อานิสงส์การสวดมนต์ ทำให้แคล้วคลาด,ดวงดี,บุญบารมีเพิ่มพูน ศัตรูกลายเป็นมิตร ผิวพรรณผ่องใส จิตใจอ่อนโยน

บทสวดมนต์ หากแปลความหมายโดยรวมแล้วก็จะพบว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นคำสวดบูชาเพื่อรำลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย อันได้แก่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ แทบทั้งสิ้น จึงเป็นอุบายในการเจริญสติอย่างหนึ่ง ที่เรียก พุทธานุสติ ธรรมานุสติ และสังฆานุสติ นั่นเอง

การสวดมนต์ เกิดอานิสงส์ยิ่งใหญ่จากการสวดมนต์ ๑๕ ประการ

สวดมนต์

๑. ทำให้สุขภาพดี การสวดมนต์ออกเสียง ช่วยให้ปอดได้ทำงาน เมื่อปอดทำงาน เลือดลมก็เดินสะดวก เมื่อเลือดลมเดินสะดวก ร่างกายก็สดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกรฉับกระเฉง

๒. คลายความเครียด ขณะสวดมนต์จิตจดจ่ออยู่กับบทสวด สมองไม่ได้คิดในเรื่องที่ทำให้เครียด จึงทำให้อารมณ์ผ่อนคลาย

๓. เพิ่มพูนศรัทธาในพระรัตนตรัย บทสวดแต่ละบทเป็นการระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย เมื่อสวดบ่อย จิตก็จะยิ่งแนบแน่นอยู่กับพระรัตนตรัย

๔. ขันติบารมีย่อมเพิ่มพูน ขณะสวดต้องใช้ความอดทนเพื่อเอาชนะอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ตลอดถึงอารมณ์ฝ่ายต่ำทั้งหลายมีความเกียจคร้าน เป็นต้น ยิ่งสวดบ่อย ความอดทนก็จะมีมากยิ่งขึ้น

๕. จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ ขณะสวดจิตจดจ่ออยู่กับบทสวด ไม่วอกแวกฟุ้งซ่านไปที่อื่น จึงทำให้จิตสงบและเกิดสมาธิมั่นคง

สวดมนต์

๖. บุญบารมีเพิ่มพูน ในขณะสวดมนต์ จิตใจย่อมปราศจากกิเลส มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น จึงได้ชื่อว่าเกิดบุญบารมี บุญบารมีนี้ เมื่อสั่งสมมากเข้าก็จะเป็นทุนสนับสนุนให้บรรลุผลตามที่เราต้องการ

๗. จิตใจอ่อนโยนมีเมตตา การแผ่เมตตาหลังจากสวดมนต์ เป็นการส่งความปรารถนาดีไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ลดละความเห็นแก่ตัว เป็นอุบายกำจัดความโกรธในใจให้เบาบางและลดน้อยลง ทำให้จิตใจปราศจากความโกรธ และพบแต่ความสุข

๘. เกิดความเป็นสิริมงคล การสวดมนต์เป็นการทำความดีไปพร้อมกันทั้งทางกาย วาจา ใจ การทำดี พูดดี คิดดี ย่อมเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง

๙. เทวดารักษา ผู้ที่ประกอบกรรมดี ทางกาย วาจา ใจ ย่อมเป็นที่รักของเหล่าเทวดา และการที่เราได้แผ่เมตตาให้แก่เทวดานั้น ก็ยิ่งจะเป็นที่รักของเทวดามากขึ้น

๑๐. ปัญญาเกิด การสวดมนต์พร้อมคำแปล ทำให้ได้รู้และเข้าใจถึงความหมายของบทสวดนั้น

สวดมนต์

๑๑. ผิวพรรณผ่องใสและมีเสน่ห์ การสวดมนต์ทำให้จิตใจของผู้สวดสดชื่นเบิกบาน จิตที่สดชื่นเบิกบานย่อมส่งผลให้ผิวพรรณดี หน้าตายิ้มแย้ม แจ่มใส ทำให้ผู้ที่พบเห็นเกิดความรู้สึกเป็นมิตร รักใคร่เอ็นดู

๑๒. ศัตรูกลายเป็นมิตร ผู้เป็นมิตรยิ่งรักใคร่

๑๓. ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง

๑๔. ทำให้ดวงดี แก้ไขเคราะห์ร้าย ปัดเป่าเสนียดยิ้ม เพราะดวงชะตาของคนเราขึ้นอยู่กับการกระทำ ใครทำดี ดวงชะตาย่อมดี ใครทำชั่ว ดวงชะตาก็ตก การสวดมนต์เป็นการทำดีที่สามารถเปลี่ยนดวงชะตาให้ดีขึ้นได้

