บานไม่รู้โรยบราซิล สวย อึด ถึก ทน วัชพืชต่างถิ่นขึ้นง่ายตายยาก

450
views

บานไม่รู้โรยบราซิล พืชต่างถิ่นรุกราน Invasive AlienSpecies ทราบหรือป่าวครับว่า การปลูกพืชชนิดนี้ในการตกแต่งสวน ก็เป็นการช่วยกระจายพืชต่างถิ่นรุกราน (Invasive Alien species) ได้ พืชชนิดนี้มีการเติบโตและขยายพันธุ์ในภูมิอากาศแบบประเทศเราได้ดี เหมือนเป็นวัชพืช ทั้ังเมล็ดที่มีจำนวนมากอายุยืน และกิ่งที่ตกสู่พื้นดินก็สามารถงอกได้อย่างง่ายดาย แถมยังพบว่าสามารถปล่อยสารเคมีออกมายับยั่งการเจริญเติบโตพืชที่ขึ้นอยู่ข้างเคียงได้อีกด้วย

ชื่ออื่น บานไม่รู้โรยสิงคโปร์ บานไม่รู้โรยฝรั่ง
ชื่อสามัญ : Brazilian Joyweed, Purple Joyweed
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alternanthera brasiliana (L.) Kuntze
วงศ์ผักโขม : Amaranthaceae

ถิ่นกำเนิด : มาจากทวีปอเมริกาตอนกลางและอเมริกาใต้ตอนบน ปัจจุบันแพร่กระจายพันธุ์ตามธรรมชาติได้เองและเป็นวัชพืขในรัฐฟอริดา แอฟริกาในเขตร้อน อินเดียด้านตะวันออกเฉียงเหนือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลียตอนบน และบางเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง 50-100 ซม. กิ่ง ลำต้น ก้านใบ และใบมีสีม่วงอมน้ำตาล-สีชมพูเข้ม ทุกส่วนมีขนสั้น-ยาว สีขาว ตามข้อบวม ใบเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบเดี่ยวรูปไข่-รูปรี ยาว 2-8 ซม. โคนใบสอบเรียว ไม่มีก้านใบหรือมีแต่สั้นกว่า 5 มม. ช่อดอกสีขาวเป็นช่อทรงกลมคล้ายดอกบานไม่รู้โรย กว้าง 1 ซม. เมล็ดแก่รูปไข่ยาว 1.5 มม. สีดำ

นิเวศวิทยาและการกระจายพันธุ์ : เข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อไรไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่เมื่อประมาณปี 2540 ได้มีการนำเข้ามาปลูกเป็นไม้ประดับในภาคใต้แล้ว โดยคาดว่าน่าจะนำเข้ามาจากประเทศมาเลเซีย/สิงคโปร์

พันธุ์ลูกผสมที่นิยมปลูกคือ ‘Brazilian Red Hots’ ซึ่งใบจะมีลายด่างสีชมพูเข้มสลับสีม่วงเข้ม พันธุ์นี้ไม่ขยายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติ **สามารถใช้ปลูกประดับได้**

ขณะที่สายพันธุ์ ‘Rubiginosa’ มีใบสีม่วงอมน้ำตาล ซึ่งจะนิยมปลูกแพร่หลายไปทั่วประเทศมากกว่า และเป็นพันธุ์ที่มีการปรับตัวได้ดี ทนทานต่อสภาพอากาศทั้งที่ชุ่มชื้นและแห้งแล้งได้ดี สามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติกลายเป็นวัชพืชที่สำคัญในขณะนี้ไปทั่วประเทศ ชอบขึ้นตามที่โล่งแจ้ง หรือที่ร่มรำไร ที่มีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 1,100 มม./ปี แม้แต่ในดินปนทรายหรือผสมกรวดก็ตาม พบตามชายป่าเบญจพรรณ ชายป่าดงดิบ ที่รกร้าง ข้างทาง ริมน้ำ และ พื้นที่เกษตร ในที่ความสูงไม่เกิน 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ประสิทธิภาพการรุกราน : เจริญเติบโตได้รวดเร็วในช่วงฤดูฝน โดยมีอายุประมาณ 3-4 เดือนก็สามารถออกดอกและผลได้ ส่วนใหญ่เมล็ดจะแก่ช่วงปลายฤดูฝน-ฤดูหนาว เมล็ดที่มีขนาดเล็กมากคล้ายเมล็ดงาดำจะร่วงหล่นตามพื้นดิน เมื่อมีฝนตกหนักน้ำจะพัดพาไปได้ไกล ด้วยระบบรากที่แข็งแรงทำให้มันสามารถมีชีวิตรอดพ้นจากฤดูร้อนของประเทศไทยตอนบนที่แสนจะร้อนและแห้งแล้งได้ เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนต้นเดิมจะแตกกิ่งก้านออกมาเติบโตอีกครั้ง หรือเกิดต้นใหม่งอกออกมาจากเมล็ด มันสามารถขยายพันธุ์ได้ง่ายมากด้วยการปักชำกิ่งหรือมีเพียงกิ่งที่ถูกตัดฟันแล้วตกลงไปสัมผัสดินรากจะงอกออกมาเกิดต้นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

พาหะที่สำคัญต่อการแพร่กระจายพันธุ์คือมนุษย์ โดยการนำเข้าไปปลูกเป็นไม้ประดับก่อน เพราะมีการขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยกิ่งปักชำ และมีใบสีม่วงดูสวยงาม เมื่อพวกมันออกดอกและแตกกอทอดเลื้อยกว้างออกไป ก็จะกระจายอย่างรวดเร็วเข้าสู่พื้นที่ที่ขาดการดูแล เช่น ที่รกร้าง และป่าไม้ การใช้มีดหวดหรือเครื่องตัดหญ้าจะยิ่งเป็นการช่วยกระจายกิ่งที่ถูกตัดให้กระเด็นตกสู่พื้นดินแล้วงอกเป็นต้นใหม่จำนวนมากยิ่งขึ้น มีการศึกษาพบอีกว่าพืชในสกุลนี้ สามารถปล่อยสารเคมีออกมายับยั่งการเจริญเติบโตพืชที่ขึ้นอยู่ข้างเคียงได้อีกด้วย

การควบคุม : ใช้วิธีถอน ขุดหรือไถให้ถึงราก แล้วนำมาเผาทำลาย โดยต้นกล้าที่เกิดขึ้นใหม่จากเมล็ดและกิ่งที่ตกค้างในดินให้ใช้วิธีถอนออกซ้ำ หรือร่วมกับการปลูกพันธุ์ไม้ป่าโตเร็วพวกพืชเบิกนำ (pioneer species) เข้าไปยึดครองพื้นที่แทน การกำจัดจะต้องติดตามต่อไปอีกประมาณ 2-3 ปี

ที่มา – หอพรรณไม้ Forest Herbarium – BKF