“เข้าวัดทำบุญ” สร้างภูมิคุ้มกันทางใจ เกิดมาชาตินี้ ไม่ขาดทุน

เข้าวัดทำบุญ สร้างภูมิคุ้มกันทางใจ – หมั่นสะสมบุญ สะสมกุศล ทำให้การมาเกิดในภพชาติมนุษย์ ไม่ขาดทุน เพราะบุญจะพาไปสู่ความสุขความเจริญ ไปสู่การสิ้นสุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิด คือความสิ้นทุกข์นั่นเอง…

ทำบุญ

… เป็นปกติของพุทธศาสนิกชนทั่วไป ที่จะเข้าวัดกันในวันพระเป็นประจำ เพราะมีศรัทธา ความเชื่อ ว่าชีวิตนี้ไม่ได้มีเพียงแต่ภพนี้ชาตินี้เท่านั้น แต่เป็นภพหนึ่งในหลายๆภพ แห่งการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ที่มีขึ้น มีลง ขึ้นอยู่กับการกระทำของแต่ละคน ในแต่ละภพแต่ละชาติ

ถ้าทำบุญทำกุศล ก็จะเป็นภพชาติที่ดีตามมา มีแต่ความสุข ความเจริญ มีโอกาสที่จะได้บำเพ็ญสะสมบุญกุศล ให้มีเพิ่มมากยิ่งขึ้นไป จนถึงจุดสิ้นสุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ที่อาศัยการประกอบคุณงามความดี ทำบุญทำกุศล อย่างต่อเนื่องในแต่ละภพในแต่ละชาติ เป็นเหตุปัจจัย

ถ้าทำแต่บาปกรรมอกุศลทั้งหลาย ภพชาติก็จะเวียนสู่ภพชาติที่ต่ำ โอกาสที่จะได้มีโอกาสสะสมบุญ สะสมกุศล ก็จะมีน้อย โอกาสที่จะเดินไปสู่การสิ้นสุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิดก็แทบจะไม่มีเลย เพราะเกิดจากความไม่เชื่อ ไม่มีศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า ว่าภพชาติมีจริง การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง กรรมมีจริง ทำดีย่อมมีความสุข และเมื่อตายไปย่อมได้ไปเกิดที่ดี เพื่อจะได้บำเพ็ญบุญบารมีต่อไป

ทำบุญ

เมื่อไม่เชื่อก็จะทำในสิ่งตรงกันข้ามกับที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน โดยเชื่อว่าภพนี้ชาตินี้มีเพียงชาติเดียวภพเดียว เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ควรตักตวงหาความสุขให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยวิธีใดก็ได้ ถ้าหาได้ด้วยวิธีที่สุจริตก็จะหา ถ้าหาไม่ได้ด้วยวิธีสุจริต หาด้วยวิธีทุจริตก็เอา เพราะไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมาต่อไปในภพหน้าชาติหน้า

เพราะมีความเชื่อว่าเมื่อตายไปแล้วจะต้องสูญ คือทุกสิ่งทุกอย่างจะจบกัน เมื่อร่างกายแตกดับสลายไปแล้ว จึงกล้าทำบาปทำกรรม เมื่อตายไปก็ต้องไปเกิดในที่ต่ำ ไปเสวยทุกข์ ภพชาติในอบายเป็นภพชาติที่ไม่มีโอกาสได้ทำบุญทำกุศล เพราะเป็นภพชาติที่มีแต่ความทุกข์ มีแต่ความต่อสู้ แก่งแย่งกัน

เช่นภพของเดรัจฉาน เมื่อเกิดเป็นเดรัจฉาน โอกาสที่จะได้ทำบุญทำกุศลจะเป็นไปได้ยาก เพราะจะต้องต่อสู้รักษาชีวิตของตน ด้วยการทำร้ายชีวิตของผู้อื่น

