‘หลวงปู่สรวง’ ท่านแนะไว้ใครเจ็บป่วย รักษาไม่หาย สวด ‘คาถาต่ออายุ’ แล้วจะพบว่าปาฎิหาริย์มีจริง

พระคาถาต่ออายุ (ฉบับหลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน) เรื่องราวของหลวงปู่สรวงเต็มไปด้วยเรื่องราวหลากฤทธิ์พิสดาร มีอภินิหารต่างเล่าขานกันมาจากปากต่อปากสื่อสิ่งพิมพ์ตีแผ่เรื่องราวของหลวงปู่สรวงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นที่กล่าวขานมาจนทุกวันนี้

หลวงปู่สรวง

“หลวงปู่สรวง” เป็นชาวกัมพูชา ท่านได้เดินทางมาอยู่บริเวณอำเภอขุนหาญและอำเภอขุขันธ์ แถบชายแดนตามเชิงเขาพนมดังรัก (พนมดองเร็ก) ซึ่งเป็นเขตกั้นกลางระหว่างประเทศกัมพูชา ได้พักอาศัยอยู่ตามกระท่อมในไร่นาของชาวบ้านโคก และเวียนไปในที่ต่างๆ นานๆ ก็จะกลับมาให้เห็น ณ ที่เดิมอีก

ในสายตาและความเข้าใจของชาวบ้านในสมัยนั้นมองท่านว่าเป็นผู้มีคุณวิเศษแตกต่างจากบุคคลทั่วไป และเรียกขานท่านว่า “ลูกเอ็อวเบ๊าะ” หรือ “ลูกตาเบ๊าะ” (เป็นภาษาเขมร หมายถึงพระดาบสที่เป็นผู้รักษาศีลอยู่ตามถ้ำตามป่าเขา)

พระคาถาต่ออายุ

พระคาถาต่ออายุ

หลวงปู่สรวง

พระคาถาต่ออายุฉบับดังกล่าว ข้าพเจ้ามิได้เขียนขึ้นมาเอง แต่คัดลอกมาจากหนังสือสวดมนต์ที่หลวงปู่ได้มอบไว้ให้ เมื่อประมาณเดือน กรกฎาคม ๒๕๔๓ ที่บ้านตะเคียนราม

บ้านเลขที่ ๕๒ หมู่ ๑๔ ต. ตะเคียนราม อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ และประกอบกับหลวงปู่ได้ขอที่จะมาอยู่ด้วยที่บ้านหลังนี้ เพื่อให้หายจากอาการป่วยของหลวงปู่ ตัวข้าพเจ้าเองไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคาถาดังกล่าวหมายถึงอะไร หลวงปู่ให้ไว้ทำไม เมื่อวันที่กล่าวเวลาประมาณตีหนึ่งเศษๆ หลวงปู่ก็ได้พูดว่า มาให้หายก็คงไม่หายและก็ได้ออกจากบ้านหลังนี้

รวมระยะเวลาแล้วก็คงจะประมาณ ๑๕ ชั่วโมง ก็มีข่าวว่าหลวงปู่ได้ละสังขาร คงจะเป็นผู้โง่เขลาเบาปัญญาของข้าพเจ้าเองที่ขาดความพิจารณา ที่ไม่มีความคิดและไม่ได้ท่องคาถาดังกล่าว เพื่อถวายหลวงปู่จนกระทั่งวันนี้เมื่อข้าพเจ้าเห็นหนังสือเล่มดังกล่าวแล้ว รู้สึกเวทนาตัวเองเป็นยิ่งนัก

พิมพ์คัดลอกมาจากหนังสือ“หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน” หน้า ๕๗-๕๘

พระคาถาอัญเชิญญาณบารมี “หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน” ไว้ป้องกันภัย มีเงินใช้ไม่ขาดมือ

พระคาถาอัญเชิญญาณบารมี “ หลวงปู่สรวง เทวดาเดินดิน ” ไว้ป้องกันภัย มีเงินใช้ไม่ขาดมือ..ดีแน่นอนประสบการณ์อภินิหาร เพื่อเผยแผ่กิตติคุณเป็นสังฆบูชา…สาธุ!!

