาภที่ ๒ คาถาเงินล้าน ของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ …….หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ได้กล่าวเกี่ยวกับความเป็นมาของคาถาเงินล้าน

“….ก่อนที่มาอยู่วัดท่าซุงนะ ฉันอยู่กระต๊อบ เงินร้อยก็หายากสำหรับคนทำบุญ คาถาวิระทะโย ก็ทำเรื่อยๆ ไป ต่อมาท่านก็มาหา ก็บอกว่าคาถาบทนี้นะ ที่เขาทำพระวัดพนัญเชิญองค์แรก มีเจ้าอาวาสองค์แรก ท่านไปนั่งกรรมฐานและเสกด้วยคาถาบทนี้ ๓ ปี ท่านให้ดูตัวอย่างวัดพนัญเชิง เงินขาดไหม…

ฉันก็ทำมาเรื่อย มาอีกปีหนึ่งกำลังบวงสรวง ท่านบอกว่า คาถาบทนี้ เป็นคาถาเงินแสนนะ ก็ใช้คาถาบทนั้นมาประมาณครึ่งปี คนมาทอดกฐินผ้าป่าได้เงินเป็นแสน นี่เห็นชัดนะ แล้วต่อมาอีกปีหนึ่ง ท่านบอกว่า

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

คาถาบทนี้ เป็นคาถาเงินล้านนะ ให้ว่าต่อเนื่องกันไป แล้วไปลง คาถาวิระทะโย ต่อมาก็จริงๆ เพราะปี ๒๕๒๗ ก็ใช้เงิน เดือนเป็นล้าน ซึ่งไอ้อย่างนี้เราก็คิดไม่ออก ต้องค่อยๆ ใจเย็น

เวลาว่าไป อย่าไปว่าหวังเอาลาภ คือต้องภาวนาด้วยนะ ถ้าทางที่ดีเวลาภาวนาก ร ร มฐาน พอจิตสบายน่ะต่อเลย เพราะเวลาก ร ร มฐานนี่จิตเป็นฌาน ใช่ไหม…

เอาอย่างนี้ดีกว่า เวลาฝึกมโนมยิทธิออกไปให้ได้นั้น ออกไปเดี๋ยวเดียวก็ได้ ออกไปได้นี่จิตเป็นฌาน ๔ เข้าเขตพระนิพพานได้ จิตสะอาดถึงที่สุด กลับลงมาต่อด้วยคาถาบทนี้เลย มากน้อยก็ช่าง ให้หลับไปเลย

คือถ้าจิตสะอาดมากผลก็เกิดเร็ว ก็สงสัยเหมือนกันนะ เมื่อปี ๒๕๒๖ ท่านบอกว่า ปี ๒๕๒๗ มีอะไรบ้างก็ตุนๆ ไว้บ้างนะ ปี ๒๕๒๘ จะเครียดมาก การค้าของใครถ้าทรงตัวได้ก็ถือว่าดีไว้ก่อน อันนี้ท่านบอกว่า “ถ้าลูกเราจะจนก็จนไม่เท่าเขา…”

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

คาถาเงินล้าน ของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ คาถาเรียกเงิน คาถาเงินล้าน ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง สวดมนต์ภาวนา เป็นประจำทุกวัน วันละ ๙ จบ (ตั้ง นะโม ๓ จบ )

นาสังสิโม

พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ (คาถาปัดอุปสรรค)

พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม (คาถาเงินแสน )

มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันต ุเม (คาถาลาภไม่ขาดสาย)

หลวงพ่อฤาษี (ลิงดำ) วัดท่าซุง

มิเตภาหุหะติ (คาถาเงินล้าน)

พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง วิระหิงสา

วิระทาสี วิระทาสา วิระอิทถิโย พุทธัสสะ มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม (คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า)

สัมปะติจฉามิ (คาถาเร่งลาภให้ได้เร็วขึ้น)

เพ็ง ๆ พา ๆ หา ๆ ฤา ๆ ( บูชา ๙ จบ ตัวคาถาต้องว่าทั้งหมด)

หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก

คาถาโชคลาภที่ ๓ คาถามหาลาภ (หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก) พระมงคลสิทธาจารย์ (หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก) เจ้าอาวาสวัดตะโก ต.ดอนหญ้านาง อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา

หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก เป็นพระเกจิที่เปี่ยมเมตตาธรรมสูง มีความเป็นอยู่อย่างสมถะ เชี่ยวชาญสรรพเวทวิยาคม วัตถุมงคลเข้มขลังเปี่ยมพลังพุทธคุณมากประสบการณ์ แคล้วคลาดนิรันตราย และเมตตา มหานิยม โชคลาภ เป็นหนึ่ง

คาถามหาลาภ (หลวงพ่อรวย ปาสาทิโก) (ตั้งนะโม ๓ จบ)

สัมพุทธชิตา จะสัจจานิ เกรัตน์สะ พระพุทธชิตา สัพพะโส คุณะวิภา สัมปัจโต นะรุตตะโม มหาลาภัง สัพพะสิทธิ ภะวันตุเม

ท้าวเวสสุวรรณ เทพแห่งความมั่งคั่ง บูชาอย่างไรให้มั่งคั่งร่ำรวย โชคลาภมหาโภคทรัพย์

ท้าวเวสสุวรรณ ผู้มั่งคั่ง แผ่อำนาจบารมียิ่งใหญ่ไพศาล สุดยอดคาถา บูชาท้าวเวสสุวรรณอย่างไรให้มั่งคั่งร่ำรวย

ท้าวเวสสุวรรณ (ท้าวกุเวร) ท้าวเวสสุวรรณหรือท้าวกุเวรเป็นเทพหรือยักษ์ที่ปรากฏอยู่ ทั้งในศาสนาพุทธและพราหมณ์และมีผู้นิยมกราบไหว้กันมาก ตามคติความเชื่อทางศาสนาพุทธกล่าวไว้ในพระสูตรที่ชื่อว่า “อาฏานาฏิยะ”ว่า ท้าวกุเวรเป็นหนึ่งในท้าวจตุมหาราช ผู้ครองสวรรค์ชั้น จตุมหาราชิกา (สวรรค์กามาวจร ชั้นที่ 1)

ท้าวเวสสุวรรณ

ท้าวกุเวร หรือ ท้าวเวสสุวรรณนั้นยังมีชื่ออีกหลายชื่อ เช่น ธนบดี หมายถึง “ผู้เป็นใหญ่ในทรัพย์ ธเนศวร” หมายถึง ผู้เป็นเจ้าแห่งทรัพย์ ชื่ออื่นๆคือ “อิจฉาวสุ” หมายถึง “ความมั่งมีได้ตามใจ” ชื่อ ยักษ์ราชอันหมายถึง “เจ้าแห่งยักษ์”

หรือชื่อมยุราช หมายถึง “เป็นเจ้าแห่งกินนร” ชื่อรากษเสนทร์ หมายถึง “ผู้เป็นใหญ่ในพวกรากษส” ส่วนในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์เรียกท้าวเวสสุวรรณว่า “ท้าวกุเรปัน” เป็นต้น

ท้าวเวสสุวรรณ

ในทางพระพุทธศาสนา ได้กล่าวถึงอดีตชาติของท้าวกุเวร เอาไว้ใน พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม 3 ภาค 2 หน้าที่ 151 ว่า ในสมัยที่โลกยังว่าง จากพระพุทธศาสนาไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จ อุบัติขึ้นในโลกนั้น มีพราหมณ์ผู้หนึ่งนามว่า “กุเวร” เป็นคนใจดีมีเมตตากรุณา ประกอบอาชีพสุจริต ด้วยการทำไร่อ้อยแล้วนำต้นอ้อยมาตัดใส่ลงไปในหีบยนต์เพื่อบีบน้ำอ้อยขายเลี้ยงชีวิต