ทำบุญ

แต่ถ้าได้เกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วมีศรัทธา มีความเชื่อ ว่าภพชาติแต่ละภพเป็นเพียงสถานที่ไว้สะสมบุญ สะสมกุศล หรือบาปกรรม ถ้าอยากให้ชีวิตของเราไปสู่ความสุข ความเจริญ ความไม่มีทุกข์ทั้งหลาย เราก็จะมุ่งมั่นประกอบแต่คุณงามความดี สะสมบุญกุศล อย่างที่ท่านทั้งหลายได้มากระทำกันอย่างต่อเนื่องทุกๆวันพระ นี่เป็นวิธีสะสมบุญ สะสมกุศล ทำให้การมาเกิดในภพชาติของมนุษย์ไม่ขาดทุน

เพราะจะได้บุญเพิ่มขึ้นจากเก่า ที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ก็อาศัยบุญเก่าที่ได้ทำไว้ในอดีต และเมื่อได้มาเกิดเป็นมนุษย์อีก ก็ควรเติมบุญให้มากขึ้นไปอีก เพราะว่าชีวิตของมนุษย์ ก็เปรียบเหมือนกับยานพาหนะ เหมือนกับรถยนต์คันหนึ่ง ที่มีไว้เพื่อพาผู้โดยสาร ให้ไปจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง

ชีวิตของเราก็เป็นเช่นนั้น ชีวิตมนุษย์ก็เป็นเหมือนกับพาหนะ เป็นรถยนต์ที่จะนำพาจิตของแต่ละคนไปสู่การสิ้นทุกข์ สู่บรมสุข ดังที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ได้ดำเนินไปถึง ด้วยการสะสมบุญบารมี สะสมกุศล ในแต่ละภพ ในแต่ละชาติ ที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์

เมื่อตายจากมนุษย์ไปแล้ว ผลบุญก็จะส่งให้ไปเสวยสุขในสวรรค์ เมื่อหมดบุญจากสวรรค์ก็ได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก เมื่อได้กลับเป็นมนุษย์ก็ได้สะสมบุญบารมีอีก ทำอย่างนี้ไปหลายภพหลายชาติ วนไปเวียนมา แต่วนเวียนอยู่ในสุคติ อยู่ในภพชาติที่ดี ที่มีแต่ความสุข ความเจริญ

ทำบุญ

น้อยครั้งที่จะวนไปสู่อบายหรือทุคติ เป็นภพชาติที่มีแต่ความทุกข์ ความวุ่นวาย ความเดือดร้อน แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อยังเป็นปุถุชนอยู่ ย่อมทำทั้งบุญและทำทั้งกรรม เมื่อต้องไปเกิดเป็นเดรัจฉาน ก็ต้องใช้กรรมที่ตนเองได้ทำมา แต่ก็พยายามรักษาไม่ให้ตกไปต่ำกว่านั้น

ถึงแม้จะเป็นเดรัจฉานก็เป็นเดรัจฉานที่ดี มีความกตัญญูกตเวที ไม่เบียดเบียนผู้อื่นถ้าไม่จำเป็น นอกจากรักษาชีวิตของตนไว้ เมื่อตายไป กรรมที่ไม่ดีนั้นหมดไป บุญที่เคยทำไว้ในอดีต ก็จะส่งให้ได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก และเมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์ มีโชควาสนาที่ได้มาพบพระพุทธศาสนา พบพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่สอนความจริงเกี่ยวกับชีวิตของพวกเราทุกคน ก็เกิดศรัทธา แล้วปฏิบัติตาม

ด้วยการใช้ร่างกายหรือภพชาติของมนุษย์นี้ ให้เป็นคุณประโยชน์กับตัวเรา คือสะสมบุญกุศลเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จนได้กลายเป็นพระพุทธเจ้าก็ดี หรือพระอรหันตสาวกก็ดี ก็เกิดจากการสะสมบุญบารมีในแต่ละภพในแต่ละชาติ ด้วยความเชื่อในกรรม เชื่อในการเวียนว่ายตายเกิด เชื่อว่ามีการสิ้นสุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการทำบุญทำกุศลเท่านั้น

นี่แหละทำไมเราจึงต้องมาที่วัดกันทุกๆวันพระ เพื่อจะได้เติมน้ำมันรถยนต์ ที่จะพาไปสู่ความสุข ความเจริญ ไปสู่การสิ้นสุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิด สู่ความสิ้นทุกข์นั่นเอง เราจึงต้องมาที่วัด เพราะเมื่อมาที่วัดแล้วจะได้เติมน้ำมันหลายอย่างด้วยกัน จริงอยู่คนบางคนบอกว่าไม่ต้องมาวัดก็ทำบุญได้ ก็ทำได้เพียงบางส่วน เหมือนกับคนที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บ อยู่ที่บ้านก็รักษาได้ ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลก็รักษาได้เหมือนกัน

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

แต่รักษาไม่ได้ทุกโรค ไม่เหมือนกับไปที่โรงพยาบาล เพราะโรงพยาบาลมีหมอ มีเครื่องมือ มียา พร้อมที่จะรักษาโรคได้ทุกโรค ฉันใดการมาวัดก็เป็นเช่นนั้น การมาวัดจะได้ทำบุญหลายชนิดด้วยกัน ได้เติมน้ำหลายชนิด เพราะรถยนต์ต้องใช้น้ำหลายชนิด ทั้งน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก น้ำกลั่น น้ำที่เติมในหม้อน้ำ อยู่ที่บ้านอาจจะไม่มีครบทุกชนิด ถ้าไม่ไปที่ปั๊มน้ำมัน ก็จะไม่สามารถเติมให้ครบได้ทุกชนิด เพื่อให้รถยนต์วิ่งไปอย่างไม่มีปัญหา

ฉันใดการทำบุญที่วัดจึงได้ประโยชน์มากกว่าการทำบุญที่บ้าน เพราะที่บ้านอาจจะทำได้ในบางสิ่งบางอย่าง แต่ไม่ทำได้ทุกอย่างเหมือนกับมาที่วัด มาที่วัดนี้ได้ทั้งการทำบุญตักบาตร ได้ทั้งการสมาทานศีลรักษาศีล ได้ทั้งการบูชาพระรัตนตรัย ได้ทั้งการฟังเทศน์ฟังธรรม และถ้าอยู่ที่วัดค้างคืนก็จะได้ปฏิบัติธรรม ได้บำเพ็ญจิตตภาวนา มีการไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ และเจริญวิปัสสนา

ซึ่งเป็นบุญที่มีความจำเป็น ต่อการทำให้การเวียนว่ายตายเกิดของเราอยู่ในภพที่ดี อยู่ในสุคติ และพาไปสู่การสิ้นสุดแห่งการเวียนว่ายตายเกิดในลำดับต่อไป พระพุทธเจ้าจึงทรงกำหนดให้มีวันพระขึ้นอย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง เพื่อพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จะได้ปล่อยวางภารกิจ การทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มาเข้าวัด เพื่อจะได้เติมน้ำมัน เติมบุญเติมกุศลที่จะส่งชีวิต คือจิตวิญญาณของเรา ไปสู่ที่ดีต่อไป ในเวลาที่ตายไปแล้วจากภพนี้ชาตินี้.

