พ่อแม่ลูก ผูกพันด้วยกฎแห่งกรรม จะเหตุใด หรือ ผลใด ล้วนหนีไม่พ้นกฏแห่งกรรมทั้งสิ้น!

คัมภีร์กฎแห่งกรรม 3 ชาติ ได้บันทึกไว้ว่า “สามีภรรยา” มีกรรมร่วมกันมา ไม่ว่าจะกรรมดี หรือกรรมชั่ว ถ้าไม่มีกรรม ร่วมกันมา ก็ไม่อาจอยู่ร่วมบ้านหลังเดียวกันได้ “บุตรธิดา” คือ หนี้ ไม่ว่าจะเป็นทวงหนี้ หรือชดใช้หนี้ ไม่มีหนี้ ไม่มาเกิดเป็น พ่อ แม่ ลูกกัน”

X-Ray Artwork ภาพ – mozaico

ดังนั้น สามีภรรยา ที่มีกรรมดีร่วมกันมา ย่อมสมานสามัคคี รักใคร่กลมเกลียว ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร ส่วนสามีภรรยา ที่มีกรรมชั่ว ร่วมกัน มาแต่อดีตชาติ ย่อม ทะเลาะเบาะแว้ง บ้านแตกสาแหรกขาด ไม่อาจอยู่ร่วมกัน จนวันตาย

ส่วน “บุตรธิดา” ที่มาทวงหนี้ เป็นลูกที่ไม่เอาไหน เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจไม่ วายเว้น “บุตรธิดา” ที่มาใช้หนี้ จะสำรวมระวัง รู้คุณทดแทนคุณ ไม่กล้า ทำให้พ่อแม่ ชอกช้ำใจ ชาวโลก ทุกคนเกิดมาต่างหนีไม่พ้น พบ พราก สุข ทุกข์ เศร้า อภัย แค้น รัก ชัง นี่คือผลของกรรม ปลูกเหตุเช่นไร ย่อมได้ลิ้มผลเช่นนั้น ไม่ว่าจะเหตุใด หรือ ผลใด ล้วนหนีไม่พ้น กฏแห่งกรรมทั้งสิ้น

1. มาแทนคุณ ด้วยบุญในอดีต ที่ได้สั่งสมร่วมกันมา ด้วยพระคุณที่มีต่อกัน จึงได้มาเกิดเป็นพ่อแม่ลูกหลานกัน เราเรียกบุตรธิดาเหล่านี้ว่า “ลูกกตัญญู” เขามาเพื่อที่จะทดแทนคุณ เป็นเด็กดี ฉลาด เชื่อฟัง เขาเหล่านี้ไม่มีทาง จะทำอะไรเสียหาย ให้พ่อแม่ต้อง กลัดกลุ้มกังวลใจ

2. มาล้างแค้น ด้วยกรรมในอดีต ที่ได้สร้างร่วมกันมา จึงได้มาเกิดเป็นพ่อแม่ลูกหลานกัน เมื่อเติบใหญ่ก็จะกลายเป็นลูกล้างผลาญ ทำให้ครอบครัวล่มสลาย เราเรียกบุตรธิดาเหล่านี้ว่า “ลูกทรพี” เขามาล้างแค้น ดังนั้น อย่าได้ผูกเวรไว้กับเขา เจ้ากรรมนายเวรที่อยู่ภายนอก ยังพอป้องกันได้ แต่นี่เกิดมาเป็นลูกหลานในบ้านใน ตระกูลแล้ว จะทำอย่างไรดี ดังนั้น อย่าทำร้ายใคร อย่าฆ่าแกงกัน เพราะต่างคนต่างก็รักตัวกลัวตายเช่นกัน

3. มาทวงหนี้ ชาติก่อนหนหลัง พ่อแม่เป็นหนี้ไว้ ไม่ได้ชดใช้คืน หนี้ที่ว่าคือ หนี้เงิน ไม่ใช่หนี้ชีวิต เขาจึงเกิดมาเพื่อทวงหนี้คืน หากเป็นหนี้กันน้อย เกิดมาให้ดูแลปีสองปีเขาก็ตาย เราเป็นหนี้เขาเท่าไหร่ เมื่อใช้หมด เขาก็ไป ต่อให้คุณรักเขามากแค่ไหน เขาก็ไม่เคยใส่ใจคุณ หากเป็นหนี้เขาเยอะ เลี้ยงจนเติบใหญ่ จบมหาวิทยาลัย เรียนจบวันนั้น ก็ตายวันนั้น เขาไม่อยู่รับใช้เรา เพราะมาทวงหนี้ หนี้หมดก็จากไป