ต่อมากิจการได้เจริญขึ้นจนเป็นเจ้าของหีบยนต์ สำหรับบีบน้ำอ้อยถึง 7 เครื่อง จึงสร้างที่พักสำหรับ คนเดินทางและได้บริจาคน้ำอ้อยจากหีบยนต์เครื่องหนึ่ง ซึ่งมีปริมาณน้ำอ้อยมากกว่าหีบยนต์เครื่องอื่น ๆ

ท้าวเวสสุวรรณ

ให้เป็นทานแก่คนเดินผ่านไปมาจนตลอดอายุขัย ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศลที่บริจาคน้ำอ้อยให้เป็นทานนั้น ทำให้หนุ่มกุเวรผู้นี้ได้ไปเกิดเป็นเทพบุตร บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา มีนามว่า “กุเวรเทพบุตร” ต่อมา กุเวรเทพบุตรได้รับการเทวาภิเษก (ขึ้นครองราชย์) เป็นผู้ปกครองดูแลพระนครสวรรค์ชั้นที่ 1 ด้านทิศเหนือจึงได้มีพระนามว่า “ท้าวเวสสุวรรณ”

ตามหลักฐานในคัมภีร์ทางพุทธศาสนายืนยันว่า “ท้าวเวสสุวรรณ” ผู้ซึ่งเป็นเทวราชพระองค์นี้ได้สำเร็จ เป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบันเมื่อครั้งที่ “จุลสุภัททะปริพาชก” เกิดความสงสัยในความเป็นมาแห่ง องค์พระพุทธเจ้า ท่าน “ท้าวเวสสุวรรณ” องค์นี้เอง

ท้าวเวสสุวรรณ

ที่ได้เสด็จไปร่วมต้อนรับ ด้วย และ ยังเป็นประจักษ์พยาน เรื่องพระมหาโมคคัลลานะ ใช้เท้าจิกพื้นไพชยนตวิมานของพระอินทร์ จนเกิดการ สั่นสะเทือนไปทั้งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์สวรรค์ชั้นที่สอง อันเป็นการเตือนสติพระอินทร์อีกด้วย และก็มีความเชื่อ ในฤทธานุภาพอันทรงฤทธิ์ของท่านตาม ฎีกามาลัยเทวสูตร พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม 1 ภาค 2 – หน้าที่ 435 ว่า

“คฑาวุธ ของท้าวเวสสุวรรณนั้นเป็นยอดแห่ง ศาสตราวุธที่มีอานุภาพสามารถทำลายโลกใบนี้ ให้เป็นจุณได้ในพริบตา” จากคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา จะเห็นได้ว่า ท้าวกุเวรหรือท้าวเวสสุวรรณนั้นท่านเป็นเทพที่สำคัญ ยิ่งใหญพระองค์หนึ่งที่มีหน้าที่ “คอยพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา” ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ท่านท้าวสักกะเทวราชเลย

ตามวัดวาอารามต่าง ๆนั้นจะมีรูปปั้นยักษ์ 1 ตน หรือ 2 ตนบ้าง คอยยืนถือกระบองค้ำพื้น ส่วนมาก จะมี 2 ตน เฝ้าอยู่หน้าประตูโบสถ์ หรือ วิหารที่เก็บ ของมีค่ามีพระพุทธรูป และโบราณสมบัติล้ำค่า ของทางวัดบรรจุอยู่ด้านละ 1 ตนหรือไม่ก็ปรากฏ อยู่ในบริเวณลานวัดหรือที่ที่มีคนผ่านไปมาแล้ว เห็นโดยง่ายนั่นหมายถึงท้าวเวสสุวรรณนั่นเอง

เคล็ดการบูชาท้าวเวสสุวรรณ

ท้าวเวสสุวรรณ

**จุดธูป 9 ดอก** **ดอกกุหลาบแดง 9 ดอก** ระลึกถึง คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์

– ตั้งนะโมฯ 3 จบ –
– สวดคาถาชินบัญชร 1 จบ –
– สวดคาถาบูชาท้าวเวสสุวรรณ –

ปุตตะ กาโม ละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง อัตถิกาเย กายะญายะ เทวานัง ปิยะตังสุตตะวา อิติปิโส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวชสุวรรณโณ มรนังสุขัง อะหัง สุคะโต นะโมพุทธายะ ท้าวเวชสุวรรณโน จตุมหาราชิกา ยักขะพันตา ภัทภูริโต เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโมพุทธายะ ( สวด 9 จบ – 21 จบ )

ท้าวเวสสุวรรณ

การจะบูชาให้ได้ผลอย่างแท้จริงต้องนำเอาหลักความดี ของท่านมาน้อมนำปฏิบัติด้วยคือ ต้องดำรงตนให้เป็น ผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาคอยปกป้องพระพุทธศาสนา ไม่ให้เสื่อมจากคนไม่ดีตลอดจนต้องหาเลี้ยงชีพด้วย ความสุจริต หมั่นบริจาคทานเพื่อเป็นกุศลแก่ทั้งตัวเอง

และเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่ได้ ทั้งบูชาด้วยการไหว้และนำคุณธรรมของท่านไปปฏิบัติ ด้วยจะส่งผลให้เจริญก้าวหน้าและร่ำรวย มีความสุขอย่างแน่นอน

ท้าวเวสสุวรรณ

เปิดเคล็ดลับ!! การบูชา ขอได้ ไหว้รับ “ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์” อ.สิชล นครศรีธรรมราช

ก่อนอื่นต้องชวนไอ้ไข่ เข้าบ้าน เข้าที่พัก โดยการการบอกกล่าว เจ้าที่เจ้าทางหน้าสถานที่ตั้งศาล (กรณีบ้านหลังนั้นไม่มีศาลให้ท่าน ยึดริมรั้วด้านทิศตะวันออก หรือด้านทิศเหนือของบ้านท่าน)

ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์

ตั้งนโม ๓ จบ ถ้ามีคาถาต่อด้วยคาถา และต่อด้วย บอกเอ๋ยดังต่อไปนี้

ข้าพเจ้า… (เป็นใคร อยู่ที่ใหน บอกให้ละเอียด)

ขออนุญาตบอกกล่าว เจ้าที่ – เจ้าทาง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาสถานที่แห่งนี้…ทั้ง ที่ข้าพเจ้ามองเห็นและมองไม่เห็น ได้โปรดรับทราบว่า ข้าพเจ้าจะนำ “ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์” เข้ามา ณ สถานที่นี้ และขอให้ท่านโปรดอนุญาตในการกระทำดังกล่าวด้วยของเข้าพเจ้าด้วย ขอให้ท่านเปิดทางและอำนวยความสะดวกให้กับ ไอ้ไข่ ด้วย…

ข้าพเจ้านำ “ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์” มาบูชาเพื่อ…(บอกวัตถุประสงค์ของการบูชา)… เสริมโชคลาภ เสริมทรัพย์ เสริมบารมี เสริมหน้าที่การงาน เสริมการค้าการขาย เสริมการเจรจาต่อรอ ปกป้องคุ้มครองภัย ให้กับข้าพเจ้า… และขอให้ข้าพเจ้าสมหวังดั่งที่ตั้งใจไว้ทุกประการด้วยเทอญสาธุ…

ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์

การตั้งเหรียญ หรือ รูปหล่อ “ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์” ภายในบ้านให้โชคมา ลาภมี

๑. ห้ามตั้งรวมกับหิ้งพระ หรือพระสงฆ์ (โดยไม่จำเป็น) ควรตั้งแยก เพื่อแสดงความเคารพ ทั้งตัวท่านเองและไอ้ไข่ ที่ต้องยกพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไว้เหนือสิ่งใด และเป็นการสะดวกเวลาถวายของ

