Tag: พระแม่เศรษฐี
-

วันออกพรรษา ประเพณีชักพระ “วัดร่อนนา” (พระแม่เศรษฐี) อ.ร่อนพิบูลย์ นครศรีธรรมราช
วันออกพรรษา ประเพณีชักพระ วัดร่อนนา (พระแม่เศรษฐี) ประเพณีประจำปี #เรือพระไม่มีล้อ อาศัยความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจ ถึงสามารถทำให้เรือพระเคลื่อนไปได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวร่อนพิบูลย์ อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช สาธุ สาธุ พระแม่เศรษฐีวัดร่อนนา พระคู่บ้านคู่เมืองเป็นพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์ พระที่พึ่งของชาวอำเภอร่อนพิบูลย์และ ชาวนครศรีธรรมราช และจังหวัดใกล้เคียง โดยแต่ละวันจะมีประชากรทั้งใกล้และไกลเดินทางมากราบไหว้ ขอพรต่อพระแม่เศรษฐี บางส่วนที่บนบานไว้สำเร็จสมประสงค์จะนำดอกไม้ธูปเทียนปิดทองคำเปลวและจุดลูกประทัดแก้บนจนเสียงดังกระนั่นจนเป็นกิจประจำวันไปเสียแล้วด้วย ส่วนอภินิหารของท่านนั้นชาวร่อนพิบูลย์รู้กันดี ประเพณีชักพระเป็นประเพณีท้องถิ่นของชาวใต้ ซึ่งเป็นประเพณีทำบุญในวันออกพรรษา ซึ่งตรงกับ วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๑ ซึ่งเชื่อกันว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้า เสด็จไปจำพรรษา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระมารดา เมื่อครบพรรษาจึงเสด็จมายังโลกมนุษย์ พุทธศาสนิกชนจึงมารอรับเสด็จ แล้วอัญเชิญพระพุทธ เจ้าขึ้นประทับบน บุษบกแล้วแห่ไปรอบเมือง ประเพณีชักพระเล่ากันเป็นเชิงพุทธตำนาน ว่า หลังจากพระพุทธองค์ทรงกระทำยมกปาฏิหารย์ปราบเดียรถีย์ ณ ป่ามะม่วง กรุงสาวัตถี แล้วได้เสร็จไปจำพรรษา ณ ดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดา ซึ่งขณะนั้นทรงจุติเป็นมหามายาเทพ สถิตอยู่ ณ ดุสิตเทพพิภพตลอดพรรษา พระพุทธองค์ทรงประกาศพระคุณของมารดาแก่เทวสมาคมและแสดงพระอภิธรรมโปรดพุทธมารดา ๗ คัมภีร์…
-

พระแม่เศรษฐี วัดร่อนนา ร่อนพิบูลย์ นครศรีธรรมราช
วัดร่อนนา หมู่ 2 ตำบลร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช วัดร่อนนาเป็นวัดโบราณอีกวัดหนึ่งในยุคกรุงศรีอยุธยาเพราะยังคงเหลือสิ่งปลักหักพังปัจจุบัน ประมาณว่า วัดร่อนนาเคยเป็นวัดเจริญรุ่งเรืองมาแล้วในอดีตด้วยหลักฐานพอที่จะยืนยัน ได้ก็คือ พระพุทธรูปอุ้มบาตร เป็นพระที่จัดได้ว่าสวยงามมาก ซึ่งพระพุทธรูปปางพระร่วงองค์เป็นที่สักการบูชากราบไหว้ของชาวร่อนพิบูลย์และชาวนครศรีธรรมราชและจังหวัดใกล้เคียง ประวัติการสร้างพระพุทธรูปปางพระร่วงอุ้มบาตรจากประวัติที่เล่าสืบต่อกันมาของพระแม่เศรษฐีวัดร่อนนาพระคู่บ้านคู่เมืองของอำเภอร่อนพิบูลย์ นับย้อนรอยไป 700-800 ปีมาแล้วเป็นยุคการเผยแพร่ของพระพุทธศาสนาและมหาสงครามของประเทศเพื่อนบ้าน และยุคมหาสงครามไทยสยามใต้กับพวกชวากะ (สลัดชวา) โจรแขกที่บุกเข้าโจมตีจับเอาทรัพย์สินและชาวเมืองไปเป็นเชลยต่างผลัดกับรบชนะและแพ้สลับกันไปราษฎรต้องพากันอพยพหลบหนีภัยสงครามที่ยกโจมตีบรรดาเมืองต่าง ๆ แตกพร้อมกับต้อนชาวเมืองเป็นเชลยศึก ส่วนที่พากันหลบหนีเข้าไปในป่าพากันส้องสุมรวมตัวต่อสู้ศัตรูในการดักซุ้มโจรตีทำลายข้าศึกบ้างก็พาลูกเมียข้าทาสบริวารหลบหนีภัยสงครามไปตั้งรากฐานแปลงบ้านสร้างเมืองอยู่บนภูเขาร่อนนา (หรือในพื้นที่กรุงมาศ) ปัจจุบันเป็นที่กั้นน้ำทำนบสองของเมืองแร่หนองเป็ดซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลร่อนพิบูลย์ อำเภอร่อนพิบูลย์ในปัจจุบัน เมื่อท่านเศรษฐีกรุงมาสได้สร้างบ้านเรือนขึ้นมาก็ได้มีชาวบ้านที่หนีภัยสงครามล้างเผ่าพันธุ์ในครั้งนั้นมาตั้งบ้านเรือนจนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ขึ้น ครั้นหลายปีต่อมาท่านเศรษฐีแห่งหมู่บ้านกรุงมาสก็ได้ทายาทบุตรีคนหนึ่งจากภรรยาคนหนึ่งและเมื่อกุมารีเจริญวัยเติบโตขึ้นก็มีผิวพรรณนั้นเหมือนทองคำท่านเศรษฐีกรุงมาสผู้เป็นบิดาและมารดาตลอดจนข้าทาสบริวารต่างรักใคร่ ท่านเศรษฐีกรุงมาสผู้เป็นพ่อและแม่ต่าง ทะนุถนอมเลี้ยงดูบุตรีดังแก้วตาดวงใจจนกุมารีเจริญวัยได้ 16 ปีวันหนึ่งได้ชวนพี่เลี้ยงไปเล่นน้ำที่โตน (คือฐานน้ำตกบนภูเขา) และในขณะที่บุตรีท่านเศรษฐีกรุงมาสกับพี่เลี้ยงเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานก็ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อบุตรีท่านเศรษฐีกรุงมาสกับพี่เลี่ยงได้ลื่นหลักตกลงจากหน้าผาน้ำตก ปรากฏว่าสาวเจ้าทั้งสองหายสาบสูญไปกับกระแสน้ำอันเชี่ยวกราดและเมื่อถึงเวลาตะวันใกล้ค่ำท่านเศรษฐีกรุงมาสผู้เป็นพ่อพร้อมภรรยาไม่เห็นหน้าบุตรีและพี่เลี้ยงบังเกิดความเป็นห่วงและสังหรณ์ใจเลยนำบ่าวไพร่ออกติดตามค้นหาและพบเสื้อผ้าเครื่องประดับแต่งกายของบุตรและพี่เลี้ยงกองอยู่บริเวณนั้น ท่านเศรษฐีกรุงมาสผู้เป็นพ่อและภรรยาต่างโศกเศร้าเสียใจและสลดไปในการจากไปของบุตรสาวเป็นอย่างมากและคิดว่าศพของบุตรสาวและพี่เลี้ยงคงถูกกระแสน้ำพัดจนอยู่ในโตน (วังน้ำตก) นี้เป็นแน่ท่านเศรษฐีกรุงมาสจึงตั้งรางวัลด้วยทองคำแท่งหลายร้อยชั่งใครก็ตามสามารถงมศพของบุตรสาวและศพพี่เลี้ยงเจอจะมอบทองคำแท่งให้เป็นรางวัล ซึ่งมีชาวบ้านและข้าทาสบริวารต่างพากันงมศพค้นหาจนแทบพลิกแผ่นดินก็ไม่มีใครพบศพบุตรสาวของท่านเศรษฐีและพี่เลี้ยงเลยยังมีความโศกเศร้าเสียใจแก่ท่านเศรษฐีกรุงมาสผู้เป็นพ่อและผู้เป็นแม่ตลอดจนข้าทาสบริวารยิ่งนักท่านเศรษฐีกรุงมาศผู้เป็นพ่อจึงคิดปั้นรูปต่างตัวของบุตรสาวและพี่เลี้ยง จึงได้ประกาศให้บรรดาผู้ที่มีความสามารถปั้นรูปเหมือนของบุตรีและพี่เลี้ยง แต่ปรากฏว่าบรรดาช่างจากสถานที่ต่าง ๆ ทราบข่าวต่างพากันเดินทางสมัครปั้นรูปเหมือนบุตรี จะปั้นให้เหมือนรูปบุตรีและพี่เลี้ยงได้ คือปั้นแล้วปรากฏไม่เหมือนกันเลยเพราะช่างเหล่านั้นขาดความชำนานทางศิลป์ เลยพากันปั้นไม่ได้เรื่องได้ราวเรื่องของเรื่องเลยถึงองค์อัมรินทร์จอมเทพสรวงสรรค์ (พระอินทร์) ทรงตรัสเรียกพระวิษณุกรรมและได้มอบหมายหน้าที่ในการสร้างพระรูปเหมือนในการปั้นรูปเหมือนบุตรีและพี่เลี้ยงตามเจตนารมณ์ของท่านเศรษฐีกรงมาสได้ทำการอธิษฐานมา ซึ่งพระวิษณุกรรมเมื่อรับบัญชาจากพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่แห่งสรวงสวรรค์แล้วได้แปลงกายเป็นพราหมณ์เฒ่าเข้าไปรับอาสาท่านเศรษฐีกรงมาสสร้างรูปเหมือนบุตรสาวและพี่เลี้ยงให้โดยพราหมณ์เฒ่าได้ทำเบ้าหล่อรูปเหมือนแล้วเคี่ยวหลอมละลายทรัพย์สินเหล่านั้นเทลงในเบ้าและ เมื่อแกะเบ้าออกมาปรากฏว่าเป็นพระพุทธรูปสวยงามมากเป็นที่สบอารมณ์ชื่นชนของท่านเศรษฐีกรงมาสผู้เป็นพ่อมาตลอดจนข้าทาสบริวารเป็นยิ่งนักที่รูปหล่อของบุตรีซึ่งดูเหมือนมีชีวิตจริง ๆ ฝ่ายพราหมณ์เฒ่าเมื่อหล่อรูปเหมือนบุตรีและพี่เลี้ยงเสร็จและก็หายตัวไปเฉย ๆ ฝ่ายท่านเศรษฐีกรงมาสกับภรรยา…