ตะลึง! พบแผ่นหินใน ‘น้ำตกโตนเกือก’ อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ บางรอยมีลักษณะคล้ายพระเครื่องชื่อดัง

กระบี่ – 27 พ.ค.- “อะเมซิ่ง โตนเกือก” แผ่นหินใต้น้ำตกพื้นที่ อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ บางรอยมีลักษณะคล้ายพระเครื่องชื่อดัง ร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสำรวจ เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว-เรียนรู้

นายนิวัฒน์ วัฒนยมนาพร กรรมการที่ปรึกษานักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่นจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ทีมงานชมรมคนรักถ้ำกระบี่ ได้เดินทางสำรวจถ้ำ เพื่อจะหาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ในพื้นที่คลองเขาเขน บ้านศรีพระยา หมู่ 12 ต.ปลายพระยา อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ ได้ไปพบกับน้ำตกธรรมชาติแห่งหนึ่งในพื้นที่ ซึ่งชาวบ้านจะเรียกกันว่า “โตนเกือก” สร้างความตื่นเต้นแก่ทีมงานที่ไปสำรวจเป็นอย่างมาก

นายนิวัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ตื่นตา คือ ร่องรอยการกัดเซาะบนแผ่นหินใต้น้ำตก ซึ่งพบว่ามีร่องรอยที่แปลกประหลาด รูปร่างคล้ายกับพิมพ์พระเครื่องหลากหลายรูปแบบ ทั้งคล้ายพระสมเด็จ พระซุ้มกอ พระนางพญา เรียงกันอยู่บนแผ่นหินจำนวนมาก แต่ละบล็อกมีขนาดกว้าง 20 ซม. ยาว 30 ซม. สลับกันไป บางรอยก็มีลักษณะคล้ายกับพระเครื่องชื่อดัง บางรอยมีรูปร่างคล้ายรอยพระพุทธบาท ยอมรับว่าอึ้งกับสิ่งที่เห็น และอะเมซิ่ง ที่สุด ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

สำหรับน้ำตกโตนเกือก เป็นน้ำตกเล็กๆ อยู่ในพื้นที่ อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากนัก โดยกระแสน้ำจะไหลไปออกแม่น้ำตาปี จ.สุราษฎร์ธานี การที่ทีมสำรวจไปพบรอยกัดเซาะในลำคลอง เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น เพราะเป็นผลงานประติมากรรมจากธรรมชาติ ที่สร้างลวดลายขึ้นมาเหมือนกับพิมพ์พระเครื่องดังๆ บางรอยก็มีรูปร่างคล้ายรอยเท้าคน คล้ายรอยพระพุทธบาท ซึ่งเชื่อว่าชื่อของน้ำตกแห่งนี้น่าจะมาจากรอยที่พบบนแผ่นหินด้วย

สำหรับที่มาของคำว่าโตนเกือก ที่ชาวบ้านเรียกชื่อน้ำตกแห่งนี้ มาจากคำว่า โตน ซึ่งแปลว่าน้ำตกเล็ก ๆ ส่วนเกือก ภาษาใต้ แปลว่ารองเท้า คนในอดีตอาจเห็นร่องรอยคล้ายกับรองเท้า จึงเรียกชื่อว่าโตนเกือก ซึ่งรูปแบบลานหินที่เห็นนั้น เท่าที่ตนเคยสำรวจถ้ำมาหลายพื้นที่ ก็ยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน ถือเป็นสิ่งแปลกตามาก ทำให้ทีมงานที่ไปพบพากันทึ่งกับสิ่งที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง หากเป็นไปได้ในอนาคต อยากให้หน่วยงานในพื้นที่ ลองเข้ามาสำรวจเพิ่มเติม แล้วผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อีกแห่งหนึ่ง

ด้านนายภาณุพงศ์ คงป่าน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 12 กล่าวว่า แผ่นหินรูปร่างต่างๆ ในคลองดังกล่าว เป็นสถานที่เก่าแก่สามารถเข้าไปชมได้แต่ห้ามลบหลู่หรือทำลาย มีตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ซึ่งอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาเรียนรู้ .

-สำนักข่าวไทย

แหล่งท่องเที่ยวทรงคุณค่าใต้ผืนทะเลไทย ภารกิจสุดท้ายของเรือหลวง

จากภารกิจสุดท้ายของเรือหลวง สู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวทรงคุณค่าใต้ผืนทะเลไทย

