Tag: กฎแห่งกรรม
-

พ่อแม่ลูก ผูกพันด้วยกฎแห่งกรรม จะเหตุใด หรือ ผลใด ล้วนหนีไม่พ้นกฏแห่งกรรมทั้งสิ้น!
คัมภีร์กฎแห่งกรรม 3 ชาติ ได้บันทึกไว้ว่า “สามีภรรยา” มีกรรมร่วมกันมา ไม่ว่าจะกรรมดี หรือกรรมชั่ว ถ้าไม่มีกรรม ร่วมกันมา ก็ไม่อาจอยู่ร่วมบ้านหลังเดียวกันได้ “บุตรธิดา” คือ หนี้ ไม่ว่าจะเป็นทวงหนี้ หรือชดใช้หนี้ ไม่มีหนี้ ไม่มาเกิดเป็น พ่อ แม่ ลูกกัน” ดังนั้น สามีภรรยา ที่มีกรรมดีร่วมกันมา ย่อมสมานสามัคคี รักใคร่กลมเกลียว ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร ส่วนสามีภรรยา ที่มีกรรมชั่ว ร่วมกัน มาแต่อดีตชาติ ย่อม ทะเลาะเบาะแว้ง บ้านแตกสาแหรกขาด ไม่อาจอยู่ร่วมกัน จนวันตาย ส่วน “บุตรธิดา” ที่มาทวงหนี้ เป็นลูกที่ไม่เอาไหน เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจไม่ วายเว้น “บุตรธิดา” ที่มาใช้หนี้ จะสำรวมระวัง รู้คุณทดแทนคุณ ไม่กล้า ทำให้พ่อแม่ ชอกช้ำใจ ชาวโลก ทุกคนเกิดมาต่างหนีไม่พ้น พบ พราก…
-

ทุกวันนี้ ชาวพุทธจำนวนมากแยกไม่ออกระหว่าง“การสร้างกรรมดี”กับ“การชดใช้กรรม”
กฎแห่งกรรม พระพุทธเจ้าทรงนำมาตรัสสอนให้ชาวพุทธทำความดีและมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น แต่หากนำกฎแห่งกรรมมาใช้ในทางที่ผิดหรือด้วยความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ก็กลายเป็นการส่งเสริมความเห็นแก่ตัว ไร้น้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ที่ทุกข์ยากเท่ากับเป็นการสร้างกรรมใหม่ที่ไม่ดี …. พยาบาลผู้หนึ่งเมื่อรู้ว่า คนไข้ของตนอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต เธอก็อยากช่วยทำความประสงค์ครั้งสุดท้ายของเขาให้เป็นจริง นั่นคือ “ขอกลับไปตายที่บ้านท่ามกลางญาติพี่น้อง” การชดใช้กรรม คนไข้คนนี้เป็นคนยากจน ไม่มีเงินจ้างรถจากหาดใหญ่ไปยังบ้านเกิดที่ชัยภูมิซึ่งไกลกว่าพันกิโลเมตร เธอจึงวิ่งเต้นขอเงินช่วยเหลือจากโรงพยาบาลแต่ก็ยังไม่พอ ต้องเรี่ยไรเพิ่มเติมจากผู้มีจิตศรัทธา ขณะเดียวกันก็ต้องติดต่อประสานงานกับโรงพยาบาลตำบลที่ชัยภูมิเพื่อให้รับช่วงดูแลเขาเมื่อกลับถึงบ้าน รวมทั้งจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เครื่องให้ออกซิเจน เพื่อให้เขาจากไปอย่างสงบ ทั้งหมดนี้เธอต้องทำเอง เพราะโรงพยาบาลของเธอไม่มีระบบรองรับสำหรับกรณีแบบนี้ งานประจำของเธอก็มากอยู่แล้ว เมื่อมาช่วยเหลือคนไข้รายนี้ให้กลับถึงบ้านด้วยดี ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือความรับผิดชอบ จึงทำให้เธอเหนื่อยมาก เพื่อนหลายคนยื่นมือมาช่วยเหลือ แต่มีบางคนไม่เพียงยืนดูเฉยๆ แต่ยังพูดว่า สงสัยเธอเคยทำกรรมกับคนไข้คนนี้มาก่อนในชาติที่แล้ว