4. มาใช้หนี้ชาติก่อนหนหลัง เขาเป็นหนี้พ่อแม่ไว้ ไม่ได้ชดใช้คืน เมื่อเขาเกิดมาในชาตินี้ จึงต้องทำงาน หาเงิน เหน็ดเหนื่อย เพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่ก็อยู่ที่ว่า เป็นหนี้พ่อแม่มาก น้อยเพียงใด หากเป็นหนี้มาก ก็ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ เป็นอย่างดี หากเป็นหนี้พ่อแม่น้อย ก็เลี้ยงดูตามอัตภาพเหมือนที่เราเคยพบเห็น เลี้ยงพ่อแม่ประหนึ่งคนรับใช้ในบ้าน เพราะอะไร เพราะมาใช้หนี้กรรม ลูกประเภทนี้ แม้จะเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่ก็หล่อเลี้ยงแค่กาย ไม่หล่อเลี้ยงจิตใจ เลี้ยงดูโดยปราศจากความเคารพ และความกตัญญู ซึ่งต่างจากบุตรที่เกิดมา เพื่อทดแทนคุณ ประเภทนี้ไม่เพียงแต่หล่อเลี้ยงกาย ยังหล่อเลี้ยง จิตใจบุพการี ด้วย

หลักธรรมในข้อนี้ มิใช่เพียงแค่ลูกหลาน ยังรวมทั้งญาติพี่น้อง และคนรอบข้าง ทั้งหลาย ที่เราได้รู้จัก และเคยได้อยู่ร่วมกันมา หากแต่เป็นเพราะ กรรมที่ก่อกันมา หนักหนา หรือ เบาบาง หากบุญคุณ ความแค้นหนักหนา ก็เกิดมาเป็นสามีภรรยา และลูกหลานพี่น้อง หากบุญคุณ และความแค้นเบาบาง ก็เกิดมาเป็นญาติสนิทมิตรสหาย คุณเดินซื้อของในตลาด อยู่ๆคนแปลกหน้า ก็มายิ้มให้คุณและ คุณก็ยิ้มตอบ ล้วนเป็นบุญกรรม แต่ชาติปางก่อน แต่ถ้าคุณรู้สึก ขัดหูขัดตา แถมไม่พอใจ ยังถมึงตา ใส่ฝ่ายตรงข้ามอีก นี่ก็ล้วนเป็นบุญกรรม แต่ชาติปางก่อนเมื่อเข้าใจในกฏแห่งกรรม เหล่านี้ เราจะได้ไม่ผูกกรรมด้านดำเพิ่ม แต่จงผูกกรรมด้านขาวซึ่งเป็นกรรมดีจะดีกว่า

พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช ณ พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช
พระศรีศากยมุนีศรีธรรมราช ณ พระวิหารหลวง วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช

แล้วจะแก้ไขอย่างไร หากเราและลูกหลานผูกกรรมที่ ไม่ดีต่อกันมา แต่ปางก่อนแล้ว คำตอบก็คือ นำพาลูกหลานเข้าวัด หมั่นบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ศึกษาพระธรรม เมื่อต่างฝ่ายต่างศึกษาธรรม ย่อมแปรกรรมร้าย ให้กลายเป็นกรรมดีได้ ย่อมคลายความจองจำ คับแค้นให้สลายคลายลงได้ เช่นนี้ที่เราเรียกว่า “เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต เปลี่ยนร้าย กลายเป็นดี”

ขอบคุณข้อมูล : วิมุตติธรรม หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

