“ตายแล้วไปไหน” โดย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

2827
views

‘ท่านจ่าพัว ชระเอม’ ตายแล้วไปอยู่บนแดนพระนิพพาน ‘หลวงพ่อฤาษี’

“…ท่านโยมพัวที่เราจะไปเผาพรุ่งนี้ เราเผาแต่ซากเท่านั้น ตัวจ่าพัวเราเผาไม่ได้ เพราะร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ร่างกายของจ่าพัวไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ความจริงโยมพัวท่านไม่เคยเจริญฌานสมาบัติ ท่านจดหมายมาเสมอว่า วิตกเหลือเกินเกรงว่าตายแล้วจะตกนรก ไอ้คนกลัวตกนรกมันตกไม่ได้ เพราะจดหมายทุกฉบับปรารภเรื่องนี้เป็นสำคัญ อาตมาเองก็ไม่ทราบว่าท่านทำอะไรไว้บ้าง

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

เมื่อกี้ท่านมานั่งคุยให้ฟังว่า สมัยที่เป็นตำรวจเอาหนักเหมือนกัน เพราะเป็นมือปราบคนหนึ่ง และมีอีกข้อหนึ่งคือว่าภาษาของโบราณ รถไฟ เรือเมล์ ยี่เก ตำรวจ นอกจากปราบแล้วยังเจ้าชู้อีกด้วย ท่าทางตอนหนุ่มๆ ท่านคงเป็นคนรูปหล่อและกรุ้มกริ่ม เรื่องเจ้าชู้นี่ท่านคุยให้ฟัง เมื่อผมมีชีวิตอยู่อยากจะคุยให้อาตมาฟังมันก็ไม่ถนัด ผมวิตกเรื่องนี้มันหนัก และสมัยปราบปรามครั้งใหญ่ โจรดังบ้าง บางทีก็จับมาได้ ๔-๕ คนยิงตายเลย ปราบจริงๆ และแถมเจ้าชู้จริงๆ เสียด้วย เป็นกรรมหนักที่ท่านหนักใจ

แต่ว่าก็อาศัยจิตของท่านน้อมในกุศลนับตั้งแต่ปี ๒๕๑๕ เป็นต้นมาที่มาพบอาตมา อย่าง “หนังสือประวัติหลวงพ่อปาน” โยมพัวให้เงินค่าพิมพ์เป็นคนแรก และเคยเขียนจดหมายมาบอกว่า “ท่านเป็นคนตาเหล่ ไม่เหล่ก็ตาบอด เพราะเวลานี้ไม่เห็นที่อยู่ของท่านเวลาตายไปแล้ว” อาตมาก็เป็นแต่เพียงแนะนำบอกว่า “ทำใจให้เป็นสุข ให้มีความมั่นใจ” ท่านก็มีความมั่นใจพร้อมๆ กับความสะเทือนใจเพราะเกรงว่าไอ้บาปตัวนี้มันจะเข้ามายุ่ง

ตอนบั้นปลายชีวิตของท่านทำทุกอย่างเพื่อหนีบาปตัวนี้ ตอนนี้ตัวจาคะก็เกิดตัดใหญ่ ถวายเงินมาที่วัดนี้แสนกว่า ที่วัดอื่นอีก ลูกท่านก็ดีไม่มีใครขัดคอ พ่อจะทำอะไรก็ทำตามชอบใจ เข้าใจว่าท่านคงจัดทรัพย์สินต่างๆ ให้ลูกหมดแล้ว ตามส่วนสิทธิที่เขาจะพึงได้ ท่านก็ทำทุกอย่างในเมื่อตัดทรัพย์สินได้

ก็ตัดอารมณ์ใจตัดกายได้ มาในขั้นสุดท้ายท่านป่วยหนัก อาตมาไปเยี่ยมโยมพัว ไปครั้งแรกไปนั่งอยู่ตอนบวงสรวง พระท่านมาเตือนว่า “จะมากักเขาไว้ดาวดึงส์ได้อย่างไร ในเมื่ออารมณ์เขาจะเข้าถึงได้” ก็เลยบอกให้ท่านภาวนาว่า “นิพพานัง” จับพระนิพพานเป็นอารมณ์ พอไปเยี่ยมครั้งที่สอง ท่านบอกขึ้นไปได้แล้ว ตอนนี้ตู้โต๊ะในบ้านไม่เอาไว้แล้วส่งเข้าวัดหมด