๒. ควรมีผ้าแดงปูรองรูป เหรียญ องค์บูชา (รู้จากคนที่สื่อได้ ไม่ได้หลงงมงาย ผมมีปัญญาพอ แต่ไม่เล่าในที่นี้ หากต้องการรู้ ติดต่อส่วนตัว)

๓. ของถวายควรมีพาน หรือถาดรองรับ ไม่ควรวางกับพื้นหิ้ง และภาชนะ เช่น แก้ว, ถ้วย ฯลฯ ควรแยกกับของใช้ทั่วไป ไม่ใช้รวมกับของคนในบ้าน (บ้านผมจะแยกแม้แต่สก๊อตไบร์ท ล้างจาน ของคนในบ้าน ของพระ ของสิ่งศักดิ์ เป็นต้น)

๔. ควรรักษาความสะอาดของหิ้ง ให้สะอาดอยู่เสมอ

ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์

๕. ทิศที่ควรหันหน้าไป คือ ทิศตะวันออก และทิศเหนือ หากทิศนั้นหันตรงห้องน้ำ ห้องครัว ก็ไม่เหมาะ หากเลี่ยงไม่ได้ แก้โดยหาตู้มาตั้ง เหมือนการแก้ฮวงจุ้ยแหล่ะครับ

๖. ของถวาย.. ถวายเป็นจำพวกขนม ผลไม้ นม น้ำ น้ำแดง ชุดทหาร ของเล่น หรือของที่เด็กชอบ จะถวายโดยการกำหนดวันก็ได้ เช่น วันพระ วันเสาร์ เป็นต้น หรือตามสะดวกก็ได้ หรืออาจถวายโดยยึดหลักการถวายเจ้าที่ ก็ได้ เช่น ต้องการสุขภาพ ก็วันพระ หากต้องการลาภ ก็วันเกิดของตัวเอง (ส่วนน้ำเปล่าเต็มแก้ว ผมพยายามถวายทุกวัน ทั้งพระ สิ่งศักดิ์สิทธิ์)

๗. ท่านรักษาสัจจะ ดังนั้น ท่านต้องพยายามรักษาสัจจะ การบนก็ต้องระวังคำพูด หรือให้ cover ดีๆ เช่น ขอให้ลูกรวย แล้วจะถวายโน่นนี่ เราได้เงินมาหนึ่งล้าน แต่เรายังไม่ถวาย เพราะรวยของเราคือ ๑๐ ล้าน แบบนี้ไม่ได้ เพราะรวยของสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับของเราแตกต่างกัน ดังนั้น อาจใช้การบนตรงๆ ไป เช่น ขอให้ลูกรวย มีเงินในบัญชี ๑ ล้านขึ้น แล้วจะถวาย เป็นต้น คือ ต้องชัดเจน

๘. ไม่ควรเรียกว่า กุมารทอง กุมารเทพ หรือทำนองกุมาร เพราะ ผมรู้จากประสบการณ์ ๒ ครั้ง ว่า เป็นเทพ และอีกอย่างกุมารก็ช่วยได้เฉพาะเจ้าของ หรือกำลังน้อย แต่ท่านช่วยทุก ๆ คนที่ศรัทธา ท่านสร้างบารมีเยอะ กุมารทอง ทำแบบนี้ไม่ได้ บางคนคิดว่าท่านเป็นเด็กเป็นเทพ แล้วเรียกว่า กุมารเทพ ก็ไม่ถูกครับ

ไอ้ไข่เด็กวัดเจดีย์

ลูก ๆ กุมารผม ทั้ง ๓ ตน ตอนผมกลับมาจากคำชะโนด ไปบูชาปู่ศรีสุทโธ ทราบว่า ได้ออกมานั่งนอกบ้าน เพราะแพ้บารมีปู่ เพราะปู่มาส่งและแผ่บารมีคุ้มครองบ้านไว้ จึงต้องขออนุญาตปู่ แต่ไอ้ไข่ท่านเป็นเทพเหมือนกัน ท่านก็อยู่ได้ตามปกติ นี่ก็เป็นประสบการณ์อีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่เหมือนกับครั้งแรก ดังนั้น ไม่ควรเรียกกุมารทอง หรือลูกกุมาร

ไอ้ไข่เป็นภาษาสมัยก่อน ไม่ว่าจะเรียกว่า ไอ้ไข่ ตาไข่ บ่าวไข่ หรืออะไรก็ตาม ต้องเรียกด้วยความนอบน้อม

การลาของถวาย… ว่า นะโม ๓ จบ แล้วตามด้วย “เสสัง มังคะลัง ยาจามิ” สามารถทานได้ เพื่อความเป็นสิริมงคล

แต่ถ้าเป็นของแก้บนโบราณเขาจะถือ ห้ามทาน เพราะเชื่อว่าจะไม่ขาดเหมย หรือ แก้เหลย (ภาษาใต้) หรือขาดบนกันครับ

การบน จุดธูป ๑ ดอก หรืออธิษฐานจิตก็ได้ แต่จดและจำดี ๆ นะครับ แต่แม่ผมบอกว่า หากให้สำเร็จยิ่งขึ้น ก็ให้จุดธูป ๙ ดอกเลย

ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์

การบูชาขอพรหรือบนไอ้ไข่

เรื่องที่สำคัญที่สุด ก็คือ “พลังจิต” เพราะพลังจิตที่กล้าแกร่งมีสมาธิเป็นหนึ่งเดียวนั่นคือ แรงส่งมหาศาล ที่จะนำแรงสัจจะอธิษฐานในการบูชาให้ได้ผลตามที่มุ่งหวัง ซึ่งขอให้เข้าใจเสียก่อนว่า พลังจิตที่เราใช้เป็นแรงส่งหรือเชื่อมกับไอ้ไข่ เป็นเพียงพลังส่งการไปขอพร ขออำนาจบุญบารมีจากไอ้ไข่

การไปขอ ไม่ใช่เป็นการไปบังคับ ซึ่งเราไม่มีอำนาจอะไรไปบังคับท่านได้ว่าท่านจะต้องช่วยหรือไม่ช่วย และรับรองได้ว่าคนที่กำลังเกิดทุกข์นั้น ไม่มีพลังจิตพอด้วย เพียงไปขอความเมตตาจากท่านเท่านั้น

พลังจิตเป็นพลังธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และในตัวเราทุกคนนั้นมี จะมีมากหรือน้อยจะเชื่อมต่อกับท่านได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับฐานกำลังจิตเดิมที่มาจากกรรมดี ที่เคยทำมาหรือมีกรรมร่วมกันมา การขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดลบันดาลให้ประสบความสำเร็จนั้น ต้องขออย่างมีสติ ในเวลาที่เรากำลังขอพรอยู่นั้น เราต้องรวมจิตให้มีพลังเพื่อเชื่อมบุญต่อกับท่านเหล่านั้น แต่ความสำเร็จที่เราปรารถนานั้น เราต้องรู้ว่าที่ขอนั้นบุญหรือบาป ผิดต่อศีลธรรมไหม ถ้าบาปก็งดไม่ต้องขอ ถ้าดีก็ทำยิ่งๆ ขึ้นไป

เวลาขอพรเราต้องศรัทธา กราบสักการะด้วยความปิติยินดี จึงจะมีความสุข เมื่อมีความสุข ความสำเร็จจะอยู่ที่เรา เราต้องปฏิบัติดี ทำดี อยู่ในศีลธรรม แล้วความสุขและสิ่งที่เราปรารถนาจะอยู่กับเราแน่นอน

ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์

การแก้บน จุดธูป ๑ ดอก

บอกว่า สิ่งนั้น… สิ่งนี้… ได้สำเร็จสมปราถนาแล้วจึงมาแก้บนให้ ไอ้ไข่ ไอ้ไข่ จงรับเอาของแก้บนเหล่านี้ไปด้วย เอ๋ยชื่อของที่ให้… เช่น น้ำแดง, ขนมเปี๊ยะ, ไก่, ช้าง, รถ, เครื่องบินบังคับ (ต่อด้วย) ขอให้คำพูดหรือสิ่งรับปากไว้ได้หมดจากกัน ไม่เป็นพันธสัญญากัน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป… (ภาษาใต้ : แก้บนให้แล้ว อย่าได้เป็นเหมยปาก อย่าได้เป็นเหมยคอ ให้หลุดพ้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป)

ถ้าสิ่งที่บนบานสำเร็จแล้วก็จะแก้บนที่บ้านเลย แต่ก็ไม่ได้จุดธูปเช่นกัน เพียงแต่ตั้งจิตให้นิ่งแล้วบอกกล่าว เช่น ถ้าบนประทัดชุดเล็กก็จุดให้เลย แต่ถ้าเป็นประทัดชุดใหญ่จะไปจุดให้ที่วัด หรือขึ้นอยู่กับท่านว่า ตอนบนนั้น ท่านบอกกล่าวเช่นไร

ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์

การแก้บนมีอยู่ ๒ แนวทาง คือ

๑. แนวทางตามโบราณคติ คือ จะไม่แก้บนในวันพระ วันที่จะแก้บนจะเป็นวันอังคาร กับ วันเสาร์ เพราะถือเป็นวันแรง เหมาะกับการแก้บน

๒. แนวทางตามสมัยนิยม คือ เอาวันสะดวก ไม่ยึดติดกับวันไหน แก้บนตามวันที่ตัวเองเห็นว่าสะดวก ด้วยสมัยนี้ภาระหน้าที่ เวลา มันไม่ค่อยจะเอื้ออำนวย หากยึดตามหลักของคนในสมัยก่อน

**หากไม่จำเป็น ก็ไม่ควรแก้บนในวันพระ เพราะในวันพระนั้นจะเป็นวันที่เทพทั้งหลายบำเบ็ญศีล**

เรียบเรียง/ขอบคุณเจ้าของข้อมูล เพื่อเผยแผ่บารมี “ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์” ขอได้ ไหว้รับ อ.สิชล นครศรีธรรมราช

พระคาถาพระธรรมราช หลวงปู่คง อาจารย์ขุนแผน (นักรบขุนศึกจอมขมังเวทย์สมัยอยุธยา)

พระคาถาพระธรรมราช หลวงปู่คงปรมาจารย์ขุนแผน (นักรบขุนศึกจอมขมังเวทย์สมัยอยุธยา) หลวง ปู่คง อยู่วัดตาลหรือวัดแค เมืองสุพรรณบุรี สมัยอยุธยาเป็นราชธานี เป็นพระอาจารย์ขุนแผนองค์แรก พระคาถาพระธรรมราช พระคาถาที่ใหญ่กว่าคาถาทั้งปวง ใช้ได้ ๑๐๘ ประการ

ขรัวปู่คง ปรมาจารย์ขุนแผน

“พุทธังสรณังคัจฉามิ ธัมมังสรณังคัจฉามิ สังฆังสรณังคัจฉามิ ทะทะทะ โรโรโร อะอะอะ สะสะสะ โสโสโส โนโนโน นะโมพุทธายะ”

พระคาถาพระธรรมราช ถือว่าเป็นพระคาถาที่ใหญ่กว่าคาถาทั้งปวง จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พระคาถาธรรมราชา เป็นพระคาถาที่โบราณจารย์ล้วนเรียนสืบทอดต่อๆมา ตำราพุทธาคม ของหลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม ก็มีบันทึกคาถาบทนี้ไว้

อาจารย์ชุม

แต่พระคาถาบทนี้เป็นที่หวงแหนของโบราณจารย์ จึงไม่เป็นที่แพร่หลาย จนดวงพระวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์หลวงปู่คง มาสื่อกับ อ.ชุม ไชยคีรี ในปีพ.ศ.๒๔๙๖ ท่านได้ถ่ายทอดพระคาถาพระธรรมราชให้ และด้วยความเมตตาของหลวงปู่คง

ท่านเล็งเห็นแล้วว่า ต่อไปผู้คนจะอยู่กันอย่างลำบากยากแค้น ภัยอันตรายจะมีมากขึ้น มนุษย์จะใจดำขึ้น ผู้คนจะฆ่ากันเหมือนผักเหมือนปลา หลวงปู่คง จึงสั่งให้อ.ชุม เผยแผ่พระคาถาธรรมราช ให้กว้างขวางที่สุด

อาจารย์ชุม ไชยคีรี

๑. ภาวนาชักลูกประคำด้วยพระคาถาธรรมราช ๑๐๘ จบ แล้วตั้งไว้หัวนอน จะเกิดนิมิตดี กันผีกันโจร กันไฟ รู้เหตุการณ์ร้าย ดีล่วงหน้า โจรผู้ร้ายเข้ามาจะเห็นคนเดินอยู่รอบบ้าน

๒. ภาวนาชักลูกประคำ ๑๐๘ จบ เวลาตื่นนอน จะเป็นผู้เจริญด้วยลาภ เจริญด้วยยศ ทำมาค้าขึ้นทำให้กิจการที่กำลังคิดอยู่สำเร็จ ทำให้อายุยืน

3. ภาวนาชักลูกประคำ ๑๐๘ จบ แล้วเอาลูกประคำใส่ลงในน้ำ เอาน้ำล้างหน้าเป็นเมตตามหานิยม ถ้าเอาน้ำนั้นกิน ทุกวันเป็นคงกระพัน ถ้าเอาน้ำนั้นไปอาบ เป็นการสะเดาะเคราะห์
ทำให้โชคร้ายกลายเป็นดี มีสติปัญญา มีวาสนาเจริญก้าวหน้า

๔. ถ้าหากไปนอนในป่าในถ้ำ ก่อนจะนอนชักลูกประคำ ๑๐๘ ด้วยคาถาพระธรรมราชแล้วนอนเทวดาจะมาคุ้มครองรักษา หรือมาบอกลาภให้ ถ้าหลงทางก็จะพบทาง ถ้าอดข้าวจะพบบ้าน
คน

 ประคำพระธรรมราช อาจารย์ชุม

๕. ชักลูกประคำ ๑๐๘ จบ แล้วนำลูกประคำติดตัวไป กันเครื่องศัตราวุธ กันอุปัทวเหตุ กันสัตว์ร้าย คนร้าย กำบังตาผู้คิดร้าย หรือศัตรูเห็นเราคนเดียวเป็นหลายคน

๖. ก่อนออกปราบโจรผู้ร้าย หรือไปรบกับข้าศึกหรือไปในสถานที่ๆ ไม่ปลอดภัย ให้ตั้งใจภาวนาชักลูกประคำ ๑๐๘ จบ แล้วเอาลูกประคำสวมคอไป กระสุนและวัตถุระเบิดใดๆ ไม่ถูกกายเรา
เลย หรือถ้าหากศัตรูล้อมเราไว้ ภาวนาคาถาพระธรรมราชเดินแหวกวงล้อมไป ศัตรูทำร้ายมิได้เลย ถ้าถูกจับก็ให้ภาวนาสะเดาะเครื่องพันธนาการได้ทุกชนิด

๗. ถ้าจะให้ลูกหลานหรือบุคคลอื่นเป็นคงกระพันก็ให้ภาวนาชักลูกประคำ ๑๐๘ จบ แล้วเอาลูกประคำใส่ลงไปในน้ำเสกต่อไปอีกประมาณ ๑๐๘ จบ เอาน้ำให้กิน คงกระพันทุกคน ถ้าเอาน้ำอาบให้ก็เป็นการสะเดาะเคราะห์ให้หมดไปได้เป็นอย่างดี หรืออธิษฐานให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บก็ได้ สุดแล้วแต่จะปรารถนา ก่อนจะทำทุกครั้งให้ระลึกถึงคุณพระ และหลวงปู่คง ข้อสำคัญที่สุด ต้องขอบารมีหลวงปู่คง ทุกครั้ง

ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ เจ้าของบทความและที่มาเนื้อหาข้อมูลมา ณ ที่นี้ – แอพเกจิ – AppGeji

เพื่อเผยแผ่บารมี และเทิดทูนเกียรติคุณครูบาอาจารย์

‘ยันต์เกราะเพชร’ สุดยอดแห่งพุทธานุภาพ จากตำราของพระร่วง

ยันต์เกราะเพชร สุดยอดแห่งพุทธานุภาพ … หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดนครศรีอยุธยา องค์บูรพาจารย์ของหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

ยันต์เกราะเพชร

เป็นต้นตำรับการเป่ายันต์เกราะเพชร หลวงพ่อเมตตาเล่าว่า งานเป่ายันต์แต่ละครั้ง เรือแพแน่นขนัดไปทั้งแม่น้ำ เดินข้ามไปอีกฝั่งได้สบาย ๆ ผู้คนหลั่งไหลกันมามืดฟ้ามัวดิน หุงข้าวพร้อมกันทีละแปดกระทะ ตั้งแต่เช้ายันเย็นยังไม่พอเลี้ยงคนเลย…

ยันต์เกราะเพชรนี้ หลวงพ่อปานศึกษาจากตำราพระร่วง โดยตัดมาจากส่วนหนึ่งของธงมหาพิชัยสงคราม

เป็นการนำเอาพุทธคุณบทต้น มาเขียนเป็น ตัวขอม อ่านตามขวางว่า

ยันต์เกราะเพชร

สำหรับยันต์เกราะเพชร คือเป็นคาถา

อิติปิ โส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณสัมปันโน สุคโต โลกวิทู อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ สัตถา เทวมนุสสานัง พุทโธ ภควาติ

เรียกกันว่า ห้องพระพุทธคุณ

แต่เขียน ลงมาอย่างลงอย่างหนังสือเจ๊ก เขียนลง ไม่เขียนตามบรรทัด เขียนลงมา 7 คำ แล้วก็ไปขึ้นต้นใหม่เรียงกันไป ก็ว่า อิระชาคะตะระสา ติหังจโตโรถินัง นี่เรียกว่า อิติโส 8 ทิศ อย่างนี้แหละแล้วก็ชักเป็นยันต์ เรียกสูตรตามเส้นที่เขาชักไป สำหรับยันต์เกราะเพชรนี่หลวงพ่อปานปลุกได้ดีมาก เพราะว่าเวลาท่านจะเป่าให้ใครนั้น ท่านเขียนยันต์ใส่กระดานดำไว้

แล้วท่านก็ยืนอยู่ข้างหลังให้ทุกคนจุดธูปเทียน แล้วภาวนาว่า พุทโธ ถ้าคนไหนมีครรภ์ ผู้หญิงมีครรภ์ก็ให้จุดธูป 1 ดอกแทนลูกในครรภ์ แล้วท่านก็เป่า เวลาเป่ายันต์เข้าตัวจะมีความรู้สึกหนักที่ศีรษะ หรือว่าคันที่หน้า ยังงี้เรียกว่ายันต์เข้าจับตัวแล้ว ถ้ายันต์เข้าจับตัวทุกคนก็เป็นอันว่าเลิกกัน

ยันต์เกราะเพชร

ท่านเป่าเฉพาะวันเสาร์ห้า คือว่าเป็นเดือนอะไรก็ตาม เป็นขึ้น 5 ค่ำวันเสาร์ หรือวันเสาร์ตรงกัน 5 ค่ำ อันนี้ใช้ได้ เรียกว่าท่านทำเป็นปกติ แล้วก็วันเสาร์ 5 นี่แหละ เป็นวันยกครูของท่าน ท่านจะยกครูหมอ ครูอะไรก็ตาม ก็ทำกันวันเสาร์ห้า คนเยอะยิ่งกว่ามีงานวัดอีก ศาลาของท่านใหญ่จุคนเป็นพัน

แต่เวลาเป่ายันต์เกราะเพชรจริง ๆ ต้องผลัดกัน 4 – 5 รุ่น เรียกว่านั่งเต็มศาลาเป่า 1 คราว ใครเป่าแล้วก็ลงมา คนที่ยังก็ขึ้นไป ยังงี้เปลี่ยนกันถึง 4 – 5 รุ่น คุณสมบัติของยันต์เกราะเพชรก็เป็นการกันการกระทำ การกลั่นแกล้งจากคนอื่นด้วย วิชานี้ดีมาก หากว่าใครขืนทำเข้าคนนั้นก็เคราะห์ร้าย เคราะห์ร้ายเพราะอะไร ของเหล่านั้นจะกลับสะท้อน ย้อนเข้าไปหาตัว

คราวหนึ่ง พระผลบวชพรรษาเดียวกับฉัน แกอยู่อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี แกไปรับยันต์เกราะเพชร พอรับแล้วแกก็ออกไปหลังวัด ปรากฏว่าถูกงูเห่ากัดเห็นตัวชัดเพราะเป็นกลางคืนเดือนหงายเห็นว่าเป็นงูเห่าแน่ เอาไฟส่องดูก็แผ่แม่เบี้ยหราเป็นงูเห่า

แกก็วิ่งเข้ามาหาหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานก็ถามว่า แกรับยันต์เกราะเพชรหรือเปล่า พระผลก็บอกว่ารับขอรับ ท่านบอกว่าถ้ารับไม่รักษา ฉันอยากจะดูคนที่รับยันต์เกราะเพชร มันตายเพราะถูกงูกัดสักคน ถ้าหากว่าแกตายฉันจะดีใจมาก

หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

ท่านผลหน้าซีด ปรากฏว่า ในขณะที่ท่านพูดพิษมันวิ่งขึ้นมาถึงเข่า แล้วก็ถอยไปปวดอยู่ปากแผล เดี๋ยวมันก็ปวดขึ้นมาถึงเข่า แล้วก็ปวดที่ปากแผล 3 ครั้ง พอวาระที่สามปรากฏว่า อาการปวดหายไปหมดเลย พิษหมดเลยพระผลดีใจมาก

บอกว่าหายปวดแล้วครับ หลวงพ่อปานก็บอกว่านั่นนะซิ ฉันแน่ใจว่ายันต์เกราะเพชรของฉันดี แต่ถ้าแกรับแล้วแกตายเพราะงูกัด ฉันก็จะเห็นว่าแกเป็นคนเลวมาก ไม่มีความเคารพในพระพุทธเจ้าเพราะว่ายันต์เกราะเพชรนี่ฉันอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าคุ้มครองนะไม่ใช่อื่น

ถ้าแกตายแล้วก็เป็นพระด้วย แกรับยันต์เพราะเพชรไปแล้วด้วย ถ้าถูกงูกัดแล้วตายเพราะงูพิษก็น่าจะตายหรอก เพราะว่าคนที่บวชแล้วไม่เคารพในพระพุทธเจ้า ไม่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา เป็นคนเลวก็ควรจะตาย แต่ว่าแกไม่ตาย นี่ก็แสดงว่าแกเป็นคนดีแล้ว ความมั่นคงในพระพุทธเจ้าใช้ได้ นี่ว่ากันถึงยันต์เกราะเพชร

หลวงพ่อฤาษี เป่ายันต์เกราะเพชรที่วัดท่าซุง หลวงพ่อเริ่มเป่ายันต์อย่างเป็นทางการครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๒๕ ที่ ศาลาพระพินิจอักษร คนมารับยันต์หลายพันคน ต้องทำพิธีเป่าอยู่หลายรอบ ครั้งที่ ๒ เมื่อ วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๒๖ ที่ ศาลา ๒ ไร่ ผู้คนแห่กันมาหลายหมื่นคน ต่อมาหลวงพ่อได้สร้างศาลา ๓ ไร่, ๔ ไร่ และศาลา ๑๒ ไร่ เพื่อรองรับศรัทธาเพราะ มีผู้มาร่วมพิธีเป่ายันต์กันมากขึ้นทุกปี ขนาดศาลา ๑๒ ไร่คนก็เต็มและต้องเป่าหลายรอบ