คู่สร้างคู่สม คู่เวรคู่กรรม คู่ทุกข์คู่ยาก หรือ คู่เบียดเบียน

สามี หรือภรรยา นับเป็นปัจจัยเสริมความสุขและความร่ำรวยของชีวิตมนุษย์ คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตร่ำรวยเงินทองมากมายล้วนมีพื้นฐานของความเป็นครอบครัวที่ดีทั้งสิ้น แม้แต่พระพุทธเจ้ายังทรงมีภรรยาและบุตรที่ประเสริฐคอยตามสนับสนุนเกื้อกูลกันทุกภพทุกชาติ ในที่สุดในชาติสุดท้ายก็ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ความสัมพันธ์ของคู่รักหรือสามีภรรยา ที่อาจจะทุกข์เพราะกรรมที่ทำร่วมกันมา เชื่อว่าคงเคยจะได้ยินแล้วว่า คนเราจะพูดกันว่าเป็นเรื่องของบุพเพสันนิวาส ซึ่งเชื่อว่าหลายคนคงยังไม่ทราบจริงๆ ว่า คำว่าบุพเพสันนิวาสนี้ นั้นหมายถึงอะไรกันแน่

คู่รัก

พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรื่องของ ความรักและบุพเพสันนิวาส ไว้ดังนี้ไว้ว่า

“ปุพฺเพ สันนิวาเสนะ ปัจจะปันนะหิเตนะ วา เอวันตัง ชายะเต เปมัง อุปะลังวะ ยะโถ ทะเก ฯ”

แปลโดยสรุปได้ว่า ความรักนั้น เกิดขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการนี้คือ

๑. ด้วยเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ปางก่อน

๒. ด้วยช่วยเหลือเกื้อกูลกันในปัจจุบัน

คู่รัก

ความเข้าใจของคนทั่วไปนั้น มักจะตีความหมายไปที่การที่คนทั้งคู่เคยได้อยู่ร่วมกันในชาติปางก่อนในฐานะสามีภรรยาเท่านั้น ซึ่งความจริงยังไม่ใช่เสียทั้งหมดความหมายของบุพเพสันนิวาสนี้ซับซ้อนมากกว่านั้นเยอะเพราะยังกินความหมายเข้าไปถึง การที่คนทั้งคู่อาจจะได้อยู่ร่วมอันในฐานะอื่นก็ได้

เช่นคนที่เกิดมาเป็น พี่กับน้อง พ่อกับลูก แม่กับลูก เพื่อนกับเพื่อน ศิษย์กับอาจารย์ บ่าวกับเจ้านาย หรือในบางคู่ถึงขึ้นเคยเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันเลยก็มี ทุกชีวิตล้วนแล้วแต่เป็นเจ้ากรรมนายเวรซึ่งกันและกัน หรือคนที่เคยทำกรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติที่กลายมาเป็น “คู่เวรคู่กรรม” คอยตามล้างตามเช็ดกันในชาตินี้

คำว่า “กรรมร่วมกันมาแต่อดีตชาติ” เป็นคำที่หมายถึง คนสองคน หรือมากกว่านั้น เคยทำอะไร ร่วมกันมา อาจจะเป็นทางที่ดีก็ได้ ทางไม่ดีก็ได้ เช่นเคยทำบุญร่วมกันมา เคยทำบาปร่วมกันมา ดังนั้นเรื่องของบุพเพสันนิวาสจึงไม่ใช่และไม่จำเป็นต้องเป็นคู่ครองกันเสมอไป เพราะกรรมร่วมกันนั้นมีทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดี

เมื่อเราเข้าใจและทราบดีแล้ว่า บุพเพสันนิวาสนั้นหมายถึงอะไร จึงอาจจะได้รับคำตอบเล็กๆ ที่คาใจเราได้ส่วนหนึ่ง ในเรื่องของการใช้ชีวิตคู่กันที่เราอาจจะเคยรู้สึกสงสัยตงิดๆ ว่า ทำไมเนื้อคู่ของเราคนนี้นั้นมีหน้าตาคล้ายๆ กับเรา ก็เพราะอาจจะเป็นพี่น้องกันมาก่อนในอดีตชาติ

คู่รัก

ทำไมคู่ครองของเรา ในบางครั้ง บางวันดูเขาช่างเป็นคนดุเข้มงวด เจ้ากี้เจ้าการ บังคับเราในเกือบทุกเรื่อง บอกให้เราต้องทำโน่นทำนี่ ไม่หยุดเหมือนกับเราเป็นลูก ก็เพราะอาจจะเคยเป็นพ่อแม่มาก่อน ความสัมพันธ์นี้เป็นเรื่องของแรงแห่งบุญและกรรมที่ได้กระทำต่อกัน เคยเกื้อกูลกันมาแล้วมาในชาตินี้ต้องมาเกื้อกูลกันต่อถึงจะได้พบกัน

