ผบ.ตร.นำกำลังนับร้อยนายปิดล้อมเขานุ้ย ล่าตัว “ฉุย เขาจันทร์”

1873
views

จ.สงขลา – ความคืบหน้าการไล่ล่ากลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุยิงตำรวจกองปราบเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บ 2 นาย ขณะเข้าจับกุมที่บริเวณ 4 แยกเขาชัยสน จ.พัทลุง เมื่อช่วงเย็นวันที่ 9 มี.ค. ที่ผ่านมา และคนร้ายถูกวิสามัญเสียชีวิตคารถ 1 คน

ซึ่งคดีนี้มีผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับทั้งหมด 4 คน ประกอบด้วย นายจำรัส รักษ์จันทร์ หรือ ฉุย เขาจันทร์ , นายพงศกร สุวรรณมะโณ หรือ เจ อายุ 22 ปี , นายอัฐพล ใหม่อ่อน หรือ รวย อายุ 21 ปี และ นายเกรียงไกร ไชยพูล อายุ 27 ปี

และเมื่อวานนี้เจ้าหน้าที่จับกุมได้แล้ว 1 คน คือ นายพงศกร สุวรรณมะโณ หรือ เจ ขณะกบดานอยู่ในพื้นที่ป่าสวนปาล์มใน ต.ท่าชะมวง อ.รัตภูม จ.สงขลา นั้น

ล่าสุดวันที่ 12 มี.ค. 65 ทาง 12 มี.ค. 65 – พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร.,พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร.,พล.ต.ท.นันทเดช ย้อยนวล ผบช.ภ.9,พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษภาค 9 กำลังชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมาน และชุดปฏิบัติการพิเศษบก.ภ.จ.สงขลา เข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง ในต.เขาพระ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา

พร้อมกับแบ่งกำลังอีกส่วนหนึ่งเดินเท้าเข้าไปในป่ายางหลังบ้านกว้างเกือบ 100 ไร่ ไล่ล่านายจำรัส รักจันทร์ อายุ 45 ปี หรือ “ฉุย เขาจันทร์” พร้อมพวก ซึ่งก่อเหตุยิงตำรวจกองปราบปรามเสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 65 ที่ผ่านมา

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับเบาะแสสำคัญที่ทำให้ทางเจ้าหน้าที่เชื่อว่า นายจำรัส และ พวก หลบหนีเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวนั้น เนื่องจากเป็นละแวกที่มีบ้านพักของกลุ่มญาติ หรือ กลุ่มเพื่อนสนิท ที่นายจำรัส มักแวะเวียนมาหาบ่อยครั้ง อีกทั้งจากการสอบถามพยานบุคคลในพื้นที่ทราบว่าประมาณ 1-2 วันที่ ผ่านมา มีชายต้องสงสัยประมาณ 2 คน ลักษณะคล้ายกับ นายจำรัส และพวก เดินเข้ามาแถวป่าสวนยางดังกล่าว โดย 1 ในนั้นมีการนำผ้าก๊อซมาพันที่บริเวณลำแขน คล้ายผ้าพันแผล สอดคล้องกับข้อมูลที่พบว่า นายจำรัส และพวก ได้รับบาดเจ็บที่แขนจากเหตุการณ์ยิงปะทะกันเมื่อวันเกิดเหตุ

ทั้งนี้แม้ว่าจะยังไม่พบผู้ต้องหาทั้ง 3 คน แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังคงวางกำลังตรวจสอบบริเวณพื้นที่โดยรอบของเขานุ้ย และพื้นที่ใกล้เคียง และสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาทั้ง 3 คน เพื่อหาเบาะแสไล่ล่าติดตามจับกุมจนกว่าจะพบตัว

แหล่งข้อมูล : JKN18 News

📌