อโศกมหาราชผู้ทรงธรรม พุทธศาสนูปถัมภกผู้ยิ่งใหญ่

ส.สีมา เขียนถึง “อโศกมหาราช” ผู้มีพระชนมชีพในห้วง พ.ศ. 218-260 ไว้ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมว่า… เรารู้จักอโศกมหาราชในอีกพระนามหนึ่งว่า ธรรมาโศก (อโศก ผู้ทรงธรรม) หรือศรีธรรมาโศกราช

พระองค์เป็นพระราชาองค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์โมริยะ (Maurya) ครองราชสมบัติ ณ นครปาฏลีบุตร ในห้วงปี พ.ศ. 218-260 ทรงเป็นพระราชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชมพูทวีป และทรงเป็นองค์เอก อัครศาสนูปถัมภกที่สําคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา

อโศกมหาราช

พระประวัติของอโศกมหาราชโดยพิสดารนั้นชวนให้เข้าใจว่าทรงมีเชื้อสายสืบต่อมาจากศากยวงศ์ คือ วงศ์ของพระพุทธเจ้าที่ถูกทําลายด้วยความแค้นของพระราชาวิฑูฑะภะแห่งแคว้นโกศล ทําให้พระญาติที่หลุดรอดจากการทําลายแตกหนีไปจํานวนมากนั้น มีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่เฉลียวฉลาดนามว่าจันทรคุปต์ ได้รวบรวมผู้คนเข้าด้วยกับกองทัพอเล็กซานเดอร์มหาราช แต่ต่อมาเกิดผิดใจกันและจันทรคุปต์ถูกจับ แต่ก็หนีมาตั้งกองทัพใหม่เป็นอิสระได้ ให้พอดีอเล็กซานเดอร์มหาราชยกทัพกลับกรีก แต่ไม่ถึงกรีกด้วยสวรรคตเสียก่อนที่เมืองบาบิโลน จึงเป็นโอกาสดีของจันทรคุปต์ ได้รวบรวมผู้คนมากพอและสถาปนาราชวงศ์โมริยะขึ้น และจัดทัพเข้ายึดนครราชคฤห์แห่งแคว้นมคธได้ แต่ได้ย้ายราชธานีใหม่ไปอยู่เมืองปาฏลีบุตร

กว่าจะยึดราชคฤห์ได้และสถาปนาปาฏลีบุตรเป็นราชธานีนั้น มีเกร็ดประวัติศาสตร์เล็กๆ เชิงยุทธศาสตร์ที่แยบยลอย่างหนึ่งในการขยายอาณาจักรของราชวงศ์โมริยะให้กว้างขวางขึ้นอย่างชาญฉลาด เรื่องมีอยู่ว่าขณะที่พระราชาจันทรคุปต์ยังมีกองทัพไม่เข้มแข็งมากนัก และซ่องสุมผู้คนหลบซ่อนกองทัพใหญ่ของข้าศึกที่แข็งแรงกว่านั้น วันหนึ่งทรงได้ยินแม่ผู้หนึ่งสอนลูกกินขนมเบื้องว่าให้กัดกินจากริมไปทีละเล็กละน้อยก่อนจะเข้าไปกินตรงกลาง เพราะถ้ากัดตรงกลางทันทีก็ย่อมจะร้อนต้องคายทิ้ง

“มึงมันลูกโจร จันทรคุปต์ ยังมีกองกําลังไม่แก่กล้าก็โหมเข้าตีเมืองใหญ่ ย่อมต้องพ่ายแพ้แน่นอน ก็เหมือนถึงโลกกล้ากัดขนมเบื้องตรงกลางที่กําลังร้อน แทนที่จะค่อยๆ เต็มตีเมืองเล็กไปก่อน”

จันทรคุปต์ได้ยินแม่ผู้นั้นด่าลูกและพาดพิงถึงตนก็ได้คิด แต่ไม่ได้โกรธเคืองอะไร โดยปรับปรุงการรบเสียใหม่ จนชนะคู่ต่อสู้และยึดราชคฤห์ได้ และคู่ศึกต่อมาก็คือพระราชาเซลอยโกส ขุนพลดั้งเดิมของอเล็กซานเดอร์มหาราช เชื้อสายกรีกผู้ครองแคว้นคันธารราฐ ที่ยอมหย่าทัพและยอมยกราชธิดาให้พระราชาจันทรคุปต์ด้วย

