อริยสัจ ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ

“เราทั้งหลายเป็นผู้ที่มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว”
อาทิ ความแก่ ความเจ็บ ความพลัดพรากสูญเสีย
และความตาย การรู้ว่ามีสิ่งเหล่านี้รอเราอยู่ข้างหน้า
จะช่วยเตือนใจ ให้เราไม่ใช้ชีวิตอย่างประมาท

ผลงาน อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

เป็นหลักคำสอนหนึ่งของพระโคตมพุทธเจ้า แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยบุคคล หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มีอยู่ 4 ประการ คือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และ หนทางไปสู่ความดับทุกข์ ความจริงเหล่านี้เรียกว่า อริยสัจ 4

1. ทุกข์
คือ การมีอยู่ของทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ และตายล้วนเป็นทุกข์ ความเศร้าโศก ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความวิตกกังวล ความกลัวและความผิดหวังล้วนเป็น ทุกข์ การพลัดพรากจากของที่รักก็เป็นทุกข์ ความเกลียดก็เป็นทุกข์ ความอยาก ความยึดมั่นถือมั่น ความยึดติดในขันธ์ทั้ง 5 ล้วนเป็นทุกข์

2. สมุทัย
คือ เหตุแห่งทุกข์ เพราะอวิชา ผู้คนจึงไม่สามารถเห็นความจริงของชีวิต พวกเขาตกอยู่ในเปลวเพลิงแห่งตัณหา ความโกรธ ความอิจฉาริษยา ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล ความกลัว และความผิดหวัง

3. นิโรธ
คือ ความดับทุกข์ การเข้าใจความจริงของชีวิตนำไปสู่การดับความเศร้า โศกทั้งมวล อันยังให้เกิดความสงบและความเบิกบาน

4. มรรค
คือ หนทางนำไปสู่ความดับทุกข์ อันได้แก่ อริยมรรค 8 ซึ่งได้รับการหล่อ เลี้ยงด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีสติความมีสตินำไปสู่สมาธิและปัญญาซึ่งจะปลดปล่อย ให้พ้นจากความทุกข์และความโศกเศร้าทั้งมวลอันจะนำไปสู่ความศานติและ ความเบิกบาน พระพุทธองค์ได้ทรงเมตตานำทางพวกเราไปตามหนทางแห่งความรู้แจ้งนี้

1. สัมมาทิฐิ (ความเห็นที่ถูกต้อง) หมายถึง ความรู้ในอริยสัจ ๔
2. สัมมาสังกัปปะ (ความคิดที่ถูกต้อง) หมายถึง ความคิดในการออกจากกาม ความไม่พยาบาท และการไม่เบียดเบียน
3. สัมมาวาจา (วาจาที่ถูกต้อง) หมายถึง การเว้นจากการพูดเท็จ หยาบคาย ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ
4. สัมมากัมมันตะ (การปฏิบัติที่ถูกต้อง) หมายถึง เจตนาละเว้นจากการฆ่า โจรกรรม และการประพฤติผิดในกาม
5. สัมมาอาชีวะ (การหาเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง) หมายถึง การเว้นจากมิจฉาชีพ
6. สัมมาวายามะ (ความเพียรที่ถูกต้อง) หมายถึง สัมมัปปธาน ๔ คือ ความพยายามป้องกันอกุศลที่ยังไม่เกิด ละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ทำกุศลที่ยังไม่เกิด และดำรงรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว
7. สัมมาสติ (การมีสติที่ถูกต้อง) หมายถึง สติปัฏฐาน ๔
8. สัมมาสมาธิ (การมีสมาธิที่ถูกต้อง) หมายถึง ฌาน ๔

เมื่อเทียบกับหลักไตรสิกขา องค์มรรคข้อ 1-2 เป็นปัญญา ข้อ 3-4-5 เป็นศีล และข้อ 6-7-8 เป็นสมาธิ

วยธมฺมา สงฺขารา
สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมเป็นธรรมดา

อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ
ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเทอญ

จงหมั่นเจริญสติ จงตื่นรู้กับปัจจุบันขนาด ในทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหว จงหมั่นเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

ไม่เคยมีใครสอนเรื่องนี้ แม้ในอินเดียเขาก็สอนกันอย่างอื่น

“ เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท กับเรื่อง อริยสัจ น่ะมันเรื่องเดียวกัน ความทุกข์เป็นอย่างนี้ คือไม่น่าปรารถนา อริยสัจก็บอกสั้นๆว่ามันเกิดมาจาก “ตัณหา” แต่ถ้าจะต่อให้ถูกต้อง มันเกิดมาจากกระแสปฏิจจสมุปบาทฝ่ายผิดฝ่ายโง่ มันมีตัณหารวมอยู่ในกระแสนั้นด้วย เมื่อตะกี้ก็พูดแล้ว มีอายตนะ มีวิญญาณ มีผัสสะ มีเวทนา มีตัณหา แล้วจึงมีอุปาทาน มีภพ มีชาติ มันมีตัณหาอยู่เป็นแกนกลางของปฏิจจสมุปบาท

ฉะนั้น อริยสัจ ในส่วนทุกข์กับสมุทัย ก็คือ ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายสมุทยวาร เต็ม เต็มที่, อริยสัจฝ่ายดับทุกข์ ทุกข์กับนิโรธ ก็คือ ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวาร เต็มที่ มีสติคุมอายตนะ มีวิญญาณฉลาด มีผัสสะฉลาด มีเวทนาฉลาด แล้วก็ไม่เกิดตัณหา ไม่เกิดทุกข์ ฝ่ายนี้เรียก ฝ่ายดับทุกข์

ชีวิตเป็นเพียง “กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท”

ที่นี้ ที่จะทําให้เป็นอย่างนั้นได้น่ะ ทําอย่างไร ก็ตอบสั้นๆนี้ ก็ด้วยสติ สัมปชัญญะ ถ้าตอบให้ยาวก็ตอบว่ามี อริยมรรคมีองค์ ๘ มรรคมีองค์ ๘ รวมสติ สัมปชัญญะ ปัญญา สมาธิ อยู่ที่นั่น ก็เรื่องเดียวกันแท้ แต่ว่าพูดกันคนละแง่ พูดกันคนละฝ่าย เพื่อให้มันเข้าใจง่ายไปตามกรณีที่จะต้องพูด ฉะนั้น การรู้เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ก็คือการรู้เรื่องอริยสัจ ฉะนั้นขอให้มองเห็นความสําคัญของเรื่องปฏิจจสมุปบาท เรื่องเต็ม เรียกเต็มที่ว่า “อิทัปปัจยตาปฏิจจสมุปบาท”

พุทธทาสภิกขุ

ไม่เคยมีใครสอนเรื่องนี้แม้ในอินเดีย เขาสอนกันอย่างอื่น ความทุกข์เกิดจากอย่างอื่น เกิดจากพระเป็นเจ้า เกิดจากอะไรก็ไม่รู้ ตามใจเขา แต่ว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องความทุกข์มันเกิดมาจากอวิชชา ในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท กําจัดอวิชชาเสีย กระแสปฏิจจสมุปบาทฝ่ายที่จะเกิดทุกข์มันก็เป็นไปไม่ได้ มันกลับเกิดฝ่ายที่เป็นวิชชา เป็นความถูกต้อง แล้วมันก็ดับทุกข์ขึ้นมาแทน”

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายหัวข้อเรื่อง “ปฏิจจสมุปบาทที่ควรศึกษา” บรรยายเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๓๔