๑๕. ครอบครัวและสังคมสงบสุข ที่พ่อบ้าน แม่บ้าน สวดมนต์อยู่เป็นประจำ และสอนให้บุตรหลานได้สวดมนต์ จะไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง และการที่จะไปสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นก็ไม่มี มีแต่จะทำให้คนรอบข้างและสังคมอยู่เป็นสุข สงบ ร่มเย็น และยังเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ผู้อื่นอีกด้วย

สวดมนต์

การสวดมนต์ เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน ชีวิตจะเปลี่ยนไปดีขึ้นๆ เป็นคนมีความสุขจนอัศจรรย์ใจ! อานิสงส์มากมาย ทำให้แคล้วคลาดจากภยันอันตรายทั้งปวง,ดวงดี,บุญบารมีเพิ่มพูน ศัตรูกลายเป็นมิตร ผิวพรรณผ่องใส มีจิตใจอ่อนโยน ครอบครัวร่มเย็นเป็นสุข เทวดารักษา

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนที่สวดมนต์เป็นประจำ จะรู้ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีใครบอก เป็นปัจจังตัง

เมื่อคุณแม่ คิดจะเลี้ยงลูกแบบนี้ มีแต่คนหาว่า “ประหลาด”

คิดจะเลี้ยงลูกแบบนี้ มีแต่คนหาว่าชั้น “ประหลาด”

ยากได้ความเห็นหลาย ๆ ท่าน ว่าเราคิดจะเลี้ยงลูกแบบนี้ ถือว่าประหลาดมั้ย

แม่

ตอนนี้เรากะลังท้อง คลอดประมาณต้นปี ซึ่งแนวการเลี้ยงเราคิดมานานแล้ว
ตั้งแต่ยังไม่มีลูก ว่าถ้ามีจะเลี้ยงแบบไหน ต้องการให้เค้าเป็นคนเช่นไร

จขกท.[จขกท. ย่อมาจากคำว่า เจ้าของกระทู้ (คือ คนที่ตั้งกระทู้)] อายุ 37 ละ ผ่านโลกมาพอสมควร ชีวิตส่วนตัว ถือว่าตนเองประสบความสำเร็จในชีวิตละประสบความสำเร็จในด้านของความสุขในชีวิตนะคะ ไม่ใช่วัตถุ

ซึ่งชีวิตวัยเด็ก ลำบาก อดทน กว่าจะได้อะไรแต่ละอย่าง เลือดตาแทบกระเด็น สิบปีก่อน เคยคิดว่า ถ้ามีลูกจะให้เค้าในสิ่งที่เราเคยขาด ไม่ให้เค้าต้องลำบากเหมือนเรา แต่ ณ วันนี้ มีความสุขในชีวิตแล้ว เข้าใจถึงการเกิดมา ความคิดการเลี้ยงลูกก็เปลี่ยนไป

ปัจจุบัน จขกท. จบ ป.ตรี มีงานที่มั่นคง เงินเดือนรวมกับแฟนก็ประมาณ 6 หมื่น (ไม่เยอะ แต่ก้ไม่เดือนร้อน)

แต่ ไม่มีรถ เพราะไม่อยากซื้อ ใช้มอไซค์ก็สะดวกดี และไม่มีบ้าน เพราะตั้งใจเก็บเงิน อยากได้บ้านที่มีเนื้อที่ (อีกเมื่อไหร่ไม่รู้ ฮา) แต่ เรา 2 คน มีบ้านของพ่อแม่อยู่แล้วนะคะ แต่ไม่มีเป็นของตนเอง

ใช้หนี้พ่อแม่

เอาละมาเรื่องการเลี้ยงลูกเลยนะ

1. ตั้งใจว่า 4 ขวบเป็นต้นไป จะให้เริ่มทำงานบ้าน จากเล็ก ๆ ไปเรื่อย ๆ เริ่มต้นจาก กรอกน้ำ หุงข้าว กวาดบ้าน รดน้ำต้นไม้ ประมาณนี้ ค่อย ๆ สอนไปจนโต

–คนใกล้ตัว ไม่จำเป็นต้องสอนหรอก โตมาก็ทำเป็นเอง

— เรา : ต้องการฝึกความรับผิดชอบและหน้าที่ให้เค้าติดตัวตั้งแต่เด็ก ๆ

เรียน

2. ตั้งใจให้เข้าเรียน ตั้งแต่ 4 ขวบเป็นต้นไป และ…. ให้เรียนโรงเรียนวัด เท่านั้น แต่เป็นโรงเรียนที่เราโตมาและใกล้บ้าน

—คนใกล้ตัว บ้ารึป่าว สติดีปะเนี่ย แทนที่จะให้ลูกเรียน โรงเรียนเอกชน อย่างน้อยก็ 2 ภาษา เป็นฐานแต่เด็ก ๆ