พระราชาจันทรคุปต์องค์นี้ คือต้นราชวงศ์โมริยะ และเป็นสมเด็จปู่ของอโศกมหาราช เมื่อพระราชาจันทรคุปต์สวรรคต พระราชาพินทุสาร พระโอรสได้ครองราชย์ต่อมา ทรงขยายราชอาณาจักรกว้างขวางมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

อโศกมหาราชเป็นโอรสที่พระบิดาโปรดปราน ได้เป็นอุปราชและได้ครองเมืองอุชเชนี แห่งแคว้นอวันตี (อุชเชนีอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของนครราชคฤห์ แคว้นมคธ เป็นเมืองที่คาร์ล เจลเลอรุพ สมมุติให้เป็นเมืองของกามนิตในวรรณกรรมเรื่องวาสิฏฐี)

เมื่อพระบิดาคือพระราชาพินทุสารสวรรคต อโศกมหาราชทรงได้ราชสมบัติเมื่อปี พ.ศ. 270 ทรงพระนามว่า พระราชาอโศกปิยทัสสี (ครองราชสมบัติ 41 ปี สวรรคตเมื่อ ปี พ.ศ. 311)

เมื่อครองราชสมบัติก็ทรงเจริญรอยตามพระบิดาคือขยายพระราชอาณาจักร โจมตีแคว้นต่างๆ ให้มายอมอยู่ในพระอํานาจ แคว้นสําคัญคือกะลิงคะซึ่งอยู่ตอนใต้แคว้นมคธ สงครามที่นี่สู้รบกันดุเดือดที่สุดและโหดร้ายที่สุด แม้อโศกมหาราชจะเป็นผู้ชนะ แต่ก็สูญเสียไพร่พลมหาศาล สําหรับกะลิงคะแล้วไม่ต้องพูดถึง ไพร่พลล้มตาย สูญหายและถูกจับเป็นเชลยมากกว่ามาก

วิบัติแห่งสงครามครั้งนี้ ทําให้อโศกมหาราชทรงเศร้าพระทัยเป็นอย่างยิ่ง และหันมานับถือพระพุทธศาสนาโดยทันที ทรงเจริญศีล ละเว้นปาณาติบาตอย่างเคร่งครัด กับอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง โดยจัดสร้างวัดหรือวิหารถึง 84,000 แห่ง ซึ่งปรากฏอยู่ทุกแคว้นทุกเมืองในชมพูทวีป ประหนึ่งว่าจะลบพระนามอโศกผู้โหดเหี้ยม (จัณฑาโศก) ให้เลือนหายไปด้วย เคยกระทําการฆ่าพี่น้องไม่น้อยกว่าร้อยองค์เพื่อขึ้นครองราชสมบัติแต่ผู้เดียว

อโศกมหาราช

ต่อเมื่อพลิกกลับพระทัยมานับถือพุทธศาสนา จึงได้พระนามใหม่ว่า ธรรมาโศกหรืออโศกผู้ทรงธรรม และรู้จักกันทั่วไปอีกพระนามหนึ่งว่า “ศรีธรรมาโศกราช” ทรงเป็นผู้ชนะอย่างแท้จริงด้วยธรรมพิชัย (ชัยชนะโดยธรรม) ทรงประกาศพุทธศาสนาขึ้นเป็นประธานสําหรับประเทศ ยอมอุทิศพระองค์เป็นอุบาสกและทรงผนวชเป็นพระภิกษุอยู่ครั้งหนึ่งและเคยเสด็จไปนมัสการถึงสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่งด้วย

อนึ่ง มีเรื่องเล่าว่าทรงได้พระสติเกิดแรงจูงใจจากการได้สนทนากับสามเณรน้อยองค์หนึ่งนามว่านิโครธะ ผู้มีท่าที่อันสงบ สมบูรณ์ด้วยอิริยาบถสมณสารูป สามเณรน้อยองค์นี้แท้จริงเป็นพระญาติสนิทที่รอดพ้นจากการถูกเข่นฆ่าครั้งเมื่อแย่งชิงราชสมบัติ

ภารกิจหลักที่ทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนา มี 3 อย่าง คือ การสร้างพุทธเจดียสถาน การสังคายนาพระธรรมวินัยและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังนานาประเทศ

อย่างแรกคือให้สร้างสถูปบรรจุพระสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ในที่ต่างๆ ทั้งในอินเดียและลังกาทวีป อย่างที่ 2 ทรงให้ทําตติสังคายนาที่นครปาฏลีบุตรอีกครั้งหนึ่งเพื่อกลั่นกรองพระธรรมวินัยให้ตรงตามวาทะของพระอริยสาวก ครั้งเมื่อทําปฐมสังคายนา ส่วนประการสุดท้ายคือการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังนานาประเทศ เช่น คันธาระประเทศ (อัฟกานิสถาน) เปอร์เซีย ลังกาทวีป (ศรีลังกา) สุวรรณภูมิประเทศ เป็นต้น

กล่าวสําหรับหลักศิลาเสาอโศก (จารึกธรรมโองการ) อันเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นเสาหินสูง ประดับยอดเสาด้วยรูปสิงห์ 4 ตัวทูนธรรมจักรปรากฏทั่วราชอาณาจักรที่ขุดค้นได้มี 12 แห่ง โดยเฉพาะที่สารนาถปฐมเทศนา เป็นเสาศิลาที่สง่างาม สําคัญและรู้จักกันมากที่สุด

สิงห์ทั้งสี่ดังกล่าว ท่านอาจารย์พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) อธิบายว่าหมายถึงพระราชอํานาจของอโศกมหาราชที่แผ่ไปทั่ว ทั้ง 4 ทิศ

สิงห์ทูนธรรมจักรนั้น มีความ หมายว่าอํานาจรัฐถือเป็นธรรมใหญ่ เชิดชูบูชาธรรมและหนุนการแผ่ขยายธรรมไปทั่วทิศทั้งสี่

สิงห์ทูนธรรมจักรยอดเสาศิลานี้ รัฐบาลอินเดียครั้งได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2490 ได้ใช้เป็นตราสัญลักษณ์ตรงกลางผืนธงชาติเป็นตราแผ่นดินตราบจนปัจจุบันนี้

ที่มาข้อมูล – ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมิถุนายน 2555

เรื่องราวของ “พระเจ้าอโศกมหาราช” จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเมารยะ

เรื่องราวของ “พระเจ้าอโศกมหาราช” จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเมารยะ

…เรื่องราวการเดินทางชีวิตของ “อโศก” เด็กหนุ่มผู้ไม่รู้ถึงชาติกำเนิดและสายเลือดขัตติยาที่ตัวเองมี สู่เส้นทางของมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในชมพูทวีป เส้นทางที่ต้องก้าวข้ามอุปสรรค ขวากหนาม แม้จะต้องแลกด้วยการทำลายล้างชีวิตเรือนแสนเพื่อความยิ่งใหญ่บนบัลลังก์ราชา

“อโศกมหาราช” บุคคลผู้เป็นตำนานกว่า 2,000 ปี “ทรราช” สู่ “มหาราช” แห่งชมพูทวีปผู้รวมผืนแผ่นดินอินเดียให้กลายเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ ผู้ละทิ้งซากศพแห่งสงครามมุ่งสู่ทางธรรม บุคคลผู้ส่งพระสมณทูต 9 สายไปทั่วโลกและทำให้พระพุทธศาสนาเผยแผ่และดำรงอยู่ในประเทศไทยขจรไกลและเจริญรุ่งเรืองตราบเช่นทุกวันนี้

พระเจ้าอโศกมหาราช

เรื่องย่อซีรี่ส์อินเดียฟอร์มยักษ์ อโศกมหาราช – เรื่องราวความเป็นมาของชีวิตและความรักระหว่างพระเจ้าพินทุสาร และนางธรรมา ผู้เป็นพระบิดาและพระมารดาของพระเจ้าอโศก พระเจ้าพินทุสารทรงเป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบันของแคว้นมคธ และพระองค์ทรงถูกเกลียดชังจาก พระนางเฮเลน่า ผู้เป็นพระชายาอีกคนหนึ่งของพระเจ้าจัทรคุปต์ พระบิดาของพระเจ้าพินทุสารและปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์เมารยะ พระเจ้าพินทุสารทรงถูกบริวารของพระนางเฮเลน่าทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส แต่มีหญิงสาวชาวบ้านมาพบและช่วยเหลือพระองค์ไว้ หญิงสาวผู้มีรูปโฉมงดงามและเฉลียวฉลาดมีนามว่า ศุภัทรางคี หรือธรรมา พระเจ้าพินทุสารทรงรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณและความสามารถของนาง พระองค์ทรงตกหลุมรักนางและสมรสกัน นางธรรมาตั้งครรภ์โดยไม่ทราบเรื่องราวที่แท้จริงว่า พระเจ้าพินทุสารทรงเป็นกษัตริย์ ความจริงปรากฏเมื่อมีราชบริวารมารับตัวพระเจ้าพินทุสารกลับไป ซึ่งนางก็ยอมให้พระองค์ไปและไม่ได้ทูลบอกเรื่องที่นางตั้งครรภ์ให้ทรงทราบ นางธรรมาได้ให้กำเนิดทารกเพศชายและตั้งชื่อเขาว่า “อโศก” (ปราศจากทุกข์โศก)