พระอาจารย์บุญช่วย เมตตาให้พระคาถาเชิญญาณบารมีหลวงปู่สรวง และอนุญาตให้เผยแพร่ได้ คาถานี้ท่านเล่าว่าต้องขึ้นไปบนเขากุเลนจากนั้นอาจารย์จันตึ๊บ จึงบอกคาถาให้ เนื้อความคาถามีดังนี้

๑ ท่องนะโม ๓ จบ
๒ อิลิเมี๊ยะอ็องสรวงสัมปันโน อิติปิโส นะโมพุทเธียเยีย อิสวาสุติมหาบันดาลสัจจัง อิริกิเป
๓ ให้หมั่นภาวนา คาถา “อะกรึงกะ” คำนี้กันภัยได้ ท่องประจำให้เกิดญาณหยั่งรู้ว่าภัยจะมาเมื่อไหร่ หลงหลีกป้องกันได้ทุกประการ
๔ ท่องภาวนาคำว่า “บายตึ๊กเจีย” ทำให้ร่มเย็นเป็นสุข มีเงินมีทองไม่ขาด

หลวงพ่อบุญช่วยท่านเล่าว่า ทั้ง ๔ ท่านคือ หลวงปู่สรวงหรือลูกตาเบ๊าะ หลวงปู่สะเดิงหรือดาบสจันตึบ หลวงปู่รชรัตน์ หลวงปู่พระองค์พลึง เป็นผู้สำเร็จธาตุ ๔ ดินน้ำลมไฟ เป็นผู้เหนือโลก แต่บำเพ็ญเป็นพระโพธิสัตว์ โปรดผู้หวังดีต่อพระศาสนา

ท่านจะอยู่จะตายสุดแท้แต่ท่านและทุกท่านสำเร็จวิชาตายคืน คือตายแล้วทิ้งร่างก็ได้ประกอบร่างใหม่เอา หรือเอาดวงจิตไปไว้ที่ร่างไหนๆก็ตามสะดวก ศาสตร์นี้คือสุดยอดของวิญญาณศาสตร์ที่แต่โบราณผู้สำเร็จมีน้อย ดังนั้นการท่องคาถาการปลุกเสกทุกอย่าง หลวงพ่อบุญช่วยท่านจะเชิญท่านผู้สำเร็จทั้ง ๔ มาอธิษฐานจิตปลุกเสกหรือทำพิธีต่างๆให้ ของที่ทำมาจึงขลังพิสูจน์ได้จริง ใช้ได้ผลจริง ขอเพียงแค่มีศรัทธาเท่านั้น

มีพระคณาจารย์บางท่านที่เที่ยวศึกษาจากพระธุดงค์แถบชายแดนเขมรเล่าว่าลูกศิษย์ของหลวงปู่สรวงรุ่นเก่าๆที่สำเร็จวิชาอายุวัฒนะนี้ก็มีอายุหลายร้อยปีเช่นเดียวกับท่าน ท่านเหล่านี้จะอยู่ตามตะเข็บชายแดนไม่ค่อยสุงสิงกับใคร บางท่านเคยมรณภาพไปแล้ว ฌาปนกิจศพไปแล้ว มีกระดูกวางไว้บูชาในโกฐแล้วด้วยซ้ำ แต่พอไม่นานก็ออกมาจากป่ามาโปรดคนอีก

พระท่านหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่าลูกศิษย์ของหลวงปู่สรวงท่านหนึ่งบอกว่าต้องเผาหรือต้องตายครบ ๘ ครั้งจึงตายจริงครั้งหนึ่งจะมีอายุได้ประมาณ ๓๐๐ ปี บางท่านตายมาแล้วครั้งหนึ่ง

บางท่านเคยตายมาแล้วสามครั้ง และมีการยืนยันว่าสำหรับหลวงปู่สรวงท่านแล้วยังไม่มีใครเคยเห็นท่านมรณภาพลงเลยครั้งนี้อาจเป็นครั้งแรก

วิชาเหล่านี้จะไม่เรียกว่าตายจริงแต่จะเป็นเสมือนการลอกคราบของงูหรือจักจั่น ซึ่งทิ้งสังขารเก่าไว้เหมือนซาก แต่กลับมีร่างใหม่กายใหม่ขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

เรื่องของท่านฟังแล้วเข้าใจยาก แต่ง่ายที่สุดที่เข้าใจได้คือท่านไม่ได้อยู่อย่างเราไม่ได้อยู่ด้วยเงื่อนไขอย่างที่เราๆท่านๆอยู่ ท่านคือสิ่งที่เหนือความเข้าใจของปุถุชนไปแล้ว วันเวลาที่ท่านอยู่หรือท่านไปไม่มีความจริงสำหรับเราและท่าน ด้วยว่าท่านอยู่เหนือสมมุตินั่นเอง

ดังนั้นการที่ท่านจะมีกี่กาย มีอายุยืนนานเท่าใดจึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ สุดวิสัยแห่งการหยั่งรู้ของเราผู้เป็นปุถุชน เราทราบแต่ว่าตลอดเวลาที่ท่านอยู่นั้นท่านไม่สะสม ท่านไม่มีวัดอยู่ มีอะไรท่านก็แจกหมด หรือไม่ก็เผาทำลายทิ้งซะ เป็นแบบอย่างพระผู้ละโลกโดยแท้ และถือว่าเป็นตำนานแห่งโลกอุดรที่ปรากฏเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน

ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ เจ้าของบทความ และที่มาเนื้อหาข้อมูลมา ณ ที่นี้ / ดำแดนละโว้ palungjit