หลวงพ่อปาน

การเป่ายันต์ไม่ได้เป่าทีละคน หากแต่เป่าทีละเต็มศาลา กี่หมื่นกี่แสนคนก็เป่าพร้อมกันทีเดียว “พระ” ท่านบอกว่า เป่าทีเดียวทั่วจักรวาล จะอยู่มุมไหนของโลกก็ตาม ถ้าตั้งใจรับด้วยความเคารพ ก็มีผลเช่นเดียวกับคนที่มาเข้าพิธีด้วยตัวเอง…

หลวงพ่อจะให้ผู้รับยันต์ สมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐาน แล้วดูภาพยันต์ที่ตั้งไว้ในพิธี ตั้งใจจำภาพยันต์ไว้ในใจแล้วหลับตาภาวนาว่า พุทโธ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าหลวงพ่อจะบอกว่าเสร็จพิธี…

ยันต์เกราะเพชรคือพุทธานุภาพ ขณะที่เราหลับตาภาวนา พระพุทธเจ้าจะเปล่งฉัพพรรณรังสีลงมา ครอบคลุมท่านที่ตั้งใจรับยันต์ หลวงพ่อท่านจะคอยดูอยู่ พอพระท่านบอกว่าเต็มแล้ว หลวงพ่อก็จะบอกให้เลิกภาวนา…

เมื่อ ยันต์เกราะเพชรเริ่มจับตัว ผู้รับจะมีอาการต่าง ๆ กัน เช่นร้อนหู ร้อนหน้าขนลุกขนชัน หนักศีรษะ หรือ คันยุบยิบเหมือนมีตัวไรไต่ บางคนจับไข้ไปเลยอาการเหล่านี้จะทรงอยู่ไม่เกิน ๒-๓ วัน พอยันต์เข้าตัวหมดก็หายไปเอง…

ผู้ที่ถูกไสยศาสตร์มา ไม่ว่าจะเป็นคุณผี-คุณคน หรืออะไรก็ตามเมื่อเริ่มทำการเป่ายันต์ ท้าวจตุมหาราชและ บริวารจะช่วยขับของเหล่านั้นออกให้คนที่โดนของมาจะทั้งดิ้นทั้งร้อง ต้องปล่อยให้สงบไปเองเลิกดิ้นเลิกร้องเมื่อไร แปลว่า ของอาถรรพ์สลายตัวหมดแล้ว…

การเป่า ยันต์เกราะเพชร เป็นการปลุกเสกวัตถุมงคลไปในตัวด้วยใครมีวัตถุมงคล ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่อง ผ้ายันต์ ตะกรุด หรือ เครื่องรางใด ๆ ก็ตาม เวลาเข้าพิธีให้วางไว้บนตักตัวเอง เสร็จพิธีเป่ายันต์ ก็นำไปใช้ได้เลย…

การรักษายันต์เกราะเพชรให้อยู่กับตัว ผู้รับยันต์ไปต้องมีศีล ๕ บริสุทธิ์ หรืออย่างน้อย ต้องมีศีล ๒ ข้อ คือห้ามกินเหล้า และห้ามลักขโมยตอนเช้าต้องสวดมนต์ไว้พระ นึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาราธนาบารมีของท่าน ลงมาเป็นเกราะเพชรคลุมกายเรา ภาวนา “พุทโธ” ให้ใจสบาย แล้วกลืนน้ำลาย ๓ ครั้ง ถ้าทำแบบนี้ได้ทุกวัน อานุภาพของยันต์เกราะเพชร จะคุ้มครองรักษา ให้ท่านมีความปลอดภัยทุกประการ…

หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

ผู้ที่รับยันต์ไปแล้ว ถ้ารักษาไว้ได้จะมีอานุภาพดังนี้

๑. จะไม่ตายโหงอย่างเด็ดขาด
๒. จะไม่ตายด้วยพิษสัตว์ทุกชนิด
๓. ปลอดภัยจากไสยศาสตร์ทุกชนิด
๔. ไสยศาสตร์ทุกประเภท จะสะท้อนกลับไปเอง

ยันต์เกราะเพชร

ผู้รับยันต์ไปเป็นผู้ใหญ่ ถ้ารักษาไว้ด้วยดี เมื่อตายแล้วเผา จะมียันต์ติดอยู่ที่กระดูก สำหรับเด็กในท้อง ถ้าเป็นลูกชายคนหัวปี เมื่อคลอดออกมา จะมียันต์ติดอยู่ตามตัว เป็นลวดลายต่าง ๆ กันไป…

ลูกศิษย์หลวงพ่อหลายคน เมื่อตายแล้วเผามียันต์ติดที่กระดูก บางคนกระดูกลายเป็นพระธาตุไปเลย เด็กที่เกิดมามียันต์เกราะเพชรติดตัวเป็นจำนวนมาก บางคนลายเป็นแตงไทย บางคนหูดำทั้งสองข้าง บางคนเป็นยันต์เกราะเพชรอย่างชัดเจน…

รายหนึ่งอยู่ลพบุรี ผู้เป็นแม่รับยันต์ไปแล้ว ตั้งใจรักษาศีล ๘ อย่างเคร่งครัด ลูกเกิดมามียันต์เป็นสีแดง และปรากฏขึ้นทุกวันพระ อีกรายมียันต์ติดกระหม่อมเป็นรูปกงจักร ซึ่งลวดลายยันต์เหล่านี้จะค่อย ๆ ซึมเข้าเนื้อ ไปอยู่ที่กระดูกจนหมด

ขอบคุณบทความต้นฉบับ http://board.palungjit.com

ไขความลับ เหรียญ ๑ บาท พญาครุฑ ปี ๑๗ ทำไมถึงเชื่อว่ามีพลังป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้ ใครมีพกติดตัวไว้แล้วยิ่งดี (รายละเอียด)

เหรียญ ๑ บาท พญาครุฑ ปี ๒๕๑๗ นี้ หลายๆคนพกติดตัว เลี่ยมอย่างดี และเป็นที่ชื่นชอบของนักพจญไพร ว่า มีพลังงานบางอย่าง ที่สามารถขับไล่ภูตผีปีศาจ สิ่งอัปมงคลได้ ซึ่งหลายคนอาจสงสัยแล้วเหรียญอื่นๆมีพลังแบบเดียวกันหรือไม่ วันนี้เราจะพามาไขข้อข้องในในฉบับของโหราศาสตร์ในเรื่องนี้กัน

 เหรียญ ๑ บาท พญาครุฑ ปี ๑๗

ประการแรก รูปลักษณ์ของพญาครุฑ เหรียญครุฑรุ่นนี้ เป็นลักษณะเฉพาะ คือ ช่วงขาของครุฑ ในปี๒๕๑๗ นั้น เป็นลักษณะเหยียดตรง เพื่อโฉบเข้าไปจัดการเหยื่อ แม้เหรียญบาทปี ๒๕๑๕ นั้นจะมีลักษณะเดียวกัน แต่ลักษณะเหรียญเป็นเหลี่ยมๆ ไม่กลมเหมือนเหรียญปี ๒๕๑๗

พญาครุฑ ก็ต้องอาศัยธาตุลมในการออกฤทธิ์ ถ้าเหลี่ยมๆ ก็ไม่เป็นธาตุลม ในลักษณะของปีอื่นๆ จะเป็นลักษณะงอเข่าตลอดมีความแปลกน่าสนใจสำหรับปี ๒๕๑๗