ปัญหาที่เกิดขึ้นใต้ท้องทะเลอาจดูเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับใครหลายคน การฟื้นฟูและรักษาระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืนนั้นยิ่งดูเป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ดูจะใหญ่เกินกำลังนี้ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าทำได้จริง โครงการแหล่งเรียนรู้เรือหลวงไทยใต้ทะเลที่เกิดขึ้นท่ามกลางความร่วมมือจากหลายภาคส่วนนี้สร้างผลลัพธ์ที่นอกจากจะคืนความสมบูรณ์กลับสู่ท้องทะเลอย่างยั่งยืนได้สำเร็จแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ เพิ่มรายได้ให้กับชุมชน และอนุรักษ์ธรรมชาติไปพร้อมกันได้อีกด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2553 เกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงเกิน 30.5 องศาเซลเซียสติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ “ปะการังฟอกขาว” (Coral Bleaching) เมื่อ น้ำทะเลร้อน ปะการังตาย ผลกระทบจึงส่งต่อเป็นลูกโซ่แก่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ เพราะแนวปะการังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน และแหล่งหลบภัยของสัตว์ทะเล ซึ่งเกี่ยวพันอย่างยิ่งกับความอุดมสมบูรณ์และระบบนิเวศของธรรมชาติใต้ท้องทะเล มาจนถึงมนุษย์ ซึ่งอาศัยพึ่งพาทะเลทั้งการประมงและการท่องเที่ยว เป็นแหล่งอาหาร แหล่งสร้างอาชีพ และรายได้ของคนจำนวนมาก

หนึ่งในแนวคิดเพื่อช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศที่นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลได้ประชุมร่วมกันที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในปีนั้น คือ “การสร้างแหล่งดำน้ำโดยมนุษย์” (Man-made dive sites) เพราะจากการศึกษาพบว่าหากแนวปะการังบริเวณใดได้รับความนิยมในการดำน้ำมาก ผลกระทบต่อปะการังย่อมสูงตามไปด้วย ขณะที่การปิดจุดดำน้ำหรือประกาศห้ามการท่องเที่ยวตามแนวปะการังก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของคนในท้องถิ่นและธุรกิจท่องเที่ยวด้วย ดังนั้น หากสามารถสร้างแหล่งดำน้ำทดแทนได้ ก็จะช่วยลดผลกระทบต่อแนวปะการังธรรมชาติให้มีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในทะเลไทย ได้เข้ามาร่วมสนับสนุนให้เกิดโครงการแหล่งเรียนรู้เรือหลวงไทยใต้ทะเล โดยการศึกษาและพัฒนาการนำเรือรบหลวงมาจัดทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวใต้ทะเล ที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กองทัพเรือ จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตัวแทนผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่ และภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภารกิจครั้งนี้ ปตท.สผ. ได้รับการสนับสนุนเรือหลวง 2 ลำ จากกองทัพเรือ คือ เรือหลวงปราบ และเรือหลวงสัตกูด

ด้วยเกียรติภูมิและขนาดของเรือเหมาะสมสำหรับการนำมาวางเป็นปะการังเทียมเพื่อเป็นแหล่งดำน้ำสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งหลักเกณฑ์สำคัญของการเลือกพื้นที่วางเรือ คือต้องช่วยลดผลกระทบที่เกิดกับแนวปะการังได้จริง และเป็นแหล่งที่นักดำน้ำสามารถเดินทางมาได้สะดวก และไม่ไกลจากแนวปะการังธรรมชาติ ซึ่งไม่ไกลจากจุดท่องเที่ยวเดิมมากนัก จากการศึกษาทั้งสภาพกระแสน้ำ ความขุ่นของน้ำ ลักษณะของพื้นท้องทะเล และจำนวนชนิดของสัตว์น้ำต่าง ๆ จึงกำหนดตำแหน่งวางเรือที่ เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเกาะง่ามน้อย จังหวัดชุมพร

ที่เกาะเต่า จุดวางเรือคือบริเวณใกล้กองหินขาวซึ่งเป็นจุดดำน้ำสำคัญทางทิศตะวันตกของเกาะ และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์เกาะติดจำนวนมาก เช่น ปะการัง เห็ดทะเล ดอกไม้ทะเล กัลปังหา ปะการังดำ ฟองน้ำ ฯลฯ ส่วนที่ เกาะง่ามน้อย เป็นเกาะสัมปทานนกนางแอ่นมีผาหินปูนสูงชัน เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาจำนวนมหาศาล และเป็นแหล่งดำน้ำตื้นที่มีชื่อเสียงในพื้นที่

หลังจากการวางเรือหลวงทั้ง 2 ลำในปี 2554 แล้ว ได้ทำการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล ซึ่งผลการศึกษายืนยันว่าไม่พบผลกระทบต่อพื้นท้องทะเล สำหรับสัตว์เกาะติดและปลาทะเลยังคงมีสภาพเดิม รวมทั้ง ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสัตว์เกาะติดและประชากรปลา หลังจากผ่านไป 1 ปี พบว่ามีปลาเพิ่มมากกว่า 40 ชนิด และปัจจุบัน พบว่ามีชนิดของปลาเพิ่มขึ้น 60-70 ชนิด โดยเฉพาะบริเวณเรือหลวงปราบ จะพบฉลามวาฬได้อย่างสม่ำเสมอ สำหรับสัตว์เกาะติด มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น ฟองน้ำเคลือบ และปะการังดำซึ่งเป็นสัตว์พันธุ์เด่น (Dominant Species)