ชาตินี้ก็เลยต้องชดใช้กรรมด้วยการวิ่งช่วยเขาจนเหนื่อยอ่อน คำพูดดังกล่าวนับว่าน่าสนใจ เพราะระยะหลังมีคนคิดแบบนี้มากขึ้น เคยมีสามีผู้หนึ่งทิ้งงานมาดูแลภรรยาที่ป่วยเป็นมะเร็งด้วยความใส่ใจ เขาทุ่มเทให้กับเธอตลอดทั้งวันทั้งคืนไม่เว้นแม้กระทั่งเช็ดอุจจาระปัสสาวะให้เธอ เพื่อนบ้านหลายคน เมื่อรู้เช่นนี้ก็พูดว่า ชาติที่แล้วเขาคงทำกรรมกับผู้หญิงคนนี้เอาไว้ ชาตินี้จึงต้องมาชดใช้กรรมด้วยการรับใช้เธออย่างลำบากลำบน อันที่จริงสิ่งที่พยาบาลและสามีผู้ป่วยทำนั้นเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง แต่เมื่อมองว่าทั้งสองคนกำลังชดใช้กรรม (ไม่ดี) ที่เคยทำในอดีต การกระทำซึ่งควรถือเป็นแบบอย่าง ที่พึงปฏิบัติตามจึงมีสถานะไม่ต่างจากชะตากรรมของนักโทษ ที่กำลังชดใช้ความผิดที่ได้ทำมา คำพูดเช่นนี้แทนที่จะให้กำลังใจเขา กลับเป็นการซ้ำเติมเสียอีก คำถามก็คือ อะไรทำให้ผู้คนมีความคิดเช่นนั้น คำตอบเห็นจะอยู่ตรงที่ว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อยมีความคิดเหมารวมว่า เมื่อใดที่ใครก็ตามประสบความยากลำบาก แม้เป็นผลจากการทำความดี ก็ถือว่าเป็นการใช้กรรมไปเสียหมด แต่เหตุใดจึงไม่มองว่าการทำความดีแม้จะต้องประสบความยากลำบากนั้นเป็นการสร้างกรรมดี หาใช่การชดใช้กรรมไม่ พูดอีกอย่างก็คือ ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมากแยกไม่ออกระหว่าง “การสร้างกรรมดี” กับ “การชดใช้กรรม” การชดใช้กรรมนั้นหมายถึงการ “ถูกกระทำ” หรือจำต้องเผชิญกับสภาพที่ไม่พึงปรารถนาอันเป็นผลจากการกระทำของตนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (เช่น ขโมยถูกจำคุกเพราะลักทรัพย์หรือคนป่วยหนักเพราะติดเหล้า) ส่วนการสร้างกรรมดีนั้นหมายถึงการ “เลือกที่จะทำดี” ทั้ง ๆ ที่ไม่ทำก็ได้ ดังเช่นพยาบาลและสามีผู้ป่วยที่กล่าวถึง หากจะนิ่งดูดายไม่ยอมขวนขวายช่วยเหลือคนไข้และภรรยาก็ย่อมได้ แต่ทั้งสองกลับเลือกทำสิ่งตรงข้าม ไม่มีอะไรมาบังคับ หรือกระทำให้ทั้งสอง ต้องเสียสละอย่างนั้นนอกจากมโนธรรมสำนึก หรือเมตตากรุณาในจิตใจของตน อุปสรรคหรือความยากลำบากนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการทำความดี ซึ่งช่วยฝึกฝนขัดเกลาจิตใจให้เข้มแข็งและงดงาม หากไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและความยากลำบาก มุ่งมั่นทำความดีจนถึงที่สุด ย่อมถือได้ว่าเป็นการบำเพ็ญบารมีที่ยกจิตใจให้สูงขึ้นในทางตรงกันข้าม หากไม่ยอมทำความดีเพราะกลัวความยากลำบาก นั่นเท่ากับว่ากำลังบ่มเพาะความเห็นแก่ตัวให้เพิ่มพูนขึ้น กฎแห่งกรรมนั้น พระพุทธเจ้าทรงนำมาตรัสสอนเพื่อส่งเสริมให้ผู้คนทำความดีและมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น