 เหรียญ ๑ บาท พญาครุฑ ปี ๑๗

ประการที่สอง ตัวเลขของปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ใช้หลักเลขศาสตร์ของดวงดาว ตัวเลขเหล่านี้ แทนดวงดาวได้ด้วย จับคู่แรก ๒ กับ ๕ นี่คือคู่ธาตุดิน และ ๑ กับ ๗ เป็นคู่ธาตุไฟ และเหรียญกลม เป็นธาตุลม วัสดุเหรียญที่ทำ เป็นนิกเก้ล เกิดจากการหลอมเหลวของโลหะมีธาตุน้ำแฝงอยู่

จึงจัดได้ว่า เป็นเหรียญ ธาตุครบ และตัวเลข ๕๑๗ นี้ สำคัญนัก ที่จะดันให้พญาครุฑ มีกำลังมากโดยไม่ต้องปลุกเสกนั่นคือ ตำนานชาติเวร ที่นักโหราศาสตร์ต้องร่ำเรียนและจดจำ มาใช้ในการพยากรณ์ คือเรื่องของพระอินทร์ พญาครุฑ พญาราชสีย์ พญานาค พระราหู โดยเรื่องราวมีดังนี้

สุบรรณปฏิมา รูปปั้นเรซิ่นพญาครุฑ

ในปฐมกัลป์อันล่วงมานานแล้ว พระอาทิตย์ ๑ พระอังคาร ๓ พระฤหัสบดี ๕ พระเสาร์ ๗ ได้เกิดเป็นเทวดา สี่องค์ มีดำริ จะสร้างดิน แลน้ำ ไว้เป็นที่อาศัยแก่หมู่สัตว์ทั้งหลาย และมีความเห็นว่าพระราหูมีฤทธิ์มาก ควรจะเป็นกำลังในการสร้างครั้งนี้ด้วย

แต่พระราหูได้ตอบปฏิเสธไปอย่างไม่แยแสว่า ดูกรสหายทั้งสี่ อันตัวเรานี้จะอยู่บนดิน หรือในน้ำก็หามิได้.. การสร้างครั้งนี้ไม่เป็นประโยชน์แก่เรา ท่านจงสร้างโดยลำพังเองเถิด

เทพบุตรทั้งสี่ ก็มีความแค้นเคืองพระราหู เป็นอันมาก จึงกลับมาประชุมกัน สร้างดินและน้ำ ขึ้นตามความปรารถนา มีน้ำอมฤตเกิดขึ้นในครั้งนั้น แล้วเทวดาทั้งสี่ ได้แบ่งหน้าที่กันรักษา #พระพฤหัสบดี ๕ เป็นพระอินทร์ รักษาเขาสุเมรุราช #พระอาทิตย์ ๑ เป็นพญาครุฑ รักษาเขาสัตตปริพันธ์ทั้งเจ็ดพระอังคาร ๓ เป็นพระยาราชสีห์ รักษาป่าหิมพานต์ #พระเสาร์ ๗ เป็นพญานาค รักษาพระมหาสมุทร (จำตัวเลขกันไว้ดีๆนะ)

พญาครุฑ

ครั้นนานมา ถึงคราวจะเกิดกรรมวิบาก ชาติเวร แก่กัน พญาครุฑ (๑) ได้เห็นพญานาค (๗) ก็อยากจะกินเป็นอาหาร จึงได้สำแดงฤทธิ์เข้ารุกไล่พญานาค พญานาคสู้ไม่ได้ ก็หนีไปพึ่งพระราหูพระราหูจึงได้ ร้องตวาดพญาครุฑด้วยถ้อยคำอันหยาบช้าว่า เหวยๆ พญาครุฑ คิดทุจริต ทำร้ายมิตรสหาย

ว่าแล้ว พระราหู(๘) ก็ไล่พิฆาตพระอาทิตย์(๑) พระอาทิตย์ สู้ไม่ได้ก็หนีไปยังสำนักพระอินทร์(๕) พระราหู(๘)ไล่ไม่ทัน เกิดความกระหาย จึงตรงไปดื่มน้ำอมฤต พระอินทร์(๕) เห็นดังนั้นก็ทรงพิโรธพระราหู(๘) ที่บังอาจมาดื่มน้ำอมฤต และตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เหวยๆ ไอ้ราหู มึงไม่ได้อยู่ในน้ำ ไม่ได้อยู่บนดิน เหตุไฉน มาดื่มน้ำอมฤตของกูเล่า

ว่าแล้ว พระอินทร์(๕) ก็ได้ขว้างจักเพชร ต้องพระราหู กายขาดออกเป็นสองท่อน แต่หาตายไม่ ด้วยเหตุว่าได้ดื่มน้ำอมฤตนั้น พระราหูจึงได้หนีไปยังสำนักของตน

เลข ๕ (แทนดาวพฤหัสบดี) และ ๑ (แทนพระอาทิตย์) เป็นคู่มิตรใหญ่ เมื่อมาอยู่ติดกัน กำลังจึงล้นเหลือ และเมื่อ ๑ ไปอยู่ติดกับ ๗ (ดาวพระเสาร์) ได้คู่ธาตุไฟ กำลังมากทวีคูณ แม้กระทั่ง ๕ เองก็ยังได้คู่ธาตุ เลข พ.ศ.ที่มาบรรจุไว้ในเหรียญ จึงทำให้เหรียญมีพลังงาน ดันพระอาทิตย์ หรือพญาครุฑ ให้มีกำลังสูงมากๆ

พญาครุฑ

ประการสุดท้าย ในปี พ.ศ.๒๕๑๗ ดาวพฤหัสบดี (๕) ซึ่งเป็นตัวแทนของความเข้มขลัง ครูบาอาจารย์ พระสงฆ์ ฤาษี โคจรอยู่ที่ ราศี กุมภ์ ซึ่งมี ราหู(๘) เป็นเจ้าเรือน โดยตำนานชาติเวรนั้นราหูถูกสร้างจากผีโขมด แต่เมื่อมีดาวพฤหัสบดีโคจรเข้ามาแล้ว ผีโขมด สิ่งอัปมงคล ก็พลันสลายตายจากไปหมด

เหรียญ ๑ บาท พญาครุฑ

ทั้งหมดนี้ จึงทำให้เหรียญบาท พ.ศ.๒๕๑๗ เข้มขลังแม้ไม่ได้ผ่านการปลุกเสกแต่อย่างใด โดยอาศัยรูปลักษณ์ เลขศาสตร์จากดวงดาว และโหราศาสตร์ สร้างสรรค์ขึ้นมาเรียกรวมๆว่า ได้รับพลังงานจากธรรมชาตินั่นเอง

ผู้เขียนเองก็คิดว่า ผู้สร้างเหรียญปีนี้คงไม่ได้จงใจจะให้เป็นของขลังหรอกครับแต่ว่ามันถูกต้องตามหลักการหมดเลย นับว่าเป็นเรื่องแปลกมากเลยทีเดียว จึงนำมาเขียนให้อ่านกันใครกลัวผี ก็พกไว้ได้เลย แก้อาถรรพ์ ขับไล่ภูตผีปีศาจ นอนไม่ถูกอำ ด้วยฤทธิ์แห่งพญาครุฑ

เรียบเรียง / ขอขอบคุณ : โหราปุญ บุญอสุราฤทธิ์,เรื่องสยองของคนเห็นผี

เครื่องราง 2 สิ่ง ห้ามมีในบ้านเด็ดขาด ระวังชีวิตล่มจม ทำมาหากินไม่ขึ้น!!