— เรา : ต้องการให้ลูกได้ใช้ชีวิต เริ่มต้นแบบธรรมดา ใช้ชีวิตธรรมดา ให้เค้าได้อยู่ได้ทำอะไรด้วยตนเองให้มากที่สุด

เพื่อน

ซึ่ง รร.เอกชนส่วนใหญ่จะ สปอยด์เด็ก แต่โรงเรียนวัด หรือรัฐจะไม่มีส่วนนี้ และที่สำคัญ เราต้องการสอนพื้นฐานการเรียนให้ลูกเอง และที่สำคัญกว่า เราไม่เห็นด้วยกับการให้เด็ก 2.5 ขวบ หลุดพ้นวัยเด็กเร็วเกินไป เราต้องการให้เค้าใช้ชีวิตที่เป็นเด็ก จริง ๆ เล่นดิน เล่นทราย ให้เค้ามีจินตนาการ และอยากให้เค้าดึงพรสวรรค์และความสามารถตัวเองออกมา

และอีกสิ่งที่เราไม่เห็นด้วยคือ การให้ลูกเรียน 2 ภาษานั้น สำหรับเราคือ ถ้าจะเรียน ก็ส่ง รร.อินเตอร์ไปเลย ถ้าส่งเรียนเอกชน แล้วเรียนไทยด้วย อังกฤษด้วยแบบท่องจำ โดยที่ผู้ปกครอง ก็ไม่ได้มีส่วนอะไรมากนัก เช่น กลับมาบ้านก็พูดไทย ไม่ได้ฝึกฝนอะไร

นอกจากรู้ว่า ต้องเรียน ABC ด้วย ถ้าเรียนได้แค่นี้ เราไม่เอา เราตั้งใจ ส่งเรียนคอร์สภาษา ตอนโตมาหน่อย เราว่าก็ไม่สาย

 ฟุตบอล

3.เราตั้งใจว่า ถ้าลูกมีพรสวรรค์ ด้านใด จะดันให้เค้าเก่งด้านนั้นไปเลย เช่น เก่งฟุตบอล ก็จะดันไปเรียนทางกีฬา หรือ ชอบคณิตศาตร์ ก็ส่งเรียนไปทางนั้น หรือชอบศิลปะ ก็ส่งเรียนให้มันสุด ๆ ไปเลย ให้มันได้ทำสิ่งที่รักออกมาดีที่สุด

โดยใบปริญญาจากลูก ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราต้องการให้เค้า ประสบความสำเร็จในชีวิต ที่สามารถดูแลตนเองได้ ด้วยวิธีการใดก็ได้

—คนใกล้ตัว บ้าไปแล้วความคิดแบบนี้ แทนที่จะส่งลูกเรียนหมอ วิศวะ จะได้ทำงานดี ๆ มีหน้ามีตา

— เรา : คนที่จบปริญญา ไม่ประสบความสำเร็จเยอะแยกมากทุกวันนี้ เพราะทุกคนเรียนไปตามพ่อแม่
ไม่ได้เรียนเพราะใจรัก หรือบางคน จนแก่แล้วยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ว่าตัวเองถนัดอะไรกันแน่

เลี้ยงลูก

เอาแค่ 3 ข้อนี้ละ เท่าที่คุยกับพ่อแม่หลาย ๆคน เค้าหาว่าเราประหลาด มีลูกแทนที่จะให้เรียนที่ดี ๆ ส่งเรียนสูง ๆจะได้ไม่อายใคร

แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวเราความสุขในชีวิตทุกวันนี้ที่เราควบคุมมันได้ เราคิดแล้วว่า

ลูกเราต้องมีภูมิคุ้มกันชีวิต ยามผิดหวังเสียใจ เค้าต้องประคองตัวได้ ยามเราไม่อยู่แล้ว หรือยามโตไปใช้ชีวิต ด้วยตนเอง เค้าต้องดูแลตนเองได้ และไม่เป็นภาระผู้อื่น รวมทั้งดูแลผู้อื่นที่ตนเองรักได้ด้วยตามกำลัง

เราไม่แคร์ ถ้าลูกเราจะไม่เด่น ไม่ดัง ไม่จบสูง ไม่ได้ทำงานดี ๆ แต่เราจะเสียใจ ถ้าลูกไม่ได้ตามฝันของตัวเอง และต้องทนทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้อยากทำ

เราคิดแบบนี้ หลาย ๆ ท่านว่าเราประหลาดมั้ย????

เลี้ยงลูก

ขอบคุณที่มา : pantip ครอบครัว, การเลี้ยงลูก สมาชิกหมายเลข 2002741