คำว่า เนื้อคู่ ก็คือคนที่จะมาเกิดมาเป็นสามีภรรยากันในชาติปัจจุบันและ ต้องพึงพอใจในกามราคะ ซึ่งกันและกันถึงจะอยู่ร่วมกันได้ อาจจะเป็นชายและหญิงที่เคยอยู่ร่วมกันมาในหลายภพ หลายชาติที่ผ่านมา หรือจะเป็นชายกับชาย เป็นหญิงกับหญิง หรือเป็นกลุ่ม คนที่อยู่ในบุพเพสันนิวาสก็ได้ ซึ่งเป็นไปได้ทั้งเพื่อนกับเพื่อน พ่อแม่ พี่น้อง ศิษย์กับครู นายกับบ่าว ที่มีเป็นลำดับจำนวนมากมายมหาศาลในภพชาติที่ผ่านมา

คนสองคนที่มาเป็นผัวเมียกันได้ในชาตินี้หรือเป็นเนื้อคู่กันนั้น ต้องมีเรื่องของกามราคะเป็น ตัวเหนี่ยวนำเข้ามาหากันและกรรมได้ลิขิตเท่านั้น กลุ่มคนในบุพเพสันนิวาสที่มีหลายประเภทนั้น ถ้าไม่มีกามราคะเป็นตัวเหนี่ยวนำก็จะไม่มีทางได้มาเป็นสามีภรรยากันหรือเนื้อคู่แน่นอน

อย่างไรก็ตามมีหลายคนที่ได้สละความเป็นลำดับเนื้อคู่ แล้วก้าวเข้าสู่โลกแห่งธรรมะ ก็สามารถใช้บุญนั้นหยุดวิบากกรรมที่จะนำมาสู่การเป็นผัวเมียกันได้ ยิ่งในระดับของผู้ปฎิบัติธรรมชั้นสูง คือ ตั้งแต่พระอนาคามีขึ้นไป ท่านเหล่านี้จะเป็นผู้ที่ตัดสิ้นแล้วในกามราคะและไม่ปรารถนามาเกิดอีก ท่านก็สละสิทธิ์ ไม่มีการที่จะมาต่อคิวลำดับจากใครอีกแล้ว พวกเนื้อคู่เก่าก่อนที่เคยผูกเวรผูกกรรมกันมา ก็หมดโอกาสมาเป็นเนื้อคู่กันอีก และต้องไปผูกพันกับคนอื่นต่อไป

คู่ชีวิต

ลักษณะของความเป็นเนื้อคู่

๑. เนื้อคู่ที่เป็นดุจเพชฌฆาต คือได้มาครองคู่กันเพราะเคยสร้างกรรมที่ต้องเบียดเบียนกันมา เมื่อได้แต่งงานกันก็เพราะเล็งถึงผลประโยชน์ที่รออยู่เบื้องหน้า พิธีสมรสเป็นเพียงทางผ่านไปสู่การเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ และทั้งสองพร้อมที่จะแทงข้างหลังกันได้ทุกเมื่อ ไม่มีการพูดถึงเรื่องความรักความเอื้ออาทรที่มีต่อกันให้เสียเวลา

๒.เนื้อคู่ดุจคู่โจร คือเคยสร้างกรรมกันมาเพื่อเบียดเบียนในทรัพย์สิน เมื่อแต่งงานอยู่กินกันแล้ว เมื่อฝ่ายหนึ่งหาทรัพย์สินมาได้ก็ถูกอีกฝ่ายล้างผลาญหมดไม่มีเหลือ เหมือนไฟที่ไม่เคยอิ่มเชื้อ ทะเลที่ไม่เคยอิ่มน้ำ ฝ่ายหนึ่งหาแทบตาย อีกฝ่ายทำให้หมดให้หายได้ในพริบตา อยู่ด้วยกันแล้วเหนื่อยแทบล้มประดาตาย