“เครื่องรางของขลัง” เป็นความเชื่อที่มีมาแต่ช้านาน คนโบราณนิยมมีและพกติดตัวไว้เพื่อความเป็นสิริมงคล และแน่นอนว่ามีสิ่งของบางอย่างที่ไม่ควรมีด้วยเช่นกัน หากบ้านไหนมีจะสร้างความฉิบหายวายวอดให้กับบ้านหลังนั้น

ชูชก

1. ชูชก

ชูชก คือพระเทวทัต กลับชาติมาเกิด พระเทวทัต ก็คือคนเลวในสมัยพุทธกาล ที่เป็นคนวางแผนจัดการพระพุทธเจ้า และโดนพระแม่ธรณีสูบลงนรก

ชูชก

หากผู้ใดมีไว้หรือได้มาโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ให้นำไปฝังดินเท่านั้น หรือบริเวณจากชายตามถนนให้คนเหยียบซะลงไปในนรก

กุมาร

2. กุมาร

วิญญาณหรืออสุรกายที่เกิดจาการทำแท้ง วิญญาณเหล่านี้มีเวรมีกรรมต้องไปผุดไปเกิด เพื่อชดใช้กรรม กุมารเหล่านี้ไม่ใช่เทพ และไม่มีทางช่วยเหลือมนุษย์ได้ จึงไม่ควรนำมาอยู่ในบ้าน

สร้างเสริมดวงเฮง!! ด้วยเคล็ดบูชา ปลาตะเพียนเงินตะเพียนทอง

“ปลาตะเพียนเงิน-ปลาตะเพียนทอง” สมดั่งชื่อ มีแต่ความขยันหมั่นเพียร โชคลาภ เมตตา เชื่อกันว่าปลาตะเพียนเงิน-ทอง ช่วยเสริมส่งเรื่องโชคลาภให้ไหลมาเทมาได้ และให้คุณด้านเมตตามหาเสน่ห์ ทำให้มีแต่คนรักใคร่ ผู้ใหญ่อุปถัมภ์

ปลาตะเพียนเงินตะเพียนทอง

ปลาตะเพียน นั้นเป็นเครื่องหมายของความขยันหมั่นเพียร เป็นสิ่งเตือนใจผู้บูชาให้ระลึกอยู่เสมอว่าโชคลาภและความสิริมงคลนั้นต้องเริ่มจากตัวเราก่อน

ต้องรู้จักขยันมั่นเพียรแล้วสิ่งดีๆก็จะตามเข้าในชีวิต ในทางความเชื่อนั้น ปลาตะเพียนนั้นยังเป็นตัวแทนความมีชีวิตชีวา โชคลาภ ทำให้ผู้บูชานั้นกระตือรือร้นในการทำมาหากิน

ปลาตะเพียนเงินตะเพียนทอง

การจัดวางปลาตะเพียนเงิน-ตะเพียนทองที่ผ่านการปลุกเสกหรือผ่านพิธีกรรมมาแล้วนั้น ทำคล้ายกับไซดักทรัพย์คือต้องแขวนให้สูงติดกับเพดาน และควรแขวนอยู่ที่กลางห้อง เป็นห้องที่ใหญ่มีแสงสว่างส่องถึง

ควรให้ปลาทั้งสองนั้นหันหน้าเข้าหากัน ไม่ควรแขวนไว้บริเวณที่อัปมงคล เช่นหน้าห้องน้ำ ใต้บันได

ปลาตะเพียนเงินตะเพียนทอง

ในการบูชานั้นทำได้ไม่ยาก ต้องหมั่นทำความสะอาด โดยการนำปลาตะเพียนไปแช่น้ำมนต์ทุกเช้าก่อนเปิดร้าน จากนั้นให้อธิษฐานแต่สิ่งดี หลังจากนั้นให้นำน้ำมนต์ที่ได้ไปพรมบริเวณร้าน รวมทั้งหน้าร้านและสินค้าที่จะขาย

รวยไม่เลิกแน่!! แค่ บูชานางกวัก อย่างถูกวิธี โอม มหาสิทธิโชคอุดม

โอม มหาสิทธิโชคอุดม โอม ปู่เจ้าเขาเขียว มีลูกสาวคนเดียวชื่อนางกวัก.. หากเอ่ยชื่อนางกวัก ไม่ว่าคงก็รู้จัก เรามักจะเห็นนางกวักนั้นอยู่ตามร้านค้าต่างๆ เป็นที่นิยมบูชาของพ่อค้าและแม่ค้ากันมาก ต้นกำเนิดของนางกวักมาจากวรรณคดีเรื่อง “รามเกียรติ์”

เป็นลูกบุญธรรมของปู่เจ้าเขาเขียว เป็นกำพร้ามาตั้งแต่เด็ก มีนิสัยน่ารัก รูปร่างหน้าตาดี ใครเห็นใครก็นิยมชมชอบ

นางกวัก

ในเนื้อเรื่องนั้นปู่เจ้าเขาเขียวให้นางกวักไปอยู่กับหญิงที่ชื่อนางศรีประจันต์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นที่รังเกียจของชาวบ้านเป็นย่างมาก แต่พอนางกวักเข้าไปอยู่ด้วยไม่นาน ก็ทำให้ชาวบ้านนั้นกลับมีใจรักใคร่นางศรีประจันต์ อย่างผิดหูผิดตา

ดังนั้นทำให้คนที่บูชานางกวักนั้นเชื่อว่า นางกวักให้คุณในเรื่องของคามเจริญรุ่งเรืองในบ้านทำให้ครอบครัวอยู่อย่างร่มเย็น ทำให้เป็นที่รักของผู้อื่น หากทำกิจการค้าขายจะช่วยในเรื่องของการเรียกลูกค้า อีกทั้งยังนำพาโชคลาภเข้ามาสู่ตนเองและคนในครอบครัว

บูชา นางกวัก

การจัดวางนางกวัก โดยส่วนมากร้านค้า มักจะนำไปวางบนหิ้งที่อยู่หน้าร้าน ให้หันหน้าของนางกวักออกหน้าร้าน เพราะจะได้เรียกลูกค้าและโชคลาภ เงินทองเข้ามาในร้าน

หรือไม่ก็ตั้งหิ้งไว้ด้านขวาของประตูให้มือนางกวักอยู่ใกล้ประตูมากที่สุด แต่ควรตั้งหิ้งให้ตำกว่าหิ้งพระ ไม่ควรตั้งหิ้งไว้ต่ำหรือไว้ในที่สกปรกอัปมงคลอย่างเช่นหน้าห้องน้ำ ใต้บันได

การบูชานั้นควรบูชาทุกเช้าก่อนเริ่มเปิดกิจการหรือทำงาน เพื่อให้เป็นสิริมงคล และเป็นการเรียกเงินทองให้ไหลมาเทมา สิ่งที่ใช้บูชานั้นเป็นผลไม้ เครื่องคาวหวาน ดอกไม้สีแดงหรือสีขาวก็ได้

จากนั้นจุดธูป ๙ ดอก พร้อมด้วยเครื่องประดับผู้หญิง อย่างกำไล สร้อย ผ้าแพรหลากสี เป็นต้น จะทำให้อนุภาพของนางกวักนั้นมีมากขึ้น พร้อมทั้งท่องคาถาบูชานางกวักว่า

นางกวัก มหาลาภ

“โอม มหาสิทธิโชคอุดม โอม ปู่เจ้าเขาเขียว
มีลูกสาวคนเดียวชื่อนางกวัก
ชายเห็นชายรัก หญิงเห็นหญิงทัก รู้จักทั้งตำบลคนรักทั่วหน้า

บูชา นางกวัก

โอม พวกพานิชชาค้าหัวแหวน พากูไปค้าถือเมือง
ค้าแหวนก็ได้แสนทะนาน สารพัดการได้กำไรคล่องๆ
กูค้าเงินก็เต็มกอง ทองก็เต็มหาบ
กลับมาสามเดือนเป็นเศรษฐี สามปีเป็นเป็นพ่อค้าสำเภา
โอมปู่เจ้าเขาเขียว ประสิทธิ์ให้แก่กูคนเดียวสวาหะ”