พระเจ้าอโศกมหาราช

14 ปีต่อมา
เรื่องราวชีวิตวัยเด็กของพระเจ้าอโศก พระองค์ได้รับการช่วยเหลือจากจาณักยะ เพื่อผ่านอุปสรรคต่างๆ นางธรรมาไม่ได้บอกเรื่องของพ่อให้เจ้าชายอโศกได้รับรู้ นางต้องการให้เขาได้ใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชน แต่ต่อมา เจ้าชายอโศกก็ได้รับรู้จากหลักฐานหลายๆ อย่าง และพยายามให้พระเจ้าพินทุสารและนางธรรมากลับมาอยู่ด้วยกัน จาณักยะเชื่อว่า เจ้าชายอโศกจะเป็นผู้ปกครองที่ดีของแคว้นมคธ เพราะความไม่เห็นแก่ตัวและคำปฏิญาณที่จะรับใช้มาตุภูมิจนกว่าลมหายใจสุดท้ายของชีวิต แต่เจ้าชายอโศกไม่เคยคิดหวังจะขึ้นครองราชย์ และเชื่อว่าน้องชายต่างมารดาอย่าง เจ้าชายสยามัค จะเป็นกษัตริย์ที่เพียบพร้อมของแคว้นมคธได้

จาณักยะกับราธาคุปต์และเหล่าบริวาร ต้องวุ่นวายกับการปกป้องราชบัลลังก์ของแคว้นมคธจากความชั่วร้ายของพระนางเฮเลน่าและศัตรูของแคว้น จาณักยะได้ปฏิญาณว่าจะปกป้องมาตุภูมิ และขัดขวางพระนางเฮเลน่าอย่างสุดความสามารถ ซึ่งพระนางเฮเลน่าก็ได้วางแผนสังหารเขาในภายหลัง พระนางจารุมิตราฝึกฝนมนต์ดำ เพื่อทำร้ายนางธรรมา เจ้าชายสุศิมทรงเกลียดชังจาณักยะ เพราะเขามักจะช่วยเหลือเจ้าชายอโศกเสมอ ขณะที่ขัลลาตักมักจะอิจฉาจาณักยะ เพราะพระเจ้าพินทุสารทรงชื่นชมจาณักยะมากกว่าตน ดังนั้น พระนางเฮเลน่าจึงทรงร่วมมือกับพระนางจารุมิตรา เจ้าชายสุศิม ขัลลาตัก และเจ้าชายสยามัคที่เข้าร่วมแผนการนี้ด้วย พวกเขาสังหารจาณักยะ ซึ่งก่อนตาย จาณักยะได้บอกกับเจ้าชายอโศกว่า หนทางเดียวที่จะช่วยมาตุภูมิได้คือ เจ้าชายอโศกต้องขึ้นเป็นจักรพรรดิ์ของแคว้นมคธ เจ้าชายอโศกเชื่อว่า จาณักยะถูกสังหารโดยศัตรูของแคว้นมคธ จึงตั้งใจว่า จะหาตัวคนผิดมาลงโทษ และทำให้ความต้องการสุดท้ายของจาณักยะเป็นจริง โดยการเป็นจักรพรรดิ์ของแคว้นมคธ