กัณฑ์ที่ ๑๕๐ วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๖ (กำลังใจ ๑๐)

“เข้าวัดทำบุญ” พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

บารมี ๑๐ ทัศ ที่ต้องเติมให้เต็ม แค่การสวดมนต์ไม่กี่นาทีในแต่ละวัน

ในการสวดมนต์ แม้ไม่กี่นาทีสามารถ สะสมบุญ สร้างบารมีได้โดยอัตโนมัติ ก่อนสวดมนต์ นั่งด้วยความสำรวมกาย ใจ ทำจิตใจให้สงบ ตั้งใจแน่วแน่

สวดมนต์ก่อนนอน

จากนั้นให้ระลึกถึงพระคุณความดี ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดา มารดา ผู้มีพระคุณ ซึ่งเป็นญาติก็ดี ไม่ใช่ญาติก็ดี และระลึกบุญกุศลความดี ที่ตนเองได้เคยทำมา

โดยมีคำกล่าวว่า เหล่าสาวกภูมิมีบารมี ๑๐ ทัศ ส่วนบารมี ๓๐ ทัศ มีในพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์ บุคคลใดปรารภนามุ่งไปสู่สาวกภูมิ ย่อมทำได้ไม่ยาก เพียงแค่รู้จักสวดมนต์ซึ่งในขณะที่ทำการสวดมนต์นั้น เราสามารถสะสมบารมีได้บุญครบถ้วนทั้ง บารมี ๑๐ ทัศต่างๆได้ดังนี้

สวดมนต์

๑. ทานบารมี เพราะขณะที่เราสวดมนต์ เราสละเวลาทำความดี นอบน้อมถึงพระรัตนตรัยใจมีอภัยทานไม่ถือโกรธนับเป็นทานทางใจ

๒. ศีลบารมี เพราะ ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ในขณะนั้นเราไม่ได้ทำบาปกรรมกับใคร มีศีลอยู่ในขณะที่สวดมี ศีลบารมี

๓. เนกขัมมบารมี เพราะ ขณะที่เราสวดมนต์อยู่ จิตของเราปราศจาก นิวรณ์มารบกวนจิตใจ ถือว่าเป็นการบวชใจ ถือว่าเป็น เนกขัมมบารมี

๔. ปัญญาบารมีเพราะการสวดมนต์ทำด้วยความศรัทธา ทำด้วยปัญญาที่เห็นว่ามันเป็นประโยชน์ช่วยฝึกฝนให้เกิดสติ มีสมาธิเป็น ปัญญาบารมี

๕. วิริยะบารมี เพราะถ้าเราไม่มีความเพียร เราก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นความเพียรเป็น วิริยะบารมี

ใส่บาตร

๖. ขันติบารมีเพราะมีความเพียรแล้ว ไม่มีความอดทน ความเพียรก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องมีความอดทน ความอดทนเป็น ขันติบารมี

๗. สัจจะบารมี เพราะ มีความเพียร มีความอดทนแล้ว และมีความจริงใจในการประพฤติปฏิบัติ ซึ่งความจริงใจคือ สัจจะบารมี

๘. อธิษฐานบารมี เพราะ เมื่อเราสวดมนต์เสร็จ ทำสมาธิ ตั้งจิตอธิฐาน การอธิฐานเป็น อธิษฐานบารมี

๙. เมตตาบารมี เพราะใส่บาตร สวดมนต์เสร็จ ก็ต้องแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล การแผ่เมตตาเป็น เมตตาบารมี

๑๐. อุเบกขาบารมี เพราะ ขณะที่แผ่เมตตา เราต้องทำใจของเราให้มีเมตตา ต่อสัตว์ทั้งหลาย ทำใจให้เป็นพรหมวิหาร 4 อุเบกขา วางเฉย อโหสิกรรม กับบุคคลที่เราเคยล่วงเกินกันมา ไม่โกรธใคร ไม่เกลียดใคร ไม่

สวดมนต์

ขออานุภาพแห่งการสวดมนต์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และบุญกุศลทั้งหลายทั้งปวงที่ได้กระทำนี้ ได้โปรดเมตตาคุ้มครอง ปกปักรักษา และยังประโยชน์สุข ความเจริญ ความสำเร็จ ตามความปรารถนาอันถูกต้องชอบธรรม ที่ได้ตั้งไว้แล้วทุกประการ