หลวงพ่อฤาษี (ลิงดำ) วัดท่าซุง

จาคะตัวเดียวเป็นตัวสำคัญ ในเมื่อตัดทรัพย์สินได้ ก็ตัดอารมณ์ใจตัดกายได้ มาถึงขั้นสุดท้ายตอนป่วยหนักและตายไป เมื่อตายแล้วท่านมาเล่าให้อาตมาฟังว่า ตอนป่วยมากใกล้จะตายก็ไม่นึกว่าตัวเองจะไปไหนได้หรอก ก็นั่งฟังเทปนอนฟังเทป ฟังไปฟังมา อารมณ์ใจค่อยละเอียดไปทีละน้อยๆ เพราะความมั่นใจยังไม่มี จนกระทั่งเวลาใกล้จะสิ้นชีพ อารมณ์ใจรวบรวมหนักเพราะทุกขเวทนามันบีบหนัก จนกระทั่งมีอารมณ์จิตเป็นสุข พอจิตเป็นสุขก็เห็นพระ พระองค์แรกที่โยมพัวเห็นคืออาตมา

ต่อมาพระพุทธเจ้าท่านเสด็จมา แนะนำบอกว่า “องค์นี้เป็นพระพุทธเจ้า” เมื่อเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีรัศมีกายผ่องใส สวยสดงดงามมาก จิตที่เกาะอะไรทั้งหมดก็ตัดหมดทันที ท่านโยมพัวก็เข้าไปกอดพระบาทพระองค์แน่นเลย พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ไปพระนิพพานกับพ่อไหมลูก” ท่านตอบว่า

“ไปครับ แต่ผมกลัวไปไม่ได้” พระองค์ทรงชี้ให้ดูร่างกายของโยมพัวในเมืองมนุษย์และตรัสว่า “เป็นทุกข์ไหม” ท่านตอบว่า “ทุกข์ครับ” ตรัสต่อไปว่า “ร่างกายไม่ดีอย่างนี้ยังรักอยู่อีกเหรอ” ท่านตอบว่า “ไม่รักครับ” พระองค์จึงตรัสว่า “งั้นก็ไปพระนิพพานกับพ่อ” เพียงเท่านี้เอง ท่านก็ทิ้งร่างกายเนื้อตามพระพุทธเจ้าไปอยู่บนแดนพระนิพพานทันที เพราะจิตท่านเกาะเฉพาะพระพุทธเจ้าอย่างเดียว จึงไม่เกาะร่างกาย

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ท่านบอกอาตมาว่า เมื่อเห็นร่างกายหยุดทำงานแล้ว ก็มองดูร่างกายเห็นว่าน่าเกลียดขนาดนี้หรือนี่ อันนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ท่านมีความสุขที่สุด คิดไม่ถึงว่าในชีวิตความสุขใหญ่ขนาดนี้จะมีกับผม คิดแต่เพียงว่าถ้าอยู่ดาวดึงส์ก็บุญตัวแล้ว ท่านขอบคุณอาตมาที่ช่วยท่าน

เป็นอันว่า เราได้บุคคลตัวอย่างคือ ท่านโยมพัว ชระเอม ก่อนตายท่านมีอารมณ์โปร่ง ท่านเกาะพระ จุดนี้เป็นจุดสำคัญที่สุด อาตมา “นึกว่าจะไปบังสุกุลท่าน” แต่ท่านโยมพัวบอกว่า เล่นแต่ซากไปเถอะ ตัวผมนี่ไม่ได้แล้ว…”

ข้อมูลจากหนังสือ “ตายแล้วไปไหน” โดย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ https://sites.google.com/site/sphrathewtheph/-44-16