เพื่อการกำจัดทรราชอย่างกีจักให้สิ้นซาก เจ้าชายอโศกจึงเดินทางไปเมืองตักสิลา พระองค์ได้พบกับเจ้าหญิงกรกี เกิดเป็นความสัมพันธ์อันดีต่อกัน สร้างความไม่พอใจแก่พระเจ้าชคันนาถ พระบิดาของนาง ต่อมา เจ้าชายอโศกได้กลับมาที่เมืองปาฏลีบุตร และทราบถึงตัวคนร้ายที่สังหารจาณักยะ จึงต้องการจับคนร้ายมาลงโทษ สถานการณ์บีบบังคับให้เจ้าชายอโศกต้องโจมตีพระเจ้าพินทุสารและทำให้เจ้าชายสุศิมบาดเจ็บ ด้วยความโกรธเกรี้ยว พระเจ้าพินทุสารจึงขับไล่เจ้าชายอโศกออกจากเมือง นางธรรมาจึงออกจากเมืองไปกับเจ้าชายอโศก ทั้งคู่ย้ายไปอยู่ที่เมือง อุชเชน

10 ปีต่อมา
เจ้าชายอโศก นางธรรมา และน้องชายของเจ้าชายอโศกนามว่า วิท อาศัยอยู่ด้วยกันในบ้านของพ่อค้าที่เมืองอุชเชน เจ้าชายอโศกได้สนิทสนมกับลูกสาวของพ่อค้านามว่า เทวี และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ฝั่งแคว้นมคธ เจ้าชายสุศิมแข็งแกร่งขึ้นมากจากมนต์ดำของพระนางจารุมิตรา เจ้าชายอโศกได้พบกับเจ้าชายสุศิมอีกครั้ง พวกเขาต่อสู้กันจนนางธรรมาและวิทต้องเข้ามาห้าม ทำให้ทุกคนจำพวกเขาได้ พระเจ้าพินทุสารทรงยกโทษให้แก่เจ้าชายอโศกและชักชวนให้กลับเมืองปาฏลีบุตร นางธรรมาและวิทจึงกลับไป แต่เจ้าชายอโศกปฏิเสธคำเชิญนั้น พระองค์มุ่งหน้าเข้าป่าและพบกับเจ้าหญิงกรกีอีกครั้ง

การเตรียมงานอภิเษกสมรสของเจ้าชายอโศกกับเจ้าหญิงกรกีได้เริ่มต้นขึ้น นางธรรมาและนางเทวีได้ไปหานักทำนาย และทราบว่า งานสมรสครั้งนี้จะเต็มไปด้วยอุปสรรคและประชาชนบริสุทธิ์จำนวนมากจะถูกสังหารในสงครามกาลิงคะ ด้วยความหวาดกลัว นางธรรมาจึงตัดสินใจให้เจ้าชายอโศกสมรสกับนางเทวีแทนพระเจ้าชคันนาถ กล่าวกับพระเจ้าพินทุสารว่า เจ้าชายอโศกจะสามารถสมรสกับเจ้าหญิงกรกีได้ ก็ต่อเมื่อพระเจ้าพินทุสารทรงให้เจ้าชายอโศกสืบทอดบัลลังก์ต่อเท่านั้น ซึ่งพระเจ้าพินทุสารก็ทรงตกลง เมื่อถึงงานเสกสมรส เจ้าชายอโศกทรงรับรู้คำทำนายแห่งความโชคร้ายนั้น จึงทรงปฏิเสธการสมรสกับเจ้าหญิงกรกี แล้วสมรสกับนางเทวีแทน สร้างความไม่พอพระทัยแก่พระเจ้าชคันนาถเป็นอย่างมาก จึงเกิดเหตุวิวาทกัน

หลังจากการสวรรคตของพระเจ้าพินทุสาร เจ้าชายสุศิมและเจ้าชายอโศกได้ต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์กัน เป็นเหตุให้เจ้าชายสุศิมสวรรคต เจ้าชายอโศกได้สถาปนาตนขึ้นเป็น “จักรพรรดิ์อโศกแห่งเมารยะ” เรื่องราวจบลงที่สงครามกาลิงคะ สงครามนองเลือดครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายที่กลายเป็นตราบาปในชีวิตของพระเจ้าอโศก และทำให้พระองค์หันเข้าหาทางธรรมเป็นที่พึ่งในการปกครอง เป็นที่มาของตำนาน “อโศกผู้ทรงธรรม”

ที่มาข้อมูล – MGR

อโศกมหาราชผู้ทรงธรรม พุทธศาสนูปถัมภกผู้ยิ่งใหญ่