๓. เนื้อคู่ดุจเจ้านาย คือเคยได้สร้างกรรมเบียดเบียนกันในเรื่องการกดขี่ข่มเหงมาก่อน หลังจากได้แต่งงานกันแล้วอีกฝ่ายกลับแสดงธาตุแท้ที่ไม่พึงประสงค์ออกมา คอยกดขี่ข่มเหงอีกฝ่ายอยู่ตลอดทั้งที่ก่อนหน้าจะครองคู่เคยเสียสละและให้ได้ทุกอย่าง คิดข่มเหงให้อีกฝ่ายได้ต้อยต่ำและคล้อยตามตนเองเสมอ อยู่ด้วยกันเหมือนอยู่กับพัศดีคุมนักโทษ หรือเหมือนอยู่ในกรง ประเภทที่ว่า “วันแต่งงานคือวันสิ้นอิสรภาพ” เสียอย่างนั้น

๔. เนื้อคู่ดุจบิดามารดา คือ เคยได้มีความสัมพันธ์แบบเกื้อกูลกันมาก่อนตั้งแต่อดีตชาติด้วยความเมตตาอารี เมื่อได้ตกล่องปล่องชิ้นกันแล้ว ทั้งคู่ต่างเฝ้ารักดูแลซึ่งกันและกัน เหมือนบิดามารดารักษาบุตร ทำดีก็ช่วยส่งเสริม ทำไม่ดีก็ช่วยห้ามปราม แรกรักเป็นอย่างไร ยาวนานไปก็ยังเป็นอย่างนั้นเสมอต้นเสมอปลาย หน้าหนาวก็ไม่ต้องห่มผ้าให้ หน้าร้อนก็ไม่ต้องนอนแช่น้ำเย็น เพราะอยู่ด้วยกันอบอุ่นใจไร้กังวล

๕. เนื้อคู่ดุจพี่น้อง เนื้อคู่ประเภทนี้คือต่างฝ่าย ต่างให้ความยำเกรงซึ่งกันและกันเหมือนน้องสาวเคารพรักพี่ชาย ต่างคนต่างให้เกียรติ ให้ความนับถือ ยอมรับฟังเสียงของอีกฝ่ายด้วยจิตใจที่อ่อนโยนมีเมตตา ไม่ถือตัวถือตนให้เป็นใหญ่กว่ากัน ไม่ทะนงตน แม้ยามงอนกันก็ทำแต่พองาม ยามที่ร้ายก็พยายามรั้งสติให้ฉุกคิด มีของกินดีๆ ก็พลอยนึกถึง หรือหากต้องพลาดพลั้งล้มครืนอะไรก็คอยประคับประคองซึ่งกันและกัน

๖.เนื้อคู่ดุจเพื่อน คือเมื่อแม้วันเวลาผ่านวันชื่นคืนสุขมา ความเป็นทั้งเพื่อนและคนรักก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ยังรักและให้ความภักดีต่อกันเสมอๆ เคยเป็นเช่นใดก็เป็นเช่นนั้นตลอดไป นอกจากนั้นทั้งคู่ยังมีความคิด การศึกษา กิริยางามรักเดียวใจเดียว ไม่มีการซิกแซกนอกใจให้อีกฝ่ายต้องร้าวรานหัวใจให้เจ็บช้ำ

๗. เนื้อคู่ดุจทาสรับใช้ คู่ประเภทนี้ก็เป็นคู่รับเวรรับกรรมกับคู่แบบเจ้านาย ฉันยอมเธอได้ทุกอย่างเพียงเพราะคำว่า “รัก” คำเดียว ไม่ว่าจะถูกข่มเหงรังแก ถูกใช้เยี่ยงทาสอย่างไรก็ทนได้ทั้งสิ้น ซึ่งก็นับว่าเป็นคู่ที่อาภัพแบบหนึ่งเพราะขาดสติปัญญากำกับปล่อยให้ความหลงครอบงำจิตใจเพียงอย่างเดียว

คู่ที่พอจะยอมรับได้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขก็คือ คู่บิดามารดา คู่เพื่อน และคู่พี่น้อง ทั้งสามแบบนี้ถือว่าเป็นคู่ที่คอยสนับสนุนส่งเสริมกัน เป็นคู่บุญคู่บารมีได้ นอกเหนือจากนั้นก็จะเป็นไปในทางลบก็คือเป็นคู่เบียดเบียน คู่เวรคู่กรรม คู่ทุกข์คู่ยาก ไม่ใช่คู่สร้างคู่สมแบบทั้งสามแบบแรกไม่

โดย ธ.ธรรมรักษ์