นอกจากนี้ ในด้านการศึกษาด้านการใช้ประโยชน์และการจัดการแหล่งดำน้ำเรือหลวง พบว่าการนำเรือหลวงมาวางเป็นแนวปะการังเทียม เพื่อเป็นแหล่งดำน้ำแทนแนวปะการังธรรมชาตินั้น ได้รับผล ตอบรับที่ดีมาก ทุกเช้าบ่ายจะมีเรือหลายลำแวะเวียนมาจอด นำนักท่องเที่ยวมาดำน้ำชื่นชมความงดงามของธรรมชาติใต้ท้องทะเล รวมถึงนักเรียนดำน้ำที่เข้ามาใช้เป็นสนามสอบดำน้ำอีกด้วย

ปัจจุบัน เรือหลวงปราบและเรือหลวงสัตกูด ได้กลายเป็นแหล่งดำน้ำที่คนทั่วโลกรู้จัก ความอุดมสมบูรณ์ของบรรดาสัตว์ทะเลหลากหลายชนิดที่เข้ามาอาศัยบริเวณเรือ ช่วยพัฒนาให้สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้เรือหลวงไทยใต้ทะเล สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ได้ปีละกว่า 59 ล้านบาท และกลายเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล เพื่อแสวงหาแนวทางใหม่ในการอนุรักษ์ทะเลต่อไปในอนาคต นับเป็นความภาคภูมิใจของ ปตท.สผ. ที่ผลลัพธ์โครงการที่ไม่ได้เพียงฟื้นฟูและรักษาทะเลไทยได้ตามความมุ่งหมายเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ชุมชนโดยรอบเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย

「 บทความต้นฉบับ 」

จากภารกิจสุดท้ายของเรือหลวง สู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวทรงคุณค่าใต้ผืนทะเลไทย

ชื่นชม วัยรุ่นต่างชาติ จิตอาสาชาวไทยน้ำใจงาม ร่วมมือร่วมใจ หลังกระแสลมแรง ต้นไม้ล้มทับรถเสียหายหลายคัน อ่าวนาง จ.กระบี่

อ่าวนาง กระบี่ – ชื่นชม นักท่องเที่ยว วัยรุ่นต่างชาติ จิตอาสาชาวไทยน้ำใจงาม นำเอาต้นไม้ออก หลังลมกรรโชคแรง ล้มทับรถเสียหายหลายคัน

ไม้ล้ม

เมื่อวันที่ 9 ตค 2562 เวลา 18.00 น ผู้สื่อข่าวเพจ รอบรั้ว ข่าวกระบี่ ได้รับแจ้งชาวบ้านบริเวณพื้นที่ หน้าโรงแรมแห่งหนึ่ง ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ว่ามีกลุ่ม นทท วันรุ่นต่างชาติ จนท อบต อ่าวนาง และกู้ภัย จำนวนหนึ่งได้มาช่วยนำต้นไม้ และกิ่งไม้ที่หักโค่นล้มทับรถที่จอดบริเวณข้างถนน

จิตอาสา

มีเศษไม้จำนวนมากล้มทับ รถที่จอดข้างทาง ได้ความเสียหายและมีเศษต้นไม้หักโค่นเกลื่อนเต็มถนน กลุ่มวัยรุ่น นักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้เข้าไปช่วยนำเศษไม้ออกจากรถและบนผิวถนน จนทำให้ชาวบ้านและ นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปผ่านมา ได้แสดงความชื่นกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว มีจิตอาสาน้ำใจงามในครั้งนี้

จิตอาสา

ด้านชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ เล่าผู้สื่อข่าวให้ฟังว่า ในช่วงเวลา 18.00 น ว่ามีฝนตกหนักและมีลมกรรโชคแรง จนทำให้ต้นไม้ที่อยู่ข้างทางเกิดหักล้มลงมาทับรถที่จอดริมถนน รถยนต์หลายคันได้รับความเสียและมีเศษกิ่งไม้กองเต็มพื้นถนน

จิตอาสา

ทำให้สภาพจราจรในขณะนั้นติดขัดหลายนาที และได้มี จนท อบต กู้ภัยในพื้นที่ ได้นำเครื่องเลื่อยตัดไม้ และนำเศษไม้ดังกล่าวออกบริเวณดังกล่าว และขณะเดียวกันพบกลุ่มวัยรุ่น นทท ต่างชาติ ได้มาช่วย จนท

อ่าวนาง

จนได้รับความชื่นชมจากผู้ที่พบเห็น ว่าเป็นกลุ่ม นักท่องเที่ยวน้ำใจงามมาเที่ยวแล้ว ยังมีน้ำใจมาช่วยเหลือในเหตุการณ์ในครั้งนี้ จนได้รับความชื่นชมดังกล่าว.