แต่หากนำกฎแห่งกรรมมาใช้ในทางที่ผิดหรือด้วยความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ก็กลายเป็นการส่งเสริมความเห็นแก่ตัว ไร้น้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ที่ทุกข์ยากเท่ากับเป็นการสร้างกรรมใหม่ที่ไม่ดี ดังที่มีคนจำนวนไม่น้อยนิ่งดูดายเมื่อเห็นผู้อื่นประสบทุกข์ ทั้ง ๆ ที่คนคนนั้นอาจเป็นพี่น้องของตนด้วยซ้ำ โดยให้เหตุผลว่า หากไปช่วยเขาจะกลายเป็นการแทรกแซงกรรมของเขา หรือทำให้เจ้ากรรมนายเวรของเขามาเล่นงานฉันแทน ผู้ที่คิดเช่นนี้หารู้ไม่ว่าการเฉยเมยนิ่งดูดายเช่นนั้น แท้ที่จริงก็คือการสร้างกรรมใหม่นั่นเอง และเป็นกรรมที่ไม่ดีอันมีวิบากซึ่งตนต้องรับในอนาคต ความเสียสละเป็นคุณธรรมสำคัญอย่างหนึ่งของชาวพุทธไม่เพียงช่วยให้ผู้อื่นมีความสุขเท่านั้น แต่ยังทำให้เรามีความสุขด้วย แม้ทรัพย์จะพร่องไป แม้กายจะเหน็ดเหนื่อย แต่ย่อมได้บุญเพิ่มขึ้น บุญนี้แหละที่ทำให้ใจเป็นสุขทั้งในปัจจุบันและวันข้างหน้าจวบจนกระทั่งวันสิ้นลม ดังมีพุทธภาษิตว่า“บุญย่อมนำให้เกิดสุขในยามสิ้นชีวิต” ตรงกันข้าม หากหวงทรัพย์และไม่ยอมเสียสละเพราะกลัวเหน็ดเหนื่อยและลำบากกาย จิตใจย่อมไกลบุญและยากจะซึ้งถึงความสุขใจ เมื่อสิ้นลมก็ไม่มีบุญที่จะช่วยน้อมใจให้จากไปอย่างสงบ เรื่อง : พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ที่มา : นิตยสารซีเคร็ต
-

ชีวิตมีทั้งขึ้นและลง ยามขึ้นอย่า”หลง” ยามลงอย่า”ท้อ”
ยามขึ้นคือ เมื่อผลบุญที่เราทำมาส่งผล ทำอะไรก็ง่ายดาย หยิบจับอะไรก็เป็นเงิน มีแต่ความสุขความเจริญยามขึ้นอย่า”หลง” ยามลงอย่า”ท้อ” ยามลง คือ ในเวลาที่วิบากกรรมไม่ดีหรือผลกรรมไม่ดีเข้า ชีวิตมีแต่เรื่องราวอุปสรรคมากมาย ทั้งเจ็บป่วย เงินทองมีปัญหา การงานสะดุด ชีวิตแทบจะล้มทั้งยืน ทั้งยามขึ้นและยามลง เป็นกฎแห่งกรรมไม่เกี่ยวกับดวงดาว กรรมเราเป็นผู้ทำ ชีวิตเราต้องลิขิตเอง ควบคุมตัวเองอย่าประมาท ไม่หลงระเริง ไม่ย่อท้อเมื่อเจอวิบากกรรมไม่ดีเข้า แก้กรรมทำไม่ได้ เพราะกรรมนั้นเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ภพชาติที่ผ่านมาและในชาติปัจจุบัน ข้าวสารหุงเป็นข้าวสวย แล้วจะกลับมาเป็นข้าวสารได้อย่างไร ไม่มีผู้วิเศษ ผู้มีนิมิตที่ไหนมาแก้กรรมให้เราได้ เราทำเองต้องแก้เอง แก้อย่างไร แก้คือ เปลี่ยนกรรมเราในปัจจุบันให้ดีขึ้นทุกขณะจิต สร้างบุญกุศลใหม่ไม่ย่อท้อในการทำความดี ทำอย่างสม่ำเสมอ มากพอ นานพอ บุญจะพาชีวิตทุกคนให้ดีขึ้น ทั้งบุญใหม่ที่เราเพียรทำและบุญเก่าที่เราทำมา เมื่อถึงเวลาบุญส่งผล ไม่มีใครหน้าไหนจะขวางได้ ขอให้เชื่อใน”บุญ” บุญนั้นเป็นที่พึ่งได้จริง ขอบุญรักษา โดย.. ธ